วันฟ้าครึ้ม ฝนปรอย กับการเดินลัดเลาะเข้าซอยเพื่อไปยังคลังหนังสือโบราณ

เราจินตนาการถึงความชื้นที่อาจทำให้หนังสือเก่ากรอบ ฉีกขาด บวมน้ำ หรือเสียหาย

แต่หลังจากที่เจ้าของบ้านอย่าง คุณประยงค์ อนันทวงศ์ หรือ ลุงยงค์ นำทางเราเข้ามานั่งบนเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ในสวนหย่อมหน้าบ้าน ฝนปรอยที่ว่าก็หยุดตก และเจ้าของบ้านก็นำหนังสือเก่าโบราณสภาพดีออกมาให้เราชมเป็นบุญตา โดยส่วนมากเป็นหนังสืองานศพ

ลุงยงค์ได้รับฉายาจากคนในวงการนักสะสมหนังสือว่าเป็น เจ้าพ่อหนังสืองานศพ ซึ่งหนังสือประเภทนี้จะถูกพิมพ์แจกให้กับผู้มาร่วมงานศพเพื่อระลึกถึงผู้วายชนม์

ไม่แปลกหากคุณกำลังสงสัยว่า หนังสืองานศพมีประโยชน์อย่างไร และทำไมต้องเก็บจนถึงขั้นได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าพ่อ เราเองก็สงสัยเช่นกัน แต่ก่อนจะไปถึงคำถามนั้น เราเริ่มอุ่นเครื่องบทสนทนาด้วยการถามว่า นอกจากหนังสืองานศพ ลุงยงค์เก็บหนังสืออะไรบ้าง

เขาหัวเราะแล้วบอกว่า “เก็บทุกอย่าง ตั้งแต่หนังสือเซ็กส์จนถึงหนังสือธรรมะ”

“หนังสือเก่าพวกนี้หาไม่ได้แล้ว คนที่มาซื้อไปหลายคน เขาซื้อความรู้ที่หาไม่ได้ในปัจจุบัน เพราะไม่มีการตีพิมพ์อีก โดยเฉพาะความรู้ที่บางครั้งมีอยู่แค่ในหนังสืองานศพเท่านั้น เช่น สูตรอาหารโบราณ คนที่เสียชีวิตอาจเป็นเจ้าของสูตร หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารในยุคก่อน พอเสียชีวิตจึงนำองค์ความรู้ของเขามาพิมพ์ในหนังสืองานศพ ดังนั้นความรู้นี้จึงมีแค่ในหนังสืองานศพ เสียดายว่าหนังสือของผมกระจายอยู่หลายที่ ที่ร้านด้วย ที่บ้านด้วย รวม ๆ ก็ 10,000 – 20,000 เล่ม”

เราเองก็เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ชม (หนึ่งในประเภทที่ไม่ได้ชมคือหนังสือเซ็กส์) แต่ถึงอย่างนั้น หนังสือหลายสิบเล่มที่ลุงยงค์คัดสรรมาให้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในวงการสะสมหนังสือมากว่า 60 ปี แถมยังมีประวัติโชกโชนในวงการสื่อสิ่งพิมพ์มากกว่าที่เราคิด

'ประยงค์ อนันทวงศ์' เจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมตั้งแต่หนังสือเซ็กส์จนถึงหนังสือธรรมะ

01
จากเด็กในสวนถึงร้านกาแฟ ร้านตัดผม และธรรมศาสตร์

“ผมเริ่มสะสมหนังสือตั้งแต่เรียนอยู่บพิตรพิมุข แต่เดิมผมยากจนมาก อยู่ในสวนแห่งนี้แบบอาศัยเขาอยู่ ไม่มีบ้านของตัวเอง ผมเข้าเรียน ป.1 ก็อายุสิบกว่าขวบแล้ว เรียนถึง ป.4 ครูประจำชั้นเห็นว่าผมเรียนใช้ได้จึงไปบอกพ่อให้ผมเรียนมัธยมต่อ พ่อไม่มีเงินแต่เกรงใจครู เพราะเราเช่าที่ของครูอยู่ สุดท้ายผมได้เรียน แต่มีค่าติวก่อนเข้า พ่อไม่มีเงินจ่าย เลยหอบมะพร้าวแห้งแบกไปให้ครูเป็นค่าเรียน”

เจ้าของบ้านเล่าพลางมองไปรอบบริเวณที่แต่ก่อนเคยเป็นสวน หลังเลิกเรียน เด็กชายประยงค์มักจะวิ่งไปยังร้านกาแฟ หรือร้านตัดผมเป็นประจำ เพราะที่นั่นมีหนังสือพิมพ์ให้เขาอ่าน

'ประยงค์ อนันทวงศ์' เจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมตั้งแต่หนังสือเซ็กส์จนถึงหนังสือธรรมะ

ความตั้งใจในการเรียนและการอ่านทำให้เขาสอบเข้าได้ที่โรงเรียนวัดบพิตรพิมุข (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ พื้นที่บพิตรพิมุข จักรวรรดิ) โดยเลือกแผนกภาษาต่างประเทศ ภาษาฝรั่งเศส แต่ก่อนหน้านั้น อาจารย์ใหญ่เล็งเห็นว่า เด็กคนนี้หัวดีแต่ยากจนจึงมอบทุนเรียนครูให้

“แต่ทุนนั้นผมยกให้เพื่อนแทน ตอนนั้นผมสอบติดบพิตรพิมุขแล้ว แต่เพื่อนยังไม่ติด ผมก็เลยยกให้เขา อาจารย์ใหญ่แกสะบัดหน้าใส่ เพราะแกไม่พอใจ แกหวังดี แต่อย่างน้อยเพื่อนผมที่ได้ทุน เขาก็ได้เป็นถึงรองผู้อำนวยการเลยนะ” ลุงยงค์ยิ้มเมื่อการเสียสละของเขาทำให้เกิดแม่พิมพ์ของชาติอีกคน เพราะสำหรับคนที่รักในความรู้ การสนับสนุนให้เกิดการส่งต่อความรู้คงจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

เจ้าของวีรกรรมเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนที่เลือกจนถึงปี 2 จากนั้นจึงไปสมัครสอบ ม.8 แม้จะเผชิญหน้ากับความขัดสนจนไม่มีเงินจ่ายค่าสอบ 50 บาท แต่แม่ของเขาก็ไปหยิบยืมเงินมาให้จนได้

“ผมไปสอบที่ธรรมศาสตร์ ซึ่งน่าจะเป็นปีแรกที่เปิด รีบไปแต่เช้า แต่ดันเจอคนรู้จักบอกว่าเขาไม่ได้สอบที่นี่! ธรรมศาสตร์สอบที่อำนวยศิลป์ พระนคร สุดท้ายผมก็ไปถึงและสอบติดคณะวารสารศาสตร์ได้ที่ 17”

ราวกับเป็นโชคชะตาของนักสะสมหนังสือที่ถูกกำหนดมาแล้ว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ทำให้ลุงยงค์ได้เข้าถึงแหล่งหนังสือจำนวนมหาศาลที่สนามหลวง เขาแวะเวียนไปอุดหนุนพ่อค้าแม่ขายตลอดจนรู้จักทุกร้าน เดินตั้งแต่ยังขายแบบแบกะดิน จนทาง กทม. สร้างซุ้มให้ตั้งแผงขายบริเวณอนุสาวรีย์พระแม่ธรณีบีบมวยผม และย้ายไปยังจตุจักรในเวลาต่อมา

02
สนามหนังสือ

'ประยงค์ อนันทวงศ์' เจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมตั้งแต่หนังสือเซ็กส์จนถึงหนังสือธรรมะ

“ผมซื้อทุกครั้งเต็มสองมือหลายสิบเล่ม แบกขึ้นรถเมล์ กระเป๋ามาช่วยก็บอกว่าหนัก คนที่เดินซื้อหนังสือสมัยนั้นมีเยอะมาก ตั้งแต่รัฐมนตรี ผู้พิพากษา นักเขียน อาจารย์สุกิจ นิมมานเหมินท์ ก็มาเดิน นักเล่นหนังสืออย่าง จรัญ พิกุล, ไพโรจน์ สุวรรณเสถียร ก็มา ผมไปออกหนังสือที่ธรรมศาสตร์ด้วยนะ ได้รับเลือกเป็นบรรณาธิการหนังสือของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมปฏิวัติจากขนาดที่เป็นแท็บลอยด์ เอาให้เท่าไทยรัฐ (บรอดชีท) ไปเลย” เจ้าบ้านเล่าอย่างเพลิดเพลิน 

นอกจากที่สนามหลวง ลุงยงค์ยังสะสมหนังสือจากแหล่งอื่นด้วย ทั้งอนุสาวรีย์หมู ริมคลองหลอด เฉลิมบุรี และเชิงสะพานพุทธ บางครั้งก็เดินทางไปถึงบ้านของคนเก็บหนังสือที่บางซื่อ ห้วยขวาง และดินแดง เรียกว่าเดินหาหนังสือทั้งวันทั้งคืน ไม่มีเบื่อ

“ผมได้เงินไปเรียนวันละ 20 บาท บางครั้งหนังสือเล่มไหนที่อยากได้แต่แพง ผมก็ผ่อนเอานะ เพราะชอบจนรู้จักเจ้าของร้านหมดเลย ผมไปเลือกหนังสือที่บ้านของบางคน เขาเอารถขนมาส่งถึงบ้านเราเลย”

เรามองเห็นแพสชันที่แรงแซงทุกสิ่งในตัวของคุณลุงวัย 84 ปีท่านนี้ หลังจากที่เขาเปิดหนังสือไปเล่าไปราวกับให้ตัวเองได้รื้อฟื้นความทรงจำ เราถามเขาอีกครั้งว่า ในวัยหนุ่มเขาเลือกซื้อหนังสือแบบไหนบ้าง ซึ่งคำตอบยังเหมือนเดิมจนถึงปัจจุบัน

“ซื้อทุกอย่าง สนใจทุกอย่าง เพราะผมชอบอ่านหนังสือ”

ช่วงชีวิตสำคัญต่อมาของลุงยงค์คือการเดินเข้าสู่วงการสิ่งพิมพ์ สถานที่ที่เขาได้ต่อยอดความรักและความชอบเป็นรายได้หล่อเลี้ยงชีวิตและจุนเจือครอบครัว รวมถึงเป็นคลังความรู้และสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ

03
ช่อประยงค์

'ประยงค์ อนันทวงศ์' เจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมตั้งแต่หนังสือเซ็กส์จนถึงหนังสือธรรมะ

เด็กชายในบ้านสวนใฝ่ฝันอยากไปชมกำแพงเมืองจีนสักครั้ง ในที่สุดปักกิ่งก็ได้เป็นจุดหมายปลายทางของจริงเสียที ลุงยงค์ได้รับเลือกจากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยให้เดินทางไปยังประเทศจีนเป็นเวลา 15 วัน หลังจากกลับมา เขาใช้ความสนใจที่มีมานานประกอบกับประสบการณ์ที่ได้ไปสัมผัสมาเขียนเป็นหนังสือ 

ก่อนหน้านั้นเขาก็ได้ออกหนังสือชื่อว่า แลหลังจีน เป็นหนังสือสารคดีเกี่ยวกับเทศกาลและประเพณีสำคัญของจีนที่สมบูรณ์ที่สุดเล่มแรกในประเทศไทย ซึ่งเล่มนี้ได้รับรางวัลสารคดี พ.ศ. 2526 จากสัปดาห์หนังสือแห่งชาติด้วย

เมื่อชื่อเสียงจากนามปากกา ‘ช่อประยงค์’ และ ประยงค์ อนันทวงศ์ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ บรรณาธิการนิตยสาร ดิฉัน ก็ได้เชิญเขาไปเขียนคอลัมน์ประจำชื่อ หล่นบนโต๊ะจีน จนออกมาเป็นหนังสือหลายเล่มในชื่อเดียวกัน เพื่อถ่ายทอดตำนาน นิยาย และความเชื่อเกี่ยวกับจีน

“ผมถามบรรณาธิการในงานเลี้ยงว่า ผมไม่รู้จักใครเลย ทำไมจึงเลือกผมมาเขียน เขาบอกว่าเขาไปอ่าน แลหลังจีน แล้วชอบ อ่านสนุก ได้ความรู้ เขาจึงเลือกผมมา หลังจากนั้นก็ได้ไปเป็นบรรณาธิการในหนังสือที่ออกร่วมกันกับเพื่อนคือ นิตยสารกินและเที่ยว ไปทานอาหารตามร้านและเก็บข้อมูลมาเขียน หนึ่งในคนที่ผมได้สัมภาษณ์คือเจ้าของตำแหน่งนางสาวไทยและนางงามจักรวาล อาภัสรา หงสกุล ครั้งแรกที่สัมภาษณ์คือตอนที่ทำงานอยู่นิตยสาร ชัยพฤกษ์

เราถามคุณลุงว่า เก็บนิตยสารกินและเที่ยวเฉพาะเล่มที่ตนเองเขียนไหม เขาตอบว่า “เก็บทุกเล่ม เพราะผมเป็นบรรณาธิการบริหาร”

'ประยงค์ อนันทวงศ์' เจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมตั้งแต่หนังสือเซ็กส์จนถึงหนังสือธรรมะ

ในฐานะนักเขียนและนักสะสม ผลงานที่เขาเคยมอบให้แก่สังคมหวนกลับมาให้รางวัลเขาอีกครั้งใน พ.ศ. 2562 กับการขึ้นเวทีรับรางวัลนราธิป ประจำ พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่นักเขียนและบรรณาธิการอาวุโสที่มีอายุมากกว่า 80 ปี โดยต้องเป็นผู้ที่มีผลงานเป็นที่ยกย่องกว้างขวาง งานดังกล่าวจัดโดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย และลุงยงค์ก็ขึ้นรับรางวัลในปีเดียวกับ คุณชวน หลีกภัย

“ตอนไปรับรางวัลนราธิปฯ ก่อนที่จะประกาศคนที่ขึ้นไปรับรางวัล โฆษกเขาจะพูดผลงานก่อน เขาเห็นว่าผมมีหนังสือเกี่ยวกับอาหารการกินของจีนเยอะ เขาเลยบอกว่า ผมคงชอบทานอาหารจีน แต่จริง ๆ ผมไม่ได้ชอบขนาดนั้น (หัวเราะ) ตอนไปเมืองจีนเขาเอาอาหารแบบดั้งเดิมมาเลี้ยง มันก็ใช้ได้ แต่หลายมื้อผมก็เบื่อ”

นักเขียนอาวุโสเล่าติดตลก นอกจากหนังสือที่กล่าวไปข้างต้น ยังมีเรื่องเกี่ยวกับจีนอีกมากทั้ง นิยายปลายตะเกียบ คัมภีร์การกินของจีน และ เทพเจ้าจีน แต่ลำพังความสามารถของเขาไม่ได้เอาไว้ถ่ายทอดเรื่องจีน ๆ อย่างเดียวนั้น เพราะลุงยงค์ยังเขียนตำราภาษาไทยอย่าง กลอนและวิธีเขียนกลอน นิทานสุภาษิตไทย และ นิทานพื้นบ้านไทย ด้วย

เพื่อให้เราตามทันชื่อหนังสือที่กล่าวไป เขาจึงหันไปคว้าหนังสือเล่มจริงมาให้ดู และนั่นก็เป็นเวลาอันเหมาะสมในการเปิดกรุปล่อยของให้เราชม

'ประยงค์ อนันทวงศ์' เจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมตั้งแต่หนังสือเซ็กส์จนถึงหนังสือธรรมะ
ลุงยงค์และคุณชวน หลีกภัย ผู้รับรางวัลนราธิป ประจำปี 2561 (ในกรอบรูป)
ถ้วยรางวัลประกวดหนังสือเก่า จัดโดย กองอำนวยการตลาดธนบุรี (สนามหลวง 2) ลุงยงค์คว้ารางวัลชนะเลิศหนังสือเก่าประเภทสารคดี บันเทิงคดี และสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ จำนวน 3 รางวัล

04
ปล่อยของ(สะสม)

หนังสือหลายสิบเล่มที่นักสะสมนำมาวางให้ดูมีลักษณะเหมือนกันคือ เก่า กรอบ มีร่องรอยของการเดินทางผ่านกาลเวลา และผ่านมือคนมาหลายยุคหลายรุ่น กระดาษบางเล่มกลายเป็นสีเหลืองนวล แต่บางเล่มกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มจนเราไม่กล้าแม้แต่จะแง้ม พอทราบอายุเท่านั้นก็อยากนำกลับไปในคลังของลุงยงค์ทันที เพราะเล่มที่เราจับอายุเกิน 100 ปีไปแล้ว

“ผมเลือกจากเรื่องที่ชอบ นักเขียนที่ชอบ และหนังสือที่นักเล่นหนังสือนิยมกัน แบ่งคร่าว ๆ เป็นหนังสือที่อายุเกิน 100 ปีขึ้นไป หนังสือลายเซ็น และหนังสือที่พิมพ์ครั้งแรกในปีที่นักสะสมเกิด อันหลังนี่แล้วแต่ว่าคนสะสมจะเล่นไหม แต่ที่ผมมีเยอะที่สุดคือหนังสืองานศพ”

01 หนังสืองานศพ

'ประยงค์ อนันทวงศ์' เจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมตั้งแต่หนังสือเซ็กส์จนถึงหนังสือธรรมะ

“มีอาจารย์ท่านหนึ่งมาจากปราจีนบุรี แกจะมาทุกอาทิตย์เพื่อซื้อหนังสือ ผมถามเขาว่า อาจารย์มาซื้อหนังสืออะไร แกซื้อหนังสืองานศพอย่างเดียว ผมถามว่าทำไม แกจึงบอกว่า หนึ่ง หนังสืองานศพทำให้เรารู้จักคนตาย รวมไปถึงครอบครัวของเขา สอง เราได้รู้ว่าคนตายมีผลงานอะไรบ้าง สาม หนังสืองานศพเสนอเรื่องทั้งที่ผู้ตายเขียนเอง รวมถึงเรื่องอื่น ๆ อย่างเรื่องที่ผู้ตายเขียนไว้ บางทีไปหาอ่านที่อื่นไม่ได้ เช่น หนังสือของคนทำบาตร การหล่อพระพุทธรูป ทั้งที่เป็นอาชีพและไม่เป็นอาชีพ แต่หาอ่านที่อื่นไม่ได้”

ลุงยงค์เก็บหนังสืองานศพมาตั้งแต่ก่อนพบกับอาจารย์ท่านนี้ โดยหนังสืองานศพเล่มแรกที่ลุงยงค์เก็บคือหนังสือบทสวดมนต์หลวงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระราชทานแจกไปทั่วประเทศ เป็นหนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงพระศพของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ หรือ พระนางเรือล่ม อัครมเหสีผู้ทรงรักยิ่ง

“ผมเก็บตั้งแต่รุ่นที่เหล่าเจ้านายพิมพ์แจก ไม่ใช่เพราะยศฐาบรรดาศักดิ์อะไรนะ แค่ชอบที่ว่าเขาเอาเรื่องโบราณมาพิมพ์ โดยเฉพาะเรื่องวรรณคดีอย่าง ขุนช้างขุนแผน พระอภัยมณี ก็พิมพ์ครบจบเลย นิราศนรินทร์ นิราศหริภุญชัย

เราได้ชมหนังสืองานศพอีกมากมาย ชนิดที่อ่านทั้งปีก็ไม่จบ ยกตัวอย่างอีกเล่มที่ลุงยงค์นำเสนออย่างตั้งใจคือ ตำราไม้ดัด-ก่อเขามอ การจัดทำสวนญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พระยาปริมาณสินสมรรถ ลงวันที่ 29 มีนาคม 2508

“ท่านนี้เขาสนใจและถนัดงานไม้ดัดไทย พอเขาเสีย ลูก ๆ จึงตกลงกันว่าจะนำองค์ความรู้ที่คุณพ่อมีและเคยเผยแพร่ไปแล้วตอนที่อายุครบ 60 ปี ใน พ.ศ. 2479 มาตีพิมพ์ใหม่อีกครั้งในหนังสืองานศพ ผมดูแล้วมันสวยนะ ไม้ดัดแบบโบราณ มีภาพให้ด้วย เขียนอธิบายไว้เสร็จสรรพ ไม้เขน ไม้ป่าข้อม ไม้เอนชายมอ ไม้ตลกราก ปัจจุบันถ้าอยากเห็นแบบนี้เยอะ ๆ ต้องเข้าไปดูแถวพระที่นั่ง เดี๋ยวนี้ไม่ดัดกันแบบนี้แล้ว นี่คือที่เรียกกันว่า เขามอ (รูปแบบหนึ่งของการจัดสวนถาด)”

หากเป็นหนังสือที่มีเจ้านายหรือราชวงศ์พระราชทานจะมีชื่อของผู้มอบให้หรือสั่งพิมพ์อยู่บนปก พร้อมระบุโอกาสในการพิมพ์แจกและปีที่พิมพ์ เพื่อให้ผู้รับเก็บไว้เป็นที่ระลึก 

ส่วนหนังสืองานศพเล่มอื่น ๆ ที่เราเห็นผ่านตามีทั้ง ตำราเสี่ยงทาย พิมพ์แจกในการฌาปนกิจศพ นายไต้ เผ็ง จุณณานนท์ และนางพัน เหล่าวณิชย์ พ.ศ. 2468 ดอกสร้อยสุภาษิต งานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ฐะปะนีย์ นาครทรรพ คำให้การเรื่องทัพญวน งานพระราชทานเพลิงศพ นายพลตรี พระยาสิงหเสนี (สอาด สิงหเสนี) พ.ศ. 2476 ปาฐกถาเรื่องคติฝรั่งเข้ามาเมืองไทย งานพระราชทานเพลิงพระศพ หม่อมเจ้าไตรทิพย์เทพสุต เทวกุล พ.ศ. 2505 นารายน์สิบปางของคุณหญิงเลื่อนฤทธิ์ ต.จ งานฌาปนกิจศพคุณละม้าย เทพหัสดิน ณ อยุธยา พ.ศ. 2499 (ชื่อหนังสือสะกดตามหน้าปก ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้จริงในสมัยก่อน)

02 หนังสือลายเซ็น

'ประยงค์ อนันทวงศ์' เจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมตั้งแต่หนังสือเซ็กส์จนถึงหนังสือธรรมะ

พอจะมีความคาบเกี่ยวกันอยู่ระหว่างหนังสืออายุเกิน 100 ปี และหนังสือลายเซ็นที่ลุงยงค์ชื่นชอบและหวงแหนมากที่สุดนั่นคือ พระราชนิพนธ์พระร่วงของพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะมีลายพระหัตถ์และพระปรมาภิไธยของรัชกาลที่ 6 รวมอยู่ด้วย

เจ้าของสมบัติหยิบหนังสืออายุกว่า 100 ปี ออกมาจากถุงผ้าสีขาว ซึ่งหนังสือสำคัญเล่มนี้มีพี่ชายแท้ ๆ เป็นคนมอบให้ เราบรรจงเปิดหนังสือไปด้านในจึงเห็นพระปรมาภิไธยเขียนไว้ใต้พระราชลัญจกรว่า ราม วชิราวุธ ด้านล่างเป็นตัวพิมพ์เขียนว่า ‘ฉบับพิเศษ มีจำนวน ๕๐๐ ฉบับ ฉบับนี้ที่ ๗๘ ผู้แต่งให้แก่ พระยาพิเชตพิเศษพิสัย’ โดยเลขฉบับและชื่อผู้ที่ได้รับพระราชทานจะเป็นลายพระหัตถ์ที่รัชกาลที่ 6 ทรงเติมเอง

ได้รู้ถึงความพิเศษแบบนี้แล้ว เรายิ่งอยากดูด้านในจึงค่อย ๆ เปิดกระดาษสีน้ำตาลที่มีรอยปรุประปรายไปทีละหน้า ตัวหนังสือยังอ่านได้อย่างชัดเจน ที่สำคัญคือภาพประกอบ 4 สียังสมบูรณ์มากหากเทียบกับอายุ เรียกว่าเจ้าของหนังสือรักและดูแลอย่างดี

'ประยงค์ อนันทวงศ์' เจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมตั้งแต่หนังสือเซ็กส์จนถึงหนังสือธรรมะ

อีกสองเล่มที่ลุงยงค์แนะนำคือ หนังสือนิทรรศการศิลปกรรมของ ฯพณฯ นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี และ วิวัฒนาการและศิลปะการจัดโต๊ะอาหาร เครื่องดื่ม และเมนูอาหาร โดย ขวัญแก้ว วัชโรทัย

“หนังสือของคุณชวน แกเป็นคนแปลกที่เซ็นข้างใน” เขาเอ่ยพลางเปิดหนังสือหาลายเซ็นที่เจ้าของเคยเซ็นให้ กว่าจะเจอก็ข้ามไปหลายหน้า “ภาพในเล่มแกวาดเองนะ ไปไหน เห็นใครก็จะวาด เขาเซ็นให้ผม แต่ไม่ได้เขียนว่ามอบให้ประยงค์”

ส่องคุณค่าของหนังสือโบราณผ่านเจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมอนุสรณ์ความรักและความรู้ที่หาไม่ได้อีกแล้ว

“ส่วนเล่ม วิวัฒนาการและศิลปะการจัดโต๊ะอาหาร เล่มนี้สมบูรณ์มาก มีทั้งเรื่องการจัดโต๊ะ วิธีพับผ้าเช็ดมือ การเสิร์ฟอาหารของแต่ละประเทศ การเตรียมเครื่องดื่ม เหล้า ไวน์ วิธีการกิน ลำดับขั้นตอน มีจนถึงความรู้พื้นฐานในครัวและเมนูอาหาร คิดดูสิว่าละเอียดขนาดไหน ตอนนั้นสมเด็จพระพี่นางฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ และสมเด็จพระเทพฯ ทรงมีกระแสพระราชดำรัสชมเชยด้วย อันนี้เขียนชัดเจนว่ามอบให้ประยงค์ อนันทวงศ์ ผมชอบเล่มนี้เพราะความรู้ครบถ้วนสมบูรณ์มาก”

ส่องคุณค่าของหนังสือโบราณผ่านเจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมอนุสรณ์ความรักและความรู้ที่หาไม่ได้อีกแล้ว

03 หนังสืออายุเกิน 100 ปี

ส่องคุณค่าของหนังสือโบราณผ่านเจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมอนุสรณ์ความรักและความรู้ที่หาไม่ได้อีกแล้ว

เรามองข้ามหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนบนปกว่า หนังสืออักขราภิธานศรับท์ Dictionany of The Siamese Language by D.B.Bradley Bangkok 1873 เพราะหน้าปกดูใหม่เกินกว่าจะอายุ 100 ปี ลุงยงค์บอกเราว่า เนื้อหาภายในเป็นพจนานุกรมที่อายุเกิน 100 ปีจริง ๆ แต่สำหรับเล่มนี้ที่สันหนังสือเขียนเอาไว้ว่า จัดพิมพ์เลียนแบบ 

ส่วนเล่มสีแดงที่ทับอยู่ด้านบน เล่มนี้รับรองว่าเก่าแก่แน่นอน ขนาดที่หน้าปกซีดจนเราอ่านไม่ออก เมื่อเปิดเข้าไปจึงเห็นตัวอักษรฟอนต์พิมพ์ดีดเขียนว่า จรรยาบ่าว รัตนโกสินทร์ศก 131 หรือเมื่อ 110 ปีที่แล้ว ด้านในจะระบุจรรยาบรรณของบ่าวเอาไว้ว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไร ไล่เป็นข้อ ๆ เช่น ข้อ 20 ความอดทนเป็นข้อสำคัญอย่างหนึ่งที่ควรเอาอย่างเช่นคนโบราณเขาทำ เราก็ควรจะทำได้ หนักเอาเบาสู้ อย่าคิดว่าเรี่ยวแรงที่ทำนั้นจะสูญเปล่า ระวังความหยิ่งเย่อเฟ้อฟุ้งไว้มาก ๆ จึงจะดี (เราตัดข้อความมาให้ส่วนหนึ่ง เพราะ 1 ข้อใช้พื้นที่บรรยายไปเกือบ 1 หน้า)

นอกจากนี้ยังมีหนังสือที่ชื่อเรื่องพอคุ้นเคย อาทิ กาพย์ห่อโคลงนิราศเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร แจกในการกฐินพระราชทานพ.ศ. 2465 โคลงกระทู้วชิรญาณ งานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าจอมช่วง รัชกาลที่ 6 พ.ศ. 2465 และ ประชุมจารึกอนุสาวรีย์ทรงสร้างในรัชกาลที่ 5 โปรดให้พิมพ์ในการบำเพ็ญพระกุศลสนองคุณ เจ้าจอมมารดาเรือน เมื่อศพครบ 50 วัน พ.ศ. 2465 หรือจะเป็นหนังสือที่ชื่อแปลกตาอย่าง มรโนปายคาถาของพระมหาเปลื้อง (ฉัน์โน) พิมพ์แจกในงานศพวัดบางบาน พ.ศ. 2462 ลุงยงค์ก็สะสมไว้ทั้งหมด

04 หนังสือตราหอ

ส่องคุณค่าของหนังสือโบราณผ่านเจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมอนุสรณ์ความรักและความรู้ที่หาไม่ได้อีกแล้ว

“อันนี้คือตราพระพิฆเนศ ศิลปากร อันนี้ของพระนางเธอลักษมีลาวัณ ใครเขียนก็จะมีตราของคนนั้นอยู่ พระนางเธอลักษมีลาวัณเป็นพระมเหสีของรัชกาลที่ 6 เป็นพระธิดาพระองค์ที่ 14 ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ส่วนอันนี้ของสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี แต่เป็นตราวชิรญาณ เพราะพระองค์ไม่ตราส่วนพระองค์ ขณะที่พระนางเธอลักษมีลาวัณเป็นนักประพันธ์ พระองค์สิ้นพระชนม์ เพราะถูกคนสวนในบ้านสังหาร”

นักสะสมผู้เชี่ยวชาญหยิบหนังสือโบราณ 2 เล่มมาเปรียบเทียบให้เราดู ซึ่งจะเห็นได้ว่าตราหอหน้าปกนั้นไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับนักสะสมว่าจะเล่นตราไหน หรือสนใจอะไรเป็นพิเศษ

“หนังสืองานศพส่วนมากจะเป็นหนังสือตราหอ เช่น ตรามังกรคาบแก้ว ตราวชิรญาณ ตราพระพิฆเนศ เขาจะเรียกว่าหนังสือตราหอ สมัยก่อนต้องไปขออนุญาตเพื่อพิมพ์”

05 หนังสือปีเกิด

ส่องคุณค่าของหนังสือโบราณผ่านเจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมอนุสรณ์ความรักและความรู้ที่หาไม่ได้อีกแล้ว

ลุงยงค์เกิด พ.ศ.2481 ในหมวดนี้ลุงจึงเลือกเก็บหนังสือที่พิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ.2481 ซึ่งวันนี้เรามีโอกาสเห็นเพียง 2 เล่ม

“เล่มนี้ นักเรียน ฉบับนี้ออกมาปีเดียวกับผมเกิด เขาบอกว่าเป็นหนังสือพิมพ์นักเรียนที่ทำขึ้นมาเพื่อนักเรียน ส่วนอีกเล่มเป็นปฏิทินปีขาล พ.ศ.2481 หน้าปกเขียนว่าอภินันทนาการจากห้างพระจันทร์โอสถ มีภาพยักษีขี่เสือ ข้างในก็มีโฆษณาแบบโบราณเลย ขายยามดลูก หน้าแรก ๆ จะมีปฏิทินเว้นว่างไว้ ให้คนเอาไปใช้เขียน ใช้จด ส่วนเนื้อหาจะบอกสาระเรื่องยา ยาอะไรใช้อะไร อาจจะชื่อไม่คุ้นแล้วนะ ยาตัดสำรอก ยาล้างขี้เทา ยาเหลืองชูชีพย์ อันพวกนี้จะมีเขียนไว้ว่าของเด็ก ของผู้ใหญ่ก็ยาบังคับมดลูก”

แท้จริงแล้วหนังสือที่อยู่นอกเหนือจาก 5 หมวดนี้ยังมีอีกมาก แต่ก่อนที่ฝนจะสาดลงมาอีกครั้ง เราขอให้ลุงยงค์เล่าเรื่องความเปลี่ยนแปลงในวงการ และร้านหนังสือปัจจุบันของเขาให้ฟัง

05
ความชอบที่ถึงเวลาแชร์

ส่องคุณค่าของหนังสือโบราณผ่านเจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมอนุสรณ์ความรักและความรู้ที่หาไม่ได้อีกแล้ว

ยุคสมัยเปลี่ยนไป เทคโนโลยีเข้ามา โรงพิมพ์ปิดตัว วงการหนังสือซบเซา ร้านหนังสือเลิกกิจการ จากวังบูรพาที่มีหนังสือให้เลือกสรรเยอะแยะก็หายไปเกือบหมด นั่นคือเรื่องย่อของสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาในสายตาของนักสะสมรุ่นใหญ่

“หนังสือเก่า หนังสือโบราณมีคนสนใจน้อยลงเยอะ คนที่สนใจอายุเยอะก็ทยอยหาย หลังจากที่ผมเก็บหนังสือมาหลายหมื่นเล่ม ผมก็เริ่มแบ่งปันให้คนอื่น เพราะไม่มีที่เก็บ (หัวเราะ) มีบ้างที่ขายแล้วเสียดาย เช่น สยามประเภท ผมมีแบบสมบูรณ์เลย แต่ขายไป บางคนเขาก็มาขอร้องให้ขาย คนที่มาขอดูของผมเพื่อทำงาน เขาบอกว่า หอสมุดแห่งชาติมีอยู่เล่มครึ่ง ผมเสียดาย หลายเล่มของผมมีคนจอง บางอันขายไป คิดว่าเขาจะเอาไปเก็บ แต่เขาเอาไปขายต่อ สมมติซื้อหมื่น เขาเอาไปขายสองหมื่นก็มี”

ยิ่งเก่า ยิ่งหายาก ยิ่งเป็นที่นิยมขึ้นอยู่กับเจ้าของใหม่ที่กำลังตามหา หนังสือหลายเล่มที่ลุงยงค์ขายไปจึงมีมูลค่าตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่น โดยหนังสือที่คนมาตามหากันมากที่สุดคือ หนังสืองานศพและตำราอาหาร แต่ลุงยงค์บอกว่า หนังสืองานศพก็มีพ่วงตำราอาหารไปด้วย โดยเฉพาะของเจ้านายหรือคนที่ทำงานในห้องเครื่อง

พ.ศ. 2541 ลุงยงค์และครอบครัวตัดสินใจเปิด ร้านบุ๊ค ขึ้นหลังเกษียณในปีเดียวกัน จุดเริ่มต้นมาจากเพื่อนสนิทผู้ชื่นชอบหนังสือคนหนึ่งมาชักชวนให้ไปเปิดร้าน โดยเขาจะเปิดห้องให้ เป็นการหากิจกรรมให้คนสูงวัยได้มานั่งพบปะพูดคุยกัน

“ร้านแรกอยู่ที่สนามหลวง 2 ต่อมาก็เปิดอีกแห่งที่พระราม 3 ข้างธนาคารกรุงศรีอยุธยา แต่ตอนนี้ปิดชั่วคราว เพราะโควิด-19”

ส่องคุณค่าของหนังสือโบราณผ่านเจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมอนุสรณ์ความรักและความรู้ที่หาไม่ได้อีกแล้ว

ส่วนการออกร้านที่สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ หลายคนคงจะคุ้นเคยกับสถานที่จัดอย่างศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แต่บอกเลยว่า คุณลุงขายมานานกว่านั้น โดยเริ่มตั้งแต่ที่สัปดาห์หนังสือยังจัดอยู่คุรุสภา

“ขายกันริมคลองผดุง เป็นงานที่ล้อกับงานกาชาด พอมีงานกาชาดก็เดินไปที่คุรุสภาได้ สมัยก่อนคนมาดู มาซื้อหนังสือกันเยอะมาก เดี๋ยวนี้น้อยลง แต่ตุลาคมนี้เราจะกลับไปที่ศูนย์สิริกิติ์แล้ว” คราวนี้เป็นภรรยาของลุงยงค์ คุณวรรณา อนันทวงศ์ ที่มาตอบคำถามให้กับเรา เธอคืออีกหนึ่งแรงที่สนับสนุนสามีให้ทำในสิ่งที่รักตลอดมาและตลอดไป เช่นเดียวกับสมาชิกคนอื่นในครอบครัว

ส่องคุณค่าของหนังสือโบราณผ่านเจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมอนุสรณ์ความรักและความรู้ที่หาไม่ได้อีกแล้ว

หากใครอยากพบปะพูดคุยกับลุงยงค์เกี่ยวกับหนังสือเก่า หนังสือโบราณ หรือสนใจเสาะหาหนังสือจากกรุสมบัติของลุงยงค์แล้ว สามารถแวะไปพบคุณลุงได้ที่ร้านบุ๊คในสัปดาห์หนังสือที่กำลังจะจัดขึ้น หรือหากใครอยากติดต่อหาหนังสือทางออนไลน์ สามารถเข้าไปได้ที่เพจ ร้านบุ๊ค หนังสือเก่า หนังสือหายาก และหนังสือในความทรงจำ 

ก่อนเราจะขอตัวหนีฝนที่เริ่มตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ เราทิ้งความสงสัย (ที่แท้จริงแล้วก็มีคำตอบอยู่ในใจ) ให้กับนักสะสมหนังสือที่อยู่ในวงการมากว่า 60 ปีคนนี้ว่า หนังสือมีความหมายอย่างไรต่อชีวิตของเขา 

คำถามธรรมดาทำให้อีกฝ่ายอยู่ในความเงียบเกือบนาที มีแค่เสียงฝนที่หยดลงบนหลังคา

เราคิดว่าระยะเวลาที่ผ่านมานานเกินครึ่งศตวรรษคงทำให้เขามีความรู้สึกและความผูกพันกับหนังสือมากเกินกว่าจะบรรยาย ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น

“หนังสือมีความหมายต่อชีวิตผมมาก ผมจินตนาการไม่ออกว่าถ้าไม่มีหนังสือจะเป็นอย่างไร ผมอยู่มาถึงทุกวันนี้ก็เพราะหนังสือ บางเล่มคืออนุสรณ์ความรัก ทุกเล่มคืออนุสรณ์ความรู้ ผมได้ความรู้ ได้สมาคม ได้มิตรภาพ ได้มีจุดมุ่งหมายในการใช้ชีวิตก็เพราะหนังสือนี่แหละ”

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

ดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ทาง The Cloud ได้เฟ้นหาวัยอิสระมาแสดงความสามารถในช่วง The Cloud Golden Week และยิ่งตื่นเต้นสุด ๆ เมื่อได้สัมภาษณ์นักสะสมเครื่องหมายและงานลูกเสือตัวยง เพราะนอกจาก ครูธีร์ (ตัวผมเอง) ชอบสอนวิชาลูกเสือ-เนตรนารีแล้ว ผมก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้ศึกษาเรื่องราวจากเครื่องหมาย เครื่องแบบ และงานลูกเสือ ดังนั้น การได้พูดคุยกับ เด่น-นฤเบศ พลตาล เจ้าของเพจ นักสะสมเครื่องหมายและงานลูกเสือ จึงเป็นช่วงเวลาที่มีค่ายิ่ง

'นฤเบศ พลตาล' นักสะสมเครื่องหมายและงานลูกเสือมากที่สุดในจังหวัดชัยภูมิ

นอกจากเด่นสะสมเครื่องหมายและสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับงานลูกเสือแล้ว เขายังสั่งสมประสบการณ์ตั้งแต่เด็กจวบจนอายุ 27 ปี แล้วนำมาถ่ายทอดเพื่อประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจอย่างลึกซึ้ง

ต่อจากนี้คือเรื่องราวที่เราได้สนทนากัน รวมถึงของสะสมที่หายากและเก่าแก่ที่เด่นโชว์ให้ชม

ฐานที่ 1
จากเครื่องแบบที่ชอบ สู่ตำแหน่งที่ใช่

พอพบหน้าก็รู้ว่าเป็นชายหนุ่มที่มีใจรักงานลูกเสือเป็นอย่างมาก เขาเริ่มกล่าวสวัสดี

“ผมชื่อนายนฤเบศ พลตาล ชื่อเล่น ‘เด่น’ ครับ ประกอบอาชีพเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานพิธี สังกัดสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชัยภูมิ ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่จังหวัดชัยภูมิ”

ตอนเด็กเด่นเป็นลูกเสือสำรอง เขาเล่าให้ครูธีร์ฟังว่า เขาเริ่มต้นชอบลูกเสือจากเครื่องแบบ เพราะการมีเครื่องหมายและสัญลักษณ์ต่าง ๆ มาติดอยู่บนชุดลูกเสือ ทำให้เขาเกิดความภาคภูมิใจ ซึ่งเด่นยังเก็บชุดลูกเสือสมัย ป.2 ไว้ด้วย พอขยับเป็นลูกเสือสามัญ เริ่มมีหมวกปีก เขาก็ชอบอีก เพราะเคยเห็นพี่ ๆ มัธยมใส่หมวกปีกแล้วให้ความรู้สึกเหมือนหมวกตำรวจ หมวกทหาร เด่นก็อยากใส่บ้าง

'นฤเบศ พลตาล' นักสะสมเครื่องหมายและงานลูกเสือมากที่สุดในจังหวัดชัยภูมิ

“มันเกิดจากความสนใจ เริ่มชอบและรักในเครื่องแบบเครื่องหมายครับ ที่สนใจในเครื่องหมายก็เพราะว่าใส่แล้วดูสวย ดูสง่า รู้สึกว่าตัวเองมีระเบียบวินัย พอมีเครื่องหมายก็เหมือนกับตัวเองเป็นตำรวจ ตอนเด็ก ๆ ผมก็ชอบเล่นตำรวจจับโจร จากนั้นก็เริ่มเกิดการเรียนรู้”

เด่นไปอยู่โรงเรียนประจำจังหวัด อันเป็นโรงเรียนที่มีการพัฒนาด้านลูกเสือค่อนข้างดี มีชุมนุมลูกเสือกองพิเศษ ชุมนุมกองลูกเสือจราจร ชุมนุมลูกเสือกองเกียรติยศ มีกองลูกเสือหลายแบบเลยเข้าทาง! เขาเลือกเข้าชุมนุมกองลูกเสือจราจร ซึ่งมีเครื่องแบบแตกต่างจากเพื่อน คือ ‘มีรองเท้าหนัง’ ถ้าอยู่บ้านนอก ใครใส่รองเท้าหนังกับชุดลูกเสือก็หาดูได้ยากแล้ว เพราะลูกเสือธรรมดาใส่รองเท้านักเรียนทั่วไป พอมีรองเท้าหนัง สายยศ ก็เป็นออปชันเสริมเครื่องแต่งกายให้ดูเหมือนตำรวจ เขาชอบ มองว่าเท่ดี

'นฤเบศ พลตาล' นักสะสมเครื่องหมายและงานลูกเสือมากที่สุดในจังหวัดชัยภูมิ

ล่วงเข้ามัธยมปลาย กองลูกเสือวิสามัญไม่ค่อยมีคนเรียน เป็นชุมนุมเล็ก ๆ ที่เขาเลือกอยู่ จนเด่นได้อบรมหลักสูตรผู้บังคับบัญชาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเขาได้รับตำแหน่งผู้ช่วยผู้ตรวจการลูกเสือประจำ สลช. (สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ) จากนั้นก็อบรมจนได้ 2 ท่อน และเป็นผู้บังคับบัญชาลูกเสือ

ฐานที่ 2
วัยเด็ก – ประถม – มัธยม กับบทบาทลูกเสือ

จุดเริ่มต้น คือ ตั้งแต่ชอบเครื่องแบบลูกเสือตอน ป.2 เขาก็มักเก็บเครื่องหมายลูกเสือตามพื้นที่ที่เพื่อน ๆ หรือนักเรียนคนอื่นทำหล่นไว้ วอกเกิลหล่นบ้าง ผ้าพันคอหล่นบ้าง หมวกหล่นบ้าง เขาเก็บโดยคิดแค่ว่า เผื่อเพื่อนทำหายหรือไม่มีสตางค์ซื้อก็มาเอาที่เขาได้ เพื่อนทุกคนบอกว่าเด่นใจดี แล้วเขาก็ตอบสวนแบบติดตลกไปว่า “ก็ของพวกแกทั้งนั้นแหละ” เด่นว่า ถ้าเป็นสมัยนี้คงต้องขาย ไม่ให้กันฟรี ๆ

เด่นเก็บของลูกเสือ (หล่น) มาเรื่อย ๆ จนมารู้ว่า คุณครูดามพ์ ตุงคศิริวัฒน์ คุณตาข้างบ้านก็เป็นลูกเสือ ทั้งวิทยากรลูกเสือจังหวัด ลูกเสือชาวบ้าน แถมเก็บสะสมของลูกเสือเหมือนกัน เมื่อท่านเสียชีวิต ของสะสมบางส่วนจึงถูกส่งต่อให้เด่น เช่น หมวกปีกลูกเสือผ้าสักหลาด หัวเข็มขัด วูดแบดจ์ที่ทำจากหินฟอสซิล เป็นต้น ความเป็นนักสะสมเริ่มจริงจังเมื่อเด่นก้าวเข้าสู่ชั้นมัธยมศึกษา

'นฤเบศ พลตาล' นักสะสมเครื่องหมายและงานลูกเสือมากที่สุดในจังหวัดชัยภูมิ
คุณครูดามพ์ ตุงคศิริวัฒน์
'นฤเบศ พลตาล' นักสะสมเครื่องหมายและงานลูกเสือมากที่สุดในจังหวัดชัยภูมิ
ของสะสมบางส่วนจากคุณครูดามพ์

วันที่เด่นมาเยือนกรุงเทพฯ เขาตื่นเต้นมาก เพราะมีคนพาไปเดินตลาดของเก่า เช่น ตลาดนัดจตุจักร เจเจมอลล์ ตึกแดง ตลาดปัฐวิกรณ์ ทำให้เขาพบข้าวของลูกเสือในราคาแสนถูก เขาก็ซื้อเท่าที่กำลังทรัพย์จะไหว พอมีคนรู้ว่าเด่นสะสมของเหล่านี้ ก็มีผู้ใหญ่ใจดี ครูเกษียณ มอบให้เพิ่มเติม เช่น ภาพเก่าจากเหตุการณ์ในอดีต ป้ายตำแหน่ง (จากร้านในกรุงเทพฯ สมัยก่อนผลิตให้กองเสือป่าของรัชกาลที่ 6)

ฐานที่ 3
วิชาของสะสมลูกเสือ

นอกจากความชอบ ความสนใจ ที่ทำให้เด่นเป็นนักสะสม ยังมีอีกหนึ่งอย่างที่จุดประกายให้เขาเดินสู่วงการ ‘นักสะสม’ นั่นคือ วิชาของสะสมลูกเสือ วิชานี้มีสอนให้กับลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ในหลักสูตรมีวิชาให้เลือกเรียนมากถึง 72 วิชา เมื่อเรียนจบจะได้ป้ายชื่อวิชามาติดบริเวณไหล่ขวาของชุดลูกเสือ

วิชาของสะสมลูกเสือ มีตัวอย่างการสะสมสารพัดให้ผู้เรียนเลือก เช่น สมุดภาพ สมุดแสตมป์ สะสมภาพ สะสมเข็ม สะสมของเล่น สะสมโมเดล เด่นว่าวิชานี้มีจุดประสงค์เพื่อให้เด็ก ๆ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ รู้จักจัดระเบียบของที่มีในบ้าน การทำความสะอาดของสะสม และฝึกวินัยในการสะสม

'นฤเบศ พลตาล' นักสะสมเครื่องหมายและงานลูกเสือมากที่สุดในจังหวัดชัยภูมิ

วิชาพิเศษทั้ง 72 วิชาในหลักสูตรวิชาลูกเสือ ต้องลงเรียนและมีผู้บังคับบัญชาเป็นคนเปิดสอบ จากนั้นส่งผลสอบไปยังเขต เมื่อสอบผ่านจะได้ป้ายชื่อวิชามาติดบนชุดลูกเสือ เด่นบอกว่า ยุครัชกาลที่ 6 – 7 จะได้เป็นเหรียญหรือเข็ม ซึ่งปัจจุบันเป็นป้ายผ้า โดยมีกฎว่าวิชาพิเศษที่ติดบริเวณไหล่ขวา ติดได้เพียง 9 วิชา หากเกินกว่านั้นให้ติดลงบนสายสะพายสีเหลือง สวย เท่ไปอีกแบบ

เด่นเรียนและได้ป้ายวิชาครบ 9 วิชาบนแขนขวา แต่ไม่มีวิชานักสะสม เพราะไม่เปิดสอบ ซึ่งเขาติ๊งต่างเอาว่า ตนก็นับเป็นนักสะสมจริง ๆ แล้วบังเอิญเจอป้ายชื่อวิชานักสะสมของลูกเสือในตลาดของเก่า เขาก็ซื้อมาและติดลงบนชุด (เด่นถามอาจารย์ที่เกี่ยวข้องแล้ว เขาบอกว่าติดได้ เพราะสะสมจริง ๆ)

ฐานที่ 4
จากนักสะสมสู่นักแบ่งปัน

เครื่องหมายและงานลูกเสือที่เด่นสะสม นับว่ามีของสะสมเหล่านั้นเยอะที่สุดในจังหวัดชัยภูมิ เพราะทุกโรงเรียนทราบกันดีว่าของทั้งหมดมารวมอยู่ที่เด่นหมดแล้ว แถมเด่นมีของสะสมยุคเก่าสมัยเสือป่าอีกเพียบ ซึ่งมีน้อยคนที่สะสมของยุคเสือป่า เด่นบอกครูธีร์ว่าเขาแบ่งของสะสมจำนวนนับไม่ถ้วนเป็น 4 หมวด ได้แก่ หมวดลูกเสือไทย หมวดนานาชาติ หมวดงานชุมชน และหมวดจิปาถะทั่วไป

นั่นเลยทำให้เด่นตัดสินใจเปิดเพจสะสมเครื่องหมายและงานลูกเสือขึ้น เพื่อแบ่งปันความรู้กับผู้ที่สนใจ แลกเปลี่ยนความเห็น และพบเจอมิตรภาพจากเพื่อนพี่น้องที่สนใจสะสมในสิ่งเดียวกัน

การเป็นนักสะสมทำให้เด่นกลายเป็นนักเรียนรู้ด้วยตนเอง เขาทำสองอย่างควบคู่พร้อมกัน มากกว่านั้น เขายังถ่ายทอดองค์ความรู้และเรื่องราวของงานลูกเสือให้กับคนอื่นต่อไปเรื่อย ๆ

มีเกร็ดสนุก ๆ ที่เด่นหยิบยกมาเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งเคยมีลูกเสือหญิงที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 พร้อมกับเสือป่า เขาเรียกว่า เสือป่าหญิง แต่งกายคล้ายเสือป่าชาย ซึ่งเด่นค้นเจอภาพเก่าใบหนึ่ง เป็นภาพสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินเยือนปราสาทหินพิมาย โดยมีเหล่าคณะเสือป่าหญิงมายืนถ่ายภาพร่วมกัน เครื่องแต่งกายสวมเนคไทลายเสือพาดกลอน ซึ่งเครื่องแต่งกายก็ถูกปรับเปลี่ยนเรื่อยมาตามยุคสมัย

'นฤเบศ พลตาล' นักสะสมเครื่องหมายและงานลูกเสือมากที่สุดในจังหวัดชัยภูมิ

เมื่อถามถึงประวัติความเป็นมาของการลูกเสือไทย เด่นก็แบ่งปันให้ฟังสั้น ๆ แบบนี้

“ลูกเสือเริ่มจากกองเสือป่าในรัชกาลที่ 6 พระองค์ทรงนำข้าหลวง ข้าราชบริพารมาฝึก เป็นกองกำลังเสือป่าป้องกันชาติ พอสิ้นรัชกาลของพระองค์ท่าน การเสือป่าก็ซบเซาลง เริ่มมีกองยุวชนทหารขึ้นมา ส่วนลูกเสือเป็นเพียงการสืบเจตนารมณ์ต่อจากกองเสือป่า หลังรัชกาลที่ 6 ผมแบ่งลูกเสือเป็น 3 ยุค

“ยุคซบเซา ยุคประคับประคอง ยุคพัฒนา ยุครัชกาลที่ 9 ถือเป็นยุคพัฒนา มีการแบ่งลูกเสือย่อยลงไปอีก เช่น ลูกเสือเหล่าสมุทร ลูกเสือเหล่าอากาศ ลูกเสือเหล่าสามัญรุ่นใหญ่ และลูกเสือชาวบ้าน เกิดขึ้นช่วงปราบคอมมิวนิสต์ โดยเอาลูกเสือชาวบ้านเข้าไปในชุมชน ให้เกิดการต่อต้านกลุ่มขบวนการคอมมิวนิสต์ ประมาณว่าเป็นกองกำลังช่วยทหารและตำรวจในยุคนั้น เพราะว่าบทบาทการลูกเสือในระเบียบเก่าที่ผมเคยเห็น เขาบอกว่าลูกเสือเหล่าอากาศสนับสนุนช่วยกองทัพอากาศ ลูกเสือเหล่าสมุทรสนับสนุนกองทัพเรือ ลูกเสือเหล่าเสนาสนับสนุนกองทัพบก แต่ปัจจุบันนี้ลูกเสือไม่เกี่ยวกับทหาร ตำรวจ”

'นฤเบศ พลตาล' นักสะสมเครื่องหมายและงานลูกเสือมากที่สุดในจังหวัดชัยภูมิ

“เจตนารมณ์ของรัชกาลที่ 6 ต่อการลูกเสือ คือ ฝึกให้เยาวชนรู้จักรักชาติบ้านเมือง รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชนิพนธ์หลายอย่าง เช่น แบบสั่งสอนเสือป่าและลูกเสือ เป็นการปลูกจิตสำนึก ปลุกใจให้รักชาติบ้านเมือง เพราะยุคสมัยนั้นเป็นช่วงสงคราม ช่วงล่าอาณานิคม พระองค์จึงมีพระราชดำริปลูกฝังให้เยาวชนเข้าใจ รู้จักรักชาติบ้านเมือง สมัยนั้นก็มียุวชนทหารและนักเรียนออกมาถือปืนช่วยทหาร ตำรวจ เพียงกำลังทหาร ตำรวจ ไม่เพียงพอ ก็ต้องอาศัยพลเรือน พอผ่านยุคสงครามมาเป็นยุคปกติ ก็เกิดการบูรณาการเรื่องการเอาตัวรอด การอยู่ในป่า การดำรงชีพ การเดินทางไกล การใช้เข็มทิศ การใช้เงื่อนเชือก เพียงแต่สมัยก่อนลูกเสือได้ใช้จริง ๆ”

ฐานที่ 5
ศูนย์การเรียนรู้กิจกรรมลูกเสือ

จากของสะสมเครื่องหมายและงานลูกเสือที่มีมากจนนับไม่ถ้วน เขาได้รับคำแนะนำจาก ‘สโมสรเสือป่าแลลูกเสือสยาม’ เป็นสโมสรที่สอนให้เด่นเริ่มสะสมของลูกเสือแบบสะสมไปด้วย ศึกษาเรียนรู้ไปด้วย โดยมี พันโทชยุต ศาตะโยธิน และ อาจารย์ภูวนารถ (ณัฏฐภัทร) กังสดาลมณีชัย แนะว่า ถ้าเก็บมากก็กลายเป็นพวกบ้าสมบัติ เอาของพวกนั้นออกมาให้คนสืบค้นดีกว่า ให้คนเห็นคุณค่าและรู้คุณค่า จนเกิดเป็นศูนย์การเรียนรู้กิจกรรมลูกเสือในพื้นที่โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล มีการจัดนิทรรศการเพื่อเผยแพร่ความรู้ที่เด่นได้จากการสะสมของชิ้นนั้น ๆ เพื่อติดอาวุธทางปัญญา แบ่งปันความรู้ให้กับผู้อื่น

ศูนย์การเรียนรู้นี้เปิดให้ผู้สนใจทั่วไปเข้าชม มาเป็นหมู่คณะดูงามก็ยินดีต้อนรับ (ต้องติดต่อล่วงหน้า) ด้านในมีมุมนิทรรศการ เล่าประวัติลูกเสือไทย เล่าประวัติลูกเสือโลกและนานาชาติ เล่าความเป็นมาของการลูกเสือกับจังหวัดชัยภูมิ มีมุมของสะสมที่ระลึก มุมหนังสือสำหรับศึกษาเรียนรู้และคู่มือการจัดการเรียนการสอนรายวิชาลูกเสือ ตลอดจนวีดิทัศน์ที่เล่าเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับงานลูกเสือ

'นฤเบศ พลตาล' นักสะสมเครื่องหมายและงานลูกเสือมากที่สุดในจังหวัดชัยภูมิ
'นฤเบศ พลตาล' นักสะสมเครื่องหมายและงานลูกเสือมากที่สุดในจังหวัดชัยภูมิ

ซึ่งการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ ส่วนใหญ่เป็นงบประมาณส่วนตัวของเด่นเอง และมีการระดมทุนบางส่วนเพื่อปรับปรุงพื้นที่ภายในและตู้จัดเก็บของสะสม ซึ่งเป็นการเกื้อกูลกันระหว่างเด่นและโรงเรียน

เด่นบอกว่าสิ่งที่เขากำลังทำ หนึ่ง เป็นการสานต่อ ต่อยอด และรักษามรดกของรัชกาลที่ 6 ไว้ นี่คือแรงบันดาลใจสูงสุด

สอง เขาอยากให้ศูนย์การเรียนรู้กิจกรรมลูกเสือ เป็นแนวทางในการจัดนิทรรศการให้กับโรงเรียนต่าง ๆ เพราะนโยบายของ สลช. กำหนดให้แต่ละโรงเรียนต้องมีห้องลูกเสือ

สาม เป็นตัวอย่างในการบูรณาการความรู้ เช่น ผนวกการจัดนิทรรศการเข้ากับผลงานทางวิชาการของครูผู้สอน

ศูนย์การเรียนรู้กิจกรรมลูกเสือ เปิดบริการ วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30 – 16.30 น. ปิดวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ สอบถามข้อมูลได้ที่ โทรศัพท์ 08 5006 0070 (คุณครูสุรักษ์ เที่ยงธรรม) และ 08 3380 6463 (นายนฤเบศ พลตาล)

ฐานที่ 6
วงการลูกเสือไทยในสายตานักสะสม

“ปัจจุบัน สลช. เปิดอบรมผู้บังคับบัญชาลูกเสือเกือบทุกจังหวัด แต่ผลหรือการต่อยอดของลูกเสือไม่เติบโตครับ นี่เป็นปัญหาที่ผมเห็น ทำให้ระบบลูกเสือไม่พัฒนา อย่างระบบผู้บังคับบัญชาก็ล้าหลัง บางคนอบรมบรรจุเป็นครูสมัยหนุ่ม ๆ พออายุประมาณหนึ่งก็สืบหาประวัติไม่ได้ อบรมรุ่นไหนก็ไม่ทราบ เกียรติบัตรก็หาย ผมว่าถ้า สลช. ทำข้อมูลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ พิมพ์บัตรประชาชนใบเดียวขึ้นทุกอย่าง มันจะเวิร์กกว่าและทันสมัยกว่า เพราะระบบการเก็บแบบเป็นเอกสารมันล้าหลังครับ

“อีกปัญหาคือ ลูกเสือเบื่อหน่ายการเรียน บางโรงเรียนตีกลอง ร้องเพลง บางโรงเรียนมีฝึกทหาร อันที่จริงวิชาลูกเสือบูรณาการได้หลายอย่างและเอาไปใช้กับชุมชนได้ อย่างวิชาเงื่อนเชือก ทำเงื่อนเชือกเพื่ออะไร ครูบอกเอาไปทำหอคอย ทำรั้ว เด็กก็เกิดคำถาม ทำหอคอยทำไม จะเอาไปส่องใคร

“ถ้าผมเป็นครู ผมจะสอนเด็กทำเงื่อนเชือกแล้วลงพื้นที่ใช้งานจริง ๆ เด็กก็จะเกิดความสนุกและตื่นเต้น แต่ทุกวันนี้เขาไม่ให้เด็กไปต่อยอด เรียนแล้วก็จบ มันจึงเกิดคำถามว่า จะเอาไปทำอะไรต่อ เด็กไม่ได้เห็นของจริง เรียนจากทฤษฎีแล้วก็มาปฏิบัติ ปฏิบัติก็เหมือนทฤษฎีเลย ถอดมาจากในหนังสือ มัดเสาธงจากไม้พลองก็เป็นแค่ของที่เกิดขึ้นวันนั้น ถ้าเอาไปบูรณาการใช้ในชีวิตจริงมันจะเกิดประโยชน์

“ในชีวิตจริงก็บูรณาการวิชาลูกเสือกับการเอาตัวรอดในสังคมปัจจุบันได้ เพราะมันไม่ต่างอะไรจากการหลงป่าเลยครับ เราต้องหาอาหาร ทำอาหาร และดำรงชีพ อย่างการแพ็กเครื่องหลัง ‘ของใช้ก่อนลงหลัง ของใช้หลังลงก่อน’ ก็เอามาใช้กับชีวิตประจำวันได้ เช่น เมื่อต้องไปเที่ยว ไปทัศนศึกษา ไปอบรม ก็แพ็กเครื่องหลังแบบลูกเสือได้ เพียงแต่เราต้องรู้จักดึงประโยชน์ของวิชาลูกเสือมาใช้ให้ถูกต้อง”

ฐานที่ 7
ของสะสมที่อยากนำเสนอ 10 ชิ้น

01 ป้ายตำแหน่งผู้บังคับบัญชาลูกเสือ

'นฤเบศ พลตาล' นักสะสมเครื่องหมายและงานลูกเสือมากที่สุดในจังหวัดชัยภูมิ

“ในอดีตป้ายตำแหน่งผู้บังคับบัญชาลูกเสือเป็นรูปตราคณะลูกเสือแห่งชาติ ทำด้วยโลหะสีทอง เส้นผ่านศูนย์กลาง 3.5 เซนติเมตร ติดบริเวณกลางกระเป๋าเสื้อด้านขวา ป้ายตำแหน่งหน้าเสือ (แถวล่าง) จาก ร้านวิวิธภูษาคาร กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นร้านเก่าแก่ที่ผลิตเครื่องหมาย-เครื่องแบบให้กับกองเสือป่าในยุครัชกาลที่ 6 ต่อมาก็ผลิตเครื่องหมาย-เครื่องแบบลูกเสือ แต่ปัจจุบันไม่ได้ผลิตแล้ว

“ชิ้นนี้ผมได้มาจากตลาดของเก่าของสะสมและรุ่นน้องที่นำมาแบ่งปันในเฟซบุ๊ก”

02 หมวกหนีบลูกเสือสามัญ

'นฤเบศ พลตาล' นักสะสมเครื่องหมายและงานลูกเสือมากที่สุดในจังหวัดชัยภูมิ

“หมวกหนีบลูกเสือสามัญ เป็นเครื่องแบบประกอบที่ลูกเสือในยุคต้นรัชกาลที่ 9 ใช้กัน สมัยนั้นสวมหมวกลูกเสือ 2 แบบ คือ แบบหมวกหนีบ (ในรูป) และหมวกปีกกว้างพับข้าง สังเกตว่าเนื้อผ้าจะเก่า เพราะผ่านการใช้งานมาระยะหนึ่ง ผมได้มาในสภาพเดิม ๆ พร้อมตราคณะลูกเสือแห่งชาติทองเหลืองเก่า ๆ ประดับที่หมวก ซึ่งได้มาจากอาจารย์ท่านหนึ่งที่โพสต์แบ่งปันทางหน้าเฟซบุ๊ก”

03 สมุดคู่มือลูกเสือ พร้อมกับเข็มกลัดที่ระลึกงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติครั้งที่ 5

จากเด็กชายผู้เก็บอุปกรณ์ลูกเสือหล่นพื้นของเพื่อน สู่นักสะสมผู้สร้างศูนย์การเรียนรู้เพื่อสานต่อคุณค่าวิชาลูกเสือ

“งานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 15 ธันวาคม พ.ศ. 2508 (ราว 56 ปี) ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ผมได้รับมอบจาก คุณพ่อสากล บุญเนาว์ ผู้เป็นเจ้าของสมุดคู่มือเมื่อสมัยเป็นลูกเสือที่ท่านเดินทางไปเข้าร่วม ท่านเป็นคนในพื้นที่อำเภอเมืองชัยภูมิด้วยกัน มอบไว้เพื่อนำไปประกอบการเผยแพร่”

04 พินเนกไทหลากสี และเหรียญที่ระลึกงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติครั้งที่ 6

จากเด็กชายผู้เก็บอุปกรณ์ลูกเสือหล่นพื้นของเพื่อน สู่นักสะสมผู้สร้างศูนย์การเรียนรู้เพื่อสานต่อคุณค่าวิชาลูกเสือ

“งานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติครั้งที่ 6 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 17 ธันวาคม พ.ศ. 2512 (ราว 52 ปี) ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นของที่ระลึกจากงานชุมนุม ได้มาจากพี่ที่รู้จักกันทางเฟซบุ๊ก และเหรียญเงินที่ระลึกงานชุมนุม ได้มาจากร้านขายเครื่องหมายในตัวเมืองจังหวัดนครราชสีมา”

05 เข็มกลัดติดเนกไทสีน้ำเงิน และหัวเข็มขัดที่ระลึกงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติครั้งที่ 8

จากเด็กชายผู้เก็บอุปกรณ์ลูกเสือหล่นพื้นของเพื่อน สู่นักสะสมผู้สร้างศูนย์การเรียนรู้เพื่อสานต่อคุณค่าวิชาลูกเสือ

“งานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – 30 พฤศจิกายน พ.ศ.​ 2516 (ราว 48 ปี) ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นของที่ระลึกจากงานชุมนุม โดยหัวเข็มขัดงานชุมนุม ได้มาจากพี่ที่รู้จักกันทางเฟซบุ๊ก ส่วนเข็มกลัดติดเนกไท ผมได้จากการเดินเล่นในตลาดของเก่าสะสม”

06 กระดุมเสือป่า

จากเด็กชายผู้เก็บอุปกรณ์ลูกเสือหล่นพื้นของเพื่อน สู่นักสะสมผู้สร้างศูนย์การเรียนรู้เพื่อสานต่อคุณค่าวิชาลูกเสือ

“ชิ้นนี้เป็นกระดุมเสือป่าเนื้อเงิน ใช้ประกอบเครื่องแต่งกายของเครื่องแบบเสือป่าในยุครัชสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 นับว่าหายากและในตลาดขายกันราคาสูงเลยทีเดียว เป็นกระดุมเนื้อเงินขนาดเล็ก 2.2 x 2.2 เซนติเมตร ซึ่งผมได้มาจากรุ่นน้องทางจังหวัดชลบุรี”

07 เหรียญประจำตัวเสือป่า

จากเด็กชายผู้เก็บอุปกรณ์ลูกเสือหล่นพื้นของเพื่อน สู่นักสะสมผู้สร้างศูนย์การเรียนรู้เพื่อสานต่อคุณค่าวิชาลูกเสือ
จากเด็กชายผู้เก็บอุปกรณ์ลูกเสือหล่นพื้นของเพื่อน สู่นักสะสมผู้สร้างศูนย์การเรียนรู้เพื่อสานต่อคุณค่าวิชาลูกเสือ

“เหรียญประจำตัวเสือป่า ใช้ในสมัยรัชกาลที่ 6 อายุราวร้อยกว่าปี ด้านหลังเหรียญแบ่งเป็น 3 ชั้น อ่านจากแถวบนสุด คือ มณฑลที่สังกัด แถวกลาง คือ กองร้อยที่สังกัด และแถวล่าง คือ เลขประจำตัวสมาชิกเสือป่าผู้นั้น ดังในรูปตัวซ้ายสุด มณฑลภูเก็ตที่ 2 (ภ.ก.2) กองร้อยที่ 15 (ร.15) เลขประจำตัวเสือป่า 059 ผมได้เหรียญนี้มาจากรุ่นน้องทางจังหวัดชลบุรี”

08 หนังสือคู่มือหลักสูตรลูกเสือ ตรี โท เอก

จากเด็กชายผู้เก็บอุปกรณ์ลูกเสือหล่นพื้นของเพื่อน สู่นักสะสมผู้สร้างศูนย์การเรียนรู้เพื่อสานต่อคุณค่าวิชาลูกเสือ

“เป็นหนังสือใช้ประกอบหลักสูตรการสอนรายวิชาลูกเสือในอดีต สังเกตว่ามีหลากหลายสำนักพิมพ์ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาลูกเสือได้ศึกษา แล้วนำไปจัดทำแผนการสอนรายวิชาลูกเสือแต่ละประเภทนั้น ๆ ให้เหมาะสมกับช่วงชั้นของผู้เรียน ชุดหนังสือบางส่วนได้มาจากการพบเจอในตลาดนัดหนังสือ สื่อออนไลน์ เฟซบุ๊ก และบางส่วนได้รับมอบจาก อาจารย์พันเอกชยุต ศาตะโยธิน นายกสโมสรเสือป่าแลลูกเสือสยาม ที่แบ่งปันให้นำไปศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่ในนิทรรศการศูนย์การเรียนรู้กิจกรรมลูกเสือ”

09 รูปยาซิกาแรตเสือป่าและลูกเสือ

จากเด็กชายผู้เก็บอุปกรณ์ลูกเสือหล่นพื้นของเพื่อน สู่นักสะสมผู้สร้างศูนย์การเรียนรู้เพื่อสานต่อคุณค่าวิชาลูกเสือ
จากเด็กชายผู้เก็บอุปกรณ์ลูกเสือหล่นพื้นของเพื่อน สู่นักสะสมผู้สร้างศูนย์การเรียนรู้เพื่อสานต่อคุณค่าวิชาลูกเสือ

“รูปยาซิกาแรตมีมาเกือบร้อยปีก่อน เป็นของแถมจากซองบุหรี่ มีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งเป็นการตลาดของบริษัทยาสูบฝั่งตะวันตก เพื่อให้ผู้ที่ชอบสูบบุหรี่ได้เพลิดเพลินกับรูปภาพที่แถมมาในซองบุหรี่ จะเน้นไปทางสะสมเลยก็ได้ ในแต่ละซองบุหรี่จะได้ภาพยาซิกาแรตเพียง 1 ภาพ แต่ละภาพอาจได้ซ้ำบ้าง ได้ภาพใหม่ ๆ บ้าง ตามแต่ช่วงเวลานั้น ๆ สลับหมุนเวียนกันไป กว่าจะสะสมให้ครบเข้าชุดเซ็ตภาพนั้น ๆ ก็คงต้องสูบบุหรี่ไปหลายซองเลยทีเดียว และคงต้องใช้เวลาพอสมควร

“ในชุดสะสมของผมเป็นภาพซิกาแรตเสือป่าและลูกเสือ ได้มาจากรุ่นน้องที่จังหวัดชลบุรี”

10 แบดจ์ลูกเสือนานาชาติ

จากเด็กชายผู้เก็บอุปกรณ์ลูกเสือหล่นพื้นของเพื่อน สู่นักสะสมผู้สร้างศูนย์การเรียนรู้เพื่อสานต่อคุณค่าวิชาลูกเสือ

“นี่คือเครื่องหมายต่าง ๆ ที่แสดงถึงการเข้าร่วม เป็นรางวัล เป็นเครื่องหมายที่ระลึก รวมถึงเป็นวิชาพิเศษลูกเสือที่จะได้รับมาติดบนเสื้อ บ่งบอกว่าลูกเสือคนนี้เชี่ยวชาญหรือผ่านกระบวนการฝึกฝนทักษะอะไรมาบ้าง ในต่างประเทศถือว่ามีหลากหลายแบดจ์ ทั้งแบดจ์งานที่ระลึก แบดจ์รางวัล แบดจ์วิชาพิเศษ ในต่างประเทศ เมื่อมีเยอะ ๆ จะนำมาติดที่เครื่องแบบลูกเสือ หรือติดที่ชุดเสื้อคลุมก็ตามแต่สะดวก

“บางที่แบดจ์ก็นำมาแลกเปลี่ยนในช่วงมีงานชุมนุมลูกเสือโลกหรือลูกเสือแห่งชาติ โดยแลกเปลี่ยนระหว่างลูกเสือไทยกับลูกเสือต่างประเทศ ลูกเสือไทยคุ้นหูกันดีกับคำว่า ‘Change’ คือการแลกเปลี่ยนกัน โดยของสะสมชุดนี้ได้มาจากอาจารย์จังหวัดนครปฐม และบางส่วนจากรุ่นพี่ในจังหวัดชัยภูมิ”

ภาพ : นฤเบศ พลตาล

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

ธีระรัตน์ ศิริสวัสดิ์

ครูวัยเกษียณผู้รักการทำงาน อยากส่งต่อความรู้ผ่านการสอนพิเศษ เพื่อพัฒนาเด็ก ๆ ตามศักยภาพ และยังสนใจศึกษางานเขียนภาษาไทยอยู่เสมอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load