11 ตุลาคม 2562
6 PAGES
41 K

The Cloud x ไทยประกันชีวิต
แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

จุดหมายปลายทางที่เราเดินทางไปวันนี้ อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 500 กิโลเมตร ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ที่อำเภอเมืองฯ จังหวัดกาฬสินธุ์ มีสถานที่แห่งหนึ่งชื่อว่า หมู่บ้านนานาชาติเปรมปรีดี (Prampredee International Eco Village) เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ดึงดูดจิตอาสาจากทั่วโลกมาจัดค่ายให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษและใช้ชีวิตในวิถีพอเพียงตามพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 9 

การเดินทางของเราวันนี้อาจต้องพึ่งยานพาหนะหลายประเภทอยู่สักหน่อย เราเริ่มต้นด้วยเครื่องบินไฟลต์ 7 โมงเช้าจากกรุงเทพฯ ไปยังสนามบินขอนแก่น จากนั้นนั่งรถตู้เข้าตัวเมืองกาฬสินธุ์ แล้วต่อด้วยรถสามล้อท้องถิ่นในราคาไม่กี่สิบบาท คุณลุงคนขับพาเราเดินทางมาถึงที่นี่ตอนจวนเที่ยง

สิ่งแรกที่เราเห็นเมื่อมาถึงคือผู้คนกลุ่มหนึ่งกำลังทำกิจกรรมกันอย่างสนุกสนาใต้ศาลาไม้หลังคามุงจาก

 ชัย-ขวัญชัย ปรีดี ชายหนุ่มผู้สร้างสถานที่แห่งนี้กำลังยืนพูดคุยกับน้องๆ นักเรียนมัธยมปลายประมาณ 30 ชีวิต ที่มาเข้าค่ายช่วงสุดสัปดาห์ เราได้ยินเสียงพูดคุยเป็นภาษาอังกฤษสลับกับเสียงหัวเราะของเด็กหนุ่มและเด็กสาว

นอกจากชัยที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ยังมีแรงกายและแรงสมองจากจิตอาสาชาวไทยและต่างชาติอีก 3 – 4 คน ที่ช่วยดูแลและสอนน้องๆ กลุ่มนี้ตลอดการเข้าค่าย 2 วัน 1 คืน  

ขวัญชัยตั้งใจพัฒนาผืนดินรกร้างของตระกูลที่ปลูกพืชทำกินไม่ได้ สู่การเป็นหมู่บ้านนานาชาติเปรมปรีดี ที่เชื่อมโยงจิตอาสากว่า 100 ชีวิต จาก 20 ประเทศทั่วโลกให้มาเจอกันตลอดทั้งปี

หน้าที่หลักๆ ของขวัญชัยและจิตอาสามีทั้งหมด 2 อย่างด้วยกัน หนึ่งคือ การร่วมสร้างสถานที่แห่งนี้ให้เสร็จสมบูรณ์ด้วยอิฐ หิน ดิน ทราย ไม้ กระเบื้อง ที่มาจากเงินบริจาคของผู้คนมากหน้าหลายตา และอย่างที่สองคือ การสร้างค่ายเยาวชนตามสโลแกนที่ว่า ‘ฝึกภาษา ทำความดี ในวิถีพอเพียง’

01

ฝึกภาษา ทำความดี ในวิถีพอเพียง

เด็กๆ ที่มาเข้าค่ายทั้งสามสิบชีวิตจะถูกแบ่งเป็น 2 ทีม เพื่อทำหน้าที่ 2 อย่าง ในช่วงเที่ยง ทีมที่หนึ่งมีหน้าที่ทำอาหารเที่ยงวันนี้ ส่วนทีมที่สองต้องไปตัดใบตองมาทำเป็นถ้วยชามสำหรับใส่อาหาร

ห้องครัวใหญ่ของหมู่บ้านนานาชาติเปรมปรีดีในวันนี้ยังสร้างไม่เสร็จดีนัก แต่ก็ถือว่าค่อนข้างพร้อมให้เด็กๆ ได้ช่วยกันลงมือทำอาหาร บนฝาผนังด้านอ่างล้างจานมีคำศัพท์เกี่ยวกับข้าวของเครื่องใช้ในครัวแปะไว้อยู่ ทีมทำอาหารต่างช่วยกันเตรียมเนื้อหมู หั่นผัก ทอดไข่ พร้อมกับท่องคำศัพท์บนฝาผนังด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว จุดประสงค์ของกิจกรรมนี้คือการให้พวกเขาได้ทำงานร่วมกันพร้อมกับได้ฝึกภาษาอังกฤษ

เราสังเกตได้ว่าขวัญชัยจะพูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงฟังง่าย เขาพยายามสอนให้เด็กๆ หัดพูดภาษาอังกฤษด้วยรูปประโยคง่ายๆ เรียนรู้คำศัพท์จากสิ่งของใกล้ตัวในครัว

นอกโรงครัว เด็กๆ ทีมทำถ้วยใบตองกำลังช่วยกันออกไปตัดใบตองแล้วนำมาผึ่งแดด โดยมีจิตอาสาชาวเยอรมันมาช่วยดูแลพร้อมสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับต้นไม้ เขาพยายามสื่อสารกับเด็กๆ ด้วยสำเนียงฝรั่งที่อาจไม่คุ้นหูเด็กไทยเท่าไหร่นัก แต่เด็กๆ ก็พยายามฟังและสื่อสารกลับไปเท่าที่ทำได้ ส่วนขวัญชัยเองก็เดินมาดูแลสลับไปมาระหว่าง 2 ทีม ขวัญชัยช่วยทำหน้าที่เป็นตัวกลาง สอนคำศัพท์พร้อมอธิบายประโยคที่เด็กๆ อาจยังไม่เข้าใจ พวกเขากำลังโต้ตอบภาษาอังกฤษในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย การฝึกภาษาของชาวหมู่บ้านนานาชาติเปรมปรีดีเป็นอย่างนี้นี่เอง

ผัดซีอิ๊ว ไข่เจียว และส้มตำ ถูกนำมาเสิร์ฟในเวลาเที่ยงกว่าๆ ทุกคนพร้อมหน้าล้อมวงทานอาหารด้วยชามใบตอง เราและขวัญชัยจึงมีโอกาสได้พูดคุยกันมากขึ้น

“เราฝึกภาษาด้วยคำศัพท์ง่ายๆ ที่พวกเขารู้จักมาตั้งแต่หกเจ็ดขวบ และพยายามงดใช้ภาษาไทยเพราะอยากให้น้องๆ พยายามใช้ทักษะภาษาอังกฤษที่มีออกมาให้มากที่สุด ไม่ใช่เขาไม่รู้ แต่เขาไม่ได้ใช้เลยพูดกันไม่ค่อยเป็น เราพยายามให้น้องๆ ได้ฝึก Life Skill ต่างๆ ตั้งแต่ทำกับข้าว ดูแลตัวเองและคนอื่น ตื่นนอนเป็นเวลา ไปจนถึงดูแลสถานที่ให้สะอาดด้วยตัวเอง เดี๋ยวตอนบ่ายไปจนถึงช่วงเย็นเราจะพาพวกเขาไปเก็บขยะ ไปทำความสะอาด แถวนี้

“เราสอนเด็กๆ ที่มาค่ายด้วยป้ายข้อความที่ติดตามจุดต่างๆ สอนให้เขาอย่าเป็นคนดูดาย ให้ช่วยเหลือผู้อื่นโดยที่เขาไม่ต้องร้องขอ การฝึกอะไรแบบนี้เราต้องทำให้เขาเห็นเป็นตัวอย่าง แล้วพวกเขาจะเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อมภายนอกเอง เราตั้งใจที่จะจำลองสังคมแบบใหม่โดยที่น้อมนำแนวพระราชดำริของรัชกาลที่เก้ามาใช้ เลยเกิดเป็นสโลแกนว่า ‘ฝึกภาษา ทำความดี ในวิถีพอเพียง’ ขวัญชัยอธิบายจุดประสงค์หลักของที่นี่ให้เราฟังขณะนั่งทานข้าวเที่ยงด้วยกัน สภาพแวดล้อมของที่นี่ค่อนข้างแตกต่างจากโลกภายนอกที่เราและคนส่วนใหญ่ใช้ชีวิต ที่นี่มีสังคมอีกแบบที่เอื้อให้เด็กๆ ไม่เห็นแก่ตัวและอยากช่วยเหลือผู้อื่นมากขึ้น

 “ตั้งแต่ทำมาเราเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่มากนะ เช่นน้องๆ บางคนไม่เคยตื่นนอนเองเลย เล่นเกมตลอด ไม่สนใจพ่อแม่เพราะเขาโตมาแบบนั้น แต่หลังจากจบค่ายไป กลายเป็นว่าเขาตื่นเอง ดูแลตัวเองได้ คุณแม่งงมาก ถึงกับโทรมาเล่าให้เราฟังว่าพอคุณพ่อเขากลับมาเขารีบวิ่งไปเปิดประตูให้แล้วก็ช่วยขนของลงจากรถ คือน่ารักมาก เป็นเรื่องเล็กๆ ที่มีค่ามากสำหรับเรา

“เด็กๆ หลายคนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่บ่มเพาะให้เขากลายเป็นแบบนั้น การที่เขามาที่เปรมปรีดีก็ได้อยู่ในสถานที่ใหม่ เจอคนใหม่ บรรยากาศใหม่หมด ไม่ได้มีพ่อแม่ที่จะคอยโอ๋หรืออยู่ข้างเขา พอต่างคนต่างมาก็ต้องค่อยๆ ปรับตัว เรียนรู้นิสัยใหม่ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่น สิ่งสำคัญคือ เราต้องทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง” แม้จะมีเวลาพูดคุยกันไม่มาก แต่เราก็พอเข้าใจถึงเหตุผลในการลงแรงทำงานของชายวัย 34 ปี คนนี้

หลังจากทานข้าวเที่ยงกันเสร็จแล้ว กิจกรรมยามบ่ายก็เริ่มต้นขึ้น เน้นการฝึกให้เด็กๆ ใช้ภาษาอังกฤษได้มากที่สุด ผ่านการเล่นเกมกับเพื่อนๆ จนแดดร่มลมตกตอนเกือบ 5 โมงเย็น ขวัญชัยก็เริ่มพาน้องๆ ตั้งแถว ออกเดินไปยังเส้นทางถนนดินลูกรังรอบนอกเพื่อช่วยกันเก็บขยะละแวกนี้ เด็กๆ ยังคงมีพลังเหลือล้น แถมไม่บ่นอิดออดเลยสักคน แม้ทางเดินวันนี้จะเปียกชื้นและเต็มไปด้วยโคลนสกปรก 

หลังจากเดินเก็บขยะกันเสร็จก็ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย ขวัญชัยบอกเราว่า ถ้าวันไหนฝนไม่ตก เด็กๆ ก็จะได้กระโดดเล่นน้ำในสระกับเพื่อนๆ  ในช่วงเวลาพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า บรรยากาศความสุขกำลังก่อตัวขึ้นในมุมเล็กๆ มุมหนึ่งของโลก 

ขวัญชัยที่กำลังนั่งอยู่ข้างเรากลางสะพานไม้เริ่มเล่าเรื่องราวชีวิตของเขาและการสร้างสถานที่แห่งนี้

วันนี้หมู่บ้านนานาชาติเปรมปรีดีกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 การเดินทางทั้งหมดเกิดขึ้นในวันที่ขวัญชัยยังเป็นนักเรียนทุนและช่างภาพแฟชั่นอยู่ที่กรุงลอนดอน เมืองหลวงของประเทศอังกฤษ

02

จากลอนดอนสู่กาฬสินธุ์

ขวัญชัยเล่าว่า นอกเหนือจากการเป็นนักเรียนด้านบริหารธุรกิจและการทำงานเป็นช่างภาพแฟชั่น เขายังทำงานเป็นจิตอาสาคอยช่วยงานต่างๆ ของวัดไทยในกรุงลอนดอน จนวันหนึ่งขวัญชัยก็มีความคิดอยากกลับเมืองไทยเพื่อช่วยพัฒนาให้สังคมดีขึ้น

เขาอยากกลับประเทศไทย กลับมาทำชุมชนเล็กๆ แล้วชวนอาสาสมัครจากทั่วโลกมาเจอกัน และให้เด็กไทยได้ทำกิจกรรมที่ใช้ภาษาอังกฤษจริงๆ เหมือนอยู่ต่างประเทศ พาเด็กๆ ทำงานจิตอาสา ได้ทำความดีด้วย ได้ใช้ภาษาอังกฤษด้วย นี่คือภาพดราฟต์แรกและดราฟต์เดียวในหัว ก่อนจะถูกพัฒนาให้เป็นภาพจริงตรงหน้าในวันนี้ 

ขวัญชัยเริ่มเล่าไอเดียให้เครือข่ายจิตอาสาที่เป็นคนรอบๆ ตัวฟัง ทั้งที่ตอนนั้นเขาก็ยังไม่รู้ว่ามันจะออกมารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร เขาเขียนเรื่องราวความคิดทั้งหมดส่งไปให้เพื่อนทุกคนที่รู้จักในเฟซบุ๊ก จนกระทั่งวันหนึ่ง เพื่อนจิตอาสาก็เสนอไอเดียให้จัดงานอีเวนต์เชิญชวนคนไทยที่อยู่ลอนดอนมาร่วมงาน เพื่อระดมทุนหาเงินมาสร้างหมู่บ้านนานาชาติเปรมปรีดี

“งานวันนั้นมีแขกมาร่วมน่าจะเกินห้าร้อยคน เยอะกว่าที่เราคิดไว้มาก เราจัดงานในธีมงานแข่งม้า Royal Ascot เพราะมันก็เข้ากับบรรยากาศที่นั่น เรากราบนิมนต์ครูบาอาจารย์จากทุกวัดที่เราเคยไปเป็นอาสาสมัครมาให้ศีลให้พรตอนเช้าด้วย ให้คนที่มาได้ทำบุญตักบาตรตอนเช้า แล้วเราก็ได้รับความเมตตาจากครูบาอาจารย์ร่วมสมทบทุนสร้างโครงการ ท่านเห็นความตั้งใจดีของเราที่บอกว่าจะกลับไปทำคุณงามความดี จะกลับไปพัฒนาจิตใจเด็กๆ  

“งานในวันนั้นเป็นไปได้ดีมาก เราได้เงินมาสร้างกระท่อมครบทั้งยี่สิบหลังเลย พอเราบอกแขกที่มาในงานว่าจะสร้างที่พักให้อาสาสมัครและเด็กๆ ได้ทั้งหมดประมาณยี่สิบหลังนะ หลังละประมาณหนึ่งพันปอนด์ ก็มีเจ้าภาพยกมือร่วมสบทบทุนจนครบทุกหลังภายในสิบห้านาที เป็นเรื่องที่เราเองก็ยังงง แต่ก็ดีใจมากๆ

 “มีพี่คนหนึ่งเดินเข้ามาบอกเราว่า ที่เราได้รับเงินท่วมท้น คนช่วยเหลือมากมาย ไม่ใช่ความสำเร็จของวันนี้ แต่เป็นผลของความเสียสละที่เราเป็นจิตอาสามาตลอดสี่ปีกว่าจนสุกงอมในวันนี้ ทำให้เราได้ทำตามความฝัน ซึ่งความฝันก็ไม่ได้เป็นไปเพื่อตัวเองเลยสักนิด แต่เพื่อประโยชน์ของเยาวชนในประเทศ”

หลังจากงานวันนั้นไม่นาน เมื่อขวัญชัยเรียนจบ เขาก็บินกลับประเทศด้วยความตั้งใจที่แจ่มชัด ผืนดินรกร้างแห่งนี้ค่อยๆ เปลี่ยนหน้าตาทีละนิดจากเรี่ยวแรงของขวัญชัยและจิตอาสาที่มาช่วย

ขวัญชัยสร้างกระท่อมไม้ริมน้ำ 20 หลัง ให้เสร็จเป็นอย่างแรก เพื่อเป็นเครื่องยืนยันแก่คนไทยในกรุงลอนดอนผู้มอบเงินให้เขา และแม้จะโชคร้ายจากเหตุการณ์ Brexit ที่ส่งผลให้แลกเงินกลับมาได้น้อยลงกว่าที่ควร ขวัญชัยก็ไม่ยอมแพ้ ตัดสินใจทอดผ้าป่าระดมทุนอีกครั้งเพื่อหาเงินซื้อฟูกนอน พัดลม และหลอดไฟ จนครบ ความฝันของเขาเป็นรูปเป็นร่างขึ้นแล้ว

“เงินที่หายไปนั้นอาจจะเอามาทำอะไรได้มากกว่านี้ ยอมรับว่าอดรู้สึกเสียดายไม่ได้ พอสร้างกระท่อมเสร็จเราก็ประกาศบอกบุญอีก เชิญชวนทุกคนมาช่วยกันสร้างห้องน้ำ แล้วก็ได้รับความช่วยเหลือจากร้านทวีชัยที่ขายวัสดุก่อสร้างในเมืองกาฬสินธุ์ เจ้าของร้านเขาเคยได้ยินคนเล่าๆ มาว่าเราทำอะไรสักอย่างแปลกๆ เราเลยมีโอกาสเล่าให้เขาฟัง สัปดาห์ต่อมาเจ้าของร้านก็บอกว่า เดี๋ยวจะช่วยสร้างห้องน้ำสามห้องนะ ส่วนอีกสามห้องก็เป็นคนอื่นๆ ที่มาช่วย ทุกอย่างเสร็จในเวลาอันรวดเร็วมาก

“ในระหว่างสองปีครึ่งเราพยายามสร้างทุกอย่างเป็นสเต็ปๆ มาเรื่อยๆ หลังจากห้องน้ำเสร็จก็ทำผ้าป่าเพื่อสร้างครัว เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาครัวยังไม่เป็นรูปร่างขนาดนี้เลย เราพยายามใช้ความสามารถของจิตอาสาที่พอจะทำเองได้เพื่อประหยัดเงินค่าแรง แล้วเอาเงินมาซื้ออุปกรณ์ ปูน อิฐ หิน ทราย ที่ต้องใช้มากที่สุด ก็พยายามบริหารตรงนี้ให้ดี เราได้เป็นมูลนิธิมาตั้งแต่เดือนธันวา 2018 แล้วก็ยิ่งรู้สึกว่ามาถูกทาง ยิ่งทำก็ยิ่งรู้สึกว่าได้มีโอกาสรู้จักบ้านเกิดตัวเองมากขึ้น ได้มีโอกาสรู้จักกาฬสินธุ์มากขึ้น จากคนที่ไม่เคยคิดแม้แต่จะกลับมาเมืองไทยเลย” ขวัญชัยเล่า 

03

ขวัญชัย แปลว่า ชนะด้วยความดี

หมู่บ้านนานาชาติเปรมปรีดีที่เราเห็นในวันนี้ คือผลลัพธ์ของชีวิตผู้ชายที่ชื่อขวัญชัย เขาเคยเป็นเด็กที่ไม่เอาไหน เรียนไม่เก่ง สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติด แต่จุดพลิกผันของชีวิตเกิดขึ้นเมื่อเขามีโอกาสได้เรียนต่อในการศึกษาระบบพิเศษ ขวัญชัยหันมาตั้งใจเรียนอย่างคร่ำเคร่งจนมีโอกาสได้เป็นนักศึกษาฝึกงานที่สหรัฐอเมริกา ตอนนั้นเองเขาเริ่มรู้แล้วว่าชีวิตต่อจากนี้ต้องการอะไร และจะเดินไปยังทิศทางใด

ขวัญชัยเบนเข็มทิศตัวเองอีกครั้งด้วยการไปใช้ชีวิตตัวคนเดียวที่นิวยอร์กในฐานะกราฟิกดีไซเนอร์ ทำงานสอนทำแอนิเมชัน สร้างการ์ตูนแบบ 2D หลังจากนั้นเขาก็ได้ทำงานในบริษัทเฟอร์นิเจอร์ที่แอลเออยู่พักใหญ่ จนกระทั่งเพื่อนคนหนึ่งชวนเขาไปอยู่ลอนดอนด้วยกัน ด้วยความอยากเรียนรู้โลกให้กว้างขึ้น ขวัญชัยจึงตอบตกลง และย้ายไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษ

“ลอนดอนไม่แออัดเหมือนนิวยอร์ก มีทั้งธรรมชาติและงานที่ดี ก็เลยบอกที่บ้านว่าคงจะอยู่ที่นี่แล้วล่ะ แล้วลงเรียนปริญญาตรีอีกหนึ่งใบเพื่อที่จะได้วีซ่าอีกสี่ปี สภาพชีวิตของเราในลอนดอนค่อนข้างดี ถ้าคุณไม่ขี้เกียจหรือติดการพนัน คุณมีแต่เหลือกับเหลือ เพราะว่า Standard Of Living เขาโอเคมาก ยิ่งเรามีความสามารถอื่นๆ นอกเหนือจากทักษะพื้นฐาน มันยิ่งโอเค

“เราเรียนไปด้วย ทำงานเป็นช่างภาพแฟชั่นไปด้วย วันๆ ไม่ได้คิดอะไรนอกจากทำยังไงให้ชีวิตมันก้าวหน้าขึ้น ชีวิตมันก็พัฒนาไปเรื่อยๆ ตามลำดับ แต่เราไม่รู้ว่ามันมีความเครียดอยู่ทุกเวลา แทบจะไม่มีความสุขแท้เลย

“ทุกๆ การพัฒนาตัวเองมันมีความเครียด ไม่ต้องเทียบกับใครนะ แค่ผลงานของตัวเองชิ้นที่แล้วดีกว่าผลงานครั้งนี้เราก็ทุกข์แล้ว จนมาถึงจุดที่ลองไปปฏิบัติธรรมนี่แหละ เพราะเห็นฝรั่งเขาทำกัน ตอนนั้นเองเรามีโอกาสได้ยอมรับความจริง แค่เสี้ยวนาทีสั้นๆ ที่เรานั่งยอมรับแล้วไม่แก้ไขปัญหาใดๆ ในชีวิต ไม่เพลิดเพลินกับความสุขหรือทุกข์ที่เข้ามา แค่เห็นทุกอย่างเป็นของธรรมชาติ วินาทีนั้นเปลี่ยนชีวิตไปเลย” ขวัญชัยเล่า

หลังจากได้ฝึกปฏิบัติธรรมไม่นาน ขวัญชัยก็ตัดสินใจทำงานเป็นจิตอาสา ช่วยงานต่างๆ ของวัดไทย รวมถึงงานทำความสะอาดเล็กๆ น้อยๆ รายวัน เขาตั้งใจทลายหัวโขนที่ตัวเองแบกอยู่ แล้วเป็นแค่คนคนหนึ่งที่เก็บขยะรอบวัดตอนเย็นๆ เท่านั้นเอง

“ชีวิตเราตอนนั้นมันมาไกลแล้ว จะเอาอะไรอีก รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก มันเกินคาดแล้วที่ได้เป็นนักเรียนนอก แล้วก็ได้ทำงานเป็นช่างภาพแฟชั่นที่ตัวเองชอบ เราลดการทำงานลงและเหลือวันว่างสามวันต่อสัปดาห์เพื่อมาทำงานจิตอาสา อย่างน้อยที่สุดเราก็ได้เอาตัวเองออกมาทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นบ้าง เพื่อธรรมชาติบ้าง เพื่อสิ่งแวดล้อมบ้าง เราจะได้ไม่เสียดายวันเวลาที่มันมีค่า เพราะเราได้ทำหน้าที่ของมนุษย์ที่พึงกระทำไปแล้ว ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรมากมาย ไม่ได้เป็นที่จดจำหรืออะไรก็ช่าง เราทำอยู่อย่างนั้นสามปีเต็ม มีความสุขมาก ชีวิตมันเบามาก” เขาเล่าด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมสุขจนเรารับรู้ได้”

ชีวิตของขวัญชัยตอนนั้นได้สัมผัสกับคำว่าพอเพียงจริงๆ นั่นคือการหยุดทำงานหนักเพื่อเก็บเงินเยอะๆ เป็นทำงานหาเงินแค่พอค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แล้วเอาเวลาที่เหลือไปแบ่งปันให้ผู้อื่น แบ่งปันเวลาและแรงกายที่เขามีไปช่วยงานอาสาเพื่อประโยชน์ต่างๆ ในสังคม การได้ทำงานจิตอาสาทำให้เขาหลงรักลอนดอนมากขึ้นกว่าเดิม จนไม่รู้สึกว่าอยากกลับเมืองไทยอีกต่อไป 

“การทำงานอาสาไม่ได้เงิน เสียเวลา งานหนัก เหนื่อย แต่มีความสุข และสิ่งที่เราได้รับอยู่ตลอดเวลาคือกัลยาณมิตร มันเกิดความหลงใหลยิ่งอยากอยู่ลอนดอนหนักกว่าเดิมอีกนะ มีความสุขกับชีวิตที่นั่น ไม่ได้อยากกลับไทยแล้ว จนกระทั่งวันหนึ่งมันมีโอกาสที่เราจะได้อยู่ลอนดอนตลอดชีวิตจริงๆ ตามที่เราต้องการ

“มันเกิดคำถามว่า เฮ้ย จะอยู่ลอนดอนตลอดชีวิตจริงๆ เหรอ เรานึกถึงตัวเองเมื่อก่อนที่เติบโตมาในสังคมต่างจังหวัด ในประเทศที่คนจำนวนมากเติบโตมากับคุณตาคุณยาย พ่อแม่ไปทำงานในกรุงเทพฯ แล้วก็สารพัดปัญหาที่เละตุ้มเป๊ะ เราเริ่มรู้สึกผิดที่จะอยู่ลอนดอนตลอดชีวิต 

“ก็คิดว่าถ้ากลับไทยจะทำอะไรวะ เพราะไม่อยากเป็นช่างภาพแฟชั่นในกรุงเทพฯ ไม่ได้รู้สึกอยากจะเดินถนนสายนั้นอีกต่อไปแล้ว มวลของสติปัญญาทั้งหมดที่มีก็ค่อยๆ ไตร่ตรอง ก็นึกถึงเรื่องการเมือง อีกความคิดตามมาทันทีเลยว่า อืม ไม่น่าจะเหมาะกับสังเวียนนี้ เพราะไม่มีแรงจะไปเปลี่ยนผู้ใหญ่ คงไม่ไหว งั้นก็ต้องเปลี่ยนแปลงเด็ก เลยนึกถึงตัวเองตอนเป็นเด็กที่เรียนอ่อน ถ้าเราได้กลับมาแล้วได้เล่าเรื่องราวเหล่านี้มันน่าจะให้กำลังใจคน เพราะคนหัวอกอย่างเราคงมีเยอะ” หมู่บ้านนานาชาติเปรมปรีดีมีจุดเริ่มต้นมาจากความคิดนี้เอง

ขวัญชัยคิดว่าเขาควรใช้ความสามารถทางภาษาของตัวเองเชื่อมโยงเครือข่ายจิตอาสา คนที่รักและสนใจประเทศไทยที่มีอยู่ทั่วมุมโลกให้มาเจอกันกับเยาวชนไทย เพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตจริงที่ชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ 

“เราคิดอยากทำให้เป็นแบบชุมชนจำลองเล็กๆ ขึ้นมาที่นี่ แล้วก็สร้างสภาพแวดล้อมเป็นภาษาอังกฤษ ชีวิตช่วงท้ายของเราคือการเป็นจิตอาสา การมีความสุขจากการให้ตัวนี้แหละ ดังนั้น การทำที่นี่มันเป็นการตกตะกอนชีวิตเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษา เรื่องคุณงามความดีที่เราได้เสียสละแล้วก็เกิดความสุขจากการให้ พอทุกอย่างมารวมก็เลยเกิดเป็น ‘ฝึกภาษา ทำความดี ในวิถีพอเพียง’”  

04

เปรมปรีดี แปลว่า ทำความดีอย่างมีความสุข

บนสะพานไม้ในเย็นวันนี้ เรามีภาพพระอาทิตย์ตกพร้อมกับเด็กๆ กำลังเล่นน้ำอยู่เบื้องหน้า นี่คือสะพานไม้ที่ถูกสร้างเป็นวงแหวน มีจุดเริ่มต้นให้คนเดินออกไป ไม่ข้ามไปไหน แต่กลับมาที่เดิม ขวัญชัยตั้งชื่อสะพานแห่งนี้ว่า Here and Now เป็นสะพานแห่งสติที่ใช้ทำกิจกรรมฝึกโยคะทุกๆ เช้า และเป็นสัญลักษณ์ของการมีสติ

“มันเกิดจากพื้นที่ว่างมากแล้วเราอยากใช้พื้นที่ในน้ำให้คุ้มค่า ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมถึงทำเป็นวงแหวน คิดได้แบบนี้ก็ทำเลย ไม่รู้มีสะพานที่ไหนในโลกรึเปล่าที่ข้ามแล้วไม่ไปไหนแต่กลับมาที่เดิม เหมือนเราเดินทางมาแล้วทั่วโลก สุดท้ายก็กลับเข้ามาในนี้ ในใจของเรานี่แหละ สะพานนี้เลยเป็นสะพานแห่งสติ หมายถึงการเดินทางกลับมา” ขวัญชัยอธิบายต่อ ก่อนจะขอตัวไปเรียกเด็กๆ ให้รีบอาบน้ำแล้วมาทานข้าวเย็น ก่อนจะทำกิจกรรมภาคค่ำด้วยกันอีกเล็กน้อย 

กิจกรรมวันนี้จบลงราวๆ 4 ทุ่ม เรานั่งคุยกับขวัญชัยต่ออีกเล็กน้อยก่อนแยกย้ายไปเข้านอน อากาศตอนกลางคืนค่อนข้างเย็นสบาย จิตอาสาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทยอยกลับกระท่อมที่พักของตัวเอง

ขวัญชัยเล่าให้เราฟังถึงแพลนต่อไป เขาอยากสร้างร้านกาแฟเล็กๆ ให้ผู้คนภายนอกเข้ามาแวะเวียนได้มากขึ้น และเป็นร้านขายสินค้าดีๆ ของท้องถิ่นที่คนอาจยังไม่ค่อยรู้จัก เพื่อต่อยอดของดีในบ้านเกิดให้ยังคงอยู่ได้ยุคปัจจุบัน

“หลังกลับมาที่กาฬสินธุ์ เรามีโอกาสได้ไปเห็นผ้าฝ้ายของจังหวัดที่เราไม่รู้เลยว่าบ้านเราทำ เราเลยเกิดไอเดียว่าอยากคัดสรรสินค้าดีๆ ออกสู่ตลาดที่นี่ แล้วก็ออกสู่ตลาดออนไลน์ ไม่งั้นมันจะถูกลืมเลือนจางหาย เรามีวัตถุดิบ เรามีฝีมือด้วย แต่เพียงยังไม่ถูกจัดล็อกให้อยู่ถูกที่ถูกเวลา ให้ทันสมัย อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการให้กำลังใจคนทำ เรามีโอกาสได้ทำหน้าที่ช่วยคนในท้องถิ่น”

“ความคาดหวังในสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้คืออะไร” เราถาม

“เราอยากชวนเด็กแถวๆ นี้มาทำกิจกรรม อย่างน้อยที่สุดก็ให้เขาอยู่ในร่องในรอย ไม่ได้คาดหวังให้เขาต้องเก่งภาษาหรือโดดเด่นอะไร แต่ให้เขาทำกิจกรรมที่ดีงาม การจุดประกายให้คนที่ไร้โอกาสหรือมีโอกาสน้อยเป็นสิ่งสำคัญมาก

“ตอนนี้เรากำลังใช้ชีวิตตามพระบรมราโชวาทของรัชกาลที่เก้า เราบอกจิตอาสาต่างชาติเสมอว่าพระองค์ท่านเป็น The King who never act like a King พระองค์ไม่เคยสิ้นสำหรับเรา แล้วเราก็จะถ่ายทอดเรื่องนี้ต่อไปให้ทั้งคนไทยและคนต่างประเทศ ให้ผู้คนที่มาที่นี่ได้สัมผัสว่าการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงมันเป็นแบบนี้ กระท่อมของเรามันทั้งเล็กและแคบ แต่มีเด็กนักเรียนบอกว่าจริงๆ มันนอนได้พอดี ทำความสะอาดสามนาทีก็เสร็จ แล้วเราก็ทำอาหารกินเอง เก็บผักจากสวนด้านหน้ามากินทุกวัน มันก็เป็นหนึ่งนัยของความพอเพียง ชีวิตคนเราต้องการแค่นี้เอง”

  มนุษย์จะเปรมปรีดีหรือทำความดีอย่างมีความสุขได้ต้องลดทอนความคาดหวังลง ทำสิ่งดีๆ ให้สุดความสามารถ แล้วสุดท้ายมันจะไปถึงไหน ก็ต้องปล่อยไปตามผลของมัน

“ดูจากพฤติกรรมมนุษย์ เรารู้แหละว่าเราไม่มีทางช่วยโลกหรือธรรมชาติได้ แต่ถึงแม้เราจะทำให้โลกนี้ดีขึ้นไม่ได้ เราก็จะไม่ทำให้โลกนี้แย่ลง พอคิดแบบนี้มันลดทอนความเป็นซูเปอร์แมนในตัวเองลง แล้วกลับมาเป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีค่าน่ะ เราก็เลยต้องมีสถานที่แบบนี้ที่ชวนกันทำสิ่งดีๆ ช่วยกันดูแลโลกและสังคมเล็กๆ ของเราต่อไป”

 จากคนที่เคยตั้งหลักปักฐานอยู่ลอนดอน แต่วันนี้เขากลับเบนเข็มชีวิตกลับสู่ความพอเพียง ใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติที่รายล้อมอย่างสมดุล น่าสนใจว่าคนคนนี้กำลังนึกคิดต่อชีวิตอย่างไรอยู่

“ไม่รู้สึกว่าตัวเองต้องวิ่งตามอะไรอีกแล้วเหรอ” เราถาม

“เอาเข้าจริงแล้วโลกน่าเบื่อนะ แต่มันเป็นโชคดีของเราที่ได้ทำหน้าที่ตรงนี้ เท่าที่มีอยู่ก็เกินความคาดหวังแล้ว มีคุณพ่อคุณแม่ที่แข็งแรง ตัวเองก็โอเค สุขภาพโอเค เราไม่รู้จะเรียกร้องอะไรในชีวิตเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

“สมมติว่าชีวิตนี้คือเรือลำหนึ่ง เราคิดว่าเรามาถูกทางแล้ว คือกลับสู่ธรรมชาติ กลับสู่คุณงามความดี ไม่ได้มีเป้าหมายในเรื่องของวัตถุ ในวันที่เรือมันโคลงเคลงเจอพายุ เราก็ยังมั่นใจเหลือเกินว่าทิศทางที่กำลังไปนั้นไม่ผิด เราก็เปลี่ยนในสิ่งที่พอเปลี่ยนได้ตามกำลังของเรา มันสบายใจ แล้วก็นอนหลับสบายทุกวัน” เขาตอบ

Writer

นิภัทรา นาคสิงห์

เรียนจบคณะเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยริมแม่น้ำเจ้าพระยา หลงรักม็อคคาและชาร้อนอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ล่าสุดกำลังสนใจเรื่องธรรมชาติและความสุขในแง่ต่าง ๆ ของชีวิต

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน