14 กุมภาพันธ์ 2562
24 K

ยังเยาว์กว่าจะบ่าย ผมเดินเข้ามาในบริเวณบ้านที่ปกคลุมด้วยเรือนไม้นานาชนิด หลังจากที่ อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ เจ้าของบ้านออกมาต้อนรับเชื้อเชิญแขกผู้แปลกหน้าด้วยรอยยิ้ม ท่านมีบุคลิกท่าทีกันเองสบายๆ กว่าที่ผมคิด น่ารักและจิตใจดีแบบที่ใครๆ บอก

อาจเป็นเพราะเมื่อหลายปีก่อนท่านเองก็เคยตกอยู่ในสถานะคนแปลกหน้าของผู้อื่น อีกทั้งหลายคนยังมองว่าแปลกประหลาด ในวันที่ตัดสินใจลาออกจากราชการเพื่อเดินเท้าจากถนนหน้าบ้าน สู่ชายหาดบ้านเกิดเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำจากและจำห่างคนรักที่ผูกพันชีวิตกันมากว่า 16 ปี บนความไม่มั่นคง ไม่แน่นอน ไม่ปลอดภัย ใช่มีเพียงความเด็ดเดี่ยวที่ทำให้ชายวัย 51 ปี กล้าตัดสินใจก้าวเผชิญ ทว่าความรักและความเข้าใจของทั้งสองนั้นเป็นอีกตัวแปรสำคัญ ดังแรงพลังขับเคลื่อนอันเข้มแข็ง อ่อนโยน และงดงาม

อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์

ก้าวแรกของความรัก

“ผมเจออาจารย์สมปองครั้งแรกในกิจกรรมสังสรรค์ ‘วันต้อนรับนักศึกษาใหม่’ ของมหาวิทยาลัยปัญจาบ ประเทศอินเดีย ตอนนั้นอาจารย์สมปองเป็นนักศึกษารุ่นน้องที่มาเรียนต่อปริญญาโทด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ ส่วนผมเป็นรุ่นพี่ที่เรียนจบโทแล้วและกำลังรอศึกษาต่อในระดับ Master of Philosophy ซึ่งในตอนนั้นถ้าจะให้มีความทรงจำอะไรเกี่ยวกับอาจารย์สมปอง ผมมีความทรงจำเพียงแค่ว่าน่าจะเป็นนักศึกษาที่ขี้เหร่ที่สุด” จบประโยค อาจารย์ประมวลก็หัวเราะร่วน ผมอดอมยิ้มไม่ได้ที่เห็นว่าท่านขวยเขินมากกว่าขบขัน เมื่อได้รื้อฟื้นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์แสนธรรมดากับหญิงสาวที่ต่อมาจะกลายมาเป็นคู่ครองแสนพิเศษของชีวิต

หลังเรียนจบหลักสูตร Master of Philosophy อาจารย์ประมวลก็ย้ายไปศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยไมซอร์ทางตอนใต้ ช่วงระหว่างเคี่ยวกรำกับปริญญาใบสุดท้ายอยู่นั้นท่านก็ประสบภาวะขัดสนค่าใช้จ่าย จึงเริ่มหาลู่ทางสร้างรายได้ด้วยการขีดเขียนบทความเผยแพร่ในเมืองไทย แต่ความที่เป็นนักเขียนลายมือไม่เอาไหนและไม่ถนัดการพิมพ์ดีด จึงต้องอาศัยส่งต้นฉบับมาให้อดีตนักศึกษารุ่นน้องช่วยเป็นธุระจัดการ ทั้งรายงานสถานการณ์การจัดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 9 ที่ประเทศอินเดียเป็นเจ้าภาพ บทความคัดสรรสารพัดเรื่องราวในแดนภารตะ หรือคอลัมน์ประจำประดับนิตยสารกระดังงา ล้วนได้รับความช่วยเหลือจัดทำต้นฉบับโดยอาจารย์สมปอง นักเขียนและผู้ช่วยบ่มเพาะความรู้สึกดีต่อกันผ่านตัวอักษร สื่อสารกันผ่านบรรยากาศของความคิด กระทั่งก่อตัวเป็นความรู้สึกใกล้ชิดผูกพัน

จนเมื่ออาจารย์ประมวลย้ายกลับมาอยู่เมืองไทยจังหวะชีวิตนำพาให้ท่านลงเอยเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเดียวกันกับที่อาจารย์สมปองสอนอยู่ ความสนิทสนมของทั้งคู่จึงผลิดอกออกผลจากเพื่อนที่เข้าอกเข้าใจเติบโตสู่ความหมายใหม่ในการร่วมชีวิตและแต่งงาน

อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์

รักไม่ใช่ถ้อยคำ

แม้จะเคยเปรยอยู่กลายๆ ถึงความปรารถนาเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด และปรึกษาหารือในวันที่อยากปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินชีวิตด้วยการลาออกจากตำแหน่งอาจารย์ เพราะไม่อาจทนความขัดแย้งจากแนวทางการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ แต่ทันทีที่อาจารย์ประมวลได้บอกถึงความตั้งใจออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านให้อาจารย์สมปองทราบ เรื่องนี้กลับนำมาซึ่งความรู้สึกหวั่นใจ

“เพราะผมมีความสำนึกรู้ว่าการแสวงหาความรู้ของผมยังไม่จบสิ้น ผมยังต้องการความรู้อีกมิติหนึ่งซึ่งเป็นความรู้ที่ไม่ใช่ความคิด ผมจึงเลือกเอาการเดินอันเป็นวิถีศักดิ์สิทธิ์มาเป็นกระบวนการในการเรียนรู้และลบล้างความรู้สึกเสียดาย (ความโลภ) รู้สึกเกลียด (ความโกรธ) และรู้สึกกลัว (ความหลง) ที่มีอยู่ในจิตใจ ซึ่งผมได้วิ่งหนีมันมาตลอดชีวิต โดยการก้าวเดินครั้งนี้วางอยู่บนเงื่อนไขว่าจะไม่ใช่เงินเพื่อก้าวพ้นพลังอำนาจของเงินตรา ไม่กำหนดระยะเวลา ไม่เดินไปหาคนรู้จักเพื่อขออาหารหรือที่พักจากเขา และมีเป้าหมายปลายทางคือบ้านเกิดที่เกาะสมุย

ผมอธิบายให้อาจารย์สมปองฟังเช่นนี้ แต่คือตรงนี้มันไม่ใช่เรื่องของถ้อยคำแล้ว เพราะเวลาเราพูดถึงความรักมันไม่ใช่เรื่องถ้อยคำ แต่มันเป็นเรื่องท่าทีที่มีต่อกัน ท่าทีที่เวลาเราจะทำสิ่งๆ หนึ่งแล้วอีกคนแสดงออกมาว่าอย่างไร ซึ่งท่าทีของอาจารย์สมปองแสดงให้ผมรู้ว่าเธอมีความห่วงกังวลผม แต่ไม่ใช่การห้ามนะ เธอเห็นด้วยและยินยอมที่จะให้ทำเพราะมีความรู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่ผมปรารถนาและรู้ว่ามีความหมายต่อผมมากแค่ไหน ดังนั้น เพื่อลดทอนความห่วงใยลง เธอจึงขอให้ผมทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นกระบวนการที่ดี นั่นคือ ฝึกฝนการเดิน”

เริ่มตั้งแต่วันแรกที่ลาออกจากงานประจำ ทุกๆ วันอาจารย์ประมวลจะตื่นแต่เช้ามืดออกจากบ้านเพื่อซักซ้อมการเดินบนถนนหนทางอย่างจริงจัง โดยมีภรรยาทำหน้าที่เป็นเสมือนโค้ชคอยตรวจเช็กสภาพความพร้อมของร่างกาย ไถ่ถามปัญหา เฝ้าสังเกตพัฒนาการ ตลอดจนเลือกซื้อหาชุดและอุปกรณ์ต่างๆ ที่เหมาะสม ก่อนการฝึกฝนจะเสร็จสิ้นลงโดยกินระยะเวลาร่วมเดือน กระทั่งรุ่งสางของวันที่ 17 พฤศจิกายน 2548 กำหนดการก้าวเดินออกจากบ้านไปบนเส้นทางแห่งการเรียนรู้เพื่อปล่อยวางจึงมาถึง

“ตรงนี้แหละครับที่อาจารย์สมปองมาส่งผมในวันที่กำลังจะออกเดินทาง ผมบอกว่า ไม่ต้องออกไปส่งข้างนอกหรอก แล้วก็กอดอาจารย์สมปอง” อาจารย์ประมวลชำเลืองมองพื้นที่ถัดจากประตูหน้าบ้านที่เพิ่งก้าวเท้าผ่านเข้ามา พลางถักทอสายใยความทรงจำอันงดงามในชั่วขณะโอบกอดแห่งร่ำลา ครั้งนั้นท่านไม่เคยนึกคิดเลยว่าจะได้กลับมาอยู่ในอ้อมแขนของ ผู้หญิงอันเป็นสุดที่รัก เช่นนี้อีกหน นั่นจึงราวกับเป็นการโอบกอดครั้งสุดท้ายที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึกตื้นตัน และหนักแน่นดังได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ชั่วระยะเวลาเพียงสั้นๆ บทเรียนบางอย่างของความผูกพันได้งอกงามขึ้นภายในจิตใจ

บนเส้นทางสู่ความหมายใหม่ของชีวิตอาจเต็มไปความเหน็ดเหนื่อยและยากลำบากให้ต้องฝ่าฟัน ทว่าบนเส้นทางความรักนั้นระยะห่างกลับไม่ได้เป็นอุปสรรคระหว่างคนทั้งสอง เมื่อต่างมองความรักอยู่เหนือมิติของสถานการณ์ แม้กายจะแยกจากแต่โอบกอดแห่งรักนั้นสถิตอยู่ในจิตใจ เป็นพลังให้ทุกๆ ก้าวย่างพวกเขาเคียงข้างก้าวเดินไปพร้อมกัน

อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์

รักคือพลังของชีวิต

ตลอดระยะทางการก้าวเดินกลับบ้าน อาจารย์ประมวลได้ค้นพบกับความหมายงดงามหลากแง่มุมมองของชีวิต หนึ่งในเรื่องราวเปี่ยมความหมายเหล่านั้นคือการได้พบเจอกับ ‘ไอ้น้อย’

ไอ้น้อยเป็นคนดูแลรักษาความสะอาดวิหารพระศรีของวัดกำมะเชียร จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อครั้งที่อาจารย์ประมวลได้เดินทางไปถึงวัดแห่งนี้ เขาเป็นผู้หยิบยื่นน้ำใจไมตรีให้กับท่าน แม้ไอ้น้อยจะเป็นคนที่มีความคิดน้อยเพราะมีความบกพร่องทางสติปัญญา ไม่มีความรู้เชิงสังคม ไม่มีกรอบคิดของเหตุผล ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าธนบัตรใบละ 20 นั้นมีมูลค่าต่างจาก 100 แต่เมื่อรู้ว่าหิว เขาก็หุงหาอาหารมาให้ทาน รู้ว่าไม่มีที่พัก เขาจัดแจงหาเสื่อหามุ้งมากางให้พักผ่อน ด้วยไมตรีจิตอันบริสุทธิ์ที่สัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ของไอ้น้อย ทำให้อาจารย์ประมวลได้เรียนรู้ถึงคุณค่างดงามในโลกของความรู้สึก

“คือจริงๆ ช่วงนั้นมันอยู่ในช่วงของการพยายามจะออกจากโลกของความคิด โลกที่เราพยายามปรุงแต่งให้มันมีระบบ มีเหตุ มีผล และอยู่กับสิ่งเหล่านี้ คล้ายกับเราเป็นนายช่างที่พยายามจะสร้างบ้านให้มีความวิจิตรอลังการ แต่เป็นบ้านแห่งเหตุผลที่ก่อและถมขึ้นจากความคิดแล้วก็ปิดตัวเองอยู่ข้างใน ซึ่งการก้าวเดินสู่เป้าหมายในครั้งนั้นทำให้ผมได้สัมผัสกับมิตรภาพ ความรัก และการได้พบเจอน้อยก็ทำให้ผมได้ประจักษ์ว่าอากาศบริสุทธิ์ภายนอกบ้านแห่งความคิดนั้นสดชื่นเพียงใด”

อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์

อาจารย์ประมวลขยายความเพิ่มเติมว่าความคิดเชิงเหตุผลยังเป็นบ่อเกิดของความน้อยใจ เสียใจ หรือผิดหวัง ซึ่งเรามักหยิบใช้ไปตีค่าของความรักกันจนเคยชิน

“สังเกตไหม เวลาเราคิดว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้ เธอไม่ทำแบบนั้น สิ่งนี้มันเป็นความคิดที่ตั้งอยู่บนฐานของความคาดหวัง เป็นความรู้สึกว่าเราต้องได้รับอะไรจากใคร ซึ่งก็คือการเอากลไกของการซื้อขายมาใช้ ผมเข้าใจว่านี่กำลังทำให้เราคลาดเคลื่อนจากความหมายที่แท้จริงของความรัก การใช้ระบบคิดเชิงเหตุผลมาคิดคำนวณทำให้เราตั้งธงของความสำเร็จและความล้มเหลวไว้ในใจ สำเร็จว่าเธอจะต้องรัก ต้องซื่อสัตย์ ต้องอุทิศทุ่มเทให้กับเรา แล้ววันหนึ่งเมื่อพบว่าเธอไม่ได้จริงจัง เราก็รู้สึกผิดหวังและเจ็บปวด

เพราะความคาดหวังคือความอยากได้จากผู้อื่น ส่วนความรักคือพลังที่จะให้ผู้อื่นนั้นแตกต่างกัน

ความรักคือพลังของชีวิต เป็นพลังความสามารถที่จะกระทำกิจเพื่ออีกคนหนึ่งและเป็นพลังในการขับเคลื่อนชีวิตของมนุษย์อย่างไม่มีจบสิ้น บุคคลสำคัญที่สุดที่ทำให้เราเห็นพลังในความหมายนี้คือคนที่เป็นแม่ แม่จะทำกิจอันมากมายมหาศาลเพื่อลูกที่เธอรัก และด้วยพลังความรักที่มีอยู่ในหัวใจนั้นมนุษย์สามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างอันมหัศจรรย์ได้

แต่อาจเป็นเพราะปัจจุบันเราอยู่ใน ‘สังคมตลาด’ ที่มีการต่อรองกันตลอดเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายและน่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพราะตลาดแห่งนี้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนซื้อขาย ทว่ามันได้หล่อหลอมให้เราอยู่ในสังคมที่แม้กระทั่งคนรักกันก็ไม่ต่างอะไรกับพ่อค้าแม่ค้า เราต่อรองความหมายของชีวิตจากกันและกัน และสุดท้ายเราจึงไม่สามารถสัมผัสความรักที่แท้จริงได้เลย”

อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์

ชีวิตคู่ที่งดงาม

วันที่ 66 ของการเดินทาง อาจารย์ประมวลหยิบการ์ดโฟนในกระเป๋าเป้ที่ภรรยาเตรียมไว้ให้ต่อสายกลับไปแจ้งข่าวให้เธอทราบทันที่ที่ถึง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่านใช้เวลาไม่นานพักอยู่บนเกาะสมุยบ้านเกิด ก่อนที่น้าสาวจะรีบตีตั๋วรถทัวร์ให้เดินทางกลับเชียงใหม่ด้วยหวังใจให้อาจารย์สมปองได้ผ่อนคลายความกังวล

เมื่อกลับถึงบ้านในสภาพร่างกายที่ดูโชกโชนด้วยประสบการณ์ บ่ายวันหนึ่งอาจารย์สมปองจึงชักชวนอาจารย์ประมวลถ่ายรูปเก็บร่องรอยความทรงจำอันมีค่าไว้เป็นที่ระลึก ชายสูงวัยรูปร่างซูบผอม ผิวคล้ำกรำแดดกล้าตัดกับสีผิวในร่มผ้าเด่นชัดทำให้อาจารย์ประมวลนึกขันเมื่อย้อนคิดไปถึง ผมสังเกตเห็นรอยยิ้มอันเปี่ยมสุขฉายผ่านแววตาท่าน และสัมผัสได้อย่างหนึ่งว่าความผูกพันของทั้งสองยิ่งผ่านวันเวลา ยิ่งเบิกบาน อาจจะด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า ความรัก นั้นได้ประสานจิตสองดวงให้เป็นหนึ่งเดียวกัน กลายเป็นจิตที่มีความหมายร่วมกัน กลายเป็นความหมายของการครองชีวิตคู่ที่งดงาม

อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์

หลังเสร็จสิ้นการก้าวเดินสู่บ้านเกิดและกลับมาอยู่เชียงใหม่ได้ไม่นาน อาจารย์ประมวลได้ไปขอพำนักภายในวัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยตั้งใจเขียนบันทึกเรื่องราวการเดินทางเพื่อแสดงความขอบคุณและจัดส่งไปให้บุคคลที่หยิบยื่นความช่วยเหลือตลอดเส้นทางการย่างก้าวกว่า 116 ท่าน ต่อมาต้นฉบับบันทึกดังกล่าวได้ถูกนำมาจัดพิมพ์เป็นหนังสือในชื่อ “เดินสู่อิสรภาพ” ปัจจุบันได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่แล้ว ทั้งในฉบับภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน

อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์

อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์

Writer

Avatar

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

Avatar

ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์

โด้เป็นช่างภาพดาวรุ่งจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่รักของเพื่อนๆ และสาวๆ ถึงกับมีคนก่อตั้งเพจแฟนคลับให้เขา ชื่อว่า 'ไอ้โด้ FC'

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กุมภาพันธ์ 2566
331

“รางวัลกินรีทอง มหาชน ครั้งที่ 8 สาขาอนุรักษ์การแสดงศิลปะพื้นบ้าน ได้แก่…”

ในฮอล์ที่กระหึ่มไปด้วยเสียงเฮฮา จู่ ๆ ก็เงียบดุจดั่งป่าช้า เสมือนรอคอยแสงอาทิตย์สาดส่องให้พื้นที่นี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนกระทั่งทราบว่า รางวัลนี้ตกเป็นของ คลังพลอย ไวยพัฒน์ จากหมอลำเสียงวิหค พ่อยกแม่ยกหมอลำชาวที่ราบสูงหลาย ๆ ท่านคงต้องทำหน้าฉงนสงสัย ว่าเด็กสาวที่ได้รับรางวัลนี้คือใครกันหนอ

แต่พอได้ทราบว่านั่นคือชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงของ ยูกิ เพ็ญผกา จากใบหน้าที่ฉงนสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นร้องอ๋อกันทันใด

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ก่อนเริ่มพูดคุยกัน ภาพของสาวชาวอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นางเอกหมอลำในวัยเพียง 15 ปี ได้ปรากฏขึ้นมายังจอคอมพิวเตอร์ ภาพลักษณ์ของสาวน้อยแลดูอ่อนน้อม เหนียมอาย ไร้เดียงสา ช่างแตกต่างจากตอนเธอสวมหัวโขนเป็นนางเอกหมอลำที่พกความมั่นใจและพลังเกินร้อยอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้เรากำลังพูดคุยกับ ‘ยูกิ คลังพลอย’ ไม่ใช่ ‘ยูกิ เพ็ญผกา’ ที่เราและหลาย ๆ ท่านคุ้นเคย

ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่นักแสดงหมอลำมีชื่อเล่นเหมือนการ์ตูนอนิเมะ ทั้งที่ปากยังเว้าภาษาอีสานแจ๋ว ๆ ยูกิย้ำว่านี่คือชื่อที่มารดาตั้งให้ เนื่องจากเลือดครึ่งหนึ่งในกายเธอสืบมาจากแดนอาทิตย์อุทัย

“ชื่อ ยูกิ เป็นชื่อตั้งแต่เกิด คุณแม่เป็นคนตั้งให้ค่ะ หนูเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น คุณแม่เป็นคนอีสาน คุณพ่อเป็นคนญี่ปุ่น” เธอตอบคำถามที่หลายคนคาใจ

“ยูกิ (雪) แปลว่า หิมะ ค่ะ” เด็กสาวกล่าวเสริมเผื่อคนที่ไม่มีความรู้ด้านภาษาข้างพ่อเธอ

13 เมษายน พ.ศ. 2550 คือวันที่เด็กหญิงคลังพลอยหรือยูกิลืมตาดูโลก เธอเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของคุณแม่และพ่อเลี้ยงแสนดี ห้อมล้อมด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง ยูกิค้นพบว่าเสียงเพลงคือของขวัญจากฟากฟ้าที่ประทานความสุขสำราญให้กับเธอมาแต่เล็กแต่น้อย เธอจึงหลงใหลในเสียงเพลงและดนตรีนานาชนิด ทั้งเพลงสมัยใหม่และสมัยเก่า

“หนูชอบร้องเพลงมากค่ะ ร้องมาตั้งแต่ 3 ขวบได้ เพลงที่ร้องตอนนั้นก็เป็นเพลงลูกทุ่ง ยังไม่ใช่เพลงหมอลำ เพลงแรกที่ร้องคือเพลง นักร้องบ้านนอก ค่ะ” สาวลูกครึ่งเผยงานอดิเรกของตนด้วยยิ้มพิมพ์ใจ 

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“นอกจากเพลงลูกทุ่งแล้ว หนูชอบฟังพวกเพลงสตริง เพลงแร็ป เพลง K-POP ด้วย พี่ลิซ่า BLACKPINK หนูก็ชอบ ชอบมาก ๆ ค่ะ”

อย่างไรก็ดี ความชอบทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังเป็นรองดนตรีหมอลำ

พจนานุกรมภาษาถิ่นไทยอีสานแจงรากศัพท์ของหมอลำออกเป็น 2 คำ ได้แก่ ‘หมอ’ ที่หมายถึงผู้มีความชำนาญ กับ ‘ลำ’ ที่แปลว่าการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ ‘หมอลำ’ จึงเป็นคำประสมที่แปลเป็นภาษาไทยกลางได้ว่า ผู้ชำนาญด้านการขับทำนองเล่าเรื่อง

เพลงหมอลำเป็นประเพณีการละเล่นที่แพร่หลายไปทั้ง 2 ฝั่งโขง จะประเทศลาวหรือภาคอีสานของไทย งานวัดงานบุญของ 2 แผ่นดินนี้ไม่เคยขาดเสียงแคนและคำร้องที่มีต้นแบบมาจากเพลงลูกทุ่ง ความแพร่หลายของหมอลำนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นหมอลำสารพัดชนิด

“หมอลำจะมีหลายประเภทค่ะ เช่น หมอลำซิ่ง หมอลำกลอน หมอลำหมู่ ฯลฯ แตกต่างกันออกไปในบางสาขาอาชีพ แต่ที่หนูลำอยู่ทุกมื้อนี้เป็นหมอลำหมู่ ลำเรื่องต่อกลอนทำนองขอนแก่นค่ะ”

นี่คือหมอลำชนิดที่กำเนิดใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นรูปแบบหมอลำที่เติบโตมาจากการผสมผสานระหว่างหมอลำพื้นกับลิเกของภาคกลาง เห็นได้จากชุดผู้แสดงที่รับมาจากลิเกเต็ม ๆ กับการร้องแบบหมอลำพื้น ร้องรำกันเป็นหมู่คณะ แต่ละคนสวมบทบาทเป็นตัวละครแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ เช่น พระราชา เจ้าหญิง ฤๅษี เทวดา ผีสาง เรื่องที่ใช้ลำโดยมากอ้างอิงจากนิทานชาดกท้องถิ่นของภาคอีสาน ใจความของเรื่องที่ใช้แสดงคือการมุ่งสอนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ

แต่หมอลำหมู่ในยุคนี้ได้ปรับปรุงรูปแบบการแสดงให้ถูกจริตคนยุคใหม่ การแสดงของยูกิจึงมีมากกว่าหมอลำตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ทุกคนคุ้นเคย

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“จะมีช่วงคอนเสิร์ต ก็ร้องเพลงตลาดทั่วไป เพลงอินดี้ เพลงหมอลำ ร้องสลับกันไป พอตกดึกก็ลำเรื่องต่อกลอน เป็นคล้าย ๆ ลิเก แต่ว่าเป็นภาษาอีสาน คนละทำนองกัน แล้วก็มีแสดงละครเข้าถึงบทบาทกันบ้าง” เธอเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดเมื่อบรรยากาศการพูดคุยอบอวลไปด้วยความสนุกสนาน

เมื่อพิจารณาอายุของยูกิ อาจคิดว่าเส้นทางหมอลำของเธอเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ถ้าย้อนกลับไปจริง ๆ แล้ว บนถนนเส้นนี้ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เธอยังเป็นวัยรุ่นฟันน้ำนม เรียนอยู่ชั้น ป.2 โน่นแล้ว

“ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเบิ่งหมอลำ ส่วนใหญ่ดูหมอลำซิ่ง ตอนนั้นหนูดูในคลิปอยู่เลยค่ะ ยังไม่ได้ไปดูหน้างาน พอโตขึ้นก็มีโอกาสได้ไปหน้างาน เห็นพี่เขาแต่งตัวสวย มีคนดูเยอะ อยากแต่งตัว อยากเป็นแบบพี่เขาบ้าง” แววตาเป็นประกายถูกส่งทอดจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ทำให้เหมือนย้อนเห็นภาพเด็กหญิงอายุไม่เกิน 10 ปีที่มีแววตาเต็มไปด้วยความฝัน

“หนูมีไอดอลคือ พี่แอน อรดี แล้วก็ พี่ใหม่ พัชรี ค่ะ หนูชอบดูพวกพี่เขามาก ดูคลิปตลอด ดูทั้งวันเลยค่ะ” ยูกิบอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“หลังจากตอนนั้นก็ได้ไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากเป็นหมอลำ เลยหาประสบการณ์ด้วยการประกวดร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ก่อน จุดเปลี่ยนอยู่ที่เขาพาหนูขึ้นรถแห่ ไปร้องเพลงอยู่บนรถแห่ตอนอายุ 10 ปี ตอนนั้นไปที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ พ่อกับแม่ค่อยมาตัดสินใจว่าจะพาขึ้นวงหมอลำจริง ๆ เลยมาเป็นหมอลำหมู่ค่ะ” เธอจูงมือพาเราหวนคืนยังอดีตที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินตามความฝันของเธอ

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

เรียกว่าหมอลำเสียงวิหคกับยูกิเติบโตมาด้วยกันคงจะได้ เพราะวันที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอพาไปสมัคร หมอลำเสียงวิหคก็เพิ่งเปิดใหม่ได้ปีแรก

“ตอนคุณพ่อคุณแม่พาไปสมัคร ตอนนั้นคณะเขาเพิ่งเปิดใหม่ปีแรก หนูอายุ 11 จะเข้า 12 ขวบ ตอนนั้นเราแสดงเป็นตัวลูก ยังไม่ได้เป็นนางเอก”

หมอลำรุ่นเยาว์เล่าความรู้สึกวันแรกบนเวทีซึ่งเธอยังจำได้ไม่มีเลือน

“ตอนนั้นไปแสดงที่วัดสีชมพู กรุงเทพฯ ความรู้สึกของการเป็นคนดูกับคนที่ได้ขึ้นแสดงมันต่างกันมาก ๆ เลยนะคะ ตอนดูหน้าเวทีเหมือนเราไปนั่งดูผลงานเขาเฉย ๆ แต่ตอนนี้เราเป็นผู้สร้างผลงานให้ผู้ชมหน้าเวทีดู ตอนแรกก็กดดัน แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วค่ะ”

เพราะคณะหมอลำเสียงวิหค ยูกิ เพ็ญผกา จึงมีตัวตนขึ้นมาท่ามกลางเสียงแคน

“ชื่อ ยูกิ เพ็ญผกา หัวหน้าวงเป็นคนตั้งให้ค่ะ เป็นชื่อที่ใช้ในวงการ หนูว่ามันเพราะดี”

จากสเต็ปการเติบโตของกันและกัน คณะกับนักแสดง ยูกิเข้ามารับบทบาทในฐานะนักแสดงสมทบ ฝึกร้องเพลง ฝึกการแสดง และศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับหมอลำในทุก ๆ วัน

“ท่าทางไม่ยาก เรื่องร้องยากกว่าค่ะ ร้องหมอลำยากกว่าร้องเพลงลูกทุ่งด้วย เพราะเพลงหมอลำจะมีเกริ่น หัวเพลงจะเป็นการเกริ่น แล้วก็จะเป็นทำนองรำซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แล้วช่วงถัดมาจะเป็นเพลงธรรมดาเลยค่ะ เป็นทำนองที่แล้วแต่อาจารย์นักแต่งเพลงจะแต่งไป จะมีช่วงรำสลับกันกับท่อนร้อง ส่วนท่อนลงก็จะมีลูกเอื้อนนิดหน่อย ผสมกันไปจนจบเพลง

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“หนูก็ฝึกร้องเพลงอยู่เรื่อย ๆ ร้องเพลงทุกวัน ฝึกการแสดง ดูอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับหมอลำ เวลาซ้อมต้องมาซ้อมเองที่บ้าน ให้คุณพ่อ (พ่อเลี้ยง) ซ้อมให้ เพราะคุณพ่อร้องได้ค่ะ”

ครั้นแล้ววันหนึ่ง โอกาสพลิกชีวิตก็ล่องลอยมาหาเมื่อเธอมีอายุได้ 13 ปี

“หัวหน้าคณะเขามาบอกคุณแม่ค่ะว่าจะให้น้องมาเป็นนางเอก แต่น้องต้องลดหุ่น เพราะตอนนั้นหนูอ้วนอวบ ตัวกลมเลย” กว่ายูกิจะก้าวขึ้นมาเป็นนางเอก ไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่เป็นความพยายาม มุ่งมั่น พัฒนาทั้งการร้องและภาพลักษณ์ 

“หนูใช้เวลา 2 เดือน ลดน้ำหนักไปเกือบ 10 กิโลกรัม ออกกำลังกาย งดอาหารเย็น บวกกับลดปริมาณอาหาร จากที่เคยกินของหวาน น้ำหวาน ช่วงนั้นหนูก็งดไปเลยค่ะ”

ในวัย 13 ปี เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่น่าจะยังดิ้นรนกับชีวิตใหม่ในชั้นมัธยมศึกษา แต่เด็กหญิงยูกิกลับต้องเผชิญความกดดันเพิ่มจากภาระการเรียน นั่นคือการเดินสายออกแสดงไปทั่วภูธร

“หมอลำจะมีงานแสดงตามงานวัดหรืองานอื่น ๆ ที่เจ้าภาพจ้างไป เช่น งานทำบุญบ้านใหม่ ไปภาคอื่นด้วย อย่างเวลาลงกรุงเทพฯ ก็จะมีผู้จัดเขาจ้างไปลง 3 – 4 วัน งานจะไม่ไกลกันมาก แต่กรุงเทพฯ เล่นได้ถึงเที่ยงคืน ปกติเล่นถึงสว่าง”

ในช่วงแรกที่เพชรเม็ดใหม่ในวงการเริ่มเฉิดฉาย ชื่อต้นของเธอเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากพ่อแก่แม่เฒ่าไม่น้อย หลายคนลุกลี้ลุกลนที่จะได้รู้จักนางเอกอายุ 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น

“การที่เป็นลูกครึ่งและอายุน้อย หนูว่าน่าจะมีส่วนให้มีชื่อเสียงนะคะ คนที่เขามาดูพอรู้ว่าชื่อยูกิ ก็สงสัยและตื่นเต้นด้วยค่ะ บางคนก็มีเข้ามาถาม เราก็อธิบายให้เขาฟังไปว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เลยชื่อยูกิ”

จากตัวสมทบ สู่ตัวหลักของการแสดงหมอลำ ความกดดัน ความตื่นเต้น เสียงติชม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบเจอ

“วันแรกที่ได้ขึ้นเป็นนางเอก ตอนนั้นหนูไปเล่นอำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เปิดวงปีที่ 2 ค่ะ ตอนนั้นรู้สึกกดดันมาก ๆ อยู่ในห้องแต่กับเสียงเพลงอย่างเดียวเลยค่ะ ซ้อมทั้งวัน กดดัน กลัวมันออกมาไม่ดีเลยซ้อม ๆ ตลอดเลยค่ะ” เธอยังจดจำเรื่องราวทุกรายละเอียดของวันนั้นได้เป็นอย่างดี

“พอแสดงเสร็จก็โล่งเลยค่ะ โล่งมาก ๆ ความรู้สึกตอนนั้นคือตื่นเต้นแล้วก็ดีใจ เหมือนมันตื้นตันใจอยู่ตลอดเวลาที่มีคนหน้าเวที แล้วก็ดีใจที่ตัวเองได้ขึ้นเป็นนางเอก คืนนั้นก็คือสั่นทั้งคืนเลยค่ะ”

เป็นธรรมดาของมือใหม่ที่ต้องประสบผลตอบรับทั้งแง่บวกแง่ลบ ยูกิได้เก็บคำวิจารณ์เหล่านั้นมาใช้ในการผลักดันตนเองให้มีพลังสู้ต่อ ชั่วเวลาไม่นานก็มีแม่ยกทยอยมาติดพันเธอ

“ก็มีทั้งคนชมแล้วก็คนตินะคะ ปน ๆ กันไป” ยูกิ เพ็ญผกา กล่าวยิ้ม ๆ “หนูก็จำทุกคำพูดของทุกคนที่มาหา เพราะหนูดีใจและปลื้มใจทุกครั้งที่มีคนมาให้กำลังใจ ประทับใจทุกคน ทุกคำพูดเลย”

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ภายในเวลาไม่กี่ปีที่ได้เลื่อนขั้นเป็นนางเอกประจำคณะ หมอลำสาวลูกครึ่งรายนี้ได้ตระเวนไปทั่วภาคอีสาน งานที่จังหวัดไหนเป็นอย่างไร เธอสาธยายได้เป็นฉาก ๆ

“ที่แสดงในอีสาน จะไปแถวอุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานีเป็นส่วนมากค่ะ อีสานใต้ก็ไปบ่อยเหมือนกัน แต่ละงานก็จะเหมือน ๆ กัน จังหวัดที่คนดูเยอะก็มีที่นครพนม บึงกาฬ แล้วก็หลายจังหวัด น่าจะเยอะหลายที่เลยค่ะ แต่หนูก็จำได้ไม่หมด

“เดินทางบ่อย ๆ ก็เหนื่อยอยู่ค่ะ อย่างเวลามีงานติดต่อกันหลายงาน ก็มีเพลียบ้างนิดหนึ่ง”

เสียงไก่ขันมักใช้เป็นสัญญาณของการแจ้งว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เหล่าหมอลำใช้เสียงนี้เป็นสัญญาณของการจบการแสดงของพวกเขา

“วันที่มีแสดง หลังจากเล่นจนสว่างของงานที่แล้วมา หนูจะขึ้นรถมาล้างหน้า เสร็จแล้วหนูก็กินข้าวและนอนบนรถค่ะ พอถึงหน้างานก็ลงไปอาบน้ำ แต่งหน้าเตรียมขึ้นแสดงค่ะ แสดงทั้งคืนเลยถึงสว่างอีกเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็นอนบนรถอีกเหมือนเดิม” ชีวิตที่วนลูปของเธอถูกบรรยายเหมือนวงกลมที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่เปี่ยมไปด้วยพลังไฟที่เธอสนุกไปกับมัน

ภาพสวยงามบนเวทีหมอลำเบื้องหลังต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก เสื้อผ้าสวยงามที่สวมใส่ต้องคอยปกป้องไม่ให้เลอะโคลนดินที่ชื้นแฉะจากฝนที่โหมกระหน่ำ เวทีที่ตกแต่งสวยงาม ด้านหลังต้องเนรมิตให้กลายเป็นเหมือนบ้านเพื่ออยู่อาศัยตลอดคืน

“ชีวิตหมอลำ นอนกลางดิน กินกลางทราย ถ่ายกลางทุ่งนาค่ะ ไปหน้างานบางวันมีแต่ป่า ห้องน้ำไม่มีเลย ลำบากในการเดินทาง ในการใช้ชีวิตอยู่หลังเวที มีบ้างที่มีฝนตก ขึ้นเวทีก็ต้องตากฝนเล่น แต่ถ้าฝนตกหนักก็ต้องหยุด เพราะไม่งั้นฉากเวทีมันอาจจะล้มทับคน อันตรายมากค่ะ” เธอถ่ายทอดชีวิตของหมอลำอีกด้านหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ “เวลานอนก็มีเต็นท์ที่กาง เป็นเต็นท์ส่วนตัว เต็นท์ใครเต็นท์มัน เอาผ้าสีฟ้า ๆ มาอ้อมเต็นท์ ปูเสื่อนอนกันในนั้น เหมือนเป็นบ้าน”

กาลเวลาผันเปลี่ยน ความคิด และความรู้สึกของผู้คนย่อมแปรเปลี่ยนตาม สิ่งที่เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยกลับถูกคนไทยด้วยกันด้อยค่า มองเป็นของราคาถูก

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

“น่าจะมีช่วงหนึ่งที่มีดราม่าบ่อย ๆ ก็จะกดดันตัวเอง ชอบไปอ่านคอมเมนต์ที่เขาเมนต์มา เมนต์ดราม่า เมนต์ด่า แต่ช่วงหลัง ๆ ก็โฟกัสไปที่คนให้กำลังใจ พ่อกับแม่ก็จะคอยบอกว่าอย่าคิดมาก”

แม้จะมีอาชีพการงานที่หาเลี้ยงครอบครัวได้เป็นมั่นเหมาะ แต่ยูกิก็ยังไม่ทอดทิ้งการเรียนเฉกเช่นเยาวชนทุกคน เธอยังคงศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จังหวัดบ้านเกิด

ถึงอย่างไร ความฝันของเธอก็ยังคงมีหมอลำเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ

“อยากมีชื่อเสียงโด่งดังค่ะ อนาคตที่วางไว้ก็น่าจะเกี่ยวกับครู อยากสอนหมอลำ”

อนาคตนั้นทำท่าจะเฉียดใกล้ความจริงเข้าไปทุกที ด้วยความเป็นคนกล้าฝัน กล้าลงมือทำ ตั้งใจจริง และไม่ละเลยความอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้ใหญ่ในแวดวงหมอลำเพลงลูกทุ่งหลายคนจึงพากันเอ็นดูยูกิ และหยิบยื่นโอกาสแสดงฝีมือให้เธอเนือง ๆ หนึ่งในนั้นคือเจ้าของสมญา ‘ราชินีลูกทุ่งหมอลำ’ จินตหรา พูนลาภ ที่ยูกิออกปากเรียก ‘แม่จิน’ ได้โดยสนิทใจ

เธอเชื่อว่าต่อไปภายภาคหน้า ศิลปะการแสดงที่เธอรักอาจเป็นที่สนอกสนใจมากขึ้น จากการที่สื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok นิยมเอาคลิปหมอลำไปเผยแพร่กัน

“หนูบังคับความคิดของใครไม่ได้ บางคนไม่ชอบหมอลำ ก็ไม่ได้บังคับให้มาชอบหมอลำ หนูเองแค่อยากอนุรักษ์ อยากสืบสานศิลปะของคนอีสานไว้ ถ้าไม่มีใครสืบสาน มันก็จะหายไป แล้วหนูเองก็ชอบของหนู ใครไม่ชอบก็ไม่เป็นไร” ความคิดที่ดูโตเกินวัยและแรงปราถนาอันแรงกล้าเปล่งออกมาจากสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นจากเมืองชัยภูมิคนนี้

“อยากฝากสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพวกเรานะคะ หมอลำเสียงวิหคถือว่าเป็นหมอลำน้องใหม่ของวงการหมอลำ เพิ่งตั้งมาได้ 3 ปี อาจจะผิดพลาดบ้าง อยากให้ทุกคนได้ลองมาดู ลองเปิดใจ และมาสนุกร่วมกัน การแสดงรับรองว่าน่าจะม่วน ติดตามคิวงานได้ที่เพจหมอลำเสียงวิหค มีอัปเดตทุก ๆ เดือน ใครไปดูหน้างานไม่ได้ก็มีไลฟ์ออนไลน์อยู่ตลอดค่ะ” นางเอกหมอลำหน้าละอ่อนเชิญชวนทิ้งท้าย

ความพยายามตลอดเส้นทางหมอลำของยูกิ จากจุดเริ่มต้นมันช่างยาวไกล ในระหว่างการเดินทางอาจเจอลูกรัง ดินทรุด การจราจรติดขัดบ้าง แต่ทุกอย่างเป็นเหมือนบทเรียนที่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งมากขึ้น และถนนที่มีชื่อว่าหมอลำเส้นนี้คงมีความยาวอีกไกลแสนไกล ให้เธอได้โลดแล่นไปอีกนานแสนนาน

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

Writer

Photographer

Avatar

ทศพล คามะดา

เรียนจบมหาลัย ปี 2555 ทำอาชีพช่างภาพ มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เป็นคนอารมณ์ดี ชอบเลี้ยงแมวไว้ 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load