ใครจะรู้ว่าในซอยหนึ่งไม่ใกล้ไม่ไกลจากเมืองทองธานี จะมีรถ Land Rover ซ่อนอยู่นับร้อยคันราวกับอาณาจักร

เราเดินทางมาไกล หลังได้ฟังเรื่องเล่าจากทีม The Cloud ว่ามีธุรกิจอู่ซ่อมรถที่รับเฉพาะคนร้อยเอ็ดเป็นพนักงานเท่านั้น แน่นอน คำถามแรก ๆ ที่เราถาม ประชัน หาญพละ คือมันเป็นจริงตามนั้นหรือเปล่า

เขาตอบกลับมาว่า “เป็นร้อยเอ็ดประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ อีก 10 เปอร์เซ็นต์เป็นขอนแก่น” เรื่องจริงแท้ที่สุดจึงกลายเป็นพนักงานทั้งหมดมาจากอีสานไม่ผิดแน่

บทความชิ้นนี้เกิดจากการนั่งคุยกับเขานาน 2 ชั่วโมงกว่า บวกกับการทดลองนั่งรถรอบเมืองทองอีกเกือบชั่วโมง ประชันเปลือยชีวิตตั้งแต่การเป็นลูกเกษตรกรเมืองร้อยเอ็ด ระหกระเหินมาทำงานที่ศูนย์รถอีกร่วมสิบปี ก่อนลาออกมาเปิดอู่นอกเองแบบเพิงหมาแหงน สู่เจ้าของกิจการอู่ซ่อมรถ Land Rover ใหญ่สุดในไทย ที่คัดเลือกพนักงานจากบ้านเกิดเป็นอันดับแรก

หลังพวงมาลัยรถคันละหลายล้าน พาหนะยอดนิยมของนักธุรกิจหลักร้อยล้านขึ้นไป คือผลงานของเหล่าช่างเลือดอีสานที่ไม่เพียงฝีมือดี แต่ยังอยู่กันเป็นครอบครัวเหมือนยกแผ่นดินอีสานมาไว้ที่นี่ 

ต่อไปนี้คือเรื่องราวการทำธุรกิจแบบบ้าน ๆ ของประชัน ที่รับรองว่าม่วนคักอย่าบอกใคร

ประชัน ออโต้เซอร์วิส อู่ซ่อมรถ Land Rover ใหญ่สุดในไทยที่พนักงานทั้งหมดต้องเป็นคนอีสาน
ประชัน ออโต้เซอร์วิส อู่ซ่อมรถ Land Rover ใหญ่สุดในไทยที่พนักงานทั้งหมดต้องเป็นคนอีสาน

นักสู้พันธุ์ข้าวเหนียว

ประชันบอกกับเราว่าเขาขี่มอเตอร์ไซค์เป็นตั้งแต่ ป.3 และขับรถยนต์เป็นตั้งแต่ ป.5 

แต่รถคันแรกที่ทำให้เกิดความชอบเรื่องเครื่องยนต์คือ แบคโฮ รถขุดดิน สมัยที่บ้านเกิดของเขาเริ่มขยายทางถนน

“เราไปนั่งดูเขาทำ แบคโฮมันจ้วงยังไง สวิงยังไง ไปทำตัวสนิทกับเขาจนเขาให้เราลองไปนั่งเล่น ได้ขับรถที่มันมีปุ่มเยอะ ๆ ล้อเอียงแล้วใบมีดมันจะหมุน เวลาคนขับไปกินข้าวเราก็ขับแทนแก ขับเล่น แต่งทางไปเรื่อย

“บ้านเราเป็นร้านขายของชำเล็ก ๆ ถ้าใครมีรถมอเตอร์ไซค์ เราก็จะให้เขาพาขี่รอบบ้านก่อนถึงจะขายของให้ หรือวัยรุ่นที่เขามีรถยนต์กลับมาจากกรุงเทพฯ เราก็จะไปถามเขาว่าขอนั่งด้วยได้ไหม”

ประชันเป็นเด็กที่ปั่นจักรยานไปกลับโรงเรียนกว่า 40 กิโลเมตรจนถึงมัธยมต้น ด้วยความที่ครอบครัวเกษตรกรของเขามีรายได้ไม่มากนัก เมื่อถึงชั้นมัธยมปลายก็เริ่มขัดสนที่จะจ่ายค่าเล่าเรียนต่อ แต่ประชันก็ยังตั้งใจเรียนอย่างหนัก เพราะเชื่อว่าการศึกษาจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นกว่าที่เป็น และถีบตัวเองให้พ้นจากความยากจน

“เราคิดกับตัวเองว่า ฉันต้องมาอยู่แบบนี้เหรอ ไม่อยากทำนา ไม่อยากทำไร่ เราไม่ได้อยากหนีจากความจนนะ แต่เราไม่มีสิทธิ์เลือกเหรอ เราจะหาจุดยืนของเราใหม่ การศึกษาเท่านั้นที่จะพาเราไปถึงจุดนั้นได้ 

“ถ้ามองว่าเรามีที่ทางแล้วจะไปทำนาอยู่กินอย่างสมถะก็ได้ แต่บางทีคนเรามันต้องไขว่คว้าหาสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิต เราอยากเรียนหนังสือ เราต้องได้ดีกว่านี้ เราอยากไปดูโลกกว้างบ้าง”

จากร้อยเอ็ด จุดมุ่งหมายต่อไปของประชันคือ ตักสิลา เมืองแห่งการศึกษา จ.มหาสารคาม หวังจะเป็นพรมปูทางให้เขาเข้ามาเรียนในเมืองหลวงได้สำเร็จ โดยอาศัยอยู่กับญาติที่เป็นช่างซ่อมรถไถ พอได้ช่วยซ่อมนิด ๆ หน่อย ๆ ตามประสา

ในที่สุดหนุ่มน้อยจากแดนอีสานก็ได้มีชีวิตในกรุงเทพฯ สมใจนึก ด้วยการเรียน ปวส. ที่สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ประชันอาศัยอยู่กับญาติและมีเพื่อนเป็นเครื่องยนต์อีกครั้ง แปลกที่คราวนี้เขาไม่ได้รับบทเป็นช่าง แต่หาเลี้ยงตัวเองด้วยการรับจ๊อบเสริมเป็นกระเป๋ารถเมล์สาย 6 ทุกเสาร์-อาทิตย์ 

เราถามเขาในภายหลังว่ามีอะไรเกี่ยวกับรถยนต์ที่ยังไม่เคยทำอีกบ้าง ประชันตอบทันควันว่า “คงไม่มีแล้ว” เพราะแม้กระทั่งนักแข่งรถออฟโรดเขาก็เคยเป็น

เรื่องราวของเขาเริ่มจะสนุกเข้มข้นก็ตรงนี้ เพราะหลังเรียนจบ เขาดันเลือกไปเป็นครูสอนหนังสือเด็กช่าง พบเจอคนที่มีต้นทุนชีวิตสูงกว่าแต่กลับโยนทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย ทำให้ประชันคิดอยากมีธุรกิจของตัวเองเป็นครั้งแรก

“ชีวิตเราแม่งตื่นตั้งแต่ตี 5 ปั่นจักรยานไปกลับวันละ 40 กิโล ความคิดของเด็กบ้านนอกนะ เราคิดว่าทำไม ทำไมถึงไม่เป็นกูวะ”

ประชัน ออโต้เซอร์วิส อู่ซ่อมรถ Land Rover ใหญ่สุดในไทยที่พนักงานทั้งหมดต้องเป็นคนอีสาน
ประชัน ออโต้เซอร์วิส อู่ซ่อมรถ Land Rover ใหญ่สุดในไทยที่พนักงานทั้งหมดต้องเป็นคนอีสาน

เพิงหมาแหงน

สอนนักเรียนอยู่ได้ปีกว่า ประชันก็ไปสะสมประสบการณ์มาเต็มกระเป๋าจากการทำงานที่ศูนย์ซ่อม Land Rover อีกกว่า 13 ปี นานพอที่จะทำให้พนักงานคนหนึ่งออกรถป้ายแดงให้ครอบครัวได้ 

ระหว่างนั้น ความคิดสมัยเป็นครูก็คอยวนเวียนมากวนใจอยู่เรื่อย ๆ ว่าเขาจะต้องเป็นเจ้าของธุรกิจให้ได้ในสักวัน หลังจากประชันเริ่มเล่าความฝันของตนให้ภรรยาฟัง เป้าหมายนั้นก็ไม่ใช่ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ อีกต่อไป

สองสามีภรรยาทุบหม้อข้าวตัวเองแตก ทำธุรกิจอู่ซ่อมรถในสภาพเพิงหมาแหงน ตัวเขาอาศัยความเชี่ยวชาญและลูกค้าเก่าจากการซ่อมรถมานานนับทศวรรษ ส่วนฝ่ายหญิงเป็นอดีตนักบัญชี ถือว่าเป็นคู่สร้างคู่สมเลยก็ว่าได้ 

“เรากางเต็นท์แบบเพิงหมาแหงนอยู่ข้างทาง ลูกค้าที่รู้จักกันก็ทยอยเข้ามา จนทำให้เราต้องขยายกิจการมาอยู่ที่นี่ 

“เขาไม่ได้สนใจเรื่องสิ่งปลูกสร้างหรอก คุณมาอยู่เพิงหมาแหงนอย่างนี้เหรอ คนเรามันดูที่ฝีมือ ลูกค้าเขาจะสนใจว่าดูแลเรื่องรถยนต์ให้ฉันจบมากกว่า รู้จักเกี่ยวกับระบบแลนด์โรเวอร์มากกว่า ดีกว่าเขาไปเข้าศูนย์ที่ โอเค คุณกลับบ้านนะ เสร็จแล้วจะโทรบอก แต่บางคนเขาต้องการนั่งคุยกับช่าง ลองรถกับช่าง ว่ารถเป็นอะไร มีส่วนไหนที่ต้องระวังหรือดูแลบ้าง”

จนถึงตรงนี้ก็ยังไม่เห็นว่าประชันเอาขาเข้าไปเกี่ยวกับวงการธุรกิจตอนไหน เขาบอกกับเราว่าต้องผลัดกันไปลงเรียนเพิ่ม ภรรยาเรียนวันเสาร์ ตัวเขาเรียนวันอาทิตย์ เมื่อเรียนรู้เรื่องธุรกิจจนครบถ้วนกระบวนการ ก็ยากที่จะมีใครมาเอาเปรียบ อย่างการนำเข้าส่งออกสินค้าที่ผู้ประกอบการควรรู้ไว้เป็นอย่างยิ่ง

ปัจจุบันอู่ซ่อมรถของประชันมีพนักงานอยู่เกือบ 30 คน แบ่งเป็นแผนกเครื่องยนต์ แผนกทำสี แผนกประกอบ แผนกซ่อมทั่วไป ช่างทุกคนเลือกแผนกได้ตามความถนัด และลูกค้าทุกคนสามารถเดินเข้ามาพูดคุย บอกความต้องการกับช่างได้อย่างใกล้ชิด 

ส่วนอายุ ช่างของประชันมีตั้งแต่วัยรุ่นอายุ 18 ไปจนถึงคนอายุ 70 ที่เก่าแก่พอ ๆ กับรถคลาสสิกด้านหลังนั่นแหละ เขาตั้งฉายาให้อย่างติดตลกว่า ช่างเทวดา จนเราต้องถามต่อว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

“เพราะจะไปแตะต้องเขาไม่ได้เลย” ประชันตอบพร้อมกับเสียงหัวเราะ

ประชัน ออโต้เซอร์วิส อู่ซ่อมรถ Land Rover ใหญ่สุดในไทยที่พนักงานทั้งหมดต้องเป็นคนอีสาน
ประชัน ออโต้เซอร์วิส อู่ซ่อมรถ Land Rover ใหญ่สุดในไทยที่พนักงานทั้งหมดต้องเป็นคนอีสาน

ช่างเทวดา

“คิดตั้งแต่ตอนอยู่ข้างทางว่า ทำไมมีโอกาสแล้วไม่ดึงคนอื่นให้มีโอกาสเหมือนเรา ถ้าเขาอยากกินดี เขาก็ต้องได้กินดีเหมือนเรา ทำไมเราไม่ไปสอนเขา ทำไมไม่ดึงมาทำด้วย ไม่มีความคิดว่ากลัวเขาจะรวยกว่า คิดแค่ว่าอยากให้เขาได้มีชีวิตดีขึ้นเหมือนกันกับเรา 

“เราเลี้ยงข้าวช่าง 3 มื้อ ใครอยากกินอะไรแม่บ้านก็ทำให้หมด ค่าข้าวอย่างมากก็วันละ 200 – 300 บาทแล้วนะ เดือนหนึ่งก็เกือบหมื่น พนักงานเกือบ 30 คน ต้องมีงาน Happy Birthday ทุกเดือนถูกไหม (หัวเราะ) แต่ที่นี่เราเป็นคนจ่าย มีวงเงินให้

“อยากให้เขามีเงินเก็บ พอมีแล้วการบริหารงานมันจะไม่รั่วไหล เขาจะไม่คิดลักเล็กขโมยน้อย ถ้าเลี้ยงไม่อิ่มก็อาจจะคิดเยอะ รับจ๊อบไปตามบ้าน ดูกระสอบข้าวสารตรงนู้น” เขาชวนให้เรามองไปตามไปยังลานกว้างกลางอู่ “เราทำนาเพื่อมากินที่นี่เลย

“เราบังคับพนักงานทุกคน ต้องโอนตังค์ให้พ่อแม่เดือนละ 3,000 บาท พ่อแม่เขาจะได้กินอยู่สบาย อยากให้เขามีความภูมิใจในตัวเอง ไม่ใช่ทำงานไป 3 ปีไม่มีอะไรเลย มันท้อนะ 30 ชีวิตนี้เวลากลับบ้านพ่อแม่เขาก็ดีขึ้น ขับรถกลับบ้านเรียงกัน 3 คันแบบนี้ มันก็มีความสุข”

ไม่เพียงดูแลคนที่ร้อยเอ็ดเท่านั้น ประชันเพิ่มเงินเดือนเป็นค่าเช่าห้องให้กับพนักงานที่มีครอบครัวอยู่ที่นี่ ส่วนคนไหนที่ครองตัวเป็นโสดก็มีห้องนอนบนชั้นสองของอู่ให้อยู่ฟรี เสื้อผ้าชุดยูนิฟอร์มก็ตัดเย็บให้อย่างดี เพราะเขาพยายามประหยัดรายจ่ายของทุกคนให้ได้มากที่สุด แม้คนที่ต้องเสียมากขึ้นจะเป็นตัวเขาเองก็ตาม

ประชัน ออโต้เซอร์วิส อู่ซ่อมรถ Land Rover ใหญ่สุดในไทยที่พนักงานทั้งหมดต้องเป็นคนอีสาน

โรงเรียนเพาะช่าง

ประชันเล่าว่า การที่พนักงานทั้งหมดเป็นคนอีสานทำให้พูดคุยกันได้ทุกเรื่อง ทุกคนมีปูมหลังคล้ายกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ค่อยอิจฉาริษยา เขาเองก็เคยรับคนจากหลากหลายพื้นที่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเด็กเมืองนั้นมีวิถีชีวิตแตกต่างกันมาก ทำให้บางครั้งก็พากันออกนอกลู่นอกทาง นำปัญหาภายนอกเข้ามาจนวุ่นวาย

“ที่นี่เราสอนกัน ช่วยกัน เรียนรู้เทคนิคจากกัน มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เจ้าไขน็อตบ่เบิดเด้อ ข้อยขันให้ มื้อนี้มึงดีนะที่กูไปตรวจให้ยู้ ด้วยความมาจากพื้นที่เดียวกันก็ต้องช่วยกันสร้างองค์กร เพื่อนที่ยังสอนอยู่วิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด มหาสารคาม ขอนแก่น เขาก็จะเอาเด็กฝึกงานมาส่งให้เรา

“จะมาจากถิ่นไหนก็โอเค ขอแค่เข้ากับพวกเราได้ และเราคัดเด็กนะ กฎคือห้ามดื่มเหล้าระหว่างขับรถส่งของ ง่วงก็จอดพักนะลูกพี่ เพราะสินค้าบนรถของเรามีมูลค่ามหาศาล ยาเสพติดก็ห้ามเด็ดขาด ที่นี่รับประกันเลย เพราะว่าเราตรวจเด็กทุกเดือน ถ้ามีคืออัญเชิญออก ลาขาด นี่คือองค์กรเรา ไม่งั้นมีแต่ความเสียหาย”

นอกจากนี้เวลาไปดูงานเรื่องรถที่ต่างประเทศ ประชันจะไปพร้อมกับพนักงานอย่างน้อย 2 คนและล่ามแปลภาษา อัดคลิปไว้ทั้งหมดเพื่อนำกลับมาให้ทุกคนศึกษาเองที่เมืองไทย และเขาจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษช่วงเงินเดือนออก ประชันเล่าพลางหัวเราะว่า ช่วงนี้จะปล่อยให้หยุดงานไม่ได้เป็นอันขาด เขาลงมือสอนหนังสือให้กับพนักงานรุ่นเล็กทุกคน ส่วนรุ่นใหญ่ก็ฝึกฝนการแก้ปัญหารถยนต์ผ่านการดูวิดีโอด้วยเช่นกัน ไม่เช่นนั้นกิเลสคงเข้าครอบงำเป็นแน่

ประชัน ออโต้เซอร์วิส อู่ซ่อมรถ Land Rover ใหญ่สุดในไทยที่พนักงานทั้งหมดต้องเป็นคนอีสาน
ประชัน ออโต้เซอร์วิส อู่ซ่อมรถ Land Rover ใหญ่สุดในไทยที่พนักงานทั้งหมดต้องเป็นคนอีสาน

เท่าที่ฟังมา รูปแบบการดูแลพนักงานของเขาคล้ายกับโรงเรียนประจำอยู่ไม่น้อย เราจึงถามเขาถึงวิธีการควบคุมให้ลูกอีสานทุกคนปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด

“ตอนเทรนเราจะพูดถึงชีวิตก่อน คุณมาอยู่ตรงนี้เพื่ออะไร คุณมาทำมาหากิน คุณมาเป็นช่าง วันหนึ่งคุณโตไปเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นบุคลากรของสังคม คุณต้องมีความรู้ อย่ามัวมาเล่นไร้สาระ เสเพลเสพยาบ้าอยู่นี่ไม่มีประโยชน์ เด็กพวกนี้ต้องอบรมเพราะพื้นเพเขาคือเด็ก ม.3 เด็กเกเรที่พ่อแม่พี่น้องฝากมา เราก็เอามาชุบจนดีทุกคน เปลี่ยนหัวสมองมันใหม่หมดเลย สอนให้เขาได้เรียนรู้ว่านี่คือสิ่งที่จะติดตัวไปตลอดชีวิตจนวันตาย

“พอเป็นคนบ้านเดียวกัน ถ้าวันนี้จะส่งแล้วขอเลื่อน เราก็จะพูดแรงนิดหนึ่งว่า เงินเดือนพวกมึงกูเปลี่ยนเป็นวันที่ 15 บ้างได้ไหม มันก็จะทันกันตรงนี้ ไม่มีลูกเล่นเยอะ”

ตลอดเวลาการพูดคุย สำเนียงท้องถิ่นกับลีลาการเล่าของประชัน ทำให้พอจะเข้าใจว่า แม้โรงเรียนประจำแห่งนี้จะเต็มไปด้วยข้อกำหนดกฎเกณฑ์ แต่ก็คงเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่นักเรียนกับครูใหญ่หยอกล้อกันได้อย่างสนิทสนม เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ 

…แล้วก็เรื่องน่าปวดหัว

“ช่างบางคนอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็กก็ดึงเขามาทำงานด้วย เราบอกเขา ทำไมไม่คลุมผ้ารถ มื้อนี้ฝนมันบ่ตกดอกหำ เอ้า แล้วพี่จะรู้ได้ไง นี่แหละคือคำว่าญาติพี่น้อง ต้องค่อย ๆ บอกเขาว่า ไปคลุมให้หน่อยแหน่”

ข้อเสียที่ต้องเผชิญก็หนีไม่พ้นความสนิทสนมอีกเช่นเคย  เพราะคำที่ถูกบรรจุไว้ให้เป็นนิสัยยอดนิยมของคนไทย นั่นคือ หยวน ๆ ให้หน่อย เดี๋ยวค่อยทำ

ประชันจึงต้องสลับบทบาทของตนอย่างชัดเจน นับจาก 8 โมงเช้าเป็นต้นไปทุกคนคือพนักงานโดยมีเขาเป็นผู้บริหาร จะมาเกรงใจกัน ไม่กล้าใช้งานพี่น้องไม่ได้ ต่อให้เป็นช่างเทวดาก็ไม่สน เว้นเสียแต่ช่างมีอายุที่เขาสนิทมาก ประชันต้องอาศัยลูกล่อลูกชน มอบหมายให้ภรรยาเป็นคนจัดการความเรียบร้อย (ในที่นี้คือการว่ากล่าวตักเตือน) เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ถึงมือภรรยา เมื่อนั้นก็เหมือนผึ้งแตกรังทุกที 

พอเข็มนาฬิกาบอกเวลา 5 โมงเย็นพอดี จากนายช่างก็พากันถอดเสื้อคลุม กลายมาเป็นลุงหลานครอบครัวเดียวกัน ล้อมวงกินข้าวด้วยกันเหมือนเดิม 

อู่ซ่อมรถ Land Rover ครบวงจร ช่วยสร้างอาชีพให้คนอีสาน กินฟรีตลอดวัน และมีกฎให้พนักงานส่งเงินกลับบ้านเดือนละ 3,000 บาท
อู่ซ่อมรถ Land Rover ครบวงจร ช่วยสร้างอาชีพให้คนอีสาน กินฟรีตลอดวัน และมีกฎให้พนักงานส่งเงินกลับบ้านเดือนละ 3,000 บาท

ไปหนำแหน่

หากจะนับว่าในประเทศไทยมีอู่ซ่อมรถ Land Rover โดยเฉพาะอยู่เท่าไหร่ ก็ให้ใช้แค่มือข้างเดียว 

“ถือว่าขาดแคลนมากนะ แต่ใครไม่มีประสบการณ์เปิดไม่ได้หรอก อู่พวกนี้จะอยู่ยืนยาวได้ต่อเมื่อฝีมือคุณดีจริง เพราะสังคมมันแคบมาก” 

นอกจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่เพิ่มขึ้นทุกวัน มองปราดเดียวก็รู้ว่างานช้าเพราะอะไร ไม่เว้นช่องว่างให้พนักงานโกหก จุดแข็งอีกอย่างของเขาคือการเป็นอู่ครบวงจร แทนที่เจ้าของรถจะตระเวนไปซ่อมช่วงหลังร้านนี้ที ตั้งศูนย์ใหม่ร้านนู้นที ประชันรวบรวมทุกบริการมาไว้ที่นี่ จะสี จะผ้า จะหลังคา แอร์ ยาง ก็ทำให้หมดในครั้งเดียว จึงเป็นเหตุที่ทำให้เขาต้องลงทุนกับพนักงานอย่างเต็มที่ เพื่อรักษามาตรฐานให้ได้ดีในทุกกระบวนการ

“อะไหล่เราก็มีครบทุกอย่างทั้งใหม่และมือสอง นำเข้าเอง ต้นทุนก็ถูกกว่า เรื่องเงินไม่ค่อยเป็นปัญหาของลูกค้า แต่ถ้าเขาสั่งเองแล้วใช้ได้ 3 เดือนพังใครจะรับผิดชอบ ถ้ามาหาเรา ราคาเท่ากัน แต่ประชันเคลมให้”

อู่ซ่อมรถ Land Rover ครบวงจร ช่วยสร้างอาชีพให้คนอีสาน กินฟรีตลอดวัน และมีกฎให้พนักงานส่งเงินกลับบ้านเดือนละ 3,000 บาท

ด้วยความเป็นศูนย์นอก Land Rover ที่ใหญ่ที่สุดในไทย ก็คล้ายจะเป็นศูนย์กลางของคนรักรถด้วยเหมือนกัน ประชันจัดทริปพาก๊วน Land Rover ขึ้นเหนือล่องใต้ ไต่ขอบประเทศไปไกลถึงเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา ลาว เวียดนามก็มี โดยเขาไปในนามทีมเซอร์วิส หลังผ่านเส้นทางดีสลับลูกรัง ช่างก็เตรียมพร้อมที่จะตรวจเช็กสภาพรถให้พร้อมใช้งานทุกเช้า เพียงแค่ยื่นกุญแจให้ 

เป้าหมายต่อไปของเขา จึงเป็นการกระจายกิจการให้ครอบคลุมหลากหลายพื้นที่มากขึ้น 

“อายุเยอะแล้ว อยากให้ทุกคนที่อยู่ในอ้อมกอดของเราขยายกิจการให้ได้ อยากมีเครือข่ายที่สงขลา สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ ขอนแก่น อุดรธานี มีให้หมด คุณไม่ต้องพะวงเลยว่าไปไหนแล้วจะไม่มีคนซ่อม” 

อู่ซ่อมรถ Land Rover ครบวงจร ช่วยสร้างอาชีพให้คนอีสาน กินฟรีตลอดวัน และมีกฎให้พนักงานส่งเงินกลับบ้านเดือนละ 3,000 บาท

อีสานคงกระพัน

ช่วงสุดท้ายของการสนทนา ประชันสตาร์ทรถคู่ใจพร้อมพาเรากับน้องฝึกงานอีกคนนั่งรถไปด้วย เหตุเกิดจากคำถามว่าทำไมถึงชอบ Land Rover เขาไม่ตอบ แต่บอกให้ลองนั่งแล้วจะรู้

สิ่งที่เรารู้ คือประชันในวัย 46 ปี หวังเพียงมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี และขอให้ลูกหลานของเขาตั้งหลักเป็นเท่านั้น 

“มีคนหนึ่งทำ Land Rover กับเรามาสิบกว่าปี พอเดินได้ขาแข็งแล้วเขาก็ไปเปิดสาขาที่ขอนแก่น ชีวิตดีขึ้น เป็นเจ้าของธุรกิจ มีอู่เหมือนเรา เอาคนในพื้นที่มาเป็นพนักงานเหมือนเรา แต่เขายังเรียกเราเฮียเหมือนเดิม ไปไหนเฮียมีที่พักนอนสบาย อยากกินอะไรน้องมันก็พาไปกิน เพราะเขาเกิดมาจากน้ำใจเรา เราสอนให้เขาเป็นนายคนและเป็นนายตัวเองให้ได้”

หนุ่มใหญ่ผิวคล้ำแดดชวนสังเกตตลอดทาง ว่าทัศนวิสัยบนท้องถนนชัดเจนมากขนาดไหนด้วยท่วงท่าทะมัดทะแมง มีฐานะ ต่างจากภาพจำความเป็นอีสานที่คนบางกลุ่มยังคงมองว่า…

“โง่ เขามองว่าคนอีสานมันโง่ ซื่อบื้อ หลอกใช้ง่าย” ประชันพูดสวนมาทันทีแม้เราจะยังพูดไม่จบ

ทำให้อยากรู้ต่อว่าในฐานะเด็กอีสานที่ดิ้นรนด้วยตัวเองมาจนถึงจุดนี้ ผ่านการฝึกฝนบักหำหล่ามาก็มากจนเป็นช่างฝีมือดี แล้วตัวเขาเองมองภาพคนอีสานในปัจจุบันนี้อย่างไร 

“ด้วยความจน ยุคหนึ่งการศึกษาอาจจะยังเข้าไม่ถึง แต่ยุคนี้ไม่ใช่แบบที่คุณคิดหรอก 

“หนึ่ง คนอีสานเขามีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สอง เขาเป็นคนรักเพื่อนฝูง สาม เขาไม่เอาเปรียบใคร โดยพื้นเพเป็นคนชอบสนุก ชอบเต้นรำฟังเพลง แต่ความซื่อทำให้คนอีสานมีข้อเสียอยู่อย่าง คือไว้ใจคนง่าย

“เกณฑ์การรับพนักงานเราเลยเลือกจากพื้นเพก่อน ไม่ได้แปลว่าไม่รับเหนือ ไม่รับใต้นะ แต่ต้องยอมรับว่ามันทำให้บ้านเราที่ร้อยเอ็ดดีขึ้น

“พ่อแม่ลูกน้องจากที่เคยลำบากก็มีเงินใช้ทุกเดือน มีเงินซื้อหยูกซื้อยา ซื้ออาหารกิน ถึงลูกเขาจะมาจากสังคมเสื่อมโทรม เราก็มาปรับให้เขามีความคิด เป็นคนใหม่ ในบุคลิกใหม่ ใช้ชีวิตแบบมีวิชาความรู้ให้มากที่สุด พอเด็ก ๆ ได้เห็นว่าลุงคนนี้ น้าคนนี้ พี่คนนี้ สร้างตัวได้จากหยาดเหงื่อแรงงาน เขาก็อยากจะเอาเป็นแบบอย่าง ถ้าวันหนึ่งสังคมที่เราเลี้ยงขึ้นมามันดี เด็กที่มีปมด้อยพวกนี้ก็จะหายไปเรื่อย ๆ

“พี่มีรอยยิ้ม น้องก็มีรอยยิ้ม สิ่งนี้มันยิ่งกว่ากำไร” ประชันแสดงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลเกินกว่าทัศนวิสัยรถในฝันของเขาเสียอีก

อู่ซ่อมรถ Land Rover ครบวงจร ช่วยสร้างอาชีพให้คนอีสาน กินฟรีตลอดวัน และมีกฎให้พนักงานส่งเงินกลับบ้านเดือนละ 3,000 บาท

Lesson Learned:

  • การทำธุรกิจแบบครอบครัว ควรหาเส้นแบ่งระหว่างเจ้านายกับลูกน้องให้เจอ ข้อดีคือเปิดอกคุยกันได้ทุกอย่าง แต่ข้อเสียคือความสนิทสนมและความเกรงใจ อาจทำให้แผนงานยืดหยุ่นจนควบคุมยาก
  • ตอบโจทย์ที่ลูกค้าต้องการได้ในครั้งเดียวด้วยการทำธุรกิจครบวงจร สิ่งสำคัญคือต้องรักษามาตรฐานให้ได้ในทุกกระบวนการ 
  • ไม่จำเป็นต้องรับทุกคนที่สมัคร แต่ขอให้คัดเลือกพนักงานเสมอ เฟ้นหาคนที่พร้อมจะเรียนรู้ เพื่อให้ง่ายต่อการพัฒนาฝีมือในอนาคต
  • ลงทุนกับพนักงานอย่างเต็มที่ ทั้งเงินเดือน สวัสดิการ ความเป็นอยู่ เพื่อให้พนักงานรับผิดชอบภาระน้อยลง ทำงานที่รับมอบหมายได้อย่างเต็มกำลัง
  • การดึงคนจากพื้นเพเดียวกันมาช่วยงาน ไม่เพียงสร้างอาชีพให้กับคนในพื้นที่ แต่ยังส่งเสริมให้คุณภาพของสังคมโดยรวมดีขึ้นตามไปด้วย

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ไม่ต่างจากทุกคนที่กำลังอ่านบทความนี้

แม้ว่าหน้าตาจะได้อยู่และดูเหมือนผ่านไปไม่นาน แต่จำนวนนิ้วในมือมีไม่พอจะนับขวบปีล่าสุดที่ใส่เครื่องแบบนักเรียนเต็มยศ ไม่แปลกที่พวกเราจะสนุกเป็นพิเศษเมื่องานเลี้ยงปีใหม่ออฟฟิศ หรืองานแต่งเพื่อนกำหนดให้ใส่เครื่องแบบนักเรียนย้อนวัยหวาน

แต่ถึงจะไม่มีเหตุจำเป็นให้ใส่เครื่องแบบนักเรียน หรือซื้อหาให้บุตรหลานในเร็ววันนี้ เราก็ยังอยากแนะนำคุณให้รู้จัก Rompboy School เจ้าของเดียวกับ Rompboy แบรนด์สตรีทแวร์ชื่อดังอยู่ดี

ครั้งหนึ่ง The Cloud เคยคุยกับ บู้-ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์ มือเบสวง Slur และเจ้าของแบรนด์ Rompboy ถึงทุกเรื่องที่เกี่ยวกับแบรนด์แล้ว ในคอลัมน์ Street View ทั้งเรื่องความตั้งใจและสัญชาตญาณในการทำการตลาดที่ทำให้ทุกคนรักแบรนด์นี้

จากแบรนด์สตรีทแวร์ที่ประสบความสำเร็จในทุกโปรเจกต์ ที่ไม่ว่าจะออกสินค้าอะไรมาก็ขายหมดภายในเวลาสั้นๆ สู่แบรนด์รองเท้านักเรียน Rompboy School โปรเจกต์แรกของการเข้าสู่วงการชุดเครื่องแบบตามที่เคยฝันไว้ มีเรื่องราวเบื้องหลังการทำแบรนด์ที่สนุกกว่าที่คิด

ใครจะรู้ว่าสินค้าหน้าตาเรียบๆ อย่างรองเท้านักเรียนจะมีกระบวนการทำงานที่สุดเหวี่ยง ตั้งแต่ คุยกับกระทรวงศึกษาธิการ การออกแบบรองเท้านักเรียนในฝัน กระบวนการผลิตและโปรโมต รวมไปถึงความฝันอันสูงสุดที่ฟังแล้วทำให้อดเอาใจช่วยไม่ได้ อย่าง “ผมจะดีใจมากเลยถ้าวันหนึ่งผมเห็นเด็กๆ เพื่อนของลูกที่ใส่ Rompboy School เหยียบส้นถอดทิ้งไว้เต็มหน้าบ้านผม นี่คือเส้นชัยของผมเลย”

บู้ ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์

เรื่องหนึ่งที่มั่นใจแน่ๆ เมื่อคุณมาร่วมวงฟังบทสนทนาด้านล่างคือ สายตาที่คุณเคยมีต่อรองเท้านักเรียนจะเปลี่ยนไป

นั่นคือ ไม่ใช่แค่ภาพเด็กหนุ่มในชุดนักเรียนที่จะดึงดูดคุณ แต่เป็นรองเท้าทรงสวยที่ใส่กับชุดอะไรก็ดูจะเข้ากันไปต่างหาก ที่ทำให้ต้องหยุดอ่าน (และเขียน) บทความนี้กลางทาง เพื่อแวะไปโรบินสันที่ใกล้ที่สุด

ในวันที่แบรนด์ Rompboy เติบโตอย่างสดใส อะไรทำให้คุณตัดสินใจเริ่มต้นทำรองเท้านักเรียน

น้อยคนจะรู้ว่ารองเท้าผ้าใบ Rompboy เป็นไอเดียที่สองรองจากรองเท้านักเรียนที่ต้องพับเก็บไปก่อน

ผมโตในยุคที่รองเท้านักเรียนเราไม่มีทางเลือก มีแบรนด์ที่อยู่กระแสหลักไม่กี่แบรนด์ และผมในวันนั้นเป็นเด็กที่ชอบแต่งตัวมาก สัปดาห์หนึ่งมี 7 วัน เรามาโรงเรียนมากกว่าไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนๆ อีก เราก็อยากมีไอเทมที่แสดงความเป็นตัวเองออกมา นี่เป็นสิ่งที่ฝังในใจเราเล็กๆ ว่าวงการเครื่องแบบนักเรียนควรจะมีอะไรที่ตอบโจทย์กลุ่มพวกเราบ้าง กลุ่มที่ชอบอะไรที่แปลกแตกต่างจากชาวบ้าน

ยุคนั้นเด็กแนวจะใส่พวก Diadora พวก Nike สีดำ หรือพวก Converse แต่จะโดนริบเพราะดีไซน์ค่อนข้างหวือหวา ส่วนรองเท้าสีขาวล้วนหรือน้ำตาลล้วนก็ไม่ค่อยมีให้เห็น เราก็ได้แก่เก็บความอยากทำนี้ไว้ จนลืมไปเลย จนกระทั้งวันหนึ่งที่ผมเริ่มทำกางเกง เริ่มรู้ว่ามีคนชื่นชอบเหมือนกันกับเรา ผมรู้สึกว่าผมอยากทำให้มันเกิดขึ้นจริง เลยเอาไอเดียนี้ไปคุยกับพี่กระชาย (จตุรวิธ ฉัตตะละดา) นักร้องนำ Death of a Salesman ซึ่งทำงานเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์และกลยุทธ์อยู่แล้ว เขาให้คำแนะนำว่าทำได้ แต่ควรจะทำแบรนด์หลักเพื่อสื่อสารให้วัยรุ่นเข้าใจก่อน จึงเริ่มทำรองเท้าผ้าใบตั้งแต่วันนั้นมา

Rompboy School

Rompboy School

เราคิดว่าตลาดรองเท้านักเรียนค่อนข้างลึกลับ อะไรทำให้คุณมั่นใจว่า Rompboy School พร้อมเข้าสู่วงการ

ตามกฎระเบียบของเฟซบุ๊กทำให้เรารู้ข้อมูลแฟนเพจที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปได้เท่านั้น แต่นักเรียนมัธยมอายุ 12 – 18 ปี ซึ่งแม้จะไม่มีข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการเจาะตลาด แต่เราก็เชื่อลึกๆ ว่าต้องมีกลุ่มที่พร้อมไปกับเราอยู่ ตอนนั้นคิดแค่ว่าถึงเวลาของ Rompboy School แล้วลุยเลย มาทำรองเท้าแบบทรงที่เราคิดว่าสวยที่สุดในวงการเครื่องแบบนักเรียนกันเถอะ เท่านั้นเอง

คิดจะทำให้สวยที่สุด แต่หัวใจสำคัญที่สุดของรองเท้านักเรียนคือต้องถูกระเบียบ คุณจัดการเรื่องนี้อย่างไร

ตอนที่จะเข้าไปคุยกับกระทรวงศึกษาฯ ผมโทรไปสอบถาม จึงได้รู้ว่าไม่มีคนที่ทำงานดูแลเรื่องเครื่องแบบนักเรียนนานแล้ว เลยได้คุยกับศึกษาภัณฑ์ เขาบอกว่าหลักเกณฑ์จริงๆ นั้นง่ายมาก ต้องเป็นรองเท้าทรงแฟลต ห้ามเสริมส้นสูง สีล้วน ห้ามมีราคาแพง เพื่อที่เด็กและผู้ปกครองจะสามารถซื้อได้ ตอนนั้นตั้งใจจะขาย Rompboy School 1,500 บาทด้วยซ้ำ เขาก็บอกว่าราคาสูงนะ แต่ถ้ามั่นใจว่าขายได้ก็ขายได้แหละ

นอกจากนี้ ห้ามมีเลเยอร์หรืออัพเปอร์เยอะ นั่นคืออย่ามีรายละเอียดเยอะเกินไป แค่นี้ก็เป็นรองเท้านักเรียนได้แล้ว แต่ก็จะมีสีกำหนดอยู่ เช่น ห้ามสีขาวครีม ต้องเป็นขาวสว่างออกสีม่วงนิดๆ ซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยชอบ เป็นต้น ทั้งหมดนี้คือข้อห้าม ถ้าทำนอกจากนี้จะเป็นรองเท้าผิดระเบียบ

บู้ Slur

Rompboy School

แล้วคุณทำให้ Rompboy School ทั้งถูกระเบียบและเท่ไปพร้อมกันได้ยังไง

ก่อนจะเข้ามาทำรองเท้านักเรียน ผมเริ่มจากมองว่าผมชอบอะไรในรองเท้านักเรียนบ้าง อย่างแรกสีของรองเท้าที่เป็นโมโนโครมสีเดียวกันทั้งหมด ซึ่งดีงามอยู่แล้ว ดังนั้น ในความถูกระเบียบเราแค่ทำให้มันลงตัว แค่นั้นเลย ถ้าทำความมินิมอลของสีที่มีอยู่ให้ลงตัวมันก็จะสวยงาม

สิ่งแรกที่ผมจะทำคือเปลี่ยนพื้นรองเท้าให้เป็นสีเดียวกันกับรองเท้า ส่วนนี้เป็นต้นทุนที่มหาศาลมาก แต่ผมอยากทำให้ดูเป็นโมโนโครมจริงๆ โดยที่เราก็ยังเก็บสีเขียวไว้ใช้กับพื้นรองเท้าด้านใน ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของรองเท้าผ้าใบยุคเก่าอยู่แล้ว และจากเดิมที่เราคิดว่าหัวรองเท้าใหญ่เกินไปเราก็ทำให้เรียวขึ้น รวมถึง Midsole กันกระแทกที่แทรกระหว่างพื้นรองเท้า ซึ่งผมเสริมเพิ่มอีกชั้นเป็นรายละเอียดที่ทำให้ดูสำอางขึ้น รูร้อยเชือกที่ลดทอนให้เหลือ 4 รูแบบรองเท้ายุค 60 รวมถึงเลือกใช้เชือกที่ใช้ทนทาน

เรื่องหนึ่งที่ภูมิใจมากๆ คือ ผมเป็นคนไม่ชอบโลโก้เท่าไหร่หรือถ้าจะมีก็ต้องมีให้น้อยที่สุด ดังนั้น คุณจะไม่เห็นโลโก้อยู่บน Rompboy School

การทำให้ถูกระเบียบ ทำให้รู้สึกขัดใจตัวเองบ้างมั้ย

ไม่เลย ผมว่าเรื่องนี้สนุกมากกว่าการตั้งใจขัดกฎระเบียบมากๆ เสียอีก

พอย้อนกลับไปช่วงที่เราเป็นเด็กมัธยม จำได้ว่าเป็นปมในใจเล็กๆ ว่าผมนั้นมันไม่มีอะไรดีไปกว่าเพื่อนๆ เลย ผมเตะบอลห่วยมาก เป็นตัวที่แบบโอน้อยออกแล้วยังต้องเป่ายิ้งฉุบเพื่อรับผมไปเป็นตัวแถม สเก็ตบอร์ดก็ไม่รอด ทำอะไรไม่เก่งนอกจากเล่นดนตรี ทำให้คิดว่าตัวเองต้องหาอะไรบางอย่าง เพื่อดิ้นจากสิ่งที่มี ตรงนี้แหละ จุดสนุกเลย เมื่อเรารู้ว่าเรื่องนั้นมีกรอบอยู่ แล้วเราก็จะคิดหาความสนุกที่อยู่ในกรอบไม่กระโดดออกจากกรอบเพราะนั่นมันง่ายเกินไป

Rompboy School

Rompboy School

ได้ยินแบบนี้ ทำให้อยากรู้เลยว่าตอนเด็กๆ คุณเป็นนักเรียนมัธยมแบบไหน

สมัยนั้นผมตัดผมทรงหนึ่งที่เข้ากับ Curve ของหัวผมพอดี ซึ่งอาศัยเวลาในการดีไซน์กว่าจะลงตัวเหมือนกัน โชคดีที่แม่เป็นช่างตัดผมอยู่แล้วก็เลยจะคุยเรื่องนี้กันบ่อย ตรงนี้ยังไม่ลงตัว ขอแก้ตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย จนเจอทรงผมที่ใช่ พอไปโรงเรียน กลายเป็นว่าเด็กในโรงเรียนตัดทรงนี้ตามกันเต็มเลย ตอนนั้นก็คิดนะว่าเรามีความเป็น Trend Setter อยู่นี่หว่า ก็เริ่มสนุกขึ้น เริ่มประดิดประดอยเสื้อนักเรียน สมัยก่อนมีเทรนด์ Nu Metal แต่งตัวแบบกางเกงหลุดตูด ผมก็ขบถด้วยการใส่เสื้อผ้าพอดีตัว กางเกงสั้นเหนือเข่า ยุคนั้นไม่มีใครใส่เลยนะ ถุงเท้าเขาใส่ย่นๆ กัน เราก็ดึงให้ตึงขึ้นมาถึงครึ่งแข้ง

จะเห็นว่าเวลาเราดิ้นกับเรื่องใหญ่ๆ ไม่ได้ เราก็จะดิ้นกับดีเทลที่ซ่อนอยู่ จะว่าไปมันเป็นการเก็บทดความคิดแล้วนำกลับมาใช้อีกครั้งในวันที่เรามีทุนทรัพย์ที่จะทำรองเท้าขึ้นมา อย่างวันนี้ นี่แหละ มันไม่ได้ผิดระเบียบเลย แต่มันสวยด้วยความแตกต่างนิดๆ หน่อยๆ ดังนั้นใครจะว่ารองเท้าผมไม่สวย ผมไม่ว่านะ แต่อย่าว่ารองเท้าผมว่าเหมือนแบรนด์อื่นๆ

สูตรที่เคยใช้แล้วประสบความสำเร็จใน Rompboy Shoes และ Rompboy อื่นๆ มาใช้กับแบรนด์รองเท้านักเรียนได้มั้ย

ช่วงปีแรกของ Rompboy School ผมพยายามคิดเผื่อเด็กมากเกินไป เราต้องการเล่าว่ารองเท้าถูกระเบียบแน่นอน อยู่กับชุดนักเรียนได้อย่างไม่เคอะเขิน เราก็พยายามจะเล่าเรื่องชีวิตในโรงเรียน จนกระทั้งรู้สึกว่าตัวเองตีโจทย์ผิด เราคิดแทนเด็ก คิดว่าตอนที่เราเป็นเขา เราคิดอะไรอยู่ เข้าใจว่าทุกอย่างยังเป็นแอนาล็อกจีบกันซึ่งๆ หน้า ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่แล้ว เด็กยุคนี้เขาก็มีไลฟ์สไตล์เหมือนเราทุกอย่าง เขาเล่นเฟซบุ๊ก จีบสาวกันผ่านอินบ็อกซ์ ผ่านอินสตาแกรม ฟังเพลงดูคอนเสิร์ตหรือเที่ยวกลางคืนเหมือนเรา กินของตามรีวิวเหมือนกับเรา สิ่งที่แตกต่างคือวุฒิภาวะ การยับยั้งชั่งอารมณ์ หรือการตกผลึก การนึกคิดและตัดสินใจเท่านั้น  เมื่อเราเองตีโจทย์ผิด ยอดขายปีแรกจึงสวนทางกับกระแสตอบรับอย่างฟ้ากับเหว

คุณเรียนรู้อะไรจาก Rompboy School เทอมแรกบ้าง

สิ่งที่ผิดพลาดในตอนนั้นคือ หนึ่ง ผมโปรโมตผิดช่วงเวลา คนอื่นเขา Back to School กันไปตั้งนานแล้ว ซึ่งรองเท้านักเรียนควรจะเริ่มโปรโมตขายตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ถึงก่อนช่วงสงกรานต์ ไม่เช่นนั้นกำลังซื้อจะหายหมด

สองคือ สื่อโฆษณาที่เราส่งออกไปนั้น เราเข้าใจเด็กผิด

สามคือ ราคา ตอนแรกผมมองว่านี่มันถึงยุคใหม่แล้ว เด็กสมัยนี้ใส่รองเท้าราคา 5 – 6 พันเป็นเรื่องปกติ ผมก็ประกาศราคาที่ 990 บาท เด็กตกใจ ไม่เคยเห็นราคานี้ หนึ่ง ราคาสูงเกินไปขอพ่อแม่ซื้อไม่ได้ และสอง กลัวหายในโรงเรียน มันสุ่มเสี่ยงมากเมื่อต้องถอดรองเท้าเข้าห้องเรียนวิชาพระพุทธศาสนา และคาบอื่นๆ ที่จำเป็นต้องถอดรองเท้าเข้าห้องเรียน

Rompboy School

Rompboy

ข้อมูลที่ผิดพลาดทำให้ได้ข้อมูลใหม่ที่น่าสนใจยังไงบ้าง

มีข้อมูลที่น่าสนใจมาก จริงๆ แล้วเด็กไม่ได้ต้องการที่จะแตกต่างจากเพื่อนในโรงเรียนหรอก เขาแค่ต้องการไปโรงเรียน ทำตัวให้กลมกลืนกับเพื่อนๆ ไม่โดนล้อ ไม่เป็นที่สนใจกับใครก็พอแล้ว ผมก็รู้สึกว่า เฮ้ย ทำไมสิ่งที่ผมคิดอยู่มันย้อนแย้งกับเด็กรุ่นนี้ เขาอาจจะแค่ต้องการแต่งตัวเที่ยวอย่างสุดตีน แต่ในที่โรงเรียนเป็นเด็กที่จ๋อยๆ คนหนึ่ง แค่ไปเรียนหนังสือ ผมก็คิดว่าถ้าเราเปลี่ยนความเชื่อตรงนี้ของเด็กไม่ได้ เราก็คงไม่อาจทะลวงแบรนดิ้งวงการเครื่องแบบนักเรียนได้แน่

 

จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คุณสนใจกลุ่ม Influencer ที่เป็นเด็กหลังห้องใช่ไหม

จริงๆ แล้ว กลุ่มเป้าหมายของ Rompboy School คือ เด็กที่อยากเปรี้ยวในโรงเรียน แต่ยังคงถูกระเบียบอยู่ กลุ่มพวกที่เรียนศิลปะ ติวศิลปะเข้ามหาวิทยาลัย เด็กที่ชอบฟังเพลงอินดี้ ชอบเดินสวนจตุจักร และต่อให้ข้อมูลจากเด็กๆ บอกว่าพวกเขาไม่อยากโดดเด่น อยากเป็นแค่คนที่กลมกลืนในโรงเรียนไปวัน ผมเชื่อว่ายังมีเด็กที่ต้องการสร้างความเป็นตัวเองขึ้นมา ไม่ว่าจากวิธีการโพสต์รูปลงโซเชียล วิธีการแต่งตัว

เรามองว่าตอนที่เราเรียนหนังสือ ที่เราตัดผมทรงทุยๆ แล้วมีเด็กมาตามจนกลายเป็นทรงผมฮิต นี่แหละคือตัวอย่างของเด็กที่มีพลังในโรงเรียน เราไม่ได้จะชมตัวเองนะ แต่เรามองว่าถ้ามีเด็กประเภทเราอยู่ในโรงเรียน แค่คนเดียวแล้วจุดประกายเพื่อนนักเรียนได้ก็คงจะดี คนก็จะมองว่านี่เป็นแมสในโรงเรียนแล้ว

 

ฟังแล้วตลาดรองเท้านักเรียนกลายเป็นโรงเรียนสอนการตลาดของคุณไปด้วย

เป็นโปรเจกต์ที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ที่ผมเคยทำมา ถ้าผมขายหมดก็ใช่ว่าจะได้กำไรด้วย ขายยังไงก็ติดลบ เพราะเราคิดว่าทำทั้งทีเราอยากจะเปลี่ยนแปลงวงการเครื่องแบบนักเรียนไทย ดังนั้นเราเลือกใช้วัสดุที่ดีที่สุด พื้นรองเท้านุ่มที่สุด ยอมให้ค่าแรงการประกอบงานรองเท้าแพงที่สุด แม้กำไรที่จะเกิดขึ้นจะไม่มากมาย เพราะราคาขายที่ตั้งไม่ให้สูงกว่าท้องตลาดเกินไป รวมถึงต้นทุนมหาศาลจากกระบวนการผลิตและการตลาด ไหนจะเรื่องสต็อกที่เป็นความรู้ใหม่ ขายไปขายมา ติดลบ ไม่มีทางรวยเลย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะไม่มีแบรนด์ทางเลือกเกิดใหม่ให้วงการนี้คึกคักอย่างที่เคยสงสัย

Rompboy School Rompboy School

รองเท้านักเรียนเป็นของที่คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ คนที่ซื้อคือพ่อแม่ เมื่อเห็นโฆษณาตัวล่าสุด เราก็แอบคิดว่า Rompboy School สนุกจังที่เปลี่ยนวิธีโปรโมตมาสื่อสารกับพ่อแม่

ผมไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลย อย่างที่บอกว่ากลุ่มเป้าหมายเรายังคงเป็นเด็กที่เรียนศิลปะ เด็กที่ฟังเพลงอินดี้ กลุ่มที่ทำตัวแตกต่างจากเพื่อน เป็นเด็กเท่ๆ ในโรงเรียน ซึ่งสิ่งที่ต้องการสื่อสารหลักๆ ในโฆษณาตัวนี้คือ ‘คู่เดียวอยู่’ โดยตัวละครแม่เป็นเพียงกิมมิกที่ช่วยดำเนินเรื่อง เล่าเหตุการณ์จริงวันนี้ว่าเด็กสมัยนี้ซื้อรองเท้าแพง ซื้อมาแล้วโกหกแม่ จนแม่ขนไปขาย เราต้องคุยกันอย่างปัจจุบันนี่แหละ ไม่ต้องย้อนอดีตวัยเรียนแล้ว คิดแบบเราโดยที่เด็กเองก็เข้าใจโลกเหมือนเรา สุดท้ายกลายเป็นผลพลอยได้ที่ทำให้ผู้ปกครองอินบ็อกซ์เข้ามาสั่งรองเท้าเหมือนกัน

คุณรู้มั้ยว่าอยู่ดีๆ คุณก็ทำให้พวกเรามองรองเท้านักเรียนเปลี่ยนไป

ใครหลายคนอาจจะมีภาพจำว่ารองเท้าสีดำล้วนคือรองเท้านักเรียน แต่สำหรับเรา เรามองว่ารองเท้านักเรียนเป็นอะไรที่โคตรสวยเลย คู่สีคือดำล้วน สวยจนอยากให้มองว่ามันเป็นรองเท้าที่ใส่ไปโรงเรียนได้ ไปเล่นสเก็ตบอร์ดได้ ใส่ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนได้ ใส่ไปเดตกับสาวก็ได้ หรือแม้รองเท้านักเรียนหญิงสีขาวล้วน

รองเท้านักเรียนต้องไม่ได้เป็นแค่รองเท้านักเรียน เราก็หยิบไอเดียนี้มาเล่นเรื่องความคุ้มค่า คู่เดียวอยู่ และราคาแม่โอเคด้วย ด้วยราคาที่ไม่แพงเกินไป แต่ใส่แล้วเท่ นี่คือโจทย์ของเรา และเมื่อเป็นรองเท้าที่สามารถใส่ทุกที่ ดังนั้น คนที่มาซื้อส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มคนที่ซื้อ Rompboy อยู่ดี ถามว่ากลุ่มนักเรียนซื้อเยอะขึ้นมั้ย ก็ซื้อเยอะขึ้น

ที่ผ่านมา Rompboy ไม่มีนโยบายลดราคามาก่อน ยอมรับเลยว่าเห็นราคา Rompboy School ช่วงนี้แล้วจิตใจสั่นไหว

ครั้งนี้เป็นแคมเปญพิเศษ เป็นเรื่องที่ผมต้องยอม ความรู้สึกมันเหมือน ‘มา เรามาทำความรู้จักกัน’ เพื่อให้รู้จักกันมากขึ้น ผมอยากให้เกิดการบอกต่อ ใครที่เคยคิดว่ารองเท้าผมแพงมาก เมื่อเจอราคานี้แล้วอาจจะซื้อเลยและใส่ อย่างน้อยเปิดเทอมปีนี้ผมจะเห็นน้องๆ ใส่รองเท้านักเรียน Rompboy School มากกว่าปีที่แล้ว และอย่างที่บอก คนพันธ์ุเดียวกับผมมองปราดเดียวจะรู้เลยว่าสิ่งนี้แหละแตกต่างจากชาวบ้านเขา มันเท่กว่ายังไง มันเรียวกว่าสวยกว่ายังไง นี่จึงเป็นการลดราคาเพื่อโปรโมตตัวเองมากกว่าจะหวังยอดขาย

จากที่เคยมีช่องทางจำหน่ายหลักคือออนไลน์ เมื่อต้องร่วมแคมเปญจัดโปรโมชันต้อนรับเปิดเทอมทำให้ทำงานยากขึ้นยังไงบ้าง

โชคดีที่ทำงานร่วมกับนันยาง ผมต้องขอบคุณพี่จั๊ก-จักรพล จันทวิมล ทายาทรุ่นที่ 3 ของรองเท้านันยาง ที่เข้ามาชวนให้ร่วมลงแคมเปญ Back to School เพราะพี่จั๊กเองก็ชอบ Rompboy และชอบโปรเจกต์นี้ของเรา บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะนำรองเท้าไปขายหน้าร้าน

ได้คิดเล่นๆ ไหมว่า Rompboys School จะต่อยอดไปเป็นอะไรในอนาคตได้บ้าง

วันหนึ่งเราอยากทำร้านเครื่องแบบนักเรียนเลย ไม่ใช่แค่การจัดหน้าร้านแบบสมัยก่อน แต่มันคือร้านเครื่องแบบนักเรียนของวัยรุ่นร้านหนึ่งที่ขายเครื่องแบบนักเรียนไทยทั้งหมด รวมถึงมีโต๊ะนั่งตัดผมทรงนักเรียนที่คำนึงถึงรูปทรงของหัวเด็กจริงๆ ผมรู้สึกว่าทุกคนมีธรรมชาติของผมและรูปทรงของหัวที่แตกต่างกัน

ผมชอบเครื่องแบบนักเรียนไทยมาก ชอบทรงผมนักเรียนมาก สำหรับผมมันเท่มาก

ถ้าสิ่งนี้มันเกิดขึ้นจริง มันสำคัญกับคุณยังไง

จะไม่มีใครเดินมาบอกเราว่าทรงผมนักเรียนไม่น่าตัดอีกต่อไป และเด็กจะภูมิใจกับทรงนักเรียนมากๆ เลย

จริงค่ะ เราเป็นคนหนึ่งที่ชอบผมบ๊อบเสมอติ่งหูมาก

ใช่ ที่ไม่โอเคเพราะเขาตัดไม่สวย

Rompboy School

Rompboy School

คุณมักจะบอกเสมอว่าคุณอาศัยสัญชาตญาณ และการทำก่อนค่อยคิด จากประสบการณ์ของ Rompboy School ยังทำให้คุณยังเชื่อแบบนี้อยู่มั้ย

เรื่องคิดก่อนทำ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ เวลาจะทำอะไรผมก็มีการทำรีเสิร์ชนะ แต่เรารู้ว่าพลังจากรีเสิร์ชไม่มากเท่าพลังที่เราอยากทำ ผลของรีเสิร์ชจะเป็นยังไง เราก็ฟัง แต่เราจะทำสิ่งที่เราเชื่อและอยากทำอยู่ดี อย่างปีนี้เราได้ประสบการณ์ใหม่ๆ เช่น ตรงนี้ควรหรือไม่ควรทำ เราใช้เงินทุนไปกับสิ่งนี้มากไปหรือเปล่า แต่อย่างน้อยสิ่งที่เปลี่ยนไปคือเราเริ่มอัพเลเวลมากขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้น ไม่เป็นไร แต่ก็โชคดีที่ปีนี้แบรนด์ Rompboy หลักโอเคดีทุกอย่าง

ส่วนเรื่องสัญชาตญาณ อันนั้นเป็นมาตลอดอยู่แล้ว ถ้าเราไม่อยากใส่ ไม่กรี๊ดมัน เราก็ไม่อยากทำอยู่แล้ว จริงๆ ผมเป็นพวกไม่ยอมแพ้ด้วย เช่น ปลายปีที่แล้วผมทำหมวกทรงตกปลา ตอนแรกที่ทำออกมาคนก็ล้อกับหมวกไหมพรมของพระ เราก็ไม่โกรธนะ ซึ่งพอขายไปเรื่อยๆ ตอนนี้กลายเป็นไอเทมที่คนถามหาทุกวัน เราก็คิดว่าถ้ามันเป็นสัญชาตญาณที่เราอินกับมันมากๆ เราชอบไอเทมนี้มากๆ ยังไงเราก็ต้องทำให้คนเข้าใจและซื้อมันให้ได้ จะเห็นว่าเราใส่ออกสื่ออยู่นั่นแหละ คนอื่นไม่เข้าใจไม่เป็นเรา เราจะส่งพลังบอกเองว่าสิ่งนี้ดีนะ หรือช่วงนี้ที่ผมใส่กางเกงทรงใหญ่ๆ แรกๆ คนก็ไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้กลายเป็นอีกไอเทมที่คนรอคอยมาก ทำออกมากี่ทีก็หมด กลายเป็นว่าตอนนี้ไม่อยากคิดอะไรเยอะแล้ว คิดว่าอินอะไรทำเลย อะไรที่ชาวบ้านเห็นว่าไม่ดีก็ทำเลย เดี๋ยวชาวบ้านจะว่าดีเอง

อย่างต้นปีที่ผ่านมาแตะแบรนด์ผู้หญิง แต่เดี๋ยวจะแยกออกมาเป็น Rompboy Girlfriend แล้ว เป็นโปรเจกต์ที่เห็นข้อมูลว่าที่ผ่านมาเรามีลูกค้าเป็นผู้หญิงเยอะมาก ก็รู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่จะมีแบรนด์ที่เป็นตัวแทนของผู้หญิง ซึ่งคอนเซปต์ก็คือ ผู้หญิงที่แต่งตัวสไตล์บอยๆ รวมถึงผู้หญิงที่เป็นแฟนของคนที่ใส่ Rompboy และหลังจากจบช่วงขาย Rompboy School ปีนี้ Rompboy จะมีรองเท้าออกกำลังกาย ซึ่งช่วงนี้อยู่ระหว่างพัฒนาแบบ

Rompboy School

Rompboy School

อะไรทำให้คุณมีพลังคิดทำอะไรได้มากมายขนาดนี้

ผมเป็นพวกกลัวตัวเองไม่พัฒนา อย่างน้อยอยากทำอะไรที่ท้าทายตัวเอง พยายามหาสิ่งใหม่ๆ ถ้าทำอะไรแล้วยังอยู่กับที่มันจะผิดกับคาแรกเตอร์เรา เรามองว่าการทำเสื้อผ้าของเราเหมือนการทำอัลบั้ม เราก็อยากให้ Slur มีพัฒนาการ และทุกๆ ปีของ Rompboy มีการเติบโตอยู่เสมอ ไม่ใช่เรื่องยอดขายแต่โตในเรื่องการสร้าง Scene หรือบรรยากาศใหม่ๆ ให้วงการเสื้อผ้า แต่ทุกอย่างมันต้องใช้งานจริงได้นะ ไม่อวองต์การ์ดขนาดนั้น

ผมจะดีใจมากเลยถ้าวันหนึ่งผมเห็นเด็กๆ เพื่อนของลูกที่ใส่ Rompboy School เหยียบส้นถอดทิ้งไว้เต็มหน้าบ้านผม นี่คือเส้นชัยของผมเลย

คิดยังไงเวลาคนบอกว่าคุณโชคดี ทำอะไรก็ขายดีไปหมด

อยากจะบอกว่าจริงๆ แล้วกว่าจะโชคดีแบบทุกวันนี้ ผมก็เคยขายเสื้อผ้าแบกะดินตามตลาดนัด ผมก็เคยลองผิดลองถูก ทำเสื้อผ้าออกมาหลายตัวแต่ขายได้หลักหน่วยหลักสิบมาแล้ว จริงๆ ตัวเฟลเลย เพื่อนเรียกผมว่า The King of Failure ด้วยซ้ำ เคยมีเพื่อนแซวว่า Rompboy มาจากล้มบ่อยหรือเปล่า

ฉากหน้าที่คนมองเห็นในวันนี้ จริงๆ ก็ผ่านอะไรมาเยอะ เจ็บมาเยอะ อย่างที่ทุกคนไม่รู้ว่า Rompboy School ใช้ทุนมหาศาลแค่ไหน และหลายๆ ไอเทมของ Rompboy ผมตั้งใจทำ ตัดเย็บใกล้เคียงกับแบรนด์ที่ขายราคาเป็นหมื่น ผมเลือกใช้ช่างฝีมือที่ราคาแพงกว่าแบรนด์ทั่วไป ซึ่งอาจจะขายแพงกว่าร้านออนไลน์ทั่วไป แต่มันเป็นราคาที่ถ้าคุณรู้ว่าต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นคือเท่าไหร่ คุณจะมีความสุขมากๆ ที่ได้เป็นเจ้าของ ราคาที่เกิดขึ้นคือราคาที่เราเองก็กล้าซื้อ เพราะเราก็ไม่อยากซื้อของแพง ดังนั้น อย่ามองว่าโชคดีดีกว่า ผมก็แค่คนที่ผ่านโชคร้ายมาอย่างโชกโชน

คุณเรียนรู้อะไรจากการทำ Rompboy School บ้าง

ผมเรียนรู้ว่าการจะเข้าใจตลาดแมสอาจจะต้องเป็นคนแมสๆ เราเป็นคนอินดี้ เราเลือกหนังดูมากๆ กินข้าวไม่เหมือนชาวบ้านเขา แต่เรากำลังจะขายของให้คนทั่วประเทศยอมรับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราคิดว่ามันจะดี หรือสัญชาตญาณของเรานั้นมันอาจจะไม่ได้สอดคล้องกับกลุ่มแมสก็ได้ ทุกวันนี้เราก็ยังไม่ค่อยเข้าใจการใส่ไอเทมที่เหมือนกันทั้งประเทศ หรือเห็นว่าสิ่งที่คนส่วนใหญ่ชอบกันมันสวยตรงไหน หรืออาจจะผิดที่ราคา ถ้าขายราคาเดียวกันกับที่มีในตลาดก็คงจบ แต่ความคิดด้าน niche ของเรามันไม่ยอม ใครจะบอกว่ารองเท้าแบบไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ เราไม่เชื่อ เพราะลึกๆ แล้วเรารู้สึกว่าสิ่งนี้จะต้องสำแดงฤทธิ์ในวันข้างหน้าให้จงได้

สำคัญคือที่เราทำ Rompboy School เราอยากทำสิ่งที่เราเชื่อว่าสิ่งนี้ดี เราไม่ได้จะเอาตัวเลขกำไรมหาศาล เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น มันง่ายมาก เราก็แค่ทำทุกอย่างให้เหมือนแบรนด์เจ้าใหญ่ ผลิตมากๆ และขายในราคาต่ำกว่า จบเลย แต่เราไม่ต้องการอย่างนั้น เราต้องการมีรองเท้าในแบบที่เป็นของเราเอง เรากลับมาถามตัวเองว่า ถ้าวันนี้เราจะเป็นแมสแบบนั้นจริงๆ เราจะทำ Rompboy School ทำไมวะ ทำแล้วเราได้อะไร

บู้ ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์ บู้ Slur

ภาพ: Rompboy School

The Rule

1. เราต้องซื้อรองเท้าทุกเดือน ฟังดูเป็นข้ออ้าง แต่เพื่อศึกษาข้อมูลใหม่ๆ เกี่ยวกับรองเท้า ดูรายละเอียด วัสดุ การตัดเย็บประกอบงาน เราศึกษาคุ้มนะ แต่จริงๆ แล้วก็ซื้อมาสะสมนั่นแหละ เราไม่เชื่อว่าใครจะมีเงินเข้าอย่างเดียว มันต้องมีเงินออกบ้าง และเงินก็ควรออกไปกับอะไรที่เราชอบ

2. มื้อเช้าแสนสำคัญ ช่วงหลังมานี้เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก กินมื้อเช้าเยอะที่สุด สำหรับเราถ้าเริ่มต้นด้วยมื้อเช้าที่ดี มันก็จะดีไปตลอดทั้งวันเลยนะ มีพลังด้วยและได้นอนตรงเวลาด้วย เพราะจะตื่นเช้ามากินอัตโนมัติเลย

3. ต่อสู้กับความชอบของตัวเองทุกวัน ไม่นานมานี้เราเริ่มมีโจทย์ให้ตัวเองค่อยๆ ลดสิ่งที่เราเคยชอบทำ จริงๆ เรียนรู้จากช่วงที่ไปบวช สำหรับเรามันทำให้ความคิดหรือพฤติกรรมเปลี่ยนไป ส่งผลต่อสุขภาพและอื่นๆ ในชีวิตด้วย เรื่องนี้จึงกลายเป็นแนวคิดที่เราใช้มาตลอด

https://www.facebook.com/rompboyschool/

 

ขอบคุณสถานที่

ร้าน Town Tree Garden & Restaurant

เกษตร-นวมินทร์

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load