เรื่องมันเริ่มมาจากสิริยากรอยากเลี้ยงไก่

ประสาคนเรื่องเยอะก็เลยหาข้อมูลแยะ แล้วยิ่งสืบไปอ่านมา ก็ได้ยินคำว่า Eco-Lawn โผล่มาให้เห็นควบคู่ไปกับเรื่องราวของคนเลี้ยงไก่ในเมืองมากขึ้นทุกที

ทำไมต้องมาเรียกว่าอีโค่ แล้วไอ้เจ้าสนามหญ้าเขียวๆ ที่เราเห็นอยู่ทั่วไป ทั้งตามบ้านคน สวนสาธารณะ สนามกีฬา สนามกอล์ฟ และที่อื่นๆ มันไม่ดีต่อสิ่งแวดล้อมยังไงกันฮึ ไม่สงสัยเปล่า เราเปลี่ยนประเด็นจากแม่ไก่อ้วน มาหาข้อมูลเรื่องสนามหญ้าที่ว่านี้มันเสียเลย

สนามหญ้า

สิ่งที่ได้รู้ทำเอาอ้าปากค้างทีเดียวค่ะ

การจะมีสนามหญ้าเขียวชอุ่มนุ่มเท้าได้นั้นต้องแลกมาด้วยราคาที่สูงลิบลิ่ว ผู้เขียนไม่ได้หมายถึงค่าใช้จ่ายเบื้องต้นในการจ้างคนมาปรับพื้นที่หรือซื้อหญ้ามาปู หรือราคาของการดูแลรักษา ไม่ว่าจะเป็นปริมาณน้ำที่ใช้รด ปุ๋ยที่ใส่ ค่าเครื่องหรือคนตัดหญ้า ซึ่งเราเห็นและรู้กันดีอยู่แล้ว แต่หมายถึงราคาที่แอบแฝงอยู่จากผลของการกระทำที่ว่ามาเหล่านั้นต่างหาก

ถึงแม้ประธานาธิบดี ท. ของประเทศ อ. จะหลับหูหลับตาบอกว่าภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องหลอกลวง แต่มนุษย์โลกที่ยังพอมีสติปัญญาอยู่บ้างต่างรู้ดีว่ามันเป็นเรื่องจริง และเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่กำลังสร้างภัยพิบัติและความสูญเสียมากขึ้นเรื่อยๆ เราได้ยินเรื่องไฟป่า แม่น้ำจะเหือดแห้ง และภัยแล้งบ่อยขึ้นทุกที ตอนนี้นักสิ่งแวดล้อมต่างพากันหันมามองการใช้น้ำอย่างสิ้นเปลืองไปกับสนามหญ้า ซึ่งไม่ได้มีส่วนในการผลิตอาหาร และสร้างประโยชน์สุขให้กับคนจำนวนนิดเดียวเท่านั้นเมื่อเทียบกับพื้นที่ จะเรียกว่าเป็นความฟุ่มเฟือยอย่างหนึ่งของชีวิตก็ว่าได้ สถิติบอกว่าครัวเรือนอเมริกันใช้น้ำถึง 1 ใน 3 (บางฤดูอาจมากถึง 50%) ไปกับการรดน้ำต้นไม้และสนามหญ้า และกว่าครึ่งระเหยกลายเป็นไอหรือไหลซึมไปโดยเปล่าประโยชน์ จนตอนนี้ หลายๆ รัฐเริ่มมีมาตรการประหยัดน้ำ ด้วยการลดหย่อนภาษีให้คนที่เปลี่ยนสนามหญ้ามาเป็นพืชท้องถิ่นชนิดอื่น ที่ทนแล้งและต้านทานโรคหรือแมลงได้ดีกว่า หรือที่เรียกว่า Xeriscaping

USA

รายงานขององค์การนาซาบอกว่า ‘หญ้าสนาม’ เป็นพืชเชิงเดี่ยวที่มีพื้นที่การปลูกสูงที่สุดในอเมริกา และมีการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงสูงกว่าภาคการเกษตรอย่างที่หลายคนไม่เคยรู้ สารเคมีเหล่านี้นอกจากจะทำลายดินและเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นอันตรายโดยตรงต่อผู้ที่สัมผัสกับสนามหญ้านั้น โดยเฉพาะเด็กเล็ก เพราะร่างกายไม่สามารถกำจัดสารพิษได้ดีเท่าผู้ใหญ่ เราจึงได้ยินว่ามีเด็กป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งสมอง และมะเร็งเม็ดเลือดขาว มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วเชื่อหรือไม่คะว่าโรคมะเร็งก็เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งในหมาและแมวด้วยเช่นกัน เรารู้ดีว่าสารเคมีเป็นตัวการที่สำคัญของการทำงานผิดเพี้ยนในเซลล์ร่างกายสิ่งมีชีวิต ตอนนี้คนจำนวนมากเริ่มหันมาสนใจกินผักผลไม้ปลอดสารพิษ แต่อาจจะลืมนึกไปว่าการสัมผัสกับสนามหญ้าที่เต็มไปด้วยสารเคมีนั้นก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของความป่วยไข้เช่นกัน

หลายคนบอกว่าจะให้เปลี่ยนใจไปปลูกอย่างอื่นก็คงไม่ได้ เพราะสนามหญ้านั้นมีคุณค่าทางใจ มองไปแล้วก็เขียวสบายตา และช่วยเพิ่มมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์อีกด้วยซ้ำ นักวิทยาศาสตร์พูดถึงเรื่อง Carbon Sink หรือการที่พืช (ในที่นี้คือสนามหญ้าที่ได้รับการดูแลอย่างดี) ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศแล้วกักเก็บไว้ในดิน เป็นการลดภาวะเรือนกระจกได้ทางหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนก็เห็นด้วยกับทุกประเด็นที่กล่าวมาค่ะ บ้านผู้เขียนเองก็มีสนามหญ้าทั้งหน้าบ้านหลังบ้าน แต่วันนี้สิ่งที่จะมาชวนกันคุยก็คือ จะทำอย่างไรให้สนามของเราเขียวสวย ที่สำคัญคือ ดีต่อสิ่งแวดล้อมและเจ้าของบ้านด้วย

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็เคยชินกับการมีสนามหญ้าหน้าบ้าน แต่รู้หรือไม่คะว่าการปลูกหญ้าสนามเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้เอง และเอาเข้าจริงก็เพิ่งกลายเป็นความนิยมแพร่หลายมาไม่ถึงร้อยปี

คำว่า lawn หรือสนามหญ้า มีรากศัพท์มาจากคำว่า laune ในกลุ่มภาษาเคลท์ (Celtic) ซึ่งหมายถึง พื้นที่ปิด และปรากฏขึ้นในประวัติศาสตร์เป็นครั้งแรกสมัยยุโรปยุคแรกตั้งถิ่นฐาน ราวปีคริสตศักราช 1540 สมัยนั้นชาวบ้านจะกันพื้นที่ส่วนกลางไว้สำหรับนำสัตว์เลี้ยงอย่างม้า แกะ และวัว มาปล่อยให้หากินร่วมกัน แต่แรกก็คงจะมีพืชหลายชนิดขึ้นสูงๆ ต่ำๆ แต่เมื่อถูกสัตว์กัดเล็มอย่างต่อเนื่อง มันก็กลายเป็นทุ่งหญ้าเรียบๆ สั้นๆ ซึ่งเป็นต้นแบบของสนามหญ้าในปัจจุบัน

ม้า แหล่งน้ำ

การมีสนามเพื่อความสวยงามเป็นหน้าเป็นตาของเจ้าบ้านนั้นมาเริ่มต้นขึ้นเมื่อราวศตวรรษที่ 17 – 18 ในประเทศอังกฤษ ในหมู่เจ้านายและอภิมหาเศรษฐี เพื่อเป็นการประกาศศักดาว่า อันตัวข้าพเจ้านั้นรวยเหลือหลาย มีคฤหาสน์หลังใหญ่มโหฬาร มีที่ดินเหลือเฟือ นอกจากเรือกสวนไร่นา ทุ่งหญ้าสำหรับสัตว์แล้ว หน้าคฤหาสน์นี้ข้าฯ จึงสามารถปล่อยให้เป็นสนามดอกแคโมมีล (พืชยอดนิยมสมัยนั้น) เพื่อความบันเทิงใจเล่น แล้วในเมื่อไม่ใช่ทุ่งหญ้าสำหรับสัตว์ การรักษาให้สนามเรียบสั้นสวยงาม จึงเป็นหน้าที่ของบ่าวไพร่กับกรรไกรและเคียวตัดหญ้าในมือ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าไม่มีอันจะกินจริงๆ ทำไม่ได้แน่นอน

คฤหาสน์ คฤหาสน์

สนามหญ้ากลายมาเป็นส่วนหนึ่งของบ้านคนทั่วไป หลังจากนายเอ็ดวิน เบียร์ด บัดดิ้ง (Edwin Beard Budding) ประดิษฐ์เครื่องตัดหญ้าขึ้นเมื่อปี 1830 และมีหลายบริษัทพัฒนาเครื่องตัดหญ้ารุ่นต่อๆ มาให้มีประสิทธิภาพและราคาถูกลงเรื่อยๆ ควบคู่ไปกับการขยายตัวของที่อยู่อาศัยของชาวอังกฤษไปยังชานเมือง ทำให้บ้านมีบริเวณมากขึ้น รวมทั้งกีฬาสนามที่เริ่มได้รับความนิยมอย่างฟุตบอล เทนนิส กอล์ฟ และคริกเก็ต ทำให้สนามหญ้าขยายตัวอย่างรวดเร็วมากในราวต้นศตวรรษที่ 19

ตัดหญ้า

ขณะเดียวกันบนแผ่นดินใหม่อย่างอเมริกาในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 เมื่อผู้ที่อพยพมาจากอังกฤษนำเอารูปแบบการใช้ชีวิตติดตัวข้ามน้ำข้ามทะเลมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างคฤหาสน์ เกษตรกรรม ปศุสัตว์ และแน่นอน… กระแสนิยมเรื่องสนามหญ้า ถึงแม้ในบริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาที่เป็นอาณานิคมใหม่ของอังกฤษ (ซึ่งรวมเรียกว่า New England) นั้นจะมีหญ้าและพืชท้องถิ่นขึ้นอยู่ก่อนแล้ว แต่ชาวอังกฤษที่ย้ายมากลับบอกว่ามันเป็นพืชคุณภาพต่ำ ไม่มีคุณค่าทางอาหารมากพอสำหรับสัตว์เลี้ยงที่เอามาด้วย แถมเดินแล้วก็ยังระคายตีนแดงของผู้ดีอังกฤษ ใครที่จะอพยพมาแผ่นดินใหม่จึงได้รับการแนะนำให้พกเอาเมล็ดโคลเวอร์ (Clover) และหญ้าติดตัวมาด้วย ธุรกิจนำเข้าเมล็ดหญ้าก็เริ่มต้นขึ้นในช่วงนี้ จนหญ้าพันธุ์เบอร์มิวด้า (Burmuda) และเคนตักกี้บลูกราสส์ (Kentucky Bluegrass) กลายเป็นสายพันธุ์หญ้าที่มาแทนที่หญ้าท้องถิ่น และยังปลูกกันอยู่ในอเมริกาจนถึงปัจจุบัน

แรกเริ่มเดิมทีนั้น สนามหญ้าก็เป็นเครื่องแสดงฐานะและอำนาจของผู้มีอันจะกินเหมือนกับในอังกฤษ แล้วจึงขยายตัวไปยังชนชั้นกลาง เมื่ออุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งเมล็ดหญ้าเริ่มแพร่หลายและมีราคาถูกลง ลองนึกถึงฉากจาก The Great Gatsby แล้วตัดภาพมาอีกทีเป็นสนามหน้าบ้านในเรื่อง Pleasantville ประมาณนั้นเลยค่ะ

ปัญหามันมาเริ่มเกิดขึ้นเมื่อสนามหญ้าเริ่มแพร่หลายไปยังภูมิภาคอื่นๆ ในอเมริกา เพราะการที่หญ้านำเข้าเติบโตได้ดีในแถบนิวอิงแลนด์ก็เพราะมันมีสภาพอากาศใกล้เคียงกับในอังกฤษ แต่พอย้ายพื้นที่ปลูกไปทางใต้หรือฝั่งตะวันตก ปริมาณน้ำฝนและความสมบูรณ์ของดินไม่เพียงพอ คือเรียกว่าไม่ได้เหมาะที่จะปลูกหญ้าเหล่านี้หรอก แต่ธรรมชาติของมนุษย์ขี้เหม็นอย่างเรานั้นชอบที่จะฝืนธรรมชาติ จึงพยายามต่อสู้ด้วยการรดน้ำและใส่ปุ๋ยอย่างหนัก ตามมาด้วยยาฆ่าแมลงอีกสารพัด เพียงเพื่องจะทำให้หญ้าพันธุ์ต่างถิ่นเขียวสวยและดูแข็งแรงแบบปลอมๆ ในดินแดนที่ไม่เหมาะสมกับมัน แล้วก็หลับหูหลับตาทำกันแบบนี้มาร่วมร้อยปี จนถึงจุดที่ธรรมชาติบอกว่าไม่ไหวแล้วโว้ย ปุ๋ยไนโตรเจนที่ถล่มใส่ดินมันไม่ได้ถูกหญ้าเอาไปใช้เท่าไหร่ ถึงได้ตกค้างทำให้ดินเป็นกรดอย่างหนัก แถมไหลซึมลงไปยังแหล่งน้ำ ทำให้สาหร่ายเจริญผิดปกติและสร้างสภาวะ dead zone ซึ่งเป็นบริเวณที่ไม่มีออกซิเจน จึงไม่มีสัตว์น้ำอาศัยอยู่ได้

หญ้า

สนามหญ้า

และแล้วก็มาถึงทางออกค่ะ… นั่นก็คือ Eco-Lawn (โอ้โห เกือบลืมไปเลย)

อธิบายง่ายๆ ก็คือ คุณยังมีสนามได้ แต่กรุณาใช้หญ้าพันธุ์ที่โตช้า ทนแล้ง ทนโรค และชนะเลิศที่สุดคือ ต้องมีเมล็ดพืชตระกูลถั่วคละเคล้าอยู่ด้วยเพื่อเพิ่มปุ๋ยธรรมชาติให้กับดิน ถ้าย้อนกลับไปดูสนามหญ้ายุคแรกๆ นั้นจะเห็นว่ามีชื่อของโคลเวอร์ควบคู่อยู่ด้วยเสมอ แต่อยู่ดีๆ ใครก็ไม่รู้เกิดแหนงหน่ายเจ้าโคลเวอร์ใบแฉกกับดอกจิ๋วๆ ของมัน จนเดี๋ยวนี้ลดลำดับชั้นจนกลายเป็นวัชพืชที่ไม่พึงปรารถนาไปเสียนี่ แต่หารู้ไม่ว่าโคลเวอร์นี่ล่ะของดีเลยค่ะ เพราะมันเป็นพืชตระกูลถั่ว ที่มีความสามารถในการดึงเอาไนโตรเจนในอากาศมาตรึงไว้ที่ปมราก แล้วเมื่อถูกตัดใบ รากก็จะตายและคายเอาไนโตรเจนที่สะสมไว้กลายเป็นอาหารให้พืชที่ขึ้นอยู่ข้างๆ ซึ่งก็คือหญ้า เป็นวงจรอาหารที่ไม่ต้องพึ่งปุ๋ยเคมีเลย เดี๋ยวนี้จึงมีการตื่นตัวนำโคลเวอร์กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของเมล็ดหญ้าสนาม ส่วนพันธุ์หญ้าที่หิวกระหายน้ำและอาหารมากๆ ก็ถูกแทนที่ด้วย Fescue ซึ่งเป็นหญ้าที่ต้องการน้ำน้อย โตช้า (เท่ากับไม่ต้องตัดบ่อย เพราะรู้ไหมคะว่าการตัดหญ้าด้วยเครื่องตัดหญ้าที่ใช้น้ำมันเป็นเวลา 1 ชั่วโมงนั้น ปล่อยควันพิษออกมาเท่ากับรถยนต์ถึง 11 คัน!) ข้อดีอีกอย่างคือสนามแบบนี้จะไม่ด่างหากถูกสุนัขมาฉี่ใส่ และโคลเวอร์เป็นอาหารที่ดีมากของไก่ …สุดท้ายก็ตอบโจทย์เสียทีว่าทำไมสนามที่ว่านี้จึงฮิตมากในหมู่ Urban Homestead ทั้งหลาย

สนามหญ้า สนามหญ้า

ทีนี้มาพูดกันถึงเมืองไทยบ้าง ความนิยมสนามหญ้าของเราก็มีประวัติความเป็นมาและพัฒนาการไม่ต่างจากยุโรปและอเมริกาเท่าไหร่นัก สนามหญ้ายุคแรกๆ ของเมืองไทยนั้นเริ่มขึ้นในบ้านเจ้านายและขุนนาง แล้วจึงค่อยๆ ลุกลาม จนปัจจุบันกลายมาเป็นโจทย์บังคับของบ้านเดี่ยวและบ้านจัดสรรแทบทุกแห่ง แต่ก่อนที่เราจะถอดรองเท้าลงไปเหยียบย่ำหญ้าเขียวๆ นุ่มๆ เหล่านี้ เราเคยตั้งคำถามบ้างหรือไม่คะว่ามันปลอดภัยแค่ไหน หญ้าแผ่นๆ จากนาหญ้า ที่เขาเอามาปูนั้นส่วนใหญ่ (หรือผู้เขียนขอเดาว่าเกือบทั้งหมด) ผ่านการใส่ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงมาอย่างหนัก เมื่อมาถึงเราแล้วจึงเขียวสวยอยู่ไม่นานก็เริ่มเหลือง เพราะไม่มีทางที่เราจะให้น้ำให้ปุ๋ยได้เข้มข้นขนาดนั้น มีสนามแล้วก็หมายถึงต้องคอยรดน้ำ ต้องคอยตัดอยู่เสมอ ถ้าใจไม่แข็งพอและไม่มีเวลาทำปุ๋ยยูเรียธรรมชาติก็ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีเพื่อรักษาให้หญ้าเขียวสวยต่อไป ผู้เขียนคิดว่าน่าจะถึงเวลาที่เราหันมาทบทวนว่ามีทางเลือกอื่นไหมที่ไม่ใช่หญ้า และเป็น Eco-Lawn แบบไทยๆ อย่างเช่นปลูกถั่วบราซิลก็ช่วยบำรุงดิน แถมดอกสวย หญ้าเกล็ดหอยหรือใบต่างเหรียญที่เป็นพืชพื้นเมืองของเราไม่ต้องการแดดมาก ทนการเหยียบย่ำ ใบสวย มีดอกสีขาวเล็กๆ น่ารักด้วย พืชเหล่านี้เป็นต้นเตี้ยเรี่ยดินจึงแทบไม่ต้องคอยตัด ไม่ต้องการน้ำมากด้วยค่ะ

ถั่วบราซิล ใบต่างเหรียญ หญ้าเกล็ดหอย

ที่พูดมาส่วนใหญ่ผู้เขียนเน้นไปที่สนามหญ้าตามบ้าน แต่จริงๆ แล้วที่น่าเป็นห่วงมากๆ อีกอย่างก็คือสนามหญ้าตามสวนสาธารณะ ตามโรงเรียน ตามสนามกีฬา นอกจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างที่เล่ามาแล้ว เราเคยถามกันบ้างหรือเปล่าว่าสนามหญ้าเหล่านั้นใส่ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงมากแค่ไหน ปลอดภัยหรือเปล่าที่จะให้ลูกหลานหรือตัวเราเองลงไปสัมผัสใกล้ชิด อย่าหาว่าผู้เขียนโลกไม่สวยและคิดมากเกินไปเลยนะคะ เป็นไปได้ไหมว่าที่ผ่านมาเราคิดและตั้งคำถามกับเรื่องนี้น้อยเกินไป และถึงเวลาที่เราควรจะเรียกร้องให้มีการควบคุมการใช้สารเคมีในสนามหญ้า ผักอินทรีย์เมื่อมีคนต้องการมากๆ ตลาดก็เกิดขึ้นได้ ทำไมหญ้าแผ่นอินทรีย์จะเป็นไปไม่ได้ ผู้เขียนเชื่ออย่างนั้นนะคะ

ที่แน่ๆ คือผู้เขียนกำลังจะเริ่มโละสนามที่บ้าน แล้วปรับมันให้เป็น Eco-Lawn เตรียมต้อนรับแม่ไก่ที่จะมาถึงในไม่ช้า การแก้ปัญหาใหญ่ๆ ไม่ต้องรอช้า เพราะอย่างน้อยมันก็เริ่มได้ที่ตัวเราเอง จริงไหมคะ

Writer

Avatar

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

หัวไม่ดี ตกเลข ฟิสิกส์เคมีชีวะยากเกินไป เรียนสายศิลป์ดีกว่า พวกเก่งคำนวณเขาก็เลือกเรียนหมอ วิศวะ ไม่ก็สถาปัตย์ อ้อ เดี๋ยวนี้มีอีกอย่างที่ทำแล้วรวย คือเป็น Software Engineer แต่ก็ต้องเก่งคอมฯ อีกนั่นแหละ

เคยได้ยินหรือเคยพูดประโยคต่าง ๆ เหล่านี้ไหมคะ

อุ้มนี่ล่ะค่ะตัวดีเลย พูดตลอดว่าไม่เก่งเลข ทั้งที่เรียนศิลป์คำนวณ ก็ตอน ม.4 สอบตกเลข ซ่อมแล้วซ่อมอีกจนแม่ต้องไปจ้างเด็กวิศวะมาสอนที่บ้านน่ะค่ะ เพราะดูทรงแล้วแค่ไปขายส้มก็อาจทอนเงินผิดได้ ทางนี้ก็เรียนไปวาดการ์ตูนไป แล้วเสร็จสอบเทียบใช่มั้ยคะ ตอนไปเอ็นฯ เลขของ ม.6 ก็เลยกา ค.ควาย มันหมดเลยค่า (พี่ที่มาสอนพิเศษนั่นละคงเห็นแวว บอกว่าถ้าทำไม่ได้จริง ๆ เลือกตัวเดียวแล้วกาให้หมด อย่าไปทำเป็นสร้างสรรค์ กาปรู๊ดปร๊าดเอาสวยทิ้งขว้าง แบบนั้นโอกาสได้คะแนนจะน้อยกว่า) เดชะบุ๊ญญญญญ สอบติดนิเทศฯ จุฬาฯ อันนี้ก็ค่อนข้างแน่ใจว่าไม่ได้มาเพราะคะแนนเลขแน่นอน

ทีนี้พอมาเป็นแม่คน ลูกเริ่มเข้าโรงเรียน ต้องตรวจการบ้านแล้วตามดูว่าลูกเรียนอะไรกันมั่ง ก็พบว่า ลูกเรียน 2 ภาษา (อังกฤษ-ญี่ปุ่น) อย่างละครึ่งวัน วิทยาศาสตร์มันชักจะอ่อน ๆ จาง ๆ ไปหน่อยปะวิ อันตัวแม่เองนั้นก็ไม่รู้จะยูทูบทำการทดลองกับลูกไปได้สักกี่น้ำ เลยมองหากิจกรรมเสริมนอกห้องเรียน แล้วก็ไปเจอเวิร์กชอปนี้เข้าค่ะ มันดีมากเลย ชื่อว่า ‘STEM Like a Girl’

อุ้ม สิริยากร คุณแม่ผู้ตกเลขกับวิธีสอนวิทยาศาสตร์แสนสนุกให้ลูกสาว

ก่อนอื่นคงต้องอธิบายก่อนว่า STEM (อ่านว่า สเต็ม) น่ะ เป็นตัวย่อของ Science, Technology, Engineering แล้วก็ Mathematics คือฝรั่งเขาคิดว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เป็นเรื่องเดียวกัน ทำงานด้วยกัน ไม่มีอะไรแยกออกไปเป็นอย่างเดียว เวลาจะพูดถึงอะไรก็ตามในเทือกนี้ เขาก็เรียกว่า STEM แล้วคนก็เข้าใจว่าเป็นสี่เรื่องนี่ล่ะ บูรณาการเข้าด้วยกัน เหมือนเห็น อวทม ก็รู้ว่ามีแอร์วิทยุเทปล้อแม็กซ์ เป็นต้น (เกิดไม่ทันล่ะสิ)

อุ้ม สิริยากร คุณแม่ผู้ตกเลขกับวิธีสอนวิทยาศาสตร์แสนสนุกให้ลูกสาว

ที่บอกว่าเวิร์กชอปที่ไปมันดีมาก ก็เพราะว่าเป็นกิจกรรมสำหรับเด็กผู้หญิงโดยเฉพาะ และพ่อหรือแม่ต้องมาทำเวิร์กชอปกับลูกสาวด้วยตลอดทั้งบ่าย ไม่ใช่มาส่งแล้วไปทำเล็บเสร็จค่อยมารับไรงี้

อุ้ม สิริยากร คุณแม่ผู้ตกเลขกับวิธีสอนวิทยาศาสตร์แสนสนุกให้ลูกสาว
เด็กผู้หญิงและพ่อแม่ที่มาทำเวิร์กชอปร่วมกันตลอดช่วงบ่าย

อุ้มซึ่งไม่เคยผ่ากบ ไม่เคยรู้จักการทดลองหรือทำโครงงานวิทยาศาสตร์ใด ๆ นอกจากไปสัปดาห์วิทยาศาสตร์ที่ท้องฟ้าจำลอง กลับพบว่ามันสนุกมาก! และเดี๋ยวนะ จริง ๆ ฉันก็มีหัวทางนี้นี่นา ทำไมไม่มีใครบอก ทำไมฉันใช้เวลาทั้งชีวิตบอกตัวเองมาตลอดว่าไม่เก่งสิ่งนี้!

อุ้ม สิริยากร คุณแม่ผู้ตกเลขกับวิธีสอนวิทยาศาสตร์แสนสนุกให้ลูกสาว
เมตตากับรถพลังงานแสงอาทิตย์

เมตตาซึ่งจริง ๆ เก่งเลขและชอบวิทยาศาสตร์ แต่แม่ส่งไปโรงเรียนที่เน้นหนักเรื่องภาษา ก็ตื่นตาตื่นใจ แล้วลองทำมันทุกกิจกรรม จากที่ไม่เคยสนใจจะต่อเลโก้พวกที่เป็นรถหรือมีกลไก กลับได้ทำรถพลังงานแสงอาทิตย์กับแขนเทียมสำหรับผู้พิการ กลับมาบ้านรีบเล่าให้น้องกับพ่อฟังใหญ่ว่าไปทำอะไรมาบ้าง ในที่นี้อุ้มก็เลยจะสมมติว่าคุณผู้อ่านเป็นอนีคากับสมคิดนะคะ จะได้เห็นภาพไปด้วยกัน

เดินเข้าไปในงานเป็นห้องใหญ่ ๆ เหมือนห้องประชุม รอบห้องมีโต๊ะอยู่ประมาณ 10 โต๊ะ มีกิจกรรมหลายอย่างให้เดินเข้าไปทำได้เลย ลองมาทำไปด้วยกันนะคะ

อุ้ม สิริยากร คุณแม่ผู้ตกเลขกับวิธีสอนวิทยาศาสตร์แสนสนุกให้ลูกสาว
อุ้ม สิริยากร คุณแม่ผู้ตกเลขกับวิธีสอนวิทยาศาสตร์แสนสนุกให้ลูกสาว

โต๊ะที่หนึ่ง : ทำ Catapult (เครื่องยิงก้อนหิน)

อุปกรณ์ : ไม้ไอติม หนังยาง ช้อนพลาสติก ลูกปิงปอง และหรือปอมปอม

โจทย์ : เอาไม้ไอติมมาประกอบให้เป็นเครื่องยิงลูกปิงปองยังไงให้ได้ไกลที่สุด

คำแนะนำ : ลองปรับความสูงและความชันของช้อน แล้วดูว่าแบบไหนยิงไกลกว่ากัน บางแบบอาจจะยิงได้สูงแต่ไม่ไกล บางแบบยิงได้ไกลแต่ไม่แม่นยำ ฯลฯ

สิ่งที่ได้เรียนรู้ : องศา มุม การคำนวณ กลศาสตร์ ฟิสิกส์

อุ้ม สิริยากร คุณแม่ผู้ตกเลขกับวิธีสอนวิทยาศาสตร์แสนสนุกให้ลูกสาว

โต๊ะที่สอง : ทำ Fizzy Flowers (ก้อนฟู่รูปดอกไม้สำหรับใส่ในอ่างอาบน้ำ)

อุปกรณ์ : เบกกิ้งโซดา แป้งข้าวโพด Citric Acid, Epsom Salt น้ำมันมะกอก น้ำมันหอมระเหย ถ้วยตวงและช้อนตวง พิมพ์ซิลิโคนรูปดอกไม้อันเล็ก ๆ

วิธีทำ : ผสมส่วนผสมแห้งทั้งหมดเข้าด้วยกันในชาม ในอัตราส่วนต่อไปนี้

  • เบกกิ้งโซดา 1/2 ถ้วย
  • Citric Acid 1/4 ถ้วย 
  • Epsom Salt 1/4 ถ้วย
  • แป้งข้าวโพด 1/4 ถ้วย

จากนั้นผสมของเหลวในถ้วยอีกใบ คนให้เข้ากัน ในอัตราส่วนต่อไปนี้

  • น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำ 1 1/2 ช้อนชา
  • น้ำมันหอมระเหย 2-3 หยด

เทของเหลวลงไปชามของแห้ง ใช้ช้อนคนให้เข้ากัน สังเกตว่ามีเสียงหรือมีปฏิกิริยาอะไรเกิดขึ้นบ้าง ส่วนผสมที่ได้อาจจะดูแห้งเหมือนทราย ไม่ต้องตกใจหรือใส่น้ำเพิ่ม แค่ใช้ช้อนบี้ให้ทั่ว ๆ จนกลายเป็นเม็ดเล็ก ๆ เสมอกัน จากนั้นตักใส่พิมพ์ กดให้แน่น ถ้าไม่มีพิมพ์ จะปั้นเป็นก้อนกลม ๆ ด้วยมือก็ได้ ทิ้งไว้ข้ามคืนให้เซ็ตตัวแล้วค่อยแกะออกจากพิมพ์​ เก็บในถุงซิปล็อกหรือกล่องสุญญากาศ เวลาจะใช้ค่อยเอาไปหย่อนในอ่างอาบน้ำ

สิ่งที่ได้เรียนรู้ : ฟองฟู่เกิดจากการทำปฏิกิริยาเคมีของกรดและด่างที่เรียกว่า Acid-Base Chemistry ซึ่งมีน้ำเป็นตัวเร่ง (ถึงได้บอกว่าตอนผสมอย่าเพิ่งใส่น้ำเยอะ เพราะต้องเก็บไว้ให้ทำปฏิกิริยาจริง ๆ ตอนเอาไปโยนในอ่างอาบน้ำ)

โต๊ะที่สาม : หยดน้ำบนเหรียญ

อุปกรณ์ : เหรียญบาท 3 เหรียญวางเรียงในถาด น้ำ น้ำยาล้างจาน แอลกอฮอล์ล้างแผล ถ้วยเล็ก ๆ 3 ใบ ไพเพ็ดหรือหลอดบีบพลาสติกสำหรับหยดน้ำ ถ้วยตวงและช้อนตวง

วิธีทดลอง : เริ่มจากใส่น้ำ 1/4 ถ้วยลงไปถ้วยใบแรก ใช้หลอดบีบดูดน้ำขึ้นมาแล้วค่อย ๆ หยดลงบนเหรียญที่หนึ่งทีละหยด หยดไปเรื่อย ๆ แล้วนับว่ากี่หยด น้ำถึงจะสลายตัวไหลล้นออกจากเหรียญ จดตัวเลขใส่กระดาษไว้

จากนั้นใส่น้ำ 1/4 ถ้วยลงในถ้วยใบที่สอง ใส่น้ำยาล้างจาน 1 ช้อนโต๊ะลงไป คนให้เข้ากัน ใช้หลอดหยดดูดส่วนผสมขึ้นมา แล้วหยดลงบนเหรียญที่สองทีละหยด หยดไปเรื่อย ๆ แล้วนับว่ากี่หยด น้ำสบู่ถึงจะสลายตัวไหลล้นออกจากเหรียญ จดตัวเลขใส่กระดาษไว้

สุดท้าย ใส่แอลกอฮอล์ 1/4 ถ้วยลงในถ้วยใบที่สาม ใช้หลอดหยดดูดส่วนผสมขึ้นมา แล้วหยดลงบนเหรียญที่สามทีละหยด หยดไปเรื่อย ๆ แล้วนับว่ากี่หยด แอลกอฮอล์ถึงจะสลายตัวไหลล้นออกจากเหรียญ จดตัวเลขใส่กระดาษไว้

เสร็จแล้วเปรียบเทียบกันว่าของเหลวไหนหยดบนเหรียญได้มากที่สุด

สิ่งที่ได้เรียนรู้ : ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า แรงตึงผิว หรือ Surface Tension ซึ่งเป็นความรู้ที่สำคัญในวิชาชีววิทยา น้ำมีการจับตัวกันของไฮโดรเจนกับออกซิเจนสูงที่สุด จึงมีแรงตึงผิวมาก หยดลงบนเหรียญแล้วทนต่อแรงดึงดูดของโลกได้นานกว่าจะแยกตัวออกจากกัน พอใส่สบู่ลงไป โมเลกุลของไฮโดรเจนและออกซิเจนในน้ำกลับปันใจไปจับกับสบู่ ทำให้แรงตึงผิวลดลง (นึกถึงโฆษณาน้ำยาล้างจานเลยปะคะ) หยดไปแป๊บเดียวก็ไหลออกจากเหรียญ 

ส่วนแอลกอฮอล์มีไฮโดรเจนเหมือนกัน แต่มีแรงจับตัวกันแค่ครึ่งเดียวของน้ำเปล่า หยดแป๊บเดียวก็ไหลหมด ดิฉันจะขอเปรียบน้ำเป็นค่ายบางระจัน ยึดกันเหนียวแน่น พม่าตีอยู่ตั้งนานกว่าจะแพ้พ่าย ส่วนสบู่ขอเปรียบให้เป็นไส้ศึก แอบใส่ไปนิดหน่อยโครงสร้างก็อ่อนแอ แอลกอฮอล์น่ะเหรอ เป็นสังคมอินเทอร์เน็ตละกัน ยึดไว้หลวม ๆ ด้วยการกดไลก์ ทัวร์ลงตรงไหนก็ Unfollow ทันที (สาบานว่านี่กำลังเขียนเรื่องวิทยาศาสตร์)

อุ้ม สิริยากร คุณแม่ผู้ตกเลขกับวิธีสอนวิทยาศาสตร์แสนสนุกให้ลูกสาว
เมตตากับแขนเทียม

เห็นไหมคะว่าแค่ 3 โต๊ะก็ได้เรียนรู้เกือบจะครบทุกแง่มุมของ STEM แล้ว แต่นี่มีตั้ง 10 แล้วระหว่างทางยังมีโครงงานใหญ่ให้นั่งลงทำที่โต๊ะ คือประกอบรถพลังงานแสงอาทิตย์ กับดูวิดีโอเกี่ยวกับคนที่ใช้แขนเทียมทำกิจกรรมต่าง ๆ จากนั้นให้เทของจิปาถะออกมาจากถุง แล้วคิดว่าจะเอาของเหล่านั้นมาทำเป็นแขนเทียมอย่างไร ให้หยิบของที่วางห่างไป 1 ฟุตโดยใช้แรงและการเคลื่อนไหวน้อยที่สุด (อุ้มกับเมตตาทำสำเร็จด้วยค่ะ ใช้แค่นิ้วโป้งขยับขึ้นลง แต่จับของได้แน่น แถมพลิกคว่ำได้ด้วย ภูมิใจมาก)

อุ้มกับเมตตากลับมาบ้านราวกับเป็นคนใหม่ แม่ลูกผูกพันกันในแง่มุมที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อุ้มประทับใจมาก จนต้องขอไปคุยกับ ซาร่า ฟอสเตอร์ ซึ่งเป็นคนคิดและดำเนินโครงการนี้ ทั้งที่ตัวซาร่าเองมีแต่ลูกชาย!

อุ้ม สิริยากร คุณแม่ผู้ตกเลขกับวิธีสอนวิทยาศาสตร์แสนสนุกให้ลูกสาว
ซาร่า ฟอสเตอร์

อุ้ม : ทำไมถึงคิดจะทำเวิร์กชอปนี้คะ ทั้งที่ตัวคุณเองก็ไม่มีลูกสาวเสียหน่อย

ซาร่า : ต้องเล่าย้อนไปว่า พ่อแม่ฉันเรียนเอกคณิตศาสตร์ ตัวฉันเองก็ชอบวิทยาศาสตร์กับเลขตั้งแต่ ม.ปลาย พอเข้ามหาวิทยาลัยก็เลยเรือกเรียนเตรียมแพทย์ แต่ปรากฏว่าไม่ชอบ พอจะเรียนปริญญาโทต่อ อาจารย์เลยแนะนำให้ลองเลือกเรียนวิศวะฯ ฉันไม่ชอบท่องจำ ชอบการเอาวิทยาศาสตร์ไปปรับใช้มากกว่า เลยตัดสินใจเรียน Biomedical Engineering จบมาแล้วไปเป็นนักวิจัยที่บริษัท Biotech แห่งหนึ่ง แล้วก็ต้องหยุดไปตอนมีลูก

พอลูกชายเข้าโรงเรียน ฉันก็ไปเป็นอาสาสมัครในห้องเรียนลูก ทำ STEM Projects กับเด็ก ป.4 – 5 แล้วก็แปลกใจมากเลยที่พบว่าเด็กผู้หญิงไม่ค่อยกล้ามีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นการยกมือตอบคำถามหรือลงมือทำกิจกรรม ตอนนั้นฉันกำลังคิดอยู่ว่าจะทำงานอะไรต่อไปดี เลยเริ่มเสิร์ชในท้องตลาดว่ามีใครทำเวิร์กชอปกับเด็กกลุ่มอายุนี้อยู่บ้าง เห็นว่าไม่ค่อยมีเลย ที่มีก็สำหรับเด็ก ม.ต้น ม.ปลาย หรือไม่ก็ต้องลงทะเบียนเป็นคอร์สยาว ๆ หลังเลิกเรียนหรือช่วงปิดเทอม แต่ฉันอยากทำกิจกรรมสุดสัปดาห์แบบวันเดียวจบ แค่จุดประกายความสนใจใน STEM

อุ้ม : เริ่มทำโครงการยังไง

ซาร่า : ตอนแรกก็ไปที่โรงเรียน แล้วทำ STEM Engineering Night ก่อน ตอนคิดรายละเอียดกิจกรรม ฉันแค่คิดว่าอยากให้คนเดินเข้ามาในงานแล้วมีกิจกรรมสั้น ๆ ให้ได้ลงมือทำเลย ไม่ใช่เดินเข้ามาในห้องใหญ่ๆ แล้วรู้สึกเด๋อ ๆ กิจกรรมที่เตรียมไว้ก็มีครบทุกด้านของ STEM และที่สำคัญคือต้องให้เด็ก ๆ ได้รู้ด้วยว่าความรู้พวกนี้จะเอาไปใช้ในชีวิตจริงยังไง (กราบ!) 

อย่างทำ Fizzy Flowers ซึ่งฮิตมากในหมู่เด็กผู้หญิง จริง ๆ ก็เคยใช้กันมาก่อนแหละ แต่ไม่เคยคิดว่ามันเกิดจากปฏิกิริยาของอะไรกับอะไรยังไง ฟองฟู่มาจากไหน กลิ่นหอมเกิดจากส่วนผสมอะไร แล้วจริง ๆ ก็มีคณิตศาสตร์อยู่ในนั้น เพราะการชั่ง ตวง วัด ก็เป็นการคำนวณอย่างหนึ่งเหมือนกัน

ส่วน Design Challenge ที่ให้ทำแขนเทียม เป็น Open End Project เพื่อสอนว่าทุกอย่างต้องลองผิดลองถูก ไม่มีใครทำอะไรสำเร็จมาตั้งแต่ลองครั้งแรก ต้องพัฒนาไปเรื่อย ๆ แล้วก็ทำงานกับคนอื่น มีข้อจำกัด มีโจทย์ และมีคำถามต่อเนื่องว่าทำเสร็จแล้วจะช่วยให้ชีวิตดีขึ้นได้อย่างไร ความคิดเหล่านี้ไม่จำเป็นว่าต้องเอาไปใช้ในสายงานวิทยาศาสตร์ เพราะไม่ใช่เด็กที่มาเวิร์กชอปนี้ทุกคนจะกลายไปเป็นนักวิจัย อาจจะโตไปทำงานอะไรก็ได้

อุ้ม : เด็กผู้หญิงกับเด็กผู้ชายเรียนรู้ STEM ต่างกันไหมคะ

ซาร่า : จากประสบการณ์ของตัวฉันเองที่มีทั้งลูกชายและทำงานกับเด็กผู้หญิงมาหลายปี ก็พบว่าต่างนะคะ เด็กผู้หญิงจะสนใจมากกว่าถ้ารู้เหตุผลเบื้องหลังและรู้ว่าได้ช่วยเหลือคน เช่น ถ้าบอกว่าให้ทำแขนเทียมเฉย ๆ เด็กผู้หญิงจะแอบบ่นว่า ไม่เห็นสนุกเลย ไม่อยากทำ แต่ถ้ามีวิดีโอ ให้ดูก่อนว่าคนใช้แขนเทียมทำอะไรได้บ้าง มีเรื่องอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง เด็กผู้หญิงจะอยากทำขึ้นมาเลย เพราะเด็กผู้หญิงจะมุ่งไปทำอาชีพที่ช่วยเหลือสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งแวดล้อม เป็นแม่ พยาบาล ครู นักสังคมสงเคราะห์ อะไรแบบนี้

ในขณะที่เด็กผู้ชายจะพุ่งไปประดิษฐ์เลย เอาเลโก้เท เด็กผู้ชายจะนั่งลงประกอบอะไรทันที ในขณะที่เด็กผู้หญิงจะต้องคิดก่อนว่ามีเรื่องอะไร (ลูกอุ้มเอะอะสร้างบ้านตลอด ต้องมีตัวละคร) ตัวฉันเองที่เลือกเรียน Biomedical Engineering ก็เพราะรู้สึกว่าสิ่งที่ค้นคว้าไม่จบสิ้นอยู่ในห้องแล็บ สุดท้ายจะช่วยคนไข้ได้

อุ้ม : แล้วทำไมต้องเด็ก ป.3 ถึง ป.5 คะ

ซาร่า : เพราะเด็กกลุ่มนี้โตพอที่จะทำโครงงานที่ซับซ้อนขึ้นได้ แล้วมีงานวิจัยบอกว่า พอเด็กผู้หญิงอายุประมาณ 13 – 14 หรือมัธยมต้น จะเป็นช่วงที่ตัดสินใจไม่อยากมุ่งทางวิทยาศาสตร์ เพราะมันเริ่มยากและจริงจังขึ้น ถ้าไม่ได้รับการส่งเสริมอย่างถูกต้อง เด็กผู้หญิงจะคิดว่าตัวเองไม่เก่งเลข ไม่เก่งวิทยาศาสตร์ แล้วไปเลือกเรียนอย่างอื่น ฉันคิดว่าถ้ารีบจัดการก่อนจะถึงจุดนั้น เด็กผู้หญิงจะยังมีความสนใจและอยากเรียนต่อ เพราะไม่มีใครเก่งหรือไม่เก่งมาตั้งแต่เกิด ทุกอย่างต้องเรียนรู้และฝึกฝน

อุ้ม : แล้วทำไมเวิร์กชอปนี้ต้องให้ผู้ปกครองอยู่ทำกิจกรรมร่วมกับลูกสาว

ซาร่า : ทีแรกฉันก็ไม่แน่ใจนะคะว่าคนจะสมัครหรือจะได้ผลไหม แต่ปรากฏว่าทุกคนที่มาชอบมากหมดเลย เพราะได้มี Uninterrupted Time หรือเวลาคุณภาพกับลูกสาว แล้วผู้ปกครองเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรม ก็ได้แรงบันดาลใจและค้นพบศักยภาพในการเรียนรู้และสร้างสรรค์ทาง STEM ของตัวเองด้วย เพราะลูก โดยเฉพาะลูกสาว มักจะฟังว่าพ่อแม่อยากให้ตัวเองเรียนทางไหน หรือพ่อแม่เก่งอะไร

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ฉันอยากบอกมาก ๆ เลยนะคะ คือพ่อแม่ควรระวังคำพูดตัวเอง มีศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ชื่อ Jo Boaler บอกไว้ว่า “เมื่อแม่บอกลูกสาวว่า ตอนสมัยเรียน แม่ไม่เก่งเลขเลย ลูกสาวก็จะคิดว่าตัวเองไม่เก่ง และทำคะแนนเลขต่ำไปด้วย” 

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราพูดให้ลูกได้ยินหรือทำให้ลูกเห็นจึงสำคัญมาก พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะหมดความเชื่อถือ สิ่งสำคัญกว่าคือการหาคำตอบด้วยกัน ลูกจะได้รู้ว่า โอเค พ่อแม่เรายังไม่รู้เลย เราเองไม่รู้หรือยังทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าพยายามเดี๋ยวก็ทำได้เอง

อุ้ม : ถ้ามีคนไทยอยากให้มี STEM Like a Girl ในเมืองไทยบ้าง จะเป็นไปได้ไหมคะ

ซาร่า : ในอนาคตฉันอยากจะทำ Workshop in a Box นะคะ หมายถึงใครอยากจัด STEM Like a Girl ที่เมืองตัวเองก็ติดต่อมา แล้วเรามีอุปกรณ์ต่าง ๆ และคู่มือส่งไปให้ แต่อาจจะต้องใช้เวลา เพราะโครงการนี้เป็นองค์กรแบบไม่แสวงหาผลกำไร มีฉันเป็นพนักงานประจำคนเดียว ที่เหลือเป็นอาสาสมัครที่มาช่วยกัน ฉันอยากควบคุมคุณภาพของโครงการให้ดีด้วย

หนังสือ STEM Like a Girl

เอาเป็นว่าใครอยากเห็นเวิร์กชอปนี้ในเมืองไทย รอหน่อยแล้วกันนะคะ แต่ระหว่างนี้อุ้มแนะนำให้ซื้อหนังสือของซาร่าไปอ่านเลยค่ะ รายละเอียดข้างในดีมากถึงมากที่สุด มีโครงงานวิทยาศาสตร์ให้ทำเยอะมาก และมีอธิบายตอนท้ายทุกอันเลยว่าแต่ละกิจกรรมได้เรียนเรื่องอะไรและเอาไปใช้ยังไง ที่สำคัญ อุปกรณ์ต่าง ๆ หาได้รอบ ๆ บ้าน หรือสั่งซื้อได้ไม่ยาก

มาส่งเสริมให้เด็กผู้หญิงกล้าทดลองและรักวิทยาศาสตร์กันค่ะ วันหนึ่งข้างหน้า เราจะได้มี Ada Lovelace, Marie Courie หรือดอกเตอร์ Mae Jamieson คนใหม่ ๆ ให้โลกนี้ดีและน่าอยู่ขึ้นนะคะ

เว็บไซต์ : stemlikeagirl.org

ภาพ : STEM Like a Girl

Writer & Photographer

Avatar

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load