‘See the forest for the trees’ เป็นสำนวน หมายถึงการมองให้เห็นภาพรวม ไม่ใช่มัวแต่จดจ่ออยู่กับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ประหนึ่งมองต้นไม้แล้วก็ให้รู้ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าใหญ่ ไม่ได้แยกส่วนอยู่โดดเดี่ยวตามลำพัง

ส่วน Forest For The Trees นั้น เป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรในเมืองพอร์ตแลนด์ ที่ก่อตั้งขึ้นโดยศิลปิน Gage Hamilton (เกจ แฮมิลตัน) และเจ้าของแกลเลอรี่ Matt Wagner (แมตต์ วากเนอร์) ที่ตั้งใจอยากให้คนเงยหน้าจากชีวิตประจำวัน หันขึ้นมามองเห็นเมืองทั้งเมืองเสมือนเป็นแกลเลอรี่ขนาดใหญ่ ผนังตึกคือผืนผ้าใบ ที่มีศิลปินและนักคิดมาช่วยกันระบายให้สนุกสนานสวยงาม

ลองนึกถึงบ้านที่มีแต่ผนังโล่งๆ ปราศจากสีสันและงานศิลปะดีๆ มันคงไม่ต่างอะไรกับเมืองที่มีแต่ตึกและผนังรกร้าง มองไปทางไหนก็เหือดแห้ง ปราศจากชีวิตชีวา ถ้ามีคนเบื่อและมือบอนหน่อยก็อาจจะพากันเอาสีสเปรย์มาพ่นให้เหนื่อยลูกตามากขึ้นไปอีก เทียบกับเมืองที่เดินไปทางไหนก็เจองานศิลปะที่ไม่ได้เอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในแกลเลอรี่ แต่ร้องรำทำเพลงอยู่ตามผนังตึกต่างๆ ให้เราได้แปลกใจเล่นเมื่อพบเห็น แน่นอนว่าเมืองแบบหลังนี้ย่อมทำให้เรารู้สึกดีที่ได้อยู่ในเมืองนั้น และพานจะรู้สึกดีที่โลกนี้ยังมีสิ่งสวยงาม

Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดีForest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี

นั่นเป็นความรู้สึกของเราจริงๆ เวลาที่ขับรถหรือเดินไปทางไหน จู่ๆ ก็จะมีงานจิตรกรรมบนผนังตึก (murals) โผล่หน้ามาทักทาย ก่อนหน้านี้เราไม่เคยรู้ว่าใครเป็นคนมาวาดรูปเหล่านี้ไว้ หรือทำไมต้องเป็นผนังตึกเหล่านั้นที่ถูกเลือกมาประแป้งแต่งหน้าเสียสวยแจ่ม แต่วันหนึ่งเพื่อนบ้านที่เป็นศิลปินก็เล่าให้เราฟังว่า จิตรกรรมบนผนังตึกที่เราเห็นอยู่ทั่วไปในพอร์ตแลนด์นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นผลงานของ Forest For The Trees แทบทั้งนั้น พอเราเข้าไปดูรายชื่อศิลปินและผลงานที่ผ่านมาในเว็บไซต์ ก็ถึงกับร้องอ๋อว่าที่แท้ก็ FFTT นี่เองที่เป็นตัวตั้งตัวตี และเพื่อนบ้านเรา [ชื่อ Josh Keyes (จอช คีย์ส) ที่วาดรูปแรดคะนองเสยป้ายจราจรบนผนังสีขาว] ก็เป็นหนึ่งในผู้สร้างผลงานเอาไว้ด้วย เท่จริงๆ เลย

FFTT นั้นก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2014 นี่เอง แต่โกยศิลปินมาพ่นสเปรย์สะบัดฝีแปรงบนผนังตึกพอร์ตแลนด์ไปแล้วเกือบ 70 แห่ง หลายๆ จุดแทบจะกลายเป็นภาพจำของพอร์ตแลนด์ไปแล้วด้วยซ้ำ คือแขกไปใครมาก็มักจะแวะถ่ายรูปคู่กับตึกเหล่านั้นไปอวดกันในโซเชียลมีเดีย ที่สนุกก็คือมีแผนที่สำหรับให้คนตามไปดูงานเหล่านี้ และบางทีก็มีการจัดอีเวนต์รวมตัวกันปั่นจักรยานชมงานศิลปะของ FFTT ด้วย

Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี

สิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องที่ ‘ได้’ ด้วยกันทุกฝ่ายก็คือ หนึ่ง คนจัดงานซึ่งเป็นศิลปินและเจ้าของแกลเลอรี่ ถึงแม้จะไม่มีรายได้โดยตรงจากงานนี้ แต่ก็ได้สร้างกระแสความสนใจในศิลปะให้เกิดขึ้นในเมือง คือเอาศิลปะออกมาให้ดูกันฟรีๆ แบบไม่ต้องไปถึงแกลเลอรี่ จะตั้งใจไม่ตั้งใจยังไงก็ต้องได้เห็น ทั้งด้วยขนาดที่ใหญ่และอยู่ในโลเคชันที่มีคนผ่านไปมา ยิ่งพอร์ตแลนด์เป็นเมืองคนเดิน คนขี่จักรยาน และคนขับรถช้า ก็ยิ่งเอื้อให้มีโอกาสได้เห็นและหยุดดูมากเข้าไปใหญ่ สอง ศิลปินที่มาร่วมสร้างงาน ซึ่งมาจากทั่วอเมริกาและทั่วโลก ได้มีโอกาสเปิดตัวให้คนรู้จักผลงานมากขึ้น ทั้งจากลายเซ็นที่อยู่บนตึกและจากข้อมูลในเว็บไซต์ของ FFTT บางคนเป็นนักวาดผนังอาชีพ บางคนไม่เคยทำงานสเกลใหญ่ขนาดนี้มาก่อน แต่ปรากฏว่างานน่าสนใจเชียวพอได้โอกาสทำอะไรใหญ่ๆ เพื่อนบ้านเราบอกว่าเขาแทบไม่ได้ค่าจ้างจากงานนี้เลยด้วยซ้ำ แต่ถือว่าได้สร้างงานศิลปะเพื่อเมืองและเพื่อชุมชน และได้เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจนี้ ทำให้มีคนรู้จักมากขึ้น แถมตอนที่ทำงาน ยังมีเชฟดังมาทำอาหารสุดหรูให้กินอีกด้วย (เป็นบ้านเราคงจะได้ข้าวกล่องกะเพราไก่ไข่ดาว) ศิลปินบางคนถือว่าได้มาเที่ยว เท่านี้ก็ถือว่าคุ้มค่าเหนื่อย

สาม เจ้าของตึกที่เคยมีแต่ผนังเปลือยโล่งไม่น่าสนใจ จู่ๆ ก็ได้งานศิลปะมาประดับตึก พอมีคนมาดู ก็อาจจะได้ลูกค้าเพิ่มไปอีกทาง สี่ เมืองพอร์ตแลนด์เองก็ได้ความงามที่หลากหลายมาสร้างสีสันและความน่าสนใจให้กับเมือง เพราะก็ต้องยอมรับว่าเมืองใหม่อายุไม่กี่ร้อยปีอย่างพอร์ตแลนด์นั้นไม่ได้มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ วัด วัง โบสถ์วิหาร หรืออาคารประวัติศาสตร์ ที่เชิดหน้าชูตา พิพิธภัณฑ์ศิลปะถึงจะค่อนข้างขยัน แต่ก็ไม่ได้มีงานระดับโลกชิ้นหายากที่คนจะต้องดั้นด้นมาดู คนส่วนใหญ่ที่มาพอร์ตแลนด์มักจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่มาหาอะไรแนวๆ ดังนั้น การตามรอยศิลปะบนผนังตึกที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง ก็เลยกลายมาเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวอีกอย่างหนึ่งที่ถูกบรรจุไว้ในลิสต์ นอกเหนือจากไปกิน Voodoo Doughnuts และไอติม Salt & Straw (ฮา!) จึงไม่น่าแปลกใจที่กรมการขนส่งพอร์ตแลนด์ (Portland Bureau of Transportation) เองนั้นมีเงินทุนสนับสนุนให้กับโครงการศิลปะข้างถนนแบบนี้ด้วย นอกเหนือไปจากองค์กรที่ให้เงินสนับสนุนโครงการศิลปะโดยตรงอย่าง Regional Arts and Culture CounCil ที่เคยสนับสนุน FFTT มาก่อน

Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี

เมื่อวานเราจับลูกสาวตัวน้อย 2 คนใส่รถ แล้วขับวนไปดูงานชุดล่าสุดที่ศิลปินเพิ่งมาช่วยกันระบายไว้เมื่อต้นเดือนสิงหาที่ผ่านมานี้เอง ผลปรากฏว่าเราสนุกกันมาก และสะดวกดีเพราะไม่ต้องลงจากรถ ยังเปิดเพลง กินขนมอะไรกันไปได้ด้วย (คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กคงพอจะนึกภาพออกว่าการเอาเด็กเล็กถอดเข้าถอดออกจากคาร์ซีทนี่มันไม่สนุกเอาเสียเลย และจากประสบการณ์พา 2 สาวไปดูงานอิมเพรสชันนิสม์คับคั่งที่ Musée d’Orsay ที่ปารีสมาหมาดๆ พบว่าลูกไม่สนุกด้วย ร้องแต่จะกลับโรงแรมไปเล่นเลโก้!) ไม่ได้ลบหลู่ แต่เราแอบคิดในใจว่านี่มันเหมือนแกลเลอรี่ Drive-thru เลยแฮะ ผิดกันที่นี่ไม่ใช่อาหารขยะ แต่เป็นงานศิลปะที่ผ่านการคิดมาอย่างดี เสพด้วยตา และให้คุณค่าโดยตรงต่อสมองและหัวใจ และในที่สุดก็ทำให้เราเห็นเมืองจากความเชื่อมโยงของศิลปะฝาถนนเหล่านี้ เหมือนเห็นป่าได้จากการมองต้นไม้อย่างที่ชื่อโครงการอุปมาไว้จริงๆ

Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี

ขอขอบคุณ : พิชาญ สุจริตสาธิต
www.forestforthetreesnw.com

Save

Save

หมายเหตุ จิตรกรรมฝาผนัง (murals) นั้นเป็นงานศิลปะที่ศิลปินได้รับการว่าจ้างและได้รับอนุญาตจากเจ้าของอาคารให้สร้างงานศิลปะบนผนัง อาจจะเป็นด้านนอกหรือด้านในอาคารก็ได้ ตัวศิลปินเองก็ได้รับการยอมรับยกย่องอย่างเปิดเผย [muralist ที่มีชื่อเสียงระดับโลกก็อย่างเช่น Diego Rivera (ดิเอโก ริเวรา) สามีของ Frida Kahlo (ฟริดา คาห์โล) นั่นไง]

ต่างจากงานกราฟฟิตี้ (graffiti) ที่มักจะไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสถานที่ และศิลปินไม่ได้รับการว่าจ้างแต่ประการใด ศิลปินกราฟฟิตี้ชื่อก้องอย่าง Banksy นั้น ทุกวันนี้ก็ยังไม่เคยมีใครเห็นว่าหน้าตาเป็นอย่างไร

Writer

Avatar

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

ช็อก! อุ้ม สิริยากรร่ำไห้ ต้นไม้ใหญ่โค่นใส่บ้านพังยับ ซับน้ำตาเล่าถึงวินาทีระทึกขวัญ!

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ
ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ

ตกใจเลย! ใครเห็นข่าวนี้ก็ต้องรีบคลิกไปดูใช่มั้ยคะ อุ้ม สิริยากร ยังคลิกเลย ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่นาทีเพิ่งนั่งกินกาแฟคุยกับพี่สาวสมคิดเรื่องล้างผักยังไงไม่ให้เหี่ยว (จะเขียนละเอียดทำไม)

แล้วอยู่ดี ๆ ไลน์ก็เด้งรัว ๆ พ่อ เพื่อน แม้แต่แม่ที่ร้อยวันพันปีไม่เคยโทรหา ยังโทรไลน์มาเล้ย คิดดู ทุกคนถามหมดว่าเป็นอะไรหรือเปล่า ทางเราก็ตกใจ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทางโน้นตอบกันมาว่าเห็นข่าว พ่อบอกเพื่อนที่อยู่ออสเตรเลียไลน์มาถาม แม่บอกว่าช่างทำผมส่งไลน์มาบอก หืมม… ข่าวอะไร ก็เลยใช้วิชานิเทศศาสตร์ที่ร่ำเรียนมา ค้นคว้าด้วยศัพท์เทคนิคขั้นสูงว่า ‘อุ้ม สิริยากร บ้านพัง’

เฮ้ยยยยยยย​… ขึ้นมาล้นหน้ามือถือ!

อย่างแรกที่คิดคือ เธ้ออออ นั่นไม่ใช่บ้านชั้น ชั้นไม่ได้อาศัยในโรงรถ! และอย่างที่สองคือ ชั้นเล่าวินาทีระทึกขวัญไม่ได้ เพราะชั้นไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์! เอ้า ๆ เป่าเทียนก่อน เดี๋ยวจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ๆ ให้ฟังนะ

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ

เรื่องมันเริ่มมาตั้งแต่ปลาย ๆ เดือนธันวาปีที่แล้วค่ะ เด็ก ๆ ปิดเทอม 2 อาทิตย์ บ้านอุ้มก็เลยตัดสินใจขับรถลงไปหาพี่สาวสมคิดที่แคลิฟอร์เนียกัน ระหว่างทางก็แวะเมืองโน้นเมืองนี้ กับไปสกีด้วย แล้วก็ได้ยินข่าวจากเพื่อน ๆ ที่พอร์ตแลนด์ว่า หลังจากเราออกมา หิมะตก หนาวมาก ลมแรงสุด ๆ น่ากลัวมาก จากนั้นฝนก็ตกไม่หยุดมาเป็นอาทิตย์ เรียกว่าอากาศวิปริตแปรปรวนผิดธรรมดาอีกละ (แต่ธรรมดาคืออะไรไม่รู้เหมือนกันแล้วนะเดี๋ยวนี้)

พวกเราฟังแล้วก็แอบคิดว่า เออดีเหมือนกัน ได้หนีหนาวลงมาเยี่ยมครอบครัว เพราะพี่ชายสมคิดบินตามมาสมทบจากแคนาดาด้วย หลังจากไม่เจอกันเลยช่วงโควิด นี่ระหกระเหินแวะนอนเมืองโน้นเมืองนี้มาอาทิตย์กว่า สุดท้ายก็มาถึงบ้านพี่สาวสมคิดที่โอ๊กแลนด์เสียที จะได้พักหลายวันหน่อย

แล้วอยู่ ๆ เช้าวันรุ่งขึ้น แอปฯ Ring กริ่งประตูบ้านก็ดังที่โทรศัพท์สมคิด พวกเราแปลกใจว่าใครฟระกดอยู่นั่น ปกติถ้าไม่มีใครมาเปิดเขาก็ไปใช่ปะคะ แต่นี่ไม่ยอมหยุด สมคิดเลยเปิดแอปฯ มาคุยด้วย

ปรากฏว่าเป็นเพื่อนบ้านที่หลังบ้านเยื้อง ๆ กันค่ะ อยู่มา 10 ปี ไม่เคยรู้จักหน้าค่าตากัน แต่สายวันนั้นฮี (ทราบชื่อภายหลังว่าจอห์น) บอกว่ามีเรื่องด่วนต้องติดต่อให้ได้ สมคิดคุยไปหน้าก็เริ่มซีดลงเรื่อย ๆ พวกเราที่นั่งอยู่ตรงนั้นก็เริ่มมองหน้ากัน ใครเป็นอะไรตาย หรือบ้านไฟไหม้!

สมคิดวางหู แล้วบอกอุ้มว่า ต้นไม้หลังบ้านล้ม อุ้มฟังแล้วสมองไม่ประมวลผล ต้นไม้ไหน ต้น Douglas Fir ใหญ่ยักษ์ที่ดูแข็งแรงบึกบึนคู่บ้านเราเนี่ยเหรอ

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ

เสียงเมสเซจดังรัว ๆ สมคิดกดดูแล้วยื่นให้อุ้มดูรูปที่เพื่อนบ้านส่งมาให้

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ

ทรงอย่างแบดค่ะ บอกเลย

งานนี้ไม่ใช่ญาติเสียก็เหมือนเสียญาติ อุ้มเป็นคนรักต้นไม้มาก โดยเฉพาะต้นไม้ใหญ่อายุเยอะ ๆ เห็นแล้วชอบไปกอดเพราะเหมือนเจอปู่ย่าตายาย แล้วนี่ต้นไม้บ้านเราแท้ ๆ ที่เล่นใต้ต้นมาเกือบ 10 ปี ลูก 2 คนโตมากับร่มเงาและกิ่งก้านของเค้า ถอนรากถอนโคนหมดไม่เหลือดี

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ
ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ

จริงๆ เราตั้งใจจะอยู่โอ๊กแลนด์กันอีก 3-4 วัน แต่สมคิดเห็นรูปแล้วบอกว่าไอต้องขับกลับเดี๋ยวนี้ พี่ชายสมคิดเหวอไป เพราะเพิ่งเจอหน้ากันได้แค่ไม่ถึง 3 ชั่วโมง อุ้มที่นั่งรถปวดก้นมาหลายวัน คิดว่าจะได้พักซักหน่อยก็เหวอเหมือนกัน เพราะขับกลับรวดเดียวนี่มันสิบกว่าชั่วโมงเชียวนะ แล้วลูก ๆ อีกล่ะ

รีบเช็กตั๋วเครื่องบิน แล้วตัดสินใจส่งสมคิดขับกลับไปคนเดียว ส่วนอุ้มอยู่ต่อกับลูก ๆ จนถึงวันเสาร์ ตอนฮีขับออกไป บอกเลยว่าไม่ห่วงโรงรถห่วงต้นไม้อะไรทั้งนั้น กลัวจับขั้วหัวใจขึ้นมาอย่างเดียวว่าสมคิดจะปลอดภัยหรือเปล่า เพราะพายุฝนและหิมะกำลังจะมา ระหว่างทางต้องผ่าน Mt.Shasta ถนนเริ่มเป็นน้ำแข็งอันตรายด้วย อย่าเป็นอะไรนะ ชั้นยังไม่อยากเป็นม่ายเลี้ยงลูกคนเดียว!

แต่สุดท้ายฮีก็ถึงบ้านได้ตอนเกือบเที่ยงคืน อุ้มนี่ไม่เคยหัวใจเต้นแรงติดต่อกัน 10 ชั่วโมงรวดแบบนั้นมาก่อนเลยค่ะ ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเมสเซจหาสมคิด เพราะกลัวฮีต้องละสายตาจากถนน ได้แต่โทรส่งเสียงแหลมสูงเป็นระยะป้องกันฮีง่วง (อาจจะแย่กว่าส่งเมสเซจ) แล้วถึงบ้านแทนที่จะโทรมาบอก ฮีทำไมรู้มั้ย กดกริ่งประตูบ้านให้มันมาดังบนแอปฯ ในมือถือดิฉันเหมือนเพื่อนบ้านเมื่อเช้านี้ค่าาาา ยังมีหน้ามาทำเป็นเล่น ถามว่าหลังบ้านเป็นไง ฮีบอกมืดมองอะไรไม่เห็น เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากัน

รุ่งขึ้นค่ะ สมคิดบอกว่าของจริงดูวินาศสันตะโรกว่าที่เห็นในรูปอีก ดีแล้วที่รีบกลับไปแสดงความรับผิดชอบกับเพื่อนบ้าน ทุกคนก็ดีใจหาย ไม่มีใครโวยวาย ทั้งที่บ้านติดกันรั้วหลังบ้านพังไปทั้งแถบ ส่วนบ้านชายชื่อจอห์น โรงจอดจักรยานกับ Trampoline ใหญ่ที่ลูก ๆ เอาไว้โดดก็โดนหางเลขเบี้ยวไปข้าง แต่ประโยคแรกที่ทั้งสองบ้านพูดตรงกันก็คือ เสียใจด้วยนะที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้และโรงรถบ้านยูเสียหายหนัก ไม่ต้องรู้สึกผิดนะที่บ้านพวกไอเสียหาย เพราะมันเป็นภัยธรรมชาติ ไม่ใช่ความผิดของพวกยู ต้นไม้ล้มใครจะไปป้องกันได้

เพื่อนบ้านประเสริฐช้างมูลกันขนาดนี้ เรายิ่งเกรงใจ สมคิดรีบติดต่อบริษัทตัดต้นไม้ให้มาตีราคา เพราะเป็นสิ่งแรกที่ต้องเอาออกไปจากพื้นที่ก่อนจะซ่อมแซมอย่างอื่นได้

ส่วนอุ้มรีบติดต่อประกัน ขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะคะ ใครมีบ้าน จงทำประกัน!!!! แล้วเลือกกรมธรรม์ที่ครอบคลุมวินาศภัยหลาย ๆ อย่าง จากบริษัทที่ดี เชื่อถือได้ ติดต่อง่าย จ่ายเร็ว อ่านจากรีวิวของคนอื่นและถามจากคนที่รู้จักเป็นดีค่ะ อุ้มนี่ไม่รู้จะขอบคุณยังไง เพราะประกันของเรา (ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่) ติดต่อไปปุ๊บ อนุมัติปั๊บ โอนเงินเข้าบัญชีแทบจะทันที ไม่ถึงอาทิตย์ต่อมา Arborists (หรือที่คนไทยเรียกรุกขกร) ก็มาจัดการเอาท่อนซุงและกิ่งก้านที่หักอยู่ออกไปหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่ถึง 5 ชั่วโมง ถ้าประกันไม่จ่ายนี่ต้องควักกระเป๋าเอง 7,000 กว่าเหรียญฯ (คิดเป็นเงินไทยประมาณสะ… สะ… สองแสนห้า! นี่แค่ค่าตัดต้นไม้นะ ยังไม่รวมรื้อถอนสร้างโรงรถใหม่)

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ
‘อุ้ม สิริยากร' กับเหตุพายุถล่มจน Douglas Fir คุณปู่ต้นไม้ที่อยู่คู่บ้านโค่นใส่โรงรถและรั้วพังทั้งแถบ

อีกเรื่องที่เอ็นดู๊เอ็นดู แต่ตอนนั้นฟังแล้วอยากเอาหัวเดินต่างเท้า คือตอนคนรอบตัวรู้ว่าคนตัดต้นไม้จะมา ก็ไอเดียบรรเจิดแนะนำกันใหญ่เลยว่า “เก็บต้นไม้เอาไว้เลื่อยเป็นแผ่นยาว ๆ ทำหน้าโต๊ะ หัวเตียง หรือเอาไว้ทำโน่นทำนี่เป็นที่ระลึกสิ” พี่คนหนึ่งส่งลิงก์มาให้รัว ๆ อันนึงไป Pin มาให้ เอาต้นไม้ไปแปรรูปทำชุดม้านั่งในสวน หูยยยยย…

อุ้มดูไปทึ้งหัวตัวเองไป พี่คะ บ้านหนูประสบวินาศภัย! ไอเดียเหล่านี้มันดีมากเลย แต่ว่าหนูไม่มีเวลาและที่ทางจะเก็บอะไรเอาไว้ทำของสวยงามแล้วค่ะพี่คะ วัน ๆ โทรหาประกันจนจะได้กันอยู่แล้วเนี่ย อิวันที่คนตัดต้นไม้มาก็โกลาหลเสียงเครื่องโน้นนี้ดังสนั่น เดินไปดูก็บอกอย่ามาใกล้ อันตราย นี่จะไปบอกว่าเอ่อ ขอเก็บท่อนนั้นท่อนนี้ไว้หน่อยได้มั้ยคะ อารมณ์ก็จะเหมือนถูกรถชนขาขาดแล้วบอก หมอคะ ช่วยหั่นกระดูกขาไว้ให้ท่อนหนึ่งได้มั้ยคะ จะเอาไปตะไบทำจี้ห้อยคอ มันถูกต้องเหรอคะคุณว่า! 

สิ่งเดียวที่เหลือเก็บไว้คือกองท่อนไม้สำหรับผ่าทำฟืน ขนาดนี้ยังมองหน้ากันกับสมคิดว่าจะผ่ายังไงฟะ ลำบากต้องไปหาเครื่องผ่าฟืนมาอีก ตอนนี้ก็เลยยังกลิ้งตากฝนรอ ๆ กันไป อุ๊ย ๆๆๆ ส่งรูปกลับไปให้พี่คนนั้นดูดีกว่าว่าเราเอามาทำงานศิลปะจัดวาง พี่เขาจะได้เชื่อว่าเราเป็นคนมี #ความคิดสร้างสรรค์

‘อุ้ม สิริยากร' กับเหตุพายุถล่มจน Douglas Fir คุณปู่ต้นไม้ที่อยู่คู่บ้านโค่นใส่โรงรถและรั้วพังทั้งแถบ

กลับมาที่ต้นไม้ สงสัยใช่มั้ยคะว่าทำไมมันถึงล้ม อุ้มถามรุกขกรที่มาตัดต้นไม้บ้านเรา เขาพาเดินไปดูตรงรากที่ถอนหลุดขึ้นมาจากดิน แล้วเอามือบี้ให้ดูว่า น่าจะเป็นจาก Root Failure (แปลเป็นไทยว่าอะไรดี รากล้มหรือรากพังไหมนะ) เพราะรากฝั่งนั้นร่วนเป็นผงเลยตอนเอามือบี้ดู ในขณะที่อีกฝั่งไม่เป็นไร (แต่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่ารากฝั่งนี้ป่วยเพราะอะไร) บวกกับฝนตกหนักมากจนดินอ่อนตัว และลมกรรโชกแรงเข้าไปอีก ต้นไม้ที่ดูเหมือนแข็งแรงมั่นคงมาก ๆ วันดีคืนดีก็เลยเป็นลมล้มใส่โรงรถหักครึ่งมันเสียเลย

อุ้มลองคำนวณด้วยสายตา ถ้าล้มมาทางบ้านก็คงทับหลังคาหายไปครึ่งหลัง บวกกับห้องนอนของเมตตา-อนีคา และห้องน้ำที่ชั้น 2 ด้วย บ้านอยู่ต่อไม่ได้แน่นอน ต้องลี้ภัยไปเช่าบ้านอยู่อีกเป็นปีแน่ นี่มาล้มตอนไม่มีคนอยู่บ้าน ของในโรงรถก็แทบไม่มีอะไรพัง นอกจากจักรยาน 2-3 คัน โต๊ะปิงปองทั้งโต๊ะยังรอดเลยค่ะ เพราะพับเก็บไว้ด้านหน้า บุญรักษาพระคุ้มครองมาก

‘อุ้ม สิริยากร' กับเหตุพายุถล่มจน Douglas Fir คุณปู่ต้นไม้ที่อยู่คู่บ้านโค่นใส่โรงรถและรั้วพังทั้งแถบ
‘อุ้ม สิริยากร' กับเหตุพายุถล่มจน Douglas Fir คุณปู่ต้นไม้ที่อยู่คู่บ้านโค่นใส่โรงรถและรั้วพังทั้งแถบ

เอาต้นไม้ออกไปแล้วก็ต้องมีคิดเรื่องซ่อมโรงรถ ไม่ใช่สิ ซ่อมไม่ไหวแล้วแบบนี้ ต้องรื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่เลย ซึ่งอันที่จริงต้องขอบคุณต้นไม้มากที่ล้มใส่ เพราะถ้าล้มไปที่โล่ง ๆ ไม่โดนสิ่งก่อสร้าง ประกันจ่ายค่ามาเอาต้นไม้ออกไปแค่ 500 เหรียญฯ ถ้วนค่ะ ต้นเดียวกันนี่แหละ ที่เหลือต้องจ่ายเอง

ทั้งหมดนี่ทำให้อุ้มรู้สึกอะไรรู้มั้ยคะ รู้สึกขอบคุณต้นไม้ต้นนี้มาก คือปกปักรักษาพวกเราจนนาทีสุดท้ายของชีวิตเลย เลือกทางที่จะล้มให้ไม่เดือดร้อนใคร ล้มใส่โรงรถประกันจะได้จ่าย ทั้งค่าตัดต้นไม้และค่าสร้างโรงรถใหม่ด้วย แล้วที่ล้มไปใส่หลังบ้านข้าง ๆ เชื่อมั้ยคะ ต้นพลัมเด็ก ๆ 2-3 ต้นที่เพิ่งลงไว้ได้ไม่กี่ปี ไม่มีต้นไหนหักเลย ทั้งที่ต้น Douglas Fir ของเราใหญ่เท่าตึก 5-6 ชั้นได้ นี่นึกถึงแล้วน้ำตาจะไหลจนต้องยกมือขึ้นมาพนม ขอบคุณนะต้นไม้ ที่ผ่านมาอุ้มมัวแต่วุ่นวายติดต่อคนเต็มไปหมด อยู่ในโหมดทำงานจนลืมไปว่าจริง ๆ แล้วเสียใจมาก เหมือนเสียญาติผู้ใหญ่ 

จริง ๆ นะคะ ใครที่ผูกพันกับต้นไม้ใหญ่ ๆ คงเข้าใจ คนในบ้านนี่รู้ดีเลยว่าแต่ก่อนนี้ เวลาอุ้มไม่สบายใจ มักจะออกไปหลังบ้านเพราะเป็นที่ที่รู้สึกสุขสงบ อุ้มยังเคยบอกลูก ๆ เลยว่า หลังบ้านเรามีเทวดานะลูก อยู่ในต้นไม้ คนไทยเรียกรุกขเทวดา

ตอนนี้เทวดาหลังบ้านเรากลับไปอยู่บนฟ้าแล้ว เหลือแต่อากาศว่าง ๆ ที่มองไปกี่ครั้งก็ยังใจหาย

ไม้ล้ม คนเดินต่อ หายใจลึก ๆ เข้าไว้แล้วสร้างโรงรถใหม่

เอ๊ะ หรือเราจะเลื่อยไม้มาทำหน้าโต๊ะอย่างที่ญาติโยมแนะนำดี

Writer & Photographer

Avatar

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load