The Cloud x GC Circular Living

‘โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติระบุ ไทยติดอันดับ 6 สร้างขยะพลาสติกลงทะเลมากที่สุดในโลก’

‘แม่เต่ามะเฟืองตาย ผ่าท้องเจอถุงพลาสติกอุดตันทางเดินอาหาร’

‘ทีมนักวิทยาศาสตร์ UN เตือน เหลือเวลาป้องกันหายนะจากโลกร้อนเพียง 12 ปี’

ท่ามกลางข่าวพลาสติกที่ถาโถมมาในหน้าฟีดราวคลื่นทะเลลูกโตๆ เราซึ่งเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ยังต้องพึ่งพาอาศัยโลกใบนี้ได้แต่คิดกลับไปกลับมาหลังอ่านข่าวว่า ในฐานะประชากรของโลก เราช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้ยังไงบ้าง?

ปลูกต้นไม้ ลดใช้หลอดและถุงพลาสติก พกแก้ว พกปิ่นโต พกถุงผ้า ใช้ขนส่งสาธารณะ เราทำอะไรได้อีก?

 พระมหาประนอม ธมฺมาลังฺกาโร รองเจ้าอาวาสวัดจากแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

10 ปีก่อน พระมหาประนอม ธมฺมาลังฺกาโร รองเจ้าอาวาสวัดจากแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ วัดเล็กๆ แห่งคุ้งบางกะเจ้าก็เกิดคำถามเดียวกันนี้จากการเห็นขยะพลาสติกลอยเกลื่อนเต็มตลิ่งวัด 

กวาดทิ้งก็แล้ว เก็บไปขายก็แล้ว แต่มันก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรดีขึ้นไปกว่าเดิม พลาสติกก็ยังลอยล้นตลิ่งเพิ่มขึ้นทุกวันๆ ในเวลานั้นท่านเกิดคำถามกับตัวเองว่า

“ในฐานะพระสงฆ์รูปหนึ่ง อาตมาช่วยกำจัดขยะได้ยังไงบ้าง”

โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่านขยะพลาสติก

คำถามเล็กๆ นั่นเองที่เป็นแรงผลักดันให้รองเจ้าอาวาสแห่งวัดจากแดง ค้นหาวิธีลดขยะพลาสติกในแบบฉบับของพระสงฆ์ จนเกิดเป็น ‘จีวรรีไซเคิล’ หนึ่งเดียวในเมืองไทย ซึ่งท่านตั้งใจทำเพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่านขยะพลาสติก 

นมัสการพระอาจารย์เล่าให้ The Cloud และผองเพื่อนฟังว่าเรื่องราวมันเป็นมายังไง

01

พระพุทธเจ้า ผู้ริเริ่มการรีไซเคิลจีวร

“เจริญพร ถ้าให้อาตมาเล่าเรื่องนี้มันต้องเริ่มที่พระพุทธเจ้านั่นล่ะ ท่านทรงเป็นต้นแบบการรีไซเคิลมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว”

 พระมหาประนอมเล่าว่า แรกเริ่มเดิมทีในสมัยพุทธกาลจีวรของพระสงฆ์เกิดจากการที่พระพุทธเจ้าทรงนำผ้าที่ทิ้งตามกองขยะหรือผ้าห่อศพมาอธิษฐานขอใช้ผ้าเหล่านี้ทำเป็นจีวร เรียกว่า ‘การชักผ้าบังสุกุลจีวร’ แล้วนำผ้าเหล่านั้นมาซัก ย้อมด้วยน้ำด่างเพื่อฆ่าเชื้อ และเย็บเป็นจีวร 

โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่านขยะพลาสติก
โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่านขยะพลาสติก

เมื่อจีวรเริ่มเก่าพระพุทธองค์จะนำจีวรผืนเก่ามาใช้ปูนอน ผ้าปูนอนของเก่านำไปทำเป็นผ้าเช็ดเท้า ส่วนผ้าเช็ดเท้าผืนเก่าเอาไปผสมดินเหนียวฉาบทากุฏิ เหล่าพระสงฆ์ก็ใช้จีวรตามแนวทางนั้น คือการใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดเท่าที่ผ้า 1 ผืนจะทำได้

“เราจะเห็นได้ว่าพระพุทธองค์ทรงเป็นต้นแบบการรีไซเคิลมาตั้งแต่แรกแล้ว จีวร 1 ผืนสามารถใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดจนสิ้นอายุขัยของมัน ซึ่งทางวัดก็พยายามดำเนินรอยตามในแก่นคำสอนนี้ เพราะ 10 ปีที่แล้ววัดมีปัญหาเรื่องขยะเพราะวัดเก่าวัดแก่ ทรุดโทรม อยู่ติดแม่น้ำ น้ำพัดขยะเข้ามาเต็มไปหมด 

“เริ่มแรกเราเก็บไปทิ้งมีหน่วยงานมาช่วย แต่บางครั้งนานๆ มาทีสุนัขก็คุ้ยขยะเกลื่อนกลาด เราก็ชวนพระในวัดมาทำความสะอาด ด้วยมุมมองพระวินัยในพระไตรปิฎก พระสงฆ์มีหน้าที่ทำความสะอาดวัด ในพระสูตรถ้าเราทำความสะอาดวัดจะได้อานิสงส์ 5 อย่าง มนุษย์รักใคร่ เทวดารักใคร่ มีความสุขใจได้ทำตามคำสั่งสอน สุดท้ายวิมานบนสวรรค์เกิดรอ และในพระอภิธรรมปิฎกถ้าเราไม่ทำความสะอาดแล้วเราไปปฏิบัติธรรม มันก็เป็นเครื่องกังวล เกิดความคาใจ นั่งสมาธิก็ฟุ้งซ่าน พระทั้งวัดก็ช่วยกันทำ 

โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่านขยะพลาสติก
โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่านขยะพลาสติก

“หลังจากนั้นทางวัดเริ่มเก็บเศษอาหารมาทำปุ๋ยและทำแก๊ส แต่พวกขยะพลาสติกที่ลอยมาติดริมตลิ่งนี่สิ เราไม่รู้เลยว่าจะทำอะไรกับมันได้บ้าง ช่วงแรกๆ ก็เผาทิ้ง แต่มันเยอะ ควันอีก คิดว่าไม่เหมาะ เลยไปหาเครื่องทำน้ำมัน คือเอาพลาสติกมานึ่งทำน้ำมันอยู่พักหนึ่ง แต่เครื่องไม้เครื่องมือมันเล็ก ไม่ทันสมัย พลาสติกหายหมดได้น้ำมันนิดเดียว มันไม่คุ้ม ได้น้ำมันเกรดต่ำ อาตมาและทางวัดเลยหาทางออกว่าจะเอาพลาสติกไปทำอะไรให้คุ้มที่สุด คือคิดในฐานะพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งว่าพวกอาตมาจะทำอะไรกับพลาสติกได้อีกบ้าง”

ในช่วงที่พระมหาประนอมปรึกษาหาวิธีการกับผู้หลักผู้ใหญ่ในชุมชน มีโครงการ ‘OUR Khung BangKachao’ ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือ 34 หน่วยงาน รวมถึงมูลนิธิชัยพัฒนา และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด หรือ GC ที่ต้องการพัฒนาคุ้งบางกะเจ้าให้เป็นต้นแบบสีเขียวและแก้ปัญหาขยะในชุมชน รวมถึงพัฒนาวิถีชีวิตความเป็นอยู่และการเติบโตทางเศรษฐกิจของคนในท้องถิ่นให้ดียิ่งขึ้น 

วัดจากแดงจึงสมัครเข้าร่วมโครงการ เริ่มแรกเป็นการนำขยะพลาสติกไปชั่งกิโลขาย โดยทาง GC ช่วยติดต่อบริษัทต่างๆ มาซื้อขยะจากวัด แต่บังเอิญว่าในวันหนึ่งมีโยมท่านหนึ่งมาถวายสังฆทานที่วัด และเล่าว่าเสื้อยืดที่ใส่อยู่แปรรูปมาจากพลาสติก

โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่าน ขยะพลาสติก

“โยมคนนั้นเล่าว่าพลาสติก 12 ใบทำได้เสื้อยืด 1 ตัว อาตมาเลยคิดว่าถ้าพลาสติกเอามาทำเสื้อยืดได้ ก็ต้องทำจีวรได้สิ เลยลองถามทีม GC ว่าโยมทำได้มั้ย เสื้อยืดตัวมันเล็ก มันไม่ร้อน แต่จีวรผืนมันใหญ่ ลองทำยังไงให้มันบาง เบา นุ่ม ซักง่าย ลองทำดูมั้ย ทางทีมเขาก็ตกลงทันที”

02

UPCYCLING จีวร

หลังจากนั้นทางวัดและทาง GC จึงแบ่งหน้าที่กันผ่านโมเดลต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ 

กล่าวคือ ทางวัดทำหน้าที่เป็นต้นน้ำ เก็บรวบรวมขยะ นำมาทำความสะอาด และอัดเป็นก้อน เพื่อส่งต่อให้

กลางน้ำ คือ GC ที่จะนำก้อนพลาสติกเข้าโรงงานผลิตผ้าม้วน ผ่านกระบวนการ Upcycling หรือ การชะลอการเกิดขยะ ด้วยการนำนวัตกรรมและไอเดียเข้ามาแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้ของเหลือใช้ เพื่อให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่

โดยนำขยะขวดน้ำพลาสติกมาแปรรูปเป็นเม็ดพลาสติก ผสานกับเส้นใยโพลีเอสเตอร์ เรยอน (Polyester Rayon) เส้นใยฝ้าย และเส้นใยโพลีเอสเตอร์ ซิงค์ แอนตี้แบคทีเรีย (Polyester Zinc Antibacterial) ที่สามารถป้องกันแบคทีเรีย ลดกลิ่นอับ มีความนุ่ม โปร่งสบาย ก่อนจะนำไปย้อมสีราชนิยมตามพระวินัย 

โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่าน ขยะพลาสติก
โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่าน ขยะพลาสติก

แล้วส่งม้วนผ้ามาให้ ปลายน้ำ คือทางวัดตัดเย็บจีวรตามพระวินัย และจัดจำหน่ายจีวรในร้านสังฆทานและส่งให้ตัวแทนจำหน่ายต่างๆ

จากขยะพลาสติกที่เคยลอยมาเกลื่อนเต็มตลิ่ง ในที่สุดขวดเหล่านี้ 15 ขวด ก็สามารถผลิตจีวรรีไซเคิลได้ 1 ผืน 

03

จีวรพลาสติกเปลี่ยนชีวิตคนในชุมชน

“มาถึงวันนี้การทำโครงการนี้ได้อานิสงส์หลายอย่างนะ ที่เห็นชัดเจนคือคนในชุมชนมีงานทำ โดยวัดพยายามสงเคราะห์คนพิการ คนตกงานไม่รู้จะไปไหนให้มีงานทำ วัดจ่ายค่าแรงเต็มที่ เขาก็มาช่วยคัดแยกขยะ ตัดเย็บ มันมีออร์เดอร์เข้ามาเยอะนะ เราก็ทำไม่ทันหรอก 

“อานิสงส์อีกอย่างเหมือนเราได้ร่วมกำจัดขยะพลาสติกไปด้วยกัน เพราะทุกวันนี้ขยะทางชุมชนนี่มันไม่พอ มีคนส่งขยะมาบริจาคกันอย่างน้อย 10 คันรถต่อวันจากทั่วประเทศ ส่งมาทาง Kerry ส่งมาทางไปรษณีย์วันหนึ่งร้อยกว่ากล่อง และเรามีรถไปรับขยะจากที่ต่างๆ ด้วยไม่ว่าจะเป็นที่ประชุมสัมมนา โรงพยาบาล เราไปรับถึงที่ มันเหมือนเราได้ลดขยะไปด้วยกันทั้งหมดนะ ไม่ใช่แค่ที่วัดเราอย่างเดียว”

โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่าน ขยะพลาสติก
โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่าน ขยะพลาสติก

อย่างไรก็ตาม พระมหาประนอมเล่าว่า ถึงวันนี้ก็ยังมีเสียงต่อต้านอยู่บ้างจากพระสงฆ์บางกลุ่มที่ไม่เข้าใจเรื่องการนำพลาสติกมาแปรรูปเป็นจีวรรีไซเคิล เพราะเข้าใจว่าจีวรเหล่านี้ขาดคุณสมบัติตามพระไตรปิฎก แต่พระอาจารย์ยืนยันว่าจีวรพลาสติกนั้นสามารถใช้ห่มได้โดยไม่ขัดกับหลักคำสอน 

“เพราะในพระไตรปิฎกกล่าวว่า ผ้าที่ใช้ทำจีวรต้องประกอบด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อไปนี้ ได้แก่ เปลือกไม้ ผ้าป่าน ผ้าฝ้าย ผ้าทอจากทุกอย่างมารวมกัน พลาสติกอยู่ในกลุ่มภังคะ คือทุกอย่างผสมกัน เพราะพลาสติกมาจากปิโตรเคมี ปิโตรเคมีมาจากซากพืชซากสัตว์คือภังคะ อีกทั้งจีวรรีไซเคิลจากพลาสติกเหล่านี้ผสมกับผ้าฝ้าย ซึ่งยังคงตามคุณสมบัติทุกประการ

 พระมหาประนอม ธมฺมาลังฺกาโร รองเจ้าอาวาสวัดจากแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

“ทางวัดก็ยังอยากทำโครงการนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะความตั้งใจจริงๆ ของอาตมาคือการเอาขยะมาสอนคนนะ จริงๆ มันไม่ใช่แค่ขยะภายนอกหรอกที่เราต้องจัดการ อาตมาต้องการให้ทุกคนได้ลองคัดแยกและแปรรูปขยะในชีวิต 

“เพราะร่างกายของเราเป็นโรงผลิตขยะ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เสลด นี่ขยะทั้งนั้น และขยะในใจ เช่น ขี้โมโห ขี้ลืม ขี้อิจฉา ขี้เกียจ เราเอาออกได้ ถ้าขี้โมโหเราเอาออกด้วยการเจริญเมตตา ขี้หลงขี้ลืมเอาออกด้วยการเจริญสติ ถ้าขี้เหนียวเอาออกด้วยทานกุศล ถ้าเราคัดแยกแปรรูปขยะภายใน นิพพานสมบัติหรือความสงบในใจก็รอเราอยู่”

นอกจากการแปรรูปพลาสติกเป็นจีวร ขณะนี้ทางวัดจากแดงจัดทำหนังสือ วิชาสิ่งแวดล้อมจากพระไตรปิฎก เพื่อให้พระสงฆ์เรียนทุกวันศุกร์ และเข้าร่วมกับโครงการ ‘วัดประชารัฐสร้างสุข’ ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ชวนวัดในเมืองไทยมาดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านแนวทาง 5 ส. คือสะสาง สะดวก สะอาด สร้างมาตรฐาน สร้างวินัย เพราะเชื่อว่าการแก้ปัญหาโลกร้อนเป็นความรับผิดชอบของคนทุกคนนั่นเอง

“ในมุมมองอาตมาก็คิดว่าโลกเรากำลังวิกฤตจริงๆ ดูข่าวตอนนี้บางที่มันร้อนสุดๆ อากาศแปรปรวน ซึ่งมันสะท้อนโลกภายในของมนุษย์ด้วยนะว่าใจเรามันร้อนเช่นกัน ร้อนด้วยไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ร้อนแรงขนาดไหน กิเลสพันห้า ตัณหาร้อยแปด ร้อน อยากได้ๆ ก็เอาธรรมชาติมาทำลาย คือมันร้อนจากข้างใน 

“จะไปแก้โลกร้อนข้างนอกปลูกต้นไม้ มันอาจจะไกลไปนะ ลองแก้โลกร้อนข้างในที่อยากได้ทุกอย่าง ให้มันลดความอยากลง อยากทำลายทุกอย่าง ให้มันลดความอยากทำลายลง เอาปัญญาไปช่วยแก้โลกภายในให้เย็นลง แล้วโลกภายนอกจะเย็นตาม เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ทันทีเลย” พระมหาประนอมกล่าวทิ้งท้าย

 พระมหาประนอม ธมฺมาลังฺกาโร รองเจ้าอาวาสวัดจากแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

หนึ่งในสาเหตุของวิกฤตด้านทรัพยากรธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลกมาจาก ‘สังคมที่ขาดการคิดก่อนใช้’ ซึ่งก่อให้เกิดขยะปริมาณมหาศาลที่ยากต่อการจัดการ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาปรับใช้ โดยสร้างสรรค์แนวทางใหม่ในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและยาวนาน ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาสร้างทางเลือกใหม่ในการใช้ชีวิตหรือการดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืน เพื่อลดการสร้างผลกระทบต่อโลก

ถึงเวลาที่เราต้อง ‘ปฏิวัติทรัพยากร’ อย่างจริงจัง ทุกคนสามารถมีบทบาทสำคัญในการร่วมปกป้องอนาคตของโลกใบนี้ได้ ด้วยการนำแนวคิด Circular Living ซึ่งเป็นการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

Writer

วิภาดา แหวนเพชร

ขึ้นรถไฟฟ้าหรือไปไหนจะชอบสังเกตคน ชอบคุยกับคนแปลกหน้าโดยเฉพาะ homeless ชีวิตมนุษย์นี่มหัศจรรย์มากๆ เลย ชอบจัง

Photographer

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

“ภาพยนตร์สารคดีที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้คืออะไรรู้ไหม มันคือกล้องวงจรปิด”

“สมมติคุณเป็น รปภ. เห็นคนคู่หนึ่งเดินเข้าไป แล้วผู้หญิงเข้าไปท่าทางเมาๆ ผู้ชายเดินออก คุณก็นั่งจ้องมันได้เรื่อยๆ สักพักผู้ชายคนนี้พาผู้ชายคนหนึ่งเข้าไปในห้อง แป๊บหนึ่งผู้หญิงคนนั้นวิ่งออกมา 

“คุณคิดอะไรในหัวบ้าง คิดได้เยอะเลย” 

ชายหน้าตายิ้มแย้ม มีผมขาวแซม รู้ได้ว่าผ่านวัยกลางคนมาแล้ว ยกตัวอย่างให้ผมเข้าใจเรื่องพลังของความจริงในงานภาพยนตร์สารคดี 

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี 'เรื่องเล่ามีชีวิต' ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

เชิด-เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ เป็นผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์และภาพยนตร์โฆษณาทั้งในประเทศและต่างประเทศมาตลอดชีวิตการทำงาน 

ตำแหน่งที่น้อยคนนักใฝ่ฝันว่าตัวเองจะเป็น ตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับแตกต่างกับหน้าที่อาชีพในฝันอย่างผู้กำกับแทบจะคนละเรื่อง อาชีพที่ต้องใช้ทักษะการจัดการและวางแผนอย่างมาก ในการทำอย่างไรก็ได้ให้กองถ่ายภาพยนตร์เดินหน้าไปอย่างราบรื่นที่สุด และให้ผู้กำกับได้มีพื้นที่การทำงานด้วยความสร้างสรรค์อย่างเต็มที่

เชิดถูกพูดถึงกันในวงการว่าเป็นผู้ช่วยผู้กำกับที่เก่งของผู้กำกับมือดีหลายท่าน เป็นเอก รัตนเรือง เคยบอกว่า เชิดพงษ์คือผู้ช่วยผู้กำกับที่ดีที่สุดของเขา

ในวัยปัจจุบันของเขา ถ้าหากรับข้าราชการ ก็เรียกว่าเข้าโค้งสุดท้ายก่อนจะเกษียณอายุราชการแล้ว แต่เชิดกลับไม่คิดว่าตัวเองจะต้องหยุดทำงานในวงการภาพยนตร์ เขาขยับบทบาทจากผู้ช่วย ขึ้นมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์แทนบ้าง และไม่ใช่หนังโฆษณาหรือหนังต่างประเทศอย่างที่เขาคลุกคลีมาตลอดชีวิตการทำงาน แต่เป็นหนังสารคดี ศาสตร์การเล่าเรื่องด้วยความจริงของภาพยนตร์ที่เขาสนใจส่วนตัวมาตั้งแต่วัยหนุ่ม 

เขาบอกว่างานสารคดีเป็นงานที่ไม่ได้เป็นที่นิยมมากนัก ในบรรดาการเล่าเรื่องด้วยภาพเคลื่อนไหว

สารคดีที่เชิดเลือกทำ คือสารคดีแนววัฒนธรรม ซึ่งเขาพบว่าคนสนใจน้อยที่สุดในบรรดาสารคดีด้วยกันเองด้วย 

ยิ่งไปกว่านั้น หัวข้อเรื่องที่เขาสนใจ ก็เป็นหัวข้อที่คนส่วนใหญ่อาจจะไม่ค่อยให้ความสำคัญด้วยซ้ำ 

นั่นคือเรื่อง ‘ผู้สูงอายุและสังคมผู้สูงวัย’ 

น่าสนใจตรงปัจจัยต่างๆ ที่เขาเลือกทำ ล้วนสวนทางกับสิ่งที่ยุคสมัยกำลังให้ความนิยมและสนใจ อะไรที่ยังทำให้เขาเชื่อมั่นในพลังของงานสารคดี และเลือกนำมาใช้เพื่อเล่าเรื่องคนแก่กับสังคมบ้านเราที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยในเร็ววันนี้

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี 'เรื่องเล่ามีชีวิต' ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

สังคมผู้สูงวัย

“ในช่วง พ.ศ. 2554 – 2555 ผมทำรายการทีวีชื่อ ลุยไม่รู้โรย รายการเกี่ยวกับผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตในบั้นปลายได้อย่างสวยงาม ทำแล้วก็ได้เรียนรู้อะไรจากผู้สูงอายุมาเยอะ สมัยนั้นเราอาจจะยังไม่มีวิกฤตสังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบนะ แต่รายการนี้เปลี่ยนชีวิตผมไปเยอะเหมือนกัน จากการที่ได้ไปคุยกับผู้ใหญ่ คนแก่ๆ 

“ผมอาจจะเป็นคนหัวโบราณที่บอกว่า เราจำเป็นต้องมีครู แต่ผมรู้สึกว่าคนแก่เขาสอนเราเยอะมาก เราได้ศึกษาในฐานะที่เขาคนนั้นเป็นครูของเราคนหนึ่ง ผมคิดว่านี่คือข้อสำคัญในการเจริญเติบโต โชคดีตรงที่ผมมีครูที่ดีเยอะมากจากการทำรายการนี้ จากการได้ไปพูดคุยกับผู้สูงวัย ประสบการณ์ตอนนั้นมันเลยเป็นแบบฉบับที่เราอยากทำอะไรเกี่ยวกับคนแก่”

ผ่านมา 9 ปีนับตั้งแต่เชิดทำรายการ ลุยไม่รู้โรย สังคมยังพูดถึงเรื่องผู้สูงวัยกันอยู่ และในตอนนี้ก็เริ่มเห็นชัดขึ้นแล้วว่าเรากำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยจริงๆ 

“สังคมผู้สูงอายุเป็นคลื่นสึนามิขนาดใหญ่ที่ถาโถมเข้ามาสู่สังคม นี่คือคำพูดเชิงวิชาการที่เขาชอบพูดกัน เพื่อให้เราตระหนักว่ามันกำลังจะฉิบหาย เพราะว่าต่อไปนี้ พวกคนรุ่นใหม่ต้องดูแลคนรุ่นผมนะ ก็คือวัยทำงานทุกวันนี้ จะทางตรงหรือทางอ้อมก็แล้วแต่ คุณต้องทำงานหนักมากเพื่อดูแลคนแก่ที่ไม่ยอมตาย ผมไม่ยอมตายง่ายๆ เพราะว่าผมมีประกัน ผมมีสุขภาพที่ดี แล้วผมดูแลสุขภาพตัวเอง จะอยู่ไปอีกหลายปี 

“แล้วคุณจัดการอะไรกับคนเหล่านี้ล่ะ นี่คือสิ่งที่น่าคิดว่าเราต้องทำอย่างไร เป็นสาเหตุว่าทำไมในระยะหลังนี่เรื่องสูงวัยถึงได้บูมนัก ผมทำเรื่องคนแก่มาก่อน ประเด็นมันก็อยู่ในหัว พยายามตอบตัวเองว่าวันหนึ่งเราจะใช้ชีวิตอยู่ยังไงโดยไม่ให้ลูกเหนื่อยมาก มันก็ต้องมีอาชีพสิ เลยมีคำถามขึ้นมาว่า อาชีพอะไรที่คนหกสิบปีทำได้บ้าง ผมคิดง่ายมาก แค่เดินทางตระเวนไปหาคนที่ดูแลตัวเองได้ทั่วประเทศ” 

ผู้กำกับวัยเกือบ 60 ปีเล่าถึงประเด็นที่จุดประกายให้เขาลุกขึ้นมาทำสารคดี

“สองอย่างที่ผมค้นพบในระหว่างทำงาน หนึ่งก็คือ คำว่าเกษียณนี่ไม่มีจริง เกษียณใช้กับข้าราชการเมื่อคุณหกสิบปี เกษียณแล้วก็กินบำนาญอยู่บ้าน มันเป็นการจัดหมวดหมู่ที่ไม่ได้เรื่องเลย ไม่ได้หมายความว่าเขาหมดประโยชน์เลยนะ เผลอๆ กำลังเริ่มต้นใหม่ด้วยซ้ำ 

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี 'เรื่องเล่ามีชีวิต' ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

“ในขณะเดียวกัน คนที่ไม่รู้จักคำว่าเกษียณเลยก็มี คนพวกนี้ไม่รู้จักหรอกเกษียณแปลว่าอะไร เช่น ชาวนาคนเลี้ยงควายที่เขาไม่ได้อยู่ในระบบของราชการ เขารู้แค่ว่าเขาหยุดทำงานต่อเมื่อเขาทำไม่ได้ ผมไปตามหาคนที่อายุเกินหกสิบที่ทำงานตามปกติ ดูว่าอะไรที่เขายังทำได้บ้าง มีอะไรที่เราควรสนใจและควรศึกษาจากเขา”

“สองคือ เวลาไปคุยกับคนแก่คนเฒ่า เขาสนใจแค่ว่าเขามีความสุขยังไง เขาไม่เครียด เกิดมาไม่เคยเครียด ไม่มีวันเครียด มีแต่วันสนุกสนาน เข้าไปมัสยิด เข้าวัด เขาตอบแบบนั้น มันเป็นเรื่องพลังของคนสูงวัย พอเริ่มเข้าไปสู่สังคมสูงวัย เหมือนว่าคนมองเห็นแต่ข้อเสีย แต่จริงๆ มันมีข้อดีอยู่”

เมื่อพูดถึงหัวเรื่องว่าคนแก่ หลายคนอาจจะคิดว่าจะต้องเป็นเรื่องราวที่ชวนหดหู่หรือน่าสงสาร เชิดไม่ปฏิเสธว่าอาจจะต้องมีความดราม่าผสมอยู่บ้าง แต่เขากลับมองความดราม่านั้นเป็นความจริงบางอย่าง​ ซึ่งไม่ได้ชวนหดหู่อย่างที่คนเข้าใจไปก่อน

“เรื่องคนแก่ดราม่าอยู่แล้ว ความสูงวัยมันดราม่าในตัวของมันเอง ถามว่าหดหู่ไหม ไม่ได้หดหู่นะ มันถ่ายทอดคนคนนั้นจริง เห็นชีวิตของคนคนนั้นจริง แต่พอเรื่องของเขากลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครได้ มันเป็นความสุขนะครับ สิ่งที่ผมถ่ายทอดมีเสียงหัวเราะ มีความสุขอยู่ในนั้น มันคือชีวิตธรรมดา” 

เชิดเล่าว่ากลุ่มเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าอยากให้ดูสารคดีนี้ก็คือวัยเดียวกันกับเขา เป็นกลุ่มคนในวัยทำงานช่วงปลาย อายุราว 40 – 50 ปี เพื่อให้คนเหล่านี้พร้อมคิดถึงตัวเองว่าพวกเขาจะเจออะไรบ้าง 

“หนังของผมอาจจะไม่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นหรือวัยทำงาน แต่ถามว่าเราอยากจะได้วัยทำงานมาดูไหม เราอยากได้มาก เรื่องนี้ไม่มีดารามาดึงดูดแน่ๆ เพราะฉะนั้น เนื้อหาต้องนำ มันเป็นการบันทึกเรื่องราวไว้ประเภทหนึ่ง 

สารคดีชิ้นนี้มันชื่อว่า เรื่องเล่ามีชีวิต เพราะว่าเรื่องเล่าแบบนี้มันไม่ตาย เล่าได้เรื่อยๆ มันมีชีวิตคนที่น่าสนใจอีกตั้งเยอะตั้งแยะ”

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี 'เรื่องเล่ามีชีวิต' ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60
เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี เรื่องเล่ามีชีวิต ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

คนทำสารคดี

เชิดเลือกใช้ภาพยนตร์สารคดีในการเล่าเรื่อง เขาเรียนมาด้านภาพยนตร์โดยตรง และหลงใหลในการเล่าเรื่องผ่านสารคดีมากเป็นพิเศษ 

จากอาชีพผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณาและกองถ่ายระดับต่างประเทศที่ใช้ทักษะการจัดการสูง เพื่อให้ทุกอย่างในกองถ่ายราบรื่น แต่เมื่อต้องทำหนังของตัวเองบ้าง เขากลับเลือกใช้งานสารคดี ศาสตร์ที่การวางแผนให้เป็นไปตามใจแทบจะใช้ไม่ได้เลย

เขาเลือกใช้เพราะเชื่อในพลังว่า สารคดีคือความจริงและความเรียบง่ายในการถ่ายทอด

“ภาพยนตร์สารคดีที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้คือกล้องวงจรปิด ความทรงพลังของมันก็คือความจริง คุณนั่งจ้องอย่างนั้นได้เรื่อยๆ สนุกกว่าดู Netflix อีก มันเป็นพลังของสารคดี ตามหลักภาพยนตร์มีสองทฤษฎีใหญ่ที่กำลังปะทะกันตลอดเวลา คือ ทฤษฎีที่เรียกว่า Realism หรือสัจนิยม กับที่เรียกว่า Formalism หรือรูปแบบนิยม สารคดีเป็นสัจนิยม เนื้อหามาก่อนรูปแบบแน่ๆ 

“อย่างที่บอกว่าสิ่งที่ทรงพลังที่สุดคือกล้องวงจรปิด เพราะว่าเราต้องการเห็นความจริง แล้วเราก็ชอบความจริงเท่านั้นเอง เวลาคุณเห็นคนที่โดนรถชนช็อตเดียว กับคุณเห็นคนที่โดนรถชนด้วยสี่ห้าช็อตเนี่ย คุณเชื่ออะไร”

เราอาจจะคุ้นเคยกับสารคดีในปัจจุบันที่เล่าเรื่องชวนติดตาม มีภาพสวย เพลงประกอบเร้าใจ มีมุมกล้องแปลกตา และสร้างความยิ่งใหญ่ให้ได้กับบางเรื่อง แต่ภาพยนตร์สารคดีของเชิดกลับเรียบง่าย เป็นมุมมองที่เราเห็นในชีวิตปกติ เรียบง่ายจนบางคนอาจคิดว่าสิ่งนี้เชยไปเสียแล้วในยุคนี้

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี เรื่องเล่ามีชีวิต ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60
เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี เรื่องเล่ามีชีวิต ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

“คนดูเขาต้องการอะไรที่ทันยุค ทันสมัย ไอ้คำว่าทันยุค ทันสมัย ในสมัยนี้แปลว่าอะไรล่ะ แปลว่าคุณต้องเปรี้ยงปร้าง ไว ตีหัวเข้าบ้าน แต่สิ่งที่ผมกำลังทำมันแค่ตอบโจทย์ผมเองว่า ผมอยากให้ประทับใจ ผมต้องการเวลาในการเล่า พอต้องการเวลาในการเล่า แล้วสื่อไหนล่ะที่รองรับความตั้งใจแบบนี้ ก็มีแห่งเดียวคือโรงภาพยนตร์ เพราะว่าพอเข้าไปต้องปิดทุกอย่างให้มืดแล้วทุกคนมานั่งดู

“แล้วถามว่าสมัยนี้ใครจะเข้าไปนั่งดูสารคดีโรงภาพยนตร์บ้าง มันเป็นปัญหาอยู่ คนทำสารคดีก็ต้องปรับตัว คิดว่าจะทำอย่างไรให้ตรึงคนดูได้ในสมัยนี้ อย่างที่มีคนชอบบอกว่าเดี๋ยวนี้คนดูสามนาทีเขาก็ไปแล้ว เพราะฉะนั้น สิ่งที่เป็นสารคดีมันเลยยากขึ้น ยิ่งถ้าเราต้องการทำให้คนดูประทับใจก็ยิ่งยากขึ้น

“สารคดีบางเรื่องที่เห็นตามสื่อออนไลน์เขาเล่าเรื่องเร็ว สวย แล้วจบ แต่ประเด็นคือเราต้องถามต่อว่าเขาพูดว่าอะไร เขาพยายามบอกว่าอะไร แล้วเราได้สิ่งนั้นไหม 

“จะบอกว่าผมเป็นคนทำสิ่งที่เรียกว่าเชยก็ได้ แต่ผมทำในสิ่งที่ตัวเองทำเป็น เพียงแต่เรารู้สึกว่า ความรวดเร็วหรืออาจเรียกว่าความฉาบฉวยมันครอบคลุมไปทุกแห่ง 

“แม้กระทั่งทุกวันนี้ ผมก็ทำงานมาเยอะ ความมั่นใจยังหายได้เลยนะ ระหว่างทำอยู่แล้วคุณเห็นของคนอื่น โอ้โห เขามีโดรนเว้ย เขามีนู่นมีนี่เว้ย เขามีอะไรเต็มไปหมดเลย โอ้โห เขาถ่ายสวยมากอย่างนั้นอย่างนี้ เราดู เราก็อยากได้ แต่ว่าเราก็ต้องกลับมาในโลกของเราว่า เออ จริงๆ เราต้องการเล่าเรื่องนะ เราต้องการพูดคอนเทนต์ รูปแบบเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะ”

ความพิเศษอีกอย่างที่เราเห็นในสารคดีของเชิดพงษ์ คือการได้เรื่องเล่าที่เป็นชีวิตจริงของคนต้นเรื่อง ในบางสถานการณ์ การได้ฟุตเทจที่ดีมา เชิดบอกว่าต้องเดินทางไปหา และถ่ายเก็บไว้หลายต่อหลายครั้ง จนได้เรื่องเล่าที่ไม่ใช่ว่าใครก็ได้ที่จะได้มา

“มีสารคดีอันหนึ่งที่ดี เป็นสารคดีของต่างประเทศว่าด้วยเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่อายุแปดสิบ ดูแลเมียตัวเองที่เป็นอัลไซเมอร์ ง่ายๆ แค่นี้เลย แต่เรานั่งดูแล้วเรา โอ้โห ประทับใจ เขาก็แค่ดูแลไปวันๆ แต่ว่ามันคือความรักแน่ๆ เห็นเลยว่าความรักของคุณตาคนนี้ที่ไม่ไปไหนเลย ดูแลเมียตลอด พอดูหนังจบก็จะมี Q&A ผู้กำกับบอกว่าสิ่งหนึ่งที่เราใช้ในการทำงานของสารคดีคือความเป็นเพื่อน 

“ถ้าคุณไม่เป็นเพื่อนกับเขา คุณไม่มีทางได้สิ่งที่พิเศษ เข้าไปในห้องนอนได้ เข้าไปดูเขาอาบน้ำได้ เข้าไปอยู่ใกล้ๆ เขาได้ เอากล้องไปจ่อหน้าเขาขนาดนั้นได้ คุณคิดว่ามันคืออะไรล่ะ ไม่ใช่เงินแน่ๆ ที่คุณไปจ่ายให้เขา แล้วเอาเขาไปตั้ง 

“การทำงานสารคดี สิ่งแรกที่เป็นเครื่องมือสำคัญเลยคือความเป็นเพื่อน ถ้าคุณสร้างความเป็นเพื่อนกับคนที่คุณคุยไม่ได้ มันก็พาคุณเข้าไปลึกกว่านี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น การทำงานสารคดีไม่ใช่การถ่ายทำ

“เรื่องความหวือหวาของสไตล์ไม่ตรงกับความคิดผมเลย ผมรู้สึกว่าไม่ควรจะหวือหวา เพราะมันเป็นปฏิปักษ์ต่อสัจนิยม รูปแบบมันทำลายความจริง ตัดต่อเยอะขนาดนั้น คุณเห็นความจริงอะไรบ้าง อันนี้คือมันเป็นตัวตนของสารคดีจริงๆ นะ 

“แล้วไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ผมพูดจะไม่มีคนดู อาจจะมีคนอีกแบบหนึ่งสนใจ”

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี เรื่องเล่ามีชีวิต ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

เรื่องเล่ามีชีวิต

เรื่องเล่ามีชีวิต คือสารคดีสั้น 6 ตอน เล่าเรื่องประสบการณ์ที่เรียนรู้ในชีวิตของคนแก่ 6 คน และความสุขในสิ่งที่พวกเขาทำในปัจจุบัน 

สารคดีทั้ง 6 ตอน เชิดใช้วิธีเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยการตระเวนฉายให้กับชาวบ้านตามจังหวัดต่างๆ เหมือนวิธีการฉายหนังกลางแปลง เพื่ออยากรู้ผลตอบรับของผู้ชมจริงๆ 

แต่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ต้องหยุดฉายเป็นการชั่วคราว และเลือกใช้วิธีเผยแพร่รูปแบบออนไลน์ โดยเขาเล่าเรื่องย่อๆ ไว้ดังนี้

เรื่องแรกชื่อว่า ‘ให้อาชีพนำทาง’ เป็นเรื่องของคุณลุงธนา ทำงานในธุรกิจที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์แล้วโดนโกงเงินนับ 10 ล้าน เขานอนเศร้าแล้วก็ร้องไห้ คิดอยากจะตายในทุกๆ วัน ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว 

สิ่งที่ทำให้เขาหลุดพ้นมาจากภวังค์นั้นได้ คือ ครอบครัว เมีย และอาชีพ 

ลุงธนาคิดว่าเขาจะนอนติดเตียงอยู่แล้วป่วยอย่างนี้ไม่ได้ ต้องลุกมาช่วยครอบครัว ทำให้เห็นว่าที่สุดแล้วอะไรก็ไม่สำคัญเท่าครอบครัว 

เขาสู้ชีวิตใช้หนี้ไป บ้านโดนยึดก็หาใหม่ เริ่มต้นชีวิตใหม่ ทุกวันนี้เขามีความสุขมากที่ได้อยู่กับเมีย เขามีอาชีพใหม่ในวัยสูงอายุ คือไปสมัครเป็นพนักงานขายหนังสือ ในร้านหนังสือที่มีโครงการรับสมัครคนสูงอายุที่ยังทำงานได้ งานช่วยเหลือให้เขาหลุดจากภวังค์ที่พยายามฆ่าตัวตายวันละหลายๆ ครั้งได้

เรื่องที่ 2 ชื่อว่า ‘เสียงแว่วจากชายป่า’ เป็นเรื่องของปราชญ์ชาวปกาเกอะญอ พูดถึงการมีชีวิตอยู่ด้วยธรรมชาติ ด้วยป่า บอกว่าป่านั้นช่วยเหลือชีวิตคน อย่างคนที่คิดฆ่าตัวตายด้วยโรคซึมเศร้า ปีนี้เขาช่วยไปได้ 2 คนแล้ว ถามว่าทำยังไง ไม่มีอะไรเลย พาเขาเข้าไปเดินป่า ไปดูใบไม้ร่วง ไปดูมด ดูนู่นนี่ ให้ธรรมชาติบำบัด

เขาพูดว่าโลกใบนี้ไม่ได้มีอยู่เพื่อความสุขนะ มันเป็นดินแดนแห่งการร้องไห้ ภาษาเขาแปลว่าที่ที่สำหรับร้องไห้ มีใครไม่เคยร้องไห้บ้าง เขาเดินทางไปรอบโลก ไม่เห็นไม่มีใครไม่ร้องไห้เลย ก่อนตายคุณก็ร้องไห้ เพราะฉะนั้น ที่แห่งนี้คือที่สำหรับร้องไห้ คุณไม่ต้องกลัวความทุกข์ ถ้าคุณเข้าใจตรงนี้ได้ คุณไม่มีความทุกข์แล้ว

เรื่องที่ 3 ‘ควายเงินล้าน’ เรื่องชาวอีสานเกิดขึ้นที่นครพนม ลุ่มน้ำสงคราม อาชีพคนเลี้ยงควายไม่มีเกษียณ เลี้ยงไปกระทั่งคนเลี้ยงเดินจะไม่ได้ ควายหรือวัวเป็นเหมือนกระปุกออมสิน สิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้เลยคือการเก็บออม เชิดบอกว่าคนสูงวัยอย่างเขาเองต้องมีพลาดแน่ๆ เพราะใช้จ่ายเงินเยอะ แต่ไม่เคยมีการเก็บออม การซื้อวัวควายก็เป็นการเก็บออมประเภทหนึ่ง 

เรื่องที่ 4 ชื่อ ‘แพรอาภรณ์’ เรื่องของ แม่คำสอน สระทอง อาศัยอยู่ที่บ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ อายุ 80 แล้วแต่ยังทอผ้าทั้งวัน ทอผ้าแพรอาภรณ์เพื่อให้มันคงอยู่ไปเรื่อยๆ รักษาไว้ ความสุขเขาคือความภูมิใจของเขาเอง ที่ได้เป็นครูสอนทอผ้าให้ส่วนในพระองค์ของ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระพันปีหลวง 

หนังจะพูดถึงการมีชีวิตอยู่ของเขาว่าใช้ชีวิตอย่างไร การดูแลตัวเอง การที่เราได้เรียนรู้จากเขา คือการมีชีวิตอยู่ด้วยสิ่งที่ตัวเองทำ มันเป็นการเรียนรู้ชีวิตคน ความสุขที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยความภูมิใจ

เรื่องที่ 5 ชื่อว่า ‘ตาลโตนด’ เป็นเรื่องราวของคุณลุงคนหนึ่งกับครอบครัวที่ใช้ชีวิตอยู่กับการปีนตาลที่จังหวัดสงขลา เชิดมองว่าเป็นความน่าสนใจทางวัฒนธรรม ต้นตาลก็เป็นลมหายใจสุดท้ายแล้ว เพราะคนที่ปีนโตนดทุกวันนี้เป็นคนแก่ ไม่มีรุ่นใหม่เข้ามา เพราะทั้งเสี่ยง ไม่สบาย และเหนื่อย คุณลุงเองก็จะทำจนทำไม่ไหว เป็นเรื่องที่พูดถึงความเกษียณด้วยวัย 

เรื่องสุดท้ายก็เป็นเรื่อง ‘เฒ่าทะเล’ เป็นเรื่องของการหากินในทะเลสาบสงขลาของชายชรา 2 คนที่ยังคงออกไป เขาเล่าถึง ‘โมระ’ อุปกรณ์ทำจากไม้ไผ่อันหนึ่งซึ่งเหมือนลอบดักปลา คลาสสิกตรงที่ต้องไปเหลาไผ่ ตัดต้นไผ่มา เราต้องเลือกต้นไผ่เป็นเพื่อมาทำ แต่ตอนนี้มันไม่มีแล้ว ในพิพิธภัณฑ์ไม่มีให้เห็นอีก 

เขาบอกว่าพอวิธีการดักปลาของคนฉลาดขึ้น ดักปลาได้ทีละมากขึ้น ตอนหลังเราจะดักปลาได้น้อยลง เพราะว่ามีปลาน้อยลง เป็นเรื่องสวนทางของอะไรบางอย่าง และเรื่องปกติของโลกซึ่งเปลี่ยนแปลงไป 

เขายังมีความสุขกับชีวิตชาวประมง แล้วก็มีความสุขในการเลี้ยงลูก เพื่อสืบสานการทำประมงในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

Writer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื่องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load