คุณแจ๊ค-หม่อมหลวงตรีจักร จิตรพงศ์ กำลังคอยผมอยู่ที่หน้าเรือนประเสบัน บ้านปลายเนิน วันนี้เรามีนัดสำคัญเพื่อพาผู้อ่าน The Cloud มาชมสถาปัตยกรรมที่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หรือ ‘สมเด็จครู’ ผู้ทรงเป็นนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม ทรงออกแบบด้วยพระองค์เอง และผมเชื่อว่าเป็นผลงานฝีพระหัตถ์ที่น้อยคนนักจะมีโอกาสเห็น

“เราจะเริ่มกันตรงไหนก่อนดีครับ” ผมถามคุณแจ๊ค

“ตรงนี้เลยครับ” คุณแจ๊คกล่าว พร้อมนำผมไปยังมะพร้าว 2 ต้น ต้นหนึ่งสูงเสียดฟ้า อีกต้นสูงเพียงครึ่ง แต่กำลังออกผลสีเขียวอ่อนเต็มทะลาย

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย

“ผมอยากให้พี่ดูมะพร้าวสองต้นที่ปลูกอยู่หน้าเรือนประเสบัน ความจริงมันดูไม่สวยเลยนะครับ แล้วยังบังเรือนอีกด้วย (หัวเราะ) ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่า ต้นมะพร้าวที่ปลูกอยู่ตรงนี้เป็นเสมือนเป็นสัญลักษณ์ว่า มีเด็กถือกำเนิดขึ้นมาเป็นสมาชิกใหม่ของบ้านปลายเนิน พอเด็กมีอายุครบเดือน ผู้ใหญ่จะจัดให้มีพิธีทำขวัญเดือนขึ้น มีพระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ และมีพราหมณ์นำน้ำมนต์ที่ได้จากพิธีสงฆ์มาประกอบพิธีพราหมณ์ต่อ ซึ่งจะประกอบไปด้วยวัตถุมงคลหลายอย่าง เพื่ออำนวยพรให้แก่เด็กคนนั้น 

“พราหมณ์จะนำต้นมะพร้าวอ่อนปิดกระดาษเงินและทองอย่างละต้นมาด้วย โดยเด็กจะต้องลงไปอาบน้ำในขันที่ใส่น้ำมะพร้าว เสร็จแล้วก็จะนำต้นมะพร้าวไปปลูก เพื่อเป็นการอวยพรให้เด็กคนนั้นเติบโตขึ้นอย่างมั่นคงและแข็งแรง มะพร้าวที่ใช้ในพิธีทำขวัญเดือนของผม ก็ได้นำมาปลูกไว้ที่หน้าเรือนประเสบันหลังนี้”

เรือนประเสบันเป็นเรือนที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงออกแบบประทานพระโอรสพระองค์ใหญ่ พูดง่ายๆ ก็คือพ่อเป็นผู้ออกแบบและสร้างบ้านให้ลูกชายด้วยตนเอง 

“เมื่อเวลาผ่านไป ผมก็ได้มีโอกาสย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ที่เรือนประเสบันเมื่อตอนแต่งงาน และกลายมาเป็นผู้ดูแลรักษาสถานที่แห่งนี้สืบต่อจากบรรพบุรุษ ต้นมะพร้าวต้นสูงๆ ที่เห็นอยู่นี้มีอายุสี่สิบเอ็ดปี เป็นต้นของผมเอง ส่วนต้นเตี้ยอายุสิบปี เป็นต้นของลูกชายผม เรื่องราวอันเป็นเกร็ดของครอบครัวที่ผมกำลังถ่ายทอดให้พี่ฟังนี้มีคุณค่าต่อตัวผมมากๆ”

วันนี้ นอกจากคุณแจ๊คแล้ว เรายังได้รับความกรุณาจาก หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์ จิตรพงศ์ คุณแม่ของคุณแจ๊ค และ คุณโต้ง-หม่อมหลวงอนุวาต ไชยันต์ ญาติผู้พี่ของคุณแจ๊ค ผู้เป็นสมาชิกของบ้านปลายเนิน มาร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวหลากมิติอันทรงคุณค่า เกี่ยวกับเรือนประเสบันและบ้านปลายเนินไปพร้อมๆ กัน 

‘บ้านของลูกชาย 

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เสด็จมาประทับที่บ้านปลายเนิน ตำบลคลองเตย เมื่อ พ.ศ. 2457 ด้วยต้องพระอัธยาศัยว่าอยู่ห่างไกลจากตัวเมือง มีอากาศบริสุทธิ์กว่าวังท่าพระอันเคยเป็นที่ประทับ และเหมาะกับพระพลานามัยในขณะนั้น

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงเป็นต้นราชสกุลจิตรพงศ์ โดยทรงมีคู่พระบารมี 3 ท่าน ได้แก่ หม่อมราชวงศ์ปลื้ม (ราชสกุลเดิม ศิริวงศ์) หม่อมมาลัย (สกุลเดิม เศวตามร์) และ หม่อมราชวงศ์โต (ราชสกุลเดิม งอนรถ) ตามลำดับ แต่มิใช่ในเวลาเดียวกัน ซึ่งต่างจากธรรมเนียมในสมัยนั้นที่นิยมมีภรรยาหลายคน เมื่อหม่อมราชวงศ์ปลื้มสิ้นชีวิต จึงทรงมีหม่อมมาลัย ต่อมาเมื่อหม่อมมาลัยสิ้นชีวิตลงอีก จึงได้ทรงรับหม่อมราชวงศ์โตเป็นคู่พระบารมี

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงมีพระโอรสธิดาอันประสูติแต่คู่พระบารมีทั้งสาม เรียงตามลำดับดังนี้

1. พระธิดาที่ประสูติแต่หม่อมราชวงศ์ปลื้ม คือ หม่อมเจ้าปลื้มจิตร (ท่านหญิงเอื้อย ต่อมาสิ้นชีพิตักษัยเมื่อพระชนม์เพียง 26 ชันษา)

2. พระโอรสที่ประสูติแต่หม่อมมาลัย คือ หม่อมเจ้าเจริญใจ (ท่านชายยี่)

3. พระโอรส-ธิดาที่ประสูติแต่หม่อมราชวงศ์โต คือ หม่อมเจ้าประโลมจิตร (ท่านหญิงอี่-ต่อมาทรงเสกสมรสกับหม่อมเจ้าตระนักนิธิผล ไชยันต์) หม่อมเจ้าดวงจิตร (ท่านหญิงอาม) หม่อมเจ้ายาใจ (ท่านชายไส-ต่อมาทรงเสกสมรสกับหม่อม Jacqueline Dubois) หม่อมเจ้าเพลารถ (ท่านชายงั่ว-ต่อมาทรงเสกสมรสกับหม่อมเจ้ากุมารีเฉลีมลักษณ์ ดิศกุล) และ หม่อมเจ้ากรณิกา (ท่านหญิงไอ)

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พร้อมพระโอรส-ธิดา
ประทับยืนจากซ้ายไปขวา-หม่อมเจ้ายาใจ (ท่านชายไส), หม่อมเจ้าเจริญใจ (ท่านชายยี่), หม่อมเจ้าประโลมจิตร (ท่านหญิงอี่), หม่อมเจ้าดวงจิตร (ท่านหญิงอาม) 
ประทับนั่งจากซ้ายไปขวาขหม่อมเจ้าเพลารถ (ท่านชายงั่ว) และ หม่อมเจ้ากรณิกา (ท่านหญิงไอ)
ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
หม่อมเจ้าเจริญใจ จิตรพงศ์ พระโอรสพระองค์ใหญ่

หม่อมเจ้าเจริญใจทรงเป็นพระโอรสพระองค์ใหญ่ เสด็จไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษอยู่นาน จนทรงสำเร็จการศึกษาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ และเสด็จกลับมารับราชการที่แผนกทางหลวงแผ่นดินเมื่อประมาณ พ.ศ. 2469 คาดว่าเมื่อเสด็จกลับมาและทรงมีครอบครัวแล้ว สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์จึงทรงออกแบบและสร้างเรือนประเสบันให้เป็น ‘บ้าน’ เพื่อประทานพระโอรสพระองค์นี้ แต่ขณะนั้นเรือนประเสบันไม่ได้ตั้งอยู่ในตำแหน่งปัจจุบัน

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย

“ตอนที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เสด็จมาประทับที่บ้านปลายเนิน ได้ทรงสร้างอาคารขึ้นจำนวนหนึ่ง เป็นหมู่เรือนซึ่งเป็นลักษณะที่อยู่อาศัยของครอบครัวเล็กๆ คือมีพ่อ หมายถึงสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และลูกๆ คือพระโอรส-ธิดาของพระองค์ท่าน ก็คือท่านปู่ท่านย่าของผม ผมได้ยินผู้ใหญ่เล่ากันมาว่า เมื่อก่อนหมู่เรือนจะปลูกเรียงกันต่อๆ ไปหลายหลังเหมือนขบวนรถไฟ แต่ไม่ทราบจำนวนว่ามีกี่หลัง 

“ทีนี้เรื่องมันโป๊ะมาก คือวันหนึ่งมีกลุ่มคนที่อนุรักษ์อาคารโบราณได้โพสต์แผนที่โบราณฉบับหนึ่งในเฟซบุ๊ก เพื่อสอบถามถึงอาคารโบราณ ซึ่งเคยตั้งอยู่ในพื้นที่ของการไฟฟ้าข้างๆ บ้านปลายเนิน พอผมได้เห็นแผนที่ฉบับนั้น ผมก็เฮ้ย นี่มันบ้านเรานี่หว่า ก็เลยเอาแผนที่มาดูอย่างละเอียด จากแผนที่จะเห็นเลยว่ามีหมู่เรือนทั้งหมดห้าหลังเรียงต่อๆ กันไป มีเส้นเชื่อมทุกหลังไว้ด้วยกัน นั่นแปลว่ามีชานเชื่อมทุกเรือนต่อกันไปทั้งหมด และยังเห็นที่ตั้งของเรือนประเสบันแต่แรกเริ่มด้วย” คุณแจ๊คอธิบายพร้อมชี้ให้ชมแผนที่สำคัญ ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นของกรมแผนที่ทหารฉบับ พ.ศ. 2475

หม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ คุณพ่อของคุณแจ๊ค พระนัดดาหรือหลานปู่ในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้เคยบันทึกสภาพบ้านปลายเนินในระยะแรกๆ ไว้ในหนังสือ ก้าวสู่ควอร์เตอร์สุดท้ายแห่งชีวิต ความว่า 

“สภาพของ วังปลายเนิน นั้นแตกต่างจากลักษณะปัจจุบันราวฟ้ากับดิน ถนนพระรามสี่หน้าวังยังเป็นถนนรถเล็กวิ่งสวนกันได้ ตัดตรงคู่ขนานกับ ‘คลองเตย’ (หรือคลองหัวลำโพง) ระหว่างถนนกับคลองมีทางรถไฟสายปากน้ำอยู่ตรงกลาง พื้นที่ละแวกนี้ยังเป็นท้องนาเวิ้งว้างอยู่ มีคูริมถนนอยู่ทั่วไป

“เวลาเลี้ยวเข้าวังต้องข้ามทางรถไฟสายปากน้ำก่อน แล้วจึงมีสะพานคอนกรีตข้ามคลอง เมื่อมองจากหน้าวังจะเห็นต้นไม้ใหญ่ๆ ส่วนมากเป็นต้นก้ามปู ผ่านเข้าไปในวังก็เห็นตำหนักไทยหมู่ใหญ่ตั้งเป็นประธาน มีทางรถยนต์วิ่งเป็นวงรีหน้าตำหนัก มีที่จอดรถในร่มทอดหลังคาต่อเนื่องขึ้นบันไดหน้าที่สวยงามมาก ตำหนักไทยหมู่นี้สมเด็จปู่ท่านทรงประกอบขึ้นจากเรือนไทยเก่าๆ ที่เจ้าของรื้อขาย นำมาปลูกติดต่อกันทอดยาวจากทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก มีนอกชานเชื่อมต่อกันโดยตลอด วิธีจัดหมู่เรือนไทยเช่นนี้ผิดไปจากประเพณีการปลูกเรือนซึ่งมีมาแต่โบราณ ซึ่งมักจัดเรือนหมู่ใหญ่เป็นกลุ่มรอบชาน หรือล้อมรอบหอนั่งตรงกลาง สมเด็จปู่ท่านทรงจัดหมู่เรือนไม้เสียใหม่ให้เรือนทุกหลังรับลมได้ตามฤดูกาล อยู่สบายยิ่งนัก”

คุณแจ๊คชวนให้ดูแผนที่พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า “จากแผนที่ จะเห็นว่าบ้านปลายเนินในยุคแรกมีเรือนอยู่สามกลุ่ม คือ หมู่เรือนที่เราเรียกว่าตำหนักไทย อันเป็นที่ประทับของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และพระโอรส-ธิดาของพระองค์ท่านที่ยังเยาว์พระชันษา มองจากคลองหัวลำโพงเข้ามา ด้านซ้ายจะเป็นเรือนประเสบันของท่านชายเจริญใจ และหมู่เรือนทางด้านขวาเป็นของท่านย่าอี่ ทั้งสองพระองค์เป็นโอรส-ธิดาพระองค์ใหญ่ที่ทรงมีครอบครัวแล้ว จึงแยกเรือนออกมา”

คุณโต้ง หรือ หม่อมหลวงอนุวาต ไชยันต์ ผู้ร่วมการสนทนาอยู่ด้วยกล่าวว่า “ตำแหน่งดั้งเดิมที่เรือนประเสบันเคยตั้งอยู่ ก็คือบริเวณต้นลั่นทมขาวที่ยังมีอยู่จนทุกวันนี้ ซึ่งเป็นหน่อของต้นดั้งเดิม ต้นลั่นทมต้นนี้แหละที่แสดงตำแหน่งของเรือนประเสบัน เพราะตอนเด็กๆ สมัยที่พี่อยู่เรือนประเสบัน ตอนนั้นเรือนประเสบันหันตัวเรือนไปอีกด้าน ต่างกับปัจจุบัน และพี่จำได้ว่ามีต้นลั่นทมต้นนี้ปลูกอยู่ ดังนั้น พี่หวงต้นลั่นทมต้นนี้มาก ห้ามตัดทิ้งเด็ดขาด (หัวเราะ)” 

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
คุณโต้ง-หม่อมหลวงอนุวาต ไชยันต์

คุณโต้งเป็นผู้ที่ทันอาศัยอยู่ที่เรือนประเสบันในตำแหน่งเดิมเมื่อตอนยังเล็ก เพราะหลังจากที่หม่อมเจ้าเจริญใจสิ้นชีพิตักษัยลงใน พ.ศ. 2493 ขณะมีพระชนม์เพียง 52 ชันษา เรือนประเสบันได้กลายมาเป็นที่พำนักของ หม่อมราชวงศ์สาฎก ไชยันต์ คุณพ่อของคุณโต้ง

“พี่จำอะไรมากไม่ได้เพราะยังเด็กมาก และอาศัยอยู่ที่เรือนประเสบันจนอายุประมาณ 5 ปี หลังจากนั้นพ่อก็เสีย แล้วต่อมาก็มีการรื้อและย้ายเรือนประเสบันมายังตำแหน่งปัจจุบัน” คุณโต้งกล่าว

คุณแจ๊คเล่าเสริมว่า “มีรูปที่ท่านปู่ไสและท่านปู่งั่วทรงถ่ายเก็บไว้เยอะมาก และเห็นเรือนประเสบันในบางมุม อย่างรูปนี้จะเห็นพ่อยืนตรงหน้าเรือนประเสบันพอดี ซึ่งถ่ายตอนพ่อกลับมาจากอังกฤษ เป็นช่วงที่มาเยี่ยมบ้าน จะเห็นเรือนประเสบันอยู่ด้านหลัง เป็นเรือนไม้ชั้นเดียวหลังเล็กๆ เหมือนกระท่อมไม้ แม้จะมีใต้ถุน แต่ก็เตี้ยมากๆ ผิดจากบ้านคนไทยสมัยก่อนซึ่งมักมีใต้ถุนสูง” คุณแจ๊คชวนชมภาพดั้งเดิมที่เห็นบางส่วนของเรือนประเสบัน

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
หม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ ถ่ายหน้าภาพเรือนประเสบันสมัยที่ยังตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิม ก่อนย้าย สังเกตได้ว่าเป็นเรือนไม้ใต้ถุนเตี้ย 

“อีกรูปเป็นรูปพ่อตอนเด็กๆ กำลังแสดงอิทธิฤทธิ์เป็นคาวบอยอยู่ข้างเรือนประเสบัน (หัวเราะ) รูปนี้ผมอยากให้ลองสังเกตพื้นถนน ซึ่งเป็นซีเมนต์พิมพ์ลายก้างปลา นอกจากรูปนี้ยังมีรูปถ่ายพ่ออีกหลายรูปในบริเวณอื่นๆ ของบ้านปลายเนิน เราจะเห็นถนนที่ทำจากแผ่นซีเมนต์ลายก้างปลาทั้งหมด ซึ่งแผ่นซีเมนต์ลายนี้ช่วยระบายน้ำได้ดีมาก ไม่ทำให้ถนนลื่นเลย ซีเมนต์ลายก้างปลาถือเป็นซิกเนเจอร์ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

“ผมได้ยินผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่า ท่านทรงคิดผลิตแผ่นซีเมนต์ลายนี้ขึ้นด้วยพระองค์เอง และคงจะโปรดมาก เพราะนอกจากจะปรากฏอยู่บนแผ่นซีเมนต์ปูพื้นแล้ว เรายังพบภาพตำหนักไทยในสมัยก่อน มีผนังที่เป็นลายก้างปลาในลักษณะเดียวกัน ถ้าสังเกตดูดีๆ ลายก้างปลานี้เหมือนลายผ้าทวีด เป็นลายที่เรียกว่า แฮริ่งโบน ทวีด (Herringbone Tweed) ซึ่งมักนำมาใช้ตัดสูท ตัดเบลซอร์คุณภาพดี เป็นลายผ้าที่ชาวยุโรปนิยม ผมสันนิษฐานว่าท่านก็คงจะโปรดลายนี้ จึงทรงนำมาประดิษฐ์เป็นลายวัสดุต่างๆ ที่ใช้ในบ้านปลายเนิน”

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
หม่อมราชวงศ์จักรรรถ จิตรพงศ์ ในวัยเด็ก ถ่ายภาพที่ทางเข้าบ้านปลายเนินในยุคแรก เรือนประเสบันอยู่ทางซ้าย ตำหนักไทยอยู่ทางขวา สังเกตถนนที่เป็นซีเมนต์ลายก้างปลา (Herringbone Tweed)
ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
ตำหนักไทยที่ประดับผนังลายก้างปลา

เพื่อช่วยให้จินตนาการถึงบรรยากาศเรือนประเสบันและบ้านปลายเนินในยุคแรกๆ ได้ว่าเป็นอย่างไร ผมจึงขออนุญาตคัดข้อความที่หม่อมราชวงศ์จักรรถเคยบรรยายไว้ในหนังสือเล่มเดียวกันมาให้อ่าน เชื่อว่าหลายท่านจะอ้าปากค้างกันเลยทีเดียว ด้วยยากที่จะเชื่อว่าริมถนนพระราม 4 กลางเมืองที่แสนวุ่นวายอย่างกรุงเทพฯ ในวันนี้ ในอดีตกลับแวดล้อมไปด้วยผืนนาป่าไม้และคูคลองอันใสสะอาด

“หลังวังเป็นป่ารก มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเต็มไปหมด และเป็นที่ผจญภัยของเรารุ่นเล็ก เล่ากันว่าสมัยสงครามพี่สาฎก (หม่อมราชวงศ์สาฎก ไชยันต์-โอรสหม่อมเจ้าประโลมจิตร ไชยันต์) ยิงเสือดาวได้ตัวหนึ่งในป่าหลังวัง เรื่องนี้ไม่น่าเชื่อ เพราะรอบวังเป็นผืนนาทั้งนั้น แต่ก็เป็นเรื่องจริง ผมยืนยันได้เพราะเห็นหนังเสือตัวนี้พร้อมรูกระสุนด้วยตาของตัวเอง เรื่องมีอยู่ว่าทหารญี่ปุ่นลำเลียงสัตว์ป่ามาทางรถไฟ พอรถไฟแล่นมาถึงบริเวณหลังวัง ลูกเสือมันหลุดออกมาจากกรง แล้วเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในป่า สร้างความเดือดร้อนเพราะมันขโมยไก่วังกิน พี่สาฎกเป็นหลานรุ่นใหญ่ จึงต้องรับหน้าที่พรานไปกำจัดเสีย”

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
หม่อมราชวงศ์สาฎก ไชยันต์ โอรสหม่อมเจ้าประโลมจิตร ไชยันต์ คุณพ่อของคุณโต้ง

“ส่วนหน้าวังเรามีวิธีเล่นอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสนุกพอกัน คือการกระโดดเล่นน้ำคลอง ผมเล่นป้วนเปี้ยนอยู่ริมคลองและในคลองตั้งแต่น้ำในคลองเตยยังใสสะอาด มีผู้สัญจรไปมาทางเรือสารพัดชนิด ในน้ำมีปลาใหญ่น้อยมากพอที่จะทำเบ็ดหาเหยื่อมาหัดตกปลา หนักเข้าก็ให้เขาสอนวิธีล่าสัตว์ด้วยฉมวกด้ามไม้รวก ซึ่งไม่เคยแทงโดนปลาเลยสักตัวเดียวเช่นกัน” 

คุณโต้งได้ร่วมแบ่งปันความทรงจำด้วยว่า “พี่ยังทันเห็นคลองหัวลำโพงที่หน้าบ้านปลายเนินนะ แต่ไม่ใสสะอาดอย่างที่คุณชายจักรรถเขียนไว้ มันเริ่มมีหมาเน่าลอยมาแล้ว (หัวเราะ)”

ย้ายเรือนประเสบัน

“พอพ่อเสีย ประมาณ พ.ศ. 2512 – 2513 ก็เป็นช่วงที่มีการแบ่งที่ดินสำหรับพระโอรส-ธิดาแต่ละองค์ ซึ่งที่ดินจะเรียงต่อๆ กันจากด้านหน้าริมถนนพระรามสี่ไปจนลึกสุดด้านในของพื้นที่ ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการตัดถนนเพื่อเชื่อมที่ดินแต่ละแปลง ให้เป็นทางเข้าออกของสมาชิกทุกคน พื้นที่ถนนสายใหม่จำเป็นต้องตัดผ่านเรือนประเสบัน พี่ก็เลยย้ายออกมาอยู่บ้านหลังใหม่ในที่ดินของท่านย่าอี่ ส่วนประเสบันก็ต้องรื้อลงและหาที่ตั้งใหม่” คุณโต้งเอ่ย

หม่อมราชวงศ์จักรรถได้บรรยายถึงช่วงเวลานี้ไว้ว่า “วังปลายเนินค่อยๆ เปลี่ยนรูปโฉมไปจากเดิมเป็นอันมาก เริ่มจากการรถไฟเลิกวิ่งรถไฟสายปากน้ำแล้วรื้อทางรถไฟออก เหลือแต่ถนนที่เรียกว่า ‘ทางรถไฟเก่าสายปากน้ำ’ จากนั้นทางการก็เริ่มถมคลองเตย เพื่อขยายถนนพระรามสี่ให้เป็นถนนใหญ่ ทำให้ ‘วังปลายเนิน’ ไม่ต้องมีสะพานข้ามคลองเข้าวังอีกต่อไป และทำให้ตำหนักไทยอยู่ใกล้ถนนใหญ่ ซึ่งจะมีปัญหาจากการสั่นสะเทือนกับมลภาวะเป็นพิษเป็นอย่างมาก เจ้านายท่านจึงตัดสินพระทัยปรับปรุงภายในวังยกใหญ่ เท่ากับปฏิรูปกันใหม่ก็ว่าได้ 

“เริ่มจากการแบ่งที่ดินเป็นแปลงๆ เรียงจากหน้าวังไปหลังวัง มีถนนตลอดขอบที่ดินทางตะวันออกเชื่อมถึงที่ดินทุกแปลงกันหมด หมู่ตำหนักไทยนั้นท่านรื้อลงทั้งหมด และสร้างขึ้นใหม่โดยตั้งลึกเข้าไปในวังประมาณ ห้าสิบเมตร สร้างใหม่เฉพาะตำหนักทรงงานและที่ประทับ โดยยกพื้นให้สูงขึ้นตั้งบนเสาคอนกรีตดังที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ ส่วนประเสบันก็ตั้งอยู่ที่เดิมไม่ได้ เพราะจะเกะกะขวางถนนในวังสายใหม่ที่ทำขึ้น”

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์ จิตรพงศ์ ภรรยาหม่อมราชวงศ์จักรรถ คุณแม่ของคุณแจ๊ค

หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์ จิตรพงศ์ ภรรยาหม่อมราชวงศ์จักรรถ คุณแม่ของคุณแจ๊คเล่าเสริมว่า “ที่ดินแปลงที่ประเสบันตั้งอยู่ในปัจจุบันนั้นอยู่ลึกสุด เดิมเป็นที่ดินที่จัดสรรถวายท่านชายเจริญใจและครอบครัว แต่เมื่อท่านสิ้นไปแล้ว โดยมีโอรสอยู่หนึ่งคนคือ หม่อมราชวงศ์อุ่นใจ จิตรพงศ์ ซึ่งมีสุขภาพไม่แข็งแรง และต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล 

ในตอนนั้น ท่านป้าอาม (หม่อมเจ้าดวงจิตร จิตรพงศ์) ทรงตัดสินพระทัยซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวของท่านชายเจริญใจ และประทานให้เป็นที่ดินของลูกๆ ของท่านชายงั่ว (หม่อมเจ้าเพลารถ จิตรพงศ์ พระโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์) โดยเงินที่ทรงซื้อที่ดินมานั้น ได้ประทานให้กับหม่อมราชวงศ์อุ่นใจ เพื่อรักษาตัวที่โรงพยาบาลอยู่นานหลายปีจนสิ้นชีวิต ส่วนตัวเรือนประเสบันนั้น ท่านพ่อ-ท่านชายงั่ว เป็นผู้ซื้อ และประทานเงินก้อนนั้นให้เป็นค่ารักษาตัวของหม่อมราชวงศ์อุ่นใจด้วยเช่นกัน”

การย้ายเรือนประเสบันนั้นเป็นภารกิจสำคัญที่หม่อมเจ้ากรณิกา จิตรพงศ์ หรือท่านหญิงไอ พระธิดาพระองค์เล็กในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงกำกับดูแล หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์ได้เล่าต่อไปว่า 

“ท่านอาไอทรงเป็นผู้ที่กำกับการย้ายเรือนประเสบันมาตรงนี้ ความที่เรือนประเสบันเป็นเรือนชั้นเดียว ใต้ถุนเตี้ย เตี้ยจนใช้พื้นที่ไม่ได้ พอย้ายมาก็มีการปรับพื้นที่เสียใหม่ โดยถมดินให้สูงขึ้น จากเรือนชั้นเดียวกลายเป็นเรือนสองชั้น ทำให้ใต้ถุนสูงขึ้นจนใช้พื้นที่ด้านล่างได้ด้วย ทั้งหมดนี้ท่านอาไอทรงเล่าให้ฟัง เพราะท่านโปรดการช่าง การก่อสร้าง และก็ทรงกำกับการเรื่องเหล่านี้ได้ดี”

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย

เรือนประเสบันในตำแหน่งปัจจุบันและการปรับเปลี่ยน

ส่วนที่ 1 งานออกแบบฝีพระหัตถ์ดั้งเดิมในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

ส่วนที่ 2 หม่อมเจ้ากรณิกา จิตรพงศ์ ทรงกำกับการย้ายเรือนประเสบัน และทรงคิดยกเรือนให้สูงขึ้นเพื่อให้เกิดพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น

ส่วนที่ 3 หม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ ออกแบบส่วนขยาย

ส่วนที่ 4 หม่อมหลวงตรีจักร จิตรพงศ์-คุณแจ๊ค ออกแบบส่วนเชื่อมเรือนเดิมและส่วนขยายด้านล่างในลักษณะ Glass Box

“ผมคิดว่าจุดที่น่าสนใจของเรือนประเสบัน เมื่อย้ายตำแหน่งมาสร้างตรงนี้คือการเล่นระดับ ทำให้บ้านมีมิติ มีลูกเล่น บ้านไม่เตี้ยทั้งหลัง ส่วนที่เป็นโถงนี้เรียกว่าห้องกระจก เดิมต้องถือว่าเป็นส่วนที่อยู่นอกบ้านนะครับ เพราะเป็นเหมือนลานหน้าบ้านที่รองรับบันไดที่ทอดลงมาจากห้องนอน ซึ่งต่อมาคุณแม่ได้ทำโครงกระจกล้อมเป็น Glass Box อย่างที่เห็นในปัจจุบัน ทำให้เกิดเป็นห้องรับแขกและห้องพิธีขึ้นมา 

“ส่วนบริเวณใต้ห้องนอน เมื่อยกสูงขึ้นแล้ว ก็กลายมาเป็นห้องกลาง เป็นพื้นที่ที่ใช้ทำกิจกรรมต่างๆ ได้อีกมากมาย การเอาบ้านเก่ามาทำใหม่ยากกว่าการสร้างบ้านใหม่ไปเลย นี่คือการแก้ปัญหาเรื่องความเตี้ยของบ้าน พร้อมทั้งปรับพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ใช้สอย อันนี้ผมว่าเจ๋ง” คุณแจ๊คเสริม

ส่องสถาปัตยกรรม

หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์ ผู้ซึ่งเป็นทั้งสถาปนิกและเป็นผู้ดูแลเรือนประเสบัน ก่อนจะกลายมาเป็นเรือนหอของคุณแจ๊คในภายหลัง ได้ร่วมอธิบายความน่าสนใจของเรือนประเสบันให้ผมฟังว่า

“เรือนประเสบันมีความสำคัญในแง่ที่ว่าเป็น ‘บ้าน’ ที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงออกแบบ เราอาจคุ้นเคยกับผลงานออกแบบฝีพระหัตถ์ที่เป็นสถาปัตยกรรมสำคัญๆ ของชาติ อาทิ วัดเบญจมบพิตรฯ พระที่นั่งวิมานเมฆ ฯลฯ แต่นี่เป็นการออกแบบบ้าน ซึ่งท่านทรงออกแบบบ้านเพียงไม่กี่หลังเท่านั้น

“ประเสบันเป็นเรือนไม้ทรงฝรั่งที่แตกต่างจากเรือนไทยในสมัยนั้น เพราะปราศจากชานหรือระเบียงล้อมเรือน เป็นสถาปัตยกรรมที่เรียบง่าย งดงาม และลงตัว โดยคำนึงถึงผู้อยู่อาศัยเป็นหลัก เรือนหลังเล็กนั้นเหมาะกับท่านชายเจริญใจ ซึ่งท่านเพิ่งทรงมีครอบครัวเล็กๆ และต้องเสด็จออกจากพระนครไปทรงงานในพื้นที่หัวเมืองห่างไกลเป็นส่วนมาก จึงไม่ได้ใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ เรือนหลังเล็กนั้นดูแลง่าย มีเพียงห้องบรรทม 1 ห้องและพื้นที่อเนกประสงค์ ซึ่งไม่ใช่ห้องนั่งเล่น แต่ทรงออกแบบให้เป็นโถง เพื่อเป็นพื้นที่ไว้ทำอะไรต่อมิอะไร”

เรือนประเสบันมีอายุใกล้ 100 ปี ในความเรียบง่ายนั้นมี ‘ลูกเล่น’ ที่น่าสนใจรอให้เราได้สังเกตอยู่ หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์ก็ได้กรุณานำชมพร้อมกับเลเซอร์ พอยเตอร์ เพื่อให้ผมสังเกตเห็นได้โดยไม่พลาด

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
ป้ายชื่อเรือน ‘ประเสบัน’ ซึ่งสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงตั้งชื่อเรือนประทานและทรงออกแบบตัวอักษร

“อย่างแรกเลยคือ ตัวอักษรคำว่าประเสบันที่ปรากฏบนป้าย เป็นตัวอักษรที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงออกแบบ ชื่อประเสบันก็เป็นชื่อประทานมาจากพระองค์ท่าน สิ่งที่ควรสังเกตตามมาคือตัวเรือนเป็นเรือนไม้ที่มีฝาเรือนเป็นผนังตีทับแนวตั้ง เพราะช่วยระบายน้ำฝนได้เร็ว และเส้นแนวตั้งช่วยนำสายตาให้รู้สึกว่าบ้านสูงโปร่งยิ่งขึ้น บนผนังยังตีไม้ทับแนว มีการเซาะร่องเพื่อยึดให้มันคง ทั้งนี้เพื่อความแข็งแรงของผนังบ้าน และป้องกันไม่ให้น้ำฝนไหลซึมเข้าบ้านด้วย ไม้ทับแนวเซาะร่องแบบนี้ถือว่าเป็นงานละเอียด

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย

“ทั้งประตูและหน้าต่างเป็นบานลูกฟักแผ่นใหญ่แผ่นเดียว เซาะเป็นลายสวยงาม หน้าต่างบางบานทำเป็นหน้าต่างครึ่งบาน คือในบานเดียวกันมีด้านบนและด้านล่างที่แยกกันเปิดและปิดได้

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย

“ลองสังเกตคาน จะมีไม้ค้ำยันทรงสามเหลี่ยมออกแบบอย่างเรียบง่ายสวยงาม เสาไม้รับน้ำหนักจากคานสู่พื้น ที่โคนเสามีไม้ประกับ เพื่อเสริมความแข็งแรงและเพื่อความสวยงามด้วย

“ส่วนหลังคานั้นมีจั่วยื่นปีกนก บนยอดจั่วประประดับลายอุบะ ซึ่งอุบะลายนี้เหลือเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย”

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย

คุณโต้งได้อธิบายเสริมว่า สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงออกแบบโบสถ์ที่วัดศรีมหาราชา ตำบลศรีราชา ตามคำกราบทูลขอของ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เจ้าเมืองชลบุรี ผู้มีศรัทธาจะสร้างโบสถ์หลังนี้ขึ้นใน พ.ศ. 2473 ในครั้งนั้นทรงออกแบบรูปอุบะประดับที่ยอดจั่วที่หน้าบันของโบสถ์ และทรงนำลายเดียวกันนี้มาประดับไว้ที่เรือนประเสบันด้วย น่าเสียดายที่ทางวัดเห็นว่าโบสถ์หลังนี้มีสภาพชำรุดทรุดโทรมมากแล้ว จึงรื้อโบสถ์เก่าลงแล้วสร้างขึ้นใหม่แทนในเมื่อ พ.ศ. 2509 ลายอุบะฝีพระหัตถ์ทรงออกแบบที่วัดศรีมหาราชาจึงโดนทำลายทิ้งไปด้วย และเหลือปรากฏอยู่เพียงที่เรือนประเสบันเท่านั้น

“พอท่านพ่อท่านแม่ประทานเรือนประเสบันมาให้ครอบครัวคุณชายจักรรถดูแล ก่อนที่จะมาเป็นเรือนหอของแจ๊ค ในช่วงนั้นครอบครัวเราก็ตัดสินใจทำเป็นบ้านเช่า ผู้เช่าส่วนมากเป็นชาวต่างชาติที่ชื่นชอบงานศิลปะ หลายคนเป็นผู้บริหารธนาคารหรือบริษัทนานาชาติ เป็นนักสะสมศิลปวัตถุ เราโชคดีที่ผู้เช่าทุกคนเป็นนักอนุรักษ์ที่ชื่นชอบสถาปัตยกรรมยุคก่อนๆ หลายคนนำของเก่ามาตกแต่งเพิ่มเติมให้เรือนประเสบันสวยงาม และทุกคนล้วนช่วยกันดูแลรักษาเรือนประเสบันเป็นอย่างดี”

ในช่วงที่เรือนประเสบันเป็นบ้านเช่าอยู่นั้น ผู้เช่าบางรายเป็นครอบครัวที่มีสมาชิกหลายคน จึงต้องการให้หาทางขยายเรือนประเสบันให้กว้างขึ้น

“ในตอนนั้นคุณชายจักรรถตัดสินใจอนุรักษ์เรือนประเสบันไว้ตามเดิม ไม่ได้ขยายหรือทำอะไรใหม่ทั้งสิ้น จึงยังคงสภาพเดิมมาจนถึงทุกวันนี้ แต่คุณชายมาสร้างเรือนเพิ่มขึ้นอีกด้านที่อยู่ถัดไป โดยพยายามนำรายละเอียดอันเป็นเอกลักษณ์ของเรือนประเสบันต้นฉบับมาใช้ในเรือนที่สร้างขึ้นใหม่ด้วย เช่น มีการสร้างบันไดเลียนแบบบันไดต้นฉบับในโถงห้องกระจก หรือการนำไม้ค้ำยันทรงสามเหลี่ยมมาใช้กับเสา เป็นต้น” หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์อธิบาย 

คุณแจ๊คช่วยเล่าเสริมว่า “แรกๆ คุณพ่อก็ออกแบบให้มีการเชื่อมตัวเรือนเดิมกับเรือนใหม่ ด้วยทางเดินที่มีเพียงเฉพาะด้านบนเท่านั้น ต่อมาพอผมมาอยู่ที่นี่ ผมเลยเพิ่มทางเชื่อมชั้นล่างด้วย โดยใช้วิธี Glass Box เช่นเดียวกับที่คุณแม่เคยใช้ในการปรับพื้นที่โถงให้กลายเป็นห้องกระจก”

“แล้วช่วงหนึ่งก็ทำร้านเสื้อ ตอนแรกไม่ได้ตั้งอยู่ที่เรือนประเสบัน แต่อยู่ที่เรือนไม้อีกเรือนหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปในบริเวณบ้านปลายเนินเช่นกัน ต่อมามีคนทำงานเยอะขึ้น ลูกค้าก็มีมากขึ้น พอดีกับที่ผู้เช่ารายหนึ่งหมดสัญญาลง เลยย้ายมาทำร้านเสื้อที่เรือนประเสบัน และใช้ชื่อแบรนด์ว่าประเสบันด้วยเช่นกัน ดิฉันเป็นคนชอบทำเสื้อราตรียาว ปักลายสวยๆ ตอนนั้นมีลูกค้าประจำอยู่จำนวนมาก แล้วลูกค้าซึ่งส่วนมากเป็นญาติพี่น้องกันก็ชอบแวะมาหา บอกว่าร้านสวย ใครๆ มาก็ชอบที่นี่” หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์รำลึกถึงความหลัง

“คุณแม่ทำร้านประเสบันอยู่หลายปีก่อนตัดสินใจเลิก จากนั้นก็มีผู้เช่าอีกจำนวนหนึ่ง จนมาถึงยุคที่ผมเรียนจบกลับมาจากเมืองนอกและแต่งงานเมื่อสิบกว่าปีก่อน ผู้ใหญ่ก็ตัดสินใจให้ผมมาอยู่ที่เรือนประเสบัน และเป็นผู้ดูแลที่นี่”

เรือนประเสบันยังมีสถาปัตยกรรมอันงดงามซ่อนอยู่ภายในตัวเรือนอีกมากมาย คราวนี้คุณแม่ก็ส่งไม้ต่อให้คุณแจ๊คนำผมไปชมภายในเรือน

ห้องกระจก

“สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ท่านไม่ได้ทรงออกแบบให้เรือนประเสบันมีห้องรับแขก แต่ทรงออกแบบให้มีโถงบนที่โล่งหน้าเรือน เพื่อให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ ซึ่งก็คือบริเวณนี้ที่เปรียบเสมือนลานหน้าบ้านนั่นเอง เมื่อย้ายเรือนประเสบันมาตรงนี้แล้วจึงกรุกระจกครอบทั้งหมด เพื่อจะได้ใช้พื้นที่เป็นห้องสังสรรค์ ห้องรับแขก และห้องพิธีได้ ที่สำคัญคือ เวลาแขกมาก็สามารถเข้ามาที่ห้องนี้ได้เลย โดยไม่ต้องผ่านบริเวณที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของครอบครัว” คุณแจ๊คชวนผมชมส่วนที่เคยอยู่นอกบ้าน แต่วันนี้กลายเป็นส่วนที่มาอยู่ในบ้านไปเรียบร้อยแล้ว

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
บริเวณที่เคยเป็นโถงหน้าเรือน ปัจจุบันคือห้องกระจก ในภาพคือพิธีทำขวัญเดือน ด.ช.รถจักร จิตรพงศ์ ณ อยุธยา บุตรชายคุณแจ๊ค เมื่อ พ.ศ. 2554 จะสังเกตได้ว่าบริเวณที่เคยเป็นพื้นที่นอกบ้านในอดีต กลายมาเป็นพื้นที่ภายในบ้านแล้วในปัจจุบันเมื่อสร้าง Glass Box คลุมพื้นที่

“ห้องนี้คือห้องที่ใช้สำหรับทำพิธีสำคัญอย่างพิธีทำขวัญเดือน นอกจากมะพร้าวเงินและทองแล้ว ในพิธีจะมีเปลไม้โบราณมาตั้งกลางบ้าน เป็นเปลที่มีอยู่คู่กับบ้านปลายเนินมานานแล้วครับ เด็กจะนอนอยู่ในเปลไม้ ญาติผู้ให้ที่มาร่วมงานจะนำหนังสือและอุปกรณ์ด้านศิลปะแขนงต่างๆ มาใส่ไว้ในเปล เพื่ออวยพรให้เด็กคนนั้นโตขึ้นมาเป็นศิลปิน 

“ตอนพิธีทำขวัญเดือนของผมนั้น ประเสบันเป็นบ้านเช่าและมีผู้เช่าอาศัยอยู่พอดี จึงไม่ได้จัดพิธีที่นี่ เพียงแต่นำมะพร้าวมาปลูกไว้หน้าบ้าน นี่คือรูปตอนพิธีทำขวัญเดือนของรถจักร ลูกชายผม ซึ่งจัดขึ้นที่นี่ ไม่เพียงแต่พิธีทำขวัญเดือน พิธีแต่งงานของผมกับภรรยาก็จัดขึ้นที่นี่ด้วยเช่นกัน”

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
ภาพโถงหน้าเรือนประเสบันในอดีต เมื่อยังเป็นพื้นที่ภายนอกบ้าน เด็กหญิงในภาพคือหม่อมหลวงศิริพัสตร์ ไชยันต์ พี่สาวคุณโต้ง

สิ่งที่อื่นๆ ที่คุณแจ๊คชี้ชวนให้ชมก็คือลูกกรงบันได 

“ลูกกรงบนบันไดเป็นลูกกรงไม้เก่าดั้งเดิมที่อยู่คู่กับเรือนประเสบันมาแต่แรก ผมเคยไปโรงไม้เก่าหลังบ้านปลายเนิน แล้วเจอลูกกรงลักษณะเดียวกันเต็มไปหมด สอบถามได้ความว่าเป็นลูกกรงที่รื้อจากอาคารเก่าๆ ในบ้านปลายเนินที่มีการซ่อมบำรุง ผมเริ่มได้ข้อสรุปว่า ลูกกรงแบบนี้น่าจะเป็นลูกกรงที่ใช้กันในเรือนต่างๆ มาตั้งแต่ยุคแรก คล้ายๆ กับแผ่นซีเมนต์ลายก้างปลานั่นเอง และตอนที่คุณพ่อสร้างส่วนใหม่ขึ้นอีกด้าน คุณพ่อก็จำลองลักษณะราวบันไดนี้ไปใช้ตกแต่งส่วนนั้นด้วย เป็นการล้อกันกับส่วนเดิม”

บริเวณส่วนขยายของเรือนประเสบันที่หม่อมราชวงศ์จักรรรถออกแบบนั้น เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่สงวนไว้ให้สำหรับสมาชิกครอบครัวเท่านั้น แต่ในเมื่อผมอยากเห็นบันไดที่หม่อมราชวงศ์จักรรถผู้เป็น ‘หลาน’ ออกแบบตามดีไซน์ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ผู้ทรงเป็น ‘ปู่’ คุณแจ๊คเลยนำภาพมาให้ชม

บันไดที่ส่วนขยาย ออกแบบโดยหม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ โดยถอดแบบมาจากเรือนเดิมอีกด้าน และภาพหม่อมราชวงศ์จักรรถเมื่อเป็นสถาปนิก
บันไดที่ส่วนขยาย ออกแบบโดยหม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ โดยถอดแบบมาจากเรือนเดิมอีกด้าน และภาพหม่อมราชวงศ์จักรรถเมื่อเป็นสถาปนิก

“ภาพนี้เป็นภาพงานที่จัดขึ้นในวันที่ผมเดินทางกลับมาหลังเรียนจบจากต่างประเทศ เป็น Welcome Home Party ที่จัดขึ้นที่นี่ มีญาติๆ และแขกคนสนิทมาร่วมงานกันมากมาย ตอนนั้นเราใช้พื้นที่ห้องกระจกเป็นที่สังสรรค์ และใช้พื้นที่ส่วนขยายของเรือนประเสบันให้เป็นที่ถ่ายภาพหมู่กันครับ และนี่เป็นครั้งเดียวที่แขกเข้ามาในบริเวณนี้ กระไดที่เห็นในภาพคือกระไดที่คุณพ่อออกแบบเมื่อสร้างส่วนขยายของเรือนประเสบัน อีกภาพคือภาพคุณพ่อสมัยเรียนจบและทำงานเป็นสถาปนิกครับ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ออกแบบส่วนขยายส่วนนี้” ผมเลยได้ชมทั้งภาพบันได และภาพผู้ออกแบบบันไดสมัยยังเป็นสถาปนิกหนุ่มสุดคูลไปพร้อมๆ กัน

ปัจจุบันเป็นห้องกระจก พื้นที่ของน้องไอน้ำ ลูกสาวของคุณแจ๊ค ในการทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเรียนออนไลน์ วาดรูป เล่นของเล่น ฯลฯ 

“ผมแบ่งห้องกระจกนี้ให้เป็นพื้นที่ของลูกสาว เขาจะเล่นอะไร วางของเล่นต่างๆ นานาอะไรก็เป็นเรื่องของเขา เป็นห้องจัดปาร์ตี้ให้ลูก ฯลฯ อะไรที่เป็นโลกส่วนตัวของเขา ดังนั้นอาจรกหน่อยนะคร้าบ ฮ่าๆๆ”

ห้องนอน

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
โครงไม้บนฝ้าเพดานในห้องนอน

  เราเดินขึ้นบันไดไม้ไปยังชั้นบน เพื่อแวะชมห้องนอนซึ่งเคยเป็นห้องบรรทมของท่านชายเจริญใจ สิ่งที่สะดุดตาผมมากที่สุด ก็คือโครงไม้บนฝ้าเพดานที่สวยงามและโดดเด่น ก่อนหน้านี้หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์ได้แอบบอกใบ้ผมนิดหนึ่งแล้วว่า “อย่าพลาดชมฝ้าเพดานเลยนะ เพราะฝ้าเพดานในห้องนอนมีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ ดูแล้วไม่ขัดตา กลมกลืนกันไปหมด เป็นความสมบูรณ์ในการออกแบบ เหลี่ยมมุมไม้ จังหวะการจัดวางองค์ประกอบ ล้วนเข้ากันและลงตัว” ซึ่งผมเห็นด้วยกับคำกล่าวของคุณหญิงทุกประการ

คุยกับทายาทบ้านปลายเนินที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
มุมนั่งเล่นในเรือนนอน
น้องไอน้ำ-ด.ญ.นิธฐา จิตรพงศ์ ณ อยุธยา บุตรสาวคุณแจ๊ค กับมุมเก็บเสื้อผ้าในเรือนนอน สังเกตโครงไม้บนฝ้าเพดาน
น้องไอน้ำ-ด.ญ.นิธฐา จิตรพงศ์ ณ อยุธยา บุตรสาวคุณแจ๊ค กับมุมเก็บเสื้อผ้าในเรือนนอน สังเกตโครงไม้บนฝ้าเพดาน 

ส่วนเชื่อม (Transition)

“เวลาผมบอกพี่ว่า เมื่อเรือนประเสบันเดิมล้อมกระจกเพื่อปรับสภาพพื้นที่ตอนที่ย้ายมาใหม่ๆ นั้น ทำให้กลายเป็นบ้านในบ้าน ภาพตรงมุมนี้อธิบายได้ดีที่สุด เราจะเห็นหน้าต่างของเรือน ซึ่งเมื่อก่อนเปิดออกมาจะเป็นนอกบ้าน แต่ตอนนี้เข้ามาอยู่ในบ้านแล้ว โดยมีประตูกระจกล้อมอีกที หรือชานเรือนที่เคยอยู่นอกบ้านก็มาอยู่ในบ้านไปแล้ว 

“ผมชอบมุมนี้มาก เป็นส่วนเชื่อมของเรือนดั้งเดิมกับเรือนใหม่ เห็นทั้งอดีตและปัจจุบัน บรรยากาศของเรือนใหม่ก็ปรับให้คล้อยตามกับผู้อาศัยอยู่ในปัจจุบันอย่างผม เห็นมุมกาแฟ เพราะผมชอบศึกษาเรื่องกาแฟ ฯลฯ บริเวณนี้ให้ความรู้สึกของการเชื่อมต่อกันของอดีตกับปัจจุบัน เราสามารถเลือกได้ว่าจะไปมิติเวลาไหน”

คุยกับทายาทบ้านปลายเนินที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

ห้องกลาง

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
ห้องกลางคือพื้นที่กิจกรรม

“พื้นที่ใต้ห้องนอนที่ได้จากการยกเรือนประเสบันให้สูงขึ้นตรงนี้ ผมเรียกว่าห้องกลางครับ เดิมเป็นห้องทานข้าวที่มีโต๊ะตัวยาวตั้งอยู่ แต่ผมขอคืนโต๊ะตัวนั้นไป เพื่อจะได้มีพื้นที่ที่ผมสามารถทำอะไรได้มากขึ้น ห้องนี้จะเห็นว่ามีกิจกรรมหลักๆ คือเล่นดนตรีไทย ซึ่งผมถือว่าดนตรีไทยเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับบ้านปลายเนินมาโดยตลอด และเป็นโซนที่ผมว่าสนุกและเถิดเทิงมาก (หัวเราะ) พอตกเย็นผมก็จะซ้อมดนตรีไทยกับลูก คุณพ่อก็จะเดินมาแจมด้วย เป็นวงดนตรี 3 Gen คือปู่ พ่อ และหลาน ร่วมเล่นด้วยกัน และมีครูดนตรีท่านอื่นๆ มาร่วมด้วย” คุณแจ๊คเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
วงปี่พาทย์ 3 Gen มีคุณปู่ คุณพ่อ และคุณหลาน

ความจริงแล้วบ้านปลายเนินมีต้นกำเนิดมาจากดนตรีไทยและการละคร โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์และ เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร) ร่วมกันคิดค้นการแสดงรูปแบบใหม่ที่สะท้อนความเป็นไทยแต่มีความร่วมสมัย เพื่อรับรองพระราชอาคันตุกะ ซึ่งมักจะเป็นพระบรมวงศานุวงศ์จากยุโรปที่เสด็จมาเจริญพระราชไมตรีกับสยาม 

ในครั้งนั้น สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงร่วมกับเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ คิดค้นการรำละครรูปแบบใหม่ที่มีทั้งบทรำ บทร้อง และบทเจรจา เพื่อดำเนินเรื่องให้กระชับขึ้น โดยผู้รำจะต้องเป็นผู้ร้องและเจรจาด้วยตนเอง เป็นการถอดแบบมาจากการแสดงโอเปร่าในยุโรป มีการสร้างฉากที่งดงามน่าตื่นตา เพื่อสร้างอรรถรสในการชม ต่างจากละครในราชสำนักสมัยก่อนที่มักจะมีเพียงตั่ง ปราศจากฉากใดๆ โดยผู้ชมจะต้องใช้จินตนาการเอาเอง

การแสดงละครรูปแบบใหม่นี้เกิดขึ้นที่โรงละครวังบ้านหม้อ เรียกขานกันว่าโรงละครดึกดำบรรพ์ ดังนั้นละครที่ทรงคิดค้นขึ้นมาใหม่นี้จึงมีชื่อเรียกว่า ‘ละครดึกดำบรรพ์’ เช่นเดียวกัน ซึ่งสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงปรับบทโขนละครไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง รามเกียรติ์ อิเหนา สังข์ทอง พระลอ สังข์ศิลป์ชัย ฯลฯ ให้เป็นบทละครดึกดำบรรพ์ด้วย

ต่อมา ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อไม่ต้องรับหน้าที่จัดละครดึกดำบรรพ์แล้ว เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์จึงชักชวนสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ มาซื้อที่ดินเพื่อปลูก ‘บ้านตากอากาศ’ อยู่ใกล้ๆ กันที่ตำบลคลองเตย ซึ่งยังอยู่ห่างไกลและเป็นท้องนาอยู่ บ้านตากอากาศหลังนั้นก็คือบ้านปลายเนินในปัจจุบัน

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (ประทับยืน) ฉายพระรูปกับเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร) ที่หน้าฉากละครดึกดำบรรพ์
สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (ประทับยืน) ฉายพระรูปกับเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร) ที่หน้าฉากละครดึกดำบรรพ์

“รูปที่เห็นนี้เป็นรูปที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ฉายพระรูปกับเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ที่หน้าฉากละครดึกดำบรรพ์ ดนตรีไทยของบ้านปลายเนินมาจากวังบ้านหม้อ เป็นวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ซึ่งเกิดจากการปรับวงปี่พาทย์ที่ใช้บรรเลงประกอบละครให้มีเสียงนุ่มไพเราะ เพื่อให้เหมาะสมกับการบรรเลงควบคู่ไปกับการขับร้องของผู้รำด้วย ทั้งนี้จะใช้ไม้นวมบรรเลงเครื่องดนตรีแทนไม้แข็ง พระประดิษฐ์ไพเราะ (ตาด) เป็นหัวหน้าวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ของวังบ้านหม้อ และเป็นผู้ถวายคำแนะนำในการนิพนธ์เพลงแด่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ด้วย ผมดีใจที่ได้รักษาดนตรีไทยให้คงอยู่ต่อไป ในเมื่อเราตั้งใจอนุรักษ์เรือนประเสบันให้อยู่คู่กับบ้านปลายเนินอยู่แล้ว เราก็ควรอนุรักษ์ทางดนตรีไทยของบ้านปลายเนินไว้ด้วยเช่นกัน” คุณแจ๊คกล่าว

นอกจากดนตรีไทยแล้ว ห้องกลางยังเป็นพื้นที่ที่คุณแจ๊คจัดสรรไว้สำหรับกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

“ในเมื่อลูกสาวยึดห้องกระจกไปแล้ว ห้องกลางเลยเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ของผม ก็จะมีมุมทำงาน มุมถ่ายภาพ ผมต้องใช้ไฟและอุปกรณ์ต่างๆ จัดแสงและสินค้าซึ่งเป็นงานของผม มีมุมทานข้าวของครอบครัว ซึ่งก็พร้อมจะปรับเปลี่ยนเป็นมุมสังสรรค์ได้เวลามีก๊วนเพื่อนๆ มาเยี่ยม และมีส่วนเอาต์ดอร์ที่ผมเก็บพื้นที่ไว้สำหรับกิจกรรมอย่างทำสวน เพาะต้นไม้ ย่างเนื้อ เวลามีเพื่อนๆ มาร่วมปาร์ตี้ ก็ทานข้าวกันตรงนี้ แล้วก็ออกมาย่างเนื้อกันข้างนอกได้ แล้วก็ใช้เต็นท์ทำให้ได้บรรยากาศแบบแคมปิ้งสนุกๆ มีโต๊ะแบบโต๊ะช่างไม้ใหญ่ๆ ตั้งไว้สำหรับทำอะไรได้หลายอย่าง”

คุณประโยชน์ของการยกเรือนประเสบันเดิมให้สูงขึ้นในวันนั้น ก่อให้เกิดพื้นที่ใช้สอยที่เป็นประโยชน์มากมายในวันนี้

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
เรื่องราวหลากหลายที่สะท้อนออกมาจากสิ่งของสะสมที่จัดวางบนชั้นในห้องกลาง

หน้าเรือน

“บริเวณนี้ผมเรียกว่าสวนตะโก เนื่องจากว่าผมชอบไปเดินเที่ยววัดหรือวัง อย่างวัดพระแก้ว พระบรมมหาราชวัง หรือไม่ว่าวัดไหนๆ ผมจะสังเกตเห็นว่ามีต้นตะโกดัด ใช้ประดับตกแต่งสถานที่ไว้อย่างสวยงาม ผมก็เลยเกิดความคิดว่า เรือนประเสบันก็ควรจะมีอะไรประดับอยู่หน้าบ้านให้สวยงามด้วย ผมเลยเลือกตะโกดัดสวยๆ มาประดับอยู่หน้าบ้านบ้าง โดยผมปลูก บำรุง และตัดแต่งเอง มีส่วนที่ใช้อนุบาลต้นเล็กๆ ให้แข็งแรงก่อนนำประดับที่หน้าบ้าน” คุณแจ๊คชวนผมมมาชมสวนตะโกดัดหน้าเรือนพร้อมเล่าถึงที่มา

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
หม่อมหลวงตรีจักร จิตรพงศ์ ที่สวนตะโกหน้าเรือนประเสบัน

“ผมหวังว่าอีกหน่อยเวลามีงานจัดขึ้นที่บ้านปลายเนิน อย่างงานวันนริศ หรืองานอะไรก็ตาม เราก็สามารถยกตะโกดัดจากตรงนี้ไปใช้ประดับตกแต่งบริเวณงานได้ ตะโกเป็นไม้ประดับที่คนไทยโบราณชอบ แม้แต่ที่ตำหนักไทย ท่านก็ทรงปลูกต้นตะโกไว้ หากไปดูภาพถ่ายเดิมๆ ก็จะเห็นต้นตะโกเช่นกัน การเลือกพันธุ์ไม้ที่เหมาะสม ช่วยนำภาพในอดีตของสถานที่ให้กลับมาสู่ยุคปัจจุบันได้เช่นกัน” 

วันนี้สวนตะโกของคุณแจ๊คมีต้นไม้แตกต่างกันไปหลายสายพันธุ์ หลายต้น และหลายขนาด ทำหน้าที่คอยประดับเรือนประเสบันให้งดงาม และพร้อมจะนำไปประดับส่วนอื่นๆ ของบ้านปลายเนินเมื่อถึงวาระสำคัญ

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
สวนตะโกหน้าเรือนประเสบัน

เรือนประเสบันในวันนี้และวันหน้า

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
เรือนประเสบันส่วนขยาย

หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์และคุณโต้งร่วมกันสรุปถึงคุณค่าของเรือนประเสบันไว้ว่า

“เรือนประเสบันสะท้อนพระคุณลักษณะของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ดี ท่านเป็นผู้ที่ทรงวางพระองค์เรียบง่าย มัธยัสถ์ เลยทรงออกแบบอะไรให้เรียบง่าย งดงาม และครบประโยชน์ใช้สอย เรือนประเสบันจึงได้สัดส่วนที่ลงตัว และมีลูกเล่นที่เป็นรายละเอียดซ่อนไว้”

เรือนประเสบันเป็นความทรงจำของสมาชิกบ้านปลายเนินหลายต่อหลายคน ไม่ว่าคุณโต้งที่ได้เคยอาศัยและเติบโตมาในบ้านหลังนี้

“พี่เองนั้น แม้จะมีภาพจำที่ไม่ได้แจ่มชัดมาก เพราะยังเล็กอยู่ แต่ก็ผูกพันและยังพอนึกออกถึงช่วงตอนเด็กๆ ที่นั่งเล่นอยู่ตรงลานหน้าบ้านได้ เรือนประเสบันเป็นสถาปัตยกรรมที่อยู่คู่บ้านปลายเนิน และควรจะต้องดูแลให้คงอยู่ตลอดไป” คุณโต้งกล่าว

“คุณชายจักรรถก็จะเล่าเสมอว่า เรือนประเสบันนั้นตั้งอยู่ริมตะวันออกสุดของบ้านปลายเนิน ใกล้รั้วที่จะปีนข้ามไปบ้านที่อยู่ติดๆ กันได้ เลยกลายเป็นทางหนีออกไปดูโทรทัศน์ของคุณชายจักรรถ เพราะท่านพ่อกับท่านแม่ไม่โปรดให้ซื้อโทรทัศน์ไว้ในบ้าน กลัวลูกจะดูแต่รายการต่างๆ จนไม่ทำการบ้าน คุณชายจักรรถก็จะแอบย่องมาที่เรือนประเสบันแล้วมุดรั้วออกไปที่บ้านข้างๆ เพื่อไปดูโทรทัศน์ที่บ้านเพื่อนแทน (หัวเราะ) อันนี้ก็เป็นเกร็ดความทรงจำของคุณชายต่อสถานที่แห่งนี้ในวัยเยาว์ แต่ในวันนี้ เรือนประเสบันคือบ้านของแจ๊คแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของแจ๊คที่จะช่วยดูแลต่อไป” หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์เอ่ย 

“เรือนประเสบันในวันนี้คือบ้านของครอบครัว ครอบครัวที่มีสมาชิกสี่คน มีลูกชายลูกสาวที่ยังอยู่ในวัยซน ลูกจะใช้พื้นที่ยังไงก็เป็นความสุขของเขา ผมปล่อยให้ลูกวางของเล่นได้อย่างสบายใจ บางคนนี่ไม่ได้เลยนะ ต้องตามเก็บตามจัดให้เป็นระเบียบ บ้านจะได้สวย ต้องเนี้ยบ ต้องกริบ แต่ผมปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ บ้านที่มีเด็กเล็กๆ ก็ต้องมีของเล่นวางระเกะระกะบ้างเป็นธรรมดา มันสะท้อนความมีชีวิตชีวา และถือว่าเป็นเรือนประเสบันที่ก้าวข้ามมาสู่อีกยุคหนึ่งในวันนี้” 

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
 Living Heritage
คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
บรรยากาศนอกชานเรือนประเสบันในปัจจุบัน

แล้วในอนาคตล่ะ คุณแจ๊คมองภาพเรือนประเสบันไว้อย่างไร

“ตอนนี้ผมพยายามดูแลให้บ้านอยู่ในสภาพสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมคิดว่าเมื่อลูกๆ โตแล้ว ผมจะจัดบ้านให้กลับมาเป็นเหมือนวันแรกที่ผมมีโอกาสย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ๆ ตอนนั้นเป็นบ้านที่สวยมากๆ และผมจะเลือกนำเครื่องเรือนดั้งเดิมทุกชิ้นมาจัดวางให้เข้ากับตัวเรือนด้วยตัวเอง เพื่อให้ประเสบันยังคงงดงามต่อไป”

วันนี้ดนตรีไทยที่คุณปู่ คุณพ่อ และหลานร่วมกันบรรเลงยังคงส่งเสียงนุ่มนวลไพเราะ เสียงหัวเราะของเด็กๆ ผู้เป็นสมาชิกตัวน้อยๆ แห่งบ้านปลายเนินช่วยเพิ่มความสดใส มีชีวิตชีวา ต้นตะโกดัดยังทำหน้าที่ตกแต่งบริเวณหน้าเรือนให้งดงาม ต้นมะพร้าวที่ผ่านพิธีทำขวัญเดือนยังหยั่งรากลึก และเติบโตอย่างแข็งแรงมั่นคงอยู่หน้าบ้านหลังนี้ บ้านเพียงไม่กี่หลังที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ ทรงออกแบบด้วยพระองค์เอง

ขอขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์

หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์ จิตรพงศ์

หม่อมหลวงอนุวาต ไชยันต์

หม่อมหลวงตรีจักร จิตรพงศ์

ข้อมูลอ้างอิง

ก้าวสู่ควอร์เตอร์สุดท้ายแห่งชีวิต โดย หม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

หม่อมหลวงตรีจักร จิตรพงศ์

ช่างภาพสมัคร (ใจ) เล่น

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

“ข้าพเจ้าขอวิงวอนต่อพระคริสต์เจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ โปรดดลบันดาลให้เราได้รับความช่วยเหลือในการหว่านเมล็ดพันธุ์ลงในผืนดิน ซี่งอาจก่อให้เกิดความงอกงามไพศาล เมื่อถึงเวลาที่เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ให้ผลผลิต ดังนั้นภาระหน้าที่ของเราก็คือต้องหว่านให้ดีที่สุด เต็มความสามารถ”

นี่คือใจความสำคัญจากจดหมายที่ สังฆราชเรอเน แปร์โรส (Bishop René Perros) ประมุขผู้ดูแลสังฆมณฑลสยาม ได้เขียนถึง สังฆราชโจเซฟ เฟรริ (Bishop Joseph Fréri) ผู้อำนวยการสำนักแพร่ธรรม ลงวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2466 ด้วยสังฆราชแปร์โรสเชื่อมั่นว่า พระศาสนจักรในสยามจะเติบโตได้อย่างกล้าแข็ง ถ้าหากมีซิสเตอร์จำนวนหนึ่งเดินทางเข้ามาให้การศึกษาถึงที่นี่ และจดหมายฉบับนี้คือสายสัมพันธ์แรกที่เชื่อมคณะอุร์สุลินกับสยามไว้ด้วยกัน

คณะอุร์สุลิน (Ursuline) ดำรงอยู่ภายใต้พระศาสนจักรโรมันคาทอลิก ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ค.ศ. 1532 โดย นักบุญอัญเจลา เมริชี (Angela Merici) มีพันธกิจสำคัญคือการมอบการศึกษาแก่เยาวชนหญิง เพื่อให้มีทั้งความรู้และคุณธรรม คณะอุร์สุลินดำเนินการโดยกลุ่มผู้ถือบวชและฆราวาสที่สละแล้วซึ่งชีวิตทางโลก พร้อมอุทิศตนในทางธรรม

วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2467 ซิสเตอร์คณะอุร์สุลินจำนวน 4 ท่าน คือ ซิสเตอร์มารี ราฟาแอล วูร์นิค (Marie Raphael Vurnik), ซิสเตอร์มาเรีย ซาเวียร์ เปียร์ซ (Maria Xaveria Pirc) ชาวยูโกสลาเวีย, ซิสเตอร์มารี อักเนส ดูการิสตี เดอแลตร์ (Marie-Agnes de Eucharistie Delattre) ชาวฝรั่งเศส และ ซิสเตอร์มารี เดอลองฟอง เจซู แมร์แตนส์ (Merie de l’Enfant Jesus Mertens) ชาวเบลเยียม ได้ออกเดินทางด้วยเรือเดินสมุทร S.S. Angers จากเมืองมาร์เซย (Marseille) ประเทศฝรั่งเศส พร้อมด้วยหีบสัมภาระจำนวน 49 ใบสู่สิงคโปร์ ก่อนเปลี่ยนเป็นเรือบรรทุกสินค้าขนาดเล็กนามว่ากระทง เดินทางต่อมายังสยาม ท่ามกลางท้องทะเลที่ปั่นป่วนด้วยพายุคลั่ง

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี

“เรือลอยตัวขึ้นแล้วก็โล้ฮวบลงมา ขึ้น ๆ ลง ๆ เหนือแนวคลื่นลูกมหึมาที่โหมใส่ น่ากลัวจริง ๆ เรือจมวูบลงไปอยู่ในห้วงน้ำมืดตื้อ กระทั่งคลื่นอีกลูกซัดพาเรือลอยขึ้นมาอีก” ซิสเตอร์ซาเวียร์บันทึก

ตลอด 2 วันแรก ซิสเตอร์ทั้ง 4 ทำได้เพียงคลานหลบหีบสัมภาระที่ไถลไปมาตามแรงคลื่น ล่วงเข้าวันที่ 3 พายุจึงซาลง ค่ำวันที่ 4 คณะซิสเตอร์จึงได้มีโอกาสเห็นแผ่นดินสยามเป็นครั้งแรก อันเป็นช่วงเดียวกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซิสเตอร์ซาเวียร์ได้บันทึกความรู้สึกของท่านไว้ว่า “พวกเราทั้งสี่ได้มาทำหน้าที่ของเรา ความฝันของเราเป็นจริงขึ้นมาแล้ว” ในวินาทีนั้นทุกท่านพร้อมจะอุทิศตนให้กับดินแดนที่เพิ่งรู้จัก

นั่นคือจุดเริ่มต้นของโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยที่มีเรือนวัดน้อย เหล่ามาแมร์และซิสเตอร์ รวมทั้งลูกศิษย์อีกนับร้อยนับพัน ร่วมกันสร้างตำนานความรักและผูกพันอันเป็นนิรันดร์

มาแตร์-มาแมร์

เมื่อมาถึงกรุงเทพฯ ใหม่ ๆ โรงเรียนมาแตร์เดอีฯ ยังไม่ได้จัดตั้งขึ้นทันที คณะซิสเตอร์ได้รับมอบหมายให้ไปสอนและดูแลเด็กกำพร้า ทำอาหาร ซักรีดเสื้อผ้าให้พระสงฆ์ที่วัดกาลหว่าร์หรือวัดพระแม่ลูกประคำ (Holy Rosary Church) ย่านตลาดน้อย ล่วงเข้า พ.ศ. 2468 มาแมร์มารี เบอร์นาร์ด มังแซล (Marie Bernard Mancel) ได้รับมอบหมายจากคณะอุร์สุลินแห่งสหภาพโรมันให้เดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อดำรงตำแหน่งอธิการิณี ท่านเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีโรงเรียนและอารามเป็นของคณะอุร์สุลินเอง จึงเร่งเสาะหาจนพบที่ดินขนาด 18 ไร่ ริมถนนเพลินจิต อยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง มีสถานีรถรางอยู่ห่างไปเพียง 400 เมตร และยังมีเรือนไม้หลังงามที่นำมาปรับปรุงให้เป็นทั้งอารามและโรงเรียนได้

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี

“ที่ดินนี้เดิมเป็นของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ ซึ่งทรงซื้อต่อจากอำแดงเปียเมื่อ พ.ศ. 2455 ต่อมาช่วง พ.ศ. 2458 – 2471 ได้มีการซื้อขายที่ดินและมีผู้เข้าครอบครองอีกหลายราย ได้แก่ หลวงภัณฑลักษณวิจารณ์ บริษัทแอล เอส บักกวานซิงแอนด์โก จำกัด (L.S.Bhagwansingh & Co) จนมาถึงบริษัทแองโกลสยาม คอร์ปอเรชัน จำกัด (Anglo-Siam Corporation) ซึ่งเป็นผู้ขายที่ดินพร้อมเรือนไม้ให้กับคณะอุรุ์สุลิน” ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน หรือคุณโก้ สถาปนิกอนุรักษ์ผู้รับผิดชอบโครงการบูรณะเรือนวัดน้อยเล่าให้ฟัง เธอเองก็เป็นศิษย์เก่ามาแตร์เดอี รุ่น 63

“ที่ดินและเรือนไม้หลังนี้กลายมาเป็นโรงเรียนมาแตร์ฯ หลังจากที่สังฆราชแปร์โรสได้รับอนุมัติเงินกู้จาก Paris Foreign Mission เมื่อ พ.ศ. 2470 หลังจากที่ซื้อที่ดินและปรับปรุงเรือนไม้เรียบร้อยแล้ว วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2471 สังฆราชแปร์โรสได้เดินทางมาประกอบพิธีเสกตัวอาคารและที่ดิน อีก 4 วันต่อมาโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยก็เปิดดำเนินการเป็นวันแรก พร้อมนักเรียนรุ่นบุกเบิกทั้งสิ้น 45 คน เราจึงถือว่าวันที่ 2 กุมภาพันธ์เป็นวันสถาปนาโรงเรียน” อาจารย์สุมิตรา พงศธร อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนและศิษย์เก่ารุ่น 38 เล่าถึงวันสำคัญ

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี

“Mater Dei หมายความว่า พระมารดาแห่งพระเจ้า เราเป็นโรงเรียนที่มีพระแม่เป็นองค์อุปถัมภ์ เริ่มสอนโดยเหล่านักบวชจากยุโรป นักเรียนมาแตร์รุ่นก่อน ๆ จะเรียกท่านว่ามาแมร์ และสิ่งที่มาแมร์ย้ำนักย้ำหนาก็คือ Serviam อันเป็นคติพจน์ของคณะอุร์สุลิน หมายถึง I Shall Serve – เราพร้อมจะเป็นผู้ให้” อาจารย์สุมิตราขยายความ

ผมเคยได้ยินคำว่า ‘มาแมร์’ คู่กับโรงเรียนมาแตร์ฯ มาโดยตลอด ผมเลยอยากชวนศิษย์เก่ามาร่วมกันให้คำจำกัดความคำว่ามาแมร์กันสักหน่อย

“ถ้าให้อธิบายอย่างเป็นทางการ เมื่อก่อนนักบวชอุร์สุลินจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือมาแมร์กับมาเซอร์ Ma Mère เป็นคำภาษาฝรั่งเศส แปลว่าคุณแม่ของฉัน ส่วน Ma Sœur ก็เป็นคำภาษาฝรั่งเศส แปลว่าพี่สาวของฉัน มาแมร์คือนักบวชหญิงที่เตรียมตัวมาเป็นครูสอนหนังสือ ส่วนมาเซอร์คือนักบวชที่ไม่ได้เตรียมตัวมาเป็นครู แต่มาเป็นผู้ดูแล เช่น มาเป็นพยาบาล แม่บ้าน หรือช่วยเหลืองานอื่น ๆ ต่อมาศาสนจักรได้มีการประชุมสังคายนากันที่กรุงวาติกัน ครั้งที่ 2 และได้มีการปรับมุมมองใหม่ว่านักบวชก็คือมนุษย์ ไม่จำเป็นต้องยกตนให้สูงเหนือผู้อื่น และไม่ต้องจัดแบ่งกลุ่มตามงานที่ทำ จึงกำหนดให้เรียกนักบวชหญิงว่ามาเซอร์หรือซิสเตอร์เหมือนกัน ดังนั้น เด็กรุ่นใหม่จะเรียกนักบวชกันว่าซิสเตอร์แล้วค่ะ” อาจารย์สุมิตราเล่า

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี
กลุ่มมาแมร์รุ่นแรกเมื่อจัดตั้งโรงเรียนมาแตร์ฯ

แล้วคำจำกัดความอย่างไม่เป็นทางการล่ะครับ

“มาแมร์คือแม่คนที่สอง มาแมร์ไม่ได้เพียงแค่สอนหนังสือ แต่ช่วยสร้างจิตสำนึกที่ดี สมัยเด็ก ๆ ก่อนเข้าเรียนจะมีเสียงกระดิ่งเตือน มาแมร์สอนว่าเมื่อได้ยินกระดิ่งครั้งที่หนึ่ง ให้เก็บเศษขยะที่อาจหล่นอยู่รอบตัว พอกระดิ่งดังแก๊งแรก เด็กมาแตร์จะกระวีกระวาดวิ่งเก็บขยะเอาไปทิ้งกันสนุกสนาน พอกระดิ่งสองค่อยมาเข้าแถวอย่างพร้อมเพรียง วิธีการง่าย ๆ เช่นนี้คือการสอนให้มีจิตสำนึกต่อส่วนร่วม ทุกวันนี้เวลาตัวเองไปไหนก็จะเก็บขยะรอบตัว ถ้าไม่มีที่ทิ้งก็จะนำใส่กระเป๋ากลับบ้าน โดนลูกดุประจำว่าไปไหนก็หอบขยะกลับมา (หัวเราะ)” นั่นคือคำจำกัดความคำว่ามาแมร์ของ รศ.ยุพยง เหมะศิลปิน อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศิษย์เก่ารุ่น 34 ผู้เป็น ‘พี่กึ๋ง’ ในวงสนทนาวันนี้ และเป็นคุณแม่ของคุณโก้ด้วยอีกตำแหน่ง

“มาแมร์สอนให้รู้จักเสียสละ มาแมร์มีโครงการหนึ่ง เรียกว่ากระป๋องช่วยคนจน เป็นกระป๋องสะสมเงินที่มาแมร์จะส่งเวียนในห้องเรียนระหว่างวิชาคำสอน นักเรียนเลือกเองว่าจะปันค่าขนมของตนเองเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นหรือเปล่า เราจะรวบรวมเงินนั้นไปทำโครงการช่วยผู้ด้อยโอกาส สิ่งเหล่านี้ติดตัวมาจนโต เราจะหยุดคิดเวลาใช้จ่ายว่า เราลดความฟุ่มเฟือยของตัวเองเพื่อไปช่วยใครได้บ้างไหม” ดร.ศุภลักข์ โกมารกุล ณ นคร ศิษย์เก่ารุ่น 36 ผู้เป็นทั้ง ‘พี่ซู’ และ ‘น้องซู’ ของวงสนทนา

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี
อาจารย์สุมิตรา พงศธร, ดร.ศุภลักข์ โกมารกุล ณ นคร และ รศ.ยุพยง เหมะศิลปิน (เรียงลำดับจากบันไดขั้นบนลงล่าง)

จำได้ว่าช่วงการสอบ มาแมร์บอกว่าท่านไว้ใจทุกคน อย่าลอกข้อสอบกัน พอพูดจบ มาแมร์ก็เดินออกจากห้องไป แล้วก็ไม่มีใครลอกข้อสอบกันเลย มาแมร์สอนให้เราเป็นคนมีเกียรติและรักษาเกียรตินี้ไว้ด้วยความภูมิใจ สิ่งนี้ติดตัวมาจนทุกวันนี้ เราจะต้องทำดีและซื่อสัตย์ ไม่ว่าจะมีใครเห็นหรือไม่ก็ตาม” คุณน้ำ-ปาริชาติ ทองใหญ่ ณ อยุธยา ศิษย์เก่ารุ่น 58 ร่วมแบ่งปันประสบการณ์

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี
ซ้าย คุณปาริชาติ ทองใหญ่ ณ อยุธยา (น้ำ) และขวา ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน (โก้)

“มาแมร์ก็ดุบ้าง ใจดีบ้าง แล้วเราจะมีฉายานามให้มาแมร์ทุกท่าน (หัวเราะ) บางท่านก็มาจากลักษณะนิสัย บางท่านก็มาจากชื่อ ซูนึกออกบ้างไหม” รศ.ยุพยง หันไปถาม ดร.ศุภลักข์

“มาแมร์เย็นเจี๊ยบไงคะพี่กึ๋ง (หัวเราะ) ชื่อมาแมร์เจเนเวียฟเรียกลำบาก เราก็เลยตั้งสมญานามเย็นเจี๊ยบให้ท่าน แล้วท่านเป็นคนเจ้าระเบียบ เวลาท่านมาก็จะรู้สึกหนาว ๆ (หัวเราะ)” คำตอบของ ดร.ศุภลักข์ เรียกเสียงฮารอบวง

ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ประทับใจที่เด็กมาแตร์มีต่อมาแมร์ โดยมีเรือนวัดน้อยเป็นฉากสำคัญ

เรือนวัดน้อย

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี

สันนิษฐานว่าเรือนวัดน้อยสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2463 ขณะที่หลวงภัณฑลักษณวิจารณ์เป็นผู้ครอบครองที่ดินผืนนี้ เป็นเรือนไม้สูง 2 ชั้น ลักษณะแบบบ้านพักตากอากาศ หลังคาทรงจั่วมุงกระเบื้องว่าวขนาดเล็ก มีหลังคายื่นปีกนกล้อมรอบพร้อมระเบียงคลุมหลังคา (Verandah) ทำหน้าที่กันแดดและฝน ตัวเรือนทอดยาวตามแนวตะวันออก-ตกเพื่อรับลม ใต้ถุนสูงโล่ง มีเสาก่ออิฐฉาบปูนประดับลายปูนปั้นที่หัวเสา 

เรือนวัดน้อยได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมตะวันตกที่เผยแพร่เข้ามายังภูมิภาคนี้ สังเกตได้จากไม้ฉลุลายอ่อนช้อย หรือลายเรขาคณิตที่ประดับตกแต่งอยู่ทั่วเรือน รวมทั้งการใช้สีพาสเทลทาผนัง บานประตูและหน้าต่าง ซึ่งสถาปัตยกรรมลักษณะนี้พบได้กับอาคารในยุคเดียวกันที่ประเทศอินเดีย ศรีลังกา สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ส่วนในกรุงเทพฯ เราพบอาคารลักษณะเดียวกันในละแวกใกล้เคียง เช่น ทำเนียบเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ บนถนนวิทยุ เป็นต้น

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี

“ในยุคแรก มีการใช้เรือนวัดน้อยหลายวัตถุประสงค์ จึงต้องมีการปรับสภาพจากบ้านให้เป็นอาราม ที่พักของมาแมร์ รวมทั้งที่เรียนด้วย” คุณโก้เล่า “การเปลี่ยนบ้านเป็นโบสถ์ เริ่มจากการขยายอาคารทางด้านตะวันออก (ทางด้านซ้าย) โดยเพิ่มหอระฆังและหอคอยเข้าไป นายช่างคนสำคัญคือ นายบ๋า ยวงพาณิช เป็นผู้ดำเนินการในช่วง พ.ศ. 2470”

นอกจากการเพิ่มหอคอยและหอระฆังแล้ว ยังมีการแบ่งและปรับพื้นที่ให้เหมาะสม วัดน้อยเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นจึงอยู่กลางเรือนเพราะมีความสำคัญมากที่สุด แล้วสร้างบันไดหินอ่อนสีขาวโค้งเพิ่มลงไป โดยให้วนมายังรูปปั้นพระแม่มารีย์ทรงอุ้มพระกุมารเยซู ส่วนทางทิศตะวันตก (ทางด้านขวา) ด้านบนเป็นที่พักของมาแมร์ จึงขยายพื้นที่จาก 2 เป็น 3 ชั้น ส่วนด้านล่างมีห้องเพื่อเป็นที่เรียนของเด็กเล็ก ทางทิศตะวันออก (ทางซ้าย) นอกจากการเพิ่มหอทั้ง 2 หอแล้ว ก็มีการจัดสรรพื้นที่ให้เป็นดั่งออฟฟิศ มีห้องอำนวยการ ห้องรับแขก มีห้องนอนนักเรียนประจำ ด้านล่างเป็นที่ทานอาหาร 

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี

เรือนวัดน้อยได้รับการดูแลเป็นอย่างดีเสมอมา ผู้ที่มีบทบาทสำคัญก็คือ คุณแม่บุญประจักษ์ ทรรทรานนท์ ศิษย์เก่าและครูผู้มีคุณูปการต่อโรงเรียนเป็นอย่างยิ่ง ท่านเป็นผู้ซ่อมแซมและปรับปรุงเรือนวัดน้อยอย่างต่อเนื่อง จน พ.ศ. 2544 กรรมาธิการอนุรักษ์ฯ แห่งสมาคมสถาปนิกสยามฯ ได้มีมติให้เรือนวัดน้อยได้รับรางวัลอนุรักษ์ดีเด่น โดยคุณแม่บุญประจักษ์เป็นผู้เข้ารับพระราชทานรางวัลนี้จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นหนึ่งในเกียรติภูมิของท่านก่อนสิ้นชีวิตลงใน พ.ศ. 2558

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี
คุณแม่บุญประจักษ์ ทรรทรานนท์

ปีนี้เป็นปีที่เรือนวัดน้อยมีอายุครบ 102 ปี จึงถึงเวลาแล้วที่จะทำการบูรณะอย่างเต็มรูปแบบ 

“ตอนที่สำรวจก็พบว่าเรือนวัดน้อยทรุดโทรมลงไปพอสมควร ต้องใช้หลักฐานที่เป็นภาพถ่ายเก่า ประกอบกับการอ่านจากบันทึกและคำบอกเล่ามากพอสมควร” 

คุณโก้อธิบายว่าการบูรณะนั้นมี 3 ระดับ ระดับที่ 1 คือ งานซ่อมแซมและฟื้นฟู (Repair and Restoration) เพื่อปรับปรุงอาคารให้กลับสู่รูปแบบดั้งเดิม พร้อมกับแสดงร่องรอยที่บอกเล่าเรื่องราวในแต่ละยุค ระดับที่ 2 คือ งานเสริมความแข็งแรง (Re-consolidation ) เพื่อปรับปรุงวัสดุและโครงสร้างเดิมที่เสื่อมสภาพหรือทรุดตัว ให้กลับสู่สภาพที่แข็งแรงปลอดภัย และป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ด้วยการเลือกใช้วัสดุทดแทนหรือเสริมโครงสร้างใหม่โดยไม่ทำลายรูปแบบเดิม ระดับที่ 3 งานดัดแปลงและต่อเติม (Adaptation & Addition) เพื่อปรับสภาพอาคารให้สอดคล้องกับการใช้สอยที่เปลี่ยนไปจากเดิม

การบูรณะเพิ่งเสร็จสมบูรณ์ไปเมื่อไม่นานมานี้ และเรือนวัดน้อยก็กลับมาอยู่ในสภาพงดงามสมบูรณ์อีกครั้ง

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี
มุมแห่งความทรงจำของเด็กมาแตร์

“การบูรณะเรือนวัดน้อยมีความสำคัญมาก เพราะเรือนวัดน้อยเป็นภาพจำของทุกคน อย่างบันไดโค้งเป็นที่ที่นักเรียนกับมาแมร์จะได้ถ่ายรูปร่วมกัน เราจะมีภาพหมู่ตั้งแต่ตอนเล็ก ๆ นั่งหน้ากะป๋อหลอ จนตอนโตที่นั่งพับเพียบเรียบร้อย อย่างรุ่นโก้ก็มีภาพมุมเดียวกับรุ่นแม่” รศ.ยุพยง กล่าวพร้อมรอยยิ้ม

“เรือนวัดน้อยมีความสวยงาม แล้วก็มี 2 อารมณ์ค่ะ ด้านบนคือความสำรวม เพราะเป็นโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็เป็นที่พักของมาแมร์ แต่ใต้ถุนนี่เป็นของพวกเราเลย เต็มที่ (หัวเราะ)” ดร.ศุภลักข์ เรียกเสียงฮาจากพวกเราอีกครั้ง

ตอนนี้ผมว่าศิษย์เก่าผู้รวมสนทนาทุกคนคงอยากพาพวกเราไปเดินชมเรือนวัดน้อยกันแล้ว ตามมาด้วยกันเลยครับ

02 02 2022

“จุดนี้คือจุดศูนย์กลางของเรือนวัดน้อย เป็นจุดสมมาตรที่แกนตะวันออก-ตก และเหนือ-ใต้ ตัดกันพอดี ด้านบนตรงตำแหน่งนี้คือพระแท่นบูชา เราเพิ่งฝังหมุดหมายงานบูรณะไปเมื่อไม่นานมานี้ ตัวเลข 0 และ 2 ทั้งหมดหมายถึงวันที่ 2 เดือน 2 ปี 2022 ซึ่งเป็นวันเดือนและปีที่บูรณะอาคารวัดน้อยเสร็จสมบูรณ์ นอกจากนี้ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ยังเป็นวันที่สังฆราชแปร์โรสทำพิธีเสกผืนดินและอาคารเป็นครั้งแรกด้วย” คุณโก้อธิบาย

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี

“แบบตัวอักษรที่เลือกใช้เป็นรูปแบบอาร์ตเดโค (Art Deco Style) ที่เกิดขึ้นในทศวรรษที่ 1920 ที่เลือกใช้ฟอนต์นี้ก็เพราะเรือนวัดน้อยสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2463 ซึ่งตรงกับ ค.ศ. 1920” คุณโก้พูดจบ ทุกคนหยิบมือถือขึ้นมาบันทึกภาพกันรัว ๆ ผมมั่นใจว่าจะเป็นจุดเช็กอินสำคัญของชาวมาแตร์ต่อไปอย่างแน่นอน 

ใต้ถุน

“พื้นเดิมตรงนี้ต่ำกว่าบริเวณอื่น ตอนบูรณะ เราตัดสินใจว่าจะไม่ยกอาคารขึ้น เพราะอาคารค่อนข้างยาว ถ้ายกก็เสี่ยงที่จะทำให้อาคารโย้ไปมาได้ ก็เลยตัดสินใจปรับระดับพื้นลงให้กลับไปสู่ระดับปูนเดิมชั้นล่างสุด และทำเป็นทางลาดเชื่อมลงมาแทน ซึ่งทำให้ทัศนียภาพโดยรวมดีกว่าทำเป็นขั้น สะดวกต่อการเดินเข้าสู่ตัวอาคาร และถูกต้องตามหลักการอารยสถาปัตย์ด้วย” คุณโก้เริ่มเล่า

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี

“เสาที่ใต้ถุนเดิมเป็นเสาก่ออิฐฉาบปูน พอเวลาผ่านไปผิวปูนกร่อนและกะเทาะ เพราะว่าความชื้นจากใต้ดินซึมเข้าไปในเนื้อเสา แล้วความชื้นก็ยังซึมขึ้นไปจนถึงตัวเรือนไม้ด้านบน ตอนนั้นคุณแม่บุญประจักษ์เลยปรึกษาช่าง และแก้ปัญหาโดยการหุ้มปูนทำเป็นเสาทรายล้าง” อาจารย์สุมิตราเล่าต่อ

“จำได้ค่ะ เสาทรายล้างที่ใต้ถุนจะมีเหลี่ยมคม ๆ จึงเป็นที่ฉีกถุงขนมของเด็กมาแตร์ (หัวเราะ) พวกเราจะนำถุงขนมที่มักเป็นพลาสติกเหนียว ๆ ไปถู ๆ จนถุงขาด ถ้าไม่มีเสาพวกนี้นี่กินขนมกันลำบากเลยค่ะ แต่เวลาเล่นบัลลูนแล้วไปครูดโดนเสานี่ได้แผลเลย” คุณโก้เล่าถึงวันวาน

แต่เสาทรายล้างไม่ช่วยแก้ปัญหาความชื้นให้หมดสิ้นไป จึงต้องหาทางออกในการบูรณะครั้งนี้

“วิธีซ่อมเสาก็คือลอกผิวทรายล้างออกให้เหลือแต่อิฐเปลือย เสาจะได้หายใจและระบายความชื้นสะสมออกมามากที่สุด เมื่อความชื้นระบายออกไปแล้ว จึงใส่โครงเหล็กสแตนเลสเข้าไป ดามเหล็กพร้อมกับแปะลวดกรงไก่แล้วโบกปูนทับอีกชั้น ปูนที่ใช้เป็นปูนหมักแบบโบราณ ซึ่งทำให้เสาหายใจได้ ส่วนฐานเสาเราป้องกันความชื้นด้วยการตัดเสาช่วงล่างออก แล้วหล่อฐานคอนกรีตเสริมเหล็กแทนที่เข้าไป วิธีนี้ช่วยแก้ปัญหาความชื้นได้เป็นอย่างดี งานซ่อมเสาถือเป็นงานหลักของการบูรณะครั้งนี้ เพราะจะช่วยป้องกันไม่ให้ความชื้นจากใต้ดินขึ้นไปทำลายอาคารทั้งหมด” คุณโก้เล่าถึงวิธีการบูรณะ

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี

คราวนี้ผมอยากให้ศิษย์เก่าร่วมกันเล่าสักหน่อยว่า ใต้ถุนซึ่งเป็น ‘ที่ของพวกเรา’ นั้น นักเรียนมาแตร์เขาทำอะไร

“พอเรียนเสร็จก็จะวิ่งตื๋อมาจองเสา เราก็จะแบ่งกันว่าเสาต้นนี้เป็นของใคร แต่พอเล่นไปเล่นมาก็มาเล่นร่วมกันนั่นแหละ ไม่ได้แบ่งชั้นอะไรหรอก เกมที่ฮิตสุดคือลิงจับหลัก เสาเยอะจนวิ่งเป็นลิงกันเพลินเลย”

“อีกเกมคือตี่จับ เล่นกันอยู่หน้าเรือนวัดน้อย ดึงกันเสื้อหลุดกระโปรงขาดก็มี (หัวเราะ) เล่นเหนื่อยแล้วก็ไปซื้อขนมจากโรงอาหารมานั่งทานบนพื้น วิธีนั่งของนักเรียนมาแตร์คือรวบชายกระโปรงพรึ่บเข้าหากันอย่างรวดเร็ว ก่อนทรุดตัวนั่งลงเหมือนหนังจีนกำลังภายใน (หัวเราะ)” รศ.ยุพยง เล่าและเตรียมสาธิตการนั่งให้ผมชมเป็นขวัญตา 

“อยากเสริมพี่กึ๋งนิดหนึ่งว่า เกมเรียบร้อยอย่างหมากเก็บนี่เราก็เล่นนะคะ (หัวเราะ) แต่ที่อยากเล่าคือเรื่องที่ท่านแม่เคยเล่าให้ฟัง” ดร.ศุภลักข์ กล่าว

ท่านแม่ของ ดร.ศุภลักข์ คือ ท่านหญิงอรอำไพ โกมารกุล ณ นคร (พระยศเดิมคือหม่อมเจ้าอรอำไพ เกษมสันต์) ผู้ทรงเป็นทั้งศิษย์เก่ารุ่นที่ 1 เลขประจำตัว 96 และยังทรงเป็นครูที่โรงเรียนมาแตร์ฯ อีกด้วย

“ช่วงที่รัชกาลที่ 8 และ 9 เสด็จมาทรงศึกษาชั้นอนุบาลที่โรงเรียนมาแตร์ฯ ตอนนั้นท่านแม่พระชนม์ราว 18 ปี เป็นนักเรียนชั้นโตสุดของโรงเรียน ท่านก็เลยได้รับโจทย์จากท่านป้า (หม่อมเจ้ากุสุมา เกษมสันต์) ผู้เคยเป็นพระพี่เลี้ยงสมเด็จพระบรมราชชนกว่า ให้คอยดูแลทั้งสองพระองค์ เวลาพระองค์ท่านเสด็จมาก็จะทรงนำตะกร้าใส่แซนด์วิชและกระติกนมมาด้วย ท่านแม่มีหน้าที่เปิดกระติกแล้วรินนมถวายให้พระองค์ท่านเสวยตอนช่วงพักตอน 10 โมงเช้า ก็เสวยตรงเก้าอี้หน้าวัดน้อยนี่แหละค่ะ”

เมื่อ พ.ศ. 2473 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ขณะดำรงพระยศเป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ได้เสด็จมาทรงศึกษาชั้นอนุบาล และอีก 2 ปีถัดมา พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช ก็เสด็จมาทรงศึกษาด้วยเช่นกัน

ท่านหญิงอรอำไพยังได้ทรงเล่าเกี่ยวกับทั้งสองพระองค์และเรือนวัดน้อยไว้ในหนังสือ 60 ปี มาแตร์เดอีวิทยาลัย ซึ่งอ่านแล้วทำให้ได้ยิ้ม

“ท่านเป็นเด็กที่มีชีวิตชีวา ไม่อยู่นิ่ง ๆ เสวยแล้วก็ทรงวิ่งไล่จับกันอยู่ที่ลานเล่น วันหนึ่ง มาแมร์ มารี เดอลูรดส์ เดินเฝ้าเวรอยู่ที่ลานเล่น แล้วไปหยุดหันหลังให้กับเสาต้นหนึ่ง ทั้งสองพระองค์ทรงเล่นกระโดดเชือกอยู่กับเพื่อน ๆ ทรงช่วยกันเอาเชือกพันเสา แล้วพันมาแมร์ไว้กับเสา โดยมาแมร์มารู้ตัวเอาก็ต่อเมื่อจะเดินก็เดินไม่ออก มาแมร์หันมาดุแกมยิ้มว่า “You are naughty boys.” ท่านก็ทรงทำท่าขอโทษ ทรงพระสรวล แล้วก็วิ่งเล่นต่อกับเพื่อน ๆ”

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช รหัสประจำพระองค์ 449

นอกจากความทรงจำของพี่ ๆ รุ่นแรก ๆ ของโรงเรียนแล้ว เรามาลองฟังรุ่นน้อง ๆ กันดูบ้าง

“ตอนรุ่นน้ำ บริเวณใต้ถุนเรือนวัดน้อยอาจจะไม่ได้ครื้นเครงเท่ารุ่นก่อน ๆ เพราะมีป้ายติดไว้ว่ากรุณาอย่าส่งเสียงดัง สงสัยรุ่นพี่สร้างวีรกรรมไว้เยอะ (หัวเราะ) เรือนวัดน้อยกลายเป็นที่รับแขกของมาแมร์ ก็เลยต้องให้นักเรียนให้เงียบลงหน่อย” คุณน้ำร่วมแบ่งปันความทรงจำ

“แต่มีวันอยู่วันหนึ่งที่สนุกมาก นั่นคือวันงานโรงเรียน แล้วก็จะเป็นวันเดียวที่เสียงดังมาก (หัวเราะ) วันนั้นจะมีนิทรรศการประจำปีของโรงเรียน มีการจัดแสดงผลงานทางวิชาการและกิจกรรมอื่น ๆ อย่างเกมง่าย ๆ แบ่งออกเป็นช่องเป็นซุ้มมีปากระป๋อง ปาเป้า ฯลฯ กิจกรรมนี้จัดอยู่ที่ลานใต้ถุนเรือนวัดน้อยอยู่หลายปี ก่อนจะย้ายไปที่อื่นเพราะต้องการสถานที่ที่กว้างขวางขึ้น” อาจารย์สุมิตราเสริม

“ใต้ถุนเรือนวัดน้อยเป็นแหล่งรวมพลของเด็กมาแตร์ ทุกวันนี้ไปไหนก็จะเจอรุ่นพี่รุ่นน้องที่เคยรู้จักกันที่ใต้ถุนเรือนวัดน้อยทั้งนั้น ต่อให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหนเรายังจำกันได้เสมอ” รศ.ยุพยง มีข้อสรุปที่ทุกคนเห็นด้วย

วัดน้อย

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี

วัดน้อยหรือ Little Chapel ตั้งอยู่ตรงกลางเรือนบนชั้นสอง ถือเป็นพื้นที่สำคัญสุด เพราะเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา มีพระรูปพระเยซูตรึงไม้กางเขนประดิษฐานอยู่ด้านหน้าแท่นบูชา ซึ่งเป็นงานศิลป์ดั้งเดิม  

“วัดน้อยเป็นสถานที่เล็ก ๆ แต่รวบรวมงานศิลป์สถาปัตย์ที่น่าสนใจไว้มากมาย อยากให้ชมฝ้าเพดานซึ่งตกแต่งด้วยเหล็กชุบดีบุกดุนลายที่เรียกว่า Tin Ceiling สันนิษฐานว่าเพิ่งมาปรับเป็นฝ้าเพดานลักษณะนี้ช่วงที่เปลี่ยนบ้านมาเป็นโบสถ์ ในวัดน้อยมีลายเพดานอยู่ 2 ลาย แต่ทั้งเรือนวัดน้อยมีทั้งสิ้น 4 ลายแตกต่างกัน เพดานลักษณะนี้หาชมได้ยากมากในประเทศไทย” คุณโก้ชวนให้พวกเราชม

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี
ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
การประดับช่องเหลี่ยมด้วยกระจกสีพิมพ์ลายต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 6 ทั้งเรือนวัดน้อยนั้นมีอยู่ 5 สี 5 ลายแตกต่างกันตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วเรือน
ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน

“อยากให้สังเกตการใช้บานประตูแบบแบ่งช่องแยกออกเป็นตอนบนและตอนล่าง ซึ่งเราเรียกว่าบานประตูแบบ Dutch Door พบได้ทั่วไปในบ้านที่ตั้งอยู่ตามดินแดนอาณานิคมของยุโรป และยังสะท้อนถึงการแบ่งชนชั้นในช่วงนั้น เช่นเมื่อคนพื้นเมืองนำของมาส่ง ก็ได้รับอนุญาตให้ยืนอยู่ภายนอกห้อง แล้วส่งของผ่านประตูที่เปิดเพียงครึ่งบนเท่านั้น โดยตัวไม่ต้องล่วงล้ำเข้ามา”  

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน

“การใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ในบ้านที่เป็นทองเหลืองแท้ นำเข้าจากต่างประเทศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 มีทั้งกลอน ขอสับ มือจับ รวมทั้งฐานโคมไฟ เมื่อบูรณะ เรานำของเดิมมาทำความสะอาดและนำกลับไปใช้ได้ทั้งหมด มีเพียงตัวโคมไฟบางดวงเท่านั้นที่ต้องเปลี่ยนมาใช้ของทดแทนโดยเลือกดีไซน์ร่วมยุค”  

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน

“ในช่วงสงครามโลก เคยมีเหตุการณ์ที่ลูกระเบิดลงตรงหลังคาบริเวณนี้มาก่อน ความเสียหายคือถึงขั้นหลังคาถล่ม เลยมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ต้องย้ายโรงเรียนไปหัวหิน การซ่อมวัดน้อยในครั้งนั้นดำเนินการอย่างประหยัดเพราะเป็นช่วงสงคราม มีการใช้ไม้ชิ้นเล็กชิ้นน้อยเสริมกลับเข้าไปให้อาคารคงอยู่ได้ สำหรับการบูรณะในครั้งนี้ โก้เลยตัดสินใจเอาไม้เดิมออกหมด เปลี่ยนมาใช้ไม้ใหม่แทน เพื่อมั่นใจได้ว่าจะทำให้วัดน้อยมีความแข็งแรงมากที่สุด”

นอกจากความงามของวัดน้อยแล้ว ความทรงจำของนักเรียนมาแตร์ต่อสถานที่สำคัญแห่งนี้มีอะไรบ้าง

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน

“นักเรียนคาทอลิกได้รับการปลูกฝังว่าให้ขึ้นไปวัดน้อยประจำ พอมาถึงโรงเรียน วางกระเป๋าเรียบร้อยแล้วก็จะรีบขึ้นไปสวดภาวนา ตอนเที่ยงทานข้าวเสร็จก็จะชวนเพื่อน ๆ ขึ้นไปสวดมนต์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ปกติประจำวัน ส่วนมาแมร์นั้น จะมีพิธีมิสซาเป็นประจำ และสวดทำวัตรอีกวันละหลายครั้ง ถ้าเป็นวันศุกร์ต้นเดือน ก็จะมีพิธีอวยพรศีลมหาสนิท ฯลฯ มีเพลงภาษาละติน เรานั่งอยู่ใต้ถุน ได้ยินเสียงเพลงที่ไพเราะมาก ฟังอย่างซาบซึ้ง ยังจำเสียงมาแมร์มอรีสได้เลยค่ะ” อาจารย์สุมิตรารำลึก

“ส่วนน้ำจะขึ้นไปวัดน้อยเป็นประจำ ไปนั่งสงบใจอธิษฐาน ก่อนสอบทุกครั้งก็จะขึ้นไปขอพร ช่วงสอบนี่นักเรียนจะวนเวียนขึ้นวัดน้อยกันไม่ขาดสายเลยค่ะ ไปขอพรพระแล้วท่านจะช่วยเหลือเราแทบทุกครั้ง ไม่ใช่เป็นเรื่องของวัตถุนะคะ แต่เป็นเรื่องของความสงบ สบายใจ เกิดความคิดที่กระจ่างขึ้น” คุณน้ำร่วมรำลึก

บริเวณด้านหลังที่อยู่ติดกับวัดน้อยมีห้องสี่เหลี่ยมกรุกระจกขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ อาจารย์สุมิตราเล่าว่านี่คือห้องสารภาพบาป “ทางศาสนจักรจะส่งพระสงฆ์มาทำหน้าที่จิตตาภิบาล มาทำพิธีมิสซาและฟังแก้บาปให้กับครูและนักเรียนที่เป็นคาธอลิก โดยจะมีฉากกั้นระหว่างตัวท่านกับผู้สารภาพบาป ท่านจะเป็นเหมือนตัวแทนพระเจ้าที่รับฟังบาปโดยไม่แพร่งพรายต่อไปให้ผู้อื่นรู้ และท่านก็จะแนะนำว่าควรไปฝึกฝนและปฏิบัติตนอย่างไร สวดมนต์บทไหน สำรวมใจกายและต้องปฏิบัติกิจใช้โทษบาปอย่างไร เพื่อให้เราเป็นคนที่ประพฤติดีขึ้น”

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
ห้องสารภาพบาปด้านหลังวัดน้อย

ปีกตะวันตก 

หลังจากชมวัดน้อยเสร็จ คุณโก้ชวนเรามาสำรวจปีกตะวันตกของตัวเรือน เป็นส่วนที่ขยายขึ้นจาก 2 เป็น 3 ชั้น ในคราวที่เปลี่ยนบ้านเป็นโบสถ์และโรงเรียนเมื่อ พ.ศ. 2470

“ชั้น 2 เป็นเหมือน Community Room หรือห้องพักผ่อนของมาแมร์ ส่วนชั้น 3 เป็นห้องนอน ปีกนี้ถือเป็นเขตส่วนตัวของท่าน” คุณโก้พาชม

ห้องพักผ่อนของมาแมร์มีชื่อเล่นว่าห้องแวร์ซาย นอกจากฝ้าเพดานที่ตกแต่งด้วยเหล็กชุบดีบุกดุนลายที่งดงามแล้ว ยังกรุกระจกไปตามความยาวอาคารอย่างงดงาม สันนิษฐานว่าชื่อแวร์ซายน่าจะมาจาก Hall of Mirror ในพระราชวัง Versailles ชานกรุงปารีสนั่นเอง

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
ห้องแวร์ซายหรือ Community Room ของมาแมร์

“ห้องแวร์ซาย เป็นห้องรับประทานอาหารและพักผ่อนของคณะนักบวช มีการประดับตกแต่งตามเทศกาลทางศาสนาบ้าง เช่น การประดับด้วยต้นคริสต์มาส การบูรณะและตกแต่งห้องนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อราว ๆ 30 ปีก่อนโดยคุณแม่บุญประจักษ์ ตอนบูรณะครั้งล่าสุด โก้ก็พยายามเก็บรักษาสภาพที่คุณแม่บุญประจักษ์เคยทำไว้ ส่วนปัญหาที่ต้องแก้หนักที่สุดคือพื้นชั้นสามที่ทรุดตัวลงมากว่า 10 เซนติเมตร เนื่องมาจากการตัดเสาออกก่อนหน้านี้ เราต้องรื้อคานไม้เดิมออก และเสริมคานและตงใหม่ โดยใช้เหล็กแทรกเข้าไปในช่องว่างเดิมแบบระมัดระวังที่สุด เพื่อเก็บรักษาฝ้าเพดานห้องนี้ไว้ตามเดิม” คุณโก้เล่า

ที่ชั้น 2 ยังมีห้องรับรองเล็ก ๆ ซึ่งเคยเป็นที่ที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงจูงพระราชโอรสทั้งสองพระองค์เสด็จขึ้นบันไดวนเข้ามาสมัครเรียนที่โรงเรียนมาแตร์ฯ สมุดลงพระนาม ชุดรับแขกไม้สัก และเก้าอี้ที่เคยประทับ ทางโรงเรียนได้เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
ห้องรับรอง มองออกไปเห็นบันไดที่ทอดขึ้นมายังพระรูปพระแม่ทรงอุ้มพระกุมาร

ก่อนขึ้นบันไดไปชั้น 3 เรามองออกไปนอกชานหน้าห้องแวร์ซาย แล้ว รศ.ยุพยง ก็นึกถึงเหตุการณ์สนุก ๆ บางอย่าง

“คือมาแมร์เป็นนักบวช ท่านแต่งกายมิดชิดแล้วคลุมผมตลอดเวลา พวกเราอยากรู้มากว่ามาแมร์มีผมหรือเปล่า (หัวเราะ) เพราะเด็กไทยจะคุ้นเคยกับแม่ชีทางพุทธที่ท่านโกนศีรษะ แล้วยังอยากรู้ว่าผมท่านสีอะไร ทรงอะไร ผมยาวตรงหรือผมหยิก พวกเราจะส่องแล้วส่องอีก” เมื่อ รศ.ยุพยง เล่าจบทุกคนก็ฮาครืน

“สมัยก่อนเด็กประจำที่นอนที่โรงเรียนก็จะรับอาสาย่องขึ้นบันไดมาแอบดูมาแมร์แล้วไปรายงานเพื่อน ๆ จนมาแมร์ต้องคอยมาบอกให้ลงไป” อาจารย์สุมิตราเล่าเสริม โอย… เด็กมาแตร์นี่ซนจริง ๆ

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
บันไดที่ชานเรือนคือบันไดที่เด็ก ๆ มาแตร์ แอบย่องชึ้นมาดูทรงผมของมาแมร์เป็นประจำ

บนชั้น 3 จะเป็นห้องนอนของมาแมร์ 3 ห้อง ซึ่งบูรณะไว้คงเดิม มีอ่างล้างหน้าอยู่ทุกห้อง ในอดีตมีเตียงเหล็กตั้งอยู่ มีตู้เสื้อผ้าแยกเป็นสัดส่วน ล่าสุดมีการสร้างห้องน้ำรวมขนาดใหญ่ ในกรณีที่ต้องใช้เป็นห้องรับรองนักบวชที่มาพักค้างในอนาคต

“ต่อไปห้องนอนของมาแมร์ก็อาจจะใช้เป็นสถานที่เข้าเงียบของคณะซิสเตอร์ได้ ปกติท่านจะเข้าเงียบเดือนละ 1 – 2 วัน และเข้าเงียบใหญ่ปีละ 2 ครั้ง ในช่วงก่อนอีสเตอร์และก่อนคริสต์มาส โดยใช้เวลา 7 วันในการสงบใจ ภาวนา ฟังธรรม และรับประทานอาหารแต่พอเพียง บ้างก็ละมื้อเย็นในวันศุกร์ค่ะ” อาจารย์สุมิตราเล่า 

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
3 ห้องนอนของมาแมร์บนชั้นสามและเป็นสถานที่เข้าเงียบ

มีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือระฆังที่ห้อยไว้โดยมีสายตีระฆังยาวจากชั้น 3 ลงมาที่ชั้น 2

“ระฆังใบนี้ทำหน้าที่ 2 อย่างค่ะ ปกติเราจะมีระฆังชนิดหนึ่งที่เรียกว่าระฆังพรหมถือสาร ซึ่งใช้ตีเพื่อให้ทุกคนสงบใจนิ่ง เตรียมสวดมนต์บทพรหมถือสาร เมื่อสวดบทนี้เสร็จแล้วก็สวดขอพรแม่พระ ดังนั้นระฆังใบนี้ก็ทำหน้าที่เช่นนี้เป็นอย่างแรก ส่วนอย่างที่สองคือทำหน้าที่เหมือนอินเทอร์คอม บางครั้งก็มีแขกมารอพบ หรือมีโทรศัพท์ติดต่อเข้ามาหามาแมร์ท่านนั้นท่านนี้ ในอดีตเราไม่มีอินเทอร์คอมสำหรับกดเรียกหรือประกาศออกลำโพงตามหา ก็ใช้วิธีตีระฆัง ในอดีตจะมีการกำหนดโค้ดด้วยนะคะ เช่น ถ้าตีแก๊งเดียว ก็จะเป็นโค้ดสำหรับท่านอธิการเสมอ ถ้าแก๊ง ๆ 2 ครั้งติดก็จะหมายถึงมาแมร์ท่านนี้ ถ้าตี 3 ครั้งเร็ว ๆ ก็จะเป็นของมาแมร์อีกท่าน คือมาแมร์ทุกท่านมีโค้ดระฆังเสียงแก๊งเป็นของตนเอง (หัวเราะ)” อาจารย์สุมิตราเล่าให้ฟัง

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
ระฆังพรหมถือสารที่เคยทำหน้าที่เป็นอินเทอร์คอมในอดีต สังเกตรอกและสายชักเหนืออ่างล้างหน้าไว้สำหรับลั่นระฆัง สายนี้ยาวทะลุลงไปยังชั้นสองด้วย 

เราเดินต่อมายังห้องใต้หลังคาซึ่งอยู่เหนือวัดน้อยพอดี ในตอนบูรณะ คุณโก้เล่าว่าพบหีบโบราณหลายใบเก็บรักษาไว้ในห้องนี้ ซึ่งเป็นหีบสมัยรัชกาลที่ 6 จึงสันนิษฐานกันว่าอาจเป็นหีบที่ฝ่าพายุมาพร้อมกับคณะซิสเตอร์คราวเดินทางจากมาร์เซยมาสยามเป็นครั้งแรก ปัจจุบันทางโรงเรียนนำมาเก็บรักษาไว้เช่นกัน

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน

ปีกตะวันออก

จากฝั่งตะวันตก คราวนี้เราเดินตามระเบียงหลังเรือนไปฝั่งตะวันออกกันบ้าง ขณะที่ผ่านต้นมะม่วงต้นใหญ่ 2 ต้นที่ปลูกไว้ตรงกลางจั่ว คุณโก้ก็หยุดเดิน

“ต้นมะม่วงคู่นี้ตั้งใจอนุรักษ์ไว้คู่กับเรือนวัดน้อยเลยค่ะ เป็นมะม่วงที่คุณแม่บุญประจักษ์ท่านทะนุถนอมมาก ๆ” คุณโก้เริ่มเล่า ก่อนอาจารย์สุมิตราเสริมว่า “ทุกปีท่านจะส่งมะม่วงจากต้นนี้ไปให้คนที่ท่านสนิทสนม เป็นมะม่วงที่ใครก็ชมว่ารสดี แล้วท่านก็จะมีโน้ตสั้น ๆ ที่เขียนด้วยลายมือแนบไปด้วย ท่านเขียนเองจนอายุมาก แม้จะเป็นพาร์คินสัน ท่านก็ยังพยายามเขียนเองอยู่ด้วยความตั้งใจมอบให้กับผู้รับรายนั้น”

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
ต้นมะม่วงคู่นี้เองที่เด็กมาแตร์จ้องตาเป็นมัน!

“นักเรียนมาแตร์รุ่นก่อน ๆ จะหาวิธีเก็บมะม่วงจากต้นนี้ให้ได้ จะปีน จะเอาของขว้างให้หล่นลงมา จะกระโดดเขย่ากิ่ง หรืออะไรก็ตาม ต้องหาทางจะกินให้ได้ อย่างรุ่นคุณยายโก้นี่ก็พยายามเอารองเท้าขว้างมาหลายครั้ง (หัวเราะ)” 

จากระเบียงเราเดินเข้าสู่ห้องขนาดใหญ่ทางปีกตะวันออกหลังวัดน้อย ห้องนี้เคยทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น ห้องสมุดของมาแมร์ ห้องพยาบาลสำหรับมาแมร์สูงอายุที่ไม่สบาย ทั้งนี้เพื่อให้มาแมร์ได้รับการดูแลและรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่ และเป็นห้องที่มาแมร์หลายท่านรวมทั้งคุณแม่บุญประจักษ์เคยพักรักษาตัวในช่วงปัจฉิมวัย

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน

ปัจจุบันมีเปียโนใหญ่ตั้งอยู่ในห้อง เป็นเปียโนโบราณคู่วัดน้อยมาช้านาน สันนิษฐานว่ามาแมร์ซาเวียร์ 1 ใน 4 ซิสเตอร์คณะอุร์สุลินกลุ่มแรกที่เดินทางสู่สยาม เป็นผู้สั่งให้ผลิตขึ้นเป็นพิเศษเพื่อให้เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นของเมืองไทย โดยเป็นเปียโนยี่ห้อ Challen ผลิตจากประเทศอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2468 ตัวเปียโนผลิตจากไม้วอลนัตและมะเกลือ ซึ่งทนทานต่อทุกสภาพอากาศ

มาแมร์ซาเวียร์เป็นผู้มีความสามารถทางศิลปะหลายแขนง ในขณะนั้นท่านต้องการสอนวิชาดนตรีให้กับเด็กนักเรียน รวมทั้งช่วยหารายได้เพิ่มเติมให้กับโรงเรียนโดยการสอนพิเศษเปียโนด้วย นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้ที่วาดภาพเรือนวัดน้อยด้วยสีน้ำมัน ซึ่งเป็นภาพสำคัญที่โรงเรียนรักษาไว้

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
ภาพวาดวัดน้อย ฝีมือมาแมร์ซาเวียร์ 1 ใน 4 ซิสเตอร์คณะอุร์สุลินรุ่นแรกที่เข้ามาบุกเบิกพันธกิจในสยาม

ด้วยสภาพเปียโนที่ทรุดโทรมเสียหายไปตามกาลเวลา ทางสมาคมผู้ปกครองและครูจึงเข้ามาเป็นผู้อนุเคราะห์ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทั้งหมด ในที่สุดเปียโนประวัติศาสตร์หลังนี้ก็ได้กลับมาตั้งในเรือนวัดน้อย และพร้อมจะบรรเลงอีกครั้ง

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน

ส่วนสำคัญที่สุดของปีกตะวันออกคือหอคอย 2 หอ ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2470 เมื่อเปลี่ยนบ้านให้เป็นโบสถ์ 

หอคอยแรกทำหน้าที่เป็นหอระฆัง ซึ่งตอนสำรวจพบว่ามีสภาพเอียงมากและเสี่ยงต่อการทลาย ดังนั้นจึงต้องเร่งบูรณะให้กลับมาอยู่ในแนวตรงและมีสภาพแข็งแรงขึ้น เมื่อเดินตามบันไดเหล็กวนขึ้นไปก็จะพบกับห้องเล็ก ๆ ซึ่งเคยเป็นห้องนอนอีกห้องของมาแมร์ และมีอ่างล้างหน้าอยู่บนนั้นด้วย

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน

“เรือนวัดน้อยมีอ่างล้างหน้าในห้องต่าง ๆ ปรากฏอยู่ทั่วไปหมด มีทั้งสิ้น 18 อ่าง ซึ่งซ่อมและนำกลับมาติดตั้งยังตำแหน่งเดิมได้ 16 อ่าง มี 2 อ่างที่แตกไป ซ่อมกลับมาไม่ได้ ส่วนฝ้าเพดานของหอคอยนั้นผุพังไปมากจากน้ำที่รั่ว จึงตัดสินใจรื้อออก ทำให้พบว่ายังมีบันไดชันอีกชุดที่พาขึ้นไปยังจุดสูงสุดของหอได้ ดังนั้นจึงตัดสินใจเปิดฝ้าทิ้งไว้เพื่อให้เห็นโครงสร้างไม้ดั้งเดิมทั้งหมด” คุณโก้อธิบายถึงหอคอยแรก

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
ห้องนอนของมาแมร์บนหอระฆัง มีอ่างล้างหน้าติดตั้งอยู่ด้วย
ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
ฝ้าเพดานที่เปิดออก เห็นบันไดเล็ก ๆ ชัน ๆ พาไปจนถึงยอดหอคอย

“ส่วนหอคอยปลายสุดอาคาร เป็นหอที่ปรากฏภาพไม้กางเขนอยู่บนหลังคา ผิวกระเบื้องผุกร่อนไปหมด จึงต้องเปลี่ยนใหม่แต่ใช้สีส้มตามเดิม ส่วนภาพไม้กางเขนที่ประดับบนหลังคานั้น เดิมใช้กระเบื้องสีเขียว แต่ตัดสินใจใช้สีขาวแทนเพื่อให้เข้ากับสีของอาคาร” คุณโก้อธิบายถึงหอคอยที่สอง 

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
หอคอยที่ 2 ขณะบูรณะ โปรดสังเกตรูปกางเขนเดิมเป็นสีเขียว

บนหอคอยที่ 2 เป็นห้องนอนอีกห้องของมาแมร์ แน่นอนว่าเราพบอ่างล้างหน้าอยู่บนนั้นเช่นกัน และห้องนี้เคยเป็นห้องนอนของคุณแม่บุญประจักษ์อยู่ระยะหนึ่ง บันไดที่ทอดขึ้นสู่ห้องนอนเป็นบันไดเดิมที่บูรณะกลับมาได้สำเร็จเช่นกัน

“ทั้งเรือนวัดน้อย เราพบสีดั้งเดิมที่มักเป็นสีฟ้าและเขียวพาสเทล ซึ่งเป็นสีที่เรานำมาใช้เป็นหลักในการบูรณะครั้งนี้ แต่มาเจอสีเหลืองตรงนี้ ซึ่งประหลาดมาก ก็เลยรักษาไว้ แล้วก็เจอกระจกพิมพ์ลายสีฟ้ากับสีเหลือง ซึ่งรักษาของเดิมไว้เช่นกัน อันไหนแตกก็ต้องเปลี่ยนเป็นกระจกใส เพราะหามาทดแทนไม่ได้แล้วในปัจจุบัน” คุณโก้เล่า

102 ปี วัดน้อยแห่งความทรงจำ

เราเดินชมเรือนวัดน้อยกันจนทะลุปรุโปร่ง ดีใจที่อาคารกลับมาแข็งแรงสวยงาม แล้วนับจากวันนี้ล่ะ เรือนวัดน้อยจะเป็นอย่างไรต่อไป

“ผู้ที่ครอบครองอาคารนี้คือคณะซิสเตอร์ และส่วนสำคัญที่สุดคือโบสถ์หรือวัดน้อย ซึ่งจะรักษาไว้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ดั่งเช่นที่เป็นมา โดยคณะซิสเตอร์อนุญาตให้โรงเรียนและนักเรียนคาทอลิกใช้พื้นที่วัดน้อยได้ตามโอกาสสำคัญทางศาสนาเป็นกรณีไป ทางปีกตะวันตกจะเป็นสถานที่จัดกิจกรรมเกี่ยวกับศาสนาโดยซิสเตอร์ ส่วนทางปีกตะวันออก ทางซิสเตอร์ได้อนุญาตให้โรงเรียน สมาคมผู้ปกครองครู สมาคมนักเรียนเก่า ฯลฯ ใช้จัดงานได้ตามสมควร เช่น จัดนิทรรศการชั่วคราว คอนเสิร์ตเล็ก ๆ หรือกิจกรรมอื่น ๆ ในโอกาสสำคัญของโรงเรียน ที่สำคัญคือ เรือนวัดน้อยจะยังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวมาแตร์ทุกคนต่อไป” อาจารย์สุมิตรากล่าว

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน

นอกจากโครงการบูรณะที่เพิ่งเสร็จสิ้นสมบูรณ์ไปแล้ว ทางโรงเรียนและศิษย์เก่ายังมีโครงการจัดทำหนังสืออนุสรณ์ขึ้น

“หนังสือเล่มนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ภาค ภาคแรกจะบันทึกประวัติ ที่มาของทั้งโรงเรียนมาแตร์ฯ และเรือนวัดน้อย รวมทั้งเรื่องเล่าที่มาจากความทรงจำของนักเรียนหลายรุ่น ซึ่งจะทำให้เราเห็นภาพว่าเคยมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นที่นี่บ้าง ทุกเรื่องสนุกและน่าประทับใจมาก ภาคที่ 2 จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการบูรณะวัดน้อยครั้งล่าสุด เพื่อให้ทราบว่ามีกระบวนการอย่างไร ระหว่างบูรณะได้พบเจอร่องรายการใช้พื้นที่และอาคารอย่างไร โดยโก้เป็นคนเขียน คาดหวังว่าจะเผยแพร่เดือนพฤษภาคมนี้” คุณน้ำเล่าให้ฟัง

ศิษย์เก่ามาแตร์และผู้ที่สนใจลองสอบถามกันได้นะครับ ผมคิดว่าเป็นหนังสือที่มีคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อ พ.ศ. 2466 สังฆราชแปร์โรส ได้ตัดสินใจเชิญชวนซิสเตอร์คณะอุร์สุลินให้เดินทางสู่สยามเพื่อ ‘หว่านเมล็ดพันธุ์ลงในผืนดิน ซี่งอาจก่อให้เกิดความงอกงามไพศาล’ คณะซิสเตอร์ทั้ง 4 ท่านได้เดินทางเข้ามาและมุ่งมั่นปฏิบัติพันธกิจจนสัมฤทธิ์ผล ผมเชื่อว่าวันนี้เมล็ดพันธุ์ที่บ่มเพาะจากโรงเรียนมาแตร์เดอีฯ ได้เติบโตงอกงามสมความตั้งใจ โดยมีเรือนวัดน้อยเป็นสถานที่สำคัญที่ทำให้พันธกิจนี้สำเร็จลุล่วงแล้วทุกประการ

ขอขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์

  • อาจารย์สุมิตรา พงศธร MD 38 สีฟ้า
  • รศ.ยุพยง เหะศิลปิน MD 34 สีเขียว
  • ดร.ศุภลักข์ โกมารกุล ณ นคร MD 36 สีเขียว
  • ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน MD 63 สีแดง
  • คุณปาริชาติ ทองใหญ่ ณ อยุธยา MD 58 สีเขียว

สีคณะ : ในอดีตมีการประกาศผลการสอบของนักเรียน โดยแบ่งเป็นสี สอบได้ที่ 1 สีฟ้า ที่ 2 สีแดง ที่ 3 สีเหลือง ที่ 4 สีเขียว พอมาที่ 5 ก็วนกลับไปเป็นฟ้าใหม่ ไล่ลำดับวนไปเรื่อย ๆ สีฟ้าจึงมักเป็นสีของเด็กเรียนเก่ง ส่วนสีเขียวมักเป็นสีนักกีฬา นักกิจกรรม ปัจจุบันการประกาศผลสอบยกเลิกไปแล้ว แต่ยังมีการแบ่งสีคณะ ซึ่งโรงเรียนขอให้ไม่มีการเปลี่ยน อยู่สีไหนก็สีนั้น ตั้งแต่แรกเข้าจนจบจากโรงเรียน

เอกสารอ้างอิง

  • ณ แดนไกล เขียนโดย ซิสเตอร์ไอรีน มาโอนี O.U.S ถอดความภาษาไทยโดย บุญสม เจริญเอง
  • ได้รู้จักคือได้รัก คุณแม่บุญประจักษ์ ทรรทรานนท์ จัดพิมพ์โดยสมาคมนักเรียนเก่ามาแตร์เดอีวิทยาลัยฯ
  • ได้รู้จักคือได้รัก มาแมร์จากแดนไกล จัดพิมพ์โดยสมาคมนักเรียนเก่ามาแตร์เดอีวิทยาลัยฯ
  • ได้รู้จักคือได้รัก 101 ปี วัดน้อยแห่งความทรงจำ จัดพิมพ์โดยสมาคมนักเรียนเก่ามาแตร์เดอีวิทยาลัย ฯ
  • ร้อยใจในทรงจำ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงพระศพท่านหญิงอรอำไพ โกมารกุล ณ นคร
  • 60 ปี มาแตร์เดอีวิทยาลัย

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load