The Cloud x GC Circular Living

‘โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติระบุ ไทยติดอันดับ 6 สร้างขยะพลาสติกลงทะเลมากที่สุดในโลก’

‘แม่เต่ามะเฟืองตาย ผ่าท้องเจอถุงพลาสติกอุดตันทางเดินอาหาร’

‘ทีมนักวิทยาศาสตร์ UN เตือน เหลือเวลาป้องกันหายนะจากโลกร้อนเพียง 12 ปี’

ท่ามกลางข่าวพลาสติกที่ถาโถมมาในหน้าฟีดราวคลื่นทะเลลูกโตๆ เราซึ่งเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ยังต้องพึ่งพาอาศัยโลกใบนี้ได้แต่คิดกลับไปกลับมาหลังอ่านข่าวว่า ในฐานะประชากรของโลก เราช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้ยังไงบ้าง?

ปลูกต้นไม้ ลดใช้หลอดและถุงพลาสติก พกแก้ว พกปิ่นโต พกถุงผ้า ใช้ขนส่งสาธารณะ เราทำอะไรได้อีก?

 พระมหาประนอม ธมฺมาลังฺกาโร รองเจ้าอาวาสวัดจากแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

10 ปีก่อน พระมหาประนอม ธมฺมาลังฺกาโร รองเจ้าอาวาสวัดจากแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ วัดเล็กๆ แห่งคุ้งบางกะเจ้าก็เกิดคำถามเดียวกันนี้จากการเห็นขยะพลาสติกลอยเกลื่อนเต็มตลิ่งวัด 

กวาดทิ้งก็แล้ว เก็บไปขายก็แล้ว แต่มันก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรดีขึ้นไปกว่าเดิม พลาสติกก็ยังลอยล้นตลิ่งเพิ่มขึ้นทุกวันๆ ในเวลานั้นท่านเกิดคำถามกับตัวเองว่า

“ในฐานะพระสงฆ์รูปหนึ่ง อาตมาช่วยกำจัดขยะได้ยังไงบ้าง”

โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่านขยะพลาสติก

คำถามเล็กๆ นั่นเองที่เป็นแรงผลักดันให้รองเจ้าอาวาสแห่งวัดจากแดง ค้นหาวิธีลดขยะพลาสติกในแบบฉบับของพระสงฆ์ จนเกิดเป็น ‘จีวรรีไซเคิล’ หนึ่งเดียวในเมืองไทย ซึ่งท่านตั้งใจทำเพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่านขยะพลาสติก 

นมัสการพระอาจารย์เล่าให้ The Cloud และผองเพื่อนฟังว่าเรื่องราวมันเป็นมายังไง

01

พระพุทธเจ้า ผู้ริเริ่มการรีไซเคิลจีวร

“เจริญพร ถ้าให้อาตมาเล่าเรื่องนี้มันต้องเริ่มที่พระพุทธเจ้านั่นล่ะ ท่านทรงเป็นต้นแบบการรีไซเคิลมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว”

 พระมหาประนอมเล่าว่า แรกเริ่มเดิมทีในสมัยพุทธกาลจีวรของพระสงฆ์เกิดจากการที่พระพุทธเจ้าทรงนำผ้าที่ทิ้งตามกองขยะหรือผ้าห่อศพมาอธิษฐานขอใช้ผ้าเหล่านี้ทำเป็นจีวร เรียกว่า ‘การชักผ้าบังสุกุลจีวร’ แล้วนำผ้าเหล่านั้นมาซัก ย้อมด้วยน้ำด่างเพื่อฆ่าเชื้อ และเย็บเป็นจีวร 

โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่านขยะพลาสติก
โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่านขยะพลาสติก

เมื่อจีวรเริ่มเก่าพระพุทธองค์จะนำจีวรผืนเก่ามาใช้ปูนอน ผ้าปูนอนของเก่านำไปทำเป็นผ้าเช็ดเท้า ส่วนผ้าเช็ดเท้าผืนเก่าเอาไปผสมดินเหนียวฉาบทากุฏิ เหล่าพระสงฆ์ก็ใช้จีวรตามแนวทางนั้น คือการใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดเท่าที่ผ้า 1 ผืนจะทำได้

“เราจะเห็นได้ว่าพระพุทธองค์ทรงเป็นต้นแบบการรีไซเคิลมาตั้งแต่แรกแล้ว จีวร 1 ผืนสามารถใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดจนสิ้นอายุขัยของมัน ซึ่งทางวัดก็พยายามดำเนินรอยตามในแก่นคำสอนนี้ เพราะ 10 ปีที่แล้ววัดมีปัญหาเรื่องขยะเพราะวัดเก่าวัดแก่ ทรุดโทรม อยู่ติดแม่น้ำ น้ำพัดขยะเข้ามาเต็มไปหมด 

“เริ่มแรกเราเก็บไปทิ้งมีหน่วยงานมาช่วย แต่บางครั้งนานๆ มาทีสุนัขก็คุ้ยขยะเกลื่อนกลาด เราก็ชวนพระในวัดมาทำความสะอาด ด้วยมุมมองพระวินัยในพระไตรปิฎก พระสงฆ์มีหน้าที่ทำความสะอาดวัด ในพระสูตรถ้าเราทำความสะอาดวัดจะได้อานิสงส์ 5 อย่าง มนุษย์รักใคร่ เทวดารักใคร่ มีความสุขใจได้ทำตามคำสั่งสอน สุดท้ายวิมานบนสวรรค์เกิดรอ และในพระอภิธรรมปิฎกถ้าเราไม่ทำความสะอาดแล้วเราไปปฏิบัติธรรม มันก็เป็นเครื่องกังวล เกิดความคาใจ นั่งสมาธิก็ฟุ้งซ่าน พระทั้งวัดก็ช่วยกันทำ 

โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่านขยะพลาสติก
โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่านขยะพลาสติก

“หลังจากนั้นทางวัดเริ่มเก็บเศษอาหารมาทำปุ๋ยและทำแก๊ส แต่พวกขยะพลาสติกที่ลอยมาติดริมตลิ่งนี่สิ เราไม่รู้เลยว่าจะทำอะไรกับมันได้บ้าง ช่วงแรกๆ ก็เผาทิ้ง แต่มันเยอะ ควันอีก คิดว่าไม่เหมาะ เลยไปหาเครื่องทำน้ำมัน คือเอาพลาสติกมานึ่งทำน้ำมันอยู่พักหนึ่ง แต่เครื่องไม้เครื่องมือมันเล็ก ไม่ทันสมัย พลาสติกหายหมดได้น้ำมันนิดเดียว มันไม่คุ้ม ได้น้ำมันเกรดต่ำ อาตมาและทางวัดเลยหาทางออกว่าจะเอาพลาสติกไปทำอะไรให้คุ้มที่สุด คือคิดในฐานะพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งว่าพวกอาตมาจะทำอะไรกับพลาสติกได้อีกบ้าง”

ในช่วงที่พระมหาประนอมปรึกษาหาวิธีการกับผู้หลักผู้ใหญ่ในชุมชน มีโครงการ ‘OUR Khung BangKachao’ ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือ 34 หน่วยงาน รวมถึงมูลนิธิชัยพัฒนา และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด หรือ GC ที่ต้องการพัฒนาคุ้งบางกะเจ้าให้เป็นต้นแบบสีเขียวและแก้ปัญหาขยะในชุมชน รวมถึงพัฒนาวิถีชีวิตความเป็นอยู่และการเติบโตทางเศรษฐกิจของคนในท้องถิ่นให้ดียิ่งขึ้น 

วัดจากแดงจึงสมัครเข้าร่วมโครงการ เริ่มแรกเป็นการนำขยะพลาสติกไปชั่งกิโลขาย โดยทาง GC ช่วยติดต่อบริษัทต่างๆ มาซื้อขยะจากวัด แต่บังเอิญว่าในวันหนึ่งมีโยมท่านหนึ่งมาถวายสังฆทานที่วัด และเล่าว่าเสื้อยืดที่ใส่อยู่แปรรูปมาจากพลาสติก

โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่าน ขยะพลาสติก

“โยมคนนั้นเล่าว่าพลาสติก 12 ใบทำได้เสื้อยืด 1 ตัว อาตมาเลยคิดว่าถ้าพลาสติกเอามาทำเสื้อยืดได้ ก็ต้องทำจีวรได้สิ เลยลองถามทีม GC ว่าโยมทำได้มั้ย เสื้อยืดตัวมันเล็ก มันไม่ร้อน แต่จีวรผืนมันใหญ่ ลองทำยังไงให้มันบาง เบา นุ่ม ซักง่าย ลองทำดูมั้ย ทางทีมเขาก็ตกลงทันที”

02

UPCYCLING จีวร

หลังจากนั้นทางวัดและทาง GC จึงแบ่งหน้าที่กันผ่านโมเดลต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ 

กล่าวคือ ทางวัดทำหน้าที่เป็นต้นน้ำ เก็บรวบรวมขยะ นำมาทำความสะอาด และอัดเป็นก้อน เพื่อส่งต่อให้

กลางน้ำ คือ GC ที่จะนำก้อนพลาสติกเข้าโรงงานผลิตผ้าม้วน ผ่านกระบวนการ Upcycling หรือ การชะลอการเกิดขยะ ด้วยการนำนวัตกรรมและไอเดียเข้ามาแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้ของเหลือใช้ เพื่อให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่

โดยนำขยะขวดน้ำพลาสติกมาแปรรูปเป็นเม็ดพลาสติก ผสานกับเส้นใยโพลีเอสเตอร์ เรยอน (Polyester Rayon) เส้นใยฝ้าย และเส้นใยโพลีเอสเตอร์ ซิงค์ แอนตี้แบคทีเรีย (Polyester Zinc Antibacterial) ที่สามารถป้องกันแบคทีเรีย ลดกลิ่นอับ มีความนุ่ม โปร่งสบาย ก่อนจะนำไปย้อมสีราชนิยมตามพระวินัย 

โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่าน ขยะพลาสติก
โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่าน ขยะพลาสติก

แล้วส่งม้วนผ้ามาให้ ปลายน้ำ คือทางวัดตัดเย็บจีวรตามพระวินัย และจัดจำหน่ายจีวรในร้านสังฆทานและส่งให้ตัวแทนจำหน่ายต่างๆ

จากขยะพลาสติกที่เคยลอยมาเกลื่อนเต็มตลิ่ง ในที่สุดขวดเหล่านี้ 15 ขวด ก็สามารถผลิตจีวรรีไซเคิลได้ 1 ผืน 

03

จีวรพลาสติกเปลี่ยนชีวิตคนในชุมชน

“มาถึงวันนี้การทำโครงการนี้ได้อานิสงส์หลายอย่างนะ ที่เห็นชัดเจนคือคนในชุมชนมีงานทำ โดยวัดพยายามสงเคราะห์คนพิการ คนตกงานไม่รู้จะไปไหนให้มีงานทำ วัดจ่ายค่าแรงเต็มที่ เขาก็มาช่วยคัดแยกขยะ ตัดเย็บ มันมีออร์เดอร์เข้ามาเยอะนะ เราก็ทำไม่ทันหรอก 

“อานิสงส์อีกอย่างเหมือนเราได้ร่วมกำจัดขยะพลาสติกไปด้วยกัน เพราะทุกวันนี้ขยะทางชุมชนนี่มันไม่พอ มีคนส่งขยะมาบริจาคกันอย่างน้อย 10 คันรถต่อวันจากทั่วประเทศ ส่งมาทาง Kerry ส่งมาทางไปรษณีย์วันหนึ่งร้อยกว่ากล่อง และเรามีรถไปรับขยะจากที่ต่างๆ ด้วยไม่ว่าจะเป็นที่ประชุมสัมมนา โรงพยาบาล เราไปรับถึงที่ มันเหมือนเราได้ลดขยะไปด้วยกันทั้งหมดนะ ไม่ใช่แค่ที่วัดเราอย่างเดียว”

โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่าน ขยะพลาสติก
โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่าน ขยะพลาสติก

อย่างไรก็ตาม พระมหาประนอมเล่าว่า ถึงวันนี้ก็ยังมีเสียงต่อต้านอยู่บ้างจากพระสงฆ์บางกลุ่มที่ไม่เข้าใจเรื่องการนำพลาสติกมาแปรรูปเป็นจีวรรีไซเคิล เพราะเข้าใจว่าจีวรเหล่านี้ขาดคุณสมบัติตามพระไตรปิฎก แต่พระอาจารย์ยืนยันว่าจีวรพลาสติกนั้นสามารถใช้ห่มได้โดยไม่ขัดกับหลักคำสอน 

“เพราะในพระไตรปิฎกกล่าวว่า ผ้าที่ใช้ทำจีวรต้องประกอบด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อไปนี้ ได้แก่ เปลือกไม้ ผ้าป่าน ผ้าฝ้าย ผ้าทอจากทุกอย่างมารวมกัน พลาสติกอยู่ในกลุ่มภังคะ คือทุกอย่างผสมกัน เพราะพลาสติกมาจากปิโตรเคมี ปิโตรเคมีมาจากซากพืชซากสัตว์คือภังคะ อีกทั้งจีวรรีไซเคิลจากพลาสติกเหล่านี้ผสมกับผ้าฝ้าย ซึ่งยังคงตามคุณสมบัติทุกประการ

 พระมหาประนอม ธมฺมาลังฺกาโร รองเจ้าอาวาสวัดจากแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

“ทางวัดก็ยังอยากทำโครงการนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะความตั้งใจจริงๆ ของอาตมาคือการเอาขยะมาสอนคนนะ จริงๆ มันไม่ใช่แค่ขยะภายนอกหรอกที่เราต้องจัดการ อาตมาต้องการให้ทุกคนได้ลองคัดแยกและแปรรูปขยะในชีวิต 

“เพราะร่างกายของเราเป็นโรงผลิตขยะ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เสลด นี่ขยะทั้งนั้น และขยะในใจ เช่น ขี้โมโห ขี้ลืม ขี้อิจฉา ขี้เกียจ เราเอาออกได้ ถ้าขี้โมโหเราเอาออกด้วยการเจริญเมตตา ขี้หลงขี้ลืมเอาออกด้วยการเจริญสติ ถ้าขี้เหนียวเอาออกด้วยทานกุศล ถ้าเราคัดแยกแปรรูปขยะภายใน นิพพานสมบัติหรือความสงบในใจก็รอเราอยู่”

นอกจากการแปรรูปพลาสติกเป็นจีวร ขณะนี้ทางวัดจากแดงจัดทำหนังสือ วิชาสิ่งแวดล้อมจากพระไตรปิฎก เพื่อให้พระสงฆ์เรียนทุกวันศุกร์ และเข้าร่วมกับโครงการ ‘วัดประชารัฐสร้างสุข’ ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ชวนวัดในเมืองไทยมาดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านแนวทาง 5 ส. คือสะสาง สะดวก สะอาด สร้างมาตรฐาน สร้างวินัย เพราะเชื่อว่าการแก้ปัญหาโลกร้อนเป็นความรับผิดชอบของคนทุกคนนั่นเอง

“ในมุมมองอาตมาก็คิดว่าโลกเรากำลังวิกฤตจริงๆ ดูข่าวตอนนี้บางที่มันร้อนสุดๆ อากาศแปรปรวน ซึ่งมันสะท้อนโลกภายในของมนุษย์ด้วยนะว่าใจเรามันร้อนเช่นกัน ร้อนด้วยไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ร้อนแรงขนาดไหน กิเลสพันห้า ตัณหาร้อยแปด ร้อน อยากได้ๆ ก็เอาธรรมชาติมาทำลาย คือมันร้อนจากข้างใน 

“จะไปแก้โลกร้อนข้างนอกปลูกต้นไม้ มันอาจจะไกลไปนะ ลองแก้โลกร้อนข้างในที่อยากได้ทุกอย่าง ให้มันลดความอยากลง อยากทำลายทุกอย่าง ให้มันลดความอยากทำลายลง เอาปัญญาไปช่วยแก้โลกภายในให้เย็นลง แล้วโลกภายนอกจะเย็นตาม เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ทันทีเลย” พระมหาประนอมกล่าวทิ้งท้าย

 พระมหาประนอม ธมฺมาลังฺกาโร รองเจ้าอาวาสวัดจากแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

หนึ่งในสาเหตุของวิกฤตด้านทรัพยากรธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลกมาจาก ‘สังคมที่ขาดการคิดก่อนใช้’ ซึ่งก่อให้เกิดขยะปริมาณมหาศาลที่ยากต่อการจัดการ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาปรับใช้ โดยสร้างสรรค์แนวทางใหม่ในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและยาวนาน ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาสร้างทางเลือกใหม่ในการใช้ชีวิตหรือการดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืน เพื่อลดการสร้างผลกระทบต่อโลก

ถึงเวลาที่เราต้อง ‘ปฏิวัติทรัพยากร’ อย่างจริงจัง ทุกคนสามารถมีบทบาทสำคัญในการร่วมปกป้องอนาคตของโลกใบนี้ได้ ด้วยการนำแนวคิด Circular Living ซึ่งเป็นการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

Writer

วิภาดา แหวนเพชร

ขึ้นรถไฟฟ้าหรือไปไหนจะชอบสังเกตคน ชอบคุยกับคนแปลกหน้าโดยเฉพาะ homeless ชีวิตมนุษย์นี่มหัศจรรย์มากๆ เลย ชอบจัง

Photographer

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ทุกอย่างเริ่มต้นจากความอยากรู้อยากเห็นว่า “การรักษาช้างที่ดุมากทำร้ายคนเสียชีวิต!!” หรือ “การบุกป่าไป ‘รักษาช้าง’ ที่ยากลำบาก” เป็นอย่างไร จึงคลิกเข้าไปดูคลิปวิดีโอทั้งสองใน YouTube 

นั่นเป็นครั้งเเรกที่เราได้พบกับ หมอโบว์-สัตวแพทย์รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร สัตวแพทย์หญิงรักษาช้าง เจ้าของช่อง ‘หมอเตี้ย’ 

คุณหมอหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เตรียมเข็มฉีดยาให้ช้างอย่างคล่องแคล่ว และให้ยาช้างด้วยท่าทางทะมัดทะแมง สถานการณ์ที่ดูโหดหินสำหรับคนทั่วไป ไม่ได้ทำให้อารมณ์ขันของหมอคนนี้ลดลงแม้แต่น้อย เธอกลับทำให้การรักษาช้างดูสนุกน่าติดตาม หยอดเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการรักษาช้างฉบับเข้าใจง่าย ทำให้เรารู้จักช้างมากกว่าเมื่อ 10 นาทีก่อนดูคลิปหลายเท่า 

ผู้หญิงคนนี้เท่จริง ๆ! หมอโบว์มีทัศนคติแบบไหนกัน แล้วอะไรในชีวิตที่พาเธอมาเจอกับช้าง ความอยากรู้อยากเห็นเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง 

เรื่องแบบนี้หาดูในคลิปวิดีโอไหนก็คงไม่สนุกเท่าชวนตัวจริงมานั่งคุย โชคดีที่หมอโบว์พอจะมีเวลาชั่วโมงกับอีกหน่อยของเย็นวันเสาร์ที่ไม่ได้อยู่กับคนไข้ไซส์จัมโบ้ เราจึงถือโอกาสให้เธอพาไปรู้จัก ด.ญ.รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร ช้าง และบทบาทการเป็นหมอ 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

เด็กหญิงโบว์

เราเห็นหมอโบว์ใช้ชีวิตแบบลุย ๆ มีเรื่องที่ต้องทำตลอดทั้งวัน เดี๋ยวก็ทำกับข้าว เดี๋ยวก็ทำแผลให้ช้าง แต่ก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใสดูมีพลังงานเหลือเฟืออยู่ตลอด จึงสงสัยว่าเธอเป็นสายผจญภัยมาตั้งแต่ไหนแต่ไรเลยหรือเปล่า

แต่เมื่อถามถึงวัยเด็ก หมอโบว์กลับบอกว่าตนเองเป็นเด็กหญิงขี้อายและพูดน้อย

“ตอนเด็กโบว์ขี้อายมาก จนอาจารย์โทรไปปรึกษาผู้ปกครองเลยว่า ทำไมเด็กคนนี้ไม่พูดกับใครเลย เหมือนเด็กเข้าสังคมยาก”

เด็กหญิงโบว์เลี้ยงสัตว์แทบทุกชนิดที่ครอบครัวเกษตรกรครอบครัวหนึ่งจะเลี้ยงได้ ตั้งแต่นก ไก่ ยันหมาพิตบูล ด้วยความที่คุณพ่อเป็นคนชอบสัตว์อยู่แล้ว จนวันหนึ่งที่เธอเสียเจ้าหมาพิตบูลไป สัตวแพทย์ในตอนนั้นก็ช่วยไม่ได้ และเธอเองก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับวิธีดูแลที่ถูกต้อง นอกจากน้ำตาที่เสียไป เธอคิดในใจว่าถ้าตัวเองมีความรู้บ้างก็คงจะทำอะไรได้มากกว่านี้ เป็นเหตุที่ทำให้เธอกลายมาเป็นสัตวแพทย์

หลายคนอาจคิดว่าหมอโบว์ชอบช้างมาตั้งแต่ตอนเรียน ที่จริงแล้วสัตว์ใหญ่ตัวแรกที่เธอชอบคือม้าต่างหาก จากการได้ลองขี่ม้าในวิชาเรียน ปรากฏว่าทำได้ดีจนครูฝึกถึงกับชวนให้เป็นนักกีฬาขี่ม้าเลยทีเดียว เราเกือบจะได้รู้จัก ‘หมอโบว์รักษาม้า’ แทนช้างไปเสียแล้ว 

พอถามว่าถ้าตอนนี้เลือกเป็นหมอม้าได้ จะเป็นไหม หมอโบว์ตอบทันทีเลยว่า “ไม่เลือกค่ะ” พร้อมกับเสียงหัวเราะ

“คนไทยเลี้ยงช้างเหมือนเป็นคนในครอบครัว ถ้าช้างป่วยก็เหมือนพ่อแม่ของเขาป่วย เวลาเรารักษาหายเลยรู้สึกชื่นใจมาก” 

หมอโบว์รักษาช้าง

จุดเริ่มต้นของ ‘หมอโบว์รักษาช้าง’ คือตอนที่ได้ไปฝึกงานช่วงปีท้าย ๆ ของการเรียนสัตวแพทย์

การพบกันครั้งแรกระหว่างหมอโบว์และช้างไม่ได้โรแมนติกอย่างที่หลายคนคิด ตั้งแต่ครั้งแรกก็ถูกช้างใช้งาสะบัดกระเด็นขณะที่เข้าไปหยอดตาให้ ทำเอาอาจารย์หมอที่อยู่ในเหตุการณ์คิดว่า ศิษย์ตัวเองคงจะขยาดช้างแน่แล้ว แต่ผิดคาด หมอโบว์ยังกลับมารับเคสช้างต่อ 

เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้ทำให้เธอกลัว เพราะช้างก็เพิ่งรู้จักหมอโบว์ ส่วนหมอโบว์ก็ไม่เคยเจอกับช้างมาก่อน จึงไม่รู้วิธีการเข้าหาช้างที่ถูกต้อง พอได้รักษาหลายเคสเข้า ก็เริ่มชอบเพื่อนไซส์ใหญ่ตัวนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

“เอาจริง ๆ มันเป็นความชอบส่วนตัว ชอบช้าง ชอบลักษณะนิสัยของช้าง ถึงเขาจะเป็นสัตว์ใหญ่แต่เป็นสัตว์ที่อบอุ่น รักเจ้าของมาก แล้วก็อายุยืน อายุ 70 – 80 ก็ยังอยู่กับเรา” ซึ่งหมายความว่าถ้าเราเริ่มเลี้ยงช้าง 1 เชือก เขาก็จะอยู่คู่กับเราไปทั้งชีวิตของคนเลี้ยง “เราแก่ เขาก็แก่ตาม”​ 

เมื่อเรียนจบ ก็ใช่ว่าหมอโบว์จะได้เป็นหมอช้างทันทีอย่างใจหวัง เพราะตอนนั้นไม่มีตำแหน่งว่างอยู่เลย เธอจึงเก็บเกี่ยวประสบการณ์รักษาสัตว์เล็ก ระหว่างรองานที่อยากได้เปิดรับสมัคร กระทั่งวันหนึ่ง โรงพยาบาลช้างกระบี่ ซึ่งขณะนั้นเป็นโรงพยาบาลช้างแห่งแรกและแห่งเดียวในภาคใต้ มีช้างป่วยติดเตียงอาการหนักอยู่ 2 เชือก ต้องการหมอดูแลช้างเพิ่ม หมอโบว์จึงรีบสมัครทันที ทั้ง ๆ ที่ประสบการณ์การรักษาในขณะนั้นเป็นศูนย์! 

การดูแลช้างป่วยติดเตียงไม่ใช่เรื่องง่าย ปกติจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน ถ้าช้างเสียก็ต้องลาออก แต่ที่กล้าอาสารับเคสยากแม้ว่าประสบการณ์ยังน้อย ก็เพราะมีรุ่นพี่คอยดูแลให้คำแนะนำ รวมกับความอยากรักษาช้างมาก ได้งานรูปแบบไหนก็พร้อมเรียนรู้ภาคปฏิบัติจากเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเต็มที่ 

คนไข้รายแรกของหมอโบว์จึงเป็นช้างป่วยติดเตียงที่ชื่อเจ้าบัวสวรรค์และเจ้าโซฟา ถึงแม้ตอนนี้เจ้าโซฟาจะไม่อยู่แล้ว แต่เจ้าบัวสวรรค์ก็ยังเป็นหนึ่งในคนไข้ไซส์จัมโบ้ที่เป็นเพื่อนรักของหมอโบว์จนถึงปัจจุบัน 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ตัวใหญ่ใจเสาะ

‘หมอเตี้ย’ คือชื่อเรียกที่หมอโบว์ตั้งให้ตัวเอง เพราะส่วนสูงคือสิ่งเดียวที่เธอคิดว่าแตกต่างจากหมอรักษาช้างคนอื่น

“โบว์อาจจะตัวเตี้ยกว่าหมอคนอื่น (หัวเราะ) คนมักคิดว่าหมอช้างต้องสูง เพราะช้างตัวใหญ่ แต่พอมาเจอหมอโบว์ ‘เอ้า! ทำไมเหลือตัวแค่นี้’ แล้วจะฉีดยาถึงเหรอ” 

แต่จริง ๆ แล้ว คนจะสูงเท่าไหร่ก็สูงไม่เท่าช้าง ไม่ว่าจะสูง 157 หรือ 170 เซนติเมตร ก็ต้องมีเก้าอี้เสริมเหมือนกันหมด ช้างบางเชือกสูงถึง 3 เมตร การเป็นคนตัวเล็กก็มีประโยชน์ในแบบคนตัวเล็ก ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการรักษาช้างแต่อย่างใด เพราะการทำแผลช้างบางครั้งก็ต้องการคนแขนเล็กเพื่อล้วงทำความสะอาดแผลได้สะดวกเหมือนกัน สัตวแพทย์ที่โรงพยาบาลช้างกระบี่ก็เป็นผู้หญิงทั้งหมด

แม้หมอที่ฝีมือดีและประสบการณ์มากกว่าเธอจะมีอีกเยอะ แต่หมอโบว์ก็เลือกแชร์ประสบการณ์ของตัวเองเพราะเห็นว่าช้างไม่ใช่สัตว์ที่ใครจะเจอได้ในชีวิตประจำวัน ถึงจังหวะนี้ เราเลยขอให้หมอโบว์เล่าชีวิตใน 1 วันของสัตวแพทย์ให้ฟังแบบคร่าว ๆ

“วันทำงานปกติที่ไม่ได้มีเคสหนัก เริ่มประมาณ 08.30 น. เลิก 16.30 น. ถ้ามีช้างป่วย นอนลุกไม่ขึ้น ก็ต้องเตรียมรถแบ็กโฮในการยกเพราะช้างหนักประมาณ 4 ตัน ช้างนอนนานไม่ได้ มันจะหายใจไม่ออกแล้วเสียชีวิต ถ้าต้องให้น้ำเกลือหรือให้ยาก็ต้องเฝ้า นอนกับช้างไปเลยทั้งคืน 

“ในกรณีที่เราปล่อยช้างไปพักผ่อนแล้วสุขภาพไม่แข็งแรง ต้องรอรับโทรศัพท์ในช่วงเช้า ตี 5 – 6 โมงเราก็ต้องไปดู ไปให้ยา ทุกวันจะมีช้างป่วยซึ่งเป็นเคสปกติที่ต้องทำแผลหรือให้ยามารอคิว” 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ช้างที่เข้ามาแต่ละตัวจะถูกจัดให้อยู่ในซอง เสมือนกับห้องพักผู้ป่วยที่มีหลังคาสูงและหลักมัดช้างเวลารักษา ถ้าช้างดุมากก็จะอยู่ซองที่ไกลเพื่อน หันหน้าออกจากตัวอื่น เพราะอาจจะทำร้ายคน ทำร้ายช้างด้วยกันเอง หรือทำร้ายหมอได้

การรักษาช้างต้องทำงานเป็นทีม นอกจากหมอ ๆ ต้องแตะมือกันสลับเวร แต่ละคนยังต้องมีผู้ช่วยอีก 4 – 5 คน คอยดูแลความปลอดภัย ช่วยผสมยาและส่งอุปกรณ์ให้ ที่ขาดไม่ได้คือควาญหรือเจ้าของช้าง เพราะพวกเขาคือคนที่ช้างไว้ใจที่สุดประหนึ่งคนในครอบครัว ช้างอาจจะตื่นกลัวหมอเหมือนเด็กกลัวคนแปลกหน้า และทำทุกอย่างเพื่อป้องกันตัวเอง ควาญต้องมัดเชือกช้างกับเสา ไม่งั้นหมออาจจะโดนเตะได้ บางครั้งหมอโบว์ก็ต้องออกไปรักษานอกสถานที่ด้วยเหมือนกัน ต้องสแตนด์บายเตรียมยาใส่กระเป๋า เตรียมเสื้อเผื่อไปนอนค้างคืน

หมอโบว์ถึงกับหัวเราะเมื่อเราสงสัยว่า กระเป๋ายาช้างจะมีขนาด XL แต่เนื่องจากสถานการณ์ที่ต้องเจอคาดเดาไม่ได้ ความคล่องตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ​

“ที่จริงมียาฉุกเฉินที่ต้องเตรียมไว้อยู่แล้ว เราหิ้วไปได้เลยทั้งลังพร้อมกับยาเพิ่มเติมตามอาการของโรค สมมติว่าช้างท้องอืด ก็ต้องเตรียมยาท้องอืดขนใส่กระเป๋าไป แล้วเดินทางไปกับรถโรงพยาบาลพร้อมคนขับรถ ในกรณีที่ต้องเอาช้างกลับมารักษาต่อที่โรงพยาบาล เราให้น้ำเกลือช้างก่อนได้ แล้วค่อยเอาขึ้นรถกลับมา ติดตามอาการอย่างใกล้ชิดตั้งแต่บ้านเขาจนถึงที่โรงพยาบาล”

ยาสำหรับช้างไม่ได้พิสดารอย่างที่คิด หลัก ๆ ที่ใช้ ส่วนใหญ่ก็คือยาคน แค่ใช้ในปริมาณที่เยอะกว่า อย่างเช่นยาฆ่าเชื้อ Cephalexin ที่ต้องใช้ประมาณ 30 – 40 ขวดต่อครั้ง น้ำเกลือก็ต้องใช้มากกว่าคนประมาณร้อยเท่า ทำให้การรักษาใช้เวลานานจนอาจลากยาวถึงตี 2 เลยทีเดียว 

ไม่ใช่แค่เรื่องยา โรคที่คนเป็นช้างก็เป็นได้เหมือนกัน เช่น โรคท้องอืด ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นโรคธรรมดา แต่ก็เป็นเรื่องใหญ่ได้ เพราะช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่แต่ใจเสาะ ท้องอืดนิดเดียวก็กระวนกระวายจนขาดใจตายได้เลย! 

การทำให้ช้างหายป่วยก็ต้องใช้เวลามากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ แผลธรรมดาต้องใช้เวลารักษาอย่างน้อย 1 เดือน แผลสาหัสก็อาจจะต้องรักษากันเป็นปีหรือหลายปีก็ได้ แต่ไม่ว่าจะอาการหนักหรือเบา อยู่โรงพยาบาลนานหรือสั้น ช้างทุกตัวที่มาหาหมอ ณ โรงพยาบาลช้างกระบี่จะได้รับการรักษาฟรี

“ถ้าถามว่าโบว์มีนิสัยส่วนไหนที่เข้ากับช้างได้บ้าง ก็อาจจะเป็นคนใจเย็นมั้ง ช้างต้องรักษาแบบเดิมทุกวันจนกว่าจะหาย ต้องพยายามอดทนมากในการรักษา โบว์เป็นคนใจเย็น เป็นคนรอได้ แล้วก็เป็นคนที่ชอบเห็นพัฒนาการของช้างดีขึ้นอย่างช้า ๆ”

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ภารกิจคนตัวเล็ก

แม้ทีมสัตวแพทย์จะเป็นผู้จัดการปัญหาเร่งด่วนที่ช้างและเจ้าของจะต้องเผชิญในทุก ๆ วัน แต่การดูแลรักษาสิ่งใดก็ตามอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมต้องใส่ใจการแก้ปัญหาทั้งในระยะสั้นและยาว เราจึงอยากรู้ว่าคนที่คลุกคลีกับช้างอย่างหมอโบว์ คิดว่าปัญหาเกี่ยวกับช้างในปัจจุบันมีอะไรบ้าง 

เธอบอกว่าความท้าทายหนึ่งที่สำคัญในการปฏิบัติงาน คือจำนวนงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาที่จำกัด ทำให้โรคบางโรคของช้างยังรักษาไม่ได้ 

“สมมติว่าหมาแมวท้องอืดเพราะกินอะไรเข้าไป เราผ่าท้องแล้วเอาของชิ้นนั้นออกมาได้เลย แต่ช้างยังไม่มีการผ่าตัดช่องท้อง เพราะช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่ หนังหนา เย็บแผลให้ติดไม่ได้ การผ่าช่องท้องจึงอันตรายกับช้างมาก รักษาได้เฉพาะพื้นฐานภายนอกเท่านั้น”

หมอโบว์ชวนเราถกประเด็นนี้ด้วยการคลี่ปัญหาที่ช้างเผชิญออกมาดูเพิ่มเติม เริ่มจากช่วงโควิดที่ผ่านมา ซึ่งทั้งช้างทั้งคนต่างได้รับผลกระทบ

“สัตวแพทย์ไม่ค่อยเจอปัญหาเท่าไหร่ แต่ช้างกับเจ้าของช้างต้องเจอปัญหาเยอะ ช้างมีอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น การแสดงช้าง การนั่งหลังช้าง ซึ่งต้องอาศัยนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการบางท่านถึงขั้นปิดปาง ต้องส่งช้างกลับบ้าน หรือไม่ก็ต้องพักงานช้าง พอไม่มีรายได้ก็ต้องลดจำนวนควาญช้างหรือคนดูแลลง เพราะฉะนั้น การดูแลมันจะไม่ทั่วถึง บางเชือกผอมลง บางเชือกป่วยเป็นโรค” 

สำหรับการใช้งานช้าง หมอโบว์ไม่เห็นด้วยที่ให้ช้างทำงานหนักเกินไปไม่ว่างานใดก็ตาม ในส่วนนี้ไม่ได้หมายถึงงานใช้กำลังเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงงานที่ทำให้ช้างได้รับอาหารไม่เหมาะสม เช่น การกินผลไม้ที่มีรสหวานมากเกินไปจนทำให้เกิดภาวะท้องอืดท้องเสียได้ การใช้ช้างทำงานควรอยู่ในระดับที่พอดี 

บางงานก็ให้ช้างทำได้ หากเจ้าของคอยดูแลว่าช้างมีอาหารและน้ำกินเพียงพอ ทำงานเหนื่อยไปหรือไม่ พักผ่อนพอหรือเปล่า สำหรับหมอโบว์ที่ใกล้ชิดกับทั้งควาญช้างและช้าง เธอเข้าใจดีว่าการที่ช้างเป็นสัตว์ใหญ่ ค่าดูแลย่อมสูงตามไปด้วย ควาญช้างทำงานคนเดียวอาจไม่พอ บางทีช้างก็ต้องทำงานเพื่อให้ทั้งตัวเองและเจ้าของพอมีพอกิน 

ปัจจุบันนี้ คนส่วนมากบนโลกขาดความสัมพันธ์กับธรรมชาติ ได้เห็นและรู้จักสัตว์ป่าน้อยลง เหมือนกับที่หมอโบว์พูดไว้ตั้งแต่ต้นว่า มีโอกาสน้อยนักในชีวิตประจำวันที่คนทั่วไปจะได้เจอกับช้าง 

พอรู้น้อย เห็นน้อย ก็ผูกพันน้อย ทำให้เกิดความเพิกเฉยต่อปัญหาที่ช้างกำลังเผชิญตามไปด้วย 

การที่คนตัวเล็ก ๆ หนึ่งคนจะแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ได้ ส่วนหนึ่งคือการทำหน้าที่ของตนให้ดี และนำความถนัดของตัวเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างที่หมอโบว์บันทึกการรักษาแล้วนำมาแบ่งปันให้คนดูได้รู้จักช้างมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความช่วยเหลือในระดับที่ใหญ่ขึ้นก็เป็นเรื่องจำเป็น สิ่งที่พอจะช่วยแก้ปัญหาระยะยาวได้ เห็นจะเป็นการให้ความรู้แก่คนเลี้ยงและคนทั่วไปเกี่ยวกับช้าง 

“บางคนซื้อช้างมาด้วยความที่เขามีตังค์ ก็เลยซื้อมาทั้ง ๆ ที่ไม่มีความรู้เรื่องการเลี้ยงช้าง หมอก็ต้องคอยบอกว่าช้างกินอะไรได้บ้างไม่ได้บ้าง สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ จึงมีการจัดงานประชุมช้างสำหรับคนเลี้ยงช้างหรือเจ้าของช้างเข้าร่วม เพื่อเรียนรู้วิธีการดูแลช้างอย่างถูกต้อง”

เราหวังว่าการนำประสบการณ์และแง่คิดของหมอโบว์มาเล่าต่อ จะเป็นอีกช่องทางที่ช่วยให้คนรู้จักช้างมากขึ้นอีกนิด และช่วยถ่ายทอดเสียงของทีมสัตวแพทย์ตัวเล็ก ซึ่งกำลังทำหน้าที่รักษาคนไข้ตัวใหญ่อยู่ทุกวัน เมื่อคนตัวเล็กกับสถาบันใหญ่ต่างทำหน้าที่ของตนเพื่อสิ่งเดียวกัน ก็ย่อมทำให้เป้าหมายนั้นสำเร็จ 

ภาพ : หมอโบว์-สัตวแพทย์รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร

Writers

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load