ฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว
เสียงนกร้องที่เคยเจื้อยแจ้วเริ่มเพลาเสียงลง…ส่งสัญญาณถึงช่วงเวลาราตรีที่คืบคลานเข้ามาครอบครอง

บรรยากาศ

ความเปลี่ยนแปลงแห่งโมงยามดังกล่าวได้ยังผลให้หลายสิ่งมีชีวิตเริ่มเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลาย เพื่อตระเตรียมตัวและใจรอการหลับใหลที่ใกล้เข้ามาทุกที

ขณะเดียวกัน ท่ามกลางท้องฟ้าที่กำลังมืดลงนั่นเอง ขบวนแสงสีฟ้าก็พลันส่องเป็นทางยาวจากทางซ้ายไปด้านขวา…ก่อนหน้าที่สลับกลับมายังฝั่งซ้าย

ไม่นานนัก เสียงร้องฮัม ‘ฮู้ ฮู ฮู้ ฮู…’ ก็พลันดังขึ้นชำแรกบรรยากาศขึ้นมาสู่การรับรู้ของคนหลายร้อยคนที่อยู่เบื้องหน้า

ฉับพลันเมื่อเสียงสตรัมกีตาร์แผดสำเนียงผ่านลำโพงออกมาสวนทางกับเสียงเฮเบื้องล่าง ลานเล่นล้อ อันเป็นลานจัดกิจกรรมสำหรับนิสิตซึ่งอยู่ใกล้กับกองกิจการนิสิตและสนามฟุตบอลของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ปฏิกิริยาตอบรับกลับไปมาระหว่างฝ่ายที่อยู่บนและล่างของเวทีที่ยกระดับขึ้นมาแบบง่ายๆ ได้เชื่อมผสานทั้งระหว่างผู้เล่นกับผู้ชม…

ระหว่างช่วงเวลา 6 ปีที่เพลงนี้ได้เริ่มถ่ายทอดสู่ผู้ฟัง กับปัจจุบันขณะที่นักดนตรีชุดเดิมได้ถ่ายทอดมันอีกครั้ง

และระหว่างขวบปีที่ 18 ซึ่งวงดนตรีที่กำลังถวายหัว ตัว และใจอยู่บนเวที

กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทางอันขรุขระทว่าเติบโต สะดุดล้มทว่าลุกยืน สูญเสียทว่ายังมีย่างก้าวใหม่ติดตามมาจนมีวันนี้…

ของวงดนตรีที่ชื่อ POTATO

POTATO

POTATO

Change IV

ทุกด้านทุกมุม

ถ้าผมย้อนกลับไปได้ก็คงบอกกับตัวเองว่า มึงไม่ต้องเครียดหรอก เดี๋ยวมึงเจออุปสรรคอีกเยอะ เพราะฉะนั้น ไอ้ที่มึงเป็นอยู่ทุกวันนี้มันยังจิ๊บๆ ลุยไปเลย”

เสียงพูดทุ้มต่ำในสำเนียงเรียบๆ ของ ชูหั่ง-ทีฆทัศน์ ทวิอารยกุล ผู้ชายวัยต้น 40 ได้กล่าวเอาไว้ในตอนหนึ่งของการสนทนาถึงประสบการณ์ร้ายๆ ครั้งแรกๆ ที่เขาได้พบเจอในฐานะมือกีตาร์ของวงโปเตโต้

POTATO

วงดนตรีที่เขาเห็นมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ในยุคที่ยังเป็นวงที่กอปรด้วยสมาชิกทั้งหมด 5 คน รวมถึง โน้ต-นันทไกร ฉ่ำใจหาญ และ วิน-รัตนพล เก่งเรียน สองมือกีตาร์ที่มาก่อนเขา…ซึ่งยังอยู่เบื้องหลัง รั้งบทบาทของโปรดิวเซอร์

การจากไปของคนหลังยังผลให้เขาต้องตกกระไดพลอยโจนออกมาสู่เบื้องหน้า และสัมผัสกับประสบการณ์ที่ปัจจุบันถูกเรียกกันว่า ‘Cyberbullying’ อันนำมาซึ่งคำพูดในตอนต้น

“แรกๆ ที่ผมเข้ามานี่โดนด่าผ่านอินบ็อกซ์มากจนต้องปิดเฟซบุ๊กน่ะ มีถึงขนาดว่า ‘เอาพี่วินไปไหน ไอ้เหี้ย’ อย่างนี้มีเยอะจนเราปิดดีกว่า ทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้เล่นครับ” ชูหั่งรำลึกถึงเหตุการณ์การเพรียกคืนมือกีตาร์คนเก่าเมื่อ 7 ปีก่อน

ด้วยวินนั้นนอกจากเป็นมือกีตาร์ ยังเป็นสมาชิกที่มีชื่อเสียงในหมู่แฟนเพลงไม่แพ้ ปั๊ป-พัฒน์ชัย ภักดีสู่สุข นักร้องนำของวง ขณะที่สำหรับชูหั่ง มือกีตาร์ผู้เป็นไอดอลของคนจำนวนมากคนนี้ เป็นเหมือนกับน้องชายหรือคนในครอบครัวมาตลอดระยะเวลาหลายปีที่ร่วมงานกับวง

“ตอนนั้นผมแยกออกมาจากทีมงานของวงไปแล้ว แต่ยังคุยกับวินอยู่ตลอด วันที่ผมตัดสินใจเข้ามาอยู่ในวงผมค่อนข้างคิดมาก เพราะเราอยู่กับเขามาตลอด แล้วการที่จะมารับหน้าที่มือกีตาร์แทนคนที่มีคนรักมากๆ คนหนึ่งมันก็เป็นความกดดันอยู่แล้ว ช่วงนั้นลำบากใจมาก พอมาถึงวันที่ต้องตัดสินใจแล้วผมก็ยกโทรศัพท์โทรหาวิน ว่ากลับมารวมวงไหม เดี๋ยวพี่กลับไปเป็นโปรดิวเซอร์ให้ พอคุยกันจบวินเขาก็ไม่ได้ตอบตกลงอะไร หลังจากนั้นผมก็ติดต่อวินไม่ได้อีกเลย แต่ก็คิดว่านั่นแหละคือคำตอบ ว่าวินอยากจะไปทำในเวย์ของเขา” ชูหั่งมองลงไปที่สองมือที่ผสานวางอยู่บนโต๊ะ

“ถามว่าคิดไหมว่าจะไม่รับ ผมก็คิด ผมเคยคิดจะบอกว่า เฮ้ย ไม่เอาดีกว่า ผมเครียดถึงขนาดไปปรึกษาแม่ว่าจะเอายังไง เพราะว่าสมัยที่ทำงานวินเขาก็เป็นคนที่แม่ ที่ครอบครัว ผมรัก แม่ยังถามเลยว่า “อ้าว แล้วเอาวินแม่ไปไว้ที่ไหนล่ะลูก” แต่สุดท้ายเราก็ตัดสินใจรับ ด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ ถ้าเราไม่รับ มันก็ไม่ใช่วินอยู่ดีแหละ นี่คือเหตุผลหลักเลย เพราะว่ามันชัดเจนแล้วว่าวินเขาต้องการไปในทิศทางของเขาแล้ว

“เมื่อตัดสินใจรับ สิ่งแรกที่ผมคิดอย่างแรกเลยก็คือ เราจะต้องเจออะไร เรารู้อยู่แล้วว่ามีคนรักวินขนาดไหน เราเข้ามานี่เรามีความกดดันขนาดไหน เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมทำอย่างแรกก็คือ ผมต้องโฟกัสในสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ เหมือนม้าแข่งที่มีที่ครอบตากั้นไว้ให้เห็นแต่ทางข้างหน้า เมื่อผมตัดสินใจไปแล้ว ผมจะไม่วอกแวก หรือสนใจคำพูดใคร ถามว่ามีมากระทบความรู้สึกบ้างไหม ก็มีครับ แต่ว่าวิธีการนั้นมันก็ทำให้ผมยังทำงานต่อไปได้”

POTATO POTATO

ซึ่งถึงวันนี้เขาได้ผ่านคืนวันเหล่านั้นมาได้ด้วยความเข้าใจแล้ว แต่แน่นอนว่าเมื่อแรกเผชิญย่อมยังความเจ็บปวดมาให้กับตัวเขาอยู่ไม่น้อย

“ตอนนี้ผมว่ามันเข้าสู่ยุคที่เขาตีแล้วเราไม่เจ็บแล้ว คือเราไม่ได้แสดงอาการอะไร ถามว่ารู้สึกไหม เวลาโดนตีเราก็รู้สึกแหละ เราก็เจ็บ ถึงผมจะเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับวงมานาน แต่ก็มีคนไม่รู้จักผมเยอะ เพราะว่าสมัยที่ผมทำโปรดิวส์นั้นผมแทบไม่มีรูปถ่ายกับโปเตโต้เลย วันก่อนยังนั่งคุยกับแฟนว่าอยากรวมรูปตอนทำงานกับโปเตโต้ดู พอไปค้นฮาร์ดดิสก์เก่าๆ ก็แทบไม่มีรูปถ่ายเลย ก็อาศัยช่วงเวลาที่ทำงานที่ปั๊ปจะคอยบอกบ้างว่าชื่อนี้บนปกอัลบั้มคือผมนะ เคยดูเอ็มวีเพลงนี้ไหมที่พี่หั่งนั่งทำงานอยู่ พอคนเริ่มรู้จักว่าไอ้นี่มันคือใคร ทุกอย่างก็เริ่มเบาลง หลายคนส่งอินบ็อกซ์ส่งในไอจีมา เฮ้ยพี่ อันนี้พี่หรือเปล่า เห็นในเอ็มวี อ๋อ พี่ทำงานมาตั้งแต่ตอนนี้ คือพอเวลาผ่านไปทุกอย่างก็เริ่มคลี่คลาย”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดมากที่สุดกลับไม่ใช่ประเด็นที่ต้องมาแทนที่ใคร หากแต่เป็นข้อกล่าวหาที่ว่า เพราะเขาทำให้ดนตรีของโปเตโต้เปลี่ยนไป

“ที่ผมรู้สึกแย่เพราะเราเคยเป็นคนหนึ่งที่สร้างวงมา เราก็รู้แหละว่าโปเตโต้คืออะไร เราเป็นคนสร้าง ก็เปรียบเหมือนเราเป็นพ่อคนแม่คน เราทำใจได้ไหมว่าวันหนึ่งลูกของเราเขามีความเป็นตัวของตัวเอง วันหนึ่งเขาโตขึ้นเขามีความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะทางความรู้สึก ทางกาย หรืออะไรก็แล้วแต่ เรารับได้หรือเปล่า แล้วเราจะยอมรับให้เขาเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติของเขาหรือเปล่า อันนี้คือสิ่งที่ยากที่สุด” ชูหั่งค่อยๆ ตอบอย่างระมัดระวัง

“แล้วเมื่อเราตัดสินใจยอมให้เขาได้เป็นไปตามธรรมชาติของเขา ให้โปเตโต้ได้เป็นไปตามธรรมชาติของเขา เรากลับโดนต่อว่าว่ามึงแม่งทำให้โปเตโต้เปลี่ยนไป ทั้งที่ชีวิตวงดนตรีมันก็เหมือนคนหนึ่งคน จากแรกเกิด จนโตมาเป็นเด็กโต จนไปเป็นวัยรุ่น จนเป็นคนแก่ คนบางคนลืมไปว่าโปเตโต้อยู่ในวงการมา 17 ปี ถ้าคุณย้อนกลับไปในวันแรกคือเขาเป็นเด็กทารก เมื่อปีแรกเขาเป็นเด็กทารกคนหนึ่ง วันนั้นเราอยากให้เขาเป็นอะไรก็ได้ เราชื่นชอบเขา เขาน่ารัก เขาเป็นแบบที่เราต้องการ วันหนึ่งพอเขาโตขึ้นเป็นวัยรุ่น เขาก็เหมือนคนคนหนึ่ง เมื่อเขาไม่ได้ดั่งใจเราแล้ว ก็ต้องปล่อยให้เขาเป็นไปตามธรรมชาติ เพราะว่าเขามีความเป็นตัวของตัวเอง เขามีการเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ มันก็เลยกลายเป็นเรื่องที่ผมเจ็บปวด เราถูกมองว่าเป็นคนที่ไปเปลี่ยนวง ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วมันคือธรรมชาติ ในความรู้สึกของผม ผมรู้สึกว่ามันคือสิ่งที่มันต้องเป็นไปในแบบนั้น”

ซึ่งสุดท้ายแล้วอุปสรรคปัญหานานาประการก็กลายมาเป็นแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังอัลบั้มชุดที่ 7 ของวง ที่มีชื่อง่ายๆ ว่า ชุดที่เจ็ด ที่ทั้งแฟนเพลงและสมาชิกวงเองรอคอยมาตลอดระยะเวลากว่า 7 ปี

POTATO

“จุดเริ่มต้นของอัลบั้มนี้มันเริ่มต้นจากการคุยกัน เรารู้สึกว่าช่วงเวลาก่อนหน้าที่มันจะเกิดอัลบั้มนี่มันมีปัญหาเยอะมาก ทั้งตัวปั๊ปเอง หรือตัววง ต้องต่อสู้กับอุปสรรคหลายอย่างในเรื่องของฟีดแบ็กต่างๆ เรื่องการเปลี่ยนแปลง หรือปัญหาของวงต่างๆ เราเลยอยากนำเสนอในเรื่องว่าทำไมเราถึงผ่านมาได้ เราคิดยังไงเวลาเราเจอเรื่องแย่ๆ เราทำยังไง เราอยากจะนำเสนอในมุมนั้นว่าทุกๆ ปัญหา ทุกๆ อุปสรรค มันมีเรื่องดีๆ ซ่อนอยู่” ชูหั่งยิ้มออกมาในที่สุด
“สำหรับผม มันผ่านช่วงนั้นไปแล้วครับ พีเรียดที่ผมโดนว่าว่า เฮ้ย พอเปลี่ยนมือกีตาร์ใหม่ไป งานเปลี่ยนไปเลย ถามว่าอีก 9 เพลงเปลี่ยนไปไหม มันเปลี่ยนไปหมดเลย แต่ถามเรากลัวไหม มันไม่ได้กลัวแล้วครับ ผมว่าความรู้สึกที่ต้องรับสภาพตรงนั้นมันมีภูมิต้านทานไปแล้วว่าโลกมันก็เป็นแบบนี้แหละ โปเตโต้อยู่กับเหตุการณ์ลักษณะนี้เสมอมาอยู่แล้ว หลายๆ ครั้งที่เราโดนเรื่องพวกนี้เราก็จะมาคุยกันเอง ปั๊ปเป็นคนหนึ่งที่จะคอยบอกตลอดว่า พี่มันก็เป็นอย่างนี้แหละ พวกผมก็โดนกันมาทุกรูปแบบแล้ว เรามีคนรู้จักก็เลยต้องรับเรื่องพวกนี้ เราคงไปห้ามความรู้สึกคนหรือไปกำหนดความคิดคนไม่ได้ แต่ว่าเรารู้ตัวเองได้”

หากโปเตโต้เหมือนกับคนหนึ่งคนอย่างที่ชูหั่งกล่าวไว้ โปเตโต้ก็คงเป็นคนที่ผ่านสถานการณ์ประเภท ‘สิ่งที่มันต้องเป็นไป’ มาครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งที่สุดแล้วก็เป็นเชี้อโรคร้ายที่กลายมาเป็นวัคซีนที่ค่อยๆ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเขาและวงทีละน้อย

รวมถึงน้องชายคนเล็กของวง…ที่เคยผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายคล้ายกันนี้มาก่อน

Change III

แค่นี้

“ผมเป็นมือกลอง ความที่ผมตีอยู่ข้างหลัง ก็จะมองเห็นว่าแต่ละคนในวงเป็นยังไง จำได้ว่าวันแรกที่พี่หั่งเล่นคอนเสิร์ตร่วมกับวง พี่หั่งแกก้มหน้าก้มตาเล่นแบบเรียบร้อยมาก ซึ่งผมเข้าใจความรู้สึกเขาดี ฟีลไม่ต่างจากผมตอนมาอยู่วงใหม่ๆ ที่ก้มหน้าก้มตาตีไม่มองใคร ไม่ปฏิสัมพันธ์กับใครทั้งนั้น เอากูให้รอดก่อน พี่เขาคงตื่นเต้นแน่ แล้วโมเมนต์นั้นผมก็รู้สึกตื่นเต้นแทนเขา เพราะทุกครั้งที่เห็นเขาเล่นบนเวทีนิ่งๆ แบบนั้น มันจะย้อนคิดถึงตัวเองวันแรกที่มาเล่นกับโปเตโต้เสมอ”

POTATO

กานต์ อ่ำสุพรรณ ผู้ถือไม้กลองบัญชาการภาคจังหวะอยู่หลังกลองชุดประจำวงโปเตโต้มาเป็นเวลา 11 ปี รำลึกถึงครั้งแรกที่สมาชิกรุ่นปัจจุบันแสดงดนตรีบนเวทีคอนเสิร์ตด้วยกัน

ขณะที่เมื่อเขาย้อนนึกถึงวันแรกที่ได้มาเป็นสมาชิกคนใหม่ของวง ภาพจำและความรู้สึกก็เป็นเช่นที่เขากล่าวก็ไม่ได้แตกต่างกับชูหั่ง ณ สถานการณ์เดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการตอบรับจากเหล่าแฟนคลับผู้เหนียวแน่นของวง

“สิ่งที่เขาเจอมันค่อนข้างคล้ายๆ กับตอนที่ผมเจอ โดยเฉพาะในแง่การถูกเปรียบเทียบ เขาไม่ได้มองว่าเราเข้ามาแล้วทำให้วงเปลี่ยนแค่ไหน พวกแฟนเพลงหรือคนทั่วปจะมองว่าเรามาแทนที่ ‘แทนที่ทำไมวะ คนเดิมก็ดีอยู่แล้ว’ แต่เขาไม่เข้าใจว่าเราเปลี่ยนแปลงเพื่ออะไร มันมีเหตุอะไรที่ต้องเปลี่ยนแปลง พอพี่หั่งบอกว่าโดนแบบนี้ๆ เราก็จะนิ่งๆ ย้อนคิด เพราะเราก็โดนมาเยอะเหมือนกัน ยุคนั้นเป็นเว็บบอร์ดอยู่ เมื่อก่อนโปเตโต้เป็นใคร เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วผมอ้วนมาก หนักร้อยกว่ากิโล เขาจะด่าตั้งแต่เรื่องอ้วน ก็อ้วนทำไมมาอยู่ตรงนี้ ไปยันครอบครัวผมเลย” กานต์เล่าถึงความหลังครั้งเลวร้ายที่เขาต้องเผชิญแม้ไม่เคยต้องการ

“ตอนแรกผมก็คิดว่าไม่ต้องสนใจ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกลับยิ่งถาโถมเข้ามา สุดท้ายมันค่อยๆ กัดกินในใจทีละนิดว่าคนไม่ได้ชอบเรา เหมือนเราแม่งหน้าด้านอยู่ จากเมื่อก่อนตอนที่เล่นดนตรีกลางคืนผมจะติดเล่นเกมกับเพื่อน ชอบเล่นอินเทอร์เน็ตมาก สมัยนั้น Hi5 ดังมาก ตอนหลังพอมาอยู่วงก็เลิกเล่นไปเลย ไม่ไหวแล้ว เว็บบอร์ดเข้าไปอ่านก็มีแต่เรื่องด่าเรา”

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อันเผ็ดร้อน ตอนที่ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร กานต์ก็ได้รับกำลังใจจากคนที่ใกล้ตัวเขาที่สุดคนหนึ่งในเวลานั้น ซึ่งยังผลให้เขาสามารถหลุดพ้นออกจากสภาวะอันทดท้อได้ในที่สุด  

“เวลาออกทัวร์เราจะแยกกันนอนห้องละ 2 คน ผมจะนอนห้องเดียวกับพี่ปั๊ป ก็จะคุยกันว่าแต่ละคนเป็นไงบ้าง ซึ่งพอพี่ปั๊ปรู้ก็จะคอยปลอบว่าไม่ต้องไปสนใจหรอก พักเล่นเน็ตไปก่อนแล้วมาทำงานของเราให้เต็มที่ดีกว่า สุดท้ายเดี๋ยวผลตอบรับมันจะมาเอง คนก็จะรู้เองว่ามันคือความเปลี่ยนแปลง และเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นด้วย ซึ่งสุดท้ายก็เป็นอย่างนั้นนะครับ แต่ต้องใช้เวลา จากตรงนั้นก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ คนเริ่มพูดถึงโปเตโต้ในแง่ดนตรีเยอะขึ้น จากแต่ก่อนจะคิดถึงกันแต่เรื่องรูปร่างหน้าตา ซึ่งผมเข้าใจ เพราะแม้แต่ผมเองสมัยเรียนมหา’ลัยก็ยังเคยซื้อดีวีดีคอนเสิร์ตโปเตโต้เพื่อมานั่งดูว่าพวกนี้เล่นกันจริงเปล่า ซึ่งมีคนน่าจะคิดแบบผมเยอะเลย”

POTATO POTATO

เวลาที่ผ่านไปยิ่งทำให้กานต์ได้ค่อยๆ เรียนรู้และยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น รวมถึงเติบโตและเข้าใจการก้าวเข้าสู่เส้นทางของโปเตโต้ ที่มิใช่เป็นเพียงวงดนตรีวงหนึ่ง หากพ่วงบทบาทของศิลปินระดับมหาชนเอาไว้ ซึ่งหมายถึงการอยู่ภายใต้แสงสว่างของสปอตไลต์ ที่ง่ายต่อการปะทะและวิพากษ์วิจารณ์

“สาเหตุที่ผมผ่านมาได้ หนึ่ง ก็เพราะคนรอบข้างด้วย คนที่ให้กำลังใจนี่สำคัญมาก เพราะว่าสิ่งที่เราทำอยู่ ณ ตอนนั้นเราไม่รู้หรอกว่ามันดีไม่ดีวะ สุดท้ายกูตั้งใจทำแทบตายแต่คนมาตีตราว่า เฮ้ย มึงเข้ามาทำไม มือกลองเขาก็มีอยู่แล้ว ทั้งที่เราตั้งใจแทบตาย รักษาหน้าที่เราแทบตาย” กานต์อธิบาย

“ถึงตอนนั้นผมจะโดนเกลียด อ้วนโน่นนี่นั่น แต่สุดท้ายเราเป็นนักดนตรี ผมเชื่อว่าเวลาเราตั้งใจจะทำอะไร ถ้าทำด้วยใจจริงๆ แล้วมันจะเห็นผลเอง ก็ตั้งใจทำไปก่อนจนเริ่มมีคนชอบเรา เริ่มมีคนยกเราเป็นไอดอล ‘ผมตีกลองได้เพราะพี่’ ‘ผมเริ่มฟังโปเตโต้เพราะว่าเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงนี่แหละ’ ก็เอาตรงนั้นมาเป็นแรงผลักดัน มาเป็นกำลังใจ ให้ตัวเอง”

จวบทุกวันนี้ แม้ว่าคำวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบจะยังไม่หมดไปเสียทีเดียว แต่สำหรับกานต์ เขามองสิ่งที่เกิดขึ้นโดยเอาความเข้าใจสิ่งที่เป็นไปเป็นที่ตั้ง ยังผลให้เขาสามารถรับมือและยืนหยัดกับสิ่งที่เขาเป็นและสิ่งที่เขามีได้ดีขึ้น

“ทุกวันนี้ก็ยังมีคนที่ด่าเรา ตีโคตรรก เล่นสดกลบโน่นกลบนี่หมด แรกๆ เครียด หลังๆ ก็โอเค วิธีของผมก็คือ ถ้ามีมากกว่า 1 คนพูดก็เอามาทบทวนว่ามันอาจจะรกจริงก็ได้ แล้วก็ต้องดูว่าคำวิจารณ์เป็นไงบ้าง มันมีหลายแบบ เราก็ไปปรับของเรา YouTube มีคลิปที่ผมเล่นเยอะแยะ เราก็ลองดูว่าต้องปรับเปลี่ยนตรงนี้หน่อยไหม ตอนนี้ผมใช้คำวิจารณ์มาฝึกฝนตัวเองแทน”

ด้วยเหตุนั้น แม้จะมีความเปลี่ยนแปลงภายนอกที่เกิดขึ้นกับโปเตโต้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเปลี่ยนแปลงภายในอารมณ์ความรู้สึกอยู่เป็นระยะ แต่ถึงวันนี้กานต์ก็มองสิ่งที่เกิดขึ้นในแง่ดีมากกว่าที่จะกลัดกลุ้มไปกับมัน

“ผมมองว่าการเปลี่ยนแปลงของวงมันกลายเป็นจุดเด่นของวงนี้ไปแล้ว จากความเปลี่ยนแปลงในเรื่องของสมาชิกวง ก็เป็นความเปลี่ยนแปลงกับดนตรีของวงไป” กานต์ตั้งข้อสังเกต ก่อนที่จะพูดถึงเป้าหมายเกี่ยวกับวงจากมุมมองของตัวเขาเอง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่แตกต่างไปจากเมื่อครั้งเขามาร่วมวงใหม่ๆ อยู่ไม่น้อยเช่นกัน

“ผมว่าเป้าหมายที่มีต่อวงก็เริ่มเปลี่ยนไป ผมจำได้ว่าช่วงแรกๆ ที่เข้าวงมาเนี่ยมันก็เปลี่ยนครั้งใหญ่ไปรอบหนึ่งแล้ว ทั้งเรื่องดนตรีที่ชัดเจนขึ้นในเชิงว่าดนตรีเราเข้มข้นขึ้น เรากล้านำเสนอในสิ่งที่ฉีกจากเดิมมากขึ้น ก็คล้ายๆ ตอนนี้ที่เราเริ่มเปลี่ยนมุมมอง ขณะที่แนวคิดต่างๆ ก็ดูชัดเจนขึ้น” กานต์กล่าว “เราโตกันแล้วไงครับ ตอนนั้นเพิ่ง 20 กว่า ตอนนี้ 30 กว่าแล้ว พี่หั่ง 40 แล้ว ก็เลยคิดเป็นผู้ใหญ่ขึ้น แฟนเพลงที่โตมาพร้อมกัน มันไม่ยากที่เขาจะคิดตามเราได้ ดังนั้น ผมจึงคิดว่ามันก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีนะครับ กลายเป็นผมแทบไม่ได้คาดหวังแล้วว่าคนจะต้องมาชอบอัลบั้ม ชุดที่เจ็ด กันมากๆ แต่แค่ให้คนได้ยินสิ่งที่เราตั้งใจในทุกเพลงที่เราทำ แค่นั้นก็โอเคแล้วครับ”

POTATO POTATO

จากวันนั้นถึงวันนี้ 11 ปีแล้วที่นามสกุลหลังชื่อซึ่งกลายเป็นนิคเนมติดตัวเขาว่า ‘กานต์ โปเตโต้’ ให้หลายอย่างกับชีวิตเขามากกว่าเพียงแค่ชื่อเสียงเงินทอง สำหรับเขาแล้วมันคุ้มค่ามาก แม้จะต้องแลกกับคำวิพากษ์วิจารณ์อันรุนแรงตลอดเวลาที่ผ่านมา

“โปเตโต้ให้ทุกอย่างในชีวิตผมเลยครับ ให้บ้าน ให้รถ ให้เมีย (หัวเราะ) มันแทบจะเป็นอาชีพอย่างเดียวของผมตอนนี้เลย นอกจากนั้น ผมว่าวงนี้ยังดึงศักยภาพของเราออกมา เฮ้ย มึงทำได้ แบบนี้ มึงต้องพยายามหน่อยนะ…พี่ๆ ทุกคนเขาช่วยผลักดันเรา วันไหนที่เราท้อแท้สุดๆ เขาก็ดึงเราขึ้นมา วันไหนที่เรานอยด์กับการซ้อมการเล่น หมดไฟ เขาเป็นคนที่ผลักดันเรา เฮ้ย หมดไฟไม่ได้นะ ผมจึงไม่เคยคิดว่าตัวเองเสียอะไรไปให้กับวงนี้เลย” กานต์กล่าวพร้อมกับยิ้มกว้าง

“แม้แต่เรื่องที่โดนด่า ผมก็มองว่ามันก็ดีแล้วล่ะที่รู้ว่ามีทั้งคนชอบ คนรัก คนเกลียด คนให้กำลังใจ เพราะมันเป็นบทพิสูจน์ว่าสิ่งที่ผ่านเข้ามานั้นทำให้เรามีทุกวันนี้ได้จริงๆ เหมือนเราใช้คำวิจารณ์ตรงนั้นมาเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองว่าไม่ได้ ยอมไม่ได้ อย่าท้อ เพราะสุดท้ายแล้วมันเห็นผลแน่นอน แค่ระยะเวลามันจะนานหรือสั้นแค่นั้นเอง”
แน่นอนว่าเหตุปัจจัยหรือเงื่อนไขที่เรียกว่า ‘เวลา’ นั้นย่อมส่งผลกระทบและก่อให้เกิดผลพวงในทางใดทางหนึ่งกับแต่ละคน แต่ละสถานการณ์ และแต่ละความเปลี่ยนแปลง

กระนั้นทุกสิ่งย่อมมีข้อยกเว้น

หนึ่งในบทพิสูจน์คือ ผู้ชายร่างผอมคนนี้ที่ร่วมกุมบังเหียนในส่วนภาคจังหวะของโปเตโต้กับกานต์มาโดยตลอด รวมทั้งรั้งตำแหน่งมือเบสของวงมาจนเกือบตลอดอายุขัยของโปเตโต้

แต่ดูเหมือนว่าเวลาจะไม่อาจเปลี่ยนผันทั้งภาพลักษณ์ แนวคิด และจุดยืน ของเขาไปได้เลยแม้แต่น้อย…

Change II

สมดุล

“ผมอยู่กับความเปลี่ยนแปลงมาตลอดเวลา แต่ผมก็ไม่ได้มองความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องใหญ่ บางคนที่เขาออกไปเพราะว่าเขาใส่ใจกับชีวิตส่วนตัวหรือมีสิ่งที่เขาอยากจะทำมากกว่าวง ส่งผลให้การ Concentrate ต่อวงของแต่ละคนมีความต่างไป ในขณะที่เราใส่ใจกับวงมาก ส่วนคนที่ออกไป ตอนนี้เขาก็มีจุดมุ่งหมายในชีวิตที่ต่างไปจากวง ยกเว้นบ๋อม ซึ่งยังอยู่ในวงการดนตรีแบบจริงจังเพียงคนเดียว”

คือคำกล่าวของ ปิยวัฒน์ อนุกูร หรือโอม ที่ได้ใช้ชื่อวงมาต่อท้ายชื่อมานานถึง 17 ปีแล้ว นับเป็นสมาชิกโปเตโต้ที่อยู่โยงมายาวนานที่สุด รองก็แต่เพียงปั๊ป นักร้องนำ เท่านั้น

POTATO

“ผมเข้ามาปี 45 คือหลังจากที่ปีย์ (ปีย์ชนิตถ์ อ้นอารี นักร้องนำคนแรก) เสียชีวิตไปอาทิตย์เดียว” โอมรำลึก “อาจจะไม่ใช่แรกสุดขนาดปั๊ป แต่ตอนนั้นก็เป็นช่วงที่วงเพิ่งเริ่มมาได้ชุดเดียว สมาชิกเหลือแค่ปั๊ป บ๋อม โน้ต แล้วไม่มีมือเบส ขณะเดียวกันช่วงแรกที่ซ้อมกันยังเป็นช่วงที่เรายังต้องหามือกีตาร์กันอยู่เลย ต้องผ่านการหาประมาณ 7 – 8 คนกว่าจะได้วินมา และอาจเพราะอยู่ในแทบทุกช่วงเปลี่ยนแปลงของวงมาตั้งแต่แรก เอ๊ะ หรือว่าผมจะอยู่มานานเกินไปวะ” มือเบสผมยาวประจำโปเตโต้กล่าวถึงตรงนี้ก็หัวเราะออกมา
ไม่ว่าจะพิจารณาจากภาพลักษณ์ภายนอกไปจนถึงแนวคิดภายในใจ โอมค่อนข้างมีภาพลักษณ์ที่ผิดแผกจากสมาชิกคนอื่นๆ ที่ล้วนแต่อยู่ในซีกจริงจังและมักขบคิดกันมากกับแต่ละย่างก้าวของชีวิต แต่สำหรับโอมแล้วเขาเลือกที่จะมองหาแง่งามตามระหว่างทางเดินมากกว่าเพ่งไปที่เป้าหมายให้ต้องกลับมากดดันตัวเอง

“ทุกวันนี้เราสนุกไปกับทุกวันที่เราใช้ เรามีความสุขกับทุกอย่างที่เราทำ เราไม่รู้ว่าพรุ่งนี้เราจะตายหรือเปล่า เราก็เลยทำทุกอย่างให้ตัวเองมีคุณค่าสำหรับการทำงาน สำหรับการทำอะไร แล้วก็มีความสุขไปกับทุกวัน ดีกว่าจะมานั่งคาดหวัง ถ้าวันหนึ่งกูป่วยแล้วมันท้อแท้ล่ะ เราไม่อยากเป็นอย่างนั้น ผมเลยใช้ทุกอย่างให้มันเป็นความสุขดีกว่า” โอมตอบด้วยรอยยิ้มร่า “วิธีการคิดของผมจะคิดแค่ว่าวันนี้จะต้องทำอะไร พรุ่งนี้จะต้องทำอะไร รู้แค่วันนี้กับพรุ่งนี้ แล้วถ้าสมมติว่าไปวางแผนกันล่วงหน้า สุดท้ายมันก็มักจะผิดแผนอยู่ดี”

ด้วยเหตุนั้น ทำให้โอมเลือกที่จะยิ้มหัวให้กับการผิดแผนต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงอัลบั้ม ชุดที่เจ็ด ของโปเตโต้ที่สามารถระบุได้เต็มปากว่าต้องพบกับจุดสะดุดมาตลอดระยะเวลากว่า 7 ปี นับจากที่ชูหั่งได้กลายเป็นสมาชิกถาวรของโปเตโต้ และเริ่มปักหมุดเพื่อทำอัลบั้มชุดใหม่ของวงกัน

เพื่อที่จะต้องผิดแผนกันครั้งแล้วครั้งเล่า

แต่กระนั้นก็คงไม่ต้องตั้งคำถามให้เสียเวลาว่าอุปสรรคปัญหาที่วงต้องเผชิญนั้นไม่อาจทำให้มือเบสสายร็อกของวงต้องสะเทือนเลยแม้สักกระผีก

POTATO

“ขณะที่ปั๊ปคิดแต่เรื่องงาน ผมจะเป็นพวกไร้สาระ แล้วแต่พวกมึง ยังไงก็ได้ ถ้าทั้งสามคนบอกว่าดี ผมก็บอกว่าดี เพราะเป็นคนค่อนข้างไม่คิดอะไรมาก เรียกว่าพวกมากลากไป” โอมหยุดคิดเพียงเสี้ยวนาทีเมื่อพูดถึงตรงนี้ “อาจจะมีเครียดกับเขาบ้างนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่นาน ขนาดช่วงที่ปั๊ปเครียดมาก ผมไปมีเรื่องกับคนอื่น คนอื่นด่าผม ปั๊ปเป็นคนรักเพื่อน เขาจะออกมาปกป้องเพื่อนเสมอ แต่โอมจะไม่เครียด กูรู้ว่าเครียดก็เกลียดไปสิ คือเกลียดกูแต่ก็ทำร้ายกูไม่ได้ไง เพราะว่ามีมึง คือถ้าเราทำแล้วมีความสุขของเราใครก็ทำอะไรไม่ได้”

นั่นคือข้อดีของความเป็นโอม โปเตโต้ ที่ทำให้เขาสามารถรับแรงปะทะได้ดีและทรงประสิทธิภาพกว่าเพื่อนร่วมวง
“ถามว่าที่คนอื่นๆ โดนกระแสกันหนักเพราะอะไร เพราะทุกคนเล่นโซเชียล ทุกคนจะอ่านคอมเมนต์ แต่ไม่ใช่ผม ผมไม่เล่น ผมไม่อ่าน คือถ้าให้กลับไปใช้ Nokia จอขาวดำ หรือไม่มีคลื่นโทรศัพท์เลย ผมก็อยู่กับผมได้ โดยไม่ต้องสนใจคนรอบข้างว่าจะพูดยังไง เรื่องของมึง แต่กูรู้ว่าสิ่งที่กูทำเป็นยังไงก็พอแล้ว นั่นคือกู ออกไปทำงานออกไป ไม่ต้องไปอ่านคอมเมนต์ เพราะคำพูดบางคำพูดมันก็อาจจะกระทบจิตใจเรา แต่ถ้าไม่อ่าน เราก็ไม่รู้แล้ว”

ไม่เพียงแต่กระแสแง่ลบ แต่ในด้านของความสำเร็จที่ผ่านมาของโปเตโต้ก็ไม่ได้ทำให้เขาตื่นเต้นหรือใช้ชีวิตหวือหวาประสาร็อกสตาร์เฉกเช่นกัน

“ผมไม่เคยมองจุดนั้นเลยครับ ผมมองแค่ว่าเรามาทำงาน ไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นไอดอล เราก็แค่เป็นนักดนตรี เอนเตอร์เทนเนอร์คนหนึ่งซึ่งทำให้คนมีความสุข แต่ไม่เคยมองว่าจะต้องถึงจุดสูงสุด หรือมาจดจ่อกับความรู้สึกว่าวันนี้เราตกนะ” โอมกล่าวด้วยท่าทีสบายๆ สไตล์ของเขา

“ผมไม่เคยคิดว่าวันนี้ร่วงหรือวันนั้นรุ่ง เราจะมองแค่สิ่งที่ทำแล้วเรามีความสุข เราคิดแค่นั้น คนอื่นอาจจะรู้สึกแต่เราไม่รู้สึก ผมดีใจที่วงมีเพลงดัง มีเพลงฮิต แต่พอมีคอนเสิร์ตใหญ่ก็ไม่ได้มีความรู้สึกว่ามีคอนเสิร์ตใหญ่แล้ว ทำให้เต็มที่เลยดีกว่า คิดแค่ว่ามันก็เป็นคนเสิร์ตอีกครั้งหนึ่ง แล้วเดี๋ยวมันก็จะมีครั้งหน้าอีก แค่ทำครั้งนี้ให้มันสุด แล้วครั้งหน้าอยากทำอะไรก็ทำ เพราะฉะนั้น คิดแค่เราจะทำวันนี้ให้ดีที่สุด ถามว่าตื่นเต้นไหม ผมตื่นเต้นกับอะไรน้อยมากครับ ในชีวิตไม่ค่อยตื่นเต้นอะไร เรียบง่ายมากๆ”

เมื่อถามถึงที่มาของแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับความเรียบง่ายดังกล่าว โอมยอมรับว่าการได้ไปสัมผัสงานจิตอาสาอย่างงานเก็บศพในช่วงหนึ่งมีผลค่อนข้างมากกับแนวคิดสุขนิยมในปัจจุบันขณะของเขา

“การได้ไปทำงานตรงนั้น ได้เห็นเรื่องของความเป็นความตาย มันทำให้ผมได้มุมมองอีกฝั่งหนึ่งกลับมา ซึ่งตรงนี้มันอาจทำให้ผมกลายเป็นคนชิลล์ ด้วยรู้สึกว่าไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะตายหรือเปล่าก็เลยไม่คิดอะไรล่วงหน้าไปไกลๆ ซึ่งผมก็เอาความคิดตรงไปสอนลูกว่ายังไงก็ทำให้ทุกวันมีความสุขแล้วกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาจะรับได้แค่ไหน เพราะเราเป็นคนค่อนข้างปล่อยให้เขาทำโน่นนั่นนี่เอง อยากทำอะไรก็ทำ ถ้าสุดท้ายมึงเรียนไม่จบ สอบตก ก็ไปซ่อมเอาแล้วกัน”

POTATO POTATO

โอมขยายความถึงแนวคิดการเลี้ยงลูกของเขาต่อไปว่า

“ผมขอแค่ลูกรู้หน้าที่ว่าตัวเองต้องทำอะไรแค่นั้นเอง ไม่ค่อยคาดหวังว่าเขาจะต้องประสบความสำเร็จในด้านการเรียน เพราะที่เราเคยมองเห็นมา วันหนึ่งมึงแม่งไม่ต้องเรียนจบเสมอไปหรอก ขอแค่มึงสามารถหาอะไรทำเพื่อเลี้ยงชีวิตได้แค่นี้ก็พอแล้วเปล่าวะ เราไม่ได้มองว่าการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้าเขาอยากจะรู้เรื่องเรื่องหนึ่งก็ไม่จำเป็นว่ามึงจะต้องไปเก่งเลข ไม่ต้องมานั่งท่องสูตร ท่องสูตรธาตุ ทุกวันนี้บวกลบคูณหารก็ต้องใช้โทรศัพท์กันแล้ว คือไม่ต้องรู้ไปเยอะ รู้แค่ชีวิตที่มึงจะต้องใช้ก็พอ ผมสอนลูกแค่นี้”

สำหรับคนที่เริ่มเลิกคิ้วแปลกใจที่มือเบสสายชิลล์สลับโหมดมาอยู่ฝั่งจริงจัง ขอให้เตรียมใจไว้อีกนิดถึงประเด็นที่โอมกำลังจะเล่าต่อไปว่า ในขณะที่ปั๊ปกับชูหั่งเป็นแกนนำในการรังสรรค์งานเพลง โอมกลับพอใจที่จะรับหน้าที่แม่บ้านประจำวง คอยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายประจำวง

“โอมเป็นคนที่ดูแลเรื่องเงิน เรื่องค่าใช้จ่ายในวง มาตั้งแต่แรกแล้วครับ จากช่วงแรกๆ ค่ายช่วยดูแลให้ แต่บางทีผมก็ถามค่ายเหมือนกันว่าเงินส่วนนี้ส่วนนั้นหายไปไหน แล้วไม่มีใครตอบผมได้ ผมเลยดึงกลับมาดูเอง จบ เพราะที่สุดแล้วถ้าไม่ดูก็ไม่มีคนดู แล้วเรื่องเงินถ้าไม่ใช่คนในวงดูก็จะไม่มีใครรักษาผลประโยชน์ได้เท่าตัววง คือจะคุยกันยังไงก็ได้ แต่อ่านจากสัญญาว่ามีอะไรบ้าง ต้องทำอะไรบ้าง ห้ามอะไรบ้าง ผมอ่านพวกนี้มากกว่าคนอื่นในวง นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องบริหารจัดการรายรับรายจ่าย รับมาแค่ไหน จ่ายไปเท่าไหร่ ดูใหบาลานซ์”

แม้ว่าภาพลักษณ์ร็อกเกอร์จะดูขัดแย้งกับงานบัญชีอยู่ค่อนข้างมาก แต่โอมได้เคี่ยวกรำทักษะด้านนี้มาตั้งแต่ก่อนเข้าวงโปเตโต้แล้ว

“ก่อนมาเล่นดนตรี ช่วงอายุ 20 กว่าๆ ผมเคยเปิดศูนย์นม เพราะแม่เห็นว่าผมไม่เรียน แม่ก็เลยเอาเงินก้อนหนึ่งไปเปิดศูนย์นมดัชมิลล์ สาขาลำสาลี โดยแม่โยนให้น้าเปิด แล้วเขาก็ให้ผมเข้าไปทำ ทุกอย่างในศูนย์ผมรู้หมด ผมต้องมานั่งบวกลบคูณหาร คิดวิธีว่าจะทำยังไงให้ร้านมีกำไร ผมเลยได้เรียนรู้มาจากตรงนั้น ถึงตอนนั้นจะอยู่ในสภาพเมาตลอดเวลา แต่ตื่นเช้ามาก็ต้องส่งนมให้ลูกน้องไม่เคยขาด ได้ยอดเท่าไหร่ก็มาจัดการ พอถึงตอนเย็นได้ยอดเท่าไหร่ก็เคลียร์ยอด เป็นอย่างนี้ 6 วันต่อสัปดาห์ หยุดวันอาทิตย์วันเดียว”
แม้จะดูเป็นงานที่สามารถทำได้ดีและเป็นธรรมชาติ แต่โอมก็ยืนยันว่า ตราบเท่าที่ยังเล่นดนตรี เขาไม่มีวันนอกใจจากวงการนี้ไปไหน

“ณ วันที่ผมยังต้องเล่นดนตรีอยู่ ผมไม่คิดจะทำอะไรเลยครับ เพราะชีวิตผมไม่มีเวลา สมมติว่าจะคิดหาอะไรทำจริงๆ จังๆ ก็ต้องมีเวลาให้กับมันจริงๆ”

POTATO

และเมื่อมองย้อนกลับมายังจุดที่เขายังคงเล่นดนตรีอย่างที่เคยเป็นมาเสมอในฐานะมือเบสของวงโปเตโต้ ก็ดูเหมือนว่าโอมจะยังไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นๆ จริงๆ ด้วย นอกจากภรรยา ลูก (และเวลาสังสรรค์อีกเล็กน้อย) แล้ว ก็ดูเหมือนว่าเขาจะไม่มีพื้นที่หัวใจให้กับสิ่งอื่นสิ่งใดอีกแล้ว

“โปเตโต้ให้ทุกอย่างกับผม ให้อาชีพ ให้บ้าน ให้รถ แต่ก่อนนี้ผมแทบไม่อยากมีวันหยุดเลยนะ พอมีวันหยุดทีหนึ่งก็จะบอกคนอื่นๆ ว่า มึงทำงานเถอะ กูอยากไปทำงาน กูซ้อมได้ทุกวัน มึงทำเลย มึงชวนกูได้ตลอด เพราะว่ากูก็ไม่รู้ว่าจะไปทำอะไร ถ้าไม่ใช่เรื่องของวง อยู่กับพวกมึงแล้วชีวิตมีคุณค่ามากกว่าอยู่คนเดียวแล้วอยู่ไปวันๆ เป็นอย่างนั้นอยู่หลายปี จนตอนหลังผมถึงเริ่มหาอย่างอื่นทำ พอเราไม่อยู่ตรงนี้ เราก็หาอย่างอื่นทำต่อ ทุกวันนี้ชีวิตมีความสุข มีแฟน มีลูก ทุกอย่างมันจบแล้ว มันไม่เครียดแล้ว แต่ตอนนั้นมันยังมีความเครียดอยู่ ยังหาความสุขของตัวเองไม่เจอ” โอมกล่าว

“ตลอด 17 ปี ผมภูมิใจมากที่สิ่งที่เราทำมันทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘POTATO Mania’ ซึ่งผมมองว่าทุกวันนี้มีวงดนตรีน้อยวงมากนะที่ 17 ปีผ่านไปแล้วยังมีแฟนเพลงเหนียวแน่น ได้รับการกล่าวถึง และทุกคนยังรักกัน ซึ่งตรงนี้ต้องยกเครดิตให้กับปั๊ป เขาเป็นนักร้องที่ให้ความสำคัญกับวง และพยายามนำเสนอตัวเองในฐานะส่วนหนึ่งของวงมาตลอด เขาคือปั๊ป โปเตโต้ แต่เขาไม่ใช่โปเตโต้ ปั๊ปทำให้มันเป็นแบบนั้นมาตลอด ผมถึงยกเครดิตให้เขาตลอดว่านี่แหละคือคนที่ทำให้โปเตโต้ไปด้วยกันได้ เวลาปั๊ปมองทุกอย่างที่เกี่ยวกับวง เขาจะมองด้วยมุมมองของครอบครัว ขณะเดียวกันปั๊ปก็ไม่เคยพูดว่าเขาเป็นเฮด เขาไม่เคยคิดว่าใครเป็นหัวหน้าใคร แต่ทุกคนคือทีม ซึ่งนั่นคือความคิดที่มีมาตลอดตั้งแต่แรก

“ดังนั้น ถึงเวลาจะผ่านไป 17 ปี ต่อให้มันเปลี่ยนอะไรไปทั้งหมด แต่ทุกวันนี้แค่ 4 คนที่อยู่ตรงนี้เราทุกคนยังรักโปเตโต้เหมือนกัน ผมก็พอใจมากแล้ว และนั่นก็คือสิ่งที่ผมภูมิใจที่สุด”

โอมกล่าวทิ้งท้าย

ขณะที่นักร้องนำซึ่งเขาเพิ่งกล่าวถึงก็ได้ก้าวเข้ามา…
เพื่อพูดคุยถึงเรื่องราวที่เคยเป็นมา…และกำลังจะเป็นไป

Change I

อรุณ

“ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่วงยังมีงานต่อเนื่องในรูปแบบซิงเกิล เราทุกคนต่างก็จะมีชีวิตและไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ซึ่งมองย้อนกลับไปแล้วเราไม่เคยมีปัญหาหรือความรู้สึกที่ไม่ดีกับสิ่งนี้เลยนะครับ กลับกลายเป็นว่าเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำไป เพราะเมื่อแต่ละคนมีทัศนคติที่ต่างกัน มีวิถีชีวิตที่ต่างกันไป เรื่องราวของแต่ละคนมันก็สะท้อนกลายเป็นแรงบันดาลใจต่างๆ กลับมาให้เรา ให้วงด้วย”

นี่คือคำอธิบายเกี่ยวกับวันเวลาที่หายไปของโปเตโต้จากปั๊ป นักร้องนำ นักแต่งเพลงหลักของโปเตโต้ โดยเฉพาะในยุคหลัง มือกีตาร์เสริม และกระบอกเสียงประจำวง นับจากที่วงได้ออกอัลบั้มเต็มชุดสุดท้ายคือ Human เมื่อ 8 ปีก่อน และร่วม 2 ปีนับจากซิงเกิลล่าสุดคือ ทุกด้านทุกมุม

ระหว่างระยะเวลาที่ผ่านไปก็มีความเปลี่ยนแปลงสารพันเกิดขึ้น ทั้งในด้านเทคโนโลยี เทรนด์ ไปจนถึงวงการเพลง อุตสาหกรรมบันเทิง และความคงอยู่หรือเป็นไปของแต่ละศิลปิน ซึ่งปั๊ปเองก็มองเห็น เข้าใจ และตระเตรียมตัวกับใจที่จะยอมรับและปรับตัวเสมอมา

POTATO

“ในเมื่อมันไม่มีอะไรที่หยุดนิ่ง เราก็สนุกไปกับมันดีกว่า ถ้าหากศิลปินยุคนี้จะต้องออกเพลงแต่เป็นซิงเกิล ไม่ต้องทำอัลบั้มอีกแล้ว ก็ช่างมัน เราก็ทำไปอย่างเต็มที่”
แต่กระนั้นปั๊ปก็ยืนยันว่า ตลอดระยะเวลากว่า 7 ปีที่ผ่านมา ไม่มีเลยสักครั้งเดียวที่โปเตโต้จะเบนเข็มออกไปจากแผนเดิมที่จะออกผลงานใหม่ในรูปแบบของอัลบั้ม

“เรารู้สึกลึกๆ ในใจอยู่แล้วว่าการทำเพลงแค่ 1 เพลงนั้นมันไม่สามารถบอกอะไรได้ตั้งแต่ต้นจนจบเหมือนการปิดหนังสือ 1 เล่ม เพราะใน 1 อัลบั้มนั้นมีเรื่องราวประสบการณ์ชีวิตที่หลากหลายที่เราเจอ มันเลยมีหลายเรื่องมากที่เราอยากจะเล่า แต่เราไม่สามารถเล่าทั้งหมดนั้นลงไปในเพลงเดียวได้ เราไม่สามารถเล่าว่าฉันมีความสุขด้วย มีความทุกข์ด้วย และผิดหวังด้วย ได้ใน 1 เพลงครับ ถ้าอย่างนั้นมันก็คงจะเป็นเหมือนอาหารที่กินแล้วไม่อร่อยแน่ๆ คือเราก็ทำได้แค่คาดหวังว่ามันจะต้องกลายมาเป็นอัลบั้ม”

กว่าจะมาถึงวันนี้ที่ทุกคนได้ฟังได้เห็นงาน ชุดที่เจ็ด อัลบั้มชุดที่ 2 ของโปเตโต้ในบ้านใหม่คือ genie records จึงไม่มีอะไรเลยที่ง่ายดาย

“เราคุยเรื่องเพลงในชุดนี้กันจริงจังช่วงประมาณต้นปีที่แล้ว แต่ว่าจริงๆ แล้วก่อนหน้านั้นก็เคยเอาเพลงล็อตที่มีในมือไปให้พี่ๆ ในค่ายเขาลองฟังแล้ว แต่ตอนนั้นเพลงกลุ่มที่ว่ายังเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามกันอยู่ พวกผมก็เลยไปสร้างเพลงใหม่กันมาเรื่อยๆ โดยที่ระหว่างนั้นเราก็ทำเพลงต่อจากที่ได้ทำไว้แล้วบางส่วน คือตอนนั้นมันก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างเท่าไหร่ อย่างเนื้อเพลงจะยังมีแค่ประมาณ 10 – 20% ของทั้งเพลง แต่เราก็ได้นำมาทำต่อให้มันจบ” ปั๊ปอธิบาย

POTATO POTATO

“ส่วนเพลงที่ทำในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ถ้าเพลงใหม่เลยก็จะเป็นเพลง เธอทำให้ฉันรู้ นอกนั้นก็เป็นเพลงที่เราทำกันไว้เมื่อ 5 – 6 ปีที่แล้วอย่างเพลง เท่าไหร่ไม่จำ เราก็เอามาปัดฝุ่นใหม่ ไม่ใช่การขายของเก่านะ เพราะเพลงนี้เป็นเพลงใหม่สำหรับคนฟัง แต่สำหรับเรามันเป็นเพลงที่เราทำเพื่อรอจังหวะ รอเวลา มากกว่า”

แต่ด้วยจังหวะและเวลาที่ถูกต้องเหมาะสมนั้นไม่ได้มีมาตลอด รวมถึงอาจไม่ได้มีพร้อมสำหรับทุกคน หลายครั้งที่เหมือนทั้งสองปัจจัยนั้นจะมาถึงวง เพื่อที่จะต้องจากไปภายในเวลาเพียงไม่นาน

ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา สมาชิกทั้งสี่คนของโปเตโต้จึงต้องมองเห็นกลุ่มเพลงที่มีอยู่คงค้างในสต็อกและหัวใจครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่มีโอกาสออกมาสู่ภายนอกในรูปแบบของอัลบั้มเสียที แต่กระนั้นทุกคนโดยเฉพาะปั๊ป เลือกมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความเข้าใจ
“ผมก็ไม่กล้าบอกว่าเราคิดบวกนะ เพราะก่อนจะคิดบวกจริงเราก็ต้องคิดลบมาก่อนเสมอ มันก็มีปัญหาแหละ แต่สุดท้ายแล้วอยู่ที่ว่าเราจะเลือกมองจุดขาวในกระดาษดำมากกว่า ในสิ่งที่ดีมันก็มีสิ่งที่ไม่ดี และในสิ่งที่ไม่ดีมันก็มีสิ่งที่ดีซ่อนอยู่ พวกเราจะคุยกันเสมอว่า ถึงเราจะไม่ได้เป็นนักดนตรีที่เก่งระดับโลก แต่อย่างน้อยก็ต้องมีความสุขกับสิ่งที่เราทำ พูดง่ายๆ คือสนุกและรู้สึกไปกับทุกสิ่งที่เราทำให้ได้เยอะที่สุด แล้วก็นึกถึงคนฟังว่าเขาอยากได้ยินอะไร แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นสิ่งที่ยาก เพราะบางครั้งมันก็จะย้อนแย้งกับสิ่งที่ตัวเองรู้สึก แต่ในอีกมุมหนึ่งมันก็ถือเป็นเสน่ห์อีกแบบหนึ่งของชีวิตครับ” ปั๊ปกล่าวก่อนที่จะยิ้มออกมา

“เราก็แค่เอนจอยกับสิ่งที่มันเป็นไปเรื่อยๆ คือไม่ได้คิดมากจนถึงกับต้องปรับตัวตามสิ่งที่เปลี่ยนไป แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่ได้ปิดกั้น คือเราก็ดูว่ามีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง แล้วก็กลับมามองวงเรา ซึ่งเอาจริงๆ วงของเราก็เปลี่ยนไปตลอด ดังนั้น มันจึงไม่มีอะไรแน่นอน แล้วนับประสาอะไรกับวงการเพลง กระทั่งวงการธุรกิจ หรือวงการอะไรก็ตาม”

ดังเช่นที่ปั๊ปพูดว่า โปเตโต้นั้นถือเป็นวงดนตรีที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ๆ มาแล้วหลายครั้ง กระทั่งกานต์ มือกลองของวง ยังได้กล่าวในช่วงตอนหนึ่งว่า จุดนี้ได้กลายเป็นจุดเด่นของวงไปแล้ว สำหรับนักร้องนำที่เป็นหนึ่งเดียวซึ่งยืนหยัดร่วมกับโปเตโต้มาตั้งแต่ชุดแรกผู้นี้ล่ะ เขามีมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร

“มันก็มีทั้งได้ทั้งเสีย และมันก็มีเรื่องที่เราต้องเรียนรู้เยอะเหมือนกัน แต่สรุปแล้วผมขอเลือกทางที่มันได้ดีกว่า ซึ่งมันคือได้ในแง่ของทัศนคติ วันที่เราเป็นเด็กเราก็ไม่ได้รู้หรอกว่าการที่เพื่อนตายในวันที่เราอายุ 20 มันเป็นยังไง หรือการทะเลาะกันเรื่องการทำงานนั้นเป็นยังไง ตอนเด็กเราไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้หรอก เพราะตอนเด็กชีวิตเราก็มีแต่เรื่องเรียนหนังสือ และเที่ยวเล่นสนุกสนานไปกับเพื่อน ปัญหาใหญ่ที่สุดก็เป็นการงอนกันหรือความอิจฉาเพื่อน

“ส่วนหนึ่งมันก็มาจากความรู้สึกที่เรามีต่อกันมากๆ ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความคาดหวัง ที่เรามีต่อกัน ความอ่อนไหวของคน เวลาผ่านไปมันก็ทำให้ทุกอย่างแตกร้าวได้ง่าย คือมันไม่ใช่เรื่องงานที่เราวางแผนว่าอยากจะได้แบบนี้ และหากมันเป็นแบบนี้ถึงจะดีที่สุด แต่มันคือความคาดหวังในตัวซึ่งกันและกันนั้นมันพังทลายลงมามากกว่า ส่วนเรื่องงานมันคือข้ออ้างที่เราใช้ว่ามันคือสาเหตุของปัญหา แต่จริงๆ แล้วมันมาจากความรู้สึกลึกๆ ข้างในที่เรามีต่อสังคมหรือคนรอบข้างมากกว่า

“ปัญหาที่เกิดขึ้นมันทำให้ผมรู้สึกว่าผมยังไม่เข้าใจอะไรอีกเยอะเลย ผมยังต้องเรียนรู้อะไรอีกมากมาย ถามว่าโตขึ้นไหม ผมไม่ได้คิดว่ามันโตนะ แต่มันแค่เป็นบทเรียนหนี่งที่ทำให้เราเข้าใจ เป็นบทเรียนที่ไม่ใช่รูปแบบของตัวหนังสือ แต่เป็นบทเรียนที่เราเข้าใจด้วยความรู้สึกที่เราต้องเผชิญกับมันว่าเราจะผ่านมันไปยังไง นอกจากนั้น ถ้าเราลองปรับมุมมองนิดหนึ่งก็จะพบว่าจริงๆ แล้วมันก็เป็นเรื่องที่ดี ปัญหาและการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาในชีวิตเราก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน สุดท้ายแล้วปัญหาก็จะเป็นบ่อเกิดของปัญญาที่ดี”

POTATO

และเมื่อเวลาผ่านมาจนถึงตอนนี้ ผ่านการเปลี่ยนแปลงในสารพัดแง่มุม สารพันเรื่องราว ผ่านทั้งสุข ทุกข์ เศร้า ยินดี แล้วก็ความสูญเสีย 18 ปีกับโปเตโต้ ก็ยังคงเป็น 18 ปีที่มีคุณค่าความหมายมากมายสำหรับปั๊ปเสมอ

“ผมยังนึกไม่ออกว่าโปเตโต้เอาอะไรไปจากผมบ้าง เพราะผมรู้สึกว่ามีแต่ได้นะครับ ถ้าในแบบรูปธรรมล่ะก็ โปเตโต้ทำให้ผมได้มีบ้านที่เป็นชื่อของตัวเองตามกฎหมาย (หัวเราะ) นอกจากนั้น ก็ทำให้ผมได้รับประสบการณ์ ได้ความตื่นเต้นหลายๆ อย่างในชีวิต เราเริ่มตั้งแต่ที่แต่ละคนในวงยังไม่รู้จักดนตรี เหมือนแค่ชอบร้องเพลงเฉยๆ แต่กลับมีประตูบานใหญ่บานหนึ่งอยู่ตรงหน้า ซึ่งตอนแรกเราเองก็ไม่รู้ว่าจะเปิดไหวหรือเปล่า แต่เราที่เป็นคนตัวเล็กๆ นี่แหละบังเอิญเปิดมันได้เร็ว แล้วก็ค่อยๆ พบว่ามีแต่อะไรก็ไม่รู้อยู่ตรงหน้าเรามากมาย แล้วเราก็ค่อยๆ คลุกคลีอยู่กับมัน เรียนรู้และทำความเข้าใจไปเรื่อยๆ จนเราได้มีแฟนเพลงและมีความรักที่เกิดขึ้นกับแฟนๆ เพลงแบบไร้เงื่อนไข” ปั๊ปกล่าวพร้อมกับมองไปนอกหน้าต่าง

“นอกจากนั้น ยังทำให้ผมเข้าใจเรื่องความเจ็บปวดในแบบที่เราไม่คิดว่าจะได้เจอ มันเยอะและแน่นจนไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไง ทั้งเจอเพื่อนในวงการบันเทิง เจอเพื่อนนักดนตรีด้วยกัน เจอคนอ่อนแอ เจอตัวเองในรูปแบบคนอ่อนแอที่อยากยอมแพ้แล้ว ซึ่งก็เป็นช่วงก่อน 7 ปีที่แล้ ที่พี่ฟองเบียร์ นักแต่งเพลงที่เขียนเพลงให้เราประจำ มาบอกว่าจะไม่เขียนเพลงให้แล้ว และก็เกิดขึ้นพร้อมกับช่วงเวลาที่มือกีตาร์คนก่อนทำงานด้วยกันไม่ได้แล้ว ผมก็ยังอ่อนแอเหมือนเดิมนะ แต่สถานการณ์ตรงหน้าทำให้เราต้องสู้กับความอ่อนแอให้ได้มากกว่าเดิม ซึ่งถึงที่สุดแล้วเราไม่ชนะและไม่ได้สำเร็จในแบบที่คนอื่นคาดหวัง แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่เป็นนักสู้”

ฟ้ามืดสนิทแล้ว
เสียงนกร้องที่เคยเจื้อยแจ้วเงียบเสียงไปนานแล้ว ช่วงเวลาราตรีได้เข้ามาครอบครองบรรยากาศจนเต็มร้อย

มีเพียงขบวนแสงสีฟ้าที่ยังคงส่องเป็นทางยาวจากทางซ้ายไปด้านขวา ก่อนหน้าที่สลับกลับมายังฝั่งซ้าย ตามจังหวะของไลน์เบส และซาวนด์กีตาร์ที่แต่งแต้มบรรยากาศทั่วบริเวณให้ตรึงอยู่กับสภาวะอันแสนตรึงเครียด

ขณะที่บนเวทีเบื้องหน้านั้น ปั๊ปในสภาพเหงื่อโทรมกายยังผลให้เสื้อยืดสีดำของเขาที่ประทับลายภาพปกของอัลบั้มชุดล่าสุดนั้นเปียกแนบไปกับลำตัว

เขาเดินจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่งของเวทีอย่างไม่หยุดหย่อน ขณะที่มือของเขาคอยประคองถือไมโครโฟนให้จรดกับริมฝีปากอย่างมั่นคง ราวกับเพื่อไม่ให้สาส์นที่ตัวเขากำลังถ่ายทอดออกไปสู่ผู้ชมเบื้องล่างนั้นต้องตกหล่นไป

“เราไม่รู้แล้วล่ะว่าพรุ่งนี้จะยังไง ซีดีจะขายดีไหม คนจะฟังสตรีมมิ่งหรือเปล่า แฟนเพลงจะรักเราอยู่หรือเปล่า แต่ตอนนี้หน้าที่เราคือเล่นดนตรี ทำเพลง เราแค่ทำมันเปล่าวะ แค่ทำมันตอนนี้ มันก็ประสบความสำเร็จกันเองแล้ว ความกลัวเป็นสิ่งที่เราต้องสู้ทุกวัน ผมเองก็เช่นกัน เพราะฉะนั้น ก็แค่ทำ…แค่นี้”

แล้วจากนั้นกานต์ก็ฟาดไม้กลองไปยังไฮแฮตเพื่อให้สัญญาณเริ่มต้นเพลงต่อไป ก่อนที่ชูหั่งจะสะบัดคอร์ดที่ให้เสียงแผดสนั่น ขณะที่โอมก็โยกลำตัวไปมาโดยมีจุดศูนย์กลางของร่างกายอยู่ที่เครื่องดนตรีที่เขารัก

ชั่วขณะหนึ่ง ปั๊ปก็กรอกเสียงส่งคำร้องผ่านไมค์ไปยังผู้ชมถึงสิ่งเขาคิด…เชื่อมั่น…และถวายหัวร่วมกับโปเตโต้มาตลอดระยะเวลา 18 ปี…

รวมถึงชั่วเวลาต่อจากนี้ไป

ไม่ว่าจะต้องล้มให้ต้องลุก ไม่ว่าจะต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่จะเกิดขึ้นอีก แต่เขาก็ยืนหยัดที่จะยืนยันว่า…ไม่ว่าจะอย่างไร แก่นแกนแห่งความโปเตโต้ก็จะไม่มีวันเปลี่ยนไป

“รับรู้จากข้างใน ฟังแค่หัวใจ หัวใจเราเอง

แค่ทำสิ่งที่ใจ เลือกที่จะไป ไม่กลัว

แม้ว่าอาจต้องเจอ ความเจ็บช้ำใจ ช้ำใจเท่าไหร่

แค่ไม่กลับหลังไป เชื่อในหัวใจ”

POTATO

Writer

พีรภัทร โพธิสารัตนะ

คนรักดนตรีที่เริ่มต้นชีวิตนัก(อยาก)เขียนด้วยการเป็นนักวิจารณ์ดนตรีอิสระที่มีผล งานลงในนิตยสาร a day, Hamburger, Esquire และอีกมากมาย รวมถึงเคยถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตคนดังออกมาเป็นตัวหนังสือประเภทอัตชีวประวัติ มาแล้วหลายคน หลายเรื่องในหลายเล่ม ผ่านทั้งชื่อจริงและนามปากกาอย่าง ภัทรภี พุทธวัณณ นิทาน สรรพสิริ และวรวิทย์ เต็มวุฒิการ ก่อนหน้าที่จะผันตัวเองเป็น “บรรณาธิการตัวเล็ก” ให้กับนิตยสาร DDTแล้วนับจากนั้นบรรณาธิการตัวเล็กคนนี้ก็ไม่อาจหลีกหนีไปจากมนต์เสน่ห์ของานหนังสือได้อีกเลย ปัจจุบันทำหน้าที่บรรณาธิการบริหารให้กับนิตยสารแจกฟรีภาษาจีนที่ชื่อ “Bangkok Youth” และยังคงฟังเพลง เขียนหนังสือ และเสาะหาเรื่องดีๆ มาประดับความคิดอ่านอยู่เสมอ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

บ่ายวันหนึ่งระหว่างการทำงานหน้าคอม from Home

มีเสียงสัญญาณจากโปรแกรมแชตอันทรงอิทธิพลดังผ่านหูฟังไร้สายว่ามีคนส่งข้อความใหม่เข้ามา…

“อยากชวนมาสัมภาษณ์ลิปตาให้ The Cloud ในวาระเปิดค่ายใหม่ครับ”

หลังจากที่อ่านข้อความจบ กระบวนการตัดสินใจจากคำเชิญชวนนั้นก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แบบที่ไม่ต้องขบคิดอะไรให้มากนัก ทั้งจากประเด็นที่เชิญ ไปจนถึงคนชวนที่คุ้นเคยกันมายาวนานร่วม 20 ปี 

นับตั้งแต่ผมเป็นนักหัดเขียนที่มีโอกาสเข้าไปแวะเวียนในบริษัทของเขาคนนี้ ที่เพิ่งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยบรรณาธิการบริหารของนิตยสารอันดับต้นๆ ของแวดวงในเวลานั้นได้ไม่นานมาก ซึ่งด้วยอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่เปี่ยมด้วยไฟฝันในงานเขียนเหมือนๆ กัน ทำให้เราสนิทกันได้ไม่ยากนัก

ก่อนหน้าที่ผมจะก้าวเข้าสู่วงการนิตยสารแบบเต็มตัวในเวลาต่อมา และด้วยเส้นทางสายนี้เองก็ทำให้ได้ร่วมงานกับกลุ่มคนที่เพื่อนคนนี้ชวนให้สัมภาษณ์ คือ แทน-ธารณ ลิปตพัลลภ กับ คัตโตะ-อารมณ์ โพธิ์หาญ ผู้เป็นฝั่งดนตรีกับฝ่ายเสียงร้องตามลำดับให้กับดูโอที่มีชื่อว่า ‘ลิปตา’ ซึ่งถึงวันนี้ก็ได้ร่วมงานกันนานถึง 16 ปีแล้ว

16 ปีบนเส้นทางสายดนตรีของแทนและคัตโตะ จาก Lipta สู่การเปิดค่ายเพลง Kicks Record

นานพอที่จะเคี่ยวกรำประสบการณ์ในทุกด้าน ทุกมุม ของวงการเพลงได้อย่างถ่องแท้และรอบด้าน

และก็นานพอที่จะทำให้ ‘ลิปตา’ เป็นมากกว่าเพียงคู่ดูโอที่ผลิตเพลงป๊อปมากคุณภาพ ทว่าก้าวไปเป็นทีมดนตรีที่คนแวดวงดนตรีให้การยอมรับเรื่อยไปจนถึงมาใช้บริการ กระทั่งก้าวมาสู่การเป็นค่ายเพลงที่จะปลุกปั้นศิลปินใหม่ๆ ให้กับวงการต่อไป

คำถามก็คือ ทำไมต้องเป็น ณ เวลานี้ ที่โควิด-19 ได้ทำลายธุรกิจทุกแขนงจนแทบราบคาบไปหมดแล้ว แน่นอนว่ารวมถึงอุตสาหกรรมดนตรี เรื่อยไปจนถึงศิลปินอิสระจำนวนมากที่ได้ถอดใจและถอนตัวออกจากวงการนี้ไปแบบถาวร  

พวกเขามีแผนอะไรอยู่ในใจ…

16 ปีบนเส้นทางสายดนตรีของแทนและคัตโตะ จาก Lipta สู่การเปิดค่ายเพลง Kicks Record

Part 1 : Kickoff

“สวัสดีครับ แทน กับ คัตโตะ ไม่เจอกันนานมาก” ผมกล่าวทักทาย หลังจากที่ทั้งคู่ปรากฏตัวผ่านหน้าจอโปรแกรม Zoom ซึ่งให้บรรยากาศแทบไม่ต่างไปจากการได้สัมภาษณ์แบบเห็นหน้าเห็นตัวกัน อันเป็นข้อดีของเทคโนโลยีที่ก้าวไกล แม้ว่าด้วยพัฒนาการของนวัตกรรมจะเป็นผู้ร้ายสำคัญที่ Disrupt วงการเพลงจนย่อยยับ แต่ในอีกมุมหนึ่งของเหรียญก็นำมาซึ่งความสะดวกสบายนานาประการเช่นกัน 

โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเมื่อ 13 ปีก่อนที่ผมต้องพานักร้อง-นักดนตรีหลากหลายคนเดินทางไปไกลถึงถนนอักษะ อันเป็นย่านที่พักของแทน เพื่อบันทึกเสียงเพลงโปรเจกต์พิเศษประจำปีของนิตยสารที่ผมสังกัดอยู่ 

ตลอดระยะเวลา 5 ปีชั่วอายุของนิตยสาร พอถึงช่วงใกล้สิ้นปี ก็จะมีการหาทีมทำเพลงไปจนถึงนักร้อง นักดนตรีที่มีผลงานโดดเด่นในรอบปี เพื่อมาทำเพลงพิเศษรับปีใหม่ด้วยกัน โดยช่วงปลาย พ.ศ. 2551 นั้น แทนได้รับเลือกให้มาเป็นโปรดิวเซอร์และคนแต่งเพลงประจำปีนั้น ด้วยผลงานเพลงอันโดดเด่นของลิปตา

“สิบสาม สิบสี่ปีที่แล้วเลยนะนี่ ตอนนั้นยังมี โฟร์-มด อยู่เลย” แทนรำลึกความหลัง โดยกล่าวถึงศิลปินคู่ดูโอทีนไอดอลที่มีชื่อเสียงในเวลานั้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวงรวมดาวในโปรเจกต์เพลงพิเศษเพลงนั้น สะท้อนถึงไอเดียและความสามารถในการทำเพลงของแทน ซึ่งยังคงโดดเด่นมาจนปัจจุบัน

กระทั่งไม่น่าแปลกใจที่เขาจะกลายมาเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับหลายๆ ศิลปิน ซึ่งจำนวนมากก็เป็นอันดับต้นๆ ทั้งสิ้น อย่างล่าสุดก็ อิ้งค์-วรันธร เปานิล กับซิงเกิล เก่งเเต่เรื่องคนอื่น ทว่าความแข็งแรงในด้าน Music Production นั้น ก็ไม่ถือว่าเป็นต้นทุนที่จะรับประกันความสำเร็จของการทำค่ายเพลงซะทีเดียว โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ จึงนำมาซึ่งคำถามที่ติดค้างอยู่ในใจมาตั้งแต่แรกว่า ทำไม

“จริงๆ คัตโตะชวนผมทำค่ายกันมาประมาณสี่ปีแล้วครับ” คือคำตอบของแทน ก่อนที่จะกล่าวต่อไปว่า “แต่เหมือนผมยังไม่กล้า แล้วเราก็ยังต้องโปรดิวซ์ให้กับงานของหลายๆ คน รวมถึงงานของลิปตาด้วย นอกจากนั้นก็ยังมีเล่นคอนเสิร์ตอีก ซึ่งมันค่อนข้างใช้เวลาเยอะ จนกระทั่งมีโควิดก็ส่งผลให้เราไม่มีงานเลย ทำให้ได้มีเวลาคิด ได้มีเวลาหาคน ไปจนถึงได้มีเวลาหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ก็เลยมาบอกกับคัตโตะว่า เออ กูพร้อมละ คงต้องทำตอนนี้แหละ”

เพราะว่าว่างแล้ว ? -ผมถามไปแบบทีเล่นทีจริง ซึ่งแทนก็พยักหน้ารับ ก่อนจะเสริมต่อไปด้วยทรรศนะและมุมมองที่น่าสนใจมากว่า

“นอกจากนั้นช่วงนี้เป็นช่วงที่ทุกอย่างมันฮวบหมดเลย ซึ่งผมมองว่า ตอนที่มันถึงจุดต่ำสุดนี่น่าจะเป็นตอนที่เริ่มต้นได้ดีที่สุด เพราะจากนี้ไปมันก็จะมีแต่ขึ้น เลยตัดสินใจทำค่ายขึ้นมา โดยเราเริ่มคุยกันตั้งแต่ปีที่แล้ว จนเริ่มจริงจังคือปีนี้ แล้วก็เพิ่งเริ่มเปิดตัวเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ.​ 2021”

แล้วในมุมของคัตโตะล่ะครับ มองยังไงกับการ Kickoff กันตอนที่จุดที่ทุกอย่างฮวบไปกันหมด-ผมหันไปถามคนที่นั่งเงียบอยู่ข้างๆ แทนในจอ

“มันจะมีปัจจัยเรื่องของ Resource ที่เรามีด้วย คือแทนเขาจะดูแลเรื่อง Music Production ทำเรื่อง Management ได้ดี แล้วก็ทำเรื่อง Finance ได้ดีด้วย ส่วนผมทำพวกครีเอทีฟ เรื่องโครงสร้างบริษัท วิธีการทำเงิน ผมจะไปมองกลยุทธ์แบบ Marketing Plan พวกนี้มากกว่า ผมมองว่าเราเป็นทีมที่มีสองมุมซึ่งมันครบแล้ว และหลังจากที่เราทำงานมากับหลายๆ หน่วยงาน ผมเลยมองว่าด้วยต้นทุนที่เรามีเหมาะกับธุรกิจนี้ ถึงแม้ว่าตอนนี้มันจะยังไม่ค่อยดีก็ตาม” คัตโตะอธิบาย 

16 ปีบนเส้นทางสายดนตรีของแทนและคัตโตะ จาก Lipta สู่การเปิดค่ายเพลง Kicks Record

“ซึ่งผมก็ไม่รู้นะว่าอนาคตจะเป็นยังไง แต่แค่รู้สึกว่ามีโอกาสชนะมากกว่าแพ้ ผมก็เลยชวนแทนทำมาเรื่อยๆ คือคิดมานาน ไม่ได้คิดแบบขำๆ แบบเด็กวัยรุ่นอยากมีค่าย

“คือเราเองดูแลลิปตามาโดยไม่มีค่ายนี่ก็เกือบจะสิบปีแล้ว ซึ่งไม่ได้ยาก เพราะว่าเราทำกันเองทุกอย่างอยู่แล้ว แต่คราวนี้พอต้องมีค่าย มันก็จะต้องมีสตาฟ In House สักสามสี่คน แล้วเราก็เริ่มต้องดูแลคนอื่นแบบจริงจัง โดยดูแลมากกว่าแค่โปรดิวซ์เพลง แต่มีการลงทุนทั้งเวลา สตางค์ ลงทุนทุกอย่างลงไปในศิลปิน ฉะนั้นมันเลยเป็นอะไรที่ต้องใช้เวลาคิดหลายๆ อย่าง”

“แล้วความที่ในสามสี่ปีที่ผ่านมา เราผ่านการทำงานกับค่ายเพลง ก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง เลยคิดว่าน่าจะพร้อม แต่ผมก็บอกกับคัตโตะว่า เราจะเริ่มทำค่ายก็ต่อเมื่อเราเจอศิลปินเบอร์แรก เหมือนเช่นวันที่ พี่สุกี้ (กมล สุโกศล แคลปป์) เจอ Moderndog วันแรก แล้วเขาถึงตัดสินใจทำค่าย Bakery Music ขึ้นมา เพราะไม่อยากปล่อยโมเดิร์นด็อกไปอยู่ที่อื่น” แทนสรุปแนวคิดที่นำมาสู่จุดเริ่มต้นของค่ายเพลงที่พวกเขาตั้งชื่อให้ว่า ‘Kicks Records’ หลังจากที่พวกเขาได้พบกับศิลปินเบอร์แรกตามที่ตั้งใจเอาไว้แล้ว

แล้วทำไม Jeanius ถึงเป็นคนที่ใช่-ผมถามกลับไปถึง จีเนียส-โนวา มาคูก์เลีย ศิลปินคนแรกของ Kicks Records ซึ่งเปิดตัวด้วยซิงเกิล บอกชอบยังไง (ให้เธอไม่เกลียด) ซึ่งเป็นเพลงป๊อปที่ให้สัมผัสในแบบแจ๊สได้อย่างเหมาะเจาะ

“จริงๆ ก่อนหน้าที่จะเป็น Jeanius เราคุยมาหลายคนเหมือนกันครับ ผมก็ Scout มาบ้าง คัตโตะก็พามาคุยบ้าง แต่ก็ยังไม่รู้สึกร้อยเปอร์เซ็นต์ จนมาเจอ Jeanius ทาง YouTube” แทนอธิบายถึงเหตุผลที่เขาเลือกนักร้องนักแต่งเพลงหน้าใหม่คนนี้มาเป็นศิลปินเบอร์แรก ซึ่งเปรียบเสมือนภาพแรกของค่ายเพลงของเขาไปในคราวเดียวกันด้วย

“ผมรู้สึกว่าจีมีความคล้ายพวกเราอยู่ คือไม่ได้เป็นคนเก่งอะไรมากมาตั้งแต่แรก แต่เป็นคนที่พยายาม เป็นคนที่มานั่งเขียนเพลงทุกๆ อาทิตย์ ไม่ว่าเราอยากจะให้แก้อะไร เราอยากให้การบ้านอะไร เขาก็กลับไปทำมา เป็นเด็กที่มีความตั้งใจสูงมาก มีความทะเยอทะยาน อยากจะไปถึงจุดตรงนั้นที่ฝันไว้ให้ได้ แล้วก็ถูกปฏิเสธมาจากหลายค่ายเพลง ผมว่าผมเห็นแววตาบางอย่างที่รู้สึกว่าเขาน่าจะ Fit in กับเรา” แทนกล่าว ซึ่งหุ้นส่วนของเขาก็เห็นพ้องด้วย

“จริงๆ ผมก็ไม่ได้ซื้อแต่แรกนะ เพราะผมว่าจีไม่ใช่คนที่รู้สึกใช่ในแวบแรก แต่พอได้เห็นวิธีการทำงานแล้วก็ลูกฮึด ลูกสู้ มันก็สะท้อนตัวตนอะไรหลายๆ อย่างที่ดูมีความเป็นลิปตาเหมือนกัน ทำให้รู้สึกว่า เออ เราก็เคยเป็นแบบนี้นี่หว่า น่าจะลองทำอะไรกับเขาดู” 

“เรื่องภาพแรกของค่ายเนี่ย จริงๆ ผมซีเรียสนะครับ แต่ทำไปทำมาก็ปล่อยให้มันเป็นธรรมชาติไป ผมรู้สึกว่าบางครั้งไปยึดติดอะไรมากมันเหนื่อย ซึ่งเพลงของจีจริงๆ ก็มีหลายเพลงมาก แต่ท้ายสุดเราประชุมกันแล้วก็เลือกเพลงนี้ (บอกชอบยังไง (ให้เธอไม่เกลียด)) เพราะว่าเพลงแรกเราก็อยากให้ทุกคนได้เห็นครบทุกด้านของเขา ทั้งด้านการร้อง การแต่งเพลง แล้วก็การเต้น ผมว่าให้เป็นธรรมชาติของเขาแล้วเราก็สนุกไปกับตรงนั้น ซึ่งทั้ง จี จีเนียส กับศิลปินคนที่สองคือ เบนซ์ นั้นต่างเป็นเด็กอายุน้อยที่เขียนเพลงกันเก่งมาก เลยรู้สึกว่า เออ นั่นคงเป็นดีเอ็นเอของค่ายเรามั้ง” แทนอธิบาย

“ถ้าเป็นสมัยก่อน เราอาจจะเลือกศิลปินจากเสียงร้อง แต่สมัยนี้ผมเจอเด็กจากการที่เขาเขียนเพลงกันเอง อย่างจี ผมก็ไปเจอจากใน YouTube เอง คือผมว่ามันต้องเริ่มจากที่เขาต้องเริ่มทำอะไรสักอย่างก่อน ถ้าเขาฝึกร้องเพลงอยู่กับบ้านอย่างเดียว เราก็คงไม่มีทางไปเจอเขา อีกอย่างหนึ่งที่ผมจะใช้ในการพิจารณาเลยก็คือ คนนี้มีอะไรแตกต่างจากคนอื่นหรือเปล่า อย่างจี เพลงแรกๆ ที่ได้ฟัง ผมก็รู้สึกได้เลยว่า คนนี้ไม่เหมือนใคร หรืออย่างศิลปินคนที่สองนี่ยิ่งแล้วใหญ่ ไม่เหมือนใครเลย ผมเลยรู้สึกว่านั่นคือสิ่งที่ผมมองหา คือต้องเป็นคนที่อยู่นอกกรอบนิดๆ หรืออยู่ในกรอบหน่อยๆ ผมรู้สึกว่าตรงนี้เป็นเส้นที่ดีของการเป็นศิลปิน” 

“คือเราก็คาดหวังที่จะได้คนร้องดีอย่างนั้น เขียนเพลงได้อย่างนี้ ทุกคนต่างก็มีความคาดหวัง แต่ในความเป็นจริง มันก็เหมือนกับ…” คัตโตะหยุดที่ตรงนี้ก่อนที่จะหันไปหาแทน “เหมือนกับหาแฟนไหมพี่แทน สิ่งที่พี่แทนคิดกับสิ่งที่พี่แทนได้” 

16 ปีบนเส้นทางสายดนตรีของแทนและคัตโตะ จาก Lipta สู่การเปิดค่ายเพลง Kicks Record

“มันคนละอย่างกันนะครับ” แทนรีบปฏิเสธพร้อมหัวเราะลั่น

“พอถึงเวลาจริง อาจจะปุ๊บปั๊บๆ แล้วคลิกกันเลย” คัตโตะยังคงยืนกรานสานต่อมุกของเขาต่อไป

“แต่ผมไม่ค่อยปุ๊บปั๊บเท่าไหร่นะ” แทนยังคงปฏิเสธ 

“แต่ผมปุ๊บปั๊บไง” คัตโตะจึงยุติมุกไปซะเอง ก่อนจะหัวเราะร่าอย่างสาแก่ใจ

แม้จะถูกสลับฉากด้วยมุกสดล้นอารมณ์ขันของคัตโตะ สมกับที่สร้างชื่อให้ตัวเองในฐานะส่วนหนึ่งทีมเสือร้องไห้ ที่เป็นเซียนการสร้างคอนเทนต์โดนๆ มานักต่อนัก แต่จากข้อมูลศิลปิน 2 เบอร์แรกของ Kicks Records ที่ทั้งคู่กล่าวมาว่าต่างก็เป็นคนรุ่นใหม่ มีคาแรกเตอร์ มุมมองแนวคิด ไปจนถึงการใช้ชีวิตที่มีความเฉพาะตัวในแบบฉบับของเจนเนอเรชันปัจจุบัน ก็ดึงดูดความน่าสนใจได้ไม่น้อย สำหรับส่วนผสมของดีเอ็นเอระหว่างผู้บริหารค่ายที่เป็นคนรุ่นหนึ่ง (Gen Y) กับศิลปินที่เป็นคนอีกรุ่นหนึ่ง (Gen Z) 

“ผมเพิ่งคุยกับ ข้าว Fellow Fellow (ปณิธิ เลิศอุดมธนา) ไปเองว่า ยุคต่อจากนี้เป็นต้นไป ผมรู้สึกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของศิลปินที่เป็นเด็กของยุคนี้จะเขียนเพลงเองได้หมด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าแต่ละคนก็จะมีอะไรที่ชัดไปเลยว่าเขามาแนวไหน อาจจะต้องการแค่โปรดิวเซอร์มาคอยตัดขอบให้อีกทีเท่านั้น” แทนแสดงความคิดเห็นถึงกลุ่มคนที่จะกลายมาเป็นกำลังสำคัญของค่ายที่ลิปตาร่วมก่อร่างสร้างกันขึ้นมา ขณะที่คัตโตะก็เสริมว่า

 “ผมว่าในแต่ละเจนเนอเรชัน ค่ายมันมีความเป็นค่ายของยุคๆ นั้นอยู่น่ะ แล้วก็สิ่งที่ยุคก่อนหน้านี้เขาทำกันมันก็เป็นการทำให้เหมาะกับยุคนั้นๆ นั่นแหละ ขณะที่ผมรู้สึกว่าต่อไปศิลปินใหม่ๆ เขาก็จะมีวิธีการทำงานแบบใหม่ๆ ซึ่งเราก็ควรจะมีทั้งเรื่องสัญญา เรื่องวิธีการทำงานที่ซัพพอร์ตกับเขา สิ่งที่เราทำอยู่ก็เป็นอะไรที่มันอัปเดตแล้ว ส่วนศิลปินที่เรามีตอนนี้ ผมว่าพวกเขาก็เป็นตัวแทนของยุคตัวเองจริงๆ เชื่อว่าอีกหน่อยพวกเขาก็จะต้องเบ่งบานแน่นอน”

ทะยานจาก '0' สู่ 'ลิปตา' การเดินทางเอาตัวรอดบนเส้นทางสายดนตรีของคู่หูแทนและคัตโตะ สู่การเป็นผู้บริหารค่ายเพลงใหม่

Part 2 : Kick-Start 

เมื่อการสนทนาดำเนินมาจนถึงตอนนี้ ภาพในหัวของผมก็พลันย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นในสมัยที่ลิปตายังเป็นศิลปินหน้าใหม่ทั้งของยุคสมัย ของวงการ และสำหรับการรับรู้จากของตัวผมเองเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว 

เป็นเริ่มต้นที่แรกก่อตัวจากจุดเล็กๆ ในฐานะศิลปินอินดี้ที่ยังไม่ได้สังกัดกับค่ายไหนเลยด้วยซ้ำ ทว่าเพลงเปิดตัวของพวกเขาคือ ‘กอดตัวเอง’ ก็สามารถสร้างกระแสในคลื่นวิทยุที่เปิดกว้างในเลือกเปิดเพลงอย่าง Fat Radio ได้ไม่เบา ในฐานะเจ้าของเพลงป๊อปน้ำดีทั้งที่ยังเป็นหน้าใหม่ของวงการ

ความโดดเด่นของ กอดตัวเอง นั้นมากพอที่จะสะดุดความสนใจของ บอย โกสิยพงษ์ ที่เพิ่งออกจากค่าย Bakery Music มาได้ไม่นาน ให้ตัดสินใจดึงลิปตาไปอยู่ในค่ายใหม่ของเขาคือ LOVEiS ใน พ.ศ. 2548

อันเป็นช่วงปีที่วงการเพลงเริ่มถูก Disrupt อย่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเทคโนโลยีการแชร์ไฟล์เพลงกันได้เพียงปลายนิ้วคลิก  ทั้งจากโปรแกรมอย่าง Napster ผู้บุกเบิกโมเดล Peer-to-Peer คือการแชร์เพลงจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งสู่คอมพิวเตอร์อีกเครื่อง ซึ่งขยับขยายการบ่อนทำลายธุรกิจเพลงออกไป จากรูปแบบการโจรกรรมทรัพย์สินทางเสียงเพลงในรูปแบบมาตรฐานเวลานั้นอย่างเทปผีซีดีเถื่อน 

ซึ่งวงการดนตรีต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่จะเริ่มตั้งหลักจากซากปรักของธุรกิจเพลงได้ 

ลิปตาเองได้เริ่มต้นมาจากช่วงเวลาแห่งสถานภาพที่ใกล้ล่มสลายนั้น ทว่าก็คงไม่ผิดแผกไปจากที่ Noel Gallagher อดีตแกนนำของวง Oasis ได้เคยกล่าวเอาไว้เมื่อครั้งหนึ่งว่า

“ถึงเวลาเทคโนโลยีจะลิดรอนรายได้เกือบทั้งหมดไปจากศิลปิน แต่ความคิดฝันที่อยากทำงานเพลงของคนจำนวนมากกลับไม่ลดน้อยลงเลย”

เมื่อความคิดมาตกอยู่ในจุดนี้ ผมก็เกิดคำถามขึ้นว่า เมื่อมองกลับไปยังช่วงวันอันแสนบอบบางของวงการ ณ 16 – 17 ปีที่แล้ว พวกเขามองเห็นภาพอะไรกันบ้าง ในวันที่สถานการณ์รอบด้านได้ถูก Disrupt อีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้เป็นเรื่องของโรคระบาดครั้งใหญ่ มิใช่ปัจจัยในด้านเทคโนโลยีอย่างในคราวนั้น

“เอาเข้าจริงผมไม่ได้คิดอะไรมากมายในตอนนั้นนะครับ เราอาจจะโชคดีที่ลิปตาไม่ได้เริ่มจากการขายเทปได้ล้านตลับ แต่เราเริ่มจากวันที่ลิปตาขายซีดีได้ประมาณหมื่นแผ่น ซึ่งหมื่นแผ่นถ้ามาตอนนี้ โคตรเยอะ แต่ตอนนั้นถือได้ว่าไม่ประสบความสำเร็จเลย ดังนั้น เราจึงเหมือนสตาร์ทจากตรงจุดที่เป็นศูนย์ ณ จุดต่ำสุดของการขายซีดีเลย ขณะที่ MP3 กำลัง Big มาก แต่เพราะเราไม่ได้เริ่มจากการที่ขายได้ล้านแผ่น แล้วมาเจอ MP3 Disrupt จนกระเจิดกระเจิง ตอนนั้นเลยไม่ค่อยรู้สึกว่ามันเป็นปัญหา” แทนรำลึกถึงจุดเริ่มต้นของลิปตาเอาไว้เช่นนั้น ขณะที่คัตโตะก็ให้ข้อคิดเห็นเสริมในประเด็นนี้ว่า

“ผมว่ามันก็มีปัญหาทุกยุคแหละ ถ้าเราย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ ทุกธุรกิจ หรือประวัติศาสตร์วงการเพลงก็มีปัญหาอยู่เสมอ อย่างเช่นสมัยก่อน นักดนตรีเล่นดนตรีอย่างเดียว ห้างแผ่นเสียงก็ขายแผ่นไป จนกระทั่งมีวิทยุเข้ามาก็เลยเริ่มขายแผ่นเสียงไม่ได้” คัตโตะให้ข้อคิดเห็น ขณะที่แทนก็ตามน้ำทันที 

“แล้วแผ่นเสียงก็โดน Disrupt โดย Cassette Tape” 

“วิทยุก็โดน Disrupt โดยทีวี ทีวีก็โดน YouTube โดนอินเทอร์เน็ต Disrupt อีกทีหนึ่ง” คัตโตะสรุป ก่อนจะขยายความว่า “คือมันจะมีช่วงหลุมๆ ที่ยากอยู่จุดหนึ่งเสมอ แต่สุดท้ายแล้ว ด้วยความเป็นศิลปิน ถ้าเพลงคุณดี คาแรกเตอร์คุณดี จะวางลงตรงไหนก็ยังพอไหวอยู่บ้าง แน่นอนมันก็จะมีหลุมที่ยาก แต่ก็ต้องฝ่ามันไปให้ได้ด้วยวิธีหลายๆ อย่าง รวมทั้งต้องปรับตัว เพราะฉะนั้น การทำธุรกิจค่ายเพลงต่อไปในทุกยุคจากนี้ไปก็คงจะมีอะไร Disrupt มาอีกเรื่อยๆ ก็ต้องเผื่อใจแล้วก็ยอมรับว่า มันจะมีหลุมให้ต้องปรับตัวอยู่เสมอ” 

ทะยานจาก '0' สู่ 'ลิปตา' การเดินทางเอาตัวรอดบนเส้นทางสายดนตรีของคู่หูแทนและคัตโตะ สู่การเป็นผู้บริหารค่ายเพลงใหม่
ทะยานจาก '0' สู่ 'ลิปตา' การเดินทางเอาตัวรอดบนเส้นทางสายดนตรีของคู่หูแทนและคัตโตะ สู่การเป็นผู้บริหารค่ายเพลงใหม่

ด้วยชุดความคิดและทัศนคติเช่นนี้ มีส่วนสำคัญที่ทำให้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานานถึง 16 ปี ลิปตายังคงมีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่สามารถออกผลงานในรูปแบบของอัลบั้มอย่างสม่ำเสมอได้ อย่างอัลบั้มชุดหลังสุดคือ Young ก็ออกมาตั้งแต่ ค.ศ. 2014 กว่าที่ได้กลับมากับอัลบั้มใหม่คือ Super Serious ใน ค.ศ. 2021 นี้เอง แต่กับเรื่องของการออกเพลงใหม่ๆ นั้น ลิปตาไม่เคยปล่อยแฟนเพลงต้องรอคอยกันนาน แม้ช่วงเวลาที่ผ่านมาพวกเขาจะต้องเผชิญกับสารพันหลุมพรางที่เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ ตลอดทาง 

แต่ก็อย่างที่คัตโตะได้กล่าวเอาไว้ว่า คนที่อยู่รอดคือคนที่รู้จักปรับตัว การก้าวมาถึงวันนี้ที่ขยับขึ้นมาพ่วงตำแหน่งเจ้าของค่ายเพลง จึงไม่ใช่เรื่องฟลุ๊กหรือความคิดคะนองชั่วแล่นเท่านั้น 

“พออายุเปลี่ยนไป เราก็ควรจะปรับการทำงานให้มันเหมาะกับยุคและวัยของตัวเองด้วย ช่วงเริ่มต้นอาจจะเคยทำงานด้วยสกิลล์ระดับหนึ่ง แต่พอเวลาผ่านไป เราก็ต้องปรับมาทำด้วยสกิลล์บวกเข้ากับความเก๋า แล้วพอมาถึงตอนนี้ ก็เป็นการเริ่มชีวิตในสายการบริหารงาน ซึ่งผมว่าเหมาะสมกับวัยดีครับ” คัตโตะกล่าว 

“แต่ละสเตจของธุรกิจนี้มันก็มีหลายอย่างที่ต้องทำ ทั้งในจอ นอกจอ ทั้งก่อนเวที หลังเวที แล้วก็มีเรื่องที่ต้องเรียนรู้เรื่อยๆ ซึ่งการเรียนรู้ที่ผ่านมาทำให้ผมค่อยๆ รู้ว่า แผนที่ดีที่สุดก็คือแผนที่ Flexible ปรับตัวให้ไว ขณะเดียวกันการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก็คือไม่วางแผน เพราะการแก้ปัญหามันแพลนยาก ต้องใช้ประสบการณ์ในการดีลถึงจะทำได้ดี ซึ่งไอ้ Know How ตรงนี้ของเราก็น่าจะช่วย Shortcut ศิลปินในค่ายของเราได้ ยิ่งถ้าได้ทำงานกับคนที่เขามีความเชื่อในตัวเรา แล้วรู้จักเอาไปปรับปรุงเป็นของเขาเอง ผมว่าเขาก็จะเรียนรู้ได้เร็ว”  

แปลว่าประสบการณ์สิบหกปี ก็ทำให้พวกคุณสามารถวางแผนหรือเอาตัวรอดได้อยู่มือขึ้นใช่ไหม-ผมถาม ซึ่งคราวนี้แทนเป็นฝ่ายตอบบ้าง

 “แน่นอนครับ เพราะว่าประสบการณ์ที่เราทำธุรกิจเรื่องดนตรีมาสิบหกปี มันก็เหมือนคนทำอาหารทุกวันน่ะครับ ก็ย่อมมีประสบการณ์ มีความชำนาญ นอกจากนั้น ด้วยระยะเวลาสิบหกปีที่ถือว่านานพอสมควร เราทำตรงนี้มาเยอะจนได้รู้เรื่องตรงนี้ครบทั้งลูปแล้วว่ามีอะไรบ้าง นอกจากนั้นเราก็มีพี่น้องในวงการเยอะมาก ให้คอยถามปรึกษาหารือ มันก็เลยโอเค” 

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ที่เป็นทั้ง 16 ปีแห่งความหลัง และ 16 ปีแห่งความหวังของทั้งสองคนจึงเป็นเส้นทางที่ยืนนานและมั่นคง แม้จะไม่เคยราบเรียบจนสามารถกล่าวได้ว่าราบรื่น จนอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้เหมือนกันว่า สาเหตุที่ทำให้ทั้งคู่ยังคงเลือกที่จะร่วมทางกัน และเลยเถิดมาจนถึงการร่วมหุ้นทำธุรกิจด้วยกันในวันนี้คืออะไร ซึ่งคำตอบของแทนคือ

“ผมว่าวงจะอยู่ด้วยกันได้ ความสัมพันธ์ในวงมันต้องเป็นความสัมพันธ์ที่โอเคระดับหนึ่งเลย ถ้ามัน Fake หรือคบเพื่อผลประโยชน์อย่างเดียว ไม่มีทางยืดมาได้ถึงสิบหกปี” 

  “งั้นขาดกัน (หัวเราะ)” มุกของคัตโตะยังคงแพรวพราว

“ใจเย็นๆ” แทนรับลูกพร้อมหัวเราะ “ความสัมพันธ์ในวงต้องเป็นความสัมพันธ์ที่พูดกันตรงๆ ได้ ต้องไม่หยุมหยิมกัน ผมว่าอันนี้เป็นหัวใจหลักเลย คราวนี้พอความสัมพันธ์ในวงมันโอเค งานที่ออกไประหว่างสิบหกปีนี้มันก็ต้องเป็นงานที่โอเคในระดับหนึ่งด้วย ถึงยังคงมีงานต่อมาเรื่อยๆ ซึ่งก็เป็นผลจากการทำงานหนักของทั้งคู่ว่า เฮ้ย เราจะทำอะไรกันต่อ เฮ้ย แนวดนตรีชุดนี้ควรมีการปรับเปลี่ยนอะไรยังไงบ้าง แล้วพอได้ออกไปเล่นโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ และทุกคนร้องเพลง ฝืน กันได้ ทั้งๆ ที่ในวันที่เราปล่อยเพลงเมื่อสิบหกปีที่แล้ว น้องๆ เขาอาจจะยังไม่เกิดเลยด้วยซ้ำไป ผมว่าตรงนั้นมันก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าวงมันยังไปได้” 

“ผมว่ามันเป็นเรื่องวิ่งระยะยาวที่แต่ละคนไม่ต้องวิ่งเร็วมาก เพียงแค่อย่าหยุดวิ่ง วิ่งไปเรื่อยๆ ภาพของลิปตาในความคิดของผมน่าจะเป็นประมาณนั้น” คัตโตะอธิบาย ขณะที่แทนก็เสริมว่า

“ถ้าผมวิ่งช้าหน่อย คัตโตะก็จะคอย เฮ้ย เร็วขึ้นหน่อยสิวะ ผมว่าข้อดีคือมันมีคนคอยดึงๆ กันอยู่ครับ”  

ถ้าคุณกลับไปยังวันที่เพิ่งทำเพลง กอดตัวเอง ออกมาได้ คุณอยากบอกกับตัวเองว่าอะไร-ก๊อกคำถามผมยังคงพรั่งพรู 

“อย่างแรกเลย คัตโตะมาตรงเวลามากขึ้นครับ (หัวเราะ) สมัยนั้นคัตโตะมาที่ห้องอัดสายสองชั่วโมงครึ่งถึงสามชั่วโมงเลยครับ ซึ่งทุกวันนี้ก็ตรงเวลามากขึ้นครับ สำหรับตัวผมเหรอครับ (นิ่งคิด) ผมก็คิดถึงตัวเองสมัยสิบหก สิบเจ็ดปีที่แล้วมากเหมือนกัน เป็นช่วงวันที่เราเขียนเพลงโดยไม่ต้องพะวงอะไร ไม่ต้องมาคิดว่ามันจะดังหรือไม่ โดยรวมมีความเป็นเด็กวัยขบเผาะมาก แค่ได้ทำเพลง ได้ทำอัลบั้ม ก็ดีใจมากแล้ว ไม่ต้องคิดเลยว่าเพลงจะดังไหม แค่ทำออกมาตามที่เราชอบ ซึ่งถ้าให้กลับไปเขียนเพลงแบบนั้นสิบหกปีให้หลังก็ทำไม่ได้แล้ว

“ส่วนที่อยากบอกก็คงแค่… มึงก็ทำต่อไปเรื่อยๆ อย่าหยุดก็แล้วกัน แค่นั้น มึงมีหน้าที่เขียนเพลงก็เขียนเพลงไป แล้ววันหนึ่งมึงก็จะไปเจอทางที่ค่อยๆ เปิดออกไปอีกเรื่อยๆ จากที่ทำลิปตา ก็ได้เริ่มโปรดิวซ์ โปรดิวซ์ไปซักพักหนึ่งก็ทำค่าย ทุกอย่างก็เป็นสเต็ปไป สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จึงเกิดมาจากที่พวกเราทำงานกันหนัก” แทนอธิบาย 

“สำหรับผมมองกลับไปก็รู้สึกดีครับ สนุกดี มาไกลดี” คัตโตะรับช่วงต่อ

“เมื่อก่อนอาจจะเดายากว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปบ้าง แต่พอเห็นรากฐานของอดีตแล้วก็พอจะเดาได้ว่า อนาคตพอจะทำอะไรได้บ้าง มันก็ทำให้เราไม่ตื่นตระหนกกับอนาคตมากจนเกินไป ส่วนอยากบอกอะไรกับตัวเองเหรอ ก็คงจะบอกว่า อีกหน่อยมึงจะโอเค ไม่ต้องเป็นห่วง มึงทำๆ ไปเถอะ (หัวเราะ) ผมเป็นคนไม่ชอบทำงาน สมัยก่อนผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำอะไรที่มันจะดีได้ แต่พอผ่านมาแล้วก็โอเค มันก็มีวิธีของมันอยู่นั่นแหละ สู้ๆ นะมึง เดี๋ยววันหนึ่งมึงก็จะมีข้าวกิน (หัวเราะ)”  

ทะยานจาก '0' สู่ 'ลิปตา' การเดินทางเอาตัวรอดบนเส้นทางสายดนตรีของคู่หูแทนและคัตโตะ สู่การเป็นผู้บริหารค่ายเพลงใหม่

“ตลอดเวลาสิบหกปีมานี้ ในระหว่างที่ทำงานกันมาเรื่อยๆ ทำกันแบบไม่หยุดพัก ก็มีศิลปินที่หายกันไปเยอะเหมือนกัน เป็นการเดินทางที่ยาวนานมาก เชื่อไหมว่าสิบหกปีที่แล้วเรายังทัวร์แคมปัสกับ กอล์ฟ-ไมค์ อยู่เลย” แทน รำลึก

“เดี๋ยวนี้พวกเราเป็นไม้กอล์ฟแทนแล้ว (หัวเราะ)” คัตโตะเสริม 

“ตอนนั้นมี กอล์ฟ-ไมค์ เฟย์ฟางแก้ว โฟร์-มด อยู่ในจุดพีก จากวันนั้นมาวันนี้ก็มีวงใหม่ๆ ขึ้นมาอีกเพียบเลย โดยที่ลิปตาก็ยังคงมีผลงานออกมาอยู่ ถือว่าเราก็ใช้ได้เหมือนกัน” แทนกล่าวอย่างภาคภูมิใจ

บอกกับตัวเองไปแล้ว งั้นมีอะไรอยากบอกกับนักร้องนักดนตรีรุ่นใหม่ๆ อีกบ้างครับ-ผมขมวดเข้าสู่คำถามชุดท้ายๆ หลังจากที่เวลาได้ผ่านไปนานกว่าชั่วโมงแล้ว

“ตบไหล่ๆ สู้ๆ นะมึง (หัวเราะ)” 

แทนกล่าวทีเล่น ขณะที่คราวนี้เป็นทีของคัตโตะที่จะกล่าวทีจริงบ้าง

“ผมจะบอกเขาว่าไม่ต้องฝันเยอะมาก ฝันวันละนิดก็พอ ผมเคยฟังเรื่องของทฤษฎีหนึ่งองศา ที่บอกว่าเราไม่ต้องคิดทำอะไรใหญ่โต มีความสำเร็จมากๆ ไปซะทั้งหมดหรอก บางครั้งที่หัวใจไม่ค่อยแข็งแรง ก็ให้คิดแค่องศาเดียว เช่นวันนี้ ตื่นขึ้นมาแล้วพับผ้าปูเตียงนั่นก็ถือเป็นความสำเร็จแล้ว หรือถ้าอยากจะเป็นนักร้อง ก็ยังไม่ต้องไปคิดว่าวันนี้จะต้องได้ออกอัลบั้ม คิดแค่วันนี้ได้ออกไปร้องเพลงให้สักคนหนึ่งฟัง ต่อไปก็ค่อยๆ เพิ่มเป็นสองสามคน ไม่ต้องคิดมาก คิดแค่วันละหนึ่งจ๊อบ วันละหนึ่งองศา ซึ่งแม้จะดูว่าเล็กน้อยมาก แต่แค่องศาเดียวเนี่ยแหละ พอเวลาผ่านไปสิบปี ก็กลายเป็นระยะห่างที่กว้างมากเลย”

  “ผม (แทน) ว่าศิลปินไม่ต้องเครียดอะไรมากครับ พวกผมสิต้องเครียด (หัวเราะ) ศิลปินนี่จากศูนย์ มีแต่ขึ้น ห้าขึ้น สิบขึ้น ร้อยครับ” 

“สบายเลยใช่ไหม” คัตโตะดักคอ

“ก็ไม่สบายมาก แต่ว่าก็ง่ายกว่าพวกผมสมัยเมื่อสิบหกปีที่แล้ว ลิปตานี่ทุกอย่างเริ่มต้นมาแบบป๊องแป๊งเลย แต่ไอ้ป๊องแป๊งที่ว่านั้นมันก็ทำให้เรามาได้ถึงวันนี้ครับ” แทนกล่าว

  “ตอนแรกที่บอกจะทำค่ายกัน แทนบอก เฮ้ย อยากทำกับพาร์ตเนอร์ใหญ่ๆ แต่ผมบอกกับแทนว่า ต้องเริ่มแบบป๊องแป๊งสิถึงจะดี ช่วงหนึ่งถึงสองปีแรกจะยากหน่อย แต่สุดท้ายว่าเราจะได้ Environment ได้ Ecosystem ได้ต้นไม้ป่าหญ้า แล้วก็ได้กล้ามเนื้อด้วย ผมว่ามันต้องลองลุยดู หัดคิด หัดทำ หัดเดินไปเรื่อยๆ อาจจะช้าหน่อย แต่มันจะแข็งแรง จะเสถียร แล้วก็จะมั่นคงกว่าแน่นอน” คัตโตะเอ่ยตบท้าย

ทะยานจาก '0' สู่ 'ลิปตา' การเดินทางเอาตัวรอดบนเส้นทางสายดนตรีของคู่หูแทนและคัตโตะ สู่การเป็นผู้บริหารค่ายเพลงใหม่

Part 3 : Bottom Up

หน้าจอคอมพิวเตอร์กลับมาสู่หน้า Desktop อีกครั้ง หลังจากที่ได้ร่ำลากับแทนและคัตโตะ พร้อมกับปิดโปรแกรม Zoom เพื่อบทสนทนาได้ไปถึงช่วงเวลาสุดท้าย

หากความคิดในหัวของผมยังคงโลดแล่นอยู่กับสารพันเรื่อง สารพัดเสียงที่เพิ่งเสร็จสิ้นไป

“จุดต่ำที่สุดน่าจะเป็นตอนที่เริ่มต้นได้ดีที่สุด” 

จากคำพูดนี้ของแทน ทำให้มีคำคำหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของผม

คำนั้นคือคำว่า ‘Bottom’ 

  ซึ่งเป็นคำที่สะท้อนถึงหลากหลายคำพูดของทั้งแทนและคัตโตะตลอดการสัมภาษณ์ ที่ระบุอย่างชัดเจนว่า จุดเริ่มต้นในแต่ละบทของเส้นทางสายนี้ของลิปตานั้นต่างต้องผ่านจุดที่อยู่ในแนวระนาบเดียวกับเลข 0 มาแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะในฐานะลิปตาเมื่อกว่า 10 ปีก่อน หรือในฐานะเจ้าของค่าย Kicks Records ใน ค.ศ. 2021 นี้

แต่ถึงอย่างนั้น จากจุดเริ่มต้นที่เป็นศูนย์ที่ว่านั้น ก็ต่อยอดทอดยาวมาจนถึงทุกวันนี้… ที่กลับมายืนศูนย์ในอีกบริบทหนึ่ง ในอีกบทบาทหนึ่งได้

เพียงแต่เป็นจุดศูนย์ที่ไม่ใช่ Bottom ซึ่งหมายความถึง ต่ำสุด หรือ ท้าย อีกต่อไป

ทว่าปรับเปลี่ยนไปเปรียบได้กับคำว่า Bottom Line แทน ซึ่งให้ความหมายได้ทั้ง ‘ผลดำเนินการ’ และ ‘ส่วนสำคัญที่สุด’ 

เพราะดังที่ทั้งสองคนได้กล่าวเอาไว้ ว่าตราบเท่าที่ทั้งคู่ยังคงมุ่งมั่นทำงาน และยังคงมุ่งหน้าไปพร้อมกับความเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำอย่างไม่ลดละ ไม่ว่าแต่ละก้าวที่ย่างไปนั้นจะเร็วหรือจะช้าสักเพียงใด หรือเป้าหมายที่ปลายทางจะอยู่ไกลลิบตาก็ตาม

ตราบนั้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นย่อมมีแต่จะดีขึ้น สูงขึ้น และมีส่วนสำคัญมากยิ่งขึ้นทั้งต่อตัวเอง และต่อบริบทต่างๆ ของสังคมได้แน่นอน

ลิปตาได้ใช้เวลา 16 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็น… ด้วยชีวิตและความฝันของพวกเขาแล้ว

ทะยานจาก '0' สู่ 'ลิปตา' การเดินทางเอาตัวรอดบนเส้นทางสายดนตรีของคู่หูแทนและคัตโตะ สู่การเป็นผู้บริหารค่ายเพลงใหม่

Writer

พีรภัทร โพธิสารัตนะ

คนรักดนตรีที่เริ่มต้นชีวิตนัก(อยาก)เขียนด้วยการเป็นนักวิจารณ์ดนตรีอิสระที่มีผล งานลงในนิตยสาร a day, Hamburger, Esquire และอีกมากมาย รวมถึงเคยถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตคนดังออกมาเป็นตัวหนังสือประเภทอัตชีวประวัติ มาแล้วหลายคน หลายเรื่องในหลายเล่ม ผ่านทั้งชื่อจริงและนามปากกาอย่าง ภัทรภี พุทธวัณณ นิทาน สรรพสิริ และวรวิทย์ เต็มวุฒิการ ก่อนหน้าที่จะผันตัวเองเป็น “บรรณาธิการตัวเล็ก” ให้กับนิตยสาร DDTแล้วนับจากนั้นบรรณาธิการตัวเล็กคนนี้ก็ไม่อาจหลีกหนีไปจากมนต์เสน่ห์ของานหนังสือได้อีกเลย ปัจจุบันทำหน้าที่บรรณาธิการบริหารให้กับนิตยสารแจกฟรีภาษาจีนที่ชื่อ “Bangkok Youth” และยังคงฟังเพลง เขียนหนังสือ และเสาะหาเรื่องดีๆ มาประดับความคิดอ่านอยู่เสมอ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load