ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ทำงานเพื่อผู้ลี้ภัยกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) มา 5 ปีแล้ว

5 ปีที่ว่านี้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอไปทีละน้อย จนในที่สุดเธอตัดสินใจอุทิศชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในฐานะที่เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

การอุทิศชีวิตนี้ไม่ใช่เพียงเพราะหน้าที่ของทูตสันถวไมตรีของ UNHCR เท่านั้น แต่เธอทำด้วยหัวใจ ชีวิต และจิตวิญญาณ

เมื่อ ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ออกเดินทางไปเวเนซุเอลาเพื่อเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตผู้ลี้ภัยให้เป็นหนังสารคดี

ท่ามกลางความกังขามากมายในประเด็นการช่วยเหลือผู้ลี้ภัย เธอตั้งใจตอบทุกคำถามผ่านสารคดีที่เล่าเรื่องราวชีวิตและสภาพความเป็นอยู่จริงของพวกเขา

ด้วยเหตุนี้ ในการร่วมลงพื้นที่ชายแดนประเทศโคลอมเบียเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ปูและ แมทธิว บราก (Matthew Brag) คู่หมั้นของเธอ จึงเก็บภาพและเรื่องราวชีวิตของผู้อพยพและผู้ลี้ภัยชาวเวเนซุเอลามาผลิตเป็นสารคดีแนว Human Story ความยาว 20 นาที ชื่อ Sin Fronteras – Venezuela at the Crossroads เพื่อนำเสนอให้คนไทยและคนทั่วโลกเข้าใจและเข้าถึงจิตใจของผู้ลี้ภัยอย่างแท้จริง

ซึ่งหากผู้ชมดูคลิปจบแล้วเกิดความเข้าใจลึกซึ้งจนคำถามที่ว่า ‘ทำไมจะต้องช่วยพวกเขา’ จางหายไปจากใจ นั่นหมายถึงความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในการทำงานเพื่อเพื่อนมนุษย์ของเธอแล้ว

เมื่อ ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ออกเดินทางไปเวเนซุเอลาเพื่อเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตผู้ลี้ภัยให้เป็นหนังสารคดี

สั่นสะเทือนถึงหัวใจ

ในวัยวันที่เด็กหญิงไปรยา ลุนด์เบิร์ก ยังไม่ล่วงรู้ว่าเมื่อเติบโตในวันข้างหน้า เธอจะมีเส้นทางชีวิตไปทางไหน มี 2 เหตุการณ์ที่นับเป็นเรื่องใหญ่ที่เธอไม่เคยลืม

“ครั้งหนึ่งปูนั่งอยู่ในรถตอนฝนตก มองออกไปเห็นขอทานนั่งตากฝนอยู่ ปูจำได้ว่าปูร้องไห้ เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมไม่มีใครไปช่วยเขาเลย

“อีกครั้งคือตอนอายุสิบสี่ปูไปเดินจตุจักร มีขอทานที่โดนตัดขาคลานอยู่บนพื้น คนเป็นร้อยเดินผ่านเขาโดยไม่สนใจ แต่ปูวิ่งเอาน้ำไปป้อนเขา นัยน์ตาที่เขามองมาเหมือนแปลกใจว่าปูเห็นเขาเป็นคน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ปูคิดว่าทำไมมนุษย์เราช่างโหดร้ายต่อกันและกัน ถ้าวันหนึ่งฉันทำอะไรได้ ก็อยากอุทิศตัวทำงานให้กับคนอื่น”

เด็กหญิงเติบโตขึ้นมา มีโอกาสที่ดีในชีวิต แต่ในใจไม่เคยลืมเรื่องเหล่านี้เลยสักครั้ง คำถามเรื่องความโหดร้ายและไม่เท่าเทียมของมนุษย์ฝังในใจเรื่อยมา เธอกลายเป็นคนชอบติดตามข่าวสารเหตุการณ์สังคมโลก ซึ่งจะได้ยินประเด็นเรื่องผู้ลี้ภัยจากสื่อต่างประเทศเสมอ ยิ่งเติบโตก็ยิ่งได้เห็นภาพความโหดร้ายในโลกใบใหญ่ชัดเจนขึ้น

“ซีเรียมีความขัดแย้งมานานแปดปีแล้ว ช่วงที่คนกลุ่มแรกๆ อพยพไปกรีซ อเมริกา หรือยุโรป มีภาพศพเด็กที่สวมเสื้อชูชีพนอนอยู่บนชายหาด เป็นภาพเปลี่ยนประวัติศาสตร์นะ เพราะเป็นเรื่องที่โหดร้ายมาก ต่อมามีคลิปตอนระเบิดลงที่ซีเรีย มีเด็กอยู่ในรถพยาบาล ตัวเปรอะดิน ใบหน้าเปื้อนเลือด และกำลังช็อกที่สูญเสียพ่อแม่ไปกับตึกที่ถล่มตรงหน้า ปูดูกี่ครั้งก็ร้องไห้ และไม่เข้าใจว่าทำไมคนเราต้องอยู่ในสถานการณ์ที่โหดร้ายอย่างนั้น”

ทุกอย่างคล้ายกับรอจังหวะเวลา วันคืนล่วงมาจนเมื่อ 5 ปีก่อน เธอได้เห็นภาพข่าวใหญ่ของผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาที่สั่นสะเทือนหัวใจจนตัดสินใจว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง

“ปูเห็นภาพพวกเขา (ชาวโรฮีนจา) อยู่ใต้ท้องเรือที่มีน้ำขังท่วมตัว ตรงนั้นมีทั้งคนรุ่นคุณปู่คุณตา เด็กทารก และเด็กตัวเล็กๆ ตอนนั้นปูไม่เข้าใจว่าทำไมไม่มีใครช่วยเขา เลยมองหาองค์กรช่วยเหลือผู้ลี้ภัยโดยตรง ซึ่งก็คือ UNHCR”

ปูเสนอตัวขอเข้ามาเป็นอาสาสมัครของ UNHCR และทุ่มเททำงานด้วยความสมัครใจและเต็มใจ เริ่มแรกเธอได้ลงพื้นศึกษางานและเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศไทยเป็นหลัก แต่ด้วยความเข้าใจเรื่องผู้ลี้ภัยอย่างดีและมีความมุ่งมั่นในการทำงานมาตลอด ต่อมาเธอจึงได้รับแต่งตั้งเป็นทูตสันถวไมตรีของ UNHCR คนแรกของไทยและเอเชียแปซิฟิก และมีโอกาสไปเยี่ยมเยือนพื้นที่ค่ายผู้ลี้ภัยในต่างประเทศ

เมื่อ ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ออกเดินทางไปเวเนซุเอลาเพื่อเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตผู้ลี้ภัยให้เป็นหนังสารคดี

ทำไมคนเราถึงไม่เท่าเทียมกัน

“ครั้งที่หนักที่สุดและเปลี่ยนทัศนคติของปูคือ ตอนไปจอร์แดนแล้วได้เจอผู้ลี้ภัยชาวซีเรีย” เธอเริ่มเล่าถึงประสบการณ์การไปค่ายผู้ลี้ภัยต่างแดนเป็นครั้งแรก

เมื่อได้สัมผัสวิถีความเป็นอยู่ของผู้ลี้ภัยในค่ายซาตารี ซึ่งเป็นค่ายผู้ลี้ภัยซีเรียที่ใหญ่สุดในตะวันออกกลาง และค่ายอัซราคที่ใหญ่เป็นอันดับสอง เธอได้รับรู้ถึงความโหดร้ายสุดขีดของวิกฤตสงคราม ความขัดแย้ง และการประหัตประหาร ที่ส่งผลต่อผู้คนนับล้านที่เคยมีชีวิตปกติสุขของตัวเอง 

ความใหญ่หลวงของปัญหาผู้ลี้ภัยในระดับโลกที่ยืดเยื้อยาวนานเช่นนี้ ทำให้เธอกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘ทำไมชีวิตของคนเราถึงไม่มีความเท่าเทียมกัน’

“ตั้งแต่เด็ก ปูชอบอ่านหนังสือปรัชญา ธรรมะ และเป็นคนซีเรียสเรื่องความศรัทธา ความเชื่อ ปูไม่เข้าใจมาโดยตลอดว่า ทำไมปูไหว้ขอแล้วได้ แต่คนเหล่านี้ที่เชื่อว่าก่อนเรือจะล่ม เขาก็ขอไม่ให้ตายเหมือนกัน แต่ทำไมเขาไม่รอด ทำไมมีความไม่เท่าเทียมในโลกนี้ ทำไมปูเกิดมาชีวิตมีครบทุกอย่างแต่เขาไม่มี”

เมื่อ ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ออกเดินทางไปเวเนซุเอลาเพื่อเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตผู้ลี้ภัยให้เป็นหนังสารคดี

ในใจตอนนั้นเธออยากจะยื่นความช่วยเหลือให้พวกเขาโดยตรง เหมือนเช่นที่เคยทำเสมอมากับการช่วยเหลือคนในประเทศไทย แต่กลับทำไม่ได้

“เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เวลาเห็นเรื่องเศร้าหรือโหดร้ายมาก เราก็อยากช่วยเขา และปูเป็นคนที่เชื่อเรื่องการช่วยโดยตรง อยู่ที่เมืองไทยปูมักช่วย Specific Case นี่คือสิ่งที่ปูถนัด และเห็นผลว่าชีวิตเขาดีขึ้นจริง แต่ด้วยบทบาทที่เราไปอย่างชัดเจนในวันนั้น เราช่วยคนคนเดียวไม่ได้ หน้าที่ของเราคือช่วยทุกคนเท่าเทียมกัน

“หลังจากพูดคุยกับผู้ลี้ภัยแล้ว เรากลับออกไปจากค่าย แต่ชีวิตของเขายังต้องสู้ต่อไปอีกสามสิบถึงสี่สิบปี ทางเดียวที่จะดีขึ้นคือ ปูต้องกลับประเทศไทยแล้วนำเงินบริจาคมาให้เขา แต่ถึงอย่างนั้นยอดนี้ก็ต้องถูกแบ่งไปอีกเจ็ดสิบล้านคนทั่วโลก จนเขาได้น้อยมาก อาจจะช่วยแค่ให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป แต่ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นไม่ได้

“ตัวเลขของคนกลุ่มนี้คือเจ็ดสิบล้านคน นี่เราพูดถึงปริมาณคนที่มหาศาลมาก แล้วในอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เมื่อครึ่งหนึ่งของเจ็ดสิบล้านคนนี้เป็นเด็ก เด็กที่กำลังสับสน ไม่มีความหวัง และไม่รู้ว่าเขาจะไปที่ไหน มันไม่ได้เป็นปัญหาของประเทศเดียวแล้วนะ นี่คือวิกฤตของโลก”

เมื่อ ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ออกเดินทางไปเวเนซุเอลาเพื่อเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตผู้ลี้ภัยให้เป็นหนังสารคดี
เมื่อ ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ออกเดินทางไปเวเนซุเอลาเพื่อเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตผู้ลี้ภัยให้เป็นหนังสารคดี

สารคดีสะท้อนชีวิต

แน่นอนว่างบประมาณการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยของ UNHCR มาจากเงินบริจาคเป็นหลัก แต่การบริจาคที่ยั่งยืนเพื่อให้สอดคล้องกับการทำงานระยะยาวในด้านการช่วยเหลือและฟื้นฟูชีวิตเพื่อนมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยากนั้น ควรมาจากความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้ลี้ภัยอย่างแท้จริง

นี่คือเหตุผลที่ปูวางแผนทำสารคดีเล่าเรื่องราวชีวิตของผู้ลี้ภัย เพื่อส่งเสริมให้คนเข้าใจและเห็นสภาพความเป็นจริงกลุ่มของคนนี้ ในจังหวะเวลาที่ว่านั้นสอดคล้องพอดีกับช่วงเวลาที่เธอมีกำหนดเดินทางไปเยี่ยมผู้อพยพและผู้ลี้ภัยจากประเทศเวเนซุเอลา ณ ชายแดนประเทศโคลอมเบียในฐานะทูตสันถวไมตรีของ UNHCR

ปูตัดสินใจเลือกเก็บภาพของผู้อพยพและผู้ลี้ภัยในค่ายนั้น โดยมีแมทธิว คู่หมั้นของเธอ ร่วมทำงานกำกับสารคดีเรื่องนี้ด้วย

“เราตั้งใจทำเป็นสารคดีแนว Human Story เพราะน่าจะเข้าถึงคนได้ง่ายที่สุด สังเกตว่าเวลาเราพูดถึงตัวเลข คนมักจะไม่ฟังนัก แต่เมื่อทำเป็นเรื่องราว เห็นความเป็นมนุษย์ของเขา ให้เขาได้เล่าให้คุณฟัง คุณจะรู้สึกและเข้าใจจิตใจของพวกเขาได้มากกว่า”

ความหวังในวันที่แทบสิ้นหวัง

ก่อนเข้าเรื่องการทำงานสารคดีชิ้นนี้ ปูเล่าถึงวิกฤตการณ์ในเวเนซุเอลาที่มีความแตกต่างจากประเทศอื่นให้เราฟัง เธอบอกว่าจุดเริ่มต้นการล่มสลายของประเทศนี้ไม่ได้เกิดจากสงครามประหัตประหารชีวิต แต่เกิดจากความขัดแย้งและความรุนแรงของปัญหาทางเศรษฐกิจและการเมือง ประชาชนต้องเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อ ความยากจน และความขาดแคลนสาธารณูปโภค จนต้องเดินทางออกจากประเทศในสถานะผู้อพยพและผู้ลี้ภัย ซึ่งนับเป็นวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ลาตินอเมริกา และร้ายแรงเป็นอันดับสองของโลกรองจากวิกฤตซีเรีย

นอกเหนือจากต้นเหตุสถานการณ์บ้านเมืองที่เธอพอจินตนาการได้ ความใกล้ชิดทางความรู้สึก ความเชื่อ และวัฒนธรรม ของคนเวเนซุเอลากับคนไทย ยิ่งทำให้เธอเข้าถึงจิตใจของผู้อพยพในค่ายแห่งนี้ได้อย่างลึกซึ้ง

“การมาค่ายแห่งนี้ ปูยอมรับว่ามีหลายเคสที่ทำให้ปูน้ำตาไหลต่อหน้าทีมงาน และกลับโรงแรมไปก็ร้องไห้อยู่หลายชั่วโมง เพราะปูสัมผัสได้ว่า คนเวเนซูเอลาเหมือนคนไทย เขามีความศรัทธา มีศักดิ์ศรี แต่เป็นคนที่สบายๆ เหมือนกับเรา ประเทศของเขามีทรัพยากรเยอะมาก แต่เพราะความขัดแย้งทางการเมือง ประเทศเขาล่มสลายได้ ไม่มีแล้วไฟฟ้า เงินที่สะสมมาทั้งชีวิตกลายเป็นกระดาษ ไม่มีคุณค่า ทุกอย่างถูกทำลายไปหมด

“ลองนึกว่าถ้าเราคนไทยอยู่ดีๆ ต้องลี้ภัยไปประเทศที่สาม แล้วในชีวิตนี้เราไม่มีวันได้เห็นถนนในเมืองไทยอีกเลย ไม่มีวันที่ได้เห็นวัด ไม่ได้ดูทีวีไทย ไม่ได้ยินเสียงภาษาไทยตามท้องถนน ไม่มีวันได้กลิ่นอาหารไทยที่ทำตามข้างทาง ไม่มีวันได้เห็นมอเตอร์ไซค์หรือตุ๊กตุ๊ก มันคือสิ่งที่เป็นอดีต ลองคิดภาพนั้นว่าเป็นอย่างไร ปูมั่นใจว่าทุกครั้งที่พวกเขาหลับตา เขาฝันถึงอดีต ที่ย้อนกลับไปไม่ได้แล้ว

“แต่แม้ในเวลาที่เขาสูญเสียทุกอย่าง ปูกลับสัมผัสได้ถึงความหวังของพวกเขา เหมือนกับมีความหวังและความตายอยู่ในห้องเดียวกัน นั่นเป็นสิ่งสะเทือนใจที่ปูลืมไม่ลง”

เมื่อ ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ออกเดินทางไปเวเนซุเอลาเพื่อเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตผู้ลี้ภัยให้เป็นหนังสารคดี

เธอนิ่งไปสักพักหลังจากจบประโยคก่อนหน้า แต่มองจากนัยน์ตาของเธอแล้ว เรารับรู้ได้ว่ายังมีหลายเรื่องราวที่อยากถ่ายทอดออกมา ไม่กี่อึดใจเธอก็ค่อยๆ เรียบเรียงเล่าเรื่องราวของสองผู้ลี้ภัยที่เธอลืมไม่ลง

“ปูได้คุยกับผู้ชายคนหนึ่ง เขาอยู่ในบ้านสังกะสีเล็กๆ นอนอยู่กับพื้นดิน เขาบอกว่าเมื่อก่อนเขาเป็นนักธุรกิจ มีบริษัทของตัวเอง มีบ้านสี่ถึงห้าห้องนอน แต่ตอนนี้เขาต้องมาถักกระเป๋าขาย เขาบอกว่าตอนแรกที่ทำเขาอายมาก เพราะมองว่าตัวเองเคยดีกว่านี้ แต่วันนี้เขาภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต ที่ได้มีอาชีพอีกครั้ง

“เขาบอกปูว่า คุณไม่เข้าใจหรอก คนเวลาสูญเสียทุกอย่าง แต่สุดท้ายมีโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป มันมีคุณค่ามากแค่ไหน ผมอยากขอบคุณที่ประเทศของคุณให้ความสนใจคนที่นี่ ให้เงินบริจาค วันนี้ผมรู้สึกว่าโชคดีมากที่มีบ้านสังกะสีหลังนี้ อย่างน้อยเวลาฝนตกก็มีหลังคากำบังไว้

“อีกเคสหนึ่งที่ปูจำได้ติดตาคือ ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เขานั่งอยู่กับคุณแม่และลูกสาวสามคน เขาเล่าว่าเมื่อก่อนเขามีงานทำมีรายได้ แต่ตอนที่รู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง ประเทศกำลังจะล่มสลาย สามีก็ทิ้งเขาไปเลย ต่อมาประเทศไม่มีไฟฟ้าใช้ ทำคีโมในโรงพยาบาลไม่ได้ จึงต้องหอบหิ้วกันออกมา ถึงตอนนี้ได้บัตรรักษาของทางโคลอมเบีย แต่ก็ไม่มียาแก้ปวด บางวันเลือดไหลไม่หยุด ตอนที่เขาคุยกับปู เขาเอาผ้าเช็ดหน้าตลอด จนสุดท้ายเขาแอบกำผ้าที่ชุ่มเลือดไว้ในมือ

“ผู้หญิงคนนี้อาสามาคุยกับปูเอง เพราะเขาบอกว่า ฉันไม่น่ารอด ไม่น่าจะรักษาทัน แต่เรื่องของฉันอาจจะนำเงินเข้ามาช่วยคนเวเนฯ และช่วยคนแบบฉันได้อีกมากมาย เป็นมะเร็งเจ็บเท่าไหร่ก็ทนได้ สิ่งเดียวที่ฉันต้องการคือ อยากให้คนทั่วโลกช่วยคนเวเนซุเอลา และช่วยคนแบบฉัน เพราะลูกฉันยังเล็ก ฉันไม่อยากตาย แต่ไม่มีทางเลือก แต่ฉันมีความหวังนะ อย่างน้อยเรื่องที่ฉันเล่าไปอาจทำให้คนเอาเงินมาช่วยลูกฉันได้”

เธอหยุดเล่าอีกครั้ง พร้อมกับทิ้งท้ายว่า “นี่แหละคือสิ่งที่ปูสัมผัสได้ถึงความหวังและความตายที่อยู่ในห้องเดียวกัน”

ขอเพียงความเข้าใจ

หลังจากที่สารคดียาว 20 นาทีนี้แพร่ภาพออกไป เธอไม่ได้หวังให้เกิดกระแสยิ่งใหญ่ สิ่งที่หวังให้เกิดขึ้นมีเพียงความเข้าใจที่ถูกต้องต่อผู้ลี้ภัยทั่วโลก เพราะเชื่อว่าเมื่อคนเรามีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน หนทางการช่วยเหลือจะตามมา

เมื่อ ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ออกเดินทางไปเวเนซุเอลาเพื่อเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตผู้ลี้ภัยให้เป็นหนังสารคดี
เมื่อ ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ออกเดินทางไปเวเนซุเอลาเพื่อเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตผู้ลี้ภัยให้เป็นหนังสารคดี

“ปูอยากให้คนเข้าใจว่า ผู้อพยพและผู้ลี้ภัยคือมนุษย์ที่เคยมีสัญชาติ มีประเทศชาติของตัวเอง เคยพูดภาษาของตัวเอง เคยได้นับถือศาสนาในผืนแผ่นดินของตัวเอง เคยมีอาชีพ แต่ไม่มีสิ่งนี้แล้ว กลายเป็นบุคคลที่สัญชาติคืออดีต ประเทศชาติและวัฒนธรรมคืออดีต และอนาคตคือสิ่งที่ว่างเปล่า ถ้ามองจากมุมที่เราวัดคุณค่าคนจากสิ่งที่เป็น พวกเขาอาจไม่เหลือคุณค่าอะไรแล้ว แต่สิ่งที่คนไม่ควรลืมคือ เขายังเหลือคุณค่าความเป็นมนุษย์ ยังเหลือความทรงจำและมีความหวังในใจ

“คนที่อยู่ในสภาพเช่นนี้เขาไม่มีทางเลือก ซึ่งหากเลือกได้ ทุกคนตอบเหมือนกันหมดว่า ‘อยากกลับบ้าน’ ซึ่งจะได้เห็นในสารคดี ปูอยากให้คนลบอคติที่ว่าผู้ลี้ภัยคือคนที่ออกจากบ้านตัวเองมาเพราะอยากไปทำงานประเทศนั้นประเทศนี้ เพราะมันไม่ใช่ มันแตกต่างจากความเป็นจริงอย่างมาก

“ดังนั้น การบริจาคให้กับ UNHCR อาจไม่สำคัญเท่ากับการปรับทัศนคติของคุณที่มีต่อผู้ลี้ภัย หากคุณได้ดูสารคดีนี้ แล้วพูดคุยกับเพื่อนหรืออธิบายให้คนอื่นๆ เข้าใจความแตกต่างของ Migrant, Immigrant, Refugee และ Stateless หรือเปลี่ยนข้อความคอมเมนต์ต่างๆ จาก ‘ทำไมต้องไปช่วยเขา’ เป็น ‘เราต้องรีบช่วยพวกเขา’ แทน นี่ถือว่าปูได้ทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว”

ถึงตรงนี้ เราถามว่าเป้าหมายสูงสุดของการเป็นทูตสันถวไมตรีของ UNHCR ของเธอคืออะไร

“การทำงานนี้ไปตลอดชีวิต โดยหวังว่าวันหนึ่ง ผู้ลี้ภัย ผู้อพยพ และคนไร้สัญชาติ จะได้ในสิ่งที่พวกเขาหวัง ซึ่งปูรู้ว่านั่นคงเป็นฝันที่ใหญ่เกินไป ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน และต้องผ่านอีกกี่ความขัดแย้งเท่าไหร่ ถ้ามนุษย์เราไม่เรียนรู้ถึงบทเรียนที่ผ่านมาและอยู่ร่วมกันอย่างสันติภาพ” เธอตอบน้ำเสียงจริงจัง

เมื่อ ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ออกเดินทางไปเวเนซุเอลาเพื่อเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตผู้ลี้ภัยให้เป็นหนังสารคดี

ชีวิตที่มีเป้าหมาย

หลังจากที่ปูเล่าเรื่องการทำงานมาพอสมควร เราจึงชวนเธอพูดคุยถึงชีวิตและการเติบโตทางความคิดของเธอบ้าง แต่ดูเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างจะกลับไปเชื่อมโยงกับงานเพื่อผู้ลี้ภัยเสมอ

“ปูเปลี่ยนไปเยอะมากจากการทำงานกับ UNHCR ซึ่งต้องขอขอบคุณการทำงานนี้มาก” เธอตอบพลางทิ้งตัวสบายๆ บนโซฟา

“เมื่อก่อนที่เราเป็นดารา ซึ่งเป็นอาชีพของภาพลักษณ์ รูปลักษณ์ ชื่อเสียง และอีโก้ล้วนๆ เมื่ออยู่ใน Bubble นี้ บางครั้งเราคิดว่าเราต้องอยู่ที่หนึ่ง ต้องอยู่ในกระแส เราต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ โดยไม่คิดคำนึงเลยว่าเราเป็นคนที่โชคดีมาก ดาราเป็นคนที่โอกาสวิ่งเข้าหา ไม่ต้องวิ่งไปหาโอกาส เหมือนได้ลาภลอยตลอดเวลา ดาราดังๆ เหมือนกับคนถูกหวยตลอดนะ เพราะมีงานทุกวัน แต่สิ่งเดียวที่เรามัวคิดถึงกันคือ คนนี้ได้งานนั้น คนนี้เป็นอย่างนี้ เหมือนอยู่ในโลกที่ทำให้เราไม่ได้เห็นโลกกว้างไปกว่านี้

“เมื่อได้ทำงานกับ UNHCR ปูมีโอกาสฟังเรื่องราวของมนุษย์เยอะมาก ได้สัมผัสกับมนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุด และเข้าใจการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีอะไรยั่งยืน ไม่มีอะไรถาวร แม้แต่ประเทศชาติ ประวัติศาสตร์ยังสูญหายได้ แล้วนับประสาอะไรกับตัวเรา ชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งบอบบางมากนะ แค่ตึกถล่มมาเราก็ตายแล้ว และตายวันนี้พรุ่งนี้ได้ เราสร้างชื่อเสียงไปเพื่ออะไรถ้าชีวิตไม่มีเป้าหมาย ถ้าทำแค่ตัวเอง บอกได้เลยเป็นเรื่องเศร้ามาก เพราะตอนสุดท้ายที่ความงามคุณหมดไป ชื่อเสียงจางหาย ไม่มีใครจำคุณแล้ว คุณค่าของคนคือผลงาน ทุกวันนี้ปูอยากเป็นคนดีกว่าที่ปูเป็นอยู่”

แม้จะพยายามทุ่มเททำงานมากแค่ไหน แต่เธอก็ยังได้ยินข้อกังขาเสมอว่า เธอทำงานนี้เพื่อเหตุผลอะไร

“คนคิดว่าปูมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้ UNHCR ไม่ใช่นะ นี่คือชีวิตของปูเลย ปูอุทิศทั้งชีวิตให้กับงานเพื่อผู้ลี้ภัย และสัญญาว่าไม่ว่าจะเจอเรื่องเลวร้ายอะไร ต้องรับให้ได้ และปูอยากบอกตรงนี้ว่า การทำงานกับ UNHCR ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าทุกอย่าง ปูออกเองทั้งหมด เพราะซีเรียสมากว่าจะต้องไม่ทำให้เงินของผู้บริจาคหายไป เงินส่วนตัวออกไปก็นำมาหักภาษีไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ปูทำจากหัวใจและจิตวิญญาณจริงๆ 

“ตอนนี้ปูมีเป้าหมายในชีวิต คืออยากทำงานให้ถึงที่สุด เพราะจะได้ให้คืนกลับ ปูเชื่อนะว่าการที่เราได้โอกาสแล้วไม่คืน ไม่มีทางยั่งยืน เพราะมันเป็นเหมือนกรรม ได้มาเยอะ แล้วไม่อยากคืน สร้างมาอีกเพื่อได้เพิ่ม ไม่มีทางได้ผล ปูเป็นคนที่เชื่อเรื่องแบบนี้มาโดยตลอด”

เมื่อ ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ออกเดินทางไปเวเนซุเอลาเพื่อเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตผู้ลี้ภัยให้เป็นหนังสารคดี

เมตตา-กรุณาต้องมาจากหัวใจ

แม้ก่อนหน้านี้เธอคิดเพียงแค่อยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์และความไม่เท่าเทียม แต่การกระทำด้วยความปรารถนาดีอันจากหัวใจนั้น ทำให้เธอเข้าถึงหลักปรัชญาศาสนาที่เคยศึกษามาตลอดได้อย่างลึกซึ้ง

“พระพุทธศาสนาสอนเราเรื่องความเมตตา-กรุณาเสมอ แต่ลึกๆ แล้วปูว่าคนไม่รู้หรอกว่า ความเมตตาคือการที่เราเห็นสิ่งที่เราไม่เข้าใจ แต่เรารู้สึกเจ็บปวดไปตามเขา และอยากจะช่วยเขาให้พ้นจากความทุกข์

“ปูอยากให้เราลองนั่งมองคนตามท้องถนนเมืองไทยดูสักวัน ลองมองคนที่ขึ้นรถเมล์ท่ามกลางอากาศร้อนๆ หรือมองความเหน็ดเหนื่อยของคนอื่นรอบตัวเรา หรือลองมองดูขอทานที่เดินผ่านทุกวันโดยไม่มองแม้แต่คุณค่าของเขา ไม่เคยระลึกแม้สักวินาทีว่าคนนี้เคยมีพ่อแม่ เคยเป็นเด็กคนหนึ่งที่ไปโรงเรียน แล้วถามตัวเองว่าเรารู้สึกไปกับเขาไหม

“ถ้าฝึกไปเรื่อยๆ แล้วจะเข้าใจว่าสิ่งที่คุณทวีต โกรธ บ่น มันไม่มีความหมายเลย คำพูดที่ไม่ดี เก็บไว้กับตัวเองดีกว่า ถ้าไม่ชอบอะไร ลงมือแก้ไขเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง อยากให้เริ่มการเปลี่ยนแปลงที่การกระทำ ไม่ใช่แค่คำพูด”

จากที่พูดคุยกันมาถึงตรงนี้ เรารู้สึกว่า ปู ไปรยา ในวันนี้มีความเข้าใจในชีวิตในระดับดีมาก

มีเรื่องไหนชีวิตที่รู้สึกว่ายังทำได้ยากบ้างไหม เราถาม

“เห็นคนอื่นได้ดีแล้วรู้สึกยินดีไปกับเขา” ปูตอบจริงจังทันที ก่อนหัวเราะขำตัวเอง

“มันยาก มันยากมาก” เธอเน้นเสียง “เวลาเห็นคนอื่นได้งานที่เราอยากได้ แล้วฉันก็อยากได้งานนี้เหมือนกัน มันยากนะที่ต้องเปลี่ยนทัศนคติไปยินดีกับเขา นึกออกไหม เพราะปูไม่ใช่นางฟ้า ไม่ใช่พระ ปูยังมีธรรมชาติของมนุษย์ ก็ต้องคอยเตือนสติตัวเองตลอดนะว่า เขาได้ดีใช่ไหม ฉันดีใจกับเขาจังเลย ปูกำลังฝึกอยู่นะ แต่ก็ยังไปไม่ถึงจุดนั้น” เธอหัวเราะอีกครั้ง

ปูยอมรับว่าการทำงานในวงการบันเทิงช่วยให้เธอเข้าใกล้เป้าหมายยิ่งใหญ่ในชีวิตได้เร็วขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็เป็นความขัดแย้งกับหลักความศรัทธาที่เธอพยายามปฏิบัติตัวและใจให้เป็นสุขตลอดมา

“วิธีเดียวที่จะช่วยคนได้คือ ปูต้องมีรายได้ เพราะฉะนั้น ปูก็ต้องทำงานในวงการต่อไป จึงทำให้การรักษาเรื่องมุทิตา อุเบกขา ยากมาก เพราะเรายังมีความต้องการที่จะเป็นคนยิ่งใหญ่กว่านี้ มีรายได้มากกว่านี้ เป็น Conflict ในใจมาก ถ้าไม่มีรายได้ก็ช่วยเขาไม่ได้ ถ้าไม่มีชื่อเสียงก็ไม่มีใครฟัง เป็นคนดีตลอดก็ไปไม่ถึงจุดสูงสุด มันยากมากจริงๆ”

เมื่อ ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ออกเดินทางไปเวเนซุเอลาเพื่อเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตผู้ลี้ภัยให้เป็นหนังสารคดี

ลองลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความสุข

เราคุยกับปูจนเกือบครบเวลา ก่อนที่เธอต้องเข้าสู่คิวงานที่แน่นตารางต่อไปทั้งวัน เราตั้งใจจบบทสนทนาในครั้งนั้นด้วยเรื่องราวของความสุขเพื่อปรับอารมณ์ให้เธอผ่อนคลายสบายใจ

ความสุขในวันนี้ของปูเป็นอย่างไร-เราบอกเธอว่านี่คือคำถามสุดท้าย

“ปี 2562 เป็นปีที่แย่ที่สุดในชีวิตของปู” เธอเกริ่นขึ้นก่อนอธิบาย “แต่การได้ไปเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยและผู้อพยพชาวเวเนซุเอลามาได้ถูกเวลา เมื่อได้เจอพวกเขา ปูใจฮึดสู้อีกครั้ง และหันมามองตัวเองว่า เราเป็นคนโชคดีมากแค่ไหนที่เกิดมาเดินได้ สายตามองเห็น มีการศึกษา มีรูปร่างหน้าตาที่เป็นดาราได้ พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ มีครอบครัวอยู่พร้อมหน้า มีบ้าน มีรถ มีชื่อเสียง มีสุขภาพที่ดี เราคือคนโชคดีจริงๆ ทุกวันนี้ที่ลืมตาตื่นขึ้นมา ปูมีแต่ความรู้สึกว่าขอบคุณ” เธอยิ้มด้วยดวงตาที่เปี่ยมประกายความสุข

ก่อนจบบทสนทนาจริงๆ ในวันนั้น เธอทิ้งท้ายฝากเราทุกคนด้วยความจริงใจอีกครั้งว่า

“ปูอยากให้ทุกคนลองทำดูนะ ทุกเช้าที่ลืมตาตื่นขึ้นมา ให้บอกตัวเองว่า ‘วันนี้ฉันโชคดีจริงๆ’ ลองแบบนี้สักสามสิบวัน แล้วดูว่าชีวิตของคุณเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นแค่ไหน เมื่อเรามองว่าตัวเองมีสิ่งดีๆ เราจะพร้อมเป็นผู้ให้ และการเป็นผู้ให้ คุณก็กลายเป็นผู้รับสิ่งดีๆ กลับมาเช่นกัน”

เมื่อ ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ออกเดินทางไปเวเนซุเอลาเพื่อเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตผู้ลี้ภัยให้เป็นหนังสารคดี

ขอบคุณภาพ : UNHCR

ภาพยนตร์สารคดี Sin Fronteras – Venezuela at the Crossroads จะเปิดให้เข้าชมฟรีในงาน Venezuela Night: Tribute to UNHCR for Refugee and Migrant Crisis วันศุกร์ที่ 24 มกราคม 2563 เวลา 18.00 น. ที่เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า เซ็นทรัลเวิลด์ จองบัตรและดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.unhcr.or.th และ Facebook : UNHCR ประเทศไทย

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

“อาจารย์คงไม่รู้ตัวว่า อาจารย์ได้ขายวิญญาณให้กับนกและป่าเขาลำเนาไพรไปแล้ว”

นี่เป็นประโยคเดียวที่หลุดเข้ามาในความคิดของผม หลังจากจบบทสนทนาในบ่ายวันอาทิตย์นั้น

ใช่ เหมือนผมกล่าวเกินเลยไปสักหน่อย แต่ลองนึกภาพตามนะครับ

จะมีสักกี่คนที่หลงใหลกับการขีด ๆ เขียน ๆ รูปนกตั้งแต่ก่อนวัยเรียน จนบัดนี้อายุ 73 แล้ว ก็ยังไม่คิดจะวางดินสอ ปากกา และพู่กัน ดูจากสายตาที่มุ่งมั่นแล้ว ผมว่าภาพคุณปู่บนเก้าอี้โยกกับการอุ้มหลานนั้น ไม่ใช่แน่ ๆ รถโฟร์วีลที่จอดอยู่ในโรงรถยังพร้อมจะบุกป่าฝ่าดงเสมอ…

คุณปู่ที่ผมกำลังกล่าวถึงคนนี้ คือ

อาจารย์กมล โกมลผลิน นักวาดภาพนกอันดับหนึ่งของเมืองไทย

กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร

อาจารย์เป็นที่เคารพและรู้จักกันดีในหมู่นักดูนกทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เป็นผู้ร่วมวาดภาพนกที่มีการสำรวจพบในประเทศไทย ในหนังสือ ‘A Guide to the Birds of Thailand’ คัมภีร์เล่มสำคัญสำหรับนักดูนก 

ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่นักวาดภาพทั่วไปที่จับพู่กันและใช้สีน้ำเป็นจะได้รับการยอมรับเช่นนี้ ในฐานะของคนที่ร่ำเรียนศิลปะมาเหมือนกัน ผมชักอยากรู้ว่าอะไรหล่อหลอมให้อาจารย์รักและหลงใหลในนกและธรรมชาติเช่นนี้

“ผมเกิดและเติบโตมาในสวน สมัยนู้นคุณคงนึกไม่ถึงว่าบ้านผมไม่มีไฟฟ้า แค่ตลิ่งชันเองนะ บ้านผมอยู่ริมคลอง การสัญจรก็ใช้เรือ ผมเลยรู้จักสวนเป็นอย่างดี แล้วสวนยุคนั้น ไม่มีถนน มีแต่ธรรมชาติ จึงมีนกอยู่มากมาย”

อ้อ อาจารย์กมล ก็เป็นคนฝั่งธนฯ เหมือนกันกับผม 

ถึงตรงนี้ขอขยายความสักนิดว่า ในอดีตนั้น อำเภอตลิ่งชันอยู่ในเขตจังหวัดธนบุรี จังหวัดทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนฝั่งขวานั้นเรียกว่า ‘พระนคร’ ต่อมาใน พ.ศ. 2514 เกิดการผนวกรวมธนบุรีและพระนครเข้าด้วยกัน ในชื่อ ‘นครหลวงกรุงเทพธนบุรี’ และในปีถัดมาจึงเปลี่ยนเป็น ‘กรุงเทพมหานคร’ เมื่อเป็นเพียงจังหวัดรอบนอก ระบบสาธารณูปโภคจึงยังกระจายไม่ทั่วถึงเมื่อเทียบกับเมืองหลวง

“บ้านโบราณมันมีสองฝั่ง ตรงกลางเป็นชาน เรียกว่า ‘นอกชาน’ บ้านสองหลังนี้ข้างหน้าเป็นคลอง มีอยู่วันหนึ่ง นกเป็ดน้ำบินมากันเป็นพันตัว เต็มหลังคา มืดไปหมด เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรก ชะงักไปเลย บินสักพักก็หายไป”

อย่าว่าแต่อาจารย์เลย เป็นผมเจอนกมากมายขนาดนั้นก็คงตะลึงไม่ต่างกัน

แต่นั่นก็ช่วยยืนยันได้ว่า ตลิ่งชันเมื่อ 70 ปีก่อนยังมีความเป็นธรรมชาติสูงมากทีเดียว

“แล้วผมก็เลี้ยงนก ตอนเด็ก ๆ ชอบไปขโมยลูกนกในศาลพระภูมิตามสวน เอามาป้อนอาหาร ตอนโรงเรียนหยุด ไม่มีของเล่น โทรทัศน์ไม่มี ไฟฟ้าก็ไม่เข้ามา บางกอกน้อยเข้า บางหลวง บางแวกเข้า แต่ตรงกลางไม่เข้า”

เมื่อฟังอาจารย์กมลเล่าถึงบ้านในวัยเด็ก ผมเชื่อว่าสภาพแวดล้อมคือจุดเริ่มต้นในความสนใจศิลปะ ภาพในอดีตและปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ยังจดจำได้ดี บอกกับผมว่าอาจารย์เป็นนักสังเกตสิ่งต่าง ๆ ชั้นยอด เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของคนวาดภาพ ส่วนการนำลูกนกมาเลี้ยง ทำให้อาจารย์กมลได้ศึกษาสรีระและพฤติกรรมของนกไปในตัว

อาจารย์เริ่มวาดภาพตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ (ผมเริ่มอยากรู้ต่อ)

ถ้าคุณอยากรู้ ผมจะไปหยิบให้ (พูดยังไม่จบ อาจารย์ก็ลุกขึ้นเดินไปที่ตู้หนังสือ หยิบเอาสมุดเขียนหนังสือสมัยโบราณที่มีเส้นบรรทัด พร้อมกับสมุดสเก็ตช์เล่มเล็กที่เก็บรักษาอย่างดีมาจำนวนหนึ่ง)

มันเป็นสมุดที่ผมวาดตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงเรียน อันนี้เป็นสมุดตำรายาของตา แล้วผมก็วาดรูปสารพัด ผมวาด ๆ ไป แม่ก็นั่งรีดผ้า ผมชอบเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่สมัยโบราณ อย่างที่บอก สิ่งที่เราจะเล่นก็ไม่มี ของเล่นก็เล่นไปตามพื้นบ้าน แล้วนี่ก็เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตผม แม่บอกผมนั่งเขียนนอนเขียนทั้งวัน ก็ไม่ถึงกับเพอร์เฟกต์แต่บางครั้งมันก็บันทึกเหตุการณ์ ตอนนั้นก็มีอะไรปน ๆ อย่างเรือดำน้ำ มีใครเคยเห็นไหมล่ะ จอดอยู่ศิริราช ผมก็เขียนไว้อยู่ในนี้ 

กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร

(อาจารย์เปิดสมุดค้างที่หน้าหนึ่ง แม้มีเส้นบรรทัดพาดผ่านตลอดหน้า แต่ก็ไม่ได้บดบังความงามของภาพวาดนั้นเลย ภาพลายเส้นไร้เดียงสาแต่เก็บรายละเอียดของนกครบถ้วน จัดว่าเป็นภาพวาดที่ฉายแววศิลปินสำหรับเด็ก ๆ ในยุคนั้น ที่ยังไม่มีโรงเรียนสอนศิลปะสำหรับเด็กเหมือนในปัจจุบัน

ผมรับสมุดสเก็ตช์มาพลิกดูทีละหน้า เป็นสมุดวาดภาพสมัยอาจารย์เรียนศิลปากร ด้วยความทึ่งในผลงานวาด ที่แม้เป็นภาพชิ้นเล็ก แต่สมบูรณ์แบบทั้งเรื่องสัดส่วนและเทคนิคการใช้สี ตลอดจนรายละเอียดต่าง ๆ ที่ให้ความงามสมจริงมาก เมื่ออาจารย์พูดถึงศิลปากร ทำให้ผมนึกถึงเรื่องราวการฝึกวาดภาพนกของอาจารย์ในช่วงนั้น)

ได้ข่าวมาว่า อาจารย์สนใจนกถึงขนาดเดินเก็บซากนกมาวาด

ใช่ ๆ นี่ไง ที่ตลาดนัดสนามหลวง เขาโยนทิ้งในถังขยะ ผมก็ไปเก็บมา ความคิด ความรู้สึกขณะนั้น มันไม่ใช่เศษกระดาษนะ คุณดูสิ ความวิจิตรในขนของมันทำให้ผมหิ้วซากกลับไปเขียนที่ศิลปากร ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครสนใจ เพื่อน ๆ ก็คิดว่าผมฝึกมือ ผมเก็บมาไว้เยอะแยะ ช่วงที่ผมเก็บซากนกมาวาดคือตอนเรียนปี 1 ที่ศิลปากร

(ผมสะดุดกับคำว่า ‘ตลาดนัดสนามหลวง’ จำได้ว่าช่วงเวลานั้น ทุกเสาร์-อาทิตย์มีตลาดนัดที่นั่น ภายหลังย้ายมาจัดสร้างที่สวนจตุจักร ที่สนามหลวง ก็มีการจัดโซนขายสัตว์เลี้ยงและนก ไม่ใช่แค่นกเลี้ยงอย่างเดียว มีนกป่าด้วย)

ผมศึกษาเรื่องนกมานาน นกพวกนี้ไม่ใช่นกเมืองไทย แต่เป็นนกที่มาตามฤดูกาล

กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร

แล้วพ่อค้าก็ไปดักจับมาขายหรอครับ

เขาไม่รู้หรอก คงคิดว่านกเมืองไทย แต่สะดุดตาผม ก็ไปเก็บมา ไม่มีใครสนใจ นกตายแล้วเขาก็ทิ้ง

(ผมว่าวิธีการเก็บซากนกมาเป็นแบบในการวาดภาพ ทำให้อาจารย์กมลเรียนรู้เกี่ยวกับโครงร่าง ข้อต่อกระดูก การเรียงซ้อนของขนในแต่ละส่วน สีสันที่มีการไล่เฉดสีสวยงาม และลวดลายเฉพาะของนกแต่ละชนิด ทำให้ภาพวาดนกของอาจารย์ทุก ๆ ภาพมีชีวิตชีวา สมจริง)

อาจารย์ไปศึกษาของจริงที่สวนสัตว์เขาดิน เพื่อให้รู้จักกายภาพนกทุกแง่มุมด้วยใช่ไหมครับ 

ใช่ แต่ที่สำคัญมากกว่านั้นคือผมเห็นจริง แล้วเขียนมันจริง ๆ เขียนตรงนั้นเลย เรานั่งกินข้าวในป่า น้ำไหล เราก็บันทึก มันไม่ได้เป็น Ornithology แต่บางครั้งก็เป็นนะ เพราะว่าผมต้องบันทึกด้วย

ผมว่าการดูนกสนุก คุณจะดูช้างได้ยังไง ก็ผมอยู่ในสวน มันมีแต่กระรอก กระแต นก แล้วผมก็ต้องไปแอบนั่งอยู่ในสวน ตอนนั้นไม่มีกล้อง แต่ได้เห็นนก มันก็ซึมซับ อีกอย่างผมเป็นคนชอบศิลปะ ก็ประสานรวมกัน

ผมทำด้วยความสุข อย่างเล่มนี้ (หนังสือ A Guide to the Birds of Thailand) ผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะจ้างยังไง แต่ผมเอาสมุดสเก็ตช์ภาพนี้ให้เพื่อนฝรั่งดู เขาบอกมาทำพวกนี้เลย ไม่เคยเห็นใครทำแบบนี้มาก่อน

กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร

ขายต่างประเทศด้วยใช่ไหมครับ 

ใช่ เขาทำเป็นภาษาอังกฤษ เพราะยุคนั้นคนไทยไม่สนใจ เจ้าของหนังสือกับผู้เขียนก็ตกลงกันทำเป็นภาษาอังกฤษ แล้วค่อยมีฉบับภาษาไทยออกมาทีหลัง สรุปคือไทยก็ก็อปปี้เอาจากต้นฉบับ (หัวเราะ)

สมุดพวกนี้ไซส์แรกเป็นสมุดบันทึกของไทย บันทึกช่วยจำ มีเส้นบรรทัด แต่ผมก็เขียน ส่วนเล่มนี้ซื้อจากอังกฤษ สมัยก่อนหาซื้อสมุดไม่มีเส้นยาก นี่คือสมุดเล่มแรกที่ออกฟิลด์ เพราะขนาดพอดีกับกระเป๋ากางเกง พกพาง่าย ใช้งานได้สะดวกดี แล้วผมก็เขียนสีไม้ด้วย สีน้ำด้วย ตอนนั้นผมชอบไปศึกษาที่เขาดินนะ สเก็ตช์รูปร่าง

กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร
กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร

การทำงานภาคสนามของอาจารย์ มีกล้องหรืออุปกรณ์ช่วยไหม หรือดูด้วยสายตา

มีครับ นี่คือกล้องส่องทางไกล อุปกรณ์ที่คนดูนกต้องมี คนเดินป่าสมควรมี เพราะนกเคลื่อนไหวและบินอยู่ไกล กล้องนี้คือสิ่งที่ช่วยให้เราเห็นรูปร่างมัน ผมใช้กล้องนี้ก่อนนะ มันมีอารมณ์ที่เรียกว่าแพสชันที่ต้องการเก็บรูปนก แต่ผมไม่ได้สนใจกล้องถ่ายรูป เพราะผมเขียนแล้วผมมีความรู้สึก เส้นมันขาดหรือเยอะไปหน่อยก็ลดทอนลงมา ผมไม่ได้ต้องการความเหมือนจริงเป๊ะ แต่ถ้ามาใช้งานจริงจังแบบนี้ ผมก็วาดให้เหมือนจริงเป๊ะได้เหมือนกัน

สมัยก่อนรูปถ่ายเป็นสีขาวดำ จึงไม่ค่อยเป็นที่พึ่งเท่าไหร่ ที่สำคัญ ออกไปดูจริง ๆ มันมีรสชาติให้สเก็ตช์ ก่อนหน้านั้นผมก็สเก็ตช์อยู่บ้าน ออกไปดูบ้าง แต่พอทำเรื่องหนังสือ ผมก็มีทุนที่จะออกเดินทาง

ระหว่างเดินทาง อาจารย์ทำอาชีพอื่นด้วยไหม

ผมทำสมัยเรียน ผมเรียนศิลปากรตั้ง 8 ปี จนผมเป็น Super Senior

(จริงอยู่ว่าอาจารย์กมลจบการศึกษาจากคณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร แต่อาจารย์กลับเลือกไปทำงานบริษัท เริ่มต้นอาชีพจากกราฟิกดีไซเนอร์ ผันมาเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ จิวเวอรี่ดีไซเนอร์ และสุดท้ายจบที่ ปตท. แม้จะผ่านงานหลายรูปแบบ แต่ไม่มีสักช่วงเวลาที่อาจารย์ทิ้งความสนใจในการวาดนกและสัตว์ต่าง ๆ)

ระหว่างทำงานทิ้งเรื่องนกไปไหมครับ (ผมสงสัยในความแปลกแยกระหว่างงานต่าง ๆ ที่อาจารย์ทำ)

นี่ไงนก ยังเป็นนกอยู่ (อาจารย์หยิบผลงานออกแบบจิวเวอรี่รูปนกมาวางข้างหน้า)

มันเป็นตลับ มีบางอันเป็นรูปแมว ผมก็นั่งดูมันทุกวันเพื่อรำลึกความหลัง ตอนที่เข้าไปสมัครงาน เขาให้ทดสอบ เอากล่องทองเหลืองเป็นรูปวงรีแบบนี้มาให้ ต้องการให้สร้างรูปสัตว์บนฝากล่อง แล้วเอากล่องไปตั้งบนโต๊ะเครื่องแป้ง แล้วผมก็ปั้นรูปแมวนอน แหม่มบอกว่า มาทำงานพรุ่งนี้เลย สรุปก็ได้งานนั้น 

กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร

ต่อมาพรรคพวกชักชวนไปทำงาน ปตท. เป็น Public Relations Center ผลิตสิ่งพิมพ์ ช่วงเวลานั้นผมได้ทุนจากหลายประเทศ และเป็นประธาน Bangkok Bird Club สรุปแล้วไปเรียน Conservation Education ที่อังกฤษ สนุกดี มันก็อยู่ในวงการนี้ เอาความรู้ที่เกี่ยวกับนกมาสอนคน ในยุคนั้นก็โปรยเมล็ดพืชไว้ หว่านใหญ่เลย แล้วมันก็เห็นผล 

ตอนอยู่อังกฤษ ผมว่าเขาเป็นชาติเดียวในยุโรปที่สนใจเรื่องนกในยุคนั้น เขาทำ Education Center ได้ดีมาก ผมก็นำความรู้นี้กลับมาพูดให้องค์กรฟังว่า นกนำคนไปรู้จักธรรมชาติ เพราะไม่ได้อยู่ในป่าอย่างเดียว ในน้ำก็มี เมื่ออนุรักษ์น้ำก็เท่ากับอนุรักษ์ Wetland ที่ใช้เป็นอ่างเก็บน้ำ เป็นแหล่งกักเก็บน้ำด้วยเหมือนกัน

กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร

อาจารย์ค้นพบนกพันธุ์ใหม่หรือสิ่งมีชีวิตใหม่ ๆ บ้างไหมครับ

มี ๆ พวกผมนี่แหละที่เป็นพวกลุยไปหาข้อมูลนกใหม่ ๆ ส่วนใหญ่เป็นนกหิมาลัยย้ายถิ่นมา มันเป็นเรื่องปกติของธรรมชาติเหมือนมดหรือสิ่งมีชีวิตที่ต้องเคลื่อนย้ายถิ่น เหมือนพวกวัวกระทิงเพื่อหาทุ่งหญ้างาม ๆ มันไม่สนใจเขต สนใจแค่ว่าตรงไหนเป็นแหล่งอาหาร เมื่อตรงนี้มีแหล่งอาหารดีก็มุ่งหน้าไป มันเลยทิ้งแหล่งที่มันหากินไว้ข้างหลัง แล้วก็ย้ายเคลื่อนไปเคลื่อนมา ฉะนั้น นกที่มาบ้านเราในฤดูหนาว มันก็หนีความเย็น หนีความอัตคัดเรื่องอาหาร เช่น ผลไม้ฤดูนี้ไม่เต็มที่ก็ย้าย มีสองทาง ไม่มีใครย้ายตะวันออก-ตะวันตกหรอก เพราะว่าเขตหนาวอยู่ข้างบน เขตร้อนอยู่ข้างล่าง ขืนย้ายจากตะวันออกไปตะวันตกก็คืออากาศเขตเดียวกัน เหมือนคุณย้ายจากฮอกไกโดไปตุรกี 

ครั้งหนึ่ง อาจารย์เป็นผู้ค้นพบนกชนิดใหม่ในไทยด้วย

นกปากนกแก้วหัวสีส้ม (Rufous-headed Parrotbill) ผมไปสำรวจพบที่แม่เมย ผมเจอนกตัวนี้ก่อนแล้วก็โน้ตวาดรูปลงในสมุดสเก็ตช์ จากนั้นก็ส่งให้ฟิลลิปดู จากรายละเอียดที่ผมเห็นและบันทึกไว้น่าจะเป็นนกใหม่ หลังจากนั้นผมขึ้นไปอีกทีที่จุดเดิมก็ยังเจอ ห่างกันตั้งหลายปีนะ ห่างเป็นสิบ ๆ ปี นกสายพันธ์ุนี้ก็ยังปรากฏอยู่

ในยุคนั้นไม่มีคนออกไปดูนกกันพรึ่บพรั่บเหมือนยุคนี้ ตามันน้อย เดี๋ยวนี้ตามันถี่ เจอนกอะไรใหม่ก็หยิบกล้องมาถ่ายไว้ก่อน มันง่าย แต่สมัยก่อนเจอแล้วจดบันทึกถึงจะมีหลักฐาน ใช้วิธีเขียนในสมุดโน้ตเป็นหลักแล้วก็เขียนบันทึกรายละเอียดไว้ เช่น พบที่ไหน สูงจากพื้นดินเท่าไหร่ พฤติกรรมเป็นยังไง ปกติกระโดดไปกระโดดมาหรือว่าไต่ตามกิ่งไม้

เราต้องออกไปดูนก เพราะถ้าดูจากหน้าจอมาเขียนก็จะไม่รู้บุคลิกของนกที่แท้จริงใช่ไหมครับ

ใช่ จะไม่รู้จักเลย นกบางตัวกระโดด บางตัวเดิน เช่น นกเอี้ยงเดินได้ นกเขาเดินได้ แต่นกกระจอกไม่เดินทีละก้าว มันกระโดดเอา เพราะฉะนั้น การออกไปสังเกตนกพวกนี้ในธรรมชาติมันสำคัญมาก 

อาจารย์ว่ากิจกรรมดูนกกับคนรุ่นใหม่ จะมีต่อไปเรื่อย ๆ ไหม แล้วมีอะไรที่แตกต่างจากเดิมบ้าง

คิดว่าจะยิ่งคึกคักขึ้นนะ และแตกต่างออกไปตามยุคสมัย สมัยนั้นดูเอาความเพลิน เป็นความสุข ผมเสาะหาแล้วก็จดลงสมุด แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แค่ดูแล้ว มันต้องตะเกียกตะกายเพื่อ Record ของตัวเองในโซเชียลมีเดีย

เหมือนเล่นเกมสะสมแต้มไหมครับ

คล้าย ๆ มีส่วน มันไม่ใช่แค่แลกเปลี่ยนนะ ของฝรั่งเขามี สถานะของใครที่ได้มาก ก็จะเป็นคนโพสต์นัมเบอร์ที่เขาเห็น ไม่ใช่แค่เมืองไทยนะ World Species นกชนิดที่เห็น ที่เขาเดินทางไปทั่วโลก

อาจารย์มีรูปแบบการจัดทริปดูนกยังไงบ้างครับ

(คุณปุ๊ ภริยาอาจารย์ มาร่วมพูดคุยด้วย) เราโฆษณาก่อน มันมี 2 แบบ บางกรณีก็มีคนเข้ามาติดต่อเอง บางกรณีก็มีบริษัทที่จัดแล้วส่งมาให้เรา ก็จัดแจงติดต่อกับผู้จัดการ ตอนนี้ก็ยังทำอยู่ เสร็จแล้วเขาก็ประกาศโฆษณาจนครบจำนวน แต่ว่าช่วงนี้ขาลงแล้วนะ โควิดมันเยอะ สมัยก่อนนี้สนุก เราเคยไปออกงานต่างประเทศด้วย

เรียกได้ว่าชีวิตทั้งชีวิตอยู่กับธรรมชาติและการดูนก

(คุณปุ๊) ช่วงที่นำดูนก อาจารย์จะมีอีกรูปแบบหนึ่ง คือเขาจะเป็นคนนำดูนกจริง ๆ ไม่ใช่ศิลปิน 

แสดงว่าช่วงนั้นอาจารย์ไม่ได้หยิบสมุดไปวาดเลย นำดูนกอย่างเดียว

(คุณปุ๊) ก็หยิบนะ พอเวลาเจอพวกแมลง เขา Scope แล้ว ลูกค้าก็ดูวนไป อาจารย์ก็วาดบ้าง ในยุคแรกที่ไปอยู่กับอาจารย์กมลบ่อย ๆ อาจารย์จะนำเด็กรุ่นใหม่ ๆ ดูนก นำเด็กในชมรมของสมาคมออกไปดูนก นั่นคือวิธีการสอนให้รักธรรมชาติโดยมีนกเป็นตัวนำ แล้วอาจารย์กมลก็ยังเป็นไกด์พาต่างชาติดูนกด้วย อันนี้เป็นธุรกิจดำรงชีพ ซึ่งช่วง พ.ศ. 2530 – 2540 การเป็นไกด์นำคนดูนกไม่ใช่ง่าย ๆ ต้องรู้จักเสียง ตาต้องไว แต่ตอนนี้เลิกแล้ว เพราะลูกค้าไวกว่าเรา เราเริ่มมองไม่เห็นแล้ว (หัวเราะ) ไม่ค่อยเต็มที่แล้ว แต่อย่างน้อยเราก็พาเขาเข้าไปในจุดที่ต้องการได้

การดูนกให้อะไรกลับคืนแก่อาจารย์บ้างครับ

ให้มากเลย ให้สัจจะ ยกตัวอย่าง ต้นไม้ต้นหนึ่งผึ้งมาทำรังเต็มเลย มีกล้วยไม้ ผมต้องใช้เส้นทางนี้ผ่านประจำ 2 – 3 ปีต่อมา ฟ้าผ่าต้นไม้ใหญ่ตาย ใบค่อย ๆ ร่วง ไม่นานก็เริ่มผุกร่อน นกหัวขวานมีหน้าที่ไปทำให้ตอผุเปื่อยสลาย นกหัวขวานไม่ได้ทำหน้าที่จริง ๆ โดยตรงของมัน แต่ดำรงชีพเพื่อเจาะหาหนอนที่กำลังกินไส้ต้นไม้ มันก็เป็นไปตามนั้น ที่นี้มันก็หมุนเวียน ไม้ที่มันเจาะเป็นขุย ๆ หนอนด้วงที่เป็นอาหารนกหัวขวาน ก็ทำให้ต้นไม้ทั้งต้นที่เคยยืนตระหง่านทรุดลงกับดิน ค่อย ๆ กร่อนลงไป กลายเป็นปุ๋ย เมล็ดพืชที่อยู่ใกล้ ๆ ก็โตขึ้น

สรุปแล้วนี่คือเรื่องจริง วัฏฏะของชีวิต ไม่มี Waste ไม่มีสูญเปล่า ในธรรมชาติไม่มีสัตว์นอนตายจนเน่าหรอก เพราะมีสัตว์อีกชนิดเข้าไปกินเนื้อเสมอ นอกจากแบคทีเรียแล้วไม่เคยเหลือ คุณดูสิ มีแร้งชนิดหนึ่งที่กินแม้กระทั่งกระดูกคนตายที่หิมาลัย มันกินกระดูกใหญ่ ๆ จากซากที่หมาป่ากินไม่หมด โดยบินขึ้นไปสูง ๆ พอเห็นหินก้อนใหญ่ ก็ปล่อยกระดูกลงมาให้แตกเพล้งเพื่อกินไขกระดูก นี่คือความละเอียดที่พบเห็นจากการสังเกตเฝ้ามองธรรมชาติ

ได้เห็นธรรมชาติอย่างถ่องแท้ ได้เห็นวัฏฏะ ได้เห็นการบุบสลาย ดับแล้วก็เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมา

เรียกว่าสัจจะ สัจธรรม มันมีตัวอย่างที่สอนเราได้หมดเลย เช่น ต้นไม้ต้นหนึ่ง คุณรู้จักนกไต่ไม้ใช่ไหม นกไต่ไม้ไม่เคยเอาหัวขึ้น จะเอาหัวไต่ลง ในขณะเดียวกันนกหัวขวานก็ไม่เคยเอาหัวไต่ลง เอาหัวขึ้นแล้วมันก็เป็นแบบนี้ ผมเคยเขียนรูปนี้ด้วย ไอ้นกหัวขวานมาทางนี้ นกไต่ไม้ไปทางนู้น เพราะว่าเปลือกไม้มันเผยอกันคนละทิศ แต่ข้างล่างนกไต่ไม้มันก็กิน เพราะมีหนอนแอบ ส่วนนกหัวขวานก็กินหนอนข้างบน มันคือการ Sharing ในต้นไม้ต้นเดียว

ทราบมาว่าอาจารย์มีโปรเจกต์จะทำหนังสือรวบรวมภาพวาดนกและธรรมชาติ โดยคัดเลือกจากสมุดที่อาจารย์วาดสะสมมาตลอดทั้งชีวิต ทำไมอาจารย์ถึงมีความคิดที่จะลุกขึ้นมาทำสิ่งนี้ครับ

ไม่ได้ลุกขึ้นมา (หัวเราะ) นั่งคิดนอนคิดมานานแล้ว

ด้วยเริ่มแรกผมสเก็ตช์พวกนี้ก็เป็น Data Information เพื่อเอามาขยายเป็นรูปที่จะเพนต์ ทีนี้สะสมมาเรื่อย ๆ ไป ๆ มา ๆ มีมากถึง 63 เล่ม มันก็เป็นงานและอาจจะสร้างแรงบันดาลใจให้คนเข้าหาธรรมชาติโดยวิธีนี้ก็ได้ ไม่ต้องมีฝีมือมาก่อน จริง ๆ แล้วผมอยากให้วัฒนธรรมการเขียนรูปสืบทอดไปจนถึงเด็กรุ่นใหม่ด้วยซ้ำ การมองแล้วจดบันทึก ซึ่งตอนนี้มันกำลังจะหายไป ก็เลยทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เพราะว่าในความเป็นจริง การวาดรูปกับการถ่ายรูปไม่เหมือนกัน พอคนมาเรียนถ่ายรูปปุ๊บ ก็จะขี้เกียจกลับไปวาดรูป หนังสือเล่มนี้ก็อาจเป็นแรงบันดาลใจให้เขาได้เยอะขึ้น

หนังสือเล่มนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนออกไปหาธรรมชาติ สัมผัสมันด้วยตา บันทึกโดยการวาด

อีกอย่างหนึ่ง มันเป็นโลกส่วนตัวของคุณ คุณจะเขียนอะไรก็ได้ จะเขียนตัวหนังสือประกอบกับรูปก็ได้ นอกจากใช้เพื่อความสุขของตัวเอง ยังใช้ฝึกบันทึก และเป็นประโยชน์ต่อฝั่งวิทยาศาสตร์ ผมคาดหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นหนังสือที่นักดูนกรุ่นใหม่ นักวาด ต้องมีสะสม เพราะมันชี้นำและจุดประกายมาก เป็นเหมือนคัมภีร์ดูนกเล่มหนึ่ง

อาจารย์คาดว่าการอนุรักษ์นกและธรรมชาติจะมีทิศทางไปทางใด

ที่น่าเป็นห่วงก็คือรัฐบาลที่ชอบไปสัญญาว่าจะทำนี่ทำนู่น เขาคิดว่ามันจะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ได้โฟกัสที่การอนุรักษ์ แต่ไปโฟกัสที่การพัฒนาการท่องเที่ยวแล้วเพิ่ม Facility ทำให้ Habitat ของนกหายไป เช่น ป่าแหว่ง ทำเท่าไหร่ก็ทุเรศใช่ไหม พูดง่าย ๆ เหมือนฟันหลอ นึกภาพมันฮามากเลยนะ ป่ามันไม่ติดกัน เขาเรียกว่า Fragment

การพัฒนากับการอนุรักษ์มักจะสวนทางกันใช่ไหมครับ

ใช่ พอคุณยิ่งทำอะไรเยอะ ยิ่งมีกิจกรรมมาเสริมเศรษฐกิจ ก็เลยกลายเป็นว่าเพิ่มถนนเข้าไป ทำรีสอร์ตเข้าไป ทำให้ป่าถูกจำกัดพื้นที่การใช้ชีวิตสัตว์ อันนี้เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง

อาจารย์อยากบอกอะไรกับคนรุ่นหลังหรือรุ่นใหม่ในเรื่องการดูแลธรรมชาติหรือผืนป่าบ้าง

ถ้านึกดูดี ๆ คนไม่ได้หยุดที่รุ่นเรา จะมีคนรุ่นใหม่ไปเรื่อย ๆ ขอให้คิดก่อนเสมอ เช่น การใช้พลาสติก การทิ้งขยะ อย่าคิดว่าบ้านเราบ้านเดียวจะเป็นอะไรไป ถ้าเห็นแก่ตัว เราก็จะไม่คิดถึงสิ่งเหล่านี้ เราควรเก็บรักษาธรรมชาติไว้ก่อน เอาไว้ใช้ประโยชน์ยามจำเป็นที่สุด ผมอยากให้มีการควบคุม ไม่ให้เกิดการเบียดเบียนธรรมชาติหรือเบียดเบียนป่า

ตลอดการสนทนา นอกจากใบหน้าอาจารย์ ก็มีแต่ภาพวาดในสมุดสเก็ตช์ซึ่งวางเรียงรายบนโต๊ะที่สายตาผมมองดูอยู่ตลอด จะมีเป็นบางครั้งที่หันไปชื่นชมภาพวาดชิ้นใหญ่ที่ประดับบนผนัง เมื่อสมควรแก่เวลา ผมจึงขอให้อาจารย์สาธิตการวาดนกให้ชมสักภาพ แน่นอนว่าอาจารย์ไม่ปฏิเสธ เส้นดินสอขึ้นโครงอย่างฉับไว และพู่กันจุ่มสีน้ำปาดลงกระดาษเพียงไม่กี่ครั้ง นกตัวงามก็ปรากฏโฉมให้เห็น ช่างน่าตื่นตาอะไรอย่างนี้ ระหว่างทีมงานกำลังชื่นชมการสาธิตภาพวาด ผมได้ถือโอกาสสุดท้ายนี้กวาดสายตาไปรอบบ้าน นี่ไม่ใช่เพียงบ้านที่อบอุ่น แต่เสมือนแกลเลอรี่ขนาดกะทัดรัดเลยทีเดียว ภาพวาดนกและสัตว์ป่าในธรรมชาติถูกประดับลงทุกพื้นที่ว่างได้อย่างเหมาะเจาะ 

“แปลกจังครับอาจารย์ ผมคิดว่าจะได้เห็นนกสตัฟฟ์ตั้งประดับแบบฉากบ้านผู้เชี่ยวชาญในหนังฝรั่งซะอีก”

อาจารย์ยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังไปเปิดตู้ แล้วหยิบวัตถุในกระดาษห่ออย่างดีมา 2 – 3 ชิ้น บางชิ้นใหญ่เท่ากับมะม่วงผลโต ๆ แต่พอเปิดออกมาเท่านั้น ทำเอาทีมงานร้องว้าว กับร่างนกที่ยังสมบูรณ์ทั้งรูปทรงและขนสวย เพราะผ่านกรรมวิธีรักษาสภาพมาแล้ว

“เขา Skin ไม่ใช่ Stuffed นะ เป็นตัวที่เขาเอาส่วนข้างในออกหมดแล้ว”

ผมแอบมองท่าทีที่อาจารย์สัมผัสนกตัวนั้นอย่างทะนุถนอม แผ่วเบาราวกับยังมีชีวิต อาจารย์เก็บรักษาเสมือนสิ่งล้ำค่า เทิดทูนบูชา มากกว่าจะนำมาโอ้อวดใคร ๆ นั่นทำให้ผมมองเห็นความรักที่แท้จริง

 แน่นอนว่าผมยังยืนยันประโยคเดิม

“อาจารย์คงไม่รู้ตัวว่า อาจารย์ได้ขายวิญญาณให้กับนกและป่าเขาลำเนาไพรไปแล้ว”

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

คณิต ภาพย์ธิติ

กราฟิกดีไซเนอร์เฒ่าอารมณ์ดี ที่พูดคุยกับโลกภายนอกผ่านภาพสีน้ำกับน้องโสร่งแดง ณ หุบเขาอันไกลโพ้น

Photographer

ยุพดี สัตตะรุจาวงษ์

ช่างภาพจากคณะวิทยาศาสตร์ ผสมผสานงานศิลปะ มีใจรักการทำอาหารและขนม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load