เรื่องมันเริ่มมาจากสิริยากรอยากเลี้ยงไก่

ประสาคนเรื่องเยอะก็เลยหาข้อมูลแยะ แล้วยิ่งสืบไปอ่านมา ก็ได้ยินคำว่า Eco-Lawn โผล่มาให้เห็นควบคู่ไปกับเรื่องราวของคนเลี้ยงไก่ในเมืองมากขึ้นทุกที

ทำไมต้องมาเรียกว่าอีโค่ แล้วไอ้เจ้าสนามหญ้าเขียวๆ ที่เราเห็นอยู่ทั่วไป ทั้งตามบ้านคน สวนสาธารณะ สนามกีฬา สนามกอล์ฟ และที่อื่นๆ มันไม่ดีต่อสิ่งแวดล้อมยังไงกันฮึ ไม่สงสัยเปล่า เราเปลี่ยนประเด็นจากแม่ไก่อ้วน มาหาข้อมูลเรื่องสนามหญ้าที่ว่านี้มันเสียเลย

สนามหญ้า

สิ่งที่ได้รู้ทำเอาอ้าปากค้างทีเดียวค่ะ

การจะมีสนามหญ้าเขียวชอุ่มนุ่มเท้าได้นั้นต้องแลกมาด้วยราคาที่สูงลิบลิ่ว ผู้เขียนไม่ได้หมายถึงค่าใช้จ่ายเบื้องต้นในการจ้างคนมาปรับพื้นที่หรือซื้อหญ้ามาปู หรือราคาของการดูแลรักษา ไม่ว่าจะเป็นปริมาณน้ำที่ใช้รด ปุ๋ยที่ใส่ ค่าเครื่องหรือคนตัดหญ้า ซึ่งเราเห็นและรู้กันดีอยู่แล้ว แต่หมายถึงราคาที่แอบแฝงอยู่จากผลของการกระทำที่ว่ามาเหล่านั้นต่างหาก

ถึงแม้ประธานาธิบดี ท. ของประเทศ อ. จะหลับหูหลับตาบอกว่าภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องหลอกลวง แต่มนุษย์โลกที่ยังพอมีสติปัญญาอยู่บ้างต่างรู้ดีว่ามันเป็นเรื่องจริง และเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่กำลังสร้างภัยพิบัติและความสูญเสียมากขึ้นเรื่อยๆ เราได้ยินเรื่องไฟป่า แม่น้ำจะเหือดแห้ง และภัยแล้งบ่อยขึ้นทุกที ตอนนี้นักสิ่งแวดล้อมต่างพากันหันมามองการใช้น้ำอย่างสิ้นเปลืองไปกับสนามหญ้า ซึ่งไม่ได้มีส่วนในการผลิตอาหาร และสร้างประโยชน์สุขให้กับคนจำนวนนิดเดียวเท่านั้นเมื่อเทียบกับพื้นที่ จะเรียกว่าเป็นความฟุ่มเฟือยอย่างหนึ่งของชีวิตก็ว่าได้ สถิติบอกว่าครัวเรือนอเมริกันใช้น้ำถึง 1 ใน 3 (บางฤดูอาจมากถึง 50%) ไปกับการรดน้ำต้นไม้และสนามหญ้า และกว่าครึ่งระเหยกลายเป็นไอหรือไหลซึมไปโดยเปล่าประโยชน์ จนตอนนี้ หลายๆ รัฐเริ่มมีมาตรการประหยัดน้ำ ด้วยการลดหย่อนภาษีให้คนที่เปลี่ยนสนามหญ้ามาเป็นพืชท้องถิ่นชนิดอื่น ที่ทนแล้งและต้านทานโรคหรือแมลงได้ดีกว่า หรือที่เรียกว่า Xeriscaping

USA

รายงานขององค์การนาซาบอกว่า ‘หญ้าสนาม’ เป็นพืชเชิงเดี่ยวที่มีพื้นที่การปลูกสูงที่สุดในอเมริกา และมีการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงสูงกว่าภาคการเกษตรอย่างที่หลายคนไม่เคยรู้ สารเคมีเหล่านี้นอกจากจะทำลายดินและเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นอันตรายโดยตรงต่อผู้ที่สัมผัสกับสนามหญ้านั้น โดยเฉพาะเด็กเล็ก เพราะร่างกายไม่สามารถกำจัดสารพิษได้ดีเท่าผู้ใหญ่ เราจึงได้ยินว่ามีเด็กป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งสมอง และมะเร็งเม็ดเลือดขาว มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วเชื่อหรือไม่คะว่าโรคมะเร็งก็เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งในหมาและแมวด้วยเช่นกัน เรารู้ดีว่าสารเคมีเป็นตัวการที่สำคัญของการทำงานผิดเพี้ยนในเซลล์ร่างกายสิ่งมีชีวิต ตอนนี้คนจำนวนมากเริ่มหันมาสนใจกินผักผลไม้ปลอดสารพิษ แต่อาจจะลืมนึกไปว่าการสัมผัสกับสนามหญ้าที่เต็มไปด้วยสารเคมีนั้นก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของความป่วยไข้เช่นกัน

หลายคนบอกว่าจะให้เปลี่ยนใจไปปลูกอย่างอื่นก็คงไม่ได้ เพราะสนามหญ้านั้นมีคุณค่าทางใจ มองไปแล้วก็เขียวสบายตา และช่วยเพิ่มมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์อีกด้วยซ้ำ นักวิทยาศาสตร์พูดถึงเรื่อง Carbon Sink หรือการที่พืช (ในที่นี้คือสนามหญ้าที่ได้รับการดูแลอย่างดี) ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศแล้วกักเก็บไว้ในดิน เป็นการลดภาวะเรือนกระจกได้ทางหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนก็เห็นด้วยกับทุกประเด็นที่กล่าวมาค่ะ บ้านผู้เขียนเองก็มีสนามหญ้าทั้งหน้าบ้านหลังบ้าน แต่วันนี้สิ่งที่จะมาชวนกันคุยก็คือ จะทำอย่างไรให้สนามของเราเขียวสวย ที่สำคัญคือ ดีต่อสิ่งแวดล้อมและเจ้าของบ้านด้วย

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็เคยชินกับการมีสนามหญ้าหน้าบ้าน แต่รู้หรือไม่คะว่าการปลูกหญ้าสนามเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้เอง และเอาเข้าจริงก็เพิ่งกลายเป็นความนิยมแพร่หลายมาไม่ถึงร้อยปี

คำว่า lawn หรือสนามหญ้า มีรากศัพท์มาจากคำว่า laune ในกลุ่มภาษาเคลท์ (Celtic) ซึ่งหมายถึง พื้นที่ปิด และปรากฏขึ้นในประวัติศาสตร์เป็นครั้งแรกสมัยยุโรปยุคแรกตั้งถิ่นฐาน ราวปีคริสตศักราช 1540 สมัยนั้นชาวบ้านจะกันพื้นที่ส่วนกลางไว้สำหรับนำสัตว์เลี้ยงอย่างม้า แกะ และวัว มาปล่อยให้หากินร่วมกัน แต่แรกก็คงจะมีพืชหลายชนิดขึ้นสูงๆ ต่ำๆ แต่เมื่อถูกสัตว์กัดเล็มอย่างต่อเนื่อง มันก็กลายเป็นทุ่งหญ้าเรียบๆ สั้นๆ ซึ่งเป็นต้นแบบของสนามหญ้าในปัจจุบัน

ม้า แหล่งน้ำ

การมีสนามเพื่อความสวยงามเป็นหน้าเป็นตาของเจ้าบ้านนั้นมาเริ่มต้นขึ้นเมื่อราวศตวรรษที่ 17 – 18 ในประเทศอังกฤษ ในหมู่เจ้านายและอภิมหาเศรษฐี เพื่อเป็นการประกาศศักดาว่า อันตัวข้าพเจ้านั้นรวยเหลือหลาย มีคฤหาสน์หลังใหญ่มโหฬาร มีที่ดินเหลือเฟือ นอกจากเรือกสวนไร่นา ทุ่งหญ้าสำหรับสัตว์แล้ว หน้าคฤหาสน์นี้ข้าฯ จึงสามารถปล่อยให้เป็นสนามดอกแคโมมีล (พืชยอดนิยมสมัยนั้น) เพื่อความบันเทิงใจเล่น แล้วในเมื่อไม่ใช่ทุ่งหญ้าสำหรับสัตว์ การรักษาให้สนามเรียบสั้นสวยงาม จึงเป็นหน้าที่ของบ่าวไพร่กับกรรไกรและเคียวตัดหญ้าในมือ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าไม่มีอันจะกินจริงๆ ทำไม่ได้แน่นอน

คฤหาสน์ คฤหาสน์

สนามหญ้ากลายมาเป็นส่วนหนึ่งของบ้านคนทั่วไป หลังจากนายเอ็ดวิน เบียร์ด บัดดิ้ง (Edwin Beard Budding) ประดิษฐ์เครื่องตัดหญ้าขึ้นเมื่อปี 1830 และมีหลายบริษัทพัฒนาเครื่องตัดหญ้ารุ่นต่อๆ มาให้มีประสิทธิภาพและราคาถูกลงเรื่อยๆ ควบคู่ไปกับการขยายตัวของที่อยู่อาศัยของชาวอังกฤษไปยังชานเมือง ทำให้บ้านมีบริเวณมากขึ้น รวมทั้งกีฬาสนามที่เริ่มได้รับความนิยมอย่างฟุตบอล เทนนิส กอล์ฟ และคริกเก็ต ทำให้สนามหญ้าขยายตัวอย่างรวดเร็วมากในราวต้นศตวรรษที่ 19

ตัดหญ้า

ขณะเดียวกันบนแผ่นดินใหม่อย่างอเมริกาในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 เมื่อผู้ที่อพยพมาจากอังกฤษนำเอารูปแบบการใช้ชีวิตติดตัวข้ามน้ำข้ามทะเลมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างคฤหาสน์ เกษตรกรรม ปศุสัตว์ และแน่นอน… กระแสนิยมเรื่องสนามหญ้า ถึงแม้ในบริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาที่เป็นอาณานิคมใหม่ของอังกฤษ (ซึ่งรวมเรียกว่า New England) นั้นจะมีหญ้าและพืชท้องถิ่นขึ้นอยู่ก่อนแล้ว แต่ชาวอังกฤษที่ย้ายมากลับบอกว่ามันเป็นพืชคุณภาพต่ำ ไม่มีคุณค่าทางอาหารมากพอสำหรับสัตว์เลี้ยงที่เอามาด้วย แถมเดินแล้วก็ยังระคายตีนแดงของผู้ดีอังกฤษ ใครที่จะอพยพมาแผ่นดินใหม่จึงได้รับการแนะนำให้พกเอาเมล็ดโคลเวอร์ (Clover) และหญ้าติดตัวมาด้วย ธุรกิจนำเข้าเมล็ดหญ้าก็เริ่มต้นขึ้นในช่วงนี้ จนหญ้าพันธุ์เบอร์มิวด้า (Burmuda) และเคนตักกี้บลูกราสส์ (Kentucky Bluegrass) กลายเป็นสายพันธุ์หญ้าที่มาแทนที่หญ้าท้องถิ่น และยังปลูกกันอยู่ในอเมริกาจนถึงปัจจุบัน

แรกเริ่มเดิมทีนั้น สนามหญ้าก็เป็นเครื่องแสดงฐานะและอำนาจของผู้มีอันจะกินเหมือนกับในอังกฤษ แล้วจึงขยายตัวไปยังชนชั้นกลาง เมื่ออุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งเมล็ดหญ้าเริ่มแพร่หลายและมีราคาถูกลง ลองนึกถึงฉากจาก The Great Gatsby แล้วตัดภาพมาอีกทีเป็นสนามหน้าบ้านในเรื่อง Pleasantville ประมาณนั้นเลยค่ะ

ปัญหามันมาเริ่มเกิดขึ้นเมื่อสนามหญ้าเริ่มแพร่หลายไปยังภูมิภาคอื่นๆ ในอเมริกา เพราะการที่หญ้านำเข้าเติบโตได้ดีในแถบนิวอิงแลนด์ก็เพราะมันมีสภาพอากาศใกล้เคียงกับในอังกฤษ แต่พอย้ายพื้นที่ปลูกไปทางใต้หรือฝั่งตะวันตก ปริมาณน้ำฝนและความสมบูรณ์ของดินไม่เพียงพอ คือเรียกว่าไม่ได้เหมาะที่จะปลูกหญ้าเหล่านี้หรอก แต่ธรรมชาติของมนุษย์ขี้เหม็นอย่างเรานั้นชอบที่จะฝืนธรรมชาติ จึงพยายามต่อสู้ด้วยการรดน้ำและใส่ปุ๋ยอย่างหนัก ตามมาด้วยยาฆ่าแมลงอีกสารพัด เพียงเพื่องจะทำให้หญ้าพันธุ์ต่างถิ่นเขียวสวยและดูแข็งแรงแบบปลอมๆ ในดินแดนที่ไม่เหมาะสมกับมัน แล้วก็หลับหูหลับตาทำกันแบบนี้มาร่วมร้อยปี จนถึงจุดที่ธรรมชาติบอกว่าไม่ไหวแล้วโว้ย ปุ๋ยไนโตรเจนที่ถล่มใส่ดินมันไม่ได้ถูกหญ้าเอาไปใช้เท่าไหร่ ถึงได้ตกค้างทำให้ดินเป็นกรดอย่างหนัก แถมไหลซึมลงไปยังแหล่งน้ำ ทำให้สาหร่ายเจริญผิดปกติและสร้างสภาวะ dead zone ซึ่งเป็นบริเวณที่ไม่มีออกซิเจน จึงไม่มีสัตว์น้ำอาศัยอยู่ได้

หญ้า

สนามหญ้า

และแล้วก็มาถึงทางออกค่ะ… นั่นก็คือ Eco-Lawn (โอ้โห เกือบลืมไปเลย)

อธิบายง่ายๆ ก็คือ คุณยังมีสนามได้ แต่กรุณาใช้หญ้าพันธุ์ที่โตช้า ทนแล้ง ทนโรค และชนะเลิศที่สุดคือ ต้องมีเมล็ดพืชตระกูลถั่วคละเคล้าอยู่ด้วยเพื่อเพิ่มปุ๋ยธรรมชาติให้กับดิน ถ้าย้อนกลับไปดูสนามหญ้ายุคแรกๆ นั้นจะเห็นว่ามีชื่อของโคลเวอร์ควบคู่อยู่ด้วยเสมอ แต่อยู่ดีๆ ใครก็ไม่รู้เกิดแหนงหน่ายเจ้าโคลเวอร์ใบแฉกกับดอกจิ๋วๆ ของมัน จนเดี๋ยวนี้ลดลำดับชั้นจนกลายเป็นวัชพืชที่ไม่พึงปรารถนาไปเสียนี่ แต่หารู้ไม่ว่าโคลเวอร์นี่ล่ะของดีเลยค่ะ เพราะมันเป็นพืชตระกูลถั่ว ที่มีความสามารถในการดึงเอาไนโตรเจนในอากาศมาตรึงไว้ที่ปมราก แล้วเมื่อถูกตัดใบ รากก็จะตายและคายเอาไนโตรเจนที่สะสมไว้กลายเป็นอาหารให้พืชที่ขึ้นอยู่ข้างๆ ซึ่งก็คือหญ้า เป็นวงจรอาหารที่ไม่ต้องพึ่งปุ๋ยเคมีเลย เดี๋ยวนี้จึงมีการตื่นตัวนำโคลเวอร์กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของเมล็ดหญ้าสนาม ส่วนพันธุ์หญ้าที่หิวกระหายน้ำและอาหารมากๆ ก็ถูกแทนที่ด้วย Fescue ซึ่งเป็นหญ้าที่ต้องการน้ำน้อย โตช้า (เท่ากับไม่ต้องตัดบ่อย เพราะรู้ไหมคะว่าการตัดหญ้าด้วยเครื่องตัดหญ้าที่ใช้น้ำมันเป็นเวลา 1 ชั่วโมงนั้น ปล่อยควันพิษออกมาเท่ากับรถยนต์ถึง 11 คัน!) ข้อดีอีกอย่างคือสนามแบบนี้จะไม่ด่างหากถูกสุนัขมาฉี่ใส่ และโคลเวอร์เป็นอาหารที่ดีมากของไก่ …สุดท้ายก็ตอบโจทย์เสียทีว่าทำไมสนามที่ว่านี้จึงฮิตมากในหมู่ Urban Homestead ทั้งหลาย

สนามหญ้า สนามหญ้า

ทีนี้มาพูดกันถึงเมืองไทยบ้าง ความนิยมสนามหญ้าของเราก็มีประวัติความเป็นมาและพัฒนาการไม่ต่างจากยุโรปและอเมริกาเท่าไหร่นัก สนามหญ้ายุคแรกๆ ของเมืองไทยนั้นเริ่มขึ้นในบ้านเจ้านายและขุนนาง แล้วจึงค่อยๆ ลุกลาม จนปัจจุบันกลายมาเป็นโจทย์บังคับของบ้านเดี่ยวและบ้านจัดสรรแทบทุกแห่ง แต่ก่อนที่เราจะถอดรองเท้าลงไปเหยียบย่ำหญ้าเขียวๆ นุ่มๆ เหล่านี้ เราเคยตั้งคำถามบ้างหรือไม่คะว่ามันปลอดภัยแค่ไหน หญ้าแผ่นๆ จากนาหญ้า ที่เขาเอามาปูนั้นส่วนใหญ่ (หรือผู้เขียนขอเดาว่าเกือบทั้งหมด) ผ่านการใส่ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงมาอย่างหนัก เมื่อมาถึงเราแล้วจึงเขียวสวยอยู่ไม่นานก็เริ่มเหลือง เพราะไม่มีทางที่เราจะให้น้ำให้ปุ๋ยได้เข้มข้นขนาดนั้น มีสนามแล้วก็หมายถึงต้องคอยรดน้ำ ต้องคอยตัดอยู่เสมอ ถ้าใจไม่แข็งพอและไม่มีเวลาทำปุ๋ยยูเรียธรรมชาติก็ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีเพื่อรักษาให้หญ้าเขียวสวยต่อไป ผู้เขียนคิดว่าน่าจะถึงเวลาที่เราหันมาทบทวนว่ามีทางเลือกอื่นไหมที่ไม่ใช่หญ้า และเป็น Eco-Lawn แบบไทยๆ อย่างเช่นปลูกถั่วบราซิลก็ช่วยบำรุงดิน แถมดอกสวย หญ้าเกล็ดหอยหรือใบต่างเหรียญที่เป็นพืชพื้นเมืองของเราไม่ต้องการแดดมาก ทนการเหยียบย่ำ ใบสวย มีดอกสีขาวเล็กๆ น่ารักด้วย พืชเหล่านี้เป็นต้นเตี้ยเรี่ยดินจึงแทบไม่ต้องคอยตัด ไม่ต้องการน้ำมากด้วยค่ะ

ถั่วบราซิล ใบต่างเหรียญ หญ้าเกล็ดหอย

ที่พูดมาส่วนใหญ่ผู้เขียนเน้นไปที่สนามหญ้าตามบ้าน แต่จริงๆ แล้วที่น่าเป็นห่วงมากๆ อีกอย่างก็คือสนามหญ้าตามสวนสาธารณะ ตามโรงเรียน ตามสนามกีฬา นอกจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างที่เล่ามาแล้ว เราเคยถามกันบ้างหรือเปล่าว่าสนามหญ้าเหล่านั้นใส่ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงมากแค่ไหน ปลอดภัยหรือเปล่าที่จะให้ลูกหลานหรือตัวเราเองลงไปสัมผัสใกล้ชิด อย่าหาว่าผู้เขียนโลกไม่สวยและคิดมากเกินไปเลยนะคะ เป็นไปได้ไหมว่าที่ผ่านมาเราคิดและตั้งคำถามกับเรื่องนี้น้อยเกินไป และถึงเวลาที่เราควรจะเรียกร้องให้มีการควบคุมการใช้สารเคมีในสนามหญ้า ผักอินทรีย์เมื่อมีคนต้องการมากๆ ตลาดก็เกิดขึ้นได้ ทำไมหญ้าแผ่นอินทรีย์จะเป็นไปไม่ได้ ผู้เขียนเชื่ออย่างนั้นนะคะ

ที่แน่ๆ คือผู้เขียนกำลังจะเริ่มโละสนามที่บ้าน แล้วปรับมันให้เป็น Eco-Lawn เตรียมต้อนรับแม่ไก่ที่จะมาถึงในไม่ช้า การแก้ปัญหาใหญ่ๆ ไม่ต้องรอช้า เพราะอย่างน้อยมันก็เริ่มได้ที่ตัวเราเอง จริงไหมคะ

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

เมื่อ 2 เดือนก่อนค่ะ ส่งลูกเสร็จ กำลังจะเดินกลับไปที่รถ อยู่ดี ๆ ก็มีพ่อคนหนึ่ง ลูกอยู่อนุบาลห้องเดียวกับอนีคา เดินเข้ามาถามว่า

“อยากเป็นนายกฯ คู่กับไอไหม”

อุ้มผงะไปนิดหนึ่ง… คือ?!?

“สมาคมผู้ปกครองและครูของโรงเรียนเรากำลังหานายกฯ คนใหม่ ที่ผ่านมามีทั้งแบบคนเดียวกับเป็นคู่กัน 2 คน ไอกำลังจะสมัคร ยูมาเป็นคู่กันไหม” เพื่อนขยายความ

อุ้มใช้สมองคิดอย่างหนักอยู่ 5 วินาที แล้วก็ตอบไปว่า

“เอาดิ้!”

ไม่ได้รู้ตัวเล้ยยยยว่างานจะเข้า

อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส
 อุ้มกับเพื่อนนายกฯ 

คือรับส่งลูกที่โรงเรียนนี้มาเข้าปีที่ 5 โรงเรียนให้ทำอะไรอิฉันก็ทำกับเขาหมด จะให้ไปร่วมกิจกรรม บริจาคเงิน อาสาสมัครเป็นตัวแทนชั้นเรียน รับครูฝึกสอนญี่ปุ่นมาอยู่บ้าน ซื้อก้อนอิฐปูสนามเด็กเล่นใหม่อะไรก็บอกมาเถอะจ้า ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ศรีทำได้

แต่นี่มันงานช้างเลยนะยู! รู้อะไรกับเขาบ้างมั้ย… ไม่ ตอบรับเสร็จแล้วก็กลับไปเที่ยวหัวหกก้นขวิดอยู่เมืองไทย ลืม ๆ ไปแล้วด้วยซ้ำว่ากลับมาพอร์ตแลนด์ แล้วหูจะตูบไปอีก 2 ปี

พอกลับมาถึงค่ะ นายกฯ คนเก่าเมสเสจเรียกไปประชุมทันที เฮ้ย ยังไม่หายเจ็ตแล็กเลย เอ้า ไปก็ไป เลยได้รู้ว่ามีงานรอให้ทำเยอะม้ากกกกก เจ้าประคุณทูนหัวของนม โรงเรียนนี้ทำไมมันขยันอย่างงี้ ดีที่เราก็เคยเป็นมนุษย์บ้าพลัง ทำบริษัท จับแพะมาชนแกะเป็นอาชีพ ก็เลยไม่ตกใจมาก ภาษาอังกฤษเราก็พอใช้ได้ แล้วคนเห็นชื่อ Oom เขาคงรู้แหละว่านางไม่ได้โตที่ประเทศนี้ อีกอย่างที่ดีคือนายกฯ ที่เป็นคู่กันเคยเป็นนักข่าวมาก่อน เรื่องการเขียนอะไรยาว ๆ อย่างจดหมายจากนายกฯ ถึงทั้งโรงเรียนไรงี้ก็ส่งไปให้ฮี

อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส

ความสนุกบังเกิดตอนได้รู้ว่า เบื้องหลังงานต่าง ๆ ที่เราเห็นมาตลอด มีคณะทำงานแยกย่อยเยอะมาก แต่ละงานใช้เงินหรือหาเงินได้เท่าไหร่ เหมือนแต่ก่อนเคยไปงาน Fat โดด ๆ อยู่หน้าเวที อยู่ดี ๆ ได้ Backstage Pass ให้เข้าไปดูข้างหลังแบบนั้นน่ะค่ะ แต่ความอิ๊บอ๋ายก็คือ เขาไม่ได้ให้เข้าไปดูเฉย ๆ เขาบอกมรึง เอ๊ย ยูต้องเป็นพี่เต็ดไปด้วยเลย เอ๊า! ไม่ต้องมาเหวอ ไปรับปากเขาเอง

โอเค เป็นก็เป็น จะเข้าสู่โหมดจะทำงานละ ไหน ต้องทำอะไร ยังไงบ้าง นายกฯ คนเก่าเอางานที่เคยทำมาให้ดู มีเอกสารแฟ้มใหญ่เท่าขา กับลิสต์งานที่ต้องทำแต่ละเดือน แถมด้วยอีเมลรัว ๆๆๆ แล้วก็พาสเวิร์ดสำหรับแอคเคานต์ร้อยแปดพันประการที่จากนี้เราต้องบริหาร เสร็จแล้วก็บอกว่า งานแรกอีก 2 อาทิตย์ข้างหน้า โชคดีน้า พวกยูทำได้อยู่แล้วล่ะ สมัยไอก็อาศัยถาม ๆ เอา ว่าแล้วนางก็ทิ้งเรา 2 คนไว้ที่ปลายสระฝั่งที่น้ำลึกที่สุด

โดดมั้ย… ก็ต้องโดดสิเธอ

อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส

งานแรกที่เราต้องไปเสนอหน้า เรียกว่า Ice Cream Social จัดก่อนโรงเรียนเปิด 3 วัน เป็นงานที่ให้ทุกคนได้มาเจอกันหลังจากปิดเทอมใหญ่ ก็จะจ้อกแจ้กจอแจมาก เพราะเด็ก ๆ เพิ่งรู้ว่าชั้นเรียนใหม่ได้อยู่กับเพื่อนคนไหนบ้าง แล้วก็มีไอศกรีมฟรีแจก หน้าที่นายกฯ​ คือ ยก (สมชื่อ) โต๊ะไปตั้งให้คนเห็นว่ามีสมาคมผู้ปกครอง แล้วก็คอยตอบคำถามต่าง ๆ

โต๊ะอยู่ไหน จัดยังไง จะเอาอะไรมาตอบคำถาม… ไม่มีใครบอกเลยค่า

วันนั้นอุ้มนี่ก็แต่งตัวแต่งหน้าสวยไปสู้ คนมาก็ไม่รู้หรอก แต่ข้างในนี่คือตาลีตาเหลือก ว่ายเอาตัวรอดกันกับเพื่อนนายกฯ อีกคน กลับถึงบ้านแทบสลบเลยเพราะใช้พลังไปเยอะมาก แล้วมารู้ทีหลังอีกว่า มีป้ายอะไรต่าง ๆ ให้ใช้ได้ เก็บอยู่ที่ใต้ถุนของโรงเรียน ทำไมเพิ่งมาบ๊อกกกกก!

อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส
อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส

จบงานยังไม่หายเหนื่อยดี ต้องเตรียมงานที่มาจ่ออีก 3 งาน เลี้ยงน้ำชากาแฟต้อนรับครอบครัวเด็กอนุบาลที่เพิ่งมาเข้าปีนี้ กับประชุมบอร์ดและประชุมใหญ่ของโรงเรียน แถมด้วยการคุยแยกย่อยกับคณะทำงานแต่ละกลุ่ม เพราะพวกเขาไม่รู้จักพวกดิฉัน บารมียังไม่มา อีเมลถามอะไรไปก็ไม่ตอบ ต้องไปคอยดักเจอเอาตามสนามเด็กเล่น แล้วนัดคุยเป็นคน ๆ ไป 

ผู้อำนวยการโรงเรียนก็จะขอพบ เว็บไซต์ก็ต้องอัปเดตใหม่หมด ต้องไปธนาคารเปลี่ยนชื่อคนเซ็นเช็คแล้วอ่านงบประมาณของปีนี้ ครูสอนเต้นรำก็จะมาขอเปลี่ยนพื้น Dance Studio ใหม่ แถมสมาคมผู้ปกครองของอีกโรงเรียนติดต่อมาจะขอร่วมงานกันอีก

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลา 4 วัน!!!

นี่มันน้อง ๆ คุณชัชชาติละมั้ยเนี่ย

พูดไปอย่างงั้นแหละค่ะ จริง ๆ คือสนุกมาก เหมือนเลือดลมสูบฉีดอยู่ตลอดเวลา สมคิดก็ดีใจ เพราะอิเมียมีอะไรทำ จะได้ไม่ไปช้อปปิ้ง (หัวเราะ) ขณะที่เขียนอยู่นี่ อีกมือหนึ่งก็เช็กอีเมลในมือถือไปด้วย เพราะต้องส่งวาระการประชุมเข้าบอร์ด แล้วก็ต้องกดสั่งซื้อกางเกง Zara (ฮ่า ๆ สมคิดไม่รู้จักอิทธิฤทธิ์ภรรเมียซะแล้ว) แล้วก็เพิ่งให้เพื่อนออกแบบโปสเตอร์อีก 2 อัน เพราะไอ้เจ้าโรงเรียนลูก ๆ ของฉันนั้นมันมีหลายสมาคมกันจริง ๆ เลยจ้า มีทั้งสมาคมญี่ปุ่น สมาคมหาเงินรักษาตำแหน่งครูโดยเฉพาะ แล้วก็สมาคมผู้ปกครองที่อุ้มกับเพื่อนไปนั่ง (จริง ๆ คือวิ่งไปวิ่งมา) เป็นนายกฯ อยู่นี่

อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส

สิ่งแรกที่อุ้มพบหลังจากเข้าไปทำงานไม่นาน ก็คือพ่อ ๆ แม่ ๆ ที่อาสาสมัครมาทำงานให้โรงเรียนแบบนี้ล้วนมาด้วยใจจริง ๆ เพราะเงินทองอะไรก็ไม่มีให้ มีแต่จะเหนื่อยหัวปั่น ทำดีก็เสมอตัว แล้วไม่ใช่ว่ามาทำแล้วลูกฉันจะได้อภิสิทธิ์อะไรกว่าเพื่อนเขา ดีไม่ดีต้องมาเป็นแรงงานช่วยแม่จัดโต๊ะผูกลูกโป่งอีก

สิ่งที่สองก็คือ อุ้มว่าสมาคมผู้ปกครองและครูที่โรงเรียนนี้น่ารักดี เพราะไม่ใช่เอะอะจะมาเรี่ยไรขอเงินเข้าโรงเรียนกันเฉย ๆ แต่เขาหากิจกรรมสนุก ๆ ที่ทุกคนได้มีส่วนร่วมและได้ประโยชน์ แล้วรายได้ก็ตามมาเอง (โรงเรียนหาเงินได้เยอะมาก จนปลายปีต้องหาทางเอาไปบริจาคให้โรงเรียนอื่นเลยล่ะค่ะ) นี่คือตัวอย่างกิจกรรมที่อยากเอามาเล่าให้ฟังค่ะ เผื่อคุณผู้ปกครองท่านไหนอยากเอาไปใช้กับที่โรงเรียนลูก ๆ บ้าง

Rich Coffee 

อันนี้เป็นคณะทำงานโดยเฉพาะ มีหน้าที่ตั้งโต๊ะขายชากาแฟยามเช้าตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนไปจนหลังส่งลูกเสร็จ ถือเป็นสภากาแฟแห่งโรงเรียนริชมอนด์ก็ว่าได้ (เลยชื่อ Rich Coffee ไง ไม่ใช่กาแฟของคนมีกะตังค์ หรือกาแฟเข้มข้นแต่ประการใดเด้อ) ใครจะนัดคุยกันก็บอก เจอที่ริชคอฟฟี่นะ นอกจากขายตอนเช้า เวลามีงานออกร้านอะไรที่โรงเรียนก็มีบูทกับเขาอีก อุ้มนี่ชอบไปสั่งมัทฉะลาเต้อยู่เนือง ๆ ขายแก้วละ 2 – 3 เหรียญฯ เอง แต่ทำรายได้ให้โรงเรียนอย่างเยอะเลยล่ะจะขอบอก

อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส
อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส
อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส
งาน Apple & Pear Sale

ทุกเดือนตุลาคมคือหน้าแอปเปิลกับลูกแพร์ ที่โรงเรียนก็เลยไปผูกปิ่นโตกับสวนผลไม้ของคนญี่ปุ่นที่นี่ ชื่อ Kiyokawa Family Orchards แล้วให้สั่งซื้อกันได้เป็นลัง ๆ เอามากินสด ทำซอส ทำแยมกันเป็นที่ครึกครื้น ข้อดีของสวนเก่าแก่อายุร้อยกว่าปีแห่งนี้ คือมีแอปเปิลเป็นร้อยสายพันธุ์ แถมมีพันธุ์แปลก ๆ ที่ไม่มีขายในท้องตลาดด้วย บ้านอุ้มอุดหนุนอยู่บ่อย ๆ เพราะลังหนึ่งแค่ 30 กว่าเหรียญฯ ถ้าไปซื้อที่ซูเปอร์มาร์เก็ตนี่คงปาเข้าไปสัก 60 เหรียญฯ ได้ แบบนี้เรียกว่าวิน-วินกันทุกฝ่าย

บทบาทใหม่ที่แสนสนุกของ อุ้ม สิริยากร กับงานนายกสมาคมผู้ปกครอง ที่ต้องจัดงานสารพัดรูปแบบให้เด็กทั้งโรงเรียน
Bull Dog Gear

ส่วนอันนี้คือเสื้อยืดกับเสื้อแจ็กเก็ตมีฮู้ด ที่มีตราหมาบูลด็อกสัญลักษณ์โรงเรียน อุ้มซื้อให้ลูก ๆ กับตัวเองใส่มาตลอด ก็มันน่ารักเนอะ ใส่ไปไหนได้ไม่อายใคร นี่เพื่อนนายกฯ ร่ำ ๆ จะเพิ่มเสื้อคลุมแบบญี่ปุ่นที่เรียกว่าฮัปปิ (Happi) เขียนชื่อโรงเรียนเข้าไปด้วย อุ้มว่าต้องขายดีแน่นอนเลย โรงเรียนไหนมีผู้ปกครองเป็นศิลปิน ออกแบบเสื้อยืดให้โรงเรียน รับรองขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

บทบาทใหม่ที่แสนสนุกของ อุ้ม สิริยากร กับงานนายกสมาคมผู้ปกครอง ที่ต้องจัดงานสารพัดรูปแบบให้เด็กทั้งโรงเรียน
บทบาทใหม่ที่แสนสนุกของ อุ้ม สิริยากร กับงานนายกสมาคมผู้ปกครอง ที่ต้องจัดงานสารพัดรูปแบบให้เด็กทั้งโรงเรียน
คาโดมัทสึ
ภาพ : www.artsjapan.us

คนไทยมีสงกรานต์ คนจีนมีตรุษจีน ส่วนคนญี่ปุ่นก็มีปีใหม่เหมือนกัน เรียกว่า โอโชกัทสึ (お正月) ตรงกับวันที่ 1 มกราคมเหมือนชาติตะวันตก แต่วิธีการฉลองช่างญี่ปุ๊นญี่ปุ่น ทำให้ที่โรงเรียนริชมอนด์มีงานปีใหม่แบบเฉพาะไม่เหมือนโรงเรียนไหน เริ่มตั้งแต่มีอาหารญี่ปุ่นขาย มีประดิษฐ์ของมงคลที่เรียกว่าคาโดมัทสึ (門松) สำหรับเอาไว้ตั้งคู่กันหน้าบ้านตอนปีใหม่ มีศิลปินมาแสดงการเขียนพู่กันจีน มีการแสดงตีกลองญี่ปุ่นที่เรียกว่าไทโกะ

บทบาทใหม่ที่แสนสนุกของ อุ้ม สิริยากร กับงานนายกสมาคมผู้ปกครอง ที่ต้องจัดงานสารพัดรูปแบบให้เด็กทั้งโรงเรียน
ภาพ : www.bainbridgeisland.com

ไฮไลต์คือการตำข้าวเหนียวให้กลายเป็นโมจิ ที่เรียกว่า โมจิดสุกิ (เคยเห็นมั้ยคะ ที่มีครกอันใหญ่ ๆ แล้วเอาก้อนข้าวเหนียวร้อน ๆ ก้อนใหญ่ ๆ ใส่ลงไป คนหนึ่งตำด้วยค้อนไม้อันเบ้อเริ่ม ส่วนอีกคนคอยยื่นมือไปกลับข้าวเหนียวอย่างเร็ว (ก็มันร้อน แล้วไม่งั้นมือจะโดนตำลงไปคลุกข้าวเหนียว เจ็บตายเลย) จนมันกลายเป็นโมจิหนืด ๆ ดึงออกมากินได้ เด็ก ๆ ได้ลองช่วยกันตำคนละปุกคนละปัก น่ารักน่าเอ็นดู

บทบาทใหม่ที่แสนสนุกของ อุ้ม สิริยากร กับงานนายกสมาคมผู้ปกครอง ที่ต้องจัดงานสารพัดรูปแบบให้เด็กทั้งโรงเรียน
ภาพ : www.artsjapan.us

เสร็จแล้วได้กินโมจิจิ้มซอสมิตาราชิเค็ม ๆ หวาน ๆ หรือคลุกแป้งถั่วเหลืองอบที่เรียกว่าคินาโกะ อากาศหนาว ๆ กินขนมอุ่น ๆ สบายท้องดีจริง ๆ

บทบาทใหม่ที่แสนสนุกของ อุ้ม สิริยากร กับงานนายกสมาคมผู้ปกครอง ที่ต้องจัดงานสารพัดรูปแบบให้เด็กทั้งโรงเรียน
งาน Walk & Bike Day
ภาพ : www.walkbiketoschool.org

กิจกรรมนี้เป็นของคณะกรรมการด้านสิ่งแวดล้อม ชื่อว่า Super Green Team ปีหนึ่งจะมี 2 หน เดือนตุลาคมกับเดือนพฤษภาคม เขาจะส่งเสริมให้ผู้ปกครองกับเด็ก ๆ เดินหรือขี่จักรยานมาโรงเรียนกันตลอดทั้งเดือน ใครร่วมกิจกรรม มาถึงโรงเรียนก็จะได้ของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างดินสอ สติกเกอร์ หรือ ริสแบนด์ ลูก ๆ อุ้มชอบมาก เอาสติกเกอร์ไปติดจักรยานด้วยความภูมิใจกันใหญ่ ปีนี้อุ้มว่าจะออกแบบสติกเกอร์ให้เท่เลย แต่เดี๋ยวขอไปเสนอที่ประชุมก่อนนะ

นอกเหนือจากกิจกรรมเหล่านี้ ก็ยังมีงาน Spring Festival ที่เคยเล่าให้ฟังไปแล้ว หรืองานเล็กงานน้อยที่หยุดจัดไป 2 ปีเพราะโควิด-19 แต่กำลังจะกลับมา อย่าง Science Fair ที่ให้เด็ก ๆ มานำเสนอโครงงานวิทยาศาสตร์ หรือ Movie Night ที่ครอบครัวมาดูหนังด้วยกัน กับงานอื่น ๆ อีกเยอะแยะ

บทบาทใหม่ที่แสนสนุกของ อุ้ม สิริยากร กับงานนายกสมาคมผู้ปกครอง ที่ต้องจัดงานสารพัดรูปแบบให้เด็กทั้งโรงเรียน

ตอนนี้อุ้มเริ่มเข้าใจแล้วว่า พอบอกใครว่าปีนี้อุ้มเป็น Co-President ของ PTA (Parent Teacher Association หรือสมาคมผู้ปกครองและครูนั่นแหละค่ะ) ทุกคนก็จะร้อง “โว่ววววว ขอบคุณมากนะ” ทีแรกอุ้มไม่ค่อยแน่ใจว่าเขามาขอบคุณกันทำไม อาทิตย์หนึ่งผ่านไปก็พอจะรู้แล้วว่า เขาขอบคุณที่มารับงานไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ซึ่งคนอื่นเขาอาจจะไม่มีเวลา หรือไม่อยากมาปวดหัวกับการประสานงานคนเยอะ ๆ แบบนี้ไง

แต่เรามันพวกชอบหาเหา เราก็เลยงานเข้าด้วยประการฉะนี้แล

Writer & Photographer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load