10 กันยายน 2563
10 K

ใครที่ยังคงชื่นชอบงานนิทรรศการภาพถ่ายผู้คนแห่งเจริญกรุง หรือ Portrait of Charoenkrung ที่จัดขึ้นในช่วงงาน Bangkok Design Week เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เรามีความยินดีที่จะแจ้งให้ทราบว่า ตอนนี้นิทรรศการภาพถ่ายผู้คนนี้กำลังจัดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในรูปแบบที่พิเศษมาก เพราะได้ย้ายสถานที่ไปจัดยังเมืองสงขลา ภายใต้ชื่อว่า Portrait of Songkhla ที่ตัวเมืองเก่าสงขลาในช่วงวันที่ 11 – 27 กันยายน พ.ศ. 2563 

Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

โดยนิทรรศการ Portrait of Songkhla นี้ยังคงได้รับการดูแลโดยทีมงานเจ้าเดิมคือ CEA (Creative Economy Agency) ร่วมกับ เอ๋-ปกรณ์ รุจิระวิไล ผู้ก่อตั้งแกลเลอรี่ a.e.y.space ในฐานะผู้จัดงาน และโรงเรียนสังเคราะห์แสงที่ประกอบไปด้วยสมาชิกผู้รักการถ่ายภาพเป็นชีวิตจิตใจทั้งสี่คน ได้แก่ ตุลย์ หิรัญญลาวัลย์, เอ็กซ์-อาวุธ ชินนภาแสน, โต้-วิรุนันท์ ชิตเดชะ และ แบงค์-ชัยพฤกษ์ เฉลิมพรพานิช มาร่วมกันสร้างให้นิทรรศการนี้เกิดขึ้นได้ ณ เมืองสงขลา 

ถ้านิทรรศการที่เจริญกรุงคือการเปลี่ยนพื้นที่ให้กลายเป็นย่านที่เป็นมิตรกับบรรดาช่างภาพ ด้วยการเริ่มต้นจากนิทรรศการภาพถ่าย Portrait of Songkhla นี้ก็มีเป้าหมายคล้ายกัน คือสร้างการเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้เมืองสงขลา 

เพราะกระดาษแผ่นบางๆ ที่เราเรียกกันว่า ‘ภาพถ่าย’ นั้นมีพลังมากกว่าที่เราคิด 

และนี่คือเรื่องราวของภาพถ่ายแห่งสงขลา

นิทรรศการ Portrait of Songkhla ผู้คนแห่งสงขลา

สถานที่จัด : โรงสีแดง หับ โห้ หิ้น ถนนนครนอก เปิดทุกวัน 10.00-18.00 น.

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการนี้ส่วนหนึ่งมีที่มาจากที่ CEA มีแผนจะตั้งศูนย์การเรียนรู้ใหม่ที่เมืองสงขลา บริเวณศาลหลักเมืองใกล้โรงงิ้ว และจะจัดงานนิทรรศการ Songkhla (Old Town) Creative District เพื่อเป็นการเปิดตัว โดยได้ชวนพาร์ตเนอร์คนอื่นๆ มาจัดนิทรรศการสร้างสรรค์คู่กันไปด้วย และนั่นก็คือ Portrait of Songkhla

“ในส่วนของ a.e.y. Space เราก็ทำงานศิลปะกับเมืองและชุมชนมาประมาณแปดปีแล้ว ตอนต้นปีผมมีโอกาสขึ้นไปกรุงเทพฯ และดูงาน Portrait of Charoenkrung ตอนนั้นขนลุกมาก รู้สึกว่าคอนเทนต์แบบนี้มันทำที่บ้านเราได้ เพราะก่อนหน้านี้เราก็เคยขอภาพเก่าจากคนในชุมชนมาจัดนิทรรศการพร้อมกับเล่าเรื่องบ้านของตัวเอง พอได้รับการติดต่อจากทาง CEA มันเหมือนทุกอย่างมันประจวบเหมาะกันพอดี” เอ๋อธิบายถึงช่วงเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้ 

“มุมมองของเรา เราเห็นว่าสงขลาเป็นหนึ่งในจังหวัดดินแดนภาคใต้ที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึง คนส่วนมากจะรู้จักหาดใหญ่มากกว่า เพราะมีทั้งสนามบินและสถานีรถไฟ แต่พอได้ไปเยี่ยมชมเมืองสงขลาจริงๆ เราพบว่าเมืองสงขลาเป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม มีธรรมชาติอันสวยงาม ทั้งอาหารการกิน ศิลปะ และสถาปัตยกรรม 

“สงขลาเป็นเหมือนเมืองที่มีการผสมผสานระหว่างโลกเก่าและโลกใหม่ที่พอดี เนื่องจากอดีตสงขลาเคยเป็นเมืองท่าที่สำคัญ อีกฝั่งติดทะเลอ่าวไทย ส่วนอีกฝั่งนั่นเป็นทะเลสาบสงขลา ทำให้การเชื่อมต่อถึงกันในเรื่องการค้ามีการสัญจรไปมาของผู้คนที่มาจากทั่วสารทิศ ไม่ว่าจะเป็นชาวยุโรป ชาวจีน และชาวมุสลิม” ทางทีมโรงเรียนสังเคราะห์แสงเล่าถึงภาพแรกที่มีต่อเมืองสงขลา

Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน
Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

สิ่งที่ทำให้นิทรรศการนี้แตกต่างจากเมื่อครั้งเจริญกรุงคือ ทางทีมงานคุยกันแล้วสรุปว่าสิ่งที่ดีที่สุดในการถ่ายทอดความเป็นเมืองสงขลาได้ดีที่สุดก็คือผู้คนในท้องถิ่นนั่นเอง ดังนั้น แทนที่บรรดาทีมโรงเรียนสังเคราะห์แสงจะไปถ่ายภาพด้วยตัวเอง ก็กลายเป็นที่ปรึกษาในโครงการ และมอบหน้าที่ให้เอ๋หาช่างภาพท้องที่แล้วจัดทำเวิร์กช็อปวิธีการทำงานให้ช่างภาพเหล่านั้นแทน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คนในชุมชนหันมามีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น รวมถึงเพื่อให้คนทั้งในชุมชนและนอกชุมชนได้เข้าถึง และเข้าใจเรื่องราวของเมืองสงขลาว่าเป็นเมืองที่มีความพิเศษอย่างไร

ด้วยการประสานงานของทางเอ๋กับบรรดาช่างภาพในท้องที่ ก็พาให้ไปเจอกับกลุ่มช่างภาพในเฟซบุ๊ก ‘แลนด์บ้าง ไลฟ์บ้าง พิกัดสงขลา’ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสมาชิกช่างภาพอยู่ประมาณ 4,000 คน ให้มาเข้าร่วมในการทำโปรเจกต์นี้ให้เป็นจริงขึ้นมา สิ่งแรกที่โรงเรียนสังเคราะห์ต้องทำ คือลงไปสำรวจพื้นที่ภายในตัวเมืองสงขลากับช่างภาพในชุมชนที่สนใจเข้าร่วมโปรเจกต์นี้

“ผมว่าการเวิร์กช็อปจากโรงเรียนสังเคราะห์แสงเป็นการเปิดโลกใหม่ให้กับช่างภาพที่นี่มาก มันคือการให้โอกาสและความรู้คนในท้องถิ่น แล้วมันจะอยู่ติดตัวกับคนท้องถิ่นต่อไป ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการสร้างสรรค์ต่อไปในอนาคต มันไม่เหมือนกันกับงานที่คนกรุงเทพฯ มาทำเสร็จแล้วก็ไป ที่สุดท้ายมันไม่ได้ทิ้งร่องรอยอะไรให้กับคนท้องถิ่นเลย” เอ๋เล่าถึงวิธีการทำงานที่ต่างออกไป

Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

ทางทีมโรงเรียนสังเคราะห์แสงได้ลงพื้นที่รอบแรก เพื่อเก็บข้อมูลว่าเมืองสงขลามีเรื่องราวมากพอจะแบ่งหมวดหมู่ได้เหมือนเจริญกรุงไหม และชวนบรรดาช่างภาพที่มาเข้าร่วมนิทรรศการนี้มาลงพื้นที่ พร้อมทั้งพูดคุยอธิบายไปพร้อมๆ กับคนในพื้นที่ด้วย ซึ่งเป็นกระบวนการก่อนที่จะลงมือถ่ายภาพ ซึ่งให้ผลที่ออกมาแตกต่างไป

“สิ่งสำคัญที่สุดในการลงไปเวิร์กช็อป คือช่างภาพที่มาร่วมนั้นล้วนแล้วแต่เป็นถ่ายภาพแลนด์สเคปหรือภาพวิวเป็นหลัก เขาไม่ได้เชื่อในรูปแบบ Family Portrait เราเลยลงไปเพื่อที่จะบอกว่ามันดียังไงบ้าง อย่างเมื่อก่อนเราเคยคิดว่า Family Portrait มันดูแล้วมันเหมือนไม่มีอะไร แต่จริง ๆ มันท้าทายมาก เพราะภาพ Family Portrait ไม่ได้พูดเรื่องตัวเองแล้ว มันกลายเป็นว่าเรามีหน้าที่ทำให้ครอบครัวเขามีความสุขที่สุดกับสิ่งที่เขาได้ 

Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

“ครั้งแรกของเวิร์กช็อป เราลงไปทำให้ดูเลยว่านี่คือวิธีการที่ได้มาซึ่งภาพ บรรดาช่างภาพที่พื้นที่เขาก็เพิ่งเห็นว่ามันมีวิธีการแบบนี้ จากนั้นพวกเขาก็เข้าใจและเริ่มสนุกกับการถ่ายภาพแบบที่พูดคุยกับตัวแบบก่อน บางคนถ่ายไปสามรอบ กลับมาดูแล้วยังไม่พอใจ เขาก็นัดถ่ายกันอีกในเวลาว่าง กลายเป็นว่าจากเดิมที่คนถ่ายและคนถูกถ่ายบ้านอยู่ใกล้กันแต่ไม่รู้จักกัน เป็นว่าตอนเย็นจะกลับเข้าบ้านก็ต้องแวะพูดคุยกันเสมอ (หัวเราะ) ซึ่งผมว่าการถ่ายภาพเป็นสิ่งที่จับต้องได้ ในแง่ของการรวมเอาความรู้สึกแล้วนำมาบันทึกให้มันคงที่อยู่แบบนั้น” ทีมงานโรงเรียนสังเคราะห์แสงอธิบายด้วยความตื่นเต้น

Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

โดยนิทรรศการผู้คนแห่งสงขลานี้แบ่งออกเป็น 6 หมวดหลักๆ ภายในย่านเมืองเก่า รวมทั้งหมด 76 ครอบครัว ซึ่งประกอบไปด้วย

  1. ประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องราวและอาคารที่มีความสำคัญของย่านเมืองเก่าสงขลาที่เป็นเมืองพหุวัฒนธรรม ทั้งชาวพุทธ ชาวจีน ชาวมุสลิม 
  2. ร้านค้าและธุรกิจในชุมชน สะท้อนความรุ่งเรืองที่ผ่านมาในอดีตของสงขลา ก่อนจะค่อยๆ โรยราในช่วงหลัง และการเปลี่ยนแปลงที่ผู้คนเริ่มกลับมาต่อยอดเปลี่ยนเมืองให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในปัจจุบัน
  3. อาหาร เป็นสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์มากๆ เพราะด้วยการเป็นเมืองพหุวัฒนธรรมที่มีการหยิบยืมและผสมผสานอาหารข้ามวัฒนธรรมกัน จนกลายเป็นอาหารที่หาไม่ได้จากที่อื่น
  4. ศิลปวัฒนธรรม รวมถึงศิลปินที่อาศัยอยู่ในเมืองสงขลา
  5. ภูมิปัญญา ในส่วนของผู้คนที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองให้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง
  6. ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่เข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าของเมืองสงขลาในยุคปัจจุบัน

ซึ่งภาพของทุกครอบครัวถูกนำมาผสมผสานรวมกัน ออกมาเป็นงานคอลลาจเหมือนกันกับที่เจริญกรุง โดยจัดแสดงอยู่ที่ผนังหัวมุมถนนหนองจิก-นางงาม

Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน
Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

นอกจากนี้ ภายในงานนิทรรศการนี้ยังมีโปรเจกต์ส่วนตัวของทีมโรงเรียนสังเคราะห์แสงทั้ง 4 คนมาจัดแสดงอีกด้วย นี่เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ว่า สงขลามีเรื่องราวให้น่าบอกเล่ามากมายขนาดไหน

“ตอนแรกเราก็คิดแค่ลงไปทำเวิร์กช็อปแค่นั้น แต่พอได้ลงไปกันจริงๆ และเห็นวัตถุดิบที่มีอยู่ในเมืองแล้ว พวกเราก็มองหน้ากันว่ามันต้องทำอะไรเพิ่มสักอย่าง เพื่อให้นิทรรศการนี้มันสมบูรณ์มากขึ้น ซึ่งมันก็เป็นเรื่องบังเอิญดีที่แต่ละคนมองเห็นวัตถุดิบคนละอย่าง แต่กลับร้อยเรียงออกมาเป็นเรื่องของอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของสงขลาพอดีเลย เรื่องอดีตหรือฟิล์มเก่าจะเป็นของเอ็กซ์ ภาพปัจจุบันหรือบุคคลในท้องถิ่นจะเป็นของตุลย์และโต้ กิจการร้านอาหารที่ส่งต่อไปยังอนาคตจะเป็นของแบงก์” ทีมโรงเรียนสังเคราะห์แสงเล่าถึงนิทรรศการย่อยที่จะเกิดขึ้น

สงขลาเมืองแห่งประวัติศาสตร์

From Singora to Songkhla นิทรรศการภาพถ่ายจากฟิล์มกระจก
สถานที่จัด : ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา ถนนนางงาม เปิดทุกวัน 10.00-18.00 น.

ในย่านเมืองเก่าของสงขลานั้นมีร้านถ่ายภาพเก่าแก่อยู่ร้านหนึ่ง ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 8 ก่อนที่กิจการจะโรยราจนร้านต้องปิดกิจการลงเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน และลูกหลานของบ้านนั้นก็ปล่อยบ้านไว้แบบเดิม เป็นโชคดีที่เอ๋ซึ่งสนใจเรื่องภาพเก่ามีโอกาสไปสำรวจเข้า 

Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

“เราไปเจอกล่องกระดาษกล่องหนึ่ง พอเปิดดูมันเป็นฟิล์มกระจก ดูแล้วน่าจะเป็นช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เราเลยเก็บไว้ทั้งหมดโดยที่ก็ไม่รู้จะเอาภาพเหล่านั้นออกมายังไง จนสองปีผ่านมา ตอนที่โรงเรียนสังเคราะห์ลงมาเวิร์กช็อปเลยเอาให้พวกเขาดูก็ฮือฮากันใหญ่เลย 

“ต้องบอกก่อนว่าในยุคนั้นคนสงขลาเป็นคนที่ค่อนข้างทันสมัยนะ มีร้านถ่ายภาพหลายร้าน และคาแรกเตอร์ของแต่ละร้านไม่เหมือนกัน อย่างภาพที่เราได้มาบ่งบอกได้เลยเลยว่าช่างภาพคนนี้มีฝีมือมาก พอเอ็กซ์เห็นเขาก็เกิดไอเดียว่าจะนำฟิล์มกระจกเหล่านี้มาทำให้กลายมาเป็นภาพที่ทุกคนดูได้อีกครั้ง” เอ๋เท้าความถึงที่มาการเจอฟิล์มเก่าก่อนที่กลายมาเป็น Side Project ของเอ็กซ์

Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน
Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

“ตอนนั้นผมลองเอามาทำตามสิ่งที่ผมถนัด นั่นคือการอัดขยายในห้องมืด พอได้ลองอัดภาพออกมาแล้วก็รู้สึกว่ามันมีความเป็นไปได้ในการจัดแสดง แต่ปัญหาหนึ่งคือฟิล์มที่พี่เอ๋เจอมันมีไม่พอ ก็เลยต้องไปรวบรวมฟิล์มกระจกมาจากที่อื่นๆ เพื่อให้เห็นชุดภาพที่สมบูรณ์ขึ้น ทั้งจากการรถไฟแห่งประเทศไทย จากหอจดหมายเหตุวชิรญาณ และหอจดหมายเหตุที่สงขลา ซึ่งมันเล่าได้ครบทุกมิติ 

“อย่างภาพที่อยู่หอจดหมายเหตุสงขลาเป็นภาพท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาพตลาด ภาพทะเล ส่วนภาพที่หอจดหมายเหตุกรุงเทพฯ เป็นบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้อง เช่น การเสด็จประพาสต้น พอผมอ่านเรื่องสงขลาทั้งหมด ผมรู้สึกว่ามันน่าเล่าและคิดว่าน่าจะดีที่ทำออกให้คนอื่นได้เห็น บางภาพหลายคนอาจเคยเห็น แต่ภาพบางภาพหลายคนอาจยังไม่ได้เห็น” เอ็กซ์เล่าถึงงานฟิล์มกระจกที่กำลังจะเกิดขึ้น

บุคคลผู้ขับเคลื่อนเมืองสงขลา

The Soul of Songkhla นิทรรศการภาพถ่ายบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในเมืองเก่าสงขลาและสร้างรอยยิ้มให้กับชุมชนในทุกวันนี้
สถานที่จัด : บ้านเก้าห้อง ถนนหนองจิก เปิดทุกวัน 10.00-18.00 น.

ในช่วงที่ลงพื้นที่ทำเวิร์กช็อป ทางด้านตุลย์ก็ได้พบเจอกับผู้คนตัวเล็กๆ ซึ่งเป็นบุคคลชื่อดังประจำชุมชนที่ทำเรื่องดีๆไว้ให้กับสังคม และทุกคนในเมืองก็รู้จักบุคคลเหล่านี้เป็นอย่างดี

Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

“คนใต้จะมีคำพูดว่า การที่เขาเป็นคนใต้เนี่ย เขาไม่ได้เป็นที่ตัวนะ เป็นยันหัวใจตับไตไส้พุง รักพี่น้อง ถิ่นฐานเกิดตัวเอง ผมเลยไปโฟกัสที่บุคคลสำคัญที่ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคมในพื้นที่ อย่างคุณลุงบันเทิง ซึ่งเป็นคนขี่รถมอเตอร์ไซค์ เป็นโฆษกประจำเมือง อย่างเวลามีรับบริจาคโลหิต แกก็จะมาขี่มอเตอร์ไซค์ประกาศ คนในพื้นที่จะลงเงินกัน แกจะมีคำพูดติดปากเท่ๆ ว่า ก่อนตายอยากใช้เสียงของแกเป็นประโยชน์กับคนจนวาระสุดท้าย เราเลยอยากทำเพื่อจะบอกว่าสิ่งที่พวกเขาทำ ทุกคนรับรู้นะ อยากให้เขารู้สึกว่าเขามีรางวัลในชีวิต โดยที่ทุกคนก็รับรู้ร่วมกัน” ตุลย์เล่าถึงงานที่ทำ

Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

ไม่ใช่เพียงแค่คุณลุงบันเทิงที่ทำหน้าที่เป็นโฆษกป่าวประกาศให้กับชุมชนเท่านั้น แต่ตุลย์พบว่ายังมีบุคคลแบบนี้อยู่อีกมากมาย เช่น เด็กที่เพิ่งจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มาหมาดๆ แต่ได้เข้าร่วมการต่อต้านการสร้างเขื่อนที่จะทำให้หาดทรายที่สวยงามหายไป โดยภาพของผู้คนเหล่านี้มีทั้งหมด 36 ภาพ แค่นี้ก็น่าสนใจแล้วว่า ภาพอีก 34 ภาพจะเป็นคนที่มีบทบาทอะไรอีกบ้าง

นางงามแห่งสงขลา

Miss Songkhla นิทรรศการภาพถ่ายสะท้อนความงามของเมืองสงขลาผ่านหญิงสาวชาวสงขลา
สถานที่จัด : บ้านเก้าห้อง ถนนหนองจิก เปิดทุกวัน 10.00-18.00 น.
Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

ในส่วนงานของโต้นั้นได้เล่าถึงประวัติศาสตร์ที่โยงเข้ากับคอนเซปต์ของโปรเจกต์ ว่าตั้งแต่ พ.ศ.2478 เมืองสงขลาได้มีการจัดงานประกวดนางงามขึ้น ในปีนั้นสาวงามที่ได้รับคัดเลือกเป็นนางงามคนแรกของสงขลา คือนางงามมาจากชุมชนบนถนนเล็กๆ ใจกลางเมืองสงขลาที่เดิมมีชื่อว่า ‘ถนนเก้าห้อง’ ภายหลังจากการประกวดถนนเส้นนั้นก็เปลี่ยนชื่อไปเป็น ‘ถนนนางงาม’ ทำให้โต้ตัดสินใจที่จะเดินลงไปถ่ายภาพผู้หญิง หรือ ‘นางงาม’ ที่อาศัยอยู่ในบริเวณถนนนางงามนั่นเอง

Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

“ถนนนางงามจริงๆ แล้วเป็นจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์พวกเราด้วยซ้ำ เพราะทุกอย่างตั้งอยู่ตรงนั้น และเป็นถนนหลักในสงขลา Old Town ก็เลยคิดว่าเราจะนำเสนอภาพของสงขลายังไง พอเป็นเรื่องนางงามสงขลา คิดว่าทุกคนต่างมีความงามในแบบของตัวเอง ผมเลยอยากนำเสนอความงามในแบบที่ไม่ใช่สังคมตีกรอบค่านิยมไว้ อีกอย่างเราอยากเล่าด้วยว่า สงขลามันมีความเป็นพหุวัฒนธรรม มีหลากหลายวัย หลากหลายศาสนา ที่มาอยู่รวมๆ กัน ผมถ่ายเป็นแฟชั่น Portrait เพื่อให้เห็นว่าคุณสามารถสวยในแบบของตัวเอง ส่วนคอสตูมคือหยิบจากของเขาเป็นหลัก แล้วมา Mix and Match ให้มันเข้ากับตัวเขา” โต้เล่าถึงนิทรรศการภาพแฟชั่นของเขา

ความอร่อย (ที่กำลังจะสูญหาย) ของสงขลา

The Last Recipe of Songkhla นิทรรศการภาพถ่ายอาหารสูตรลับแบบฉบับเมืองเก่าสงขลาที่กำลังจะหายไป
สถานที่จัด : ผนังตึกจีนบนถนนยะหริ่ง เปิดทุกวัน
Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

เรื่องอาหารเป็นเรื่องแรกที่ผุดขึ้นมาในความคิดของแบงก์ หลังจากที่ค้นพบว่ามีร้านอาหารรสเลิศอยู่มากมายทั่วเมือง แต่กลับกลายเป็นว่าร้านอาหารเหล่านั้นดำเนินกิจการโดยเจ้าของที่เป็นรุ่นสุดท้าย จะไม่มีคนมารับช่วงต่ออีกต่อไป ความอร่อยในทุกวันนี้กำลังเลือนรางหายไปในอนาคต แบงก์เลยหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมานำเสนอในโปรเจกต์นี้

Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

“เรื่องของกินของสงขลาสำหรับผมคือที่สุดแล้ว มีวันหนึ่งพอเรากินข้าวเสร็จ พี่เอ๋ก็บอกว่า แบงก์ นี่คือรุ่นสุดท้ายแล้ว ไม่มีใครทำต่อ แล้วมีอยู่หลายร้านมากๆ ที่เป็นแบบนี้ ผมเลยใช้ชื่องานว่า Last Recipe มันคืองานภาพถ่ายที่เสนอหน้าเมนูใหญ่ๆ ที่กำลังบอกว่าพวกคุณจงไปกินซะ ก่อนที่มันจะไม่มีอีกแล้ว สิ่งที่ผมคาดหวัง คือการที่เราทำโปรเจกต์ คนที่มาดูไม่ว่าจะเป็นทายาทเจ้าของร้านหรือคนทั่วไปนั้นเกิดความคิดอยากสานต่อกิจการต่อไป เพราะถ้าปล่อยไว้แบบนี้มันก็จะหายไป” แบงก์เล่าถึงความฝันที่อยากเห็นอาหารเหล่านี้ได้ถูกถ่ายทอดต่อไป

ศิลปินใหม่แห่งสงขลา

Songkhla (Oldtown) Through Young Eyes นิทรรศการภาพถ่ายจากมุมมองของนักสำรวจตัวน้อยแห่งเมืองเก่า
สถานที่จัด : aey space ถนนนางงาม เปิดทุกวัน 10.00-18.00 น.
Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

นอกจากงานนิทรรศการหลักอย่างผู้คนแห่งสงขลา และ Side Project ของทางโรงเรียนสังเคราะห์แสงแล้ว ในงานยังมีนิทรรศการที่น่ารักและน่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะมันคือการสร้างโอกาสให้กับศิลปินตัวน้อยแห่งสงขลานั่นเอง โดยจุดเริ่มต้นมาจากวันที่มีการเวิร์กช็อปกันนั้น มีเด็กสองคนเห็นคณะช่างภาพเดินพูดคุยและถ่ายภาพกันในละแวกบ้านของเขา เลยออกมาทักทายด้วยความเป็นกันเอง ทำให้พวกเขาเกิดความคิดขึ้นมาว่า น่าจะมีเวิร์กช็อปและพื้นที่สำหรับเด็กๆ ในชุมชนบ้าง เลยเกิดเป็นนิทรรศการ Through Young Eyes 

“เด็กยุคใหม่นั้นเติบโตมากับเทคโนโลยีใหม่ บางคนไม่เคยรู้จักกับกล้องฟิล์มเลยด้วยซ้ำ เราอยากให้เด็กๆ ที่เขาไม่ได้เติบโตมาในยุคกล้องฟิล์มได้สัมผัสประสบการณ์ในการถ่ายภาพ เลยจัดสอนให้เด็กได้รู้จักการถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม โดยเด็กที่มาร่วมกิจกรรมถ่ายภาพรวบรวมโดยผู้ดูแลศิลปะเด็กในชุมชน ให้เขามองมุมมองสงขลาผ่านตาของพวกเขา ว่าเขารู้สึกยังไง เขาคิดยังไงกับบ้านของเขา

Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

“เด็กที่มาเข้าร่วมนั้นมีทั้งที่เด็กสุดคือหกปี มากสุดคือสิบสี่ปี มีความหลากหลายมาก ความน่าสนใจอยู่ที่ว่าหลังจากเด็กๆ ได้เริ่มลงมือถ่ายภาพกัน ภาพที่ได้มานั้นสวยงาม มีความบริสุทธิ์ มีความอิสระ ไร้ซึ่งกรอบและขอบเขต เป็นการชี้ให้เห็นว่าเด็กเหล่านี้มีความเป็นศิลปินอยู่ในตัว 

“และเราก็ไม่อยากใช้มุมมองของพวกเรามาตัดสินว่าภาพไหนดีหรือไม่ดี เลยใช้วิธีการเปิดโหวตโดยตัวเด็กๆ เอง เพราะด้วยความที่เขาเป็นเด็ก เขาก็จะมีสมาธิจดจ่อได้ไม่มาก เราเลยให้เขายกมือ ใครชอบภาพไหน ให้ยกมือเลย ไม่ต้องมีเหตุผล สิ่งที่พวกเราชอบมากก็คือไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ มันเป็นเรื่องจริงเขาบอกว่า ภาพดีก็คือภาพดี ขนาดเด็กที่ยังไม่มีความรู้เรื่องภาพมากนักยังรู้ว่าภาพนี้มันดี

“นอกจากนี้ยังมีการคุยกับพ่อแม่ที่พาลูกๆ มาเข้าร่วมด้วย เราบอกไปว่า วันหนึ่งเราไม่รู้หรอกว่าเด็กคนนี้จะโตไปเป็นศิลปินหรือไปเป็นอะไร แต่ถ้าเกิดเขามาในเส้นทางนี้ นี่คือบันทึกม้วนแรกในชีวิตของเขา เราเลยคิดกันว่า เราอยากเอานิทรรศการนี้มาวางไว้ที่ a.e.y.space จากนั้นจะมีการขายภาพ เราจะพรินต์กับเฟรมให้ แล้วเงินที่ได้จะเป็นทุนการศึกษากับเด็กคนนั้นไปเลย” ทีมงานทุกคนเล่าโปรเจกต์นี้ด้วยเสียงตื่นเต้น

จากเจริญกรุงสู่สงขลา

ถ้านิทรรศการที่เจริญกรุงคือการเปลี่ยนพื้นที่ให้กลายเป็นย่านที่เป็นมิตรกับบรรดาช่างภาพ ด้วยการเริ่มต้นจากนิทรรศการภาพถ่าย ตัวงานนิทรรศการ Portrait of Songkhla นี้ก็มีเป้าหมายคล้ายกัน คือสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้กับเมืองสงขลา เพื่อให้กลายเป็นเมืองที่เป็นหมุดหมายปลายทางของนักเดินทางในอนาคต ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเป็นเมืองแห่งเทศกาลการถ่ายภาพ หรือ Photo Festival จะเป็นเมืองแห่งอาหาร หรือเป็นเมืองแห่งศิลปะก็ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

งานนิทรรศการซึ่งทุกคนที่เข้าร่วมทำกันอย่างเต็มที่ด้วยใจรักจริงนั้น จะเปิดให้ทุกคนได้มารับชมไปพร้อมกันในช่วง 11 – 27 กันยายน ที่บริเวณเมืองเก่าของสงขลา และเราขอให้มั่นใจได้ว่าการไปเยือนสงขลาในนิทรรศการนี้ จะทำให้เราได้รับรู้เรื่องราวชีวิต ประวัติศาสตร์ และประสบการณ์ที่ไม่เคยมีการบอกเล่ากันของเมืองสงขลา แบบที่หาไม่ได้ในโอกาสอื่นๆ อีกแล้ว

Writers

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Avatar

ภูมิ เพชรโสภณสกุล

อดีตนักศึกษาเอกปรัชญา นักหัดถ่าย นักหัดเขียน เป็นทาสแมว ที่ใฝ่ฝันจะเป็นนักดนตรี

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

อ่านบทความภาษาไทยได้ที่นี่

As an educator who has the opportunity to give students a number of learning experiences, I strongly believe that the most important evidence of success in education management has to come from the students – how they reflect what they have learnt and felt.  

Looking into Thai education at the moment, I found that there is very little attention paid to the voices of the students despite the broad array of reflections that they give. Those of us who call ourselves ‘adults’ do not care enough about their opinions, while still believing in that old adage, ‘Children are the future of the nation.’

That is why today’s conversation with King’s College International School Bangkok (King’s Bangkok) is interesting because we would discuss with them over their event named ‘King’s Bangkok Education Forum 2022,’ a forum that invites leaders from various fields of work to come together to pass on their experiences to their audience of students along the theme ‘Career. Life. Social Values.’ The event includes Professor Sakorn Suksriwong DBA, Chairman of the Executive Committee of this international school, together with Mr. Ben-Vittawat Panpanich, an Executive Vice President of the school, and two of the Year 11 students ‘Marty’ Yosphat Srithanasakulchai and ‘Japper’ Chanudom Impat. They sat in a circle, side by side, to share what they had learned.

ถอดบทเรียน King’s Bangkok Education Forum ที่จัดโดยนักเรียน เพื่อตั้งใจส่งต่อโอกาสการศึกษาให้กับนักเรียนอีกกลุ่มในสังคม
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

The two students joining us were, in fact, not just attendees of this first ever Education Forum for students at this young age, but also helped to organize the event and were highly involved from start to finish. Thus, the Education Forum is an event hosted by students, for students, that intends to create opportunities for other students in society which is novel approach. From the conception of the event and the selection of the speakers to the publicising of the event and the reception of reflections and feedback from the event, students were involved at every stage of the process.

We would like to invite you to consider and explore with us, ‘What kind of seeds did King’s Bangkok plant in the hearts of their pupils at this event?’

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Career

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

A primary definition of success in life for many people would inevitably be professional success.

Over 30 years in Prof. Sakorn’s career, be it in teaching or business, his career can without doubt be considered one of success. Although in the heart of this teacher, there was one hole that needed to be filled.

“In Thailand, we have quite a few talents and experienced thought leaders, who are highly successful in academic, educational and professional fields. Some of them work in multinational organizations, many of them already have calendars filled with speaking engagements, but the only groups of people who have the opportunity to listen to those successful people speak are those at university or already working. The senior school student audiences do not have the opportunity to hear from these successful professionals, so this is something that I have always wanted to push for.” – Prof. Sakorn who opened our conversation helped us see the big picture and the original idea behind the Education Forum.

 “While I was teaching at Chulalongkorn University, I had the opportunity to initiate a Mentoring Program that connects successful and talented executives with tertiary learners to exchange ideas for the first time, and this mentoring program received the Innovation of the Year award from the Association to Advance Collegiate Schools of Business (AASCB), USA. That got me thinking ‘why can’t high school students have the same opportunities?’”

When the time was right, Prof. Sakorn and King’s Bangkok’s team did not hesitate and gathered student representatives like Marty and friends to form a special student committee to organize a joint Education Forum where all revenue from ticket sales without deducting expenses would be given to high school students in need as a scholarship, under the condition that King’s Bangkok’s students were fully involved in the process from start to finish.

“An event like this would not be too difficult for the school staff to organize themselves,” said Prof. Sakorn with a slight smile. “Our school pays attention to the three core values, namely; good manners, kindness, and wisdom. The main purpose of this event is to provide high school students with firsthand learning experience from the top-notch leaders about their future careers, work and life,  as well as giving  our students the opportunity to work and learn about organizing events at the same time.”

“Moreover, this is also a great opportunity to learn the value of compassion. We want to teach our children to be kind to themselves and to others in society as well.”

“Frankly, this kind of thing cannot be learned by rote, right?” Prof. Sakorn asks. “Children must absorb that feeling with their hearts and reflect by themselves. That is the reason why this Education Forum  was created as an experiment to let them experience kindness with their own hearts.”

“Another essential point is the content that the speakers shared. Whether it is about Ikigai; living with values according to Japanese philosophy; creating value for life through understanding cultures, taking a leadership role in world-class organizations; or discussions on learning, working and living a valuable life. The talks have helped pave the way for children having a strong foundation before moving forward in their working life”

Marty was the first to be invited to the team. Then, he was tasked with finding friends who shared the same ideology, managing to assemble a team of 22 people. One of the team members is Japper, another participant in this conversation who acted as an MC taking to the stage and dealing with the four experienced speakers.

The world of Year 11 students is about to change through the process of working as an adult for the first time in their life.

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Life

“At first, I thought that the opportunity to listen to world-class educated people from Harvard, Stanford, Chicago, Yale and other really successful people on the global stage was very rare for me and my friends. So, I thought that I would like to try and take part, then I invited my friends to come with me not knowing what sort of responsibility I would have or how much I would learn.” Marty recalled his first impression having learned about the  school’s project.

“At the first meeting, they sit very blindly.” Mr. Ben, a graduate of the University of Cambridge and one of King’s Bangkok’s executives who is in charge of coordinating with the student committee, told the story jokingly. “The staff tried to explain to the children how the event would benefit them, but it wasn’t until I described how the event would benefit others. From that moment, I could see the sparkles in their eyes.”

“We tried to plan well, with support from Prof.Sakorn and the marketing team, so I felt confident,” Marty recalls the feeling when he and his friends saw the benefits of organizing the event. “But Japper was super excited.”

“Of course!” Japper jumps in with vigour at this point. “I was going to be an MC on stage. Who wouldn’t be excited? It is a great opportunity for me and all the students who have joined the team to become role models for the younger generation as well. The event is very powerful.”

Participating in the event means setting fundraising goals, creating strategies for selling tickets, promoting the event, and running queues on the event day itself.

For adults like us, it may sound very normal. Now, let’s take a time machine and go back to the first time we had to manage a big event involving a large number of people, such as; sporting events, or a prom. Then imagine how big this experience would be for high school kids?

“It was hard in the beginning to find the team.” Marty began. “We started by designing logos and art works together with the school’s marketing team. Though, finding time to work together is not so easy because we only have free time during lunch and after school. Thus, we often meet during breaks and have lunch together.”

“I like lunch meetings. When we sat in a circle, eating delicious food, and talking about work. For me, it’s much better than online meetings because there’s good food.” Japper cheerfully continued after his friend.

“Selling tickets was challenging. We posted online content. Even the invited speakers helped us promote. Additionally, our parents also helped us with this. Although we set the funding goal for supporting scholarships for 7 students because the number was pretty, we are all very happy that we exceeded our goal.”

Of course, the difficulty did not end at the planning stage. When it came to the day itself, both the people in public-facing positions like Japper, and behind the scenes, Marty, had to solve many problems head-on.

“Today my main task is taking care of the speakers,” Marty explains. “But while taking care of honoured speakers who will be sharing their valuable stories with us, I also have to take care of my team at the same time. I have to make sure each person performs his or her own duty and carry the event off successfully.”

Although this task is not an easy one; a taxing undertaking from start to finish; they both said that it was a great taste of life.

This event covers a broad range of subjects, with speakers coming to give a sense of their lives. They discussed ideas directly valuable to student audiences, from the issue of finding the meaning of life through the Ikigai principle and understanding life through cultural diversity to providing first-hand experience from successful role models and including how they prepared for university to how to find yourself and how to find the right career for you. More than the content, students like them get to practise exerting force to open the first door to adult life with the process behind the event itself.

“This event gives us a taste of adult life,” Japper commented. “As one of our speakers said on stage, the barrier between his ideal and real life came crashing down when he was attending university abroad for the first time. That was the first time he felt the need to face reality. It was very emotional. Luckily, his honesty also helps us to be less afraid of real life as well.”

“When looking superficially, we may see that a duck floats comfortably in the water, although under the water, that duck has to kick its feet vigorously to stay afloat.” Marty talked about what one of the speakers said “To me, it was as if every speaker presenting today was that duck, because underneath the surface of everyone’s success, there always is a story of determination, hard work, and unyielding focus.”

“Another interesting thing is that we got to work closely with our marketing team as well,” adds Japper. “At first, I wondered how adults could work so much, though I understand now.”

 “Where else can we find opportunities to do real work like this if it’s not given to me by the school?” Marty nods in agreement. “I think many of our team members have grown through this process. Initially, they were already good, but they improved even more.”

“Even though you keep complaining that you ran the whole event until your legs almost broke?” Japper teases causing the whole group to laugh heartily.

Social Values

While Marty and Japper only spoke to us for a short time it was clear to see that their experience had altered their outlook on life and that they had both grown as people and moved towards being functioning adult members of society.

Growth comes through a process of learning by doing, surrounded by supportive educators who watched as their students blossomed.

 Additionally, Prof.Sakorn finishes with a reflection on the big picture of how this event for small groups of people can play a role in the education system and for the overall benefit of this country.

 “If we step back and look at the big picture, our group of children are the lucky ones. They have the potential to achieve so much, thus, we have to sow the seeds of creating value for society, so that they have the opportunity to think about this as they grow older. The speakers who come to present at this forum are living proof that when we give something to others, we will receive that back in return.”

Because education is not just about enhancing intellectual power, providing students with a sense of fulfilment allowing them to realize their role in society is equally important.

“We are trying to create a new generation with leaders of change using a new learning process to create people who see the right goal and hold on to the right values. That is what Thai education should offer to the learners, not just academic excellence.”

“Education Philosophy in England, the model of which King’s Bangkok  follows, tells us that in addition to academic excellence, there are two other ingredients that are essential to shaping young people into well-rounded individuals: diligence and a blended curriculum, including music, art, sports, and more. While complementary activities help build social and personal preferences, comprehensive attention will support children to grow up to be happy adults, and learn to overcome obstacles.” The executive lecturer concluded.

But the energetic Japper couldn’t help but add,

“I think many children don’t even know how important social values are. Though, after listening to the experiences of all speakers on stage, I understand that success is not just the matter of being respected, it is also about giving something back to others.”

This conclusion from Japper showed us that learning methods that do not focus on memorisation, but instead on hands-on work help to make  someone’s heart to really grow in a fantastic direction

Moreover, giving children the opportunity to speak, act, and make changes, as teachers and staff at King’s Bangkok have done and shared their results with us through this interview. This would be a good example for adults and even teachers around the country to be open, to listen more, and to give opportunities for their own learners to take action, stand up, and learn from their mistakes.

It matters not what the results will be, the hands-on learning that takes place throughout the process is also an important foundation for preparing students moving towards their dream university and life with goals and early success that is not just about “receiving” but also “giving.”

Writer

Avatar

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load