10 กันยายน 2563
10 K

ใครที่ยังคงชื่นชอบงานนิทรรศการภาพถ่ายผู้คนแห่งเจริญกรุง หรือ Portrait of Charoenkrung ที่จัดขึ้นในช่วงงาน Bangkok Design Week เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เรามีความยินดีที่จะแจ้งให้ทราบว่า ตอนนี้นิทรรศการภาพถ่ายผู้คนนี้กำลังจัดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในรูปแบบที่พิเศษมาก เพราะได้ย้ายสถานที่ไปจัดยังเมืองสงขลา ภายใต้ชื่อว่า Portrait of Songkhla ที่ตัวเมืองเก่าสงขลาในช่วงวันที่ 11 – 27 กันยายน พ.ศ. 2563 

Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

โดยนิทรรศการ Portrait of Songkhla นี้ยังคงได้รับการดูแลโดยทีมงานเจ้าเดิมคือ CEA (Creative Economy Agency) ร่วมกับ เอ๋-ปกรณ์ รุจิระวิไล ผู้ก่อตั้งแกลเลอรี่ a.e.y.space ในฐานะผู้จัดงาน และโรงเรียนสังเคราะห์แสงที่ประกอบไปด้วยสมาชิกผู้รักการถ่ายภาพเป็นชีวิตจิตใจทั้งสี่คน ได้แก่ ตุลย์ หิรัญญลาวัลย์, เอ็กซ์-อาวุธ ชินนภาแสน, โต้-วิรุนันท์ ชิตเดชะ และ แบงค์-ชัยพฤกษ์ เฉลิมพรพานิช มาร่วมกันสร้างให้นิทรรศการนี้เกิดขึ้นได้ ณ เมืองสงขลา 

ถ้านิทรรศการที่เจริญกรุงคือการเปลี่ยนพื้นที่ให้กลายเป็นย่านที่เป็นมิตรกับบรรดาช่างภาพ ด้วยการเริ่มต้นจากนิทรรศการภาพถ่าย Portrait of Songkhla นี้ก็มีเป้าหมายคล้ายกัน คือสร้างการเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้เมืองสงขลา 

เพราะกระดาษแผ่นบางๆ ที่เราเรียกกันว่า ‘ภาพถ่าย’ นั้นมีพลังมากกว่าที่เราคิด 

และนี่คือเรื่องราวของภาพถ่ายแห่งสงขลา

นิทรรศการ Portrait of Songkhla ผู้คนแห่งสงขลา

สถานที่จัด : โรงสีแดง หับ โห้ หิ้น ถนนนครนอก เปิดทุกวัน 10.00-18.00 น.

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการนี้ส่วนหนึ่งมีที่มาจากที่ CEA มีแผนจะตั้งศูนย์การเรียนรู้ใหม่ที่เมืองสงขลา บริเวณศาลหลักเมืองใกล้โรงงิ้ว และจะจัดงานนิทรรศการ Songkhla (Old Town) Creative District เพื่อเป็นการเปิดตัว โดยได้ชวนพาร์ตเนอร์คนอื่นๆ มาจัดนิทรรศการสร้างสรรค์คู่กันไปด้วย และนั่นก็คือ Portrait of Songkhla

“ในส่วนของ a.e.y. Space เราก็ทำงานศิลปะกับเมืองและชุมชนมาประมาณแปดปีแล้ว ตอนต้นปีผมมีโอกาสขึ้นไปกรุงเทพฯ และดูงาน Portrait of Charoenkrung ตอนนั้นขนลุกมาก รู้สึกว่าคอนเทนต์แบบนี้มันทำที่บ้านเราได้ เพราะก่อนหน้านี้เราก็เคยขอภาพเก่าจากคนในชุมชนมาจัดนิทรรศการพร้อมกับเล่าเรื่องบ้านของตัวเอง พอได้รับการติดต่อจากทาง CEA มันเหมือนทุกอย่างมันประจวบเหมาะกันพอดี” เอ๋อธิบายถึงช่วงเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้ 

“มุมมองของเรา เราเห็นว่าสงขลาเป็นหนึ่งในจังหวัดดินแดนภาคใต้ที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึง คนส่วนมากจะรู้จักหาดใหญ่มากกว่า เพราะมีทั้งสนามบินและสถานีรถไฟ แต่พอได้ไปเยี่ยมชมเมืองสงขลาจริงๆ เราพบว่าเมืองสงขลาเป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม มีธรรมชาติอันสวยงาม ทั้งอาหารการกิน ศิลปะ และสถาปัตยกรรม 

“สงขลาเป็นเหมือนเมืองที่มีการผสมผสานระหว่างโลกเก่าและโลกใหม่ที่พอดี เนื่องจากอดีตสงขลาเคยเป็นเมืองท่าที่สำคัญ อีกฝั่งติดทะเลอ่าวไทย ส่วนอีกฝั่งนั่นเป็นทะเลสาบสงขลา ทำให้การเชื่อมต่อถึงกันในเรื่องการค้ามีการสัญจรไปมาของผู้คนที่มาจากทั่วสารทิศ ไม่ว่าจะเป็นชาวยุโรป ชาวจีน และชาวมุสลิม” ทางทีมโรงเรียนสังเคราะห์แสงเล่าถึงภาพแรกที่มีต่อเมืองสงขลา

Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน
Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

สิ่งที่ทำให้นิทรรศการนี้แตกต่างจากเมื่อครั้งเจริญกรุงคือ ทางทีมงานคุยกันแล้วสรุปว่าสิ่งที่ดีที่สุดในการถ่ายทอดความเป็นเมืองสงขลาได้ดีที่สุดก็คือผู้คนในท้องถิ่นนั่นเอง ดังนั้น แทนที่บรรดาทีมโรงเรียนสังเคราะห์แสงจะไปถ่ายภาพด้วยตัวเอง ก็กลายเป็นที่ปรึกษาในโครงการ และมอบหน้าที่ให้เอ๋หาช่างภาพท้องที่แล้วจัดทำเวิร์กช็อปวิธีการทำงานให้ช่างภาพเหล่านั้นแทน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คนในชุมชนหันมามีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น รวมถึงเพื่อให้คนทั้งในชุมชนและนอกชุมชนได้เข้าถึง และเข้าใจเรื่องราวของเมืองสงขลาว่าเป็นเมืองที่มีความพิเศษอย่างไร

ด้วยการประสานงานของทางเอ๋กับบรรดาช่างภาพในท้องที่ ก็พาให้ไปเจอกับกลุ่มช่างภาพในเฟซบุ๊ก ‘แลนด์บ้าง ไลฟ์บ้าง พิกัดสงขลา’ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสมาชิกช่างภาพอยู่ประมาณ 4,000 คน ให้มาเข้าร่วมในการทำโปรเจกต์นี้ให้เป็นจริงขึ้นมา สิ่งแรกที่โรงเรียนสังเคราะห์ต้องทำ คือลงไปสำรวจพื้นที่ภายในตัวเมืองสงขลากับช่างภาพในชุมชนที่สนใจเข้าร่วมโปรเจกต์นี้

“ผมว่าการเวิร์กช็อปจากโรงเรียนสังเคราะห์แสงเป็นการเปิดโลกใหม่ให้กับช่างภาพที่นี่มาก มันคือการให้โอกาสและความรู้คนในท้องถิ่น แล้วมันจะอยู่ติดตัวกับคนท้องถิ่นต่อไป ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการสร้างสรรค์ต่อไปในอนาคต มันไม่เหมือนกันกับงานที่คนกรุงเทพฯ มาทำเสร็จแล้วก็ไป ที่สุดท้ายมันไม่ได้ทิ้งร่องรอยอะไรให้กับคนท้องถิ่นเลย” เอ๋เล่าถึงวิธีการทำงานที่ต่างออกไป

Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

ทางทีมโรงเรียนสังเคราะห์แสงได้ลงพื้นที่รอบแรก เพื่อเก็บข้อมูลว่าเมืองสงขลามีเรื่องราวมากพอจะแบ่งหมวดหมู่ได้เหมือนเจริญกรุงไหม และชวนบรรดาช่างภาพที่มาเข้าร่วมนิทรรศการนี้มาลงพื้นที่ พร้อมทั้งพูดคุยอธิบายไปพร้อมๆ กับคนในพื้นที่ด้วย ซึ่งเป็นกระบวนการก่อนที่จะลงมือถ่ายภาพ ซึ่งให้ผลที่ออกมาแตกต่างไป

“สิ่งสำคัญที่สุดในการลงไปเวิร์กช็อป คือช่างภาพที่มาร่วมนั้นล้วนแล้วแต่เป็นถ่ายภาพแลนด์สเคปหรือภาพวิวเป็นหลัก เขาไม่ได้เชื่อในรูปแบบ Family Portrait เราเลยลงไปเพื่อที่จะบอกว่ามันดียังไงบ้าง อย่างเมื่อก่อนเราเคยคิดว่า Family Portrait มันดูแล้วมันเหมือนไม่มีอะไร แต่จริง ๆ มันท้าทายมาก เพราะภาพ Family Portrait ไม่ได้พูดเรื่องตัวเองแล้ว มันกลายเป็นว่าเรามีหน้าที่ทำให้ครอบครัวเขามีความสุขที่สุดกับสิ่งที่เขาได้ 

Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

“ครั้งแรกของเวิร์กช็อป เราลงไปทำให้ดูเลยว่านี่คือวิธีการที่ได้มาซึ่งภาพ บรรดาช่างภาพที่พื้นที่เขาก็เพิ่งเห็นว่ามันมีวิธีการแบบนี้ จากนั้นพวกเขาก็เข้าใจและเริ่มสนุกกับการถ่ายภาพแบบที่พูดคุยกับตัวแบบก่อน บางคนถ่ายไปสามรอบ กลับมาดูแล้วยังไม่พอใจ เขาก็นัดถ่ายกันอีกในเวลาว่าง กลายเป็นว่าจากเดิมที่คนถ่ายและคนถูกถ่ายบ้านอยู่ใกล้กันแต่ไม่รู้จักกัน เป็นว่าตอนเย็นจะกลับเข้าบ้านก็ต้องแวะพูดคุยกันเสมอ (หัวเราะ) ซึ่งผมว่าการถ่ายภาพเป็นสิ่งที่จับต้องได้ ในแง่ของการรวมเอาความรู้สึกแล้วนำมาบันทึกให้มันคงที่อยู่แบบนั้น” ทีมงานโรงเรียนสังเคราะห์แสงอธิบายด้วยความตื่นเต้น

Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

โดยนิทรรศการผู้คนแห่งสงขลานี้แบ่งออกเป็น 6 หมวดหลักๆ ภายในย่านเมืองเก่า รวมทั้งหมด 76 ครอบครัว ซึ่งประกอบไปด้วย

  1. ประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องราวและอาคารที่มีความสำคัญของย่านเมืองเก่าสงขลาที่เป็นเมืองพหุวัฒนธรรม ทั้งชาวพุทธ ชาวจีน ชาวมุสลิม 
  2. ร้านค้าและธุรกิจในชุมชน สะท้อนความรุ่งเรืองที่ผ่านมาในอดีตของสงขลา ก่อนจะค่อยๆ โรยราในช่วงหลัง และการเปลี่ยนแปลงที่ผู้คนเริ่มกลับมาต่อยอดเปลี่ยนเมืองให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในปัจจุบัน
  3. อาหาร เป็นสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์มากๆ เพราะด้วยการเป็นเมืองพหุวัฒนธรรมที่มีการหยิบยืมและผสมผสานอาหารข้ามวัฒนธรรมกัน จนกลายเป็นอาหารที่หาไม่ได้จากที่อื่น
  4. ศิลปวัฒนธรรม รวมถึงศิลปินที่อาศัยอยู่ในเมืองสงขลา
  5. ภูมิปัญญา ในส่วนของผู้คนที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองให้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง
  6. ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่เข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าของเมืองสงขลาในยุคปัจจุบัน

ซึ่งภาพของทุกครอบครัวถูกนำมาผสมผสานรวมกัน ออกมาเป็นงานคอลลาจเหมือนกันกับที่เจริญกรุง โดยจัดแสดงอยู่ที่ผนังหัวมุมถนนหนองจิก-นางงาม

Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน
Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

นอกจากนี้ ภายในงานนิทรรศการนี้ยังมีโปรเจกต์ส่วนตัวของทีมโรงเรียนสังเคราะห์แสงทั้ง 4 คนมาจัดแสดงอีกด้วย นี่เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ว่า สงขลามีเรื่องราวให้น่าบอกเล่ามากมายขนาดไหน

“ตอนแรกเราก็คิดแค่ลงไปทำเวิร์กช็อปแค่นั้น แต่พอได้ลงไปกันจริงๆ และเห็นวัตถุดิบที่มีอยู่ในเมืองแล้ว พวกเราก็มองหน้ากันว่ามันต้องทำอะไรเพิ่มสักอย่าง เพื่อให้นิทรรศการนี้มันสมบูรณ์มากขึ้น ซึ่งมันก็เป็นเรื่องบังเอิญดีที่แต่ละคนมองเห็นวัตถุดิบคนละอย่าง แต่กลับร้อยเรียงออกมาเป็นเรื่องของอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของสงขลาพอดีเลย เรื่องอดีตหรือฟิล์มเก่าจะเป็นของเอ็กซ์ ภาพปัจจุบันหรือบุคคลในท้องถิ่นจะเป็นของตุลย์และโต้ กิจการร้านอาหารที่ส่งต่อไปยังอนาคตจะเป็นของแบงก์” ทีมโรงเรียนสังเคราะห์แสงเล่าถึงนิทรรศการย่อยที่จะเกิดขึ้น

สงขลาเมืองแห่งประวัติศาสตร์

From Singora to Songkhla นิทรรศการภาพถ่ายจากฟิล์มกระจก
สถานที่จัด : ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา ถนนนางงาม เปิดทุกวัน 10.00-18.00 น.

ในย่านเมืองเก่าของสงขลานั้นมีร้านถ่ายภาพเก่าแก่อยู่ร้านหนึ่ง ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 8 ก่อนที่กิจการจะโรยราจนร้านต้องปิดกิจการลงเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน และลูกหลานของบ้านนั้นก็ปล่อยบ้านไว้แบบเดิม เป็นโชคดีที่เอ๋ซึ่งสนใจเรื่องภาพเก่ามีโอกาสไปสำรวจเข้า 

Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

“เราไปเจอกล่องกระดาษกล่องหนึ่ง พอเปิดดูมันเป็นฟิล์มกระจก ดูแล้วน่าจะเป็นช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เราเลยเก็บไว้ทั้งหมดโดยที่ก็ไม่รู้จะเอาภาพเหล่านั้นออกมายังไง จนสองปีผ่านมา ตอนที่โรงเรียนสังเคราะห์ลงมาเวิร์กช็อปเลยเอาให้พวกเขาดูก็ฮือฮากันใหญ่เลย 

“ต้องบอกก่อนว่าในยุคนั้นคนสงขลาเป็นคนที่ค่อนข้างทันสมัยนะ มีร้านถ่ายภาพหลายร้าน และคาแรกเตอร์ของแต่ละร้านไม่เหมือนกัน อย่างภาพที่เราได้มาบ่งบอกได้เลยเลยว่าช่างภาพคนนี้มีฝีมือมาก พอเอ็กซ์เห็นเขาก็เกิดไอเดียว่าจะนำฟิล์มกระจกเหล่านี้มาทำให้กลายมาเป็นภาพที่ทุกคนดูได้อีกครั้ง” เอ๋เท้าความถึงที่มาการเจอฟิล์มเก่าก่อนที่กลายมาเป็น Side Project ของเอ็กซ์

Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน
Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

“ตอนนั้นผมลองเอามาทำตามสิ่งที่ผมถนัด นั่นคือการอัดขยายในห้องมืด พอได้ลองอัดภาพออกมาแล้วก็รู้สึกว่ามันมีความเป็นไปได้ในการจัดแสดง แต่ปัญหาหนึ่งคือฟิล์มที่พี่เอ๋เจอมันมีไม่พอ ก็เลยต้องไปรวบรวมฟิล์มกระจกมาจากที่อื่นๆ เพื่อให้เห็นชุดภาพที่สมบูรณ์ขึ้น ทั้งจากการรถไฟแห่งประเทศไทย จากหอจดหมายเหตุวชิรญาณ และหอจดหมายเหตุที่สงขลา ซึ่งมันเล่าได้ครบทุกมิติ 

“อย่างภาพที่อยู่หอจดหมายเหตุสงขลาเป็นภาพท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาพตลาด ภาพทะเล ส่วนภาพที่หอจดหมายเหตุกรุงเทพฯ เป็นบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้อง เช่น การเสด็จประพาสต้น พอผมอ่านเรื่องสงขลาทั้งหมด ผมรู้สึกว่ามันน่าเล่าและคิดว่าน่าจะดีที่ทำออกให้คนอื่นได้เห็น บางภาพหลายคนอาจเคยเห็น แต่ภาพบางภาพหลายคนอาจยังไม่ได้เห็น” เอ็กซ์เล่าถึงงานฟิล์มกระจกที่กำลังจะเกิดขึ้น

บุคคลผู้ขับเคลื่อนเมืองสงขลา

The Soul of Songkhla นิทรรศการภาพถ่ายบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในเมืองเก่าสงขลาและสร้างรอยยิ้มให้กับชุมชนในทุกวันนี้
สถานที่จัด : บ้านเก้าห้อง ถนนหนองจิก เปิดทุกวัน 10.00-18.00 น.

ในช่วงที่ลงพื้นที่ทำเวิร์กช็อป ทางด้านตุลย์ก็ได้พบเจอกับผู้คนตัวเล็กๆ ซึ่งเป็นบุคคลชื่อดังประจำชุมชนที่ทำเรื่องดีๆไว้ให้กับสังคม และทุกคนในเมืองก็รู้จักบุคคลเหล่านี้เป็นอย่างดี

Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

“คนใต้จะมีคำพูดว่า การที่เขาเป็นคนใต้เนี่ย เขาไม่ได้เป็นที่ตัวนะ เป็นยันหัวใจตับไตไส้พุง รักพี่น้อง ถิ่นฐานเกิดตัวเอง ผมเลยไปโฟกัสที่บุคคลสำคัญที่ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคมในพื้นที่ อย่างคุณลุงบันเทิง ซึ่งเป็นคนขี่รถมอเตอร์ไซค์ เป็นโฆษกประจำเมือง อย่างเวลามีรับบริจาคโลหิต แกก็จะมาขี่มอเตอร์ไซค์ประกาศ คนในพื้นที่จะลงเงินกัน แกจะมีคำพูดติดปากเท่ๆ ว่า ก่อนตายอยากใช้เสียงของแกเป็นประโยชน์กับคนจนวาระสุดท้าย เราเลยอยากทำเพื่อจะบอกว่าสิ่งที่พวกเขาทำ ทุกคนรับรู้นะ อยากให้เขารู้สึกว่าเขามีรางวัลในชีวิต โดยที่ทุกคนก็รับรู้ร่วมกัน” ตุลย์เล่าถึงงานที่ทำ

Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

ไม่ใช่เพียงแค่คุณลุงบันเทิงที่ทำหน้าที่เป็นโฆษกป่าวประกาศให้กับชุมชนเท่านั้น แต่ตุลย์พบว่ายังมีบุคคลแบบนี้อยู่อีกมากมาย เช่น เด็กที่เพิ่งจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มาหมาดๆ แต่ได้เข้าร่วมการต่อต้านการสร้างเขื่อนที่จะทำให้หาดทรายที่สวยงามหายไป โดยภาพของผู้คนเหล่านี้มีทั้งหมด 36 ภาพ แค่นี้ก็น่าสนใจแล้วว่า ภาพอีก 34 ภาพจะเป็นคนที่มีบทบาทอะไรอีกบ้าง

นางงามแห่งสงขลา

Miss Songkhla นิทรรศการภาพถ่ายสะท้อนความงามของเมืองสงขลาผ่านหญิงสาวชาวสงขลา
สถานที่จัด : บ้านเก้าห้อง ถนนหนองจิก เปิดทุกวัน 10.00-18.00 น.
Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

ในส่วนงานของโต้นั้นได้เล่าถึงประวัติศาสตร์ที่โยงเข้ากับคอนเซปต์ของโปรเจกต์ ว่าตั้งแต่ พ.ศ.2478 เมืองสงขลาได้มีการจัดงานประกวดนางงามขึ้น ในปีนั้นสาวงามที่ได้รับคัดเลือกเป็นนางงามคนแรกของสงขลา คือนางงามมาจากชุมชนบนถนนเล็กๆ ใจกลางเมืองสงขลาที่เดิมมีชื่อว่า ‘ถนนเก้าห้อง’ ภายหลังจากการประกวดถนนเส้นนั้นก็เปลี่ยนชื่อไปเป็น ‘ถนนนางงาม’ ทำให้โต้ตัดสินใจที่จะเดินลงไปถ่ายภาพผู้หญิง หรือ ‘นางงาม’ ที่อาศัยอยู่ในบริเวณถนนนางงามนั่นเอง

Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

“ถนนนางงามจริงๆ แล้วเป็นจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์พวกเราด้วยซ้ำ เพราะทุกอย่างตั้งอยู่ตรงนั้น และเป็นถนนหลักในสงขลา Old Town ก็เลยคิดว่าเราจะนำเสนอภาพของสงขลายังไง พอเป็นเรื่องนางงามสงขลา คิดว่าทุกคนต่างมีความงามในแบบของตัวเอง ผมเลยอยากนำเสนอความงามในแบบที่ไม่ใช่สังคมตีกรอบค่านิยมไว้ อีกอย่างเราอยากเล่าด้วยว่า สงขลามันมีความเป็นพหุวัฒนธรรม มีหลากหลายวัย หลากหลายศาสนา ที่มาอยู่รวมๆ กัน ผมถ่ายเป็นแฟชั่น Portrait เพื่อให้เห็นว่าคุณสามารถสวยในแบบของตัวเอง ส่วนคอสตูมคือหยิบจากของเขาเป็นหลัก แล้วมา Mix and Match ให้มันเข้ากับตัวเขา” โต้เล่าถึงนิทรรศการภาพแฟชั่นของเขา

ความอร่อย (ที่กำลังจะสูญหาย) ของสงขลา

The Last Recipe of Songkhla นิทรรศการภาพถ่ายอาหารสูตรลับแบบฉบับเมืองเก่าสงขลาที่กำลังจะหายไป
สถานที่จัด : ผนังตึกจีนบนถนนยะหริ่ง เปิดทุกวัน
Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

เรื่องอาหารเป็นเรื่องแรกที่ผุดขึ้นมาในความคิดของแบงก์ หลังจากที่ค้นพบว่ามีร้านอาหารรสเลิศอยู่มากมายทั่วเมือง แต่กลับกลายเป็นว่าร้านอาหารเหล่านั้นดำเนินกิจการโดยเจ้าของที่เป็นรุ่นสุดท้าย จะไม่มีคนมารับช่วงต่ออีกต่อไป ความอร่อยในทุกวันนี้กำลังเลือนรางหายไปในอนาคต แบงก์เลยหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมานำเสนอในโปรเจกต์นี้

Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

“เรื่องของกินของสงขลาสำหรับผมคือที่สุดแล้ว มีวันหนึ่งพอเรากินข้าวเสร็จ พี่เอ๋ก็บอกว่า แบงก์ นี่คือรุ่นสุดท้ายแล้ว ไม่มีใครทำต่อ แล้วมีอยู่หลายร้านมากๆ ที่เป็นแบบนี้ ผมเลยใช้ชื่องานว่า Last Recipe มันคืองานภาพถ่ายที่เสนอหน้าเมนูใหญ่ๆ ที่กำลังบอกว่าพวกคุณจงไปกินซะ ก่อนที่มันจะไม่มีอีกแล้ว สิ่งที่ผมคาดหวัง คือการที่เราทำโปรเจกต์ คนที่มาดูไม่ว่าจะเป็นทายาทเจ้าของร้านหรือคนทั่วไปนั้นเกิดความคิดอยากสานต่อกิจการต่อไป เพราะถ้าปล่อยไว้แบบนี้มันก็จะหายไป” แบงก์เล่าถึงความฝันที่อยากเห็นอาหารเหล่านี้ได้ถูกถ่ายทอดต่อไป

ศิลปินใหม่แห่งสงขลา

Songkhla (Oldtown) Through Young Eyes นิทรรศการภาพถ่ายจากมุมมองของนักสำรวจตัวน้อยแห่งเมืองเก่า
สถานที่จัด : aey space ถนนนางงาม เปิดทุกวัน 10.00-18.00 น.
Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

นอกจากงานนิทรรศการหลักอย่างผู้คนแห่งสงขลา และ Side Project ของทางโรงเรียนสังเคราะห์แสงแล้ว ในงานยังมีนิทรรศการที่น่ารักและน่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะมันคือการสร้างโอกาสให้กับศิลปินตัวน้อยแห่งสงขลานั่นเอง โดยจุดเริ่มต้นมาจากวันที่มีการเวิร์กช็อปกันนั้น มีเด็กสองคนเห็นคณะช่างภาพเดินพูดคุยและถ่ายภาพกันในละแวกบ้านของเขา เลยออกมาทักทายด้วยความเป็นกันเอง ทำให้พวกเขาเกิดความคิดขึ้นมาว่า น่าจะมีเวิร์กช็อปและพื้นที่สำหรับเด็กๆ ในชุมชนบ้าง เลยเกิดเป็นนิทรรศการ Through Young Eyes 

“เด็กยุคใหม่นั้นเติบโตมากับเทคโนโลยีใหม่ บางคนไม่เคยรู้จักกับกล้องฟิล์มเลยด้วยซ้ำ เราอยากให้เด็กๆ ที่เขาไม่ได้เติบโตมาในยุคกล้องฟิล์มได้สัมผัสประสบการณ์ในการถ่ายภาพ เลยจัดสอนให้เด็กได้รู้จักการถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม โดยเด็กที่มาร่วมกิจกรรมถ่ายภาพรวบรวมโดยผู้ดูแลศิลปะเด็กในชุมชน ให้เขามองมุมมองสงขลาผ่านตาของพวกเขา ว่าเขารู้สึกยังไง เขาคิดยังไงกับบ้านของเขา

Portrait of Songkhla นิทรรศการเล่าเรื่องผู้คนแห่งสงขลาในมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน

“เด็กที่มาเข้าร่วมนั้นมีทั้งที่เด็กสุดคือหกปี มากสุดคือสิบสี่ปี มีความหลากหลายมาก ความน่าสนใจอยู่ที่ว่าหลังจากเด็กๆ ได้เริ่มลงมือถ่ายภาพกัน ภาพที่ได้มานั้นสวยงาม มีความบริสุทธิ์ มีความอิสระ ไร้ซึ่งกรอบและขอบเขต เป็นการชี้ให้เห็นว่าเด็กเหล่านี้มีความเป็นศิลปินอยู่ในตัว 

“และเราก็ไม่อยากใช้มุมมองของพวกเรามาตัดสินว่าภาพไหนดีหรือไม่ดี เลยใช้วิธีการเปิดโหวตโดยตัวเด็กๆ เอง เพราะด้วยความที่เขาเป็นเด็ก เขาก็จะมีสมาธิจดจ่อได้ไม่มาก เราเลยให้เขายกมือ ใครชอบภาพไหน ให้ยกมือเลย ไม่ต้องมีเหตุผล สิ่งที่พวกเราชอบมากก็คือไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ มันเป็นเรื่องจริงเขาบอกว่า ภาพดีก็คือภาพดี ขนาดเด็กที่ยังไม่มีความรู้เรื่องภาพมากนักยังรู้ว่าภาพนี้มันดี

“นอกจากนี้ยังมีการคุยกับพ่อแม่ที่พาลูกๆ มาเข้าร่วมด้วย เราบอกไปว่า วันหนึ่งเราไม่รู้หรอกว่าเด็กคนนี้จะโตไปเป็นศิลปินหรือไปเป็นอะไร แต่ถ้าเกิดเขามาในเส้นทางนี้ นี่คือบันทึกม้วนแรกในชีวิตของเขา เราเลยคิดกันว่า เราอยากเอานิทรรศการนี้มาวางไว้ที่ a.e.y.space จากนั้นจะมีการขายภาพ เราจะพรินต์กับเฟรมให้ แล้วเงินที่ได้จะเป็นทุนการศึกษากับเด็กคนนั้นไปเลย” ทีมงานทุกคนเล่าโปรเจกต์นี้ด้วยเสียงตื่นเต้น

จากเจริญกรุงสู่สงขลา

ถ้านิทรรศการที่เจริญกรุงคือการเปลี่ยนพื้นที่ให้กลายเป็นย่านที่เป็นมิตรกับบรรดาช่างภาพ ด้วยการเริ่มต้นจากนิทรรศการภาพถ่าย ตัวงานนิทรรศการ Portrait of Songkhla นี้ก็มีเป้าหมายคล้ายกัน คือสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้กับเมืองสงขลา เพื่อให้กลายเป็นเมืองที่เป็นหมุดหมายปลายทางของนักเดินทางในอนาคต ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเป็นเมืองแห่งเทศกาลการถ่ายภาพ หรือ Photo Festival จะเป็นเมืองแห่งอาหาร หรือเป็นเมืองแห่งศิลปะก็ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

งานนิทรรศการซึ่งทุกคนที่เข้าร่วมทำกันอย่างเต็มที่ด้วยใจรักจริงนั้น จะเปิดให้ทุกคนได้มารับชมไปพร้อมกันในช่วง 11 – 27 กันยายน ที่บริเวณเมืองเก่าของสงขลา และเราขอให้มั่นใจได้ว่าการไปเยือนสงขลาในนิทรรศการนี้ จะทำให้เราได้รับรู้เรื่องราวชีวิต ประวัติศาสตร์ และประสบการณ์ที่ไม่เคยมีการบอกเล่ากันของเมืองสงขลา แบบที่หาไม่ได้ในโอกาสอื่นๆ อีกแล้ว

Writers

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

ภูมิ เพชรโสภณสกุล

อดีตนักศึกษาเอกปรัชญา นักหัดถ่าย นักหัดเขียน เป็นทาสแมว ที่ใฝ่ฝันจะเป็นนักดนตรี

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในช่วงหลายปีมานี้ หลายธุรกิจเล็กใหญ่หันมาให้ความสำคัญกับผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในขณะที่เซ็นทรัลพัฒนาได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาโดยตลอด และนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานและพัฒนาทุก ๆ โครงการเรื่อยมา

“เราอยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้คน ชุมชน และสังคมที่เราอยู่” คุณโอ-ชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล กรรมการบริหารและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจและโครงการ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) บอกทันทีที่บทสนทนาเริ่มต้น ทำให้รู้ว่าการปรับแบรนด์ดิ้งขององค์กร บนแนวคิด Imagining better futures for all ไม่ได้แค่เพียงเปลี่ยน Identity ใหม่ให้สะดุดตาและเข้าถึงท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น แต่ตอกย้ำหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยตลอด 40 ปี นับแต่วันแรกที่ คุณสัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ ตั้งใจจะทำศูนย์การค้าที่ดีที่สุดในประเทศไทยเพื่อคนไทย

“ลูกค้า คู่ค้า พนักงาน และคนไทยทุกคน คือสิ่งสำคัญมาตั้งแต่วันแรก” และเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานหรือริเริ่มโครงการใหม่ทุกครั้ง เพราะเชื่อว่าคุณภาพชีวิต คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนา หากผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น ชุมชนจะดีขึ้น เมืองจะดีขึ้น และประเทศก็จะดีขึ้น

PURPOSE

ย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีก่อน บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ได้พัฒนาโครงการแบบครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย คือ เซ็นทรัล ลาดพร้าว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของรูปแบบศูนย์การค้าที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน

เวลาล่วงเลยไป 40 ปี นอกจากศูนย์การค้าเซ็นทรัล ที่อยู่ในใจคนไทยแล้ว เซ็นทรัลพัฒนายังขยายเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยมีศูนย์การค้าเป็นธุรกิจหลัก 37 แห่ง รวมถึงโครงการที่อยู่อาศัย 22 แห่ง โรงแรม 2 แห่ง และออฟฟิศชั้นนำอีก 10 แห่ง

“บริษัทเรายึดมั่นและดำเนินการในเจตนารมณ์ที่ชัดเจนและแน่วแน่มาโดยตลอด ที่จะทำให้มาตรฐานคุณภาพชีวิตให้คนและชุมชน รวมทั้งสร้างเศรษฐกิจให้ดีขึ้น เพราะสองเรื่องนี้แยกออกจากกันไม่ได้”

คุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับเซ็นทรัลพัฒนา คือ การสร้างสถานที่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าและความสัมพันธ์ ให้ผู้คนได้มาพักผ่อน พบปะกัน รวมถึงเป็นพื้นที่สำหรับส่งเสริมผู้ประกอบการทั้งระดับโลกและระดับท้องถิ่นให้เติบโตร่วมกัน สร้างอาชีพและรายได้ ปลุกสำนึกรักบ้านเกิด จ้างตำแหน่งงานที่ทำงานใกล้บ้านและชุมชนของตัวเองได้

คุณโอเล่าต่อว่า บริษัทเติบโตขึ้นทุกวัน มีธุรกิจในเครือเกิดขึ้นใหม่มากมาย มีพนักงาน ผู้ประกอบการ และร้านค้าอีกนับไม่ถ้วน แต่ยังคงยึดมั่นในจุดยืนเดิมที่ชัดเจน ด้วยเป้าหมายที่สร้างอิมแพคให้กับประเทศมากขึ้น โดยสื่อสารผ่านแคมเปญแบรนด์ดิ้งให้นักลงทุน คู่ค้า พนักงาน และลูกค้า เห็นภาพใหญ่ภาพเดียวกัน และใช้โอกาสครบรอบ 40 ปีปรับเปลี่ยน Brand Identity ของบริษัท คือ เซ็นทรัลพัฒนา รวมถึงโลโก้ของแต่ละสาขาด้วย

IDENTITY

“ผมภูมิใจที่เราตั้งใจทำสิ่งนี้มาตลอด 40 ปี”

ความยั่งยืนเป็นเรื่องที่องค์กรไม่ว่าใหญ่หรือเล็กหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป และเซ็นทรัลพัฒนาเองก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาเนิ่นนาน

“ผมว่าทุกคนสามารถมีบทบาทได้ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรใหญ่หรือเล็ก บางคนมีส่วนร่วมได้ แต่ถ้าคุณเป็นองค์กรใหญ่ ก็ควรจะสร้างอิมแพคได้มากและนาน”

Imagining better futures for all คือแนวคิดของเซ็นทรัลพัฒนาในวันนี้

อนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน คือการได้ส่งต่อโอกาสให้กับคน สร้างสถานที่ดี ๆ ให้ชุมชน ที่จะส่งผลต่อคุณภาพการใช้ของทุกชีวิตในสังคม

FOR EVERYONE

นับแต่วันแรก เซ็นทรัลพัฒนา พัฒนาพื้นที่และประสบการณ์ที่สร้างความสุขให้กับทุกความสัมพันธ์ที่มีความหมาย​และมีคุณค่า​ พร้อมกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ในการใช้ชีวิต ทำงาน พบปะ เรียนรู้ และสัมผัสประสบการณ์​แห่งความสุขร่วมกัน

“โดยการพัฒนาศูนย์การค้าของเรา เรามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความต้องการ​ของลูกค้าทุกแห่ง สามารถนำเสนอสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ผู้คนที่หลากหลาย ​รวมไปถึงการผสมผสานส่วนผสมอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ท้องถิ่น และร่วมมือร่วมใจในการพัฒนาไปพร้อมกับชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น”

หากยกตัวเลขให้เห็นภาพมากขึ้น เซ็นทรัลพัฒนามีส่วนช่วยสร้างเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจและสร้างการจ้างงานมากกว่า 150,000 ตำแหน่ง รวมถึงการให้พื้นที่ศูนย์การค้า เปิดตลาดเพื่อช่วยเหลือผู้คนอย่างต่อเนื่อง อาทิ การทำโซน Hug Thai ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็นการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นจากภูมิภาคต่าง ๆ และตลาดจริงใจของโครงการเซ็นทรัลทำ (Central Tham) ซึ่งอยู่ในเครือกลุ่มเซ็นทรัล เริ่มต้นจากการช่วยเกษตรกรขายผัก ผลไม้ ส่วนหนึ่งขายในท้องถิ่น อีกส่วนกระจายไปทั่วประเทศโดยเซ็นทรัลฟู้ดรีเทล และมีช่องทางการขายที่ตั้งอยู่ในศูนย์การค้าของเซ็นทรัลพัฒนาหลายแห่งทั่วประเทศ

ภายในองค์กรยังให้ความสำคัญกับคุณค่าทางสากล ทั้งเรื่องสิทธิส่วนบุคคล ความเท่าเทียม และความแตกต่าง ถ้าสังเกตจะเห็นว่าเซ็นทรัลพัฒนามีพนักงานหลากหลาย ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเพศหรือความบกพร่องทางร่างกาย และที่ผ่านมาก็มีผู้บริหารระดับสูงหลายท่านเป็นผู้หญิง เช่นเดียวกับ คุณวัลยา จิราธิวัฒน์ ซีอีโอหญิงคนปัจจุบัน

เรื่องสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่เซ็นทรัลพัฒนาให้ความสำคัญ เหมือนที่คุณโอบอกว่า “คนเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม ธุรกิจก็เช่นเดียวกัน เราจะเป็นแบรนด์ที่ดีได้ ก็ต่อเมื่อเราใส่ใจในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม”

เซ็นทรัลพัฒนาตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นองค์กร Mixed-use Developer รายแรกที่เข้าสู่ Net Zero Carbon Emission ให้ได้ภายในปี 2050 โดยมีแผนงานโร้ดแม็ปลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมลพิษจากธุรกิจสุทธิเป็นศูนย์ ในธุรกิจศูนย์การค้า ที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน และโรงแรมทั่วประเทศ ผ่านการลดการใช้พลังงานให้ได้ 50 เปอร์เซ็นต์ ลดการใช้ CFC และสารที่ทำลายชั้นบรรยากาศ และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดหรือ Clean Energy  ให้ได้อีก 50 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้งภายในและภายนอกโครงการให้ได้ถึง 1 ล้านต้นโดยเร็วอีกด้วย

LOGOS

หลังจากเปลี่ยนแบรนด์ให้เป็น CPN เมื่อหลายปีก่อน เซ็นทรัลพัฒนาเลือกที่จะกลับมาใช้ชื่อเต็มเป็น Central Pattana อีกครั้ง เพราะคำว่า ‘พัฒนา’ คือดีเอ็นเอที่แท้จริงของธุรกิจ

นอกจากนี้ ยังนำเลขไทยมาใช้เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของภาษา แสดงถึง Local Spirit ได้ดี

ถ้าก่อนหน้านี้ผู้อ่านได้เห็นข่าวเปิดตัวโลโก้ใหม่ของทุกทั่วประเทศ และเปลี่ยนชื่อจากเดิมที่เคยต่อท้ายด้วยคำว่า ‘พลาซา’ หรือ ‘เฟสติวัล’ ให้เป็นชื่อเรียกตามที่คนในชุมชนเรียกกัน อย่างเซ็นทรัลเชียงใหม่ เซ็นทรัล อุบล หรือเซ็นทรัล นครศรี

การรีแบรนด์เซ็นทรัลพัฒนาที่ตั้งใจเข้าถึงชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างอนาคตที่ดีขึ้น

“เพราะเราเชื่อเรื่อง Customer Champions เรายกให้ลูกค้าเป็นหัวใจในการทำงาน ในการพัฒนาโครงการอะไรก็ตาม เราจะเริ่มต้นที่ลูกค้าเสมอ

“แม้แต่โลโก้ของแต่ละสาขา ก็มาจากแนวคิดที่แสดงอัตลักษณ์และความภูมิใจของท้องถิ่น นำมาผสมกับความเรียบและโมเดิร์น เราอยากให้คนท้องที่ภูมิใจกับเมืองของเขา”

โฉมใหม่ของโลโก้นี้เป็นฝีมือระดับอินเตอร์และเป็น Exclusive Collaboration ระหว่างเซ็นทรัลพัฒนา และ North สตูดิโอออกแบบจากสหราชอาณาจักร โกลบอลเอเจนซี่ระดับโลก นำทีมโดย Jeremy Coysten ผู้ทำงานกับเซ็นทรัลพัฒนามากว่าสิบปีแล้ว

แนวคิดในการออกแบบคือ Central + Location เป็นการทำให้ Central เข้าไปผสมผสานในทุก ๆ ท้องถิ่น ด้วยแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรม ภูมิทัศน์ และประวัติศาสตร์อันยาวนานของแต่ละท้องถิ่น มาร้อยเรียงเป็นโลโก้ใหม่ อาทิ

เซ็นทรัล อยุธยา ใช้รูปทรงของเจดีย์มาวาดลวดลาย

เซ็นทรัล เชียงใหม่ เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต และเซ็นทรัล เชียงราย นำภูมิทัศน์ของไร่นา เส้นโค้งของไร่ชาบนภูเขาทางภาคเหนือมาเป็นแรงบันดาลใจ

การตีความลวดลายของเครื่องปั้นดินเผาและอักษรโบราณให้ออกมาเป็นโลโก้ของสาขาภาคอีสาน อย่างเซ็นทรัล อุดร และเซ็นทรัล ขอนแก่น

หรือสาขาล่าสุดเซ็นทรัล จันทบุรี ที่ออกแบบจากอัตลักษณ์อันโดดเด่นของจันทบุรี ชุมชนริมน้ำจันทบูร และลวดลายของเสื่อกกจันทบูร เป็นต้น

การรีแบรนด์ในวาระครบรอบ 40 ปีเซ็นทรัลพัฒนา ด้วยเป้าหมายเพื่อเข้าถึงชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างอนาคตที่ดีขึ้น

เจเรมี่เล่าว่า ความท้าทายของโครงการนี้คือการแตกแขนงแบรนดิ้งจากเดิมที่มีแค่ ‘พลาซา’ และ ‘เฟสติวัล’ ไปเป็นมากกว่า 30 แบรนด์ โดยแต่ละสาขาต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง ในเวลาเดียวกันก็ต้องเป็นหนึ่งเดียวกับสาขาอื่น ๆ ด้วย

Imagining better futures for all

หลายธุรกิจรีแบรนด์เพื่อตอบรับลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ขณะที่แนวคิดของเซ็นทรัลพัฒนามีความตั้งใจอยู่แล้วว่า for All นั้นหมายถึง จะไม่ทิ้งคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไว้ข้างหลัง

จากการวิจัยพบว่าแบรนด์ที่มีเจตจำนงและคาแรกเตอร์ชัดเจนจะเติบโตขึ้น 2 เท่า และ 90 เปอร์เซ็นต์ของคนกลุ่มมิลเลนเนียลมีแนวโน้มจะเลือกบริโภคธุรกิจที่มีบรรษัทภิบาลที่ดี มองธุรกิจมากกว่าผลกำไร แต่ต้องการสร้างคุณค่าให้ตัวเอง ผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมโลก

“เรายังทำเพื่อทุก Stakeholder พอเป็นองค์กรใหญ่ก็มีผู้เกี่ยวข้องเยอะ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ผู้เช่า ผู้ประกอบการ พนักงาน แล้วอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ก็ต้องมีนักลงทุนด้วย ดังนั้น Sense of Purpose ของเรายังเป็นสำหรับคนทุกกลุ่ม แต่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับจุดยืนของธุรกิจต่าง ๆ มาก จุดยืนขององค์กรคืออะไร ตรงกับจุดยืนของเขาไหม เวลาเขาเลือกองค์กรที่จะเข้าไปทำงาน ก็จะมีความคิดความอ่านที่ลึกขึ้น

“แต่ไม่ใช่แค่คนที่จะเข้ามาร่วมงานกับเราและอยากสร้างอิมแพคให้กับสังคม เราหวังว่าลูกค้า ผู้เช่า เขาจะเห็นความตั้งใจ เข้าใจ และอยากเข้ามามีส่วนร่วมเช่นกัน โดยหวังว่าจะทำให้ Loyalty ที่เหนียวแน่น เป็น Ecosystem ครบถ้วนยิ่งขึ้น”

ในขวบปีที่ 40 เซ็นทรัลพัฒนายังคงตั้งใจสร้างอิมแพคครั้งใหญ่ และมีแผนขยายไปในอีก 30 จังหวัดทั่วประเทศ แต่สังคมอาจจะไม่เปลี่ยนแปลงได้ด้วยมือของใครคนใดคนหนึ่ง เหมือนที่คุณโอทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “สุดท้าย เราต้อง ‘ร่วมแรง ร่วมใจ’ สร้างคุณค่าและมูลค่าให้กับสังคมและเศรษฐกิจไปด้วยกันกับทุกคน”

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load