The Cloud x GC Circular Living

‘โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติระบุ ไทยติดอันดับ 6 สร้างขยะพลาสติกลงทะเลมากที่สุดในโลก’

‘แม่เต่ามะเฟืองตาย ผ่าท้องเจอถุงพลาสติกอุดตันทางเดินอาหาร’

‘ทีมนักวิทยาศาสตร์ UN เตือน เหลือเวลาป้องกันหายนะจากโลกร้อนเพียง 12 ปี’

ท่ามกลางข่าวพลาสติกที่ถาโถมมาในหน้าฟีดราวคลื่นทะเลลูกโตๆ เราซึ่งเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ยังต้องพึ่งพาอาศัยโลกใบนี้ได้แต่คิดกลับไปกลับมาหลังอ่านข่าวว่า ในฐานะประชากรของโลก เราช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้ยังไงบ้าง?

ปลูกต้นไม้ ลดใช้หลอดและถุงพลาสติก พกแก้ว พกปิ่นโต พกถุงผ้า ใช้ขนส่งสาธารณะ เราทำอะไรได้อีก?

 พระมหาประนอม ธมฺมาลังฺกาโร รองเจ้าอาวาสวัดจากแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

10 ปีก่อน พระมหาประนอม ธมฺมาลังฺกาโร รองเจ้าอาวาสวัดจากแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ วัดเล็กๆ แห่งคุ้งบางกะเจ้าก็เกิดคำถามเดียวกันนี้จากการเห็นขยะพลาสติกลอยเกลื่อนเต็มตลิ่งวัด 

กวาดทิ้งก็แล้ว เก็บไปขายก็แล้ว แต่มันก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรดีขึ้นไปกว่าเดิม พลาสติกก็ยังลอยล้นตลิ่งเพิ่มขึ้นทุกวันๆ ในเวลานั้นท่านเกิดคำถามกับตัวเองว่า

“ในฐานะพระสงฆ์รูปหนึ่ง อาตมาช่วยกำจัดขยะได้ยังไงบ้าง”

โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่านขยะพลาสติก

คำถามเล็กๆ นั่นเองที่เป็นแรงผลักดันให้รองเจ้าอาวาสแห่งวัดจากแดง ค้นหาวิธีลดขยะพลาสติกในแบบฉบับของพระสงฆ์ จนเกิดเป็น ‘จีวรรีไซเคิล’ หนึ่งเดียวในเมืองไทย ซึ่งท่านตั้งใจทำเพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่านขยะพลาสติก 

นมัสการพระอาจารย์เล่าให้ The Cloud และผองเพื่อนฟังว่าเรื่องราวมันเป็นมายังไง

01

พระพุทธเจ้า ผู้ริเริ่มการรีไซเคิลจีวร

“เจริญพร ถ้าให้อาตมาเล่าเรื่องนี้มันต้องเริ่มที่พระพุทธเจ้านั่นล่ะ ท่านทรงเป็นต้นแบบการรีไซเคิลมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว”

 พระมหาประนอมเล่าว่า แรกเริ่มเดิมทีในสมัยพุทธกาลจีวรของพระสงฆ์เกิดจากการที่พระพุทธเจ้าทรงนำผ้าที่ทิ้งตามกองขยะหรือผ้าห่อศพมาอธิษฐานขอใช้ผ้าเหล่านี้ทำเป็นจีวร เรียกว่า ‘การชักผ้าบังสุกุลจีวร’ แล้วนำผ้าเหล่านั้นมาซัก ย้อมด้วยน้ำด่างเพื่อฆ่าเชื้อ และเย็บเป็นจีวร 

โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่านขยะพลาสติก
โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่านขยะพลาสติก

เมื่อจีวรเริ่มเก่าพระพุทธองค์จะนำจีวรผืนเก่ามาใช้ปูนอน ผ้าปูนอนของเก่านำไปทำเป็นผ้าเช็ดเท้า ส่วนผ้าเช็ดเท้าผืนเก่าเอาไปผสมดินเหนียวฉาบทากุฏิ เหล่าพระสงฆ์ก็ใช้จีวรตามแนวทางนั้น คือการใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดเท่าที่ผ้า 1 ผืนจะทำได้

“เราจะเห็นได้ว่าพระพุทธองค์ทรงเป็นต้นแบบการรีไซเคิลมาตั้งแต่แรกแล้ว จีวร 1 ผืนสามารถใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดจนสิ้นอายุขัยของมัน ซึ่งทางวัดก็พยายามดำเนินรอยตามในแก่นคำสอนนี้ เพราะ 10 ปีที่แล้ววัดมีปัญหาเรื่องขยะเพราะวัดเก่าวัดแก่ ทรุดโทรม อยู่ติดแม่น้ำ น้ำพัดขยะเข้ามาเต็มไปหมด 

“เริ่มแรกเราเก็บไปทิ้งมีหน่วยงานมาช่วย แต่บางครั้งนานๆ มาทีสุนัขก็คุ้ยขยะเกลื่อนกลาด เราก็ชวนพระในวัดมาทำความสะอาด ด้วยมุมมองพระวินัยในพระไตรปิฎก พระสงฆ์มีหน้าที่ทำความสะอาดวัด ในพระสูตรถ้าเราทำความสะอาดวัดจะได้อานิสงส์ 5 อย่าง มนุษย์รักใคร่ เทวดารักใคร่ มีความสุขใจได้ทำตามคำสั่งสอน สุดท้ายวิมานบนสวรรค์เกิดรอ และในพระอภิธรรมปิฎกถ้าเราไม่ทำความสะอาดแล้วเราไปปฏิบัติธรรม มันก็เป็นเครื่องกังวล เกิดความคาใจ นั่งสมาธิก็ฟุ้งซ่าน พระทั้งวัดก็ช่วยกันทำ 

โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่านขยะพลาสติก
โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่านขยะพลาสติก

“หลังจากนั้นทางวัดเริ่มเก็บเศษอาหารมาทำปุ๋ยและทำแก๊ส แต่พวกขยะพลาสติกที่ลอยมาติดริมตลิ่งนี่สิ เราไม่รู้เลยว่าจะทำอะไรกับมันได้บ้าง ช่วงแรกๆ ก็เผาทิ้ง แต่มันเยอะ ควันอีก คิดว่าไม่เหมาะ เลยไปหาเครื่องทำน้ำมัน คือเอาพลาสติกมานึ่งทำน้ำมันอยู่พักหนึ่ง แต่เครื่องไม้เครื่องมือมันเล็ก ไม่ทันสมัย พลาสติกหายหมดได้น้ำมันนิดเดียว มันไม่คุ้ม ได้น้ำมันเกรดต่ำ อาตมาและทางวัดเลยหาทางออกว่าจะเอาพลาสติกไปทำอะไรให้คุ้มที่สุด คือคิดในฐานะพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งว่าพวกอาตมาจะทำอะไรกับพลาสติกได้อีกบ้าง”

ในช่วงที่พระมหาประนอมปรึกษาหาวิธีการกับผู้หลักผู้ใหญ่ในชุมชน มีโครงการ ‘OUR Khung BangKachao’ ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือ 34 หน่วยงาน รวมถึงมูลนิธิชัยพัฒนา และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด หรือ GC ที่ต้องการพัฒนาคุ้งบางกะเจ้าให้เป็นต้นแบบสีเขียวและแก้ปัญหาขยะในชุมชน รวมถึงพัฒนาวิถีชีวิตความเป็นอยู่และการเติบโตทางเศรษฐกิจของคนในท้องถิ่นให้ดียิ่งขึ้น 

วัดจากแดงจึงสมัครเข้าร่วมโครงการ เริ่มแรกเป็นการนำขยะพลาสติกไปชั่งกิโลขาย โดยทาง GC ช่วยติดต่อบริษัทต่างๆ มาซื้อขยะจากวัด แต่บังเอิญว่าในวันหนึ่งมีโยมท่านหนึ่งมาถวายสังฆทานที่วัด และเล่าว่าเสื้อยืดที่ใส่อยู่แปรรูปมาจากพลาสติก

โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่าน ขยะพลาสติก

“โยมคนนั้นเล่าว่าพลาสติก 12 ใบทำได้เสื้อยืด 1 ตัว อาตมาเลยคิดว่าถ้าพลาสติกเอามาทำเสื้อยืดได้ ก็ต้องทำจีวรได้สิ เลยลองถามทีม GC ว่าโยมทำได้มั้ย เสื้อยืดตัวมันเล็ก มันไม่ร้อน แต่จีวรผืนมันใหญ่ ลองทำยังไงให้มันบาง เบา นุ่ม ซักง่าย ลองทำดูมั้ย ทางทีมเขาก็ตกลงทันที”

02

UPCYCLING จีวร

หลังจากนั้นทางวัดและทาง GC จึงแบ่งหน้าที่กันผ่านโมเดลต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ 

กล่าวคือ ทางวัดทำหน้าที่เป็นต้นน้ำ เก็บรวบรวมขยะ นำมาทำความสะอาด และอัดเป็นก้อน เพื่อส่งต่อให้

กลางน้ำ คือ GC ที่จะนำก้อนพลาสติกเข้าโรงงานผลิตผ้าม้วน ผ่านกระบวนการ Upcycling หรือ การชะลอการเกิดขยะ ด้วยการนำนวัตกรรมและไอเดียเข้ามาแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้ของเหลือใช้ เพื่อให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่

โดยนำขยะขวดน้ำพลาสติกมาแปรรูปเป็นเม็ดพลาสติก ผสานกับเส้นใยโพลีเอสเตอร์ เรยอน (Polyester Rayon) เส้นใยฝ้าย และเส้นใยโพลีเอสเตอร์ ซิงค์ แอนตี้แบคทีเรีย (Polyester Zinc Antibacterial) ที่สามารถป้องกันแบคทีเรีย ลดกลิ่นอับ มีความนุ่ม โปร่งสบาย ก่อนจะนำไปย้อมสีราชนิยมตามพระวินัย 

โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่าน ขยะพลาสติก
โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่าน ขยะพลาสติก

แล้วส่งม้วนผ้ามาให้ ปลายน้ำ คือทางวัดตัดเย็บจีวรตามพระวินัย และจัดจำหน่ายจีวรในร้านสังฆทานและส่งให้ตัวแทนจำหน่ายต่างๆ

จากขยะพลาสติกที่เคยลอยมาเกลื่อนเต็มตลิ่ง ในที่สุดขวดเหล่านี้ 15 ขวด ก็สามารถผลิตจีวรรีไซเคิลได้ 1 ผืน 

03

จีวรพลาสติกเปลี่ยนชีวิตคนในชุมชน

“มาถึงวันนี้การทำโครงการนี้ได้อานิสงส์หลายอย่างนะ ที่เห็นชัดเจนคือคนในชุมชนมีงานทำ โดยวัดพยายามสงเคราะห์คนพิการ คนตกงานไม่รู้จะไปไหนให้มีงานทำ วัดจ่ายค่าแรงเต็มที่ เขาก็มาช่วยคัดแยกขยะ ตัดเย็บ มันมีออร์เดอร์เข้ามาเยอะนะ เราก็ทำไม่ทันหรอก 

“อานิสงส์อีกอย่างเหมือนเราได้ร่วมกำจัดขยะพลาสติกไปด้วยกัน เพราะทุกวันนี้ขยะทางชุมชนนี่มันไม่พอ มีคนส่งขยะมาบริจาคกันอย่างน้อย 10 คันรถต่อวันจากทั่วประเทศ ส่งมาทาง Kerry ส่งมาทางไปรษณีย์วันหนึ่งร้อยกว่ากล่อง และเรามีรถไปรับขยะจากที่ต่างๆ ด้วยไม่ว่าจะเป็นที่ประชุมสัมมนา โรงพยาบาล เราไปรับถึงที่ มันเหมือนเราได้ลดขยะไปด้วยกันทั้งหมดนะ ไม่ใช่แค่ที่วัดเราอย่างเดียว”

โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่าน ขยะพลาสติก
โครงการแปรรูปขวดพลาสติกใสให้กลายเป็นจีวรหนึ่งเดียวในเมืองไทย เพื่อลดโลกร้อนและสอนผู้คนให้เข้าถึงแก่นธรรมะผ่าน ขยะพลาสติก

อย่างไรก็ตาม พระมหาประนอมเล่าว่า ถึงวันนี้ก็ยังมีเสียงต่อต้านอยู่บ้างจากพระสงฆ์บางกลุ่มที่ไม่เข้าใจเรื่องการนำพลาสติกมาแปรรูปเป็นจีวรรีไซเคิล เพราะเข้าใจว่าจีวรเหล่านี้ขาดคุณสมบัติตามพระไตรปิฎก แต่พระอาจารย์ยืนยันว่าจีวรพลาสติกนั้นสามารถใช้ห่มได้โดยไม่ขัดกับหลักคำสอน 

“เพราะในพระไตรปิฎกกล่าวว่า ผ้าที่ใช้ทำจีวรต้องประกอบด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อไปนี้ ได้แก่ เปลือกไม้ ผ้าป่าน ผ้าฝ้าย ผ้าทอจากทุกอย่างมารวมกัน พลาสติกอยู่ในกลุ่มภังคะ คือทุกอย่างผสมกัน เพราะพลาสติกมาจากปิโตรเคมี ปิโตรเคมีมาจากซากพืชซากสัตว์คือภังคะ อีกทั้งจีวรรีไซเคิลจากพลาสติกเหล่านี้ผสมกับผ้าฝ้าย ซึ่งยังคงตามคุณสมบัติทุกประการ

 พระมหาประนอม ธมฺมาลังฺกาโร รองเจ้าอาวาสวัดจากแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

“ทางวัดก็ยังอยากทำโครงการนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะความตั้งใจจริงๆ ของอาตมาคือการเอาขยะมาสอนคนนะ จริงๆ มันไม่ใช่แค่ขยะภายนอกหรอกที่เราต้องจัดการ อาตมาต้องการให้ทุกคนได้ลองคัดแยกและแปรรูปขยะในชีวิต 

“เพราะร่างกายของเราเป็นโรงผลิตขยะ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เสลด นี่ขยะทั้งนั้น และขยะในใจ เช่น ขี้โมโห ขี้ลืม ขี้อิจฉา ขี้เกียจ เราเอาออกได้ ถ้าขี้โมโหเราเอาออกด้วยการเจริญเมตตา ขี้หลงขี้ลืมเอาออกด้วยการเจริญสติ ถ้าขี้เหนียวเอาออกด้วยทานกุศล ถ้าเราคัดแยกแปรรูปขยะภายใน นิพพานสมบัติหรือความสงบในใจก็รอเราอยู่”

นอกจากการแปรรูปพลาสติกเป็นจีวร ขณะนี้ทางวัดจากแดงจัดทำหนังสือ วิชาสิ่งแวดล้อมจากพระไตรปิฎก เพื่อให้พระสงฆ์เรียนทุกวันศุกร์ และเข้าร่วมกับโครงการ ‘วัดประชารัฐสร้างสุข’ ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ชวนวัดในเมืองไทยมาดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านแนวทาง 5 ส. คือสะสาง สะดวก สะอาด สร้างมาตรฐาน สร้างวินัย เพราะเชื่อว่าการแก้ปัญหาโลกร้อนเป็นความรับผิดชอบของคนทุกคนนั่นเอง

“ในมุมมองอาตมาก็คิดว่าโลกเรากำลังวิกฤตจริงๆ ดูข่าวตอนนี้บางที่มันร้อนสุดๆ อากาศแปรปรวน ซึ่งมันสะท้อนโลกภายในของมนุษย์ด้วยนะว่าใจเรามันร้อนเช่นกัน ร้อนด้วยไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ร้อนแรงขนาดไหน กิเลสพันห้า ตัณหาร้อยแปด ร้อน อยากได้ๆ ก็เอาธรรมชาติมาทำลาย คือมันร้อนจากข้างใน 

“จะไปแก้โลกร้อนข้างนอกปลูกต้นไม้ มันอาจจะไกลไปนะ ลองแก้โลกร้อนข้างในที่อยากได้ทุกอย่าง ให้มันลดความอยากลง อยากทำลายทุกอย่าง ให้มันลดความอยากทำลายลง เอาปัญญาไปช่วยแก้โลกภายในให้เย็นลง แล้วโลกภายนอกจะเย็นตาม เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ทันทีเลย” พระมหาประนอมกล่าวทิ้งท้าย

 พระมหาประนอม ธมฺมาลังฺกาโร รองเจ้าอาวาสวัดจากแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

หนึ่งในสาเหตุของวิกฤตด้านทรัพยากรธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลกมาจาก ‘สังคมที่ขาดการคิดก่อนใช้’ ซึ่งก่อให้เกิดขยะปริมาณมหาศาลที่ยากต่อการจัดการ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาปรับใช้ โดยสร้างสรรค์แนวทางใหม่ในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและยาวนาน ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาสร้างทางเลือกใหม่ในการใช้ชีวิตหรือการดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืน เพื่อลดการสร้างผลกระทบต่อโลก

ถึงเวลาที่เราต้อง ‘ปฏิวัติทรัพยากร’ อย่างจริงจัง ทุกคนสามารถมีบทบาทสำคัญในการร่วมปกป้องอนาคตของโลกใบนี้ได้ ด้วยการนำแนวคิด Circular Living ซึ่งเป็นการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

Writer

วิภาดา แหวนเพชร

ขึ้นรถไฟฟ้าหรือไปไหนจะชอบสังเกตคน ชอบคุยกับคนแปลกหน้าโดยเฉพาะ homeless ชีวิตมนุษย์นี่มหัศจรรย์มากๆ เลย ชอบจัง

Photographer

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ก่อนมิถุนายน 2022 สื่อออนไลน์จากปัตตานีชื่อ The Motive อาจไม่ได้อยู่ในความสนใจของสื่อกระแสหลักหรือชาวเมืองกรุงเสียเท่าไหร่

แต่เมื่อสื่อท้องถิ่นดังกล่าวจัดงานฟอรัม ‘SCENARIO PATANI อนาคตปาตานี : ภาพชายแดนใต้ในวิสัยทัศน์ใหม่’ ตลอด 7 วันเต็ม โดยรวมสปีกเกอร์จากหลายภาคส่วนมาเสวนาถึงพริกถึงขิง ทั้งประเด็นการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และกระบวนการสันติภาพ พวกเขาได้กระตุกความสนใจของคนสนใจสังคมการเมืองเข้าอย่างจัง ด้วยรายนามนักการเมืองผู้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทักษิณ ชิณวัตร, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

ทำไมสื่อเล็ก ๆ ที่เพิ่งก่อตั้งมาเพียง 2 ปี มีผู้ติดตามราว 5 หมื่นคน ถึงจัดงานที่พาอดีตนายกรัฐมนตรีไทยและอดีตผู้สมัครชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีมาเข้าร่วมได้  

แถมในงานเสวนาสาธารณะมิติใหม่ ยังมีตัวแทนจากภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ ไปจนถึงตัวแทนขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (BRN) มาร่วมถกอนาคตของปลายด้ามขวาน เรียกได้ว่าจับเอาทุกสเปกตรัมของความเห็นต่าง มาเจรจากันอย่างเข้มข้นและเป็นรูปธรรม 

เขาทำได้อย่างไร อะไรคือพลังของเหยี่ยวข่าวท้องถิ่นที่ผลักดันการพัฒนาชายแดนใต้อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย เราชวน อันวาร์-มูฮาหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ บรรณาธิการประสานงาน และ ซาฮารี เจ๊ะหลง บรรณาธิการเนื้อหา มาแบ่งปันเบื้องหลังการทำงานให้ฟังกัน

เดอะ สื่อท้องถิ่น

“ถ้าทำแบบเดิมเหมือนสิบปีที่แล้ว เด็กรุ่นใหม่อาจจะไม่บริโภคสื่อที่เราอยากทำ” 

อันวาร์เปิดเรื่อง ทั้งตัวเขาและซาฮารีมีประสบการณ์ทำ Wartani เครือข่ายคนทำงานสื่อคนรุ่นใหม่ตั้งแต่สิบปีก่อน คลื่นความเปลี่ยนแปลงของโซเชียลมีเดียในทศวรรษถัดมา ทำให้พวกเขาหันมาศึกษาโมเดลของสื่อตระกูลเดอะทั้งหลาย (รวมถึงเดอะคลาวด์) ซึ่งล้วนกำเนิดในกรุงเทพมหานคร 

กล่าวตามตรง เรื่องราวชายแดนใต้ที่คนส่วนกลางอย่างเรา ๆ รับรู้ค่อนข้างผิวเผิน เต็มไปด้วยความน่ากลัวและความไม่รู้ หลายประเด็นถูกกลบหายไม่เป็นที่พูดถึง สื่อเดิมในท้องที่ก็จับประเด็นความมั่นคงเป็นสำคัญ ทั้งที่ยังมีข้อมูลต่าง ๆ อีกมากมายที่น่าสื่อสาร The Motive จึงตั้งใจเป็นสื่อทางเลือกที่บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ในสามจังหวัดชายแดนใต้ให้ทั้งคนในพื้นที่และคนภายนอกรับรู้ โดยหยิบจับองค์ความรู้หรือบางประเด็นน่าสนใจมาเผยแพร่ด้วยภาษาไทยเป็นหลัก ไม่ใช้ภาษามลายู เพื่อให้ผู้คนนอกพื้นที่ได้เข้าใจแดนใต้ผ่านมุมมองของคนท้องถิ่นจริง ๆ และไม่ใช่สำนักข่าวที่รายงานข่าวสารบ้านเมืองรายวัน 

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

The Motive เกิดขึ้นในไตรมาสแรกของปี 2020 เมื่อโควิด-19 แพร่กระจายใหม่ ๆ ดินแดนใต้ซึ่งบรรยากาศตึงเครียดจากกฎอัยการศึก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และกฎหมายความมั่นคง ยิ่งทวีความเครียดเขม็งจากกฎเกณฑ์โรคระบาด คนมีประสบการณ์ทำสื่อไฟแรงจึงช่วยกันรายงานสถิติผลผู้ติดเชื้อโควิดใน 5 จังหวัด จนช่วงแรก ๆ คนในพื้นที่เข้าใจว่า The Motive เป็นสื่อที่เล่าเรื่องโควิดโดยเฉพาะ

“พอโควิดสร่างซาลงไป เราก็เริ่มทำประเด็นการละเมิดสิทธิ ประเด็นความยุติธรรม ประเด็นวัฒนธรรม แล้วก็ประเด็นเศรษฐกิจ เพราะเราคิดว่าที่นี่ยังขาดสื่อที่เล่าเรื่องราวของตัวเอง และคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยก็ยังมีความเข้าใจน้อยมากต่อประเด็นปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ครับ” ซาฮารีเปิดอก 

เขายกตัวอย่างบาดแผลใหญ่ของคนปลายด้ามขวานอย่าง ‘กรณีตากใบ’ เมื่อ 18 ปีก่อน ซึ่งฝังรอยลึกในประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง คนรุ่นใหม่หลายคนอาจเกิดไม่ทัน ยังไม่ทันรู้ความ หรือลืมเลือนเรื่องนี้ไปแล้ว แต่การที่ผู้คนทั่วไทยรู้จักและเข้าใจที่มาที่ไปเรื่องนี้ จะนำมาซึ่งการเข้าใจดินแดนใต้มากขึ้น และส่งผลต่อการผลักดันการฟื้นฟูเปลี่ยนแปลงต่อ ๆ ไป

Scenario Pattani

วัตถุประสงค์ของฟอรัม Scenario Patani คือเพื่อรับฟังวิสัยทัศน์ อนาคตความคิดเห็นของพื้นที่ชายแดนใต้ใน 4 ประเด็น การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และกระบวนการสันติภาพ ลำพังการรับฟังวิสัยทัศน์ความคิดเห็นก็เป็นเรื่องท้าทาย เมื่อต้องนำทั้งกลุ่มคนที่ทั้งเห็นด้วยและเห็นต่างกับรัฐมานั่งคุยกัน ในพื้นที่ตรงกลางที่ปลอดภัย

“ปัญหารากเหง้าของชายแดนใต้มีข้อถกเถียงกันเยอะ เราพยายามค่อย ๆ นำเสนอ เพราะว่ามันเป็นปัญหาที่ซับซ้อนมาก” บรรณาธิการเนื้อหาเอ่ย 

Scenario Patani จุดประกายให้คนทั่วไปมาสนใจเรื่องราวแดนใต้ โดยทีมงานตั้งใจเชิญคนที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทยมาแชร์มุมมอง โดยต้องเป็นคนที่มีพื้นเพทัศนคติแตกต่างหลากหลาย ทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายเสรีนิยม นักการเมืองบิ๊กเนมทั้งสามซึ่งไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน จึงได้รับการเชิญมาเข้าร่วม และพวกเขาก็ตอบตกลงที่จะเข้ามาตอบคำถาม และแชร์มุมมองต่ออนาคตของชายแดนใต้ เช่นเดียวกับนักวิชาการ นักการเมืองท้องถิ่น นักธุรกิจ นักกิจกรรม ภาคประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ทั้งมลายู พุทธ ไทยจีน 

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

แม้เป็นการสื่อสารหลักทางออนไลน์ แต่ก็ทำให้เสียงที่เงียบมานานดังขึ้นได้ ดูได้จากยอดคนเข้าถึงเพจ 350,000 กว่าคนใน 7 วัน โดยมีสื่อพันธมิตรทั้งสื่อท้องถิ่นอย่าง Wartani และ The Reporter ร่วมสนับสนุน

“ทุกเสียงที่ชาวบ้านพูดมาตลอด ดังไม่เท่า 10 นาทีที่คุณทักษิณพูด คุณธนาธรพูด วันสุดท้ายในคนเข้าร่วมฟังไลฟ์ถึง 2,000 คน น่าจะเป็นครั้งแรกที่กลุ่ม BRN พูดคุยและตอบคำถาม Public แบบสด ๆ และคนที่ร่วมฟังเสวนาก็เป็นคน Gen X Gen Y ตามที่ต้องการ เราคิดว่าได้สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายใหม่ได้สำเร็จ 

“อีกเป้าหมายของเราคือการเปิดพื้นที่พูดคุยประเด็นที่เคยต้องห้าม ดันเพดานให้สูงขึ้น อย่างคำว่า Patani หมายถึงดินแดนปาตานีเดิม ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด 4 อำเภอ เป็นคำแสลงที่รัฐบาลไม่ยอมรับ หลายพรรคการเมืองไม่กล้าเอ่ย เราอยากให้คำนี้ติดปากคน การเปิดพื้นที่ทั้งเรื่องการกระจายอำนาจ การกำหนดชะตากรรมตัวเอง พื้นที่การปกครองพิเศษ จนกระทั่งสูงสุดของเป้าหมายทางกระบวนการเองคือเรื่องเอกราช ควรเป็นเรื่องที่พูดคุยถกเถียงกันได้อย่างปลอดภัย”

‘รังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน’ เป็นแท็กไลน์ของสื่อท้องถิ่น ซึ่งการจัดงานฟอรัมนี้ไม่เพียงกระตุ้นผู้คนทั่วไป แต่ยังกระตุกให้หลายฝ่ายมองเห็นพื้นที่ปรึกษาสาธารณะ (Public Consultation) บนโต๊ะพูดคุยที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน 

“เราพยายาม Process ข้อมูลทั้งหมดจากงาน ทั้งคำว่าการปกครองพิเศษ การปกครองตนเอง การบริหารทรัพยากรของตนเอง การมีอัตลักษณ์ผสมกับ 3 – 4 วัฒนธรรมเป็นของตัวเอง กระบวนการสันติภาพ ให้ทั้งสองฝ่ายรับไป และให้คนในพื้นที่รับไปพูดคุยต่อ เพื่อให้เกิดการถกเถียงในพื้นที่ ไปจนถึงสังคมภายนอก”

“ความขัดแย้งในภาคใต้ 18 ปี ใช้งบประมาณไป 3 แสนล้านกว่าบาท มันเยอะมากนะครับ ซึ่งการแก้ปัญหาก็ยังไม่บรรลุความสงบเสียทีเดียว ผมคิดว่าประเด็นเหล่านี้ควรต้องคุยกันในวงกว้างมาก ๆ เพราะว่ามันใหญ่โต กระทบกับมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญไทย (ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้) เป็นประเด็นที่สำคัญมาก ๆ ครับ” ซาฮารีอธิบายให้เห็นภาพชัดเจน

เสรีภาพแห่งความคิดเห็น

เอกราช เป็นคำที่มีน้ำหนักน่าตกใจ แต่อย่าเพิ่งตื่นตระหนก ลองจับคำนี้มาวางในที่สว่าง ทำความเข้าใจด้วยการรับฟังสิ่งที่หลายคนอาจไม่เคยได้ยิน หรือถูกปิดไม่ให้ได้ฟังมาก่อน

“คำว่าเอกราชไม่ได้เป็นเป้าหมายของแค่ขบวนการ BRN นะครับ มันเป็นอุดมคติของคนที่ถูกกดทับ ของคนที่มีอัตลักษณ์ที่แตกต่างจากรัฐที่ปกครองส่วนกลาง ในงานวิจัยหลายครั้ง กล่าวถึงโมเดลการปกครองประมาณ 8 โมเดล ตั้งแต่อยู่กับรัฐไทยตามปกติจนถึงแบบมีเอกราช เรารู้ว่ามีความต้องการแบบนี้ แต่มันถูกปิดไว้ ไม่ได้ถูกพูดคุยสาธารณะ” อันวาร์ชี้แจง “ร้านกาแฟ ร้านโรตี ร้านข้าวยำตามชุมชน ควรมีการพูดกันได้ว่าโมเดลไหนที่ตอบโจทย์สันติภาพที่ยั่งยืนของพื้นที่ ตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่ ตอบโจทย์การศึกษา เศรษฐกิจ ทุก ๆ เรื่องในพื้นที่ สมมติว่าถ้าต้องการเอกราชเราต้องทำยังไง รัฐบาลเอกราชหลังจากนี้ต้องเป็นยังไง เราจะอยู่แบบไหน ภาษีจะบริหารยังไง มันต้องเป็นเรื่องปกติ”

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

สิ่งสำคัญที่พวกเขามองเห็นว่าน่าจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้คือการทำประชามติ ทำความเข้าใจความต้องการแท้จริงของคนในพื้นที่ว่าพอใจกับอะไร ซึ่งความรู้สึกถึงชนชาติอันแตกต่างจากประเทศไม่ใช่เรื่องแปลก มีกรณีศึกษามากมาย อย่างเขตปกครองตนเองในมินดาเนามุสลิม บนเกาะมินดาเนา ประเทศฟิลลิปปินส์ หรือประเทศสกอตแลนด์ที่เป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร ไปจนถึงแคว้นประเทศบาสก์และแคว้นกาตาลุญญา ประเทศสเปน ซึ่งแต่ละพื้นที่ผ่านทั้งเหตุการณ์ความรุนแรงและการต่อสู้โดยสันติวิธี

“ผมเคยไปโอกินาว่า มีคนที่บอกว่าเขาไม่ใช่คนญี่ปุ่น มีกลุ่มที่ประกาศตัวว่าต้องการเอกราชของโอกินาว่า แล้วก็มีกลุ่มที่ฝักใฝ่แนวคิดคอมมิวนิสต์ คือกฎหมายเขาเปิดกว้าง คุยกันได้ทุกเรื่อง ซึ่งของเรามันยังไม่พัฒนาถึงขั้นนั้น กระบวนการต่าง ๆ คงอีกยาวไกล แต่เราอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจ ไม่ว่าอนาคตอยากให้บ้านเป็นแบบไหนก็ตาม” อันวาร์เอ่ย

“The Motive เป็นสื่อที่เลือกข้างประชาชน ซึ่งประชาชนจะบอกอะไร เราเพียงแค่เอาไมค์ไปจ่อปากเขา หรือเขียนเรื่องราวนำเสนอผ่านเรา จะเป็นเรื่องของรัฐหรือของขบวนการ BRN เราก็สะท้อนความคิดความต้องการของคนออกไป เป็นสื่อท้องถิ่น สื่อทางเลือกที่ต้องการสื่อสารทั้งกับคนในและคนนอก และเปิดพื้นที่สำหรับคนที่อยากพูด แต่ไม่กล้าพูด”

ซาฮารีเสริมต่อ “เราพยายามไม่นำเสนอแค่เพียงปรากฏการณ์เหมือนสื่อหลัก แต่เราอยากนำเสนอเชิงลึกว่าปรากฏการณ์นั้นเกิดขึ้นมายังไง มีเงื่อนไขอะไร ให้คนเข้าใจพื้นที่นี้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ผิวเผิน ถ้าทุก ๆ ภาคส่วนเข้าใจประเด็น 3 จังหวัดจริง ๆ ทิศทางการหาทางออกในทางการเมืองจะเป็นมาตรฐานสากลมากขึ้น

“การที่เราทำสื่อในพื้นที่ความขัดแย้ง แน่นอนมันหนีไม่พ้นเรื่องของการถูกมองว่าเป็นกระบอกเสียงให้กับฝ่ายตรงข้ามรัฐหรือเปล่า ในฐานะที่ผมทำงานด้านสื่อมาสิบกว่าปีในพื้นที่ ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยโดนนะครับ ผมก็เคยถูกเชิญตัวจากกฎอัยการศึกไปเข้าค่ายทหาร อันวาร์เองก็ถูกคดีความอยู่ในเรือนจำมา 5 – 6 ปีเราได้รับผลกระทบมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งด้วย ไม่ใช่ว่าทำงานราบรื่นแบบสายลม แสงแดด ไม่ใช่ครับ เราถูกติดตามจากฝ่ายความมั่นคง ถูกเรียกกินกาแฟปรับทัศนคติอะไรพวกนี้ก็หลายครั้ง 

“แต่ถ้าคนที่ทำงานสื่อไม่กล้าที่จะคิดอะไรนอกกรอบ ไม่กล้าส่งเสียง แล้วชาวบ้านไม่ยิ่งกว่าเหรอครับ เราก็คิดกันอย่างนี้ เราก็ต้องกล้ายกเพดานในสิ่งที่ทุกคนเขาหวาดกลัวให้มันออกมาสู่ Public เพราะถ้าการไม่กล้าพูดในที่แจ้ง รัฐก็จะได้ยินแต่เสียงที่เขาอยากฟัง เสียงที่ไม่ได้ยินเหล่านี้แหละที่ทำสิ่งที่รัฐไม่คาดคิด เช่น ความรุนแรง ความไม่สงบก็ระเบิดออกมา ซึ่งทางออกทางการเมืองที่จะคุยกันเรื่องใหญ่ ๆ เนี่ย ผมคิดว่าก็คุยกันด้วยแนวทางสันติวิธีได้ โดยไม่ต้องใช้กองกำลังหรือความรุนแรง

“เราอาจจะเป็นเฟืองเล็ก ๆ จิ๊กซอว์เล็ก ๆ ที่เริ่มต้นทำให้เห็นภาพ 3 จังหวัดในอีกมุม”

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

ความขัดแย้งที่เข้มข้น

“พอจะอธิบายให้คนนอก มันอธิบายยากมาก ๆ คนไม่ค่อยจะเข้าใจตรงนี้ครับ” อันวาร์เกริ่น 

“คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่าความขัดแย้งที่นี่เกิดขึ้นมา 18 ปีแล้ว แต่สำหรับคนมลายูที่อยู่ในพื้นที่ เรามีเรื่องเล่าของตัวเองที่ผูกกับประวัติศาสตร์ 200 กว่าปี แรงขับแรกของชาวมลายูเมื่อ 200 ปีที่แล้วคือตกเป็นเมืองขึ้นของสยามในสมัยรัชกาลที่ 1 ประมาณปี 1785 เป็นครั้งแรกที่พ่ายแพ้ต่อรัตนโกสินทร์ ตกเป็นเมืองขึ้น พอสมัยรัชกาลที่ 2 มลายูก็ถูกแบ่งเป็น 7 หัวเมือง และต่อมาปี 1902 ซึ่งอยู่ช่วงรัชกาลที่ 5 ก็ยกเลิกหัวเมือง เพื่อสลายอำนาจของเจ้าเมืองสมัยนั้น” เขาเล่าประวัติศาสตร์ความขัดแย้งฉบับย่อ

หลังจากนั้นการต่อสู้ยังดำเนินต่อมาในกลุ่มผู้นำศาสนา นักการเมืองท้องถิ่น และประชาชน ทั้งการต่อสู้ในสภา จนถึงขบวนการใต้ดิน

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

“ความเป็นมาที่สะสมเข้มข้นนี้ไม่เคยจางหายไป ต่อสู้มาทุกรุ่นจนถึงสมัยปัจจุบันที่ก่อเกิดเป็นภาคประชาสังคม NGO ต่อสู้แบบสมัยใหม่กับประเด็นเศรษฐกิจ การละเมิดสิทธิ์

“เบ้าหลอมชุมชนมลายูยังอยู่ เรามี Narrative ของตัวเอง เราเป็นคนไทยเมื่อเข้าไปเรียนประถม มัธยม แต่กลับมาอยู่บ้านพูดภาษามลายู เรียนรู้เรื่องเล่าของกษัตริย์ 18 องค์จนถึงปาตานีล่มสลาย

“การเรียกร้องตลอดมาของมลายูต่อรัฐไทยคือการยอมรับอัตลักษณ์ความเป็นมลายูอย่างเป็นรูปธรรมและจริงใจ คนในพื้นที่รู้สึกว่าถูกกดขี่ทางด้านเศรษฐกิจ ยังมีคนถูกซ้อมทรมาน โครงการพัฒนาหลาย ๆ โครงการก็ไม่มีเสียงของประชาชนอยู่ในนั้นเลย อะไรแบบนี้ทำให้เราไม่อินกับหลายอย่าง เวลาทีมชาติไทยเตะกับมาเลย์ เราก็ไม่เชียร์ไทย” เขายอมรับตรง ๆ 

ซาฮารีเอ่ยถึงความตั้งใจในภาพรวม

“เราอยากให้คนไทยภูมิภาคอื่น ๆ เข้าใจว่าเราอยู่ภายใต้โครงสร้างเดียวกัน คนภาคเหนือเขาก็มีประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ตัวตนล้านนาของเขา คนอีสานก็มีชาติพันธุ์ มีเรื่องราวของตัวเอง อย่าง The Isaan Record พยายามนำเสนอเรื่องราวที่เป็นประวัติศาสตร์ชุมชน มีประวัติศาสตร์เรื่องกบฏผีบุญ ก็ไม่ต่างจากคนชาติพันธุ์มลายูที่พยายามจะชูอัตลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา 

“เราต้องรู้จักกัน ดีกว่าเราเกลียดกันทั้งที่ยังไม่รู้จัก วาทกรรมที่บอกว่าคนใต้ใจดำ คนอีสานใจง่าย คนเหนือใจง่าย มันเป็นวาทกรรมที่แยกเราออกจากกัน โครงสร้างความเป็นไทยเดียวนั้นกดทับครอบทุกภูมิภาค ก็พยายามสื่อสารออกไปว่าไม่ใช่เพียงแค่ 3 จังหวัดนะ เรามีปัญหาเหมือน ๆ กัน ถ้าสื่อสารได้ มันจะทำให้เราเข้าใจกันและกันมากขึ้น ยังมีปัญหา มีประเด็นอีกเยอะมากที่จะต้องหาทางออกร่วมกัน” 

สังคมยุคใหม่

กัญชาเสรี สุราท้องถิ่น หรือการสมรสเท่าเทียม เป็นตัวอย่างประเด็นร้อนในสังคมปัจจุบัน ที่ขัดกับความเชื่อดั้งเดิมของชุมชนมุสลิม นับเป็นอีกความซับซ้อนที่ตัวแทน The Motive ทั้งคู่ยอมรับว่ายังเป็นข้อถกเถียงใหญ่ที่ยังไม่อาจหาบทสรุป 

“เราจัดรายการคุยเรื่องเหล่านี้เหมือนกัน ฟีดแบ็กก็มีทั้งด้านบวกและลบ หลายคนก็มองว่าแปลก ๆ นะ เป็นมุสลิม ทำไมต้องคุยประเด็นเหล่านี้ แต่ในเมื่อส่วนกลางกำลังพยายามขยับ ในสภาเขาก็คุยเรื่องนี้อยู่ เราก็หนีไม่พ้นหรอก ยังไงก็ส่งผลต่อพื้นที่ โจทย์ของเราคือแล้วเราจะอยู่ยังไงต่อ” อันวาร์กล่าว

ในฐานะศาสนิกชน พวกเขาอธิบายว่าหลักศาสนาอิสลามหลายอย่างแตกต่างจากโลกเสรีมาก แต่ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 

“ว่ากันตรง ๆ พื้นที่นี้ยังมีความเป็น Conservative สูงมากในภูมิภาคอาเซียน ยึดตามหลักคำสอนทางศาสนาเคร่งครัด แต่ไม่ใช่ว่าตัวสังคมหรือชุมชนมุสลิมจะไม่คิดอยากเปลี่ยนแปลงอะไรเลย แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องค่อย ๆ พูดคุย ค่อย ๆ ทำความเข้าใจ ให้คนตกผลึกจริง ๆ ต่อสังคมโลกในปัจจุบัน ซึ่งต้องใช้เวลา” ซาฮารีอธิบายอย่างใจเย็น

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

“The Motive พยายามสร้างพื้นที่พูดคุยตรงนี้ ผมคิดว่าอาจจะยังมีคนไม่เข้าใจอีกเยอะ เราก็ต้องค่อย ๆ สร้างวัฒนธรรมของการวิพากษ์ ของการพูดคุย ของการนำเสนอที่มีวุฒิภาวะ ถึงแม้ว่าเป็นความเห็นที่เราไม่เห็นด้วย เราก็ต้องคุยกัน ต้องเอามากางแล้วก็คุยกันว่าเราไม่เห็นด้วยเพราะอะไร คนที่เห็นด้วย เขาใช้หลักการอะไร คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่จะพูดคุยกันได้ เพียงแต่ว่าผมคิดว่ามันต้องใช้เวลา ค่อย ๆ นวด ค่อย ๆ ทำให้ประเด็นมันนูนขึ้นมานะครับ”

ไปซ้ายก็โดนว่า ขวาก็โดนตำหนิ แล้วสื่อท้องถิ่นในพื้นที่มุสลิมจะวางตัวอย่างไรในยุคสมัยนี้ 

“ประเด็นที่อ่อนไหว พูดไปยังไงก็ไม่มีทางเพอร์เฟ็กต์สำหรับทุกคน แต่เรากล้าเผชิญกับมันไหม ถ้าเราหนีไม่แตะ ไม่นำเสนอ ไปเสนอเรื่องอื่น เราคงนิยามตัวเองว่าสำนักคอนเทนต์ที่สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ไม่ได้”  

อันวาร์เสริมต่อ

“ในมุมการเมือง The Motive จะไม่ Conservative แล้วก็ไม่ได้ Progressive อะไรมาก เพราะถ้าเราไปสุดข้างใดข้างหนึ่ง อีกข้างจะไม่มาหาเราทันที ในมุมที่คุยศาสนาก็ประมาณนี้ เราอยากให้คนทั้งสองฝั่งมีจุดที่เข้าใจร่วมกัน เพราะสังคมความเป็นจริงก็เป็นแบบนี้ เด็กที่อยู่เอกชน โรงเรียนปอเนาะ เขาก็มีจุดยืนแข็งแบบเขา เด็กที่โตมาในโรงเรียนสามัญ จบมัธยม ออกไปต่อมหาลัยข้างนอก เขาก็เอาแนวคิดข้างนอกมา ซึ่งทั้งสองก็เป็นคนปัตตานีเหมือนกัน แต่คิดต่างกัน ก็ต้องมีพื้นที่มานั่งคุย มานั่งถก ไม่ใช่เพื่อชนะหรือว่าแพ้ แต่ต้องดีไซน์พื้นที่อนาคตปัตตานีว่าเป็นยังไง 

“โดยเฉพาะอัตลักษณ์ ไม่ใช่แค่มลายูเท่านั้นที่มีสิทธิ์เยอะกว่าคนไทย คนจีน ทุกคนต้องมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ถึงแม้จำนวนคนไทยและคนจีนจะมีน้อยกว่า แต่สิทธิพื้นฐานต้องเท่าเทียมกัน”

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

อนาคตสื่อชายแดนใต้

ความตั้งใจของสื่อท้องถิ่นคือการหาโมเดลบริษัทให้ The Motive ไปต่อได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงสื่ออาสาเช่นปัจจุบัน เพื่อจะได้พัฒนาทั้งทักษะการทำงานสื่อของคนในท้องที่ ไม่ว่างาน IT กราฟิก ถ่ายภาพ ตัดต่อ และโจทย์สำคัญคือการสร้างเนื้อหาคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์สังคมภายนอก 

“ผมว่าประเด็นในสามจังหวัดน่าสนใจตรงที่ไม่ว่าจะแตะตรงไหน ก็เป็นเงื่อนไขหมด เพราะมันเป็นพื้นที่ที่ถูกลืมมานานมาก เราขาดคนที่ทำงานด้านประเด็น คอนเทนต์เป็นจุดอ่อนของเรามาตลอด ส่วนหนึ่งเพราะเวลาเราคิดในหัว จะคิดเป็นมลายูก่อน แล้วแปรออกมาเป็นคอนเทนต์ที่ทำให้คนไทยเข้าใจ ความซับซ้อนต่างจากคนที่เคยผ่านการเทรนจากส่วนกลาง คนในสามจังหวัดเคยไปฝึกงานกับประชาไท หรือ Voice TV ก็คิดคอนเทนต์ต่างกัน แต่เราอยู่ในพื้นที่มาตลอด เป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับเราที่จะทำคอนเทนต์ให้น่าสนใจ” 

“ว่ากันตามตรง เราไม่ได้ทำ The Motive เป็นงานหลัก เราไม่ได้มีเงินเดือน ตัวผมเองทำงานดูแลเรื่องฮาลาลในคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี แต่ในอีกด้านหนึ่งมาทำสื่อ หลาย ๆ คนก็เป็นแบบนี้ เราทำงานสื่อเพราะเสียดายหากองค์ความรู้ หรือทักษะด้านการสื่อสารมันจะหายไป ซึ่งไม่ว่าจะมีคนสนใจหรือประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่อย่างน้อย เราก็มีจุดเริ่มต้นที่เป็นรูปธรรมให้คนได้เห็นว่ามีสื่อประเภทนี้อยู่ในพื้นที่” บรรณาธิการเนื้อหาเอ่ยตรงไปตรงมา

“เราต้องเรียนรู้ว่าสื่อกรุงเทพฯ เขาสนใจประเด็นอะไร อนาคตเราอาจจะต้องมีคนที่เป็นคนจากส่วนกลางมาร่วมทีมด้วย เราอยากจะร่วมมือกับมหาวิทยาลัย ให้ส่งนักศึกษามาฝึกงานเพื่อพัฒนาทักษะของเขา แล้วอนาคตเขาอาจจะเป็นทีมของ The Motive ก็ได้” บรรณาธิการประสานงานมองอนาคต

“ส่วน Scenario Patani จะจัดอีกไหม ก็คุยกับคนในทีมอยู่ส่วนหนึ่งว่าถ้าในพื้นที่ยังไม่มีอะไร เราจะทำในสิ่งที่ใหม่เสมอ” ซาฮารีตบท้าย

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

ภาพ : The Motive

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load