เวลาเลือกซื้อผักผลไม้ คุณเลือกจากอะไร

คนส่วนใหญ่มักตอบว่าเลือกลูกหรือกำที่สวย ไม่แหว่ง ไม่เบี้ยว ไม่มีรอย

นั่นเป็นเหตุผลให้เฉพาะที่อเมริกา มีผักผลไม้ที่ต้องถูกทิ้งไปเพราะไม่เข้าข่ายที่ว่ามา ปีละ 3 พันล้านกิโลกรัม… ค่ะ เขียนไม่ผิด… 3 พันล้านกิโลกรัม! ลองนึกสิคะว่าถ้ารวมกันทั้งโลกนี้จะต้องคูณไปอีกกี่เท่า

Tristram Stuart

ผักผลไม้เหล่านี้ เกินกว่าครึ่งถูกทิ้งตั้งแต่ที่ฟาร์ม ส่วนที่เหลือถูกคัดทิ้งที่ซูเปอร์มาร์เก็ต มันน่าเจ็บปวดและน่าเสียดายแค่ไหน ที่แรงงานและทรัพยากรมากมายถูกใช้ไปโดยเปล่าประโยชน์ เพียงเพราะความต้องการ (หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์) ของผู้บริโภคที่อยากได้แต่ของไม่มีตำหนิ

จะว่าไปมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกนะคะ เราจ่ายเงินทั้งทีก็ต้องอยากได้ของดีที่สุดแลกมา แล้วสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตนั้นจะตั้งข้อกังขากับอะไรที่หน้าตาไม่ปกติเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

แต่จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เราก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาพืชผลที่ถูกทิ้งจำนวนมหาศาล เห็นตัวเลขแล้วน่าใจหายจริงๆ เลยใช่ไหมคะ คนส่วนใหญ่ได้ยินแล้วก็คงจะเศร้าใจ แต่ไม่รู้จะช่วยยังไงดี เวลาไปจ่ายกับข้าวแล้วจะให้เลือกแต่ผักผลไม้บูดๆ เบี้ยวๆ ก็ไม่ไหวนะคะ ครั้นจะให้ถ่อไปถึงไร่ถึงสวนช่วยซื้อผักผลไม้ที่พ่อค้าคนกลางเขาไม่รับซื้อ อันนี้ก็พูดเป็นเล่นไปอีก สรุปก็เลยใช้ชีวิตต่อไปแบบถอนใจเป็นครั้งคราว

แต่ เบ็น ไซม่อน (Ben Simon) ไม่คิดอย่างนั้นค่ะ เขาเห็นปัญหา และลงมือแก้ไขมัน ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่แมรีแลนด์เมื่อปี 2011 ตอนนั้นเบ็นกับเพื่อนๆ พบว่ามีอาหารเหลือทิ้งจากโรงอาหารเป็นจำนวนมากทุกๆ คืน และอาหารจำนวนมากยังอยู่ในสภาพที่กินได้ พวกเขาจึงตั้งองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ชื่อ Food Recovery Network (FRN) เพื่อเก็บอาหารเหล่านั้นส่งไปบริจาคให้กับเครือข่ายองค์กรที่ช่วยเหลือคนอดอยากหิวโหย

แนวคิดและการดำเนินงานของ FRN ได้รับความสนใจอย่างมาก มีนักศึกษามหาวิทยาลัยอื่นๆ รวมทั้งนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ (แม้แต่โรงเรียนสอนทำอาหาร) ขอเข้าร่วมโครงการกันอย่างคึกคัก จนตอนนี้ FRN กลายเป็นเครือข่ายนักเรียนนักศึกษากู้อาหารที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา เพียง 5 ปีกว่า พวกเขาเก็บอาหารไปแจกจ่ายให้คนอิ่มท้องได้เกือบล้านกิโลกรัม แทนที่จะต้องถูกทิ้งไปเฉยๆ โดยไม่มีใครทำอะไรเลย (ใครที่สนใจอยากเริ่มต้นโครงการแบบนี้ในเมืองไทย ลองเข้าไปดูรูปแบบการดำเนินงานหรืออีเมลขอคำแนะนำจากเขาได้นะคะ)

เมื่อเบ็นเรียนจบ เขากับเพื่อนอีกคนชื่อเบ็นเหมือนกัน (แต่นามสกุลเชสเลอร์ – Chesler) เริ่มคิดการใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ทำอย่างไรจึงจะขยายแนวความคิดนี้ออกไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่า นั่นก็คือปัญหาผลิตผลเหลือทิ้งที่ทับถมอยู่ในกองขยะ โชคดีที่สองเบ็นได้พบกับรอน คลาร์ก (Ron Clark) รอนมีประสบการณ์หลายสิบปีในการทำงานกับ Food Bank (สถานสงเคราะห์ให้ความช่วยเหลือด้านอาหารแก่ผู้ยากไร้) ในแคลิฟอร์เนีย และเป็นผู้ก่อตั้งโครงการ Farm to Family ที่รับเอาผลิตผลขี้เหร่จากฟาร์มมาบริจาคให้กับคนไม่มีจะกิน รอนรู้ดีว่าถึงแม้เขากำลังสร้างมหากุศล แต่ก็ยังมีผลผลิตบุญน้อยถูกทิ้งอีกมากมายเหลือคณานับ ทั้งสามมีความเชื่อเดียวกันว่าทางเดียวที่จะช่วยกันแก้ปัญหาได้ คือขยายความรับผิดชอบไปยังผู้บริโภค

ปี 2015 ธุรกิจส่งผักผลไม้ไม่สมประกอบในราคาเป็นกันเองที่ชื่อ Imperfect Produce ก็ถือกำเนิดขึ้นที่ซานฟรานซิสโก

Imperfect Produce

เพียงแค่สองปีกว่า พวกเขากู้ผักผลไม้คืนมาได้ถึงสี่ล้านกว่ากิโลกรัม ลดปริมาณน้ำ (ที่ต้องสูญเปล่าไปกับการเพาะปลูกแล้วไม่ได้ขาย) ได้ถึงเกือบสองพันล้านลิตร ช่วยให้คนประหยัดค่าจ่ายตลาดไปได้ถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นล้านบาท และลดประมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะเกิดขึ้นจากพืชผลเน่าเสียไปได้ถึงสามสิบเอ็ดล้านปอนด์ จากที่ตอนแรกส่งแค่ในแคลิฟอร์เนีย ตอนนี้ Imperfect Produce ขยายฐานลูกค้าและเกษตรกรไปยังพอร์ตแลนด์ ซีแอตเทิล และชิคาโก ข่าวว่าเมืองอื่นๆ อีกหลายเมืองกำลังจะทยอยตามมาอย่างรวดเร็ว

ฟังดูมีความหวังมากเลยใช่ไหมคะ ดีจังที่ธุรกิจเพื่อสังคมแบบนี้เติบโตราวกับไฟลามทุ่ง แสดงว่าผู้บริโภคมีความต้องการและความพร้อมที่จะร่วมมือกัน ถ้ามีคนมาบริหารจัดการอย่างเข้าใจทุกฝ่าย และที่สำคัญที่สุดคือ มีโมเดลทางการตลาดที่ทำให้ง่ายและดีต่อชีวิตของทุกคน

บ้านของผู้เขียนเพิ่งเริ่มรับกล่องผลิตผลจาก Imperfect Produce ได้ไม่นาน แต่ก็ตกหลุมรักเทใจให้ไปเรียบร้อย เพราะถึงแม้ดูจากผู้ก่อตั้งทั้งสามแล้วโหงวเฮ้งจะออกเด็กค่ายสายเนิร์ดแน่นอน แต่หน้าตาและการสื่อสารของธุรกิจกลับทันสมัยน่ารักน่าเอ็นดู

Imperfect Produce

วิธีการใช้งานก็แสนสะดวก เข้าไปลงทะเบียนไม่กี่บรรทัด จากนั้นเลือกว่าจะให้มาส่งทุกอาทิตย์หรืออาทิตย์เว้นอาทิตย์ก็ได้ แล้วใกล้ๆ วันมาส่ง ก็สามารถเข้าไปเลือกได้ว่าจะเอาไม่เอาผักอะไรบ้างในกล่องนั้น พอถึงวันส่งจริง ก็มีข้อความมาบอกในมือถือด้วยว่าคนขับรถกำลังไปแล้วนะจ๊ะ ถึงขั้น track ได้ด้วยว่าอยู่ตรงไหนอีกกี่นาทีจะมาถึง ส่งเสร็จค่อยตัดบัตรเครดิต ช่วงไหนไม่อยู่จะงดรับติดต่อกันก็ได้หลายสัปดาห์ บอกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้

ในกล่องที่มาส่ง มีโปสการ์ดให้ความรู้เกี่ยวกับพนักงาน ผลผลิต พร้อมทั้งมีสูตรอาหารจากผักผลไม้แปลกๆ ด้วย ในเว็บไซต์เองก็มีบล็อกบอกเกร็ดน่ารู้สำหรับคนรักโลกและชอบทำอาหาร ในอินสตาแกรมก็ชักชวนให้ลูกค้าส่งรูปผักหน้าตาตลกๆ ที่ตัวเองได้รับมาให้คนอื่นช่วยกันขำ แต่ทั้งหมดไม่มากไปจนตามอ่านตามดูไม่ทัน และการปฏิสัมพันธ์ต่างๆ ก็ดูออกว่าคิดมาแล้วว่าคนมีพฤติกรรมและความต้องการอย่างไร

Imperfect Produce Imperfect Produce Imperfect Produce

ผู้เขียนเคยคิดจะสมัครสมาชิก CSA (Community Supportive Agriculture) ซึ่งเป็นการเข้าไปซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง แต่เราต้องจ่ายเงินล่วงหน้าไปก่อนเลยสำหรับทั้งฤดูกาลนั้น ซึ่งแพงพอสมควร (ฟาร์มผักอินทรีย์ที่มีจุดรับผลิตผลที่ใกล้บ้านผู้เขียนที่สุด คิดราคาฤดูละสามหมื่นกว่าบาท คือเฉลี่ยเดือนละหมื่น) เพื่อเกษตรกรจะได้เอาเงินไปบริหารจัดการฟาร์ม พอถึงเวลา เราก็ไปรับผลผลิตตามจุดที่กำหนด ซึ่งเลือกไม่ได้ว่าจะได้อะไรบ้าง เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าเกษตรกรจะปลูกอะไรและมีอะไรพร้อมเก็บเกี่ยวในช่วงนั้นบ้าง ทำให้เพื่อนหลายคนของผู้เขียนที่บอกรับเป็นสมาชิกแบบนี้มาบ่นให้ฟังอยู่เนืองๆ ว่าได้ผักที่บ้านเขาไม่กินอยู่บ่อยๆ

การลงขันก็เท่ากับเราต้องร่วมกันรับผิดชอบความเสี่ยงด้วย หากมีภัยธรรมชาติหรือความผิดพลาดทำให้ฤดูกาลเพาะปลูกนั้นล้มเหลวก็แปลว่าจะไม่ได้ผลผลิต ผู้เขียนศึกษารายละเอียดอยู่พักใหญ่ แล้วก็ตัดสินใจว่าเรายังไม่พร้อมจ่ายเงินเดือนละหมื่นกว่าบาทเป็นค่าผักผลไม้ ถึงแม้ใจจะอยากช่วยสนับสนุนเกษตรกรอินทรีย์และรูปแบบธุรกิจเพื่อสังคมลักษณะนี้ก็ตาม

Imperfect Produce Imperfect Produce

ครั้นพอได้ยินถึงเรื่อง Imperfect Produce ผู้เขียนก็พบว่านี่มันเป็นสิ่งที่เราแสวงหามานาน เราอยากกินผักผลไม้ปลอดสารพิษในราคาไม่แพง เราอยากสนับสนุนเกษตรกร และเราอยากสนับสนุนธุรกิจที่คิดดีทำดี

เหตุผลที่ผักผลไม้จาก Imperfect Produce ราคาถูกกว่าตามซูเปอร์มาร์เก็ตเกือบครึ่ง (หรือเกินครึ่ง) ก็เพราะเขาไปรับผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง และผลผลิตเหล่านี้ ยังไงก็ต้องถูกทิ้ง ดังนั้น ต้นทุนจึงต่ำมาก คนซื้อก็เลยซื้อได้ในราคาถูก ถามว่าหน้าตาของที่ได้แย่มากไหม ตอบได้เลยว่าไม่ บางอย่างนี่ผู้เขียนยังต้องพลิกไปพลิกมาว่ามันผิดปกติตรงไหน เพราะดูไปก็เหมือนของที่ขายตามร้านค้า บางอย่างอาจจะผิวมีตำหนิ ลูกใหญ่ไป เบี้ยวนิดเบี้ยวหน่อย แต่มันก็เป็นความจริงของธรรมชาติไม่ใช่เหรอคะ เราเองต่างหากที่ถูกหล่อหลอมมาให้เชื่อว่าผักผลไม้ต้องมีขนาดและหน้าตาสวยงามพิมพ์นิยมเดียวกันหมด พอได้เห็นอะไรแบบนี้ผู้เขียนกลับยิ่งรู้สึกเห็นคุณค่าและความงามของพืชผักเหล่านี้มากขึ้นเสียอีก

พูดถึงเรื่องนี้แล้วก็เลยทำให้นึกถึงสารคดีดูสนุกสร้างความหวังเรื่อง Wasted! The Story of Food Waste

สารคดีซึ่งเล่าถึงภาพรวมปัญหาอาหารถูกทิ้งของทั้งโลกในหลากหลายแง่มุม และความพยายามของหัวเรี่ยวหัวแรงหนึ่งหยิบมือจากทั่วโลก ที่กำลังช่วยกันคลี่คลายและสลายปัญหานี้อย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นแดน บาร์เบอร์ (Dan Barber) เชฟชื่อดังแห่ง Blue Hill Farm ที่หยิบเอาส่วนผสมที่คนทั่วไปโยนทิ้ง แล้วสร้างสรรค์ให้มันกลายเป็นอาหารสุดหรูแสนอร่อยสำหรับผู้มีอันจะกิน หรือซูเปอร์มาร์เก็ตชื่อ Daily Table ที่รับพืชผลและผลิตภัณฑ์อาหารบริจาคจากเครือข่ายเกษตรกร ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ และผู้ผลิตเจ้าต่างๆ แล้วเอามาขายให้คนยากคนจนในราคาถูก มีส่วนขายอาหารปรุงสำเร็จที่ดีต่อสุขภาพและราคาใกล้เคียงกับฟาสต์ฟู้ด ทำให้คนรายได้น้อยมีทางเลือกและโอกาสในการเข้าถึงอาหารที่ดีมากขึ้น

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือวงการอาหารสัตว์ องค์การสหประชาชาติมีรายงานออกมาว่า ถ้าเราให้หมูกินอาหารที่เหลือจากมนุษย์แทนที่จะกินอาหารสัตว์ซึ่งทำจากข้าวโพดและถั่วเหลือง เราจะมีอาหารพอที่จะเลี้ยงประชากรโลกได้เพิ่มถึง 3 พันล้านคนต่อปี! ฟังดูก็เป็นเรื่องน่าตกใจไม่น้อย เพราะแต่แรกเริ่มเดิมทีนั้น มนุษย์เราเองนี่ละที่หาเรื่องเลี้ยงหมูก็เพื่อจะให้กินเศษอาหาร แล้วจะได้กลับมาเป็นอาหารให้มนุษย์อีกที แต่เวลาผ่านไป ระบบการเลี้ยงสัตว์แบบอุตสาหกรรม ทำให้หมูเหล่านี้กลับมาแย่งอาหารของมนุษย์

ที่ญี่ปุ่นมีทางออกสำหรับเรื่องนี้ค่ะ เพราะเกษตรกรเริ่มใช้อาหารจากบริษัท Agri Gaia System ที่ก่อตั้งขึ้นโดยคุณฮิโรยูกิ ฮาโกอุ (Hirouki Hakou) ซึ่งเคยเป็นคนขับรถเก็บขยะมาก่อน แต่วันหนึ่งเขารู้สึกรับไม่ได้อีกต่อไปกับการขนเศษอาหารจำนวนมากมายไปเททิ้งทุกวัน เขาจึงตั้งโรงงานรับเอาอาหารเหลือจากแหล่งต่างๆ มาแปรรูปให้กลายเป็นอาหารสัตว์ จนตอนนี้ AGS กลายเป็นโรงงานอาหารสัตว์แปรรูปที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และมีกำลังการผลิตถึงวันละ 250 ตัน ฟังแล้วอยากจะกราบเสียตรงนี้เลย

Imperfect Produce Imperfect Produce Imperfect Produce

อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือการนำกากอาหารเหลือทิ้งจากโรงงานไปใช้สร้างพลังงาน ตัวอย่างเช่นโรงงานผลิตโยเกิร์ต Yoplait ในรัฐเทนเนสซี ที่มีปัญหาหางนมเหลือเป็นจำนวนมากจากการผลิต Greek Yogurt (ปกตินม 1 ลิตรจะผลิตโยเกิร์ตได้ 1 ลิตร แต่โยเกิร์ตแบบกรีกต้องใช้นมถึง 3 ลิตรเพื่อผลิตโยเกิร์ตที่ข้นจนเกือบเป็นคัสตาร์ดได้ 1 ลิตร) ก่อนหน้านี้โรงงานต้องขนเอาหางนมเหล่านี้ไปฝังกลบ เพราะมันมีกากตะกอนอินทรีย์มากเกินกว่าจะทิ้งลงระบบบำบัดปกติได้ พวกเขาแก้ปัญหาด้วยการสร้างแทงก์ขนาดใหญ่ยักษ์ แล้วเติมหางนมเหล่านี้ลงไปเป็นอาหารให้กับแบคทีเรียที่อยู่ในแทงก์ แบคทีเรียจะทำการย่อยโปรตีนและน้ำตาล ทำให้กลายเป็นน้ำสะอาด และปล่อยก๊าซมีเทนออกมาเป็นผลพลอยได้ เนื่องจากโรงงานเป็นระบบปิด จึงสามารถส่งก๊าซไปใช้เป็นพลังงานหมุนเวียน ทำให้ลดค่าไฟฟ้าไปได้ถึง 10% คิดเป็นมูลค่าปีละเกือบร้อยล้านบาททีเดียว น่าดีใจที่ในเมืองไทยเราก็มีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากสร้างก๊าซชีวภาพจากของเสียในโรงงาน และกรมโรงงานอุตสาหกรรมก็ส่งเสริมเรื่องนี้ด้วย

พูดกันถึงภาครัฐ ก็ต้องเล่าถึงความใส่ใจของรัฐบาลหลายประเทศ ที่มองเห็นความรุนแรงของปัญหาอาหารเหลือทิ้ง และปรากฏการณ์เรือนกระจกที่จะสาหัสขึ้นหากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป จนถึงกับออกกฎหมายควบคุมการทิ้งอาหาร ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส และอิตาลี โดยฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกในโลกที่ออกกฎหมายห้ามซูเปอร์มาร์เก็ตทิ้งหรือทำลายอาหารที่ยังกินได้หรือเพียงใกล้วันหมดอายุ แต่ต้องบริจาคให้กับองค์กรช่วยเหลือผู้อดยากหิวโหยแทน ไม่อย่างนั้นจะถูกปรับมหาศาล ตอนนี้เมืองน้ำหอมกำลังล็อบบี้ให้ประเทศอื่นใน EU ออกกฎหมายลักษณะเดียวกันด้วย ส่วนรัฐบาลเกาหลีใต้สนุกกว่า คือมีถังขยะแยกสำหรับทิ้งอาหารเหลือ ก่อนจะทิ้งได้ต้องสแกนบัตรประชาชนก่อน แล้วสิ้นเดือน ประชาชนก็ต้องจ่ายค่าอาหารที่ตัวเองทิ้งตามน้ำหนัก ผลปรากฏว่าตอนนี้เกาหลีใต้แก้ปัญหาอาหารถูกส่งไปกองขยะได้เกือบหมดประเทศ! นี่… มันต้องเอาจริงกันอย่างนี้

ทำไมการทิ้งอาหารถึงได้เป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก ก็เพราะว่าอาหารที่เราทิ้งลงถัง แล้วถูกเก็บใส่รถขยะ เอาไปเทรวมกันที่กองขยะปล่อยให้เน่าเหม็นนั้น เป็นตัวการที่สำคัญของการทำลายสิ่งแวดล้อม เพราะเมื่ออาหารย่อยสลาย และไม่มีก๊าซออกซิเจนเพราะถูกทับถมรวมกันเป็นกองพะเนิน มันจะปล่อยก๊าซมีเทนออกสู่ชั้นบรรยากาศ แล้วไอ้เจ้าก๊าซมีเทนนี้เอง ที่สร้างปรากฏการณ์เรือนกระจกได้หนักหนาสาหัสกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 23 เท่า! เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานเสียด้วย ลองเดาดูเล่นๆ นะคะว่าผักกาดหอม 1 หัวในกองขยะ ใช้เวลาเท่าไหร่จึงจะย่อยสลายได้หมด… 2 สัปดาห์? 2 เดือน?… ผิดหมดค่ะ… คำตอบคือ 25 ปี!! ผู้เขียนได้ยินอย่างนี้แล้วคิดมากขึ้นเยอะเลยค่ะก่อนจะทิ้งอะไร

แล้วทีนี้จะทำยังไงกับชีวิตตัวเองดี… อย่าเพิ่งเครียดค่ะ ผู้เขียนมีคำแนะนำง่ายๆ 11 ข้อที่จะช่วยลดปริมาณอาหารเหลือทิ้งในครัวเรือนมาฝากด้วยค่ะ

  1. อย่าซื้อของเยอะเกินความจำเป็น ถ้าบ้านอยู่ใกล้ตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ต ให้ซื้อครั้งละน้อยๆ แล้วใช้ให้หมด ก่อนไปซื้อของ วางแผนแต่ละมื้ออาหาร จะได้รู้ว่าต้องซื้ออะไรบ้าง แล้วพอไปที่ร้านก็ใจแข็ง อย่าซื้อโน่นนี่เพราะรู้สึกว่ามันน่ากินไปหมด
  2. อย่าตักอาหารเยอะเกินไปให้สมาชิกในบ้านหรือแขกที่มากินข้าว ใช้วิธีตักปริมาณน้อย แล้วค่อยเติมเอาจะดีกว่า รู้ไหมคะว่าเราถูกวัฒนธรรมร้านอาหารทำให้รู้สึกว่ากับข้าวต้องจานใหญ่ๆ ถึงจะดูน่ากิน อยู่บ้านใช้จานเล็กๆ ก็อาจจะช่วยให้กินน้อยลงได้ ดีต่อสุขภาพและไม่มีอาหารเหลือด้วย
  3. ถ้ามีอาหารเหลือ ใส่กล่องเก็บเข้าตู้เย็น แปะวันที่ไว้ด้วยก็จะดี แล้วสร้างนิสัยในการกินอาหารเหลือผสมไปกับอาหารใหม่ ตู้เย็นจะได้ไม่อัดแน่นไปด้วยของที่กินไม่หมด
  4. เก็บอาหารให้ถูก แต่ละอย่างจะได้เสียช้าลง ผักผลไม้บางอย่างไม่ควรวางไว้ใกล้ผักผลไม้อื่นเพราะมันปล่อยก๊าซที่ทำให้ผลไม้อื่นสุกหรือเสียง่าย หรือผักจำนวนมาก ตัดก้านแล้วแช่น้ำ อยู่ได้นานกว่าแช่ตู้เย็นเสียอีก ตำแหน่งการวางของในตู้เย็นก็ช่วยยืดอายุอาหารและประหยัดพลังงานด้วยค่ะ
  5. จัดตู้เย็นให้เป็นระเบียบ เพื่อให้มองเห็นอาหารทุกอย่าง จะได้คอยหยิบอะไรที่เสียง่ายหรือใกล้หมดอายุมาใช้ได้ทัน
  6. อย่ายึดวันหมดอายุหรือ sell-by date เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย วันที่เหล่านี้เป็นตัวกำหนดคุณภาพของอาหาร ไม่ใช่ว่าถึงวันนั้นแล้วจะกินไม่ได้จริงๆ ให้ใช้วิจารณญาณจากดูด้วยตา ดมกลิ่น หรือลองชิมดู ก่อนจะตัดสินใจโยนทิ้งเพียงเพราะวันที่บนบรรจุภัณฑ์
  7. จดบันทึกสิ่งที่ทิ้ง เขียนราคาลงไปด้วยยิ่งดี (เห็นกันจะจะว่าเสียเงินไปเท่าไหร่นี่ช่วยได้มากเลยค่ะ) แล้วก่อนจะออกไปซื้อของ เปิดตู้เย็นและชั้นเก็บอาหารดูก่อนว่ามีอะไรอยู่แล้วบ้าง จะได้ไม่ซื้อของอย่างเดียวกันมาซ้ำๆ ทำให้ใช้ไม่หมด
  8. บริจาคอาหารให้กับคนที่หิว ลองหาข้อมูลดูว่าใกล้ๆ บ้านมีใครรับบริจาคอาหารบ้าง หรือถ้าไม่มี เราตั้งโต๊ะบริจาคอาหารสำหรับชุมชนยากจนที่อยู่ใกล้ๆ ได้ไหม เราจะได้เอาอาหารดีๆ ที่คิดว่ากินไม่หมดแน่ๆ ไปบริจาค หรือถ้าเป็นอาหารเหลือทิ้ง มีโรงเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่ใกล้ๆ ที่รับบริจาคอาหารไหม
  9. ผักผลไม้บางอย่างต้องซื้อทีละกำใหญ่ๆ กินยังไงก็ไม่หมด งั้นหัดดองผัก ทำผลไม้แช่อิ่มดีไหม จะได้มีอาหารเก็บไว้กินนานขึ้นอีก ไม่ต้องเสี่ยงกับสารกันบูดหรือขัณฑสกรด้วย หรือบางอย่างที่ใช้ทีละนิดเดียว เช่น พริก ใบกะเพรา ลองปลูกเองดีไหมจะได้ไม่ต้องซื้อเยอะๆ ให้เหลือทิ้ง หรือจะล้างแล้วเด็ดแช่ช่องแข็งก็ช่วยให้มีของใช้ได้นานขึ้น
  10. หาสูตรอาหารจากของที่เรามี หรือใช้แอพอย่าง Handpick ที่ช่วยคิดว่าของแบบนี้จะทำเป็นอาหารอะไรได้บ้าง นอกจากได้ทำอะไรใหม่ๆ แล้วยังได้ใช้ของที่มีอยู่ให้หมดด้วย
  11. ทำปุ๋ยจากเศษอาหาร อันนี้มีคนบอกว่าให้ใส่ไว้อันดับท้ายๆ เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมีเวลา สนใจ หรือมีที่พอจะทำปุ๋ย ถ้าทำได้ก็จะดี แต่ทางที่ดีให้ลดขยะจากอาหารเหลือก่อน จากนั้นหาทางบริจาค ส่งไปเป็นอาหารสัตว์ แปรรูปเป็นพลังงาน จากนั้นจึงจะมาคิดเรื่องทำปุ๋ย (บ้านผู้เขียนพยายามมาหลายรอบแล้ว แต่ยังไม่สำเร็จเสียที เพราะสัดส่วนของสดกับของแห้งยังไม่ได้ที่)

Imperfect Produce

ไหนๆ ก็เล่ามายาวขนาดนี้แล้ว ขอเล่าถึงนักรณรงค์เรื่องการลดปริมาณอาหารเหลือที่สำคัญอีกคนหนึ่งของโลกค่ะ เขาเป็นหนุ่มอังกฤษรูปหล่อวัย 40 ชื่อ ทริสแทรม สจ๊วต (Tristram Stuart) ที่สนใจปัญหานี้มาตั้งแต่อายุ 15 จนตอนนี้เขียนหนังสือขายดีออกมา 2 เล่ม TED Talk ของเขาก็มีคนเข้ามาดูเป็นล้าน แถมยังเป็นผู้ก่อตั้งคราฟท์เบียร์ยี่ห้อ Toast Ale ที่เอาขนมปังชิ้นหัวท้าย ซึ่งถูกทิ้งมากมายมหาศาลจากการผลิตแซนด์วิช มาทำเป็นหัวเชื้อในการหมักเบียร์ (ทำให้นึกถึงคราฟต์โซดาไทยยี่ห้อ Castown ที่ทำจากเปลือกกาแฟเหลือทิ้ง น่ารักไม่แพ้กัน) ลองเข้าไปฟัง TED Talk ของทริสแทรม เปิดหูเปิดตากันดีไหมคะ

เราได้ยินกันบ่อยเหลือเกิน ว่าต่อไปโลกจะมีประชากรเกือบ 9 พันล้านคน เราต้องหาทางผลิตอาหารเพิ่มเพื่อเลี้ยงประชากรโลกจำนวนมหาศาลเหล่านี้ ความจริงคือ นั่นไม่ใช่เรื่องจริงเลยค่ะ เพราะมีการคำนวณออกมาแล้วว่า ตอนนี้เราผลิตอาหารล้นเกินความต้องการของประชากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ (อเมริกาผลิตอาหารถึงเกือบ 4 เท่าของความต้องการที่แท้จริงของคนในประเทศ)

แต่ปัญหาที่แท้จริงคือเราทิ้งอาหารจำนวนมากมายมหาศาลซึ่งควรจะได้นำไปเลี้ยงผู้คนมากกว่า ว่ากันว่า 40% ของอาหารที่ผลิตขึ้นในอเมริกานั้นไม่ได้รับการบริโภค และถูกทิ้งไปอย่างสูญเปล่า ผู้เขียนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับคำกล่าวของเชฟมาซซิโม่ บ็อตตูร่า (Massimo Bottura) ว่า “เราไม่จำเป็นต้องผลิตเพิ่ม เราเพียงแค่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรม” ตัวอย่างมากมายที่เล่ามา รวมทั้งเรื่อง Imperfect Produce ที่ผู้เขียนใช้เปิดประเด็นนั้น แม้จะเป็นเพียงน้ำหยดหนึ่งในทะเลทราย แต่ถ้าน้ำนั้นหยดต่อเนื่องกันจากหลายๆ จุด ผู้เขียนเชื่อว่าสักวันมันต้องกลายเป็นบึงใหญ่ กลายเป็นโอเอซิสที่มีต้นไม้และสิ่งมีชีวิตเจริญงอกงาม

มาช่วยกันนะคะ ปัญหาระดับโลก เริ่มแก้ได้ด้วยคนตัวเล็กๆ อย่างพวกเราทุกคนค่ะ

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

ความเดิมจากตอนที่แล้ว

เรื่องอุ้มจับพลัดจับผลูกลายไปเป็นเมกเกอร์ สร้างแบรนด์ตุ้มหูเสร็จสรรพใน 30 วัน

เรื่องนี้มันมีเบื้องหลังค่ะ

คิดว่าแม่บ้านคนหนึ่งดูดฝุ่นอยู่ดี ๆ จะมีนิมิตให้เข้าไปจดทะเบียนบริษัทสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาได้อย่างงั้นเหรอ!

มันต้องมีคนรู้จักทำอะไรแบบนั้นได้มาก่อน ถึงจะพอไปไถ่ถามขอความรู้ แล้วเอามาทำเอง ใช่ไหมคะ

อุ้มเองก็โชคดี มีเพื่อนคนหนึ่งที่มารู้จักที่นี่เมื่อ 6 – 7 ปีก่อน อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนก็บอกว่าจะทำเสื้อผ้าเด็กขาย อุ้มก็เลยได้เห็นการสร้างแบรนด์จนมีคนรักทั่วบ้านทั่วเมือง แถมจากเสื้อผ้าเด็ก วันนี้ยังขยับขยายไปมีหน้าร้าน ขายของแต่งบ้านเพิ่มมาอีกด้วย

เพื่อนคนที่ว่านี้ ชื่อ ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ เจ้าของแบรนด์สุดแสนจะน่ารัก ชื่อ ‘Silly Daisy’ ค่ะ

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

    อุ้มนี่ก็ได้ปุ้มคอยให้คำปรึกษามาไม่รู้กี่รอบ วันนี้เลยไปนั่งคุยกันมายาว ๆ เพราะเชื่อว่าคนที่อยากสร้างแบรนด์ขายของ น่าจะได้ความรู้จากความที่เคยไม่รู้ของเราสองคน มาฟังกันค่ะ

อุ้ม : ทำไมถึงคิดจะทำเสื้อผ้าเด็ก

ปุ้ม : เริ่มจากชอบซื้อผ้า (หัวเราะ) คือซื้อมาเฉย ๆ ด้วยนะ ยังไม่ได้คิดว่าจะทำอะไร แต่ไปร้านผ้าที่นี่แล้วผ้ามันน่ารักมาก ก็เลยซื้อมาเก็บ ๆ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นงานศิลปะที่จับต้องได้ แล้วก็ไม่แพงเกินไป จนสามีบอกว่า ถ้าไม่เอาผ้าพวกนี้มาทำอะไร ห้ามซื้อใหม่แล้วนะ (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่าจะเอามาตัดเสื้อ

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม : เย็บผ้าเป็นอยู่แล้วเหรอ

ปุ้ม : ไม่เป๊นนนนน (หัวเราะ) ตอนสมัยมัธยมเคยเย็บอย่างเดียวคือปลอกหมอน แบบที่เย็บตะเข็บตรงปรื๊ดอย่างเดียวยาว ๆ น่ะ แต่ทีนี้เรามีลูกสาว ตอนนั้นยังไม่ 3 ขวบดี (ตอนนี้ 10 ขวบแล้ว) ก็เลยคิดว่าอยากตัดชุดให้ลูก

อุ้ม : เคยใช้แพตเทิร์นตัดเสื้อมาก่อนมั้ย

ปุ้ม : ไม่เคย (หัวเราะ) ทีแรกไปซื้อยี่ห้อพวก Simplicity ที่แบบแม่บ๊านแม่บ้าน แต่โคตรยากเลย เปิดมาแล้วมึน ทำตามไม่ได้ ก็เลยไปหายี่ห้ออื่นที่มันสมัยใหม่หน่อย ทำตามได้ง่าย ๆ อย่างยี่ห้อ Oliver + S

อุ้ม : ทีนี้ได้เลย

ปุ้ม : ก็เป็นชุดแหละ แต่ห้ามเปิดดูข้างในนะจ๊ะ ตะเข็บตะเขิบดูไม่ได้เลย (หัวเราะ) จักรพ้งก็ยังไม่มี แต่ก็ภูมิใจนะ เพราะจากที่ไม่เคยเย็บอะไร ก็บ้าบิ่นตัดชุดเลย แม่เราก็บอกว่า “เธอออ…จะทำชุดแรก เอาผ้าถูก ๆ มาลองตัดก่อน” แต่แบบนั้นมันไม่ได้แรงบันดาลใจ เราก็เอาผ้าสวย ๆ ที่ซื้อมานี่แหละลองทำเลย

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ
Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม :  แล้วกลายมาเป็นธุรกิจได้ไง

ปุ้ม :  ก็ลูกเราใส่ไปโรงเรียน ใส่ไปโน่นมานี่ แล้วก็มีคนชม เพื่อนแม่ ๆ ด้วยกันก็บอก “ทำขายเลย” เราก็ทำแจกลูกเพื่อนก่อน เพิ่งมาจริง ๆ จัง ๆ ตอนลูกเข้าอนุบาล ประมาณปี 2017 เริ่มขายใน Etsy ส่วนเว็บไซต์เรามีอยู่แล้วชื่อ Silly Daisy นี่แหละ เพราะเราจดทิ้งไว้ตั้งนานแล้ว

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม : แล้วจดทะเบียนตั้งบริษัทตั้งแต่แรกเลยไหม

ปุ้ม : เปล่า ๆ เพิ่งมาจดตอนต้องซื้อของ Wholesale เพราะตอนเริ่มใหม่ ๆ เรายังไม่ได้ซื้อผ้าเยอะ ก็ไปซื้อตามร้านทั่วไปนี่ล่ะ อย่างแพง ทำตอนแรก ๆ นี่แทบไม่ได้กำไรเลยนะ แพสชันล้วน ๆ (หัวเราะ) แต่ละชุดกว่าจะทำเสร็จก็นานมาก เพราะยังเย็บไม่ค่อยเก่ง จักรอุตสาหกรรมก็ยังไม่ได้ซื้อ ทีนี้พอเริ่มจะซื้อผ้าในราคาขายส่ง ต้องมีบริษัท ก็เลยไปจดทะเบียน

อุ้ม : สักปีสองปีได้มั้ยกว่าจะมาจดทะเบียน

ปุ้ม : ไม่เลย เราเป็นคนทำอะไรเร็ว อยากทำอะไรทำเลย บางทีนะ ไม่คิดด้วยซ้ำ (ยิ้ม) แต่เป็นความโชคดีหรือเปล่าไม่รู้ จังหวะมันได้ เพราะในพอร์ตแลนด์ไม่ค่อยมีคนทำของเด็ก เวลาไปออกงาน เราก็จะเด่นขึ้นมา คู่แข่งก็ไม่เยอะ

อุ้ม : จากที่ลองทำดู กลายเป็นจริงจัง ออกงานแฟร์อะไรแบบนี้ ใช้เวลานานแค่ไหน

ปุ้ม : ปีเดียว ไปออกงานเลย แต่ก็ต้องมีเว็บไซต์กับโซเชียลมีเดียที่โอเคนะ เพราะคนจัดงานเขาไม่มีเวลามาศึกษาแบรนด์เราหรอก เขาก็ดูจากไอจี

อุ้ม : แล้วตอนเริ่มใหม่ ๆ ยังไม่มีคนฟอลโลว์ ทำยังไง โพสไปเยอะ ๆ งี้เหรอ

ปุ้ม : เราต้องไปฟอลโลว์ชาวบ้านชาวเมืองเขาก่อน คนที่ขายของคล้าย ๆ ของเรา แล้วไปคอมเมนต์ เพื่อเขาจะได้เห็นเรา ซึ่ง… ใครจะมีเวลาวะ (หัวเราะ) ของก็ต้องทำ เพราะฉะนั้นโซเชียลมีเดียเรานี่ค่อย ๆ  โตมาก ๆ

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ
Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม : แล้วคนรู้จักแบรนด์ Silly Daisy ได้ยังไง

ปุ้ม : ปีแรก ๆ เราไปออกงานเยอะมากกกกก มีปีหนึ่งช่วงคริสต์มาสไปออก 7 – 8 งานน่ะ เหนื่อยม้ากกกก (หัวเราะ) ไปจนแบบว่า “ฉันทำอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว สังขารไม่ได้อย่างแรง” แต่มันก็ Pay Off นะ คือเราต้องไปให้คนเห็น แล้วเราขายของเด็ก ตลาดเราคือพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เราก็จะไปออกงานตามโรงเรียน แต่ก็เลือกโรงเรียนที่มีกำลังซื้อ แล้วก็ขี้เกียจด้วยนะ ไปแต่แถว ๆ นี้ (หัวเราะ)

อุ้ม : อ้าว แต่ก็เป็นขี้เกียจที่มีเหตุผลนะ เพราะเรารู้ว่าคนแถวนี้มีพฤติกรรมการซื้อของยังไง

ปุ้ม : ความโชคดีอีกอย่างคือ คนพอร์ตแลนด์เขาจะไม่มาคิดยุบยิบว่า อุ๊ย แพงจังโน่นนี่ เพราะเขารู้ว่าเป็นของทำมือ ก็ช่วยกันซื้อ

อุ้ม : แล้วตั้งราคายังไง

ปุ้ม : แรก ๆ เราคิดจากความสามารถในการซื้อของตัวเราเอง แต่ลืมไปว่ามันมีคนอื่นที่จ่ายได้แพงกว่านี้เว้ย (หัวเราะ) ตอนแรกเพื่อนที่เป็น Maker ด้วยกันมาเห็นราคาเราแล้วบอกว่า “ไม่ได้นะ เธอต้องตั้งแพงกว่านี้” แล้วพอทำไปเรื่อย ๆ เราก็เห็นว่ามันไม่คุ้มจริง ๆ ก็เลยต้องขึ้นราคา แต่ก็ยัง 59 – 69 เหรียญนะ เพราะนี่มันพอร์ตแลนด์ ไม่ใช่แอลเอ นิวยอร์ก ตั้งราคาชุดเด็กสูงกว่านี้คนก็จะว่าแพงไป จะตั้ง 120 เหรียญไปเลยก็ได้นะ แต่จะไปขายที่ไหน คือเราต้องรู้ว่าตลาดของเราอยู่ที่ไหน แล้วเราต้องเอาแบรนด์เราไปให้ถึงตรงนั้น

อุ้ม : มีช่วงหนึ่งที่จ้างคนมาทำไอจีด้วยนี่

ปุ้ม : ช่วงนั้นอยากให้มีคนฟอลโลว์มากขึ้น ก็เลยตัดสินใจจ้างคนมาทำ เขาก็ช่วยตรงมาดูโทนสี มาสอนใช้แอปฯ ที่ตั้งเวลาให้โพสต์ มีตารางการโพสต์มากขึ้น แต่สุดท้ายก็อยู่ที่เราเองอยู่ดี ตอนนี้เราก็ไม่ได้ใช้เขาแล้ว

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

อุ้ม : ตอนนี้ก็ค่อนข้าง Active นะ

ปุ้ม : ใช่ โพสต์ทุกวัน เพราะเราสังเกตได้เลยว่าถ้าโพสต์ทุกวัน มันจะมีคน Engage มากกว่า จริง ๆ อยากจะจ้างคนทำนะ ก็ไม่มีเงินจ้าง (หัวเราะ)

อุ้ม : เป็นความข้นแค้นของคนทำธุรกิจเล็ก ๆ เนอะ จะโตก็ก้ำ ๆ กึ่ง ๆ จะจ้างคนก็ไม่ได้เพราะเดี๋ยวต้นทุนสินค้าสูงเกินแต่ขึ้นราคามากไม่ได้ สุดท้ายเลยต้องทำทุกอย่างเองหมด

ปุ้ม :  ใช่

อุ้ม : ตอนนี้ปุ้มขาย 3 ช่องทางเนอะ ขายส่ง ขายทางเว็บ แล้วก็มีหน้าร้านด้วย แบบไหนดียังไง

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

ปุ้ม :  เวลาขายส่ง เราไม่ขายชุด เพราะใช้เวลานาน ไม่คุ้ม เราก็จะขายพวกชิ้นเล็ก ๆ ทำเร็ว ๆ อย่าง Bib (ผ้าซับน้ำลายเด็ก) สั่งมา 70 อันเราทำแป๊บเดียวเสร็จ แล้วเราทำให้แค่เจ้าเดียว คือ Tender Loving Empire เพราะเขามี 8 สาขาทั่วพอร์ตแลนด์ มีร้านในสนามบินด้วย มันก็ช่วยทำให้คนรู้จักแบรนด์เรามากขึ้น อีกอย่างคือได้เงินก้อน ได้มาก็เอาไปซื้อผ้า (หัวเราะ)

อุ้ม : ธุรกิจคุณนายเนอะ

ปุ้ม : (หัวเราะ) ก็ถือว่าโชคดีนะ ที่ทำโดยไม่มีความกดดัน เพราะสามีเป็นรายได้หลักของครอบครัวอยู่แล้ว ของเรานี่เป็นแค่รายได้เสริมกะจุ๊งกะจิ๊ง เอาไว้ช้อปปิ้งไม่ต้องขอเงินสามี

อุ้ม : แต่มันก็เป็นสิ่งที่เราชอบ อยากทำ ทำแล้วรู้สึกมีคุณค่ากับตัวเอง

ปุ้ม : ใช่ แต่จะหวังว่าให้สามีเลิกงานแล้วเราทำคนเดียว ก็จะไม่พอกินนะจ๊ะ (หัวเราะ) ขนาดมีคนหนึ่ง ชื่อลินด์ซีย์ ฟอกซ์ เขาเป็นศิลปินพอร์ตแลนด์ที่มีคนฟอลโลว์เยอะมาก รูปหนึ่งขายหกเจ็ดร้อยเหรียญเลยนะ เขาเอางานมาขายที่ร้านเรา เราก็แซวเล่นว่า โห แบบนี้ลาออกจากงานประจำมาทำแต่วาดรูปขายได้แล้วมั้งเนี่ย เขาตอบมาว่าไม่ได้ เพราะเขาเป็นคนจ่ายประกันสุขภาพ เอาเงินใส่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่าง ๆ ให้ครอบครัว เพราะฉะนั้นเขายังต้องทำงานประจำ เพราะเป็น Maker ที่อเมริกา มันยากตรงไม่มี Benefit นี่แหละ หรืออย่างที่ร้านเรา มี Maker 9 คน มีแค่คนเดียวที่เป็น Breadwinner

อุ้ม : ที่เหลือสามีเลี้ยงหมด

ปุ้ม : (หัวเราะ)

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

อุ้ม : มีหน้าร้านนี่ดียังไง

ปุ้ม : ดีเรื่องรายได้ เพราะเงินที่ขายได้ในแต่ละเดือนนี่มาจากหน้าร้านเยอะมาก ยอดขายจากเว็บไซต์คือขำ ๆ ไปเลยอะ นี่เป็นอีกสาเหตุที่เราไม่ต้องไปจ้างคนมาทำไอจี เพราะเรามีหน้าร้านไง คนเดินมาหาเรา ไม่ใช่เราต้องพยายามออกไปในสื่อ ที่น่ารักอีกอย่างคือคนพอร์ตแลนด์เนี่ย พอเห็นของที่ร้านเรา แทนที่จะไปซื้อกับเว็บไซต์คนที่ทำของนั้นโดยตรง เขาก็จะซื้อกับเรา ถึงจะแพงกว่าด้วยนะ เพราะเขาอยากสนับสนุนธุรกิจเล็ก ๆ

อุ้ม : แล้วทำไมตอนนั้นถึงเพิ่มของใช้ในบ้านเข้ามา ไม่ได้มีแต่เสื้อผ้าเด็ก

ปุ้ม : ความชอบส่วนตัวล้วน ๆ อีกเหมือนกัน เราเป็นคนชอบของกระจุกกระจิก แต่มีประโยชน์ ใช้งานได้ อีกอย่างคือลำดับความสำคัญในชีวิตมันเปลี่ยนไปด้วยเนอะ แต่ก่อนไม่มีลูก ไม่มีครอบครัว ก็ชอบแต่งตัว แต่พอเป็น Homemaker ก็ชอบทำบ้านให้น่าอยู่ พอจะมีหน้าร้าน เราเลยเพิ่มของใช้เข้ามาด้วย คนจะได้มีอะไรให้เลือกมากขึ้น แรก ๆ ก็เน้นพวกผ้าก่อน อย่างผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดจาน เพราะว่ามันเบา ส่งง่าย

อุ้ : เลือกของเข้าร้านยังไง

ปุ้ม : ส่วนใหญ่เราซื้อจากธุรกิจเล็ก ๆ หรือ Maker รายย่อยคนอื่น เพราะยอดสั่งขั้นต่ำไม่สูงมาก เราจะได้ไม่ต้องมีสต็อกเยอะ เพราะถ้าเราซื้อของจากแบรนด์ใหญ่ ๆ ต้องสั่งอย่างน้อย 500-1,000 เหรียญ เราไม่ได้มีเงินทุนเยอะขนาดนั้น เป็นร้านเล็ก ๆ ไม่ควรสต็อกของเยอะด้วย เงินจะไปจม และอีกอย่างแบรนด์ที่เราเลือกมาที่ร้าน เราเน้น Small Makers ที่เป็น Women-Owned ซึ่งผลิตในอเมริกา หรือถ้าไม่ได้ทำที่นี่ ก็เน้นเป็น Fair Trade ทำธุรกิจโดยไม่กดขี่และจ่ายค่าแรงลูกจ้างแบบเป็นธรรม

อุ้ม : ในปีหนึ่งนี่ช่วงไหนขายดี ช่วงไหนเป็น Low Season

ปุ้ม : เดือนมกราฯ ถึงมีนาฯ นี่จะเงียบมากเลย เพราะคนเพิ่งซื้อของหนัก ๆ ไปช่วงคริสต์มาสปีใหม่ แต่พอหลังมีนาฯ คนได้เงินคืนภาษี ก็เริ่มมีกำลังซื้อมากหน่อย พอพฤษภาฯ มีวันแม่ ก็จะเริ่มคึกคัก เข้าซัมเมอร์ช่วงมิถุนาฯ เป็นต้นไป ก็จะเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนถึงตุลาฯ พฤศจิกาฯ มี Thanksgiving มีคริสต์มาส ช่วงนั้นก็จะขายกระหน่ำเลย อีกอย่างที่นี่มันมีฤดูกาลชัดเจนเนอะ แต่ละหน้าก็จัดบ้านเปลี่ยนไป Spring, Summer, Fall นี่ไม่เหมือนกัน พอฤดูเปลี่ยน คนก็จะจัดบ้าน แต่งบ้านใหม่

อุ้ม : มีของที่ซื้อมาแล้วไม่โดน ขายไม่ได้ไรงี้ไหม

ปุ้ม : มี๊! (ยิ้ม)

อุ้ม : แล้วทำไง

ปุ้ม : ถ้าอันไหนขายไม่ได้จริง ๆ คิดว่าจะไม่สั่งมาอีกแล้ว หมดแล้วหมดเลย เราก็เอาออกไปตั้งโต๊ะลดราคาหน้าร้านเลย แล้วระหว่างปีก็มีลดราคา แต่ไม่เยอะนะ 2-3 ครั้งเอง

อุ้ม : การลดราคานี่เป็นการทำร้ายแบรนด์มั้ย แบบคนไม่ยอมซื้อเต็มราคา เพราะรอให้เอามาลด

ปุ้ม : ไม่นะ เพราะเราไม่ได้ลดบ่อย แล้วอันที่ลดจริง ๆ นี่คือของที่ไม่ได้ขายดี คนไม่ได้ซื้อเยอะ ๆ อยู่แล้ว

อุ้ม : แล้วช่วงโควิดหนัก ๆ นี่ผ่านมาได้ยังไง

ปุ้ม : เราปิดร้านไป 3 เดือนเลยนะ คนก็ยังสั่งทางเว็บไซต์ ขอให้ไปส่งที่หน้าบ้าน น่ารักมาก พอเรากลับมาเปิดร้าน ก็ต้องจำกัดจำนวนคนเข้าใช่มั้ย ตอนคริสต์มาสนะ น้ำตาแทบไหล คนมายืนต่อคิวกันหน้าร้านยาวเหยียดเลย

อุ้ม : ร้านนี่ทำมากี่ปีแล้วนะ

ปุ้ม : 4 ปีแล้ว

อุ้ม : ไปเจอร้าน plural กับหุ้นส่วนทั้งหมดได้ไง เราว่าโมเดลของปุ้มดีมากเลย (คือทุกคนเป็น Maker แล้วแชร์พื้นที่ขายของ กับแบ่งเวรมาทำงาน ต้นทุนค่าเช่าก็เลยถูกกว่า แล้วไม่ต้องเสียค่าจ้างเด็กมาเฝ้าร้านด้วย)

ปุ้ม : เจ๋อ… ชอบเดิน (หัวเราะ) ก็เดินเล่นแถวบ้าน เห็นร้านนี้เป็น Maker’s Space ก็เข้าไปคุยกับเขาว่าถ้ามีสเปซว่างอย่าลืมบอกนะ! วันหนึ่งก็ว่างจริง ๆ พอเขาโทรมาถาม เราบอกเลย เอา! เซ็นสัญญาเลย ยังไม่ได้ปรึกษาสามีด้วย (หัวเราะ) ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในปีแรกที่เริ่มทำแบรนด์ ดวงมาก

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ภาพ : instagram.com/pluralcollectivepdx

อุ้ม : เคยทำร้านมาก่อนมั้ย

ปุ้ม : เคยไปทำซูเปอร์มาร์เก็ตสมัยอยู่อังกฤษ เกี่ยวมั้ย (หัวเราะ) แต่เรามีความเป็นแม่ค้านะ สมัยก่อนพ่อแม่เรามีสวนแถวรังสิต ที่บ้านมีอพาร์ตเมนต์ให้เช่า อีนี่ก็ใส่ชุดนักศึกษามานั่งขายมะม่วงใต้ตึก (หัวเราะ) แม่ก็ให้คนงานไปเก็บมะม่วงมาให้ขาย ชอบขายของ สนุกดี เราว่าเรากับอุ้มเหมือนกัน คือดวงไม่ได้เป็นคุณนาย (หัวเราะ) ชอบหาอะไรทำ จะมานั่งกระดิกตรีนไม่ได้นะ เบื่อ (หัวเราะ)

อุ้ม : อีกอย่างก็คือ ทัศนคติแบบ ไม่เคยทำก็ไม่เป็นไร ทำไปแล้วเดี๋ยวก็รู้เอง แต่ก็ไม่ใช่มาแบบเอ๋อไม่รู้อะไรเลยอีกเหมือนกันเนอะ มันต้องมีประสบการณ์สั่งสมมาประมาณนึงด้วย

ปุ้ม : แล้วก็ต้องมีรสนิยมที่ดีด้วยนะเราว่า อีกอย่างคืออย่าไปทำอะไรที่เป็นเทรนด์ ไม่ใช่อุ๊ยปีนี้สไตล์นี้มาแรง ก็ทำใหญ่เลย อ้าวแล้วปีหน้ามันไปแล้วทำไงล่ะ ของเต็มร้าน

อุ้ม : ถามอีกเรื่อง การไปออกบูทตามงาน มีอะไรแนะนำบ้าง

ปุ้ม : แรก ๆ ก็ทำไม่เป็นเหมือนกัน จะวางยังไงดีวะ แรก ๆ สะเปะสะปะมากเลย โรงลิเกมาเลยทีเดียว (หัวเราะ) เราว่ามันต้องไปเดินแล้วก็ดูว่าชาวบ้านชาวเมืองเขาทำยังไงกัน ตอนแรกที่ไปออกบูท เดินไปเห็นป้ายร้านของคนอื่น กลับมารีบพับของตัวเองเก็บเลย (หัวเราะ) แรก ๆ มันก็จะเด๋อ ๆ หน่อย เสื้อผ้าเต็มไปหมด มีกี่ลายโชว์มันหมดเลย แต่พอย้อนกลับมาดูตอนนี้นะ เราว่าเสื้อผ้าเราลายมันเยอะอยู่แล้ว ยิ่งเอามาแขวนเยอะ ๆ มันยิ่งทำให้คนตาลาย เลือกไม่ถูก ตอนนี้เราเลยเลือกเอาไม่กี่แบบ เพราะตอนนี้เริ่มรู้แล้วว่าสีไหนแบบไหนจะขายดีกว่า แต่มันก็ต้องลองไปก่อนแหละถึงจะรู้

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

อุ้ม : ทำแบรนด์มา 5 ปีแล้ว ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง

ปุ้ม : รู้สึกว่ามันเป็นอาชีพ สมัยทำแรก ๆ เรายังมีความแบบ ต้องไปหาอะไรอย่างอื่นทำ อันนี้จะมาเป็นงานหลักคงไม่รอด เพราะรายได้ไม่มากเท่าไหร่ แต่ตอนนี้รู้สึกว่ามั่นคงพอจะเรียกว่าเป็นอาชีพได้แล้ว เพราะมีอะไรทำทุกวันเลย ไม่มีวันไหนว่าง เข้าร้านอาทิตย์ละ 2 วัน ที่เหลืออีก 3 วันก็ต้องทำของ ค่าตอบแทนก็โอเคพอใจแล้ว ถึงแม้ไปทำอย่างอื่นคงได้มากกว่านี้

อุ้ม : สมคิดนะ ชอบมาบอกว่า ถ้ายูอยากทำงานจริง ๆ ยูเรียนโฆษณามา ยูไปสมัครงานเอเจนซี่ ไปทำบริษัทสิ

ปุ้ม : เหมือนแมท (สามี) เลยยยยย! อิปั๋วนี่ไม่เข้าใจ

อุ้ม : ก็นั่นน่ะสิ เรียนจบมา 30 ปีที่แล้ว ไม่ได้ทำงานมา 10 ปี อยู่ดี ๆ จะให้เดินเข้าไปสมัครงานเอเจนซี่ ใครเขาจะรับ! เขามีตัวเลือกเยอะแยะ

ปุ้ม : อีกอย่างนะ ถ้าเราออกไปทำงาน 9 – 5 ต้องหย่าผัว ต้องตีกันตาย บ้านแตกแน่นอน แค่เราไปร้าน กลับมาชามเต็มอ่างไม่มีคนล้าง เรายังโกรธเลย

อุ้ม : แล้วใครจะสแตนด์บาย สมมติลูกล้มหัวฟาด ที่โรงเรียนโทรมาตามตอนเที่ยงเงี้ย (เรื่องจริง เคยโดนมาแล้ว) สรุปว่าทำธุรกิจเล็ก ๆ แบบนี้แหละเนอะ ก็เหมาะกับแม่บ้านที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีฝีมือ

ปุ้ม : และมีสามีเลี้ยง (หัวเราะ)

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

จบการคุยกับเพื่อนสาวคนเก่งแต่เพียงเท่านั้น

มีสาระและเป็นวิชาการสูงมากจนคนฟังส่ายหัว (ฮ่า ๆ) แต่อยากบอกว่า แบรนด์ใหญ่ ๆ ดัง ๆ ของพอร์ตแลนด์ที่อุ้มเคยไปสัมภาษณ์มา ก็เริ่มจากเล็ก ๆ ทำในครัวในห้องนอนที่บ้านกันทั้งนั้นแหละค่ะ แต่ที่ประสบความสำเร็จกันก็เพราะทุกคนทำของที่รัก ทำด้วยใจ และของเขาดีจริง

ที่สำคัญ คือต้องมีก้าวแรก เหมือนอย่างที่ Marquise du Deffand บอกไว้ว่า “The distance doesn’t matter; it is only the first step that is the most difficult.”

อุ้มกับปุ้มผ่านก้าวแรกกันมาแล้ว หาทางที่คิดว่าจะเดิน แล้วก้าวตามกันมานะคะ

ภาพ : www.instagram.com/sillydaisy

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load