บอกก่อนเลยว่าผู้เขียนเคยเป็นคนกลัวแมลงทุกชนิด โดยเฉพาะต่อ แตน และผึ้ง (เพราะเคยโดนแตนต่อยมาแล้วหลายหน)

แล้วทำไมอยู่ดีๆ จะมาเล่าเรื่องผึ้ง แถมไม่เล่าเปล่า จะมาชวนกันเลี้ยงเสียด้วย!

เหตุเพราะเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพื่อนที่น่ารักคนหนึ่งมาแนะนำให้ผู้เขียนรู้จักกับผึ้งท้องถิ่นของอเมริกา ที่เรียกว่า Mason Bees แล้วบอกว่าเป็นผึ้งนิสัยดี ไม่ต่อย และช่วยผสมเกสรต้นไม้ได้ดีมาก โดยเฉพาะไม้ผล แถมยังเหมาะจะเลี้ยงไว้หน้าบ้านให้เด็กๆ ได้ตื่นเต้นและเรียนรู้ไปด้วย

สิ่งที่น่าสนใจและเป็นความรู้ใหม่เกี่ยวกับผึ้ง Mason (ขอตั้งชื่อให้แบบบ้านๆ ว่าผึ้งก่อสร้าง) นี้ก็คือมันไม่ได้ทำรังใหญ่ๆ มีราชินีผึ้งหรือผึ้งงาน และผลิตน้ำผึ้งเหมือนผึ้งที่เราเคยรู้จัก แต่มันจะทำรังในท่อหรือโพรงเล็กๆ อยู่ใกล้ๆ กัน อารมณ์เหมือนคนอยู่คอนโด ที่ห้องติดกันแต่ต่างคนต่างอยู่ (เป็นเหตุให้ผึ้งเหล่านี้มีอีกชื่อเรียกว่า Solitary Bees คือเป็นผึ้งสันโดษ ไม่มีราชินีให้ต้องปกป้อง มันจึงไม่ดุเหมือนผึ้งที่เราเคยรู้จัก หน้าตาออกจะกระเดียดไปทางแมลงวันเสียมากกว่าด้วยซ้ำ ตอนที่มันออกมาจากรังใหม่ๆ ลูกสาวผู้เขียนเอามือไปลูบเล่นยังได้เลย)

ชวนกันมาเลี้ยงผึ้งท้องถิ่นที่ใจดี แสนขยัน และเป็นความหวังใหม่ของวงการอาหารโลก

ตอนแรกผู้เขียนก็ยังลังเลเพราะไม่เคยเลี้ยงมาก่อน ไม่รู้จะไปหารังและอุปกรณ์การเลี้ยงจากที่ไหน แต่ปรากฏว่าหาข้อมูลไปได้ไม่นาน ก็อ่านเจอว่าเพื่อนบ้านประกาศแจกรังให้ฟรีทางอินเทอร์เน็ต เลยไปรับเอามา 30 รัง (ถ้านึกไม่ออกให้คิดถึงรังไหม แต่ขนาดเล็กจิ๋วกว่ามากและเป็นสีน้ำตาล) วางไว้ที่โต๊ะกินข้าว ระหว่างนั้นก็ขับรถออกไปซื้อท่อกระดาษที่ร้านขายอุปกรณ์ทำสวน กะว่ากลับมาจะเลื่อยไม้ทำบ้านให้ ปรากฏว่าเปิดเข้าประตูบ้านมา คุณผึ้งแกกัดรังออกมาส่งเสียงหวี่ๆ กันอยู่ในซองกระดาษที่เพื่อนบ้านใส่มาให้ เล่นเอาผู้เขียนตกอกตกใจ รีบออกไปเลื่อยไม้ตอกตะปูประกอบเป็นบ้านหลังน้อยแทบไม่ทัน

ชวนกันมาเลี้ยงผึ้งท้องถิ่นที่ใจดี แสนขยัน และเป็นความหวังใหม่ของวงการอาหารโลก ชวนกันมาเลี้ยงผึ้งท้องถิ่นที่ใจดี แสนขยัน และเป็นความหวังใหม่ของวงการอาหารโลก

ชวนกันมาเลี้ยงผึ้งท้องถิ่นที่ใจดี แสนขยัน และเป็นความหวังใหม่ของวงการอาหารโลก

ความมหัศจรรย์ที่ผู้เขียนและลูกสาววัย 4 ขวบได้ประสบในเวลาหลายเดือนหลังจากเอาบ้านและรังผึ้งน้อยนักก่อสร้างออกไปวางที่หน้าบ้านวันนั้น มีมากมายหลายเรื่องอย่างที่ผู้เขียนไม่เคยนึกมาก่อน เราได้เห็นตั้งแต่ผึ้งออกมาจากรังใหม่ๆ แล้วเริ่มต้นทำงาน มันบินเข้าบินออกจากบ้านวันละหลายสิบรอบอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อหาเกสรและน้ำหวานมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ ใส่ไว้ด้านในสุดของท่อ วางไข่ แล้วไปหาดินมาก่อเป็นผนังบางๆ กั้นเป็นห้อง จากนั้นก็ปั้นก้อนเกสรก้อนใหม่ วางไข่ เอาดินปิดท่ออย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนเต็ม (ทีนี้เข้าใจแล้วใช่ไหมคะว่าทำไมเขาถึงเรียกว่าผึ้งก่อสร้าง)

ความเก่งของผึ้งตัวเมียก็คือมันจะวางไข่ตัวผู้ไว้ด้านหน้าเพื่อป้องกันไข่ตัวเมียที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในจากแมลงและสิ่งรบกวนอื่นๆ แล้วพอฤดูใบไม้ผลิปีต่อไป ผึ้งตัวผู้ก็จะกัดรังออกมาก่อนเพื่อเคลียร์สถานที่ พอตัวเมียออกมาผสมพันธุ์กัน ตัวผู้ก็ตายไป ส่วนตัวเมียเมื่อทำหน้าที่วางไข่เสร็จเรียบร้อยก็ตายตามไปเช่นกัน วงจรชีวิตตั้งแต่กัดรังออกมาจนตายนั้นจึงแสนสั้นเพียง 4 – 6 สัปดาห์เท่านั้นเอง

ถ้าใครอ่าน (หรืออ่านข้าม 55) มาถึงตรงนี้ อาจจะสงสัยว่าเล่ามาทำไมเสียยืดยาว แล้วตกลงผึ้งก่อสร้างนี่มันสำคัญหรือดีตรงไหน คำตอบก็คือ ด้วยความที่ผึ้งก่อสร้างนั้นใช้ทั้งตัวลงไปคลุกเกสร และไม่มีกลไกของร่างกายที่เก็บเกสรกลับรังได้เก่งเท่าผึ้งงานที่สร้างน้ำผึ้ง (ซึ่งลงตอมตรงไหนก็เก็บเกสรกลับรังเสียเรียบวุธ) ทำให้มันต้องไปแวะเก็บเกสรจากดอกไม้จำนวนมากมายมหาศาลกว่าหลายสิบเท่า แต่นั่นแปลว่าโอกาสที่มันจะช่วยผสมพันธุ์ให้ต้นไม้ติดลูกก็มากกว่าหลายสิบเท่าด้วย!  ว่ากันว่าผึ้งก่อสร้างเพียงตัวเดียว สามารถผสมเกสรได้มากเท่ากับผึ้งงานถึง 60 ตัว เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนกับผึ้งงานเป็นคนเก่งแต่รักษาผลประโยชน์เฉพาะพวกพ้องของตัวเอง

ส่วนผึ้งก่อสร้างทำงานได้ดีในระดับหนึ่ง แต่มีความอุตสาหะ และงานที่ทำก่อทั้งประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน สังคมเราควรจะส่งเสริมคนประเภทหลังมากกว่าจริงไหมคะ อีกเหตุผลที่สำคัญก็คือ ทุกวันนี้เราได้ข่าวเรื่องปรากฏการณ์รังผึ้งล่มสลาย (Colony Collapse Disorder) ที่ผึ้งงานหายไปอย่างฉับพลันเกิดขึ้นทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยด้วย ผึ้งหลายพันธุ์เข้าข่ายหรือสูญพันธ์ุไปแล้วก็มี จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาผึ้งหรือแมลงที่มีความสำคัญต่อการผสมเกสรหรือการถ่ายเรณูมาทดแทน ไม่อย่างนั้นปรากฏการณ์ต่อไปที่จะเกิดขึ้นก็คือการขาดแคลนอาหารและราคาอาหารที่จะสูงขึ้นอย่างมหาศาล อันเนื่องมาจากพืชพันธุ์ต่างๆ ไม่ติดลูกหรือไม่ติดเมล็ด

ฟังดูอาจจะไกลตัวใช่ไหมคะ แต่ผู้เขียนบอกได้เลยว่าจริงๆ แล้วมันใกล้ตัวกว่าที่เราคิดมาก เพราะอาหารที่เรากินแทบทุกอย่างนั้นต้องอาศัยการผสมเกสรจากแมลงเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว พืชที่ให้น้ำมัน พืชที่เป็นอาหารสัตว์ ไล่เรื่อยไปจนถึงพืชที่นำมาทอเป็นเส้นใยอย่างฝ้ายและกัญชง ลองคิดดูสิคะว่ามันจะน่ากลัวแค่ไหนถ้าผลผลิตเหล่านี้ลดน้อยลงจริงๆ จนไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชากรโลก

ชวนกันมาเลี้ยงผึ้งท้องถิ่นที่ใจดี แสนขยัน และเป็นความหวังใหม่ของวงการอาหารโลก

ทุกวันนี้สวนและไร่ขนาดใหญ่ในอเมริกานั้นใช้บริการของคนเลี้ยงผึ้งน้ำหวาน (Honeybee) ที่จะขนรังใส่รถบรรทุกขนาดยักษ์พาผึ้งมาผสมเกสรในช่วงที่พืชออกดอก แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จำนวนผึ้งได้ลดลงอย่างน่าเป็นห่วง เพราะมีการใช้ยาฆ่าแมลงฉีดพ่นในแปลง ซึ่งเป็นอันตรายต่อผึ้งด้วย การขนรังผึ้งย้ายไปไร่แล้วไร่เล่าเองก็ทำให้ผึ้งเกิดความเครียด แถมไม่กี่ปีก่อน รถบรรทุกที่ขนผึ้งเกิดอุบัติเหตุ ทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกของอเมริกา ทำให้เสียประชากรผึ้งไปหลายสิบล้านตัว! เรียกว่ามีวิกฤตขนาดหนักที่คนเริ่มต้องหันมาสนใจ และหาทางทำอะไรคนละไม้คนละมือเพื่อช่วยกู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น

และนี่เองเป็นที่มาของความตื่นตัวเรื่องการหาผึ้งพื้นเมืองที่เลี้ยงได้ง่ายกว่า และมีประสิทธิภาพในการผสมเกสรมากกว่าผึ้งน้ำหวาน (การวิจัยรายงานว่าผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการผสมเกสรของผึ้งนั้นมีมูลค่าสูงกว่ารายได้จากน้ำผึ้งและผลผลิตจากผึ้งอื่นๆ มาก) ผึ้งก่อสร้างนั้นเป็นผึ้งในตระกูล Osmia ซึ่งเป็นผึ้งพื้นเมืองของอเมริกามาช้านาน และผ่านวิวัฒนาการมาพร้อมๆ กับสภาพอากาศและต้นไม้ที่เติบโตอยู่ในภูมิภาคนี้ แต่ก็ถูกคุกคามจากสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร และการรุกรานถิ่นที่อยู่อาศัยจากการขยายตัวของเมือง ทำให้ต้องได้รับความช่วยเหลือจากมนุษย์ที่ไปรุกรานอย่างเราเช่นกัน

การสร้างบ้านและดูแลผึ้งก่อสร้างอย่างที่ผู้เขียนเพิ่งเริ่มทำนี้ ถือว่าเป็นวิธีง่ายๆ แต่ช่วยเพิ่มประชากรผึ้งท้องถิ่นให้มากขึ้นได้หลายเท่า (จากแค่ 30 รังที่ไปรับมา ผ่านไปไม่กี่เดือน ผู้เขียนเพิ่งแกะท่อกระดาษออกมาล้างทำความสะอาดรัง และเก็บเข้าตู้เย็น* นับจำนวนรังใหม่ได้เกือบ 150 รัง เท่ากับเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า จนปีหน้าต้องเตรียมบ้านเพิ่ม และต้องหาทางแจกจ่ายรังให้คนอื่นบ้างแล้ว) บางคนก็ถึงกับเริ่มต้นเป็นเกษตรกรเลี้ยงผึ้งก่อสร้าง เพื่อส่งรังให้กับไร่หรือสวนขนาดใหญ่ มีรายได้รังละสิบกว่าบาท ส่งทีละเป็นพันๆ รังก็มีรายได้หลายหมื่นบาททีเดียว

ในประเทศไทย เท่าที่ได้หาข้อมูลดู แมลงที่น่าจะใกล้เคียงกับผึ้งก่อสร้างในอเมริกาน่าจะเป็นแมลงที่เรียกว่าผึ้งจิ๋วหรือชันโรง (อ่านว่า ชัน-นะ-โรง) ซึ่งเป็นแมลงท้องถิ่นมีทุกภาคของประเทศไทย (ทำให้มีชื่อเรียกอื่นๆ แตกต่างกันไปในแต่ละภาคด้วย ไม่ว่าจะเป็นขี้ตึง ขี้ตังนี ขี้ย้า แมลงอุง แมลงโลม แมลงขี้สูด หรือตัวตุ้งติ้ง) และมีความสามารถในการผสมเกสรสูงมาก และไม่มีเหล็กไนเหมือนผึ้งหลวง สำนักพิมพ์บ้านและสวนเพิ่งจะมีหนังสือ มาเลี้ยงผึ้งและชันโรงกัน หรือในอินเทอร์เน็ตก็มีข้อมูลพอสมควร

ถึงตอนนี้อาจจะยังดูเป็นเรื่องของเกษตรกร แต่ผู้เขียนเชื่อว่าเรามีสวนผักคนเมืองแล้ว ต่อไปก็น่าจะมีสวนผลไม้คนเมือง และแมลงผสมเกสรสำหรับคนเมืองด้วยเช่นกัน เพราะการผลิตอาหารไม่ได้เป็นหน้าที่ของเกษตรกรเพียงลำพัง แต่เราทุกคนช่วยกันได้และต้องช่วยกันด้วย

ชวนกันมาเลี้ยงผึ้งท้องถิ่นที่ใจดี แสนขยัน และเป็นความหวังใหม่ของวงการอาหารโลก ชวนกันมาเลี้ยงผึ้งท้องถิ่นที่ใจดี แสนขยัน และเป็นความหวังใหม่ของวงการอาหารโลก

ย้อนกลับมาถึงโครงการเลี้ยงผึ้งก่อสร้างของผู้เขียนกับลูกสาวตัวน้อย สิ่งที่ผู้เขียนถือว่าได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือความรู้มากมายมหาศาลที่เราได้รับในช่วงเวลาอันแสนสั้น จากคนที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับผึ้งก่อสร้าง เพียงฤดูกาลเดียวผู้เขียนก็เข้าใจวงจรชีวิตทั้งหมด และมีความรู้เรื่องการผสมเกสรและห่วงโซ่อาหารมากขึ้นหลายเท่า จากคนที่กลัวแมลงขึ้นสมอง เราสองแม่ลูกกลับไปนั่งมองดูผึ้งน้อยทำงานแบบจมูกแทบจะชนรังวันละหลายรอบ โดยที่ผึ้งแสนขยันก็บินเข้าบินออกทำงานวุ่นไม่ได้สนใจเราเลย

เมื่อวันก่อนนี้ผู้เขียนแกะท่อกระดาษแล้วจับรังผึ้งก่อสร้างสบายๆ ลูกสาวตัวน้อยเห็นแม่ไม่กลัวก็จับบ้างและนั่งเล่นข้างรังผึ้งหน้าตาเฉย เรายังคุยกันว่าฤดูใม้ผลิปีหน้าจะสร้างบ้านและเอารังผึ้งก่อสร้างไปให้ที่โรงเรียนใส่ไว้ในสวนด้วย เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมาก็มีงาน Mason Bee Cocoon Harvesting Party ที่คนเลี้ยงผึ้งก่อสร้างเอาท่อเอาบ้านผึ้งก่อสร้างมาแกะและทำความสะอาดด้วยกัน ถือเป็นกิจกรรมชุมชนที่สนุกดีและทำให้ได้แลกเปลี่ยนความรู้กัน และที่สำคัญ ทำให้ได้รู้ว่ามีคนอื่นที่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้เหมือนกับเรา ผู้เขียนเลยมีกำลังใจที่จะไปบอกต่อ เพราะในอเมริกาเองเรื่องการเลี้ยงผึ้งก่อสร้างก็ยังอยู่ในช่วงก่อร่างสร้างตัว และต้องการอาศัยการช่วยกันบอกปากต่อปากเช่นเดียวกัน

ชวนกันมาเลี้ยงผึ้งท้องถิ่นที่ใจดี แสนขยัน และเป็นความหวังใหม่ของวงการอาหารโลก

อีกวิธีหนึ่งที่เราจะช่วยกันได้ก็คือปลูกดอกไม้หรือพืชผักที่มีเกสรให้ผึ้ง (และแมลงผสมเกสรอื่นๆ) ได้มาหาอาหาร แต่ปัจจัยที่สำคัญก็คือต้องเป็นต้นไม้ดอกไม้หรือเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ผ่านสารเคมี และจะให้ดีก็ควรเป็นผักพื้นบ้าน บ้านใครมีบริเวณพอสมควร แล้วเคยปลูกหรือคิดจะปลูกแต่ไม้ประดับ ลองเปลี่ยนใจปลูกไม้ผลดูก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีนะคะ เพราะนอกจากจะได้ผลไม้ที่ปลอดภัยไว้กินแล้ว ยังสร้างระบบนิเวศที่ดีให้กับผึ้งยามต้นไม้ออกดอก และเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างพื้นดินและน้ำอย่างได้ประโยชน์ด้วย

ว่าจะเขียนเรื่องผึ้ง ไหงมาจบลงที่เรื่องชวนกันปลูกต้นไม้ไปได้ แต่เอาเข้าจริง มันก็เป็นเรื่องเดียวกันนะคะ เพราะห่วงโซ่อาหารนั้นจะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปไม่ได้ ผู้เขียนเห็นว่าเรื่องผักเรื่องต้นไม้มีคนพูดถึงกันอยู่มากมายแล้ว แต่เรื่องผึ้งและแมลงที่มีประโยชน์นั้นยังได้รับความสนใจค่อนข้างน้อย ถ้าบทความสั้นๆ นี้จะช่วยจุดประกายให้คนหันมาหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ก็จะดีใจมากเลยล่ะค่ะ

ใครสนใจอยากหาข้อมูลเพิ่มเติม มีองค์กรชื่อ Crown Bees ที่ทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง และมีความรู้ในเว็บไซต์ด้วย ลองเข้าไปดูกันได้ค่ะ

ชวนกันมาเลี้ยงผึ้งท้องถิ่นที่ใจดี แสนขยัน และเป็นความหวังใหม่ของวงการอาหารโลก

*หลังจากที่ผึ้งก่อสร้างตัวเมียวางไข่และเอาดินมาปิดปากท่อเรียบร้อยแล้ว ไม่นานไข่ก็จะฟักเป็นหนอน แล้วเริ่มกินเกสรและน้ำหวานที่แม่ผึ้งปั้นทิ้งไว้ให้เป็นอาหาร จากนั้นก็จะสร้างเส้นใยเป็นรังรอบๆ ตัวเอง แล้วพัฒนาจนกลายเป็นผึ้งก่อสร้างที่โตเต็มวัย ก่อนจะจำศีลไปตลอดหน้าหนาว พออากาศอุ่นขึ้นในฤดูใบไม้ผลิก็จะกัดรังออกมาเริ่มต้นวงจรชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่ง ถ้าเราปล่อยผึ้งที่โตเต็มวัยอยู่ในรังทิ้งไว้ข้างนอกก็ได้ แต่ก็มีโอกาสสูงที่จะมีเชื้อราหรือแมลงอื่นๆ เข้าไปเจาะวางไข่และกินหนอนผึ้งก่อสร้างจนไม่ได้กลายมาเป็นผึ้งรุ่นต่อไป เมื่อถึงต้นฤดูใบไม้ร่วง คนเลี้ยงจึงต้องเอาท่อกระดาษมาแกะออกเพื่อดูว่ารังปลอดภัยดีหรือเปล่า และล้างน้ำทำความสะอาดก่อนจะใส่กล่องรักษาความชื้น เก็บเข้าตู้เย็นเพื่อให้อุณหภูมิค่อนข้างคงที่ แล้วเอารังออกไปวางในท่อกระดาษชุดใหม่เมื่ออุณหภูมิภายนอกอุ่นพอ และดอกไม้เริ่มบานมากพอจะมีเกสรเป็นอาหารให้ผึ้งที่กำลังหิวพอดี ท่อกระดาษของผู้เขียนดูด้านนอกก็เรียบร้อยสะอาดสะอ้านดี แต่พอแกะออกมาด้านในมีทั้งรา ทั้งหนอนของแมลงอื่นๆ และรังที่โดนแตนเจาะ ผู้เขียนเลยเข้าใจว่าทำไมจึงต้องมาแกะมาเก็บให้วุ่นวายด้วย

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

เมื่อ 2 เดือนก่อนค่ะ ส่งลูกเสร็จ กำลังจะเดินกลับไปที่รถ อยู่ดี ๆ ก็มีพ่อคนหนึ่ง ลูกอยู่อนุบาลห้องเดียวกับอนีคา เดินเข้ามาถามว่า

“อยากเป็นนายกฯ คู่กับไอไหม”

อุ้มผงะไปนิดหนึ่ง… คือ?!?

“สมาคมผู้ปกครองและครูของโรงเรียนเรากำลังหานายกฯ คนใหม่ ที่ผ่านมามีทั้งแบบคนเดียวกับเป็นคู่กัน 2 คน ไอกำลังจะสมัคร ยูมาเป็นคู่กันไหม” เพื่อนขยายความ

อุ้มใช้สมองคิดอย่างหนักอยู่ 5 วินาที แล้วก็ตอบไปว่า

“เอาดิ้!”

ไม่ได้รู้ตัวเล้ยยยยว่างานจะเข้า

อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส
 อุ้มกับเพื่อนนายกฯ 

คือรับส่งลูกที่โรงเรียนนี้มาเข้าปีที่ 5 โรงเรียนให้ทำอะไรอิฉันก็ทำกับเขาหมด จะให้ไปร่วมกิจกรรม บริจาคเงิน อาสาสมัครเป็นตัวแทนชั้นเรียน รับครูฝึกสอนญี่ปุ่นมาอยู่บ้าน ซื้อก้อนอิฐปูสนามเด็กเล่นใหม่อะไรก็บอกมาเถอะจ้า ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ศรีทำได้

แต่นี่มันงานช้างเลยนะยู! รู้อะไรกับเขาบ้างมั้ย… ไม่ ตอบรับเสร็จแล้วก็กลับไปเที่ยวหัวหกก้นขวิดอยู่เมืองไทย ลืม ๆ ไปแล้วด้วยซ้ำว่ากลับมาพอร์ตแลนด์ แล้วหูจะตูบไปอีก 2 ปี

พอกลับมาถึงค่ะ นายกฯ คนเก่าเมสเสจเรียกไปประชุมทันที เฮ้ย ยังไม่หายเจ็ตแล็กเลย เอ้า ไปก็ไป เลยได้รู้ว่ามีงานรอให้ทำเยอะม้ากกกกก เจ้าประคุณทูนหัวของนม โรงเรียนนี้ทำไมมันขยันอย่างงี้ ดีที่เราก็เคยเป็นมนุษย์บ้าพลัง ทำบริษัท จับแพะมาชนแกะเป็นอาชีพ ก็เลยไม่ตกใจมาก ภาษาอังกฤษเราก็พอใช้ได้ แล้วคนเห็นชื่อ Oom เขาคงรู้แหละว่านางไม่ได้โตที่ประเทศนี้ อีกอย่างที่ดีคือนายกฯ ที่เป็นคู่กันเคยเป็นนักข่าวมาก่อน เรื่องการเขียนอะไรยาว ๆ อย่างจดหมายจากนายกฯ ถึงทั้งโรงเรียนไรงี้ก็ส่งไปให้ฮี

อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส

ความสนุกบังเกิดตอนได้รู้ว่า เบื้องหลังงานต่าง ๆ ที่เราเห็นมาตลอด มีคณะทำงานแยกย่อยเยอะมาก แต่ละงานใช้เงินหรือหาเงินได้เท่าไหร่ เหมือนแต่ก่อนเคยไปงาน Fat โดด ๆ อยู่หน้าเวที อยู่ดี ๆ ได้ Backstage Pass ให้เข้าไปดูข้างหลังแบบนั้นน่ะค่ะ แต่ความอิ๊บอ๋ายก็คือ เขาไม่ได้ให้เข้าไปดูเฉย ๆ เขาบอกมรึง เอ๊ย ยูต้องเป็นพี่เต็ดไปด้วยเลย เอ๊า! ไม่ต้องมาเหวอ ไปรับปากเขาเอง

โอเค เป็นก็เป็น จะเข้าสู่โหมดจะทำงานละ ไหน ต้องทำอะไร ยังไงบ้าง นายกฯ คนเก่าเอางานที่เคยทำมาให้ดู มีเอกสารแฟ้มใหญ่เท่าขา กับลิสต์งานที่ต้องทำแต่ละเดือน แถมด้วยอีเมลรัว ๆๆๆ แล้วก็พาสเวิร์ดสำหรับแอคเคานต์ร้อยแปดพันประการที่จากนี้เราต้องบริหาร เสร็จแล้วก็บอกว่า งานแรกอีก 2 อาทิตย์ข้างหน้า โชคดีน้า พวกยูทำได้อยู่แล้วล่ะ สมัยไอก็อาศัยถาม ๆ เอา ว่าแล้วนางก็ทิ้งเรา 2 คนไว้ที่ปลายสระฝั่งที่น้ำลึกที่สุด

โดดมั้ย… ก็ต้องโดดสิเธอ

อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส

งานแรกที่เราต้องไปเสนอหน้า เรียกว่า Ice Cream Social จัดก่อนโรงเรียนเปิด 3 วัน เป็นงานที่ให้ทุกคนได้มาเจอกันหลังจากปิดเทอมใหญ่ ก็จะจ้อกแจ้กจอแจมาก เพราะเด็ก ๆ เพิ่งรู้ว่าชั้นเรียนใหม่ได้อยู่กับเพื่อนคนไหนบ้าง แล้วก็มีไอศกรีมฟรีแจก หน้าที่นายกฯ​ คือ ยก (สมชื่อ) โต๊ะไปตั้งให้คนเห็นว่ามีสมาคมผู้ปกครอง แล้วก็คอยตอบคำถามต่าง ๆ

โต๊ะอยู่ไหน จัดยังไง จะเอาอะไรมาตอบคำถาม… ไม่มีใครบอกเลยค่า

วันนั้นอุ้มนี่ก็แต่งตัวแต่งหน้าสวยไปสู้ คนมาก็ไม่รู้หรอก แต่ข้างในนี่คือตาลีตาเหลือก ว่ายเอาตัวรอดกันกับเพื่อนนายกฯ อีกคน กลับถึงบ้านแทบสลบเลยเพราะใช้พลังไปเยอะมาก แล้วมารู้ทีหลังอีกว่า มีป้ายอะไรต่าง ๆ ให้ใช้ได้ เก็บอยู่ที่ใต้ถุนของโรงเรียน ทำไมเพิ่งมาบ๊อกกกกก!

อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส
อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส

จบงานยังไม่หายเหนื่อยดี ต้องเตรียมงานที่มาจ่ออีก 3 งาน เลี้ยงน้ำชากาแฟต้อนรับครอบครัวเด็กอนุบาลที่เพิ่งมาเข้าปีนี้ กับประชุมบอร์ดและประชุมใหญ่ของโรงเรียน แถมด้วยการคุยแยกย่อยกับคณะทำงานแต่ละกลุ่ม เพราะพวกเขาไม่รู้จักพวกดิฉัน บารมียังไม่มา อีเมลถามอะไรไปก็ไม่ตอบ ต้องไปคอยดักเจอเอาตามสนามเด็กเล่น แล้วนัดคุยเป็นคน ๆ ไป 

ผู้อำนวยการโรงเรียนก็จะขอพบ เว็บไซต์ก็ต้องอัปเดตใหม่หมด ต้องไปธนาคารเปลี่ยนชื่อคนเซ็นเช็คแล้วอ่านงบประมาณของปีนี้ ครูสอนเต้นรำก็จะมาขอเปลี่ยนพื้น Dance Studio ใหม่ แถมสมาคมผู้ปกครองของอีกโรงเรียนติดต่อมาจะขอร่วมงานกันอีก

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลา 4 วัน!!!

นี่มันน้อง ๆ คุณชัชชาติละมั้ยเนี่ย

พูดไปอย่างงั้นแหละค่ะ จริง ๆ คือสนุกมาก เหมือนเลือดลมสูบฉีดอยู่ตลอดเวลา สมคิดก็ดีใจ เพราะอิเมียมีอะไรทำ จะได้ไม่ไปช้อปปิ้ง (หัวเราะ) ขณะที่เขียนอยู่นี่ อีกมือหนึ่งก็เช็กอีเมลในมือถือไปด้วย เพราะต้องส่งวาระการประชุมเข้าบอร์ด แล้วก็ต้องกดสั่งซื้อกางเกง Zara (ฮ่า ๆ สมคิดไม่รู้จักอิทธิฤทธิ์ภรรเมียซะแล้ว) แล้วก็เพิ่งให้เพื่อนออกแบบโปสเตอร์อีก 2 อัน เพราะไอ้เจ้าโรงเรียนลูก ๆ ของฉันนั้นมันมีหลายสมาคมกันจริง ๆ เลยจ้า มีทั้งสมาคมญี่ปุ่น สมาคมหาเงินรักษาตำแหน่งครูโดยเฉพาะ แล้วก็สมาคมผู้ปกครองที่อุ้มกับเพื่อนไปนั่ง (จริง ๆ คือวิ่งไปวิ่งมา) เป็นนายกฯ อยู่นี่

อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส

สิ่งแรกที่อุ้มพบหลังจากเข้าไปทำงานไม่นาน ก็คือพ่อ ๆ แม่ ๆ ที่อาสาสมัครมาทำงานให้โรงเรียนแบบนี้ล้วนมาด้วยใจจริง ๆ เพราะเงินทองอะไรก็ไม่มีให้ มีแต่จะเหนื่อยหัวปั่น ทำดีก็เสมอตัว แล้วไม่ใช่ว่ามาทำแล้วลูกฉันจะได้อภิสิทธิ์อะไรกว่าเพื่อนเขา ดีไม่ดีต้องมาเป็นแรงงานช่วยแม่จัดโต๊ะผูกลูกโป่งอีก

สิ่งที่สองก็คือ อุ้มว่าสมาคมผู้ปกครองและครูที่โรงเรียนนี้น่ารักดี เพราะไม่ใช่เอะอะจะมาเรี่ยไรขอเงินเข้าโรงเรียนกันเฉย ๆ แต่เขาหากิจกรรมสนุก ๆ ที่ทุกคนได้มีส่วนร่วมและได้ประโยชน์ แล้วรายได้ก็ตามมาเอง (โรงเรียนหาเงินได้เยอะมาก จนปลายปีต้องหาทางเอาไปบริจาคให้โรงเรียนอื่นเลยล่ะค่ะ) นี่คือตัวอย่างกิจกรรมที่อยากเอามาเล่าให้ฟังค่ะ เผื่อคุณผู้ปกครองท่านไหนอยากเอาไปใช้กับที่โรงเรียนลูก ๆ บ้าง

Rich Coffee 

อันนี้เป็นคณะทำงานโดยเฉพาะ มีหน้าที่ตั้งโต๊ะขายชากาแฟยามเช้าตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนไปจนหลังส่งลูกเสร็จ ถือเป็นสภากาแฟแห่งโรงเรียนริชมอนด์ก็ว่าได้ (เลยชื่อ Rich Coffee ไง ไม่ใช่กาแฟของคนมีกะตังค์ หรือกาแฟเข้มข้นแต่ประการใดเด้อ) ใครจะนัดคุยกันก็บอก เจอที่ริชคอฟฟี่นะ นอกจากขายตอนเช้า เวลามีงานออกร้านอะไรที่โรงเรียนก็มีบูทกับเขาอีก อุ้มนี่ชอบไปสั่งมัทฉะลาเต้อยู่เนือง ๆ ขายแก้วละ 2 – 3 เหรียญฯ เอง แต่ทำรายได้ให้โรงเรียนอย่างเยอะเลยล่ะจะขอบอก

อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส
อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส
อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส
งาน Apple & Pear Sale

ทุกเดือนตุลาคมคือหน้าแอปเปิลกับลูกแพร์ ที่โรงเรียนก็เลยไปผูกปิ่นโตกับสวนผลไม้ของคนญี่ปุ่นที่นี่ ชื่อ Kiyokawa Family Orchards แล้วให้สั่งซื้อกันได้เป็นลัง ๆ เอามากินสด ทำซอส ทำแยมกันเป็นที่ครึกครื้น ข้อดีของสวนเก่าแก่อายุร้อยกว่าปีแห่งนี้ คือมีแอปเปิลเป็นร้อยสายพันธุ์ แถมมีพันธุ์แปลก ๆ ที่ไม่มีขายในท้องตลาดด้วย บ้านอุ้มอุดหนุนอยู่บ่อย ๆ เพราะลังหนึ่งแค่ 30 กว่าเหรียญฯ ถ้าไปซื้อที่ซูเปอร์มาร์เก็ตนี่คงปาเข้าไปสัก 60 เหรียญฯ ได้ แบบนี้เรียกว่าวิน-วินกันทุกฝ่าย

บทบาทใหม่ที่แสนสนุกของ อุ้ม สิริยากร กับงานนายกสมาคมผู้ปกครอง ที่ต้องจัดงานสารพัดรูปแบบให้เด็กทั้งโรงเรียน
Bull Dog Gear

ส่วนอันนี้คือเสื้อยืดกับเสื้อแจ็กเก็ตมีฮู้ด ที่มีตราหมาบูลด็อกสัญลักษณ์โรงเรียน อุ้มซื้อให้ลูก ๆ กับตัวเองใส่มาตลอด ก็มันน่ารักเนอะ ใส่ไปไหนได้ไม่อายใคร นี่เพื่อนนายกฯ ร่ำ ๆ จะเพิ่มเสื้อคลุมแบบญี่ปุ่นที่เรียกว่าฮัปปิ (Happi) เขียนชื่อโรงเรียนเข้าไปด้วย อุ้มว่าต้องขายดีแน่นอนเลย โรงเรียนไหนมีผู้ปกครองเป็นศิลปิน ออกแบบเสื้อยืดให้โรงเรียน รับรองขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

บทบาทใหม่ที่แสนสนุกของ อุ้ม สิริยากร กับงานนายกสมาคมผู้ปกครอง ที่ต้องจัดงานสารพัดรูปแบบให้เด็กทั้งโรงเรียน
บทบาทใหม่ที่แสนสนุกของ อุ้ม สิริยากร กับงานนายกสมาคมผู้ปกครอง ที่ต้องจัดงานสารพัดรูปแบบให้เด็กทั้งโรงเรียน
คาโดมัทสึ
ภาพ : www.artsjapan.us

คนไทยมีสงกรานต์ คนจีนมีตรุษจีน ส่วนคนญี่ปุ่นก็มีปีใหม่เหมือนกัน เรียกว่า โอโชกัทสึ (お正月) ตรงกับวันที่ 1 มกราคมเหมือนชาติตะวันตก แต่วิธีการฉลองช่างญี่ปุ๊นญี่ปุ่น ทำให้ที่โรงเรียนริชมอนด์มีงานปีใหม่แบบเฉพาะไม่เหมือนโรงเรียนไหน เริ่มตั้งแต่มีอาหารญี่ปุ่นขาย มีประดิษฐ์ของมงคลที่เรียกว่าคาโดมัทสึ (門松) สำหรับเอาไว้ตั้งคู่กันหน้าบ้านตอนปีใหม่ มีศิลปินมาแสดงการเขียนพู่กันจีน มีการแสดงตีกลองญี่ปุ่นที่เรียกว่าไทโกะ

บทบาทใหม่ที่แสนสนุกของ อุ้ม สิริยากร กับงานนายกสมาคมผู้ปกครอง ที่ต้องจัดงานสารพัดรูปแบบให้เด็กทั้งโรงเรียน
ภาพ : www.bainbridgeisland.com

ไฮไลต์คือการตำข้าวเหนียวให้กลายเป็นโมจิ ที่เรียกว่า โมจิดสุกิ (เคยเห็นมั้ยคะ ที่มีครกอันใหญ่ ๆ แล้วเอาก้อนข้าวเหนียวร้อน ๆ ก้อนใหญ่ ๆ ใส่ลงไป คนหนึ่งตำด้วยค้อนไม้อันเบ้อเริ่ม ส่วนอีกคนคอยยื่นมือไปกลับข้าวเหนียวอย่างเร็ว (ก็มันร้อน แล้วไม่งั้นมือจะโดนตำลงไปคลุกข้าวเหนียว เจ็บตายเลย) จนมันกลายเป็นโมจิหนืด ๆ ดึงออกมากินได้ เด็ก ๆ ได้ลองช่วยกันตำคนละปุกคนละปัก น่ารักน่าเอ็นดู

บทบาทใหม่ที่แสนสนุกของ อุ้ม สิริยากร กับงานนายกสมาคมผู้ปกครอง ที่ต้องจัดงานสารพัดรูปแบบให้เด็กทั้งโรงเรียน
ภาพ : www.artsjapan.us

เสร็จแล้วได้กินโมจิจิ้มซอสมิตาราชิเค็ม ๆ หวาน ๆ หรือคลุกแป้งถั่วเหลืองอบที่เรียกว่าคินาโกะ อากาศหนาว ๆ กินขนมอุ่น ๆ สบายท้องดีจริง ๆ

บทบาทใหม่ที่แสนสนุกของ อุ้ม สิริยากร กับงานนายกสมาคมผู้ปกครอง ที่ต้องจัดงานสารพัดรูปแบบให้เด็กทั้งโรงเรียน
งาน Walk & Bike Day
ภาพ : www.walkbiketoschool.org

กิจกรรมนี้เป็นของคณะกรรมการด้านสิ่งแวดล้อม ชื่อว่า Super Green Team ปีหนึ่งจะมี 2 หน เดือนตุลาคมกับเดือนพฤษภาคม เขาจะส่งเสริมให้ผู้ปกครองกับเด็ก ๆ เดินหรือขี่จักรยานมาโรงเรียนกันตลอดทั้งเดือน ใครร่วมกิจกรรม มาถึงโรงเรียนก็จะได้ของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างดินสอ สติกเกอร์ หรือ ริสแบนด์ ลูก ๆ อุ้มชอบมาก เอาสติกเกอร์ไปติดจักรยานด้วยความภูมิใจกันใหญ่ ปีนี้อุ้มว่าจะออกแบบสติกเกอร์ให้เท่เลย แต่เดี๋ยวขอไปเสนอที่ประชุมก่อนนะ

นอกเหนือจากกิจกรรมเหล่านี้ ก็ยังมีงาน Spring Festival ที่เคยเล่าให้ฟังไปแล้ว หรืองานเล็กงานน้อยที่หยุดจัดไป 2 ปีเพราะโควิด-19 แต่กำลังจะกลับมา อย่าง Science Fair ที่ให้เด็ก ๆ มานำเสนอโครงงานวิทยาศาสตร์ หรือ Movie Night ที่ครอบครัวมาดูหนังด้วยกัน กับงานอื่น ๆ อีกเยอะแยะ

บทบาทใหม่ที่แสนสนุกของ อุ้ม สิริยากร กับงานนายกสมาคมผู้ปกครอง ที่ต้องจัดงานสารพัดรูปแบบให้เด็กทั้งโรงเรียน

ตอนนี้อุ้มเริ่มเข้าใจแล้วว่า พอบอกใครว่าปีนี้อุ้มเป็น Co-President ของ PTA (Parent Teacher Association หรือสมาคมผู้ปกครองและครูนั่นแหละค่ะ) ทุกคนก็จะร้อง “โว่ววววว ขอบคุณมากนะ” ทีแรกอุ้มไม่ค่อยแน่ใจว่าเขามาขอบคุณกันทำไม อาทิตย์หนึ่งผ่านไปก็พอจะรู้แล้วว่า เขาขอบคุณที่มารับงานไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ซึ่งคนอื่นเขาอาจจะไม่มีเวลา หรือไม่อยากมาปวดหัวกับการประสานงานคนเยอะ ๆ แบบนี้ไง

แต่เรามันพวกชอบหาเหา เราก็เลยงานเข้าด้วยประการฉะนี้แล

Writer & Photographer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load