‘เด็กอายุต่ำกว่า 18 พบจิตแพทย์ได้ด้วยตนเอง’ คือสิ่งที่วัยรุ่นผู้ยื่นขอแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้อยากให้เด็กไทยทุกคนรู้

“ขอโทษที่ช้านะคะ หนูเพิ่งกลับมาจากเยี่ยมเคส”

ญา-ปราชญา ศิริ์มหาอาริยะโพธิ์ญา กล่าวขอโทษทีมงาน ก่อนจะนั่งลงด้วยสีหน้าเหน็ดเหนื่อย เราบอกน้องว่า “ไม่เป็นไรเลย” ก่อนน้องจะอธิบายเพิ่มเติมว่า “เคสนักเรียนซึมเศร้าที่กำลังดูแลติดต่อไม่ได้กะทันหัน” ญาเลยต้องรีบไปที่บ้านเคสเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ ทำให้มาสัมภาษณ์สายในวันนี้

ระหว่างที่ฟังญาเล่า เรารู้สึกทึ่งกับ ‘เด็กอายุ 17’ คนนี้ เพราะไม่ใช่แค่น้องขอยื่นแก้กฎหมายให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี พบจิตแพทย์ได้ด้วยตนเอง แต่น้องยังมีชีวิตประจำวันแตกต่างจากเด็กทั่วไป ญาเรียนหนังสือระบบโฮมสคูลที่ออกแบบการเรียนรู้แต่ละวันได้ และการเรียนรู้ในแต่ละวันของเธอคือการดูแลเพจ Mental Me-Youth Mental Health Change Making Centre ขับเคลื่อนประเด็นสุขภาพจิตวัยรุ่น การให้คำปรึกษาและออกไปเยี่ยมเคสผู้ป่วยทางใจ การจัดอบรมหลักสูตรจัดการอารมณ์ในโรงเรียนแก่นักเรียน-ครู-ผู้ปกครอง รวมถึงการขึ้นเวทีเสวนาต่าง ๆ

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา ญาเป็นหนึ่งในวิทยากรขึ้นพูดเรื่องสุขภาพจิตเยาวชน ในงาน ‘วันสุขภาพจิตโลก – Better Mind, Better Bangkok’ จัดขึ้นครั้งแรก ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยมูลนิธิ Sati App มูลนิธิรุกข์ กลุ่ม Understand และเครือข่าย Global Shapers Bangkok เพื่อขับเคลื่อนเรื่องการดูแลสุขภาพจิตคนไทย ญาบอกว่าในงานนั้น สิ่งที่เธออยากให้วัยรุ่นไทยรับรู้ที่สุดคือ เด็กอายุต่ำกว่า 18 พบจิตแพทย์ได้ด้วยตนเองแล้วนะ

และนี่คือเรื่องราวการเคลื่อนไหวด้านสุขภาพจิตของเด็กไทยคนหนึ่ง ซึ่งผลักดันจนแก้ พ.ร.บ.สุขภาพจิตฉบับนี้จนสำเร็จ เพราะอยากให้เด็กไทยทุกคนมีสุขภาพจิตที่ดี

ปราชญา เด็ก 17 ผู้ยื่นแก้กฎหมายให้ ‘เด็กต่ำกว่า 18 พบจิตแพทย์ได้ด้วยตัวเอง’ สำเร็จ

เด็กคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาผลักดันกฎหมาย… เพราะเพื่อนประถมพยายามฆ่าตัวตาย

“ตอนนั้นญาอยู่ชั้นประถม เห็นเพื่อนกรีดข้อมือตัวเองซ้ำ ๆ ก็เลยไปหาข้อมูลในกูเกิล แล้วพบว่าสิ่งที่เพื่อนเป็นเรียกว่าโรคซึมเศร้า พอจะพาเพื่อนไปหาหมอ ก็พบว่ากฎหมายไทยตอนนั้นไม่อนุญาตให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 พบจิตแพทย์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง”

จากการเห็นความทุกข์ใจของเพื่อนและเห็นช่องโหว่ของกฎหมายตอนนั้น ทำให้ญาเริ่มขับเคลื่อนประเด็นสุขภาพจิตตั้งแต่อายุ 14 ปี ขณะนั้นญาเป็นแกนนำเยาวชนเลิฟแคร์คลับ อีกทั้งยังเป็นประธานสภาเด็กและเยาวชนเขตบางกะปิ จึงร่วมมือกับมูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h) เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพจิตแห่งชาติ พ.ศ. 2551 ให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้ารับการรักษาบำบัดได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง ครั้งแรกญาและทีมงานไปยื่นหนังสือกับกรมสุขภาพจิตและพิมพ์ใบยินยอมเป็นแผ่นใหญ่พร้อมโซ่คล้องไว้ เพื่อสื่อสารกับบรรดาผู้ใหญ่ว่า ‘ช่วยปลดโซ่ตรวนให้เด็ก ๆ พบจิตแพทย์ด้วยตนเอง’

“ตอนเราพาเพื่อนประถมไปหาหมอ หมอบอกให้กลับไปก่อนเพราะไม่มีผู้ปกครอง ทั้งที่เขาก็แย่มาก ๆ แล้วตอนนั้น พอกลับมาบอกพ่อแม่ พ่อแม่ก็ไม่ยอมรับ พยายามคุยเรื่องนี้ให้พวกเขาเข้าใจ เขาก็บอกว่าห้ามมายุ่งกับลูกเขา มีเคสแบบนี้เยอะนะคะที่พ่อแม่ไม่ได้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง พอหาข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนการแก้กฎหมายฉบับนี้ เราพบว่ามีทั้งเด็กที่ไม่อยากให้พ่อแม่รับรู้ว่าเขาเป็นอะไรอยู่ และเด็กที่อยากให้เราบอกพ่อแม่ให้หน่อย เขาไม่กล้าจริง ๆ เพราะเขาไม่แน่ใจว่าพ่อแม่จะปฏิบัติยังไง”

อย่างไรก็ตาม 1 ปีผ่านไป การแก้ไขกฎหมายยังไม่สำเร็จ ญาและทีมงานก็ยังผลักดันกฎหมายต่อโดยไปยื่นหนังสือให้กระทรวงสาธารณสุขซึ่งกำลังสนใจประเด็นดังกล่าวพอดี ในครั้งนั้นญาได้เข้าร่วมประชุมกับทีมร่างกฎหมายฉบับนี้ จน พ.ศ. 2563 ก็แก้ไขกฎหมายฉบับนี้สำเร็จ

“ตอนนี้มีการออกนโยบายเป็นแนวทางให้จิตแพทย์ ส่วนเด็กก็รับคำปรึกษาจากนักจิตบำบัดหรือจิตแพทย์ได้ รวมถึงรับยาบางตัวได้ แค่ให้เด็กได้รับการปรึกษาจากหมอ ไม่ใช่แค่ได้เจอหมอนะคะ มันคือการทำให้เด็กและครอบครัวได้เจอนักสังคมสงเคราะห์ด้วย เพราะว่าบางเคสเป็นเรื่องหนักมาก ดังนั้น ไม่ใช่แค่เด็กที่ต้องรับการปรึกษา พ่อแม่ก็ต้องเข้ารับคำปรึกษาเช่นกัน การแก้กฎหมายฉบับนี้เลยเป็นการเปิดประตูการแก้ไขปัญหา”

ปราชญา เด็ก 17 ผู้ยื่นแก้กฎหมายให้ ‘เด็กต่ำกว่า 18 พบจิตแพทย์ได้ด้วยตัวเอง’ สำเร็จ

เด็กคนหนึ่งที่พยายามช่วยเหลือวัยรุ่นมากมายที่เจ็บปวด

หลังจากผลักดันกฎหมายสำเร็จ น้องญาก็มุ่งพัฒนาตัวเองด้านองค์ความรู้และทักษะทางด้านการให้คำปรึกษา ผ่านการเรียนคอร์สสุขภาพจิตจากกรมสุขภาพจิต องค์กรต่าง ๆ และผู้เชี่ยวชาญมากมาย รวมถึงการฝึกฝนทักษะจากหน้างาน เพราะในขณะนั้นน้องญาได้รับตำแหน่งประธานสภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร ทำให้มีโอกาสจัดอบรมเรื่องสุขภาพจิตและให้คำปรึกษาเคสนักเรียนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงอยู่เป็นประจำ ก่อนจะตั้งเพจ Mental Me เพื่อขับเคลื่อนประเด็นสุขภาพจิตเด็กไทยผ่านการให้องค์ความรู้ การสร้างนวัตกรรมต่าง ๆ การผลักดันกฎหมายสำคัญ การอบรมหลักสูตรการจัดการอารมณ์ในโรงเรียน และการให้คำปรึกษาสำหรับนักเรียนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงทางสุขภาพจิต

“จากการทำงาน 6 ปีที่ผ่านมา ญาพบว่าความเจ็บปวดของวัยรุ่นไทยมาจาครอบครัวเป็นอันดับหนึ่ง เช่น ครอบครัวกดดัน คาดหวังในตัวเด็กมากเกินไป เราได้ยินซ้ำ ๆ ว่าอยากให้ลูกเป็นหมอ ข้าราชการ เด็กแต่ละคนมีสิ่งที่ชอบแตกต่างกัน อาจไม่ตรงสิ่งที่พ่อแม่คาดหวังไว้ 

“เราได้เห็นพ่อแม่ที่กดดัน ด่า ไปจนทุบตีลูก ความเจ็บปวดต่อมาคือมาจากโรงเรียน เป็นความเจ็บปวดจากการถูกกลั่นแกล้งจากเพื่อนหรือคุณครู และสุดท้ายคือความเจ็บปวดที่มาจากสื่อออนไลน์ซึ่งมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนโควิดเราว่าการกลั่นแล้งในโลกออนไลน์ก็หนักแล้วนะ แต่หลังจากโควิด เราพบว่าหนักขึ้นมาก ๆ คงเพราะเรียนออนไลน์ ต้องใช้โทรศัพท์ทั้งวัน มันจะมีตั้งแต่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ไปจนการกลั่นแกล้งกัน โพสประจานกันในโลกออนไลน์”

“เวลาญาดูแลเคส ก็มีตั้งแต่รับฟัง ให้คำปรึกษา บางเคสเราก็พาไปพบจิตแพทย์ด้วย ซึ่งก็จะมีโมเมนต์ดี ๆ ที่เราจำไม่ลืม เช่นเคสหนึ่งที่ญาให้คำปรึกษาตั้งแต่ พ.ศ. 2561 เขาได้รับความรุนแรงในครอบครัว เคสนี้คุณพ่อเขาเมาเหล้าแล้วทำร้ายร่างกายลูก แต่พอสร่างเมาก็จะขอโทษลูก เขาเหมือนมีอาการทางจิตด้วย เด็กเหมือนโดนทำร้ายและโดนเยียวยาสลับกันไป เคสนี้เราคุยกันบ่อยมาก ๆ เราพยายามให้เขาไปรักษาแต่คุณพ่อก็ไม่ยอมให้ไป สิ่งที่เราทำได้มากที่สุดคือช่วยพยุงเคสไปจนวันที่เขาไปพบจิตแพทย์ได้ จนหลังจากที่ปลดล็อกโควิดก็พาเขาไปพบจิตแพทย์ ตอนนั้นเขาก็กอดญาแล้วร้องไห้ เรารู้สึกกับโมเมนต์นั้นมาก ๆ บอกไม่ถูกเลย”

ปราชญา เด็ก 17 ผู้ยื่นแก้กฎหมายให้ ‘เด็กต่ำกว่า 18 พบจิตแพทย์ได้ด้วยตัวเอง’ สำเร็จ

เด็กทุกคนต้องการพ่อแม่ที่เป็น ‘เพื่อนผู้นำ’

ในมุมมองของญา เธอเชื่อว่าการผลักดันกฎหมายอาจไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาสุขภาพจิตที่ครอบคลุม แต่เป็นการขับเคลื่อนพร้อมกันในทุกมิติ ทั้งจากฝั่งพ่อแม่ โรงเรียน องค์กรต่าง ๆ และภาครัฐ ญาและทีมงานเชื่อว่าทุกคนควรมีทักษะการจัดการอารมณ์เพื่อดูแลจิตใจตนเองให้ดีที่สุด จึงสร้างหลักสูตรการจัดการทางอารมณ์สำหรับโรงเรียน เพื่อฝึกฝนทักษะการดูแลเยียวยาจิตใจสำหรับนักเรียน อีกทั้งยังมีการฝึกฝนทักษะการให้คำปรึกษาสำหรับครูอาจารย์และผู้ปกครองอีกด้วย

“มีครั้งหนึ่งที่ญาพยายามหาคำตอบจากการสอบถามว่า ‘พ่อแม่ที่เด็กต้องการคือพ่อแม่แบบไหน’ สรุปคือเด็กต้องการพ่อแม่ที่เป็น ‘เพื่อนผู้นำ’ คือรับฟังและเข้าใจเขาได้แบบเพื่อน และพร้อมเป็นผู้นำเวลาเขามีปัญหา ช่วยแก้ไขปัญหาได้ ไม่ใช่พ่อแม่ที่อยากเป็นแต่ผู้นำ ที่ใช้อำนาจมากดทับเด็ก ๆ เด็กหลายคนสะท้อนว่าความสัมพันธ์ในบ้านหลายครั้งก็เหมือนเจ้านายลูกน้อง พ่อแม่สั่งอะไรก็ต้องทำ เด็กก็จะรู้สึกว่าเขาไม่ถูกมองเห็น รับฟัง

“เราคิดว่าหลักการในการดูแลสุขภาพจิตทุกคนให้ดีไปด้วยกัน คือการรับฟัง ญาเคยคุยกับคนที่เป็นโรคซึมเศร้า เขาเล่าว่าถ้าเปรียบความเครียดความทุกข์ใจเป็นน้ำเต็มแก้ว แค่มีคนฟัง น้ำก็ออกไปครึ่งแก้วแล้ว มันแบ่งเบาได้มากจริง ๆ 

ซึ่งการรับฟังอาจจะยาก หลายครั้งเราก็ฟังแบบผ่าน ๆ ไป เล่นโทรศัพท์ไปด้วย แต่การฟังจริง ๆ คือฟังแบบเข้าอกเข้าใจจริง ๆ ฟังผ่านสายตาท่าทาง แค่นั้นความทุกข์เขาก็ถูกแบ่งเบา ญาโชคดีที่โตมากับคุณแม่ที่รับฟังลูกมาก ๆ อนุญาตให้ตั้งคำถามและสงสัยได้ตลอดไม่ว่าจะมีเรื่องอะไร เวลาญามีเรื่องเครียด คุณแม่ก็จะพยายามเป็นที่ปรึกษาและรับฟัง ทำให้เราเห็นตัวอย่างการรับฟังที่ดี ช่วงแรก ๆ ที่ทำงาน ญาไม่มีความรู้เรื่องการให้คำปรึกษาเลยนะ แต่ญาคิดภาพที่แม่รับฟังเรา เลยพยายามถ่ายทอดความรู้สึกแบบนั้นออกไป”

ปราชญา เด็ก 17 ผู้ยื่นแก้กฎหมายให้ ‘เด็กต่ำกว่า 18 พบจิตแพทย์ได้ด้วยตัวเอง’ สำเร็จ

เด็กทุกคนสร้างการเปลี่ยนแปลงได้

ครั้งหนึ่งเคสนักเรียนที่ญาให้คำปรึกษากระโดดสะพานฆ่าตัวตาย หลังจากนั้นญาก็เกิดความเครียดมาก เธอยอมรับว่าการทำงานพวกนี้ที่ต้องรับอารมณ์และเรื่องราวหนัก ๆ ของผู้คนนั้นส่งผลต่อการใช้ชีวิต จนในที่สุดญาได้พูดคุยกับพี่ ๆ นักจิตบำบัดและจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาทางจัดการอารมณ์และเรียนรู้การจัดสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต เพราะยังไงงานนี้ก็เป็นงานที่เธอรักที่สุดและอยากจะทำจริง ๆ

“แรงผลักดันในการทำงานของญาเวลานี้ น่าจะเป็นความสนใจส่วนตัวที่เราสนใจด้านนี้อยู่แล้ว และเราก็มีภาพฝันว่าอยากให้สุขภาพจิตของเด็กไทยดีขึ้น ต้องไม่ถึงจุดที่มีเด็กฆ่าตัวตายทุกวัน ภาพฝันนี้ไม่ได้มีตั้งแต่แรกนะคะ แต่พอเราขับเคลื่อนการแก้ไข พ.ร.บ. สำเร็จ ก็คิดว่าน่าจะไปต่อได้มากกว่านั้น

“การทำงานนี้ทำให้เราเรียนรู้มาก ๆ ว่าเสียงของเด็กมีคุณค่า และเสียงของเด็กก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ เพราะก่อนหน้าที่เราจะผลักดันกฎหมาย เราปรึกษาพี่คนหนึ่งแล้วเขาบอกว่าเรื่องนี้มันยากนะ เด็กอายุ 14 ทำคนเดียวไม่ได้แน่นอน ทั้งที่ตอนนั้นเราต้องการคำแนะนำ แต่ได้ยินว่าทำไม่ได้หรอก มันก็ลดความมั่นใจว่าเราจะทำได้มั้ยนะ แต่ก็คิดว่าทำไปก่อนจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายทีหลัง พอทำสำเร็จ เราก็พบว่า เสียงของเด็กและความสามารถของเด็กมีคุณค่า เด็กเปลี่ยนแปลงในระดับใหญ่ได้ถ้าเข้าใจบริบทและวิธีการ”

ปราชญา เด็ก 17 ผู้ยื่นแก้กฎหมายให้ ‘เด็กต่ำกว่า 18 พบจิตแพทย์ได้ด้วยตัวเอง’ สำเร็จ

Writer

Avatar

วิภาดา แหวนเพชร

ขึ้นรถไฟฟ้าหรือไปไหนจะชอบสังเกตคน ชอบคุยกับคนแปลกหน้าโดยเฉพาะ homeless ชีวิตมนุษย์นี่มหัศจรรย์มากๆ เลย ชอบจัง

Photographer

Avatar

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

คุณรู้จักซีรีส์สืบสวนสอบสวนอย่าง CSI ไหม แล้ว NCIS, Bones หรือ Partners for Justice ล่ะ

ถ้ารู้จัก คงเคยได้ยินชื่ออาชีพ ‘นักนิติวิทยาศาสตร์’ อยู่บ้าง พวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล เพื่อช่วยสืบคดีและค้นหาความจริงผ่านศพ 

ในประเทศไทย นักนิติวิทยาศาสตร์คือหนึ่งในทีมเบื้องหลังของ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ผู้ช่วยพิสูจน์อัตลักษณ์เพื่อติดตามคนหายและพาโครงกระดูกนิรนามกลับบ้าน

ฟังดูอาจเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้ว ‘คนหาย’ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ก็ได้ อย่างที่เราเคยเห็นฉลากน้ำดื่มที่มีภาพเด็กหาย เห็นโพสต์ตามหาญาติในเพจมูลนิธิกระจกเงา รวมไปถึงประกาศผ่านข่าวและหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แต่ไม่ว่าชีวิตพวกเขาจะอยู่ในสถานะใด เป้าหมายของ พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และ นก-นฤมล ภราสมพงษ์ นักนิติวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มตรวจวิเคราะห์กระดูก กองพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม คือ ‘การพาทุกคนกลับบ้าน’ 

ครั้งนี้ The Cloud จึงขอนำทุกท่านเข้าสู่โลกเบื้องหลังอันเต็มไปด้วยความหวังที่ไม่เคยริบหรี่ พบเจอกับกลุ่มคนผู้เปี่ยมพลังในการเปลี่ยนความหวังให้เป็นความจริง

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

3,291
สถานะ : พบตัว / ส่งคืน

ครอบครัวหนึ่งลาออกจากงาน เดินทางตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศไทยเพื่อตามหาคนรักที่หายไป โดยมีเพียงกระดาษ A4 ที่พรินต์รูปคนสำคัญและความหวังที่จะพาเขานั้นกลับบ้าน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีบุคคลสูญหายกว่า 2,346 ราย บุคคลนิรนามอีก 1,663 ราย ศพนิรนามอีก 2,848 ราย และตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกวันตามสถิติในหน้าเว็บไซต์ของ คณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหาย และการพิสูจน์คนนิรนามและศพนิรนาม (ค.พ.ศ.)

ตัวเลขหลักพันประกอบจากชีวิตหลักหน่วยที่อาจเป็นได้ตั้งแต่คนชราผู้มีโรคอัลไซเมอร์ติดตัว ผู้ป่วยที่มีอาการหลงลืม เด็กที่ประสบอุบัติเหตุจนจำอะไรไม่ได้ หรือแม้กระทั่งผู้เคราะห์ร้ายจากคดีฆาตกรรม

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์จึงทำงานทั้งในแง่ประกาศคนหาย ประกาศคนนิรนาม ประกาศศพนิรนาม จนถึงพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ทั้งจากข้อมูล ลายนิ้วมือ ผลทันตกรรม ไปจนถึง DNA เพื่อช่วยในการทำคดี

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

เราขอฉายภาพให้เข้าใจก่อนว่า พวกเขามีภารกิจช่วยคนและศพ ประเทศไทยมี ‘คนหาย’ ที่ไม่แน่ใจในสถานะ พวกเขาคือคนที่ญาติแจ้งความกับตำรวจ และยินยอมเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้ ‘สังคม’ ช่วยแจ้งเบาะแส 

ประเทศไทยมี ‘คนนิรนาม’ ที่ยังมีชีวิต แต่จำชื่อตนเองไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ถูกบ้างผิดบ้าง อีกทั้งบางคนเดินทางข้ามจังหวัด จนการตามหาคนรู้จักกลายเป็นเรื่องยาก

สุดท้าย ประเทศไทยมี ‘ศพนิรนาม’ จำนวนนับพันที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร บางคนมาในสถานะที่ญาติยังจดจำใบหน้าได้ และบางคนมาเพียงกระดูก ถึงอย่างนั้น นักนิติวิทยาศาสตร์ก็มองว่า กระดูกเพียงไม่กี่ชิ้นคือหลักฐานสำคัญที่ทำให้รู้ว่า พวกเขาเคยมีชีวิตอยู่บนโลก

แต่การนำคนหายและศพกลับบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฐานข้อมูลคนหายในไทยยังกระจัดกระจายไม่รวมเป็นหนึ่ง บ้างไม่ถูกบันทึกลงระบบ ไหนจะเรื่องสิทธิในการเปิดเผยข้อมูลที่คลุมเครือ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราไม่ทราบว่าญาติของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นใคร จะเปิดเผยข้อมูลลงเว็บให้ญาติมาหาก็ยังมีความก้ำกึ่งเรื่องสิทธิมนุษยชน เราจึงควรมี พ.ร.บ. บุคคลสูญหาย บุคคลนิรนาม หรือศพไร้ญาติ เพื่อระบุข้อกำหนดให้ชัดเจนในการเก็บ DNA เผยแพร่ข้อมูล รวมถึงทำให้สังคมรู้ว่านี่คือธุระของทุกคน”

นอกจากมูลนิธิกระจกเงาผู้ทำงานด้านบุคคลสูญหายมายาวนาน ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังพยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน พัฒนาระบบ CIR เพื่อให้ข้อมูลที่ญาติกรอกและข้อมูลที่หน่วยงานรับแจ้งจับคู่กันได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงจัดระเบียบการฝังศพนิรนามในสุสานศพไร้ญาติ เพื่อให้พวกเขายังมีโอกาสกลับสู่ครอบครัว

“ในสุสานต่างจังหวัดไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ เราเลยทำ MOU ร่วมกับมูลนิธิสว่างอริยะธรรมสถาน (เม่งเลี้ยง) และกลุ่มสหพุทธรรมสงเคราะห์ (พ้งเลี้ยง) เพื่อสร้างมาตรฐานการเก็บศพ กำหนดว่าเก็บไว้กี่ปี ระบุเงื่อนไขก่อนเผาทำลาย เราไม่อยากให้ถึงวันที่ญาติมา แล้วพบว่าคนในหลุมถูกเผาไปแล้ว 

“แล้วเรายังมีกรณีที่ญาติทราบว่าศพอยู่กับที่นี่ แต่ไม่มีเงินมารับกลับ ทางเราเองก็มีต้นทุนในการดำเนินงานจำกัดสวนทางกับจำนวนคนหาย ในอนาคตจึงมีแผนเปิดมูลนิธิของสถาบันเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ เพิ่มเติม”

ผู้อำนวยการเล่าพร้อมพาเราขึ้นไปยังห้องเก็บกระดูก เพื่อพบกับนฤมล นักนิติวิทยาศาสตร์ผู้อยู่เบื้องหลังการวิเคราะห์กระดูก และส่งศพนิรนามกลับบ้าน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จุดเริ่มต้นจากคำถามของคุณหญิงพรทิพย์

“คิดว่าความรู้ของตัวเองมีประโยชน์อะไร ไหนลองบอกมา” คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ (ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการและอาจารย์ในสมัยนั้น) ถามนฤมล

เธอเพิ่งส่งใบสมัครเข้าทำงานที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และถูกเรียกให้เข้าสัมภาษณ์ภายในไม่กี่วัน

“หนูรู้จักแค่โครงกระดูกมนุษย์และร่างกายมนุษย์ค่ะ แต่ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เลย” เธอตอบ

“งั้นมาลองทำดูโดยใช้ความรู้ที่มี พี่กำลังต้องการความรู้นั้น”

นฤมลเป็นเด็กสายวิทย์ เรียนจบปริญญาตรีคณะเทคนิคการแพทย์ สาขาวิชารังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าทำงานเป็นนักรังสีเทคนิคในแผนกเอกซเรย์ของโรงพยาบาล ก่อนเรียนต่อจนจบปริญญาโทกายวิภาคศาสตร์ เพราะตนเองคล่องเรื่องกระดูกมนุษย์ แต่ตอนนั้นยังไม่มีคำว่านิติวิทยาศาสตร์อยู่ในความคิดของเธอ

“เพื่อนเคยแซวตอนเรียนปริญญาโทว่า จบแล้วไปทำงานกับอาจารย์พรทิพย์สิ เพราะเรามักเห็นท่านนั่งทานข้าวในโรงอาหาร เราไม่กลัวศพ เราไม่กลัวเลือด แต่ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกคล้อยตามเพื่อน

“พอจบกายวิภาคมา คนส่วนใหญ่ไปเป็นอาจารย์ เราก็คิดอย่างนั้น จนไปเจอเว็บไซต์สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ประกาศรับคนจบปริญญาสาขาที่เราเรียนหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง เราก็ส่งไปจนได้สัมภาษณ์กับอาจารย์พรทิพย์ในอีก 2 วันถัดมา”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

ยุคนั้นปริญญาโทกายวิภาคมีนักศึกษาเรียนจบน้อย ในรุ่นของนฤมลมีเพียง 2 คน เธอจึงกลายเป็นบุคลากรคุณภาพในวันที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพิ่งเริ่มก่อตั้ง ถึงขั้นที่คณะกรรมการคุยกันว่า โปรไฟล์นี้คือคนที่คุณหญิงต้องการ

“พอสัมภาษณ์เสร็จเราถามอาจารย์พรทิพย์ว่า หนูได้ไหมคะ ท่านบอกว่า มาทำงานได้เลย อาจารย์มอบหมายให้อยู่ศูนย์พิสูจน์บุคคลสูญหาย จนถึงวันนี้ 19 ปีแล้ว เราก็ยังทำงานที่นี่อยู่”

เข้างานวันแรก ๆ หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพและเดินทางไปที่เกิดเหตุเพื่อค้นหากระดูก ฟังดูเหมือนง่าย แต่เส้นทางการทำงานที่แท้จริงขรุขระเสมอ เธอต้องขวนขวายอ่านหนังสือ ปรึกษาขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ และสอบชิงทุนเพื่อไปศึกษาการทำงานในต่างประเทศ หนึ่งในนั้นคือการไปเรียนที่ฮาวายใน Forensic Science Academy ห้องปฏิบัติการนิติมานุษยวิทยา (Central Identification Laboratory, Hawaii) ที่ดีที่สุดในโลก

“อาจารย์พรทิพย์เห็นความสำคัญเรื่องนิติวิทยาศาสตร์มานานแล้ว เพราะประเทศไทยในอดีตไม่มี กระดูกหรือศพเน่าจึงถูกละเลยเพราะไม่มีข้อมูล แต่ด้วยการขับเคลื่อนของอาจารย์และอีกหลายท่าน ไทยจึงได้ร่วมมือกับต่างประเทศ และตัวเองก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่จนมีความรู้ในการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

Diary of Life

หากศพอยู่ในสภาพที่แพทย์ชันสูตรตรวจสอบอะไรต่อไม่ได้ ด่านต่อไปคือการค้นหาข้อมูลจากกระดูก หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพจากห้องแล้วนำไปสลายที่นครนายก เพื่อเอาเนื้อเยื่อออกและทำความสะอาด จากนั้นจึงตรวจกระดูกอย่างละเอียดเพื่อค้นหาร่องรอย ความผิดปกติ เช่น โรคและบาดแผลต่าง ๆ

“ไม่ใช่ทุกเคสที่มีกุญแจให้เราไข แต่บางเคสมี เช่น Defend Wound คนอาจยกแขนขึ้นมาป้องกันตัวจนเกิดรอยลึกบนกระดูก ถ้าพี่เห็นรอยแตกบนกระดูกเป็นรอยสันคมแนวขนาน แปลว่าอาจเกิดจากของมีคม

“หรือสมมติเจอกองเนื้ออยู่บนพื้น พี่เอามาตรวจแล้วเจอรูกลม ๆ บนกระดูก แปลว่าสาเหตุการตายอาจไม่ใช่รถทับ เพราะมีรอยกระสุน ใครบ้างจะปล่อยให้รถทับแล้วมายิงซ้ำ หรือเจอศพแล้วค่อยมายิง หากพี่ส่งสิ่งที่ตรวจเจอให้พนักงานสอบสวน อย่างน้อยเขาอาจเอาไปเป็นข้อมูลสำหรับทำคดีต่อได้” นฤมลเล่าประสบการณ์

ด้วยความที่คลุกคลีกับศพและกระดูกมานาน เพียงการมองด้วยตาเปล่าก็ทราบได้ว่านั่นคือกระดูกคนหรือสัตว์ เพราะฉะนั้น หากสงสัย โปรดส่งมาให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราจะนำกระดูกที่ได้ทั้งหมดมาเรียง เพื่อสร้าง Biological Profile ระบุเพศ อายุ เชื้อชาติ ส่วนสูง สาเหตุการตาย ซึ่งมีส่วนช่วยในการหาคนหายและทำคดี อย่างกระดูกชิ้นนี้ที่มีเหล็กดามอยู่” เธอชี้

เหล็กที่ว่าเป็นข้อมูลพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลชิ้นสำคัญ หากทราบเพิ่มเติมว่าศพนี้เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 19 – 30 ปี มีเหล็กดามเข่า เจ้าหน้าที่จะลดจำนวนกลุ่มเป้าหมาย โดยตีวงไปยังผู้สูญหายที่เพศ ช่วงอายุ ประวัติทางการแพทย์ และข้อมูลจากญาติตรงกัน

“จากที่มีข้อมูลคนสูญหายเพศชายในระบบ 100 คน อาจเหลือแค่ 20 คนที่ขาเจ็บ หากศพดามเหล็กที่ขาขวา อาจเหลือที่ตรงกันแค่ 5 คน หลังจากนั้นจะมีการ Confirm Test โดยนำญาติมาที่สถาบันฯ เพื่อตรวจสอบหลักฐาน รูปพรรณสัณฐาน และข้อมูลเพิ่มเติมทางการแพทย์ ถ้าเข้าข่ายจึงส่งไปตรวจ DNA”

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ข้อมูล’ โดยเฉพาะข้อมูลจากญาติพี่น้อง หากใครมีประวัติทันตกรรมหรือประวัติทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นผลเอกซเรย์ ผ่าตัด หรือดามเหล็ก โปรดเก็บเอาไว้ให้ดี สิ่งนี้คือหลักฐานที่จะตามหาญาติของท่านจนพบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน
'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แล้วในคดีสำคัญ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ตรวจสอบไม่มีอคติในการทำงาน

นฤมลบอกว่าทุกกระบวนการเป็นไปตามหลักสากลที่เรียกว่า Blind Analysis คือเธอไม่ทราบข้อมูลของโครงกระดูกเลย ไม่ว่าจะประวัติ สำนวนคดี หรือสถานที่ที่พบ เพื่อปฏิบัติกับกระดูกทุกโครงอย่างเท่าเทียม

“สุดท้ายพี่จะรู้ข้อมูลเองเมื่อศพบอก สมมติ พี่เจอรากไม้ตามโพรงจมูก พี่จะเขียนลงในรายงานว่ามีรากไม้ ซึ่งอาจตรงกับคดีว่า ตำรวจไปเก็บมาจากป่า ขุดจากดิน หรืองมจากในน้ำ บางทีเราไปพลิกป่าหาเอง ได้มา 1 ชิ้นก็ถือว่าได้ แต่ข้อมูลจะน้อยกว่าได้มาทั้งโครง”

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

เกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา งานนี้สอนเธอว่า กระดูกที่คนอื่นมองเป็นเพียงกระดูก แท้จริงแล้วคือสมุดบันทึกชีวิตที่ไม่ใช่ใครก็เปิดอ่านได้

“แต่เราคือคนนั้น ใครเคยแขนหัก ขาหัก มันบันทึกอยู่ในกระดูก ต่อให้ผ่านไป 10 – 20 ปีมันก็จะถูกบันทึกอยู่อย่างนั้น พี่จะเห็นร่องรอย พี่จะรู้ว่าเขามีตัวตน แต่ถ้ากระดูกนี้ไปอยู่กับคนอื่น เป็นผู้เคราะห์ร้ายสักคนที่ล้มอยู่ที่ไหนสักแห่ง กระดูกของพวกเขาอาจกระจัดกระจาย ตัวตนแตกสลาย และหายไปตลอดกาล

“อะไรที่จะบอกกับประชาชนได้ คืออยากให้ช่วยแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อเก็บกระดูกที่คุณพบมาให้เรา ไม่ต้องกังวลว่านั่นจะเป็นกระดูกสัตว์แล้วใครจะว่าอะไร หากนั่นเป็นคนที่คุณรัก คุณก็คงคิดเหมือนกันว่าอยากเพิ่มโอกาสในการหาเขาให้เจอ”

'คนหายไม่ใช่เรื่องไกลตัว' คุยกับทีมงานสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผู้อยู่เบื้องหลังการพาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จะรอวันได้พบเธอ

“พี่ทำงานนี้มา 19 ปี ไม่ได้สำเร็จทั้งหมด แต่ก็หาเจอหลายเคส พี่ไม่ได้ไปคุยกับญาติเขาโดยตรง แต่ดีใจอยู่ข้างหลังทุกครั้งที่มีน้องมาบอกว่า เราได้คืนคนสำคัญให้ครอบครัว 

“มีจริง ๆ พ่อแม่ที่แข็งแรงดีเดินออกไปตลาด แต่หายไปเป็น 10 ปี บางคนความจำดีแต่ดันถูกรถเฉี่ยวจนหลงลืม ถูกส่งไปสถานสงเคราะห์ บางคนหนีออกมาเพราะจะกลับบ้าน แต่ดันหลงไปไกลกว่าเดิม ลูกหลานลาออกจากงานเพื่อตามหา หากเขารู้ว่าสุดท้ายพ่อแม่อยู่ที่นี่ อย่างน้อยชีวิตเขาก็ได้เดินต่อ อย่างน้อยเขาก็ได้พ่อแม่คืน

“กระดูกที่คุณเก็บมาให้เราตรวจ คุณรู้ไหมว่าเขาตามหากันขนาดไหน” นฤมลเล่าอย่างตั้งใจ

ภายในห้องเก็บกระดูกของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มีกระดูกนิรนามรอคอยการกลับบ้านกว่า 1,600 โครง จาก 4 จังหวัดที่สถาบันรับผิดชอบ อาวุโสที่สุดอยู่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2545 และมีอีกมากมายกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

“เรามีกลุ่มพิสูจน์อัตลักษณ์ที่ติดต่อกับญาติ กลุ่มบริหารจัดการฐานข้อมูลเพื่อสร้างศูนย์กลางข้อมูลเดียวกันทั้งประเทศ กลุ่มห้องปฏิบัติการทำหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐานจากศพ และกลุ่มติดตามคนหายที่ทำงานกับทุกภาคส่วนทั้งตำรวจและโรงพยาบาล คือเก็บข้อมูลกับคนไข้เพื่อตามหาญาติเลย เราไม่อยากให้เขาจากไปแล้วค่อยเก็บข้อมูล เพราะหากเจอเร็วย่อมเป็นประโยชน์กว่า”

นอกจากความรู้สึก การตามหาคนหายและระบุตัวตนศพนิรนามยังเป็นเรื่องของการพิทักษ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะลบคำสบประมาท หาตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมาย คืนความยุติธรรมในคดี รวมถึงมอบสิทธิอันชอบธรรมคืนให้กับครอบครัว ออกใบมรณบัตร สิ้นสุดคดี ยุติการชำระหนี้แทน 

“ทั้งหมดเป็นบริการประชาชน ตั้งแต่แจ้งหาย เก็บหลักฐาน เก็บ DNA จนถึงรับศพกลับบ้าน ไม่มีการเก็บค่าบริการทั้งคนหายและการตรวจพิสูจน์ศพนิรนาม เว้นแต่เป็นการตรวจที่ไม่ใช่ทางคดี

“การพาศพกลับบ้านอาจไม่ได้เป็นประโยชน์กับผู้ตาย แต่เป็นการทำเพื่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราอยากให้สังคมตระหนักถึงเรื่องนี้ แล้วมาแจ้งเบาะแส เก็บกระดูกมาพิสูจน์ เราจะพาพวกเขากลับบ้าน”

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load