ธุรกิจ : กลุ่มบริษัทสยามกลการ และบริษัท สแครทช์ เฟิร์สท์ จำกัด ผู้จัดงานเทศกาล Wonderfruit

ประเภทธุรกิจ : อุตสาหกรรมรถยนต์ อะไหล่ชิ้นส่วนรถยนต์ อุตสาหกรรมและเครื่องจักรหนัก การท่องเที่ยวและบริการ การศึกษาและเครื่องดนตรี และการลงทุน

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2495

อายุ : 69 ปี

ผู้ก่อตั้ง : ดร.ถาวร พรประภา บริษัท สยามกลการ จำกัด (พ.ศ. 2495)

ทายาทรุ่นสอง : ดร.พรเทพ พรประภา

ทายาทรุ่นสาม : ประณิธาน พรประภา บริษัท สแครทช์ เฟิร์สท์ จำกัด (พ.ศ. 2557)

สยามกลการคือธุรกิจอายุเกือบ 70 ปีที่น้อยคนจะไม่รู้จัก อาณาจักรแห่งนี้เริ่มต้นจากร้านขายอะไหล่เก่าของรุ่นพ่อแม่ของ ดร.ถาวร พรประภา ก่อนที่เขาจะแยกตัวออกมาก่อตั้งบริษัทสยามกลการ เพื่อดำเนินธุรกิจขายรถยนต์ใหม่และเก่า

หลังจากนั้นธุรกิจแห่งนี้ก็ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ถึงปัจจุบัน สยามกลการมีบริษัทภายในเครือกว่า 60 บริษัท ครอบคลุมหลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ อะไหล่รถยนต์ เครื่องจักรกลหนัก ลิฟต์-บันไดเลื่อน เครื่องปรับอากาศ เครื่องดนตรีและเครื่องเสียง และอื่นๆ อีกมากมาย

ธุรกิจส่งต่อจากรุ่นแรกมาถึง พีท-ประณิธาน พรประภา ทายาทรุ่นที่ 3 รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทสยามกลการ จำกัด ผู้ดูแลธุรกิจกลุ่มแบรนด์ Komatsu และ Daikin ของสยามกลการ

พีท พรประภา ทายาทรุ่น 3 สยามกลการผู้ก่อตั้ง Wonderfruit ที่เริ่มจาก CSR ของธุรกิจครอบครัว

พีทบอกว่าตัวเองเป็นคนชอบตั้งคำถาม ในขณะที่รับหน้าที่บริหารธุรกิจครอบครัวบางบริษัทต่อจากพ่อ เขายังก่อตั้งอีกหนึ่งบริษัท Scratch First ของตัวเอง เบื้องหลังกิจกรรมเพื่อความยั่งยืนอย่าง Wonderfruit Festival เทศกาลดนตรี ศิลปะ และวัฒนธรรม ไปจนถึงกิจกรรมทางวัฒนธรรมอาหารอย่าง Fruitfull ที่ได้แรงบันดาลใจจากโครงการ CRS ของธุรกิจครอบครัว

ส่วนหนึ่งพีทเป็นผู้บริหารธุรกิจโฮลดิ้งที่มีรายได้กว่าพันล้านบาท อีกส่วน เขาคือผู้นำบริษัทสตาร์ทอัพ

แม้ธุรกิจใหม่ของเขาไม่มีความเกี่ยวข้องทางตรงกับธุรกิจครอบครัวที่รับผิดชอบอยู่ และวิธีการก็อาจจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว วันนี้เทศกาล Wonderfruit ประสบความสำเร็จจนเป็นที่กล่าวถึงจากทั่วโลก ในขณะที่ Komatsu และ Daikin ก็ยังดำเนินการไปอย่างแข็งแรง เราขอนัดพิเศษกับพีทที่ Scratch First ออฟฟิศหน้าตาทันสมัยสมกับเป็นบริษัทของคนรุ่นใหม่ ซึ่งแตกต่างจากออฟฟิศอื่นๆ ในตึกสยามกลการ เพื่อค้นหาคำตอบว่า อะไรคือรูปแบบชีวิตที่หล่อหลอมให้เขาเป็นอย่างทุกวันนี้ ไปจนถึงเบื้องหลังแนวคิดในฐานะผู้บริหาร และในฐานะทายาทที่เลือกทำงานหนักขึ้น เพื่อทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อมั่นมาโดยตลอด

Starting Point

ก่อนจะมาเป็นธุรกิจที่ใหญ่โตเหมือน ณ ปัจจุบัน สยามกลการในช่วงแรกๆ ก็ไม่ต่างจากธุรกิจครอบครัวอื่นๆ เรื่องราวของอาณาจักรธุรกิจแห่งนี้มีจุดเริ่มต้นจากร้านขายอะไหล่เก่าของคุณทวดย่านเชียงกงที่มีชื่อว่า ‘ตั้งท่งฮวด’

ดร.ถาวร หรือปู่ของพีทเริ่มทำธุรกิจครั้งแรกโดยการช่วยเหลือกิจการของครอบครัวในตำแหน่งเสมียนตอนอายุ 10 ขวบ ก่อนเก็บเกี่ยวประสบการณ์จนได้รับความไว้วางใจให้ดูแลกิจการในวัยเพียง 15 ปี

พีท พรประภา ทายาทรุ่น 3 สยามกลการผู้ก่อตั้ง Wonderfruit ที่เริ่มจาก CSR ของธุรกิจครอบครัว

หลังจากนั้นไม่กี่ปีเขาก็ได้ค้นพบโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในการนำตลับลูกปืน สายพาน เครื่องเจาะ เหล็ก ไปจนถึงการเหมาซื้อรถจี๊ปเก่าของสหประชาชาติเข้ามาจำหน่ายในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ธุรกิจเติบโตมาเรื่อยๆ เขาตัดสินใจแยกตัวออกมาจากธุรกิจของพ่อ และก่อตั้งบริษัทสยามกลการเพื่อดำเนินกิจการเหล่านั้น

“ท่านมองว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ผลิตของที่มีคุณภาพ และก็เริ่มมีเทรนด์อุตสาหกรรมรถยนต์ที่เมืองไทย บริษัทแรกคือ Nissan ที่เราเป็นพาร์ตเนอร์ด้วย หลังจากนั้นก็ตามมาเรื่อยๆ จนคล้ายกับเป็นอาณาจักรของอุตสาหกรรม”

พีท พรประภา ทายาทรุ่น 3 สยามกลการผู้ก่อตั้ง Wonderfruit ที่เริ่มจาก CSR ของธุรกิจครอบครัว

ปู่ของเขามองเห็นโอกาสทางธุรกิจ ทำให้สยามกลการเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในยุคอุตสาหกรรม จนมีบริษัทภายในเครือมากมายถึง 60 บริษัท ณ วันที่ ดร.พรเทพ พรประภา หรือพ่อของพีทเข้ามารับช่วงต่อ

The Inspiration

เขายังเด็กเกินกว่าจะจำรายละเอียดต่างๆ ในช่วงที่พ่อเข้ามาบริหารธุรกิจของปู่ สิ่งหนึ่งที่จำได้คือ การปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่เพื่อปรับตัวกับวิกฤตต้มยำกุ้งใน พ.ศ. 2540 และเขาก็ย้ายไปเติบโตที่เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ

พีท พรประภา ทายาทรุ่น 3 สยามกลการผู้ก่อตั้ง Wonderfruit ที่เริ่มจาก CSR ของธุรกิจครอบครัว

แวนคูเวอร์เป็นเมืองธรรมชาติ และเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาก่อตั้ง Wonderfruit Festival ขึ้นในอีก 20 ปีถัดมา

“มันเป็นเมืองที่แฝงอยู่ในภูเขากับทะเล มันสวยมาก ชีวิตคือการเดินไปโรงเรียน ปั่นจักรยาน เล่นในสวน ไปเล่นสกี ไปเตะบอล ทุกอย่างที่ผมจำได้เกี่ยวกับชีวิตช่วงนั้นก็คืออยู่กับธรรมชาติ อยู่กับต้นไม้ใหญ่ๆ อยู่กับทะเล ซึ่งต่างจากตอนอยู่เมืองไทยที่มีคนอยู่รอบๆ ตัวตลอด เรามีพื้นเพที่แข็งแรงและใหญ่โตที่นี่ แต่ที่โน่นเราอิสระ มันเลยเป็นพื้นฐานของความคิดผมในวันนี้”

Back to the Family

หลังเรียนจบสาขาธุรกิจระหว่างประเทศ ครอบครัวเห็นตรงกันว่าเขาควรไปฝึกงานที่อื่นก่อน เลยได้ไปทำงานที่ GE Capital ด้วยคะแนนที่เขาเองก็บอกว่าห่วย ทำอยู่ได้สักพักก็ต้องกลับเมืองไทยเพื่อทำธุรกิจครอบครัวในบริษัทที่พ่อมอบหมายให้ นั่นคือตำแหน่งผู้จัดการในกลุ่มแบรนด์ Komatsu

พีท พรประภา ทายาทรุ่น 3 สยามกลการผู้ก่อตั้ง Wonderfruit ที่เริ่มจาก CSR ของธุรกิจครอบครัว

“คุณพ่อวางภาพของเขาไว้แล้วว่าลูกคนไหนจะดูแลธุรกิจกลุ่มไหน ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขาดูจากอะไร น่าจะดูจากนิสัย ผมอาจจะเหมาะกับการไปดีลกับบริษัทญี่ปุ่น Komatsu เป็นธุรกิจใหญ่ มีโรงงาน แล้วพ่อเคยดูธุรกิจนี้มาก่อน เขาผูกพันและเป็นคนสร้างมันให้เติบโตขึ้นมา เขาคงคิดว่าธุรกิจนี้เหมาะกับลูกชายคนโต”

แม้พ่อจะเคยไปเรียนต่างประเทศเช่นเดียวกับพีท มีแนวคิดหัวสมัยใหม่ไม่ต่างกัน แต่ช่วงแรกที่เข้ามาทำธุรกิจที่บ้าน เขาต้องเจอปัญหาต่างๆ อย่างแนวทางการทำธุรกิจระหว่างพ่อกับลูกที่ไม่เหมือนกันแม้แต่น้อย

“คุณน่าจะสัมภาษณ์เจเนอเรชันสองมาเยอะ ผู้ชายกับผู้ชาย และเป็นลูกชายคนโต ผมว่าเหมือนกันหมด คนที่สร้างมาแล้วให้ลูกมาทำจะคิดว่า มึงต้องทำเหมือนกู แต่เขาอาจลืมคิดไปว่า จริงๆ แล้วคนเรามันไม่เหมือนกัน” แต่นั่นไม่ใช่ทางตันสำหรับพีท

พีท พรประภา ทายาทรุ่น 3 สยามกลการผู้ก่อตั้ง Wonderfruit ที่เริ่มจาก CSR ของธุรกิจครอบครัว

“ของพวกนี้มันแก้ได้โดยการเข้าใจกัน สำหรับผม ยังไงเด็กก็ต้องเข้าหาผู้ใหญ่ ไม่มีทางที่ผู้ใหญ่จะเข้าหาเด็ก ตอนหลังๆ ผมเข้าไปคุยกับพ่อเองเลยว่า พ่อ เรามาปรับความเข้าใจกันนะ พอเราฆ่าอีโก้ของตัวเองได้แล้วเดินไปหาพ่อ แค่คุยกัน ก็สบายใจขึ้นเยอะเลย”

Learn From Mistakes

พีทไม่ใช่เด็กตั้งใจเรียน แต่เรียนรู้จากประสบการณ์ และซึมซับวัฒนธรรมจากต่างประเทศมาเยอะ ผ่านการใช้ชีวิต อ่านหนังสือ ฟังเพลง โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ประวัติศาสตร์ไม่นานเหมือนยุโรป เขาจึงมองไปข้างหน้ามากกว่าย้อนมองกลับไปข้างหลัง เขาโตมากับการตั้งคำถาม และอยากค้นหาหาคำตอบ

“กลับมาทำงานที่บ้าน ผมเลยต้องปรับตัว มันไม่ถึงขนาดนอกทางเขาไปเลย แต่ผมมีคำถามเยอะ ทำไมอันนี้ต้องเป็นอย่างนั้น ทำไมอันนั้นต้องเป็นอย่างนี้ ตอนเด็กๆ ผมใจร้อน ทุกอย่างที่คิด เราก็คิดว่ามันถูกจริงๆ เพราะก่อนหน้านั้นไม่เคยพลาดอะไรมาก่อน ตอนนั้นถึงออกไปทำธุรกิจกับเพื่อน เพราะอยากรู้ว่าการสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาเองมันเป็นยังไง”

พีท พรประภา ทายาทรุ่น 3 สยามกลการผู้ก่อตั้ง Wonderfruit ที่เริ่มจาก CSR ของธุรกิจครอบครัว

ระหว่างที่รับตำแหน่งผู้จัดการของบริษัทครอบครัว การตั้งคำถามทำให้เขาได้กระโดดไปทำธุรกิจอาหารร้านและยานยนต์ จากคำถามของเด็กหนุ่มในวันนั้น วันนี้ Sushi Den มี 18 สาขา และ Vespa Thailand เพิ่งครบรอบ 10 ปีไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

“ตอนนั้นทำเพราะอยากทำ เป็นความรู้สึกว่าอยากพิสูจน์อะไรบางอย่าง ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลที่ผิด พอพลาดเยอะก็เริ่มเข้าใจ อันนี้ผมว่าสำคัญ คนเราต้องไม่กลัวที่จะพลาด แต่ว่าอย่าไปพลาดใหญ่เกินไป เพราะบางทีพลาดใหญ่ไปมันลุกไม่ขึ้น แต่พลาดเล็กๆ เยอะๆ ผมว่าดี เราเลยไม่กลัวที่จะพลาดเล็กๆ แต่พอทำไปเยอะๆ มันจะพลาดน้อยลง เพราะเราจะคิดมากขึ้น”

แต่หากมองจากอีกมุมหนึ่ง การได้ออกมาทำธุรกิจของตัวเองกลับกลายเป็นสิ่งที่ช่วยเขาในการปรับตัวเข้ากับธุรกิจครอบครัวได้มากเช่นกัน

“ผมว่าไม่เคยมีใครเรียนรู้จากสิ่งที่ชนะหรอก ทุกคนเรียนรู้จากสิ่งที่ทำผิดทั้งนั้นเลย”

The Beginning of Wonder

นอกจากธุรกิจในกลุ่มสยามกลการที่พีทได้รับมอบหมาย เขายังรับผิดชอบดูแล Think Earth โครงการ CSR เกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติของสยามกลการ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ใหม่มากในยุคนั้น

Think Earth เกิดขึ้นจากไอเดียของพ่อที่อยากปลูกจิตสำนึกให้คนรักธรรมชาติ ดูแลสิ่งแวดล้อม โดยมีกิจกรรมอย่างการปลูกต้นไม้ ซึ่งพีทก็ตามพ่อไปร่วมกิจกรรมตั้งแต่ยังเล็ก โดยไม่รู้ว่าเมื่อโตขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ได้หยั่งรากลึกในตัวเองไปแล้ว

พีท พรประภา ทายาทรุ่น 3 สยามกลการผู้ก่อตั้ง Wonderfruit ที่เริ่มจาก CSR ของธุรกิจครอบครัว

“เด็กๆ ผมคิดว่ามันเป็นวิธีที่ถูก พอเราโต ได้เห็นอะไรมากขึ้น เดินทางมากขึ้น แล้วผมชอบเล่นกีฬา ความรู้สึกตอนเด็กๆ ที่อยู่กับธรรมชาติ ผสมกับตอนนั้นผมรู้สึกว่าผมอึดอัด หาเนื้อหาที่สร้างแรงบันดาลใจในชีวิตไม่เจอ เหมือนทุกอย่างไม่มีความหมาย ก็เลยเริ่มค้นหาว่าเราอยากทำอะไรที่มีความหมาย

“เริ่มมาคิดว่า มันมีอะไรบ้างที่เราสามารถ Disrupt ได้ในวิธีที่ดี โดยนำความเข้าใจและการเรียนรู้จากโครงการ Think Earth มาใช้ด้วย เราอยากทำอะไรให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม แต่ทำในวิธีที่สร้างสรรค์ วิธีที่เราถนัด”

เมื่อนำโจทย์ทั้งสองอย่างนี้มารวมกัน จึงเกิดเป็นคอนเซปต์ของ Wonderfruit ภายใต้บริษัท Scratch First ที่เขาก่อตั้งขึ้นใหม่ เฟสติวัลที่มีทั้งศิลปะ ดนตรี อาหาร และวัฒนธรรม โดยมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมและเปลี่ยนความคิดของผู้คนต่อ ‘ความยั่งยืน’ 

พีท พรประภา ทายาทรุ่น 3 สยามกลการผู้ก่อตั้ง Wonderfruit ที่เริ่มจาก CSR ของธุรกิจครอบครัว

ภายใน Wonderfruit นอกจากจะมีเวทีดนตรี ทอล์ก ไปจนถึงอาหาร การจัดการภายในงานก็ส่งเสริมเป้าหมายขององค์กรอย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ภาชนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การนำน้ำจากทะเลสาบภายในพื้นที่มาหมุนเวียน ไปจนถึงการร่วมมือกับศิลปินและนักออกแบบ เพื่อนำวัสดุรีไซเคิลกลับมาทำเป็นโครงสร้างต่างๆ ซึ่งล้มลุกคลุกคลานจนขาดทุนไปบ้างในปีแรกๆ บ้างในที่นี่คือ มหาศาล ตามคำบอกเล่าของเขา ปัญหาสำคัญที่ทำให้งานไม่ประสบความสำเร็จ คือความไม่ชัดเจนในตัวเองว่าอยากทำอะไร และทำอย่างไร เพราะหลายอย่างได้แรงบันดาลใจมาจากสิ่งที่ทำในต่างประเทศ

Key Player

ด้วยการเรียนรู้จากความผิดพลาดและความเชื่อที่แน่วแน่ ว่าจะขับเคลื่อนสังคมได้โดยการสื่อสารออกไป ทั้งในเรื่องของทั้งศิลปะและวัฒนธรรม เพื่อทำให้ความให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับโลกดีขึ้นได้ วันนี้เทศกาล Wonderfruit มีแนวทางที่ชัดเจนและไม่อยากเป็นเหมือนคนอื่น จึงเติบโตจากปีแรกมีที่ผู้เข้าร่วมเพียง 2,000 คน เป็นมากกว่า 20,000 คนในอีก 6 ปีถัดมา และต่อยอดเป็น Fruitfull กิจกรรม Chef’s Table ที่สื่อสารเรื่องวัฒนธรรมและความยั่งยืนผ่านอาหารเมนูต่างๆ

พีท พรประภา ทายาทรุ่น 3 สยามกลการผู้ก่อตั้ง Wonderfruit ที่เริ่มจาก CSR ของธุรกิจครอบครัว

จากแบรนด์ที่ไม่มีใครรู้จัก กลายเป็น Key Player ของวงการในระดับเอเชียหรือแม้แต่ระดับโลก แต่เป้าหมายของพีทไกลกว่านั้น

เขาตั้งใจปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม วัฒนธรรมในความหมายของเขาไม่ใช่เพียงการใช้ชีวิตในหมู่ผู้คนทั่วๆ ไป หรือเพียงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่เป็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนและโลกใบนี้

“คำภาษาอังกฤษที่ผมชอบใช้คือคำว่า Ecology หรือความสัมพันธ์ที่เรามีกับโลก ซึ่งผมคิดว่าตอนนี้มันผิดมากนะ คุณลองคิดดูสิ ต้นไม้ทุกวันนี้ สัตว์ หรือแม้กระทั่งทรัพยากรตอนนี้ การทำให้มันตายหรือตัดทิ้งมีมูลค่ามากกว่าให้มันอยู่ เราอยู่ในโลกอย่างนี้ ค่านิยมหลายอย่างทำให้คนหลงใหล ถึงมีการตัดต้นไม้กันทุกวัน แปลว่าสมดุลของโลกเราตอนนี้มันผิด”

พีท พรประภา ทายาทรุ่น 3 สยามกลการผู้ก่อตั้ง Wonderfruit ที่เริ่มจาก CSR ของธุรกิจครอบครัว

ทว่าการปรับเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ก็ต้องเริ่มจากจุดเล็กๆ ก่อน แล้วจึงค่อยๆ ขยาย

“เราต้องเริ่มจากวงที่เรามีอิทธิพลให้ได้ก่อน ไม่อย่างนั้นไม่มีทางจะไป Influence คนอื่นได้ อย่าง Wonderfruit เราเริ่มจากวัดปริมาณขยะว่าเราสร้างขยะเยอะแค่ไหน วัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เราปล่อยออกไป สำหรับผม สิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งเรื่องที่ต้องทำ แต่ปลายทางจริงๆ คือความสัมพันธ์ที่เรามีกับโลก แต่จะเข้าใจตรงนั้นได้ ผมว่าพื้นฐานแรกเราต้องเข้าใจความสัมพันธ์ที่มีกับตัวเองก่อน หลายคนไม่กล้าที่จะถามคำถามนี้จริงๆ กับตัวเอง เพราะว่าความคิดถูกปั่นในหัว จากที่ไปเรียนมา จากทุกอย่าง ทุกคนก็เลยคิดว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ นั่นคือสิ่งที่เราพยายามจะจุดประเด็น”

Two Different Ways

การก่อตั้งองค์กรสตาร์ทอัพกับการบริหารธุรกิจครอบครัวอายุ 70 ปี เป็นสองแนวทางที่อยู่ตรงข้ามกันคนละฝั่ง ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่าทั้งสองผสมผสานกลายเป็นวิธีการทำธุรกิจของพีท พรประภา ชายหนุ่มผู้ไม่มองว่าตัวเป็นเป็นนักธุรกิจในวันนี้

“ตอนเริ่มทำแรกๆ ผมเหมือนเป็นไบโพลาร์ โกรธ โกรธว่าทำไมธุรกิจครอบครัวเป็นอย่างนี้ แล้วทำไมสตาร์ทอัพของเราต้องนั่งหาเงินตลอด พอตอนหลังคิดได้ว่า ถ้ายังเป็นอย่างนี้อยู่ ไม่มีทางเจริญแน่ๆ เลยปรับ Mindset ใหม่ว่าแต่ละอย่างมันมีสิ่งดี ไม่มองว่าอะไรไม่ดีทั้งหมด พยายามเลือกสิ่งดีๆ มาผสมกัน สตาร์ทอัพองค์กรเล็ก คน ความคิดทุกอย่างมันบริสุทธิ์ ส่วนบริษัทใหญ่มีระบบที่ดี เราก็ต้องเอามาปรับใช้ซึ่งกันและกัน

พีท พรประภา ทายาทรุ่น 3 สยามกลการผู้ก่อตั้ง Wonderfruit ที่เริ่มจาก CSR ของธุรกิจครอบครัว

“ธุรกิจครอบครัวช่วยให้ Wonderfruit ประสบความสำเร็จ ยอมรับว่าถ้าไม่ได้อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะอย่างนี้ ผมอาจจะไม่กล้าทำธุรกิจด้วยเงินตัวเองจริงๆ ก็ได้ เราเลยต้องกตัญญูต่อบรรพบุรุษ ต่อพ่อแม่ ตอนเด็กไม่คิดอย่างนี้หรอก ลืมนึกถึง โตมาเลยเข้าใจ ผมว่าสำคัญมากที่เราต้องมองอดีต เพราะอดีตสอนให้เราเป็นแบบนี้ ผมโชคดีที่เกิดมาในครอบครัวใหญ่ มีคนรู้จักเยอะ สมมติวันนี้ผมเดินไปธนาคารเพื่อขอกู้เงิน เขาก็อาจจะให้ผมกู้ง่ายขึ้น แต่ผมก็ต้องใช้ความได้เปรียบนั้นในทางที่ดี ไม่ไปเอาเปรียบใคร พยายามสร้างเนื้อสร้างตัวในวิธีที่ถูกต้อง”

เมื่อฆ่าอีโก้ของตัวเองทั้งหมด เขาเรียนรู้อะไรหลายอย่างจากพ่อ และพยายามเรียนรู้จากทุกคนและทุกสถานการณ์ให้ได้มากที่สุด ไม่มีอะไรไม่ดี ทุกอย่างคือบทเรียนที่สอนเขา

พีท พรประภา ทายาทรุ่น 3 สยามกลการผู้ก่อตั้ง Wonderfruit ที่เริ่มจาก CSR ของธุรกิจครอบครัว

“คุณพ่อเป็นคนใจใหญ่ เป็นคนรอบคอบ คิดหลายมิติ เป็นคนขยัน วิธีการของผมอาจจะแตกต่าง แต่คุณค่าพื้นฐานที่ผมแชร์กับเขาเป็นเรื่องเดียวกัน มีความซื่อสัตย์ ขยัน ต้องตรงไปตรงมา ผมคิดว่าคนเราไม่มีทางทำอะไรเหมือนกัน และไม่ควรด้วย เราต้องหาทางของเราเอง”

Never One Without the Other

มากไปกว่านั้น การทำธุรกิจที่บ้านและธุรกิจที่ต่อยอดใหม่ไปพร้อมๆ กันก็ยังส่งเสริมกันและกันได้ เช่น การนำแนวคิดขยะเหลือศูนย์ (Zero Waste) ของ Wonderfruit มาปรับใช้กับกลุ่มบริษัท Komatsu หรือการนำหลักการบริหารธุรกิจแบบญี่ปุ่นจาก Daikin มาปรับใช้กับ Scratch First

“Daikin เขาบริหารแบบ Human-centric ทุกอย่างอยู่ที่คน ซึ่งน้อยมากที่บริษัทญี่ปุ่นจะคิดอย่างนั้น บริษัทญี่ปุ่นเขามีลักษณะบางอย่างที่คล้ายกันเกี่ยวกับเรื่องพิธีการ เช่น มาประชุมยังไง กินข้าวยังไง ในแต่ละพิธีการก็มีความหมายของมัน นั่นทำให้ผมเป็นคนที่มี Awareness มากขึ้น บางทีเราอาจจะทำแต่สิ่งที่เราคิด โดยไม่ได้มองอย่างอื่น แล้วสไตล์ญี่ปุ่นเขาก็เป็นสไตล์ธุรกิจที่ต้องมองไปไกลๆ แล้วค่อยๆ ทำ แต่จะค่อยๆ เขยิบขึ้นไปข้างหน้าได้ทุกวัน เขาก็แฮปปี้แล้ว พอผ่านไปสองสามปี มันจะสั่งสมมหาศาล”

พีท พรประภา ทายาทรุ่น 3 สยามกลการผู้ก่อตั้ง Wonderfruit ที่เริ่มจาก CSR ของธุรกิจครอบครัว

แต่การต่อยอดธุรกิจที่บ้านออกมาเป็นธุรกิจแบบใหม่เป็นอุปสรรคมากกว่าความง่าย

“ใครจะสร้างธุรกิจตัวเอง ผมสนับสนุนเลยนะ แต่ต้องคิดให้ดี หลักๆ เราต้องลงทุนเวลาตัวเอง จิตใจตัวเอง และเตรียมพร้อมเลยว่ายังไงก็ลำบากแน่นอน”

หลักสำคัญที่ทำให้การทำทั้งสองธุรกิจนี้เรียนรู้จากกันและกันได้ในแบบของพีทมี 2 ข้อ คือ หนึ่ง การบริหารเวลา และสอง Mindset กับความพร้อมของตัวเอง

และเพราะสองหลักนี้เอง ทำให้พีทบริหารทั้ง 3 ธุรกิจได้อย่างเข้ามือ แม้ทั้งหมดจะมีวิธีการคิดคนละแบบ

พีท พรประภา ทายาทรุ่น 3 สยามกลการผู้ก่อตั้ง Wonderfruit ที่เริ่มจาก CSR ของธุรกิจครอบครัว

“ผมเคยทำร้านอาหารชื่อ Morimoto Bangkok ปิดไปสองปีที่แล้ว ตอนนั้นเริ่มทำด้วยเหตุผลที่ผิดทุกอย่าง หนึ่ง คิดว่ามันจะทำเงินเยอะ สอง ตอนนั้นผมไม่มีเวลา คิดว่าคงไม่ต้องใช้เวลากับมันเยอะหรอก สาม มันเป็นแบรนด์ที่ผมไปเอามาจากของคนอื่น ไม่ได้เป็นแบรนด์ที่ตั้งใจสร้างเอง เพราะสามเหตุผลนี้ ธุรกิจก็เจ๊งภายในสองปี ผมก็มานั่งไล่ดูว่าเราเฟลเพราะอะไร มันก็กลับไปที่สองเรื่องนั้น เวลาผมก็ไม่มี ใจผมก็ไม่ได้อยู่กับมัน แล้วก็ทำเพื่อเหตุผลผิดๆ มันผิดทั้งหมดทุกข้อ ก็เจ๊งแบบมหาศาลเลย” 

Today

แนวทางการทำงานของพีทอาจไม่เหมือนครอบครัว หรือแม้แต่กระทั่งพี่น้องทายาทในวัยใกล้กันคนอื่นๆ เสียทีเดียว แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือต่างคนต่างยอมรับความแตกต่าง

“ไม่เหมือนตอนเด็กๆ ที่คิดว่าต้องเหมือนกัน คุณไม่ชอบอะไร แต่ผมชอบ ก็ทะเลาะเพราะคิดไม่ตรงกัน แต่ตอนนี้เราเข้าใจแล้ว เธอไม่ชอบอันนี้ แต่ไปชอบอันอื่น มันเพราะอะไร ทุกคนมีจุดแข็งของตัวเอง และเรามีอะไรก็ปรึกษากันตลอด พยายามมองว่าจุดแข็งของเขาจะมาเป็นประโยชน์ให้กับเราได้ยังไง”

“แล้วจุดแข็งของคุณคืออะไร” เราถาม

“เวลามองอะไร ผมมองลึกซึ้ง จะมีเกณฑ์ที่ชัดเจนตั้งแต่แรก พอจะทำอะไรขึ้นมาก็ทำจริงๆ เพราะมันชัดมาก หลายคนบอกว่าผมเป็นคนสร้างสรรค์ อาจจะสร้างสรรค์แบบที่ไม่ได้ตามแบบแผน ผมอ่านหนังสือเยอะ

“ผมไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นนักธุรกิจ ผมชอบเห็นงานสร้างสรรค์ และเชื่อว่าอะไรที่มีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์จะสำเร็จ ที่ไม่สำเร็จส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เราไม่ได้คิดรอบคอบ”

Tomorrow

ในทุกๆ ปี พีทจะให้ลูกสาววัย 13 ลองทำอะไรสักอย่างที่งาน Wonderfruit เพื่อเปิดประตูให้เกิดความกล้าที่จะลอง

“ผมบอกกับเขาว่า ผมลงทุนให้ แล้วยูจะขายอะไรก็ได้ ยูได้เงินส่วนหนึ่ง แต่ยูต้องจ่ายค่าเช่านะ และจ่ายค่าเช่าแพงกว่าคนอื่นด้วย และผมจะไม่บอกให้เขาทำอะไรมากเกินไป เพราะว่าถ้าให้ทำคล้ายผม เขาก็จะไม่ทำ อาจจะแค่ให้กรอบเขากว้างๆ ว่า ยูเล่นกับตรงนี้ได้ ยูลองเล่นดู ยูทำ ยูเฟล ยูก็ต้องยอมรับ เขาก็คิดหาไอเดียมา ทำเงินได้เยอะนะ มีปีหนึ่งทำได้ตั้งแสนหนึ่งแหนะ เอาเงินไปซื้ออะไรก็ได้ แต่ดันไปซื้อโทรศัพท์” เขาหัวเราะ

รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ เป็นของลูกสาวทั้งหมด ปีแรกขายน้ำมะนาวออร์แกนิก ซึ่งอาจจะได้รับอิทธิพลมาจากสิ่งที่พีททำ

พีท พรประภา ทายาทรุ่น 3 สยามกลการผู้ก่อตั้ง Wonderfruit ที่เริ่มจาก CSR ของธุรกิจครอบครัว

“แบบนี้เรียกว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นได้หรือเปล่า” เราสงสัย

เขานิ่งคิดสักครู่ก่อนตอบเราด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ผมมี Mixed Opinion ว่าเราควรส่งต่อธุรกิจเราให้ลูกหรือเปล่า ถ้าอย่างประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศในยุโรป ส่วนมากเขาไม่ทำกัน หลายครั้งมันเป็นภาระมากกว่าจะเป็น Legacy สำหรับผม สิ่งที่ควรสืบทอดต่อคือคุณค่า สืบทอดเรื่องราว สิ่งนี้แหละสำคัญ โดยเฉพาะในตอนนี้ที่โลกเราเปลี่ยนเร็วมาก ถ้าเกิดลูกเราเขาไม่สนใจธุรกิจของเราล่ะ เราก็ไม่ควรผลักดันให้เขาทำ มันมีวิธีอื่น ถ้าเป็นห่วงเรื่องการรักษาฐานะทางการเงินก็มีตั้งหลายวิธี ตั้ง Trust ขึ้นมาก็ได้ มันมีทั้งข้อดีและข้อเสียขึ้นอยู่กับครอบครัว โครงสร้างครอบครัว และขึ้นอยู่กับแต่ละคนด้วย

“ลูกผมสามคน แต่ละคนไม่เหมือนกันเลย ชีวิตเขาไม่เหมือนกัน ความคิดเขาก็ไม่เหมือนกัน แค่นึกอยากให้เขาเป็นเหมือนผมก็ผิดแล้ว”

พีท พรประภา ทายาทรุ่น 3 สยามกลการผู้ก่อตั้ง Wonderfruit ที่เริ่มจาก CSR ของธุรกิจครอบครัว

ขอบคุณรูปภาพบางส่วนจากสยามกลการ

Writers

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Avatar

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

เคยได้ยินมาว่าธุรกิจครอบครัวที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อเดินทางมาถึงรุ่นที่ 3 จะเหลืออยู่รอดเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น บวกกับการได้เห็นทางเลือกและทางรอดของคนรุ่นใหม่ที่หลากหลายกว่าการกลับไปสานต่อธุรกิจที่บ้าน ก็ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าเห็นด้วยตามนั้น

ในวันที่กรุงเทพฯ เพิ่งผ่านพ้นพายุฝนกระหน่ำ เรามีนัดกับ กานต์-อาจฤทธิ์ ประดิษฐบาทุกา ทายาทรุ่นที่ 4 ผู้เป็นหนึ่งในสิบเปอร์เซ็นต์นั้น

ทันทีที่เราเปิดประตูและเดินเข้าไปในร้านเซ่งชง บนถนนนครสวรรค์ ตำแหน่งที่ตั้งร้านแห่งใหม่ หลังจากเปิดทำการมาอย่างยาวนานกว่า 119 ปี บนถนนเจริญกรุง กลิ่นของหนังที่อบอวลไปทั่วร้าน เข้มข้นราวกับรวมเอาความตั้งใจของหลวงประดิษฐบาทุกา ช่างทำรองเท้าหลวงเมื่อสมัยรัชกาลที่ 6 คุณทวดผู้ก่อตั้งและทายาทที่ร่วมกันรักษา

รอหน่อยนะคะ” คุณแม่ของกานต์พูดพลางจัดแจงพื้นที่ที่ละลานตาไปด้วยวัสดุจากหนังนานาชนิดให้เรานั่งคอยคุณกานต์ซึ่งกำลังเดินทางมาจากการปฏิบัติหน้าที่ดูแลเครื่องทรงม้าทั้งหมดที่ใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9

ยังไม่ทันที่เราจะหายตื่นเต้นจากการได้เห็นเครื่องหนัง ทั้งรองเท้าเงาวับสุดคลาสสิก กระเป๋าทรงเก๋ เข็มขัดหลากสไตล์ และอุปกรณ์สำหรับขี่ม้า ที่กระจายอยู่ตามมุมต่างๆ ของร้าน คุณกานต์ก็เดินเข้ามา

เราสงสัยว่าอะไรที่ทำให้ว่าที่วิศวกรหนุ่มในวัย 20 ต้นๆ ที่กำลังจะได้ทำงานในสายงานที่เขาเรียนจบ ตัดสินใจรับช่วงกิจการซึ่งมีอายุกว่า 100 ปีต่อจากคุณปู่ แม้เขาจะย้ำว่าเป็นเพราะโชคชะตาและความบังเอิญ แต่บทสนทนาเคล้ากลิ่นหนังข้างล่างนี้ทำให้เราไม่อาจเทใจเชื่อทั้งหมด

ธุรกิจ: ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลเซ่งชง พ.ศ. 2439
ประเภทธุรกิจ: ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องหนัง
อายุ: 121 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง: หลวงประดิษฐบาทุกา
ทายาทรุ่นที่สี่: นายอาจฤทธิ์ ประดิษฐบาทุกา, นายชยาศิส ประดิษฐบาทุกา

หนังภาคที่หนึ่ง : ลมหายใจของเครื่องหนังของคุณทวด

“ก่อนหน้านี้เราก็ไม่คิดว่าจะต้องมาทำ แม้ว่าคุณปู่จะพยายามปลูกฝังมาตั้งแต่อายุ 6 – 7 ขวบ จำได้ว่าได้รับมอบหมายให้ตรวจนับแผ่นหนังหนาๆ ที่ใช้ทำเข็มขัดเมื่อมีคนมาส่งที่บ้าน คอยนับว่าหนังมาทั้งหมดกี่มัด ครบตามจำนวนที่สั่งไหม พอนับเสร็จ ปู่ก็จะให้เงินช่วยทำงานครั้งละ 100 บาท” กานต์ย้อนความทรงจำวัยเด็กของเขาเกี่ยวกับร้านเซ่งชงในอดีต

ก่อนจะเล่าบรรยากาศของร้านเครื่องหนังร้านแรกๆ ในประเทศไทยที่มีคุณปู่ (ทายาทรุ่นที่ 2) ผู้สืบทอดการทำเครื่องหนังมาจากคุณทวดเป็นหัวเรือใหญ่ให้ฟังว่า คุณปู่เป็นคนรุ่นเก่าที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม สังเกตได้จากรองเท้าทรงโบราณที่มีอยู่เต็มร้าน และแนวคิดที่สืบทอดเจตนารมณ์ของคุณทวดเรื่องคุณภาพของสินค้าในร้าน

“มีอยู่ช่วงหนึ่งที่หนังเทียมหรือ PVC เข้ามาตีตลาดหนังแท้ และธุรกิจหนังส่วนใหญ่ก็พยายามปรับตัวด้วยเปลี่ยนไปใช้หนังเทียมแทน แต่คุณปู่ไม่ทำ ท่านยังยืนยันที่จะใช้แต่หนังแท้เท่านั้น เพราะคิดถึงความทนทานทำให้ทุกครั้งที่ลูกค้าคิดจะซื้อเครื่องหนัง เขาจะตรงมาที่นี่ ปู่จะสอนเสมอว่ากำไรไม่สำคัญเท่าชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของลูกค้า เราเองก็ซึมซับจากสิ่งนี้”

ธุรกิจเครื่องหนังในยุคของคุณปู่ ดำเนินการอย่างราบรื่นผ่านกาลเวลา จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงวันที่ความชรามาเยือนจนทำต่อไม่ไหว จึงปล่อยเซ่งชงให้กับพนักงานและช่างทำหนังดูแลกิจการ แม้จะเผชิญกับภาวะขาดทุนเรื่อยมา แต่จะไม่ยอมให้กิจการถูกปิดไปต่อหน้าต่อตาในขณะที่คุณปู่ยังมีชีวิตอยู่

ในเวลานั้น กานต์ว่าที่บัณฑิตวัย 20 ต้นๆ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ผูกพันกับร้านเครื่องหนังมาทั้งชีวิตจึงตัดสินใจเอ่ยปากต่อลมหายใจให้กับร้านเครื่องหนังสุดที่รักของคุณปู่ หลังจากที่เขาเห็นร้านมีภาวะสุญญากาศมานานถึง 10 ปี

หนังภาคที่สอง : อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน

หลังจากการตัดสินใจรับภาระอันยิ่งใหญ่ บัณฑิตวิศวกรรมอุตสาหการก็จัดการเปลี่ยนแปลงร้าน โดยเริ่มจากการขายเครื่องหนังค้างสต็อกทั้งหมดเพื่อนำเงินจำนวนนั้นมานับหนึ่งใหม่

ตอนนั้นผมไปดูหนังเรื่อง มหา’ลัยเหมืองแร่ ชีวิตพระเอกในเรื่องที่มีเงินติดตัววันแรกและวันสุดท้ายเท่าเดิม คือไม่มีเงินเก็บสักบาท แต่เสียเวลาไปถึง 4 ปี ผมก็คิดว่าถ้าเกิดเราทำ 4 ปีแล้วเจ๊ง เราจะเป็นยังไง ผมคิดอย่างงั้นเลย แม้จะกลัวๆ กล้าๆ แต่ผมก็ขอลอง” กานต์เล่าย้อนไปถึงช่วงที่เป็นเด็กจบใหม่ที่ทำให้เขากล้าได้กล้าเสีย

ความยากคือเราไม่รู้อะไรเลย มีแต่ความคาดหวังที่ผู้ใหญ่ส่งมาว่าเราจะทำแล้วรอดไหม ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่ามันจะรอดหรือเปล่าด้วย แต่ก็พยายามเรียนรู้กับคนยุคเก่าให้มากที่สุด ทั้งจากช่างของร้าน จากพนักงานที่เห็นเรามาตั้งแต่เด็กๆ จากการสืบค้นข้อมูลต่างๆ ด้วยตัวเอง เรียนรู้ว่าหนังมีกี่ประเภท มีวิธีการคัดเลือกยังไง หนังที่ดีเป็นยังไง ก่อนหน้านี้เย็บด้วยมือไม่เป็นก็ต้องหัดเย็บให้ได้” กานต์เล่าถึงหลักสูตรเรียนรู้กระบวนการสืบทอดร้านตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จากผู้รู้ในวงการและการปรึกษาครอบครัว ซึ่งภายหลังพี่ชายก็ตัดสินใจมาช่วยกันด้วย กานต์เล่าว่าทั้งหมดนี้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ผ่านการทำผิดๆ ถูกๆ เยอะมากกว่าที่คิดไว้

นอกจากพนักงานและช่างเครื่องหนังมากประสบการณ์จะทำหน้าที่เป็นครูให้กับเขาในช่วงที่ธุรกิจเปลี่ยนผ่าน ขณะเดียวกันเขาเองก็ต้องดูแลและบริหารกิจการ ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ท้าทายผู้ประกอบการรุ่นใหม่เสมอมา เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่คนรุ่นใหม่อย่างเขาต้องบริหารคนรุ่นพ่อรุ่นแม่

ตอนแรกเขาจะไม่ฟังเราเลย เพราะเขาเชื่อว่าทำอย่างนี้มายี่สิบกว่าปีแล้ว เราก็ทำอะไรไม่ได้ แต่เราต้องสื่อสาร ทำให้เขาเห็นว่ามันต้องเปลี่ยนแล้วนะ เราก็พยายามอธิบายกับช่างว่า ขอปรับตรงนี้นิดหน่อย เพราะมันไม่ได้จริงๆ รวมกับความเห็นจากลูกค้าด้วย ช่างเก่าๆ เขาก็จะเริ่มฟัง” กานต์ไม่เพียงการหาเหตุผลเพื่อมาเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนในร้าน แต่เขายังต้องหาเหตุผลมาเพื่อหักล้างความเชื่อเดิมๆ ที่มีอยู่ในตัวเองด้วย

เราเป็นวิศวกรที่มาอยู่ในวงการแฟชั่น เราก็จะมีชุดความคิดบางอย่างจากวิศวกรรมอุตสาหการ เช่น การลดต้นทุน ตอนแรกผมไม่เข้าใจว่าทำไมรองเท้าต้องสต็อกเยอะขนาดนี้ เราต้องลดสต็อกสิ เพราะเราเรียนมาว่าสต็อกคือความสูญเสีย พอมาใช้ชีวิตจริงมันไม่ใช่ บางทีเราจำเป็นต้องมีสต็อกเพื่อให้มีของขายตลอด จะได้ไม่เสียโอกาส

เรื่องความสวยงาม เมื่อก่อนเราก็คิดว่าเลือกหนังถูกๆ ก็ได้ แต่บางทีทำออกมาแล้วมันไม่สวยเลย คือหนังมันจะมีการคัดเลือก แบ่งเป็นเกรดเอ บี ซี แล้วก็พ่นสี หนังที่ดีคือหนังที่ไม่มีแผล ผิวจะเนียน หนังเกรดไม่ดีคือมันจะมีรอย มีแผล ซึ่งเขาก็จะหาวิธีมาทำให้มันดี คือพ่นสีหนาๆ ทับให้มองไม่เห็น คนซื้ออาจดูไม่รู้หรอก แต่เรารู้ เราก็ไม่ทำ”

ความไฟแรงของกานต์ผลักดันให้เขากล้าฝ่าฟันกับปัญหาที่เข้ามา ในขณะเดียวกันก็เป็นอัตตาชั้นดีที่เขาค้นพบจากการได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคลัสเตอร์เครื่องหนัง หรือกลุ่มผู้ประกอบการเครื่องหนังตั้งแต่ต้นน้ำอย่างกลุ่มธุรกิจฟอกหนัง ไปจนถึงปลายน้ำอย่างผู้จัดจำหน่ายเครื่องหนังทุกประเภท

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเราเป็นผู้ประกอบการที่เด็กที่สุดในกลุ่ม เราก็คิดว่าเราแน่ที่สุด เรานี่มันเก่งที่สุด ซึ่งในความจริงแล้วจริงๆ เราไม่ได้เก่งกาจขนาดนั้น ความคิดเราเด็กมาก เด็กก็คือจะลุยอย่างเดียว ถึงขนาดที่คิดว่าเราเก่งกว่าผู้ใหญ่ เวลาผ่านไปเราพบว่าผู้ใหญ่ทุกคนในกลุ่มประสบการณ์เขาสูงกว่าเรามาก เขาผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่าเราไม่รู้เท่าไหร่ จากนั้นเราก็ได้เรียนรู้อะไรจากเขามามากมาย ช่วงที่ทำรองเท้าแบบใหม่ ถ้าใส่ไม่สบาย ผมก็จะหิ้วไปถามเขา เขาก็ยินดีสอน”

หนังภาคที่สาม : อดทนเก็บความในใจ

ระหว่างที่กานต์พาเราเดินชมเครื่องหนังในร้าน ไล่เรียงตั้งแต่รองเท้าหนังราคาย่อมเยาที่ไม่มีวัสดุ PVC ซึ่งไม่ระบายความร้อนและไม่ซับเหงื่อเจือปน เราแอบสังเกตเห็นว่ารองเท้าหนังผู้ชายในร้านนั้นมีตั้งแต่ขนาดจิ๋วไปจนถึงขนาดใหญ่กว่ามาตรฐานทั่วไป ทั้งยังเห็นทรงรองเท้าหนังคลาสสิกมากมายวางตั้งอยู่

เรื่องแบบทรงของรองเท้าเราปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยขึ้น เช่น มีแบบทรงที่หัวแหลมขึ้นมาหน่อย มีดีไซน์ขึ้นมาบ้าง แต่เมื่อทดลองตลาดจริงแล้วปรากฏว่าไม่ได้ผลตอบรับที่ดี จึงต้องยังคงรักษาแบบทรงหัวตัดเอาไว้ เป็นการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริงๆ มาตลอด” กานต์เล่าเสริมเรื่องแบบทรงและความนิยมของทรงเก่าๆ อย่างรองเท้าทรงหน้ากากและทรงโลตัส ที่ใครเห็นเป็นต้องคุ้นเคย เพราะพวกเราล้วนจดจำได้ว่าเป็นคู่โปรดของคุณปู่ในสมัยหนุ่ม

เราถามกานต์ถึงความพิเศษเล็กๆ ของรองเท้าเซ่งชงที่เขาภูมิใจ ซึ่งนอกจากวัสดุชั้นดีที่สืบทอดและรักษาความตั้งใจของบรรพบุรุษ หัวใจของการบริการที่คิดถึงลูกค้าเป็นสำคัญก็ทำให้เราอดยิ้มตามไม่ได้

เป็นความตั้งใจของร้านเราว่า ทุกคนที่มาตามหารองเท้าที่นี้ต้องมีรองเท้าใส่กลับไป” ถ้าเป็นร้านทั่วไปรองเท้าเบอร์ใหญ่สุดอาจจะอยู่ที่เบอร์ 45 แต่ที่ร้านเซ่งชงกานต์บอกว่ามีถึงเบอร์ 51 หรือแม้กระทั้งเบอร์เล็กที่สุดอย่างเบอร์ 36 ก็หาได้ที่ร้านเซ่งชง

อีกหนึ่งความพิเศษของรองเท้าเซ่งชงคือ พื้นรองเท้า โดยกานต์ตัดสินใจไม่เลือกใช้แบบทรงสำเร็จรูปยอดนิยม แต่จะเลือกใช้ของโรงงานที่เทพื้นร้องเท้าแยกต่างหาก ซึ่งมีข้อดีคือทำให้พื้นรองเท้าแข็งแรงและทนทาน แม้จะทำให้ต้นทุนต่อคู่มีราคาสูงขึ้น

เรื่องงานออกแบบ เราให้อิสระกับช่างทุกคนในการทำงาน แต่ทรงไหนที่ไปลอกเลียนแบบเขา แม้จะนิดๆ หน่อยๆ เราจะไม่ยอม” ร้านเซ่งชงในยุคสมัยของกานต์อาจจะให้อิสระกับช่างออกแบบเต็มที่ แต่ก็มีข้อจำกัดและมีกฎที่เขาตั้งไว้เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของร้านตามที่คุณปู่สอน

ที่บนชั้นสองของร้านเต็มไปด้วยอุปกรณ์ขี่ม้าเรียงรายและอัดแน่นจนพวกเราตื่นเต้นไปหมด ของไม่คุ้นตาอย่างอานหนังที่นั่งขี่ม้า อุปกรณ์ขี่ม้า ไปจนถึงรองเท้าบู๊ทคุณภาพดี เป็นอีกกลุ่มสินค้าที่ฟื้นชีวิตชีวาให้กับเซ่งชงในยุคสมัยนี้ไม่แพ้รองเท้า กระเป๋า และเข็มขัดหนัง คุณภาพดีข้ามยุคสมัย ซึ่งหลักเกณฑ์ในการเลือกสรรและผลิตสินค้าของเซ่งชงที่มีมาอย่างยาวนานก็คือ ความต้องการของลูกค้า

ร้านเราเป็นร้านทำเครื่องหนังที่รับทำทุกอย่างที่ทำจากหนัง ส่วนใหญ่จะเริ่มจากมีคนมาหาถามว่ามีสิ่งนี้ มีสิ่งนั้นขายหรือเปล่า ซึ่งเมื่อมีคำถามนี้หลายๆ ครั้งเข้า เราก็จะหามาให้ เช่นเดียวกับอุปกรณ์ขี่ม้าทุกชิ้นในร้านที่เริ่มจากคำถามและความต้องการใช้งานของลูกค้าเป็นหลัก”

ก่อนบทสนทนาจะจบลง เราถามถึงสิ่งที่กานต์ภาคภูมิใจที่สุดของการรับช่วงต่อดูแลกิจการที่สืบต่อกันมาถึง 5 แผ่นดิน ไม่ใช่เพราะแสงสะท้อนของบรรยากาศช่วงหลังฝนตกแน่ๆ ที่ทำให้เขาตาเป็นประกายเมื่อได้ยินคำถามนี้ กานต์รีบผายมือไปยังเครื่องทรงม้าพระที่นั่งที่ใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พร้อมพูดเสียงเบาๆ แต่หนักแน่นว่า

อันนี้เลย ที่สุดในชีวิตแล้ว”

น้อยคนนักที่จะรู้ว่ากานต์และทีมงานของร้านเซ่งชงคือผู้อยู่เบื้องหลังการประยุกต์เครื่องทรงม้าโบราณทั้งหมด เราเองก็เพิ่งรู้ในวันที่ติดต่อขอสัมภาษณ์เขาครั้งแรก เขาจึงปฏิเสธเราในตอนนั้น เพราะกำลังยุ่งกับการจัดเตรียม จนกระทั่งในวันที่ได้พบและพูดคุยกับเขา เขาก็ยังไม่ขอเล่ารายละเอียดมาก เพราะเชื่อและบอกตัวเองเสมอว่าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในงานสำคัญ สิ่งที่เขาทำได้ไม่ใช่การบอกเล่าเรื่องนี้ แต่เป็นการตั้งใจทำเครื่องหนังของเขา คุณปู่ และคุณทวด ให้ดีที่สุดเท่านั้น

ก็เหมือนกับตอนที่เราย้อนถามเขาถึงบรรยากาศของร้านเครื่องหนังร้านแรกของประเทศ เพียงเพราะหวังว่าจะได้ยินเรื่องราวยิ่งใหญ่ นั่นยิ่งที่ให้เราได้เห็นว่า หนึ่งในภูมิปัญญาที่ล้ำค่าอย่างศาสตร์ความรู้เรื่องเครื่องหนังที่มีกว่า 120 ปี นั้นมีความอ่อนน้อมถ่อมตนและการรักษาความเชื่อในสิ่งที่ทำเป็นสำคัญ

Facebook l เซ่งชง เครื่องหนัง

ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลเซ่งชง พ.ศ. 2439

เพราะเห็นว่าคุณแม่ของกานต์แอบมาร่วมฟังระหว่างการพูดคุยอยู่เป็นระยะ เราจึงถือโอกาสนี้พูดคุยกับคุณแม่ด้วย คุณแม่เล่าว่า ก่อนที่กานต์จะเข้ามาทำ เซ่งชงเป็นร้านเรื่องหนังเก่าๆ ไม่มีสินค้าใหม่ในร้านและปล่อยให้ลูกจ้างดูแลกันเองในทุกส่วน เพราะคุณแม่มีงานประจำที่ต้องรับผิดชอบ

เราเป็นมนุษย์เงินเดือน แม่เป็นครู พ่อเป็นทหาร เราก็ไม่อยากให้ลูกทำ เพราะไม่รู้ว่าเขาจะทำได้ยังไง เราไม่แน่ใจในศักยภาพของเขา แต่พอเขาทำแล้วมันดีขึ้น เราก็ยินดีและภูมิใจกับเขา ดีใจที่บรรพบุรุษได้ให้อาชีพกับลูกโดยที่เราไม่คาดฝันว่าเขาจะมาทำตรงนี้ และแม้เราจะไม่ได้ชื่อว่าเข้ามาทำงานที่นี่เต็มตัว แต่เราก็เป็นเหมือนแม่คนอื่นๆ นั่นคือไม่ว่าลูกจะทำอะไร เราก็จะช่วยสนับสนุนเขา” คุณแม่กล่าวทิ้งทาย ก่อนจะชี้ชวนให้ดูภาพถ่ายเครื่องทรงม้าพระที่นั่งสำหรับพระราชพิธีสำคัญ พร้อมอธิบายแบบทรงตามรูปแบบประเพณีโบราณ

Writer

Avatar

นันท์นภัส พลเศรษฐเลิศ

เด็กฝึกงานที่กำลังรอรับปริญญา ใช้ชีวิตไปมาๆระหว่างกรุงเทพฯ-ศรีสะเกษ รักการอยู่บ้าน พอๆกับการอยู่นอกบ้าน ยังไม่ชัดว่าจะได้ประกอบอาชีพอะไร แต่ตั้งใจจะหัดขีดเขียนให้ดี

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load