ระหว่างเลื่อนดูฟีดเฟซบุ๊ก ตาของฉันหยุดที่ประกาศรับสมัครเวิร์กช็อปย้อมสีธรรมชาติจากเพจ Craft Colour ที่ไม่รู้เป็นพรหมลิขิต หรือทีมงานคุณมาร์คผู้คอยเอาใจใส่พฤติกรรมออนไลน์ของฉันลิขิต แต่ไม่ว่าเหตุผลไหน คุณอ่านใจฉันได้อีกแล้ว

นั่งไล่ดูข้อมูลในเพจ ไม่ได้มีแค่ย้อมผ้าสีธรรมชาติ แต่ยังมีเวิร์กช็อปทำสีน้ำที่ทำให้ใจฉันเต้นเพิ่มไปอีก และเมื่อรู้ว่าปลายทางคือสกลนคร ระยะทางกรุงเทพฯ-สกล ไปกลับ 1 วันไม่ใช่ปัญหา แต่ไหนๆ จะไปทั้งที ฉันเลยทักไปถามเขาว่า “ขอเรียนสีน้ำเพิ่มด้วยได้ไหมคะ” 

“ได้ค่ะ” เจ้าของเพจตอบกลับมาพร้อมอีโมจิหน้ายิ้ม 

โดยที่ฉันไม่คิดเลยว่า “ได้ค่ะ” ในวันนั้นจะไม่ได้หมายถึงแค่การได้เรียนทำสีน้ำ แต่คือการได้เจอ หมิว-พรพิมล มิ่งมิตรมี ผู้ศึกษาเรื่องสีธรรมชาติในท้องถิ่น เธอรู้จักวิธีการอนุรักษ์และซ่อมจิตรกรรมไทยจากอาจารย์ที่เชิญไปสอนช่างเขียนโบสถ์แบบโบราณ เก็บเกี่ยวความรู้ทั้งวิทยาศาสตร์ จิตรกรรม และโบราณคดีเพื่องานอนุรักษ์ จากนักอนุรักษ์และพัฒนา มารวมกับภูมิปัญญาเรื่องการย้อมผ้า แล้วพัฒนาเป็นการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านหนองส่าน อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร ที่ทั้งอนุรักษ์วิถีชีวิตและพัฒนางานศิลปะท้องถิ่นอีสานไปพร้อมๆ กัน แถมได้รู้จักโทนสีอีสานที่น่ารักทั้งสีทั้งเสียง

พรพิมล มิ่งมิตรมี สาวสกลผู้ใช้ฟื้นสีจิตรกรรมโบราณและศึกษาของท้องถิ่นเพื่อสร้างสีโทนอีสาน เจ้าของเพจ Craft Colour

ศาสตร์สี

อุปกรณ์ต่างๆ ถูกหยิบมาวางเรียงรายบนโต๊ะ หมิวเริ่มอธิบายถึงขั้นตอนการทำสีจากธรรมชาติว่ามี 2 ส่วนหลักคือ สารสี (Pigment) กับกาว

หัวใจสำคัญของการทำสี คือการทำพิกเมนต์ ซึ่งได้มาจากพืช แร่ หินสีต่างๆ หรือสัตว์ เช่น น้ำลายครั่ง

พรพิมล มิ่งมิตรมี สาวสกลผู้ใช้ฟื้นสีจิตรกรรมโบราณและศึกษาของท้องถิ่นเพื่อสร้างสีโทนอีสาน พรพิมล มิ่งมิตรมี สาวสกลผู้ใช้ฟื้นสีจิตรกรรมโบราณและศึกษาของท้องถิ่นเพื่อสร้างสีโทนอีสาน เจ้าของเพจ Craft Colour

หากสังเกตจิตรกรรมฝั่งยุโรปกับฝั่งเอเชียจะเห็นว่าโทนสีแตกต่างกันมาก ฝั่งยุโรปสีเข้มและสดกว่า ซึ่งได้มาจากแร่ที่ให้สี เช่น เทอร์ควอยซ์ งานจึงออกโทนสีฟ้า มีความคมชัดมากกว่า ในขณะที่ฝั่งเอเชียไม่มีแร่แบบนั้น งานจิตรกรรมในฝั่งนี้จึงเป็นสีเอิร์ธโทน เพราะสีได้มาจากดินจากพืชที่ให้โทนอ่อนละมุนกว่า 

หมิวอธิบายขั้นตอนการทำสีพร้อมเกร็ดความรู้เรื่องงานจิตรกรรมอย่างเชี่ยวชาญ เพราะจุดเริ่มต้นในการศึกษาเรื่องการทำสีธรรมชาติของเธอเกิดจากการทำงานอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนัง และการปรุงสีเป็นเทคนิคที่ใช้ในการซ่อมจิตรกรรมฝาผนัง 

“ตอนแรกเราเรียนวิทยาศาสตร์เคมี เราชอบนะ แต่รู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางของเรา พอดีมหา’ลัยเราเรียนข้ามคณะและย้ายคณะได้ เราเลยไปลองเรียนวิชาอื่นๆ ที่สนใจ ก็ไปลงดรออิ้ง เรียนทัศนศิลป์ เรียนภาพพิมพ์ ทำให้เจอว่าเราชอบความเป็นศิลปะที่มีวิทยาศาสตร์อยู่ในนั้นด้วย

“จุดเริ่มต้นเลยคือวิชาสัมมนา เราเลือกหัวข้องานอนุรักษ์ทางโบราณคดี คืออนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังของอาณาจักรนูเบีย โดยเขาเอาเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์มาวิเคราะห์หาองค์ประกอบสีและรองพื้น พอรู้องค์ประกอบเราก็จะรู้เทคนิคการเขียนภาพและวัสดุที่ใช้ พอเรารู้ว่าเขาใช้สีอะไร มันก็จะกลายเป็นหลักฐานหนึ่งทางโบราณคดีที่บ่งบอกที่มาของอาณาจักรนี้ ประวัติศาสตร์เป็นอย่างไร เอาหลักฐานมาประกอบกัน เห็นเขาใช้วิทยาศาสตร์มาอธิบายงานศิลปะ แล้วเราเลยรู้สึกว่า เออ ทำไมในไทยไม่ค่อยมีคนทำเรื่องนี้เลยเนอะ”

หมิวเล่าย้อนความไปถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอเข้ามาสนใจงานอนุรักษ์และงานจิตรกรรม จนทำให้เธอได้เรียนแบบพหุศาสตร์

“ตอนนั้นที่มหา’ลัยมีโปรเจกต์ที่เป็นความร่วมมือระหว่างหลายคณะ เพื่ออนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังที่อยุธยาหลังน้ำท่วมปีห้าสี่ เราเลยได้เข้ามาศึกษาเรื่องเทคนิคการทำสีจิตรกรรมฝาผนังของไทยมากขึ้น งานที่เราไปซ่อมส่วนใหญ่คืองานช่วงอยุธยาตอนปลาย ถ้าเราเอาสีปัจจุบันหรือสีอะคริลิก ซึ่งมันเป็นคนละองค์ประกอบ ให้สีคนละเฉดไปซ่อม จะทำให้งานซ่อมออกมาคุณภาพไม่ดี

“เราเลยต้องย้อนกลับมาดูว่าสีสมัยก่อนเขาใช้อะไรบ้าง เพื่อมาปรุงสีสำหรับไปซ่อม ซึ่งส่วนใหญ่สีที่ใช้ไม่ได้มาจากต่างชาติ แต่มาจากวัตถุดิบในพื้นถิ่นไทยนี่แหละ เราวิเคราะห์งานจากโทนสีที่เขาใช้เป็นหลัก ซึ่งมันสะท้อนถึงความนิยม วิถีชีวิตในช่วงนั้นๆ ได้ พอเริ่มศึกษาเรื่องการบูรณะสี เลยเจอว่ามันมีรายละเอียดเยอะมาก”

งานอนุรักษ์จิตรกรรมเปรียบเหมือนนักสืบประวัติศาสตร์ จาก 3 องค์ประกอบหลักในงานจิตรกรรมฝาผนัง ได้แก่ สี ลายเส้น และกาว 

‘สี’ บางตัวเล่าถึงวิถีชีวิตได้ เช่น ชาด แร่นำเข้าให้สีแดงสด หรือที่เราอาจจะคุ้นหูว่า แดงดั่งชาดแต้ม ซึ่งสัมพันธ์กับความนิยมในการนำมาทำเป็นเครื่องสำอาง ส่วน ‘ลายเส้น’ มีรูปแบบเฉพาะตัวในแต่ละยุค ล้านนา ล้านช้าง กรุงศรีอยุธยา หรือการได้รับอิทธิพลจากต่างประเทศ เป็นต้น 

พรพิมล มิ่งมิตรมี สาวสกลผู้ใช้ฟื้นสีจิตรกรรมโบราณและศึกษาของท้องถิ่นเพื่อสร้างสีโทนอีสาน พรพิมล มิ่งมิตรมี สาวสกลผู้ใช้ฟื้นสีจิตรกรรมโบราณและศึกษาของท้องถิ่นเพื่อสร้างสีโทนอีสาน เจ้าของเพจ Craft Colour

องค์ประกอบสุดท้ายคือ ‘กาว’ ซึ่งเป็นตัวยึดระหว่างสีและผนัง ไม่ใช่ผนังกำแพงทุกที่จะวาดแล้วติดเลย จึงจำเป็นต้องมีรองพื้นคล้ายการแต่งหน้า ในยุคโบราณ จิตรกรรมไทยแท้จะใช้กาวมะขามผสมดินสองพอง วิธีการคือเอาเม็ดมะขามมาคั่ว กะเทาะเอาเปลือกออก เอาแต่เม็ดข้างในมาตำ แล้วเอาไปต้ม ผสมเหล้าขาว ของเหลวที่ได้จะแยกชั้น จากนั้นจึงกรองเอาเฉพาะเนื้อกาวมาผสมกับดินสอพอง ทาเป็นรองพื้น

“งานจิตรกรรม ถ้ารองพื้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ถ้ารองพื้นไม่ดีสีจะหลุดลอก พอเอากาวมะขามทาบนกำแพงแล้ว ก่อนวาดต้องทดสอบว่าผนังยังมีฤทธิ์เป็นกรดอยู่ไหม โดยใช้ขมิ้นขีด อย่างที่โบราณว่าขมิ้นกับปูนไม่ถูกกัน ถ้าขมิ้นเปลี่ยนสี แสดงว่ามันยังมีความเป็นกรดอยู่ ให้ใช้น้ำใบขี้เหล็กล้างปูน กระบวนการนี้ใช้เวลานานมาก ซึ่งมันก็คือวิทย์เคมีนะ” 

สีอีสาน

พรพิมล มิ่งมิตรมี สาวสกลผู้ใช้ฟื้นสีจิตรกรรมโบราณและศึกษาของท้องถิ่นเพื่อสร้างสีโทนอีสาน

ตัดกลับมาที่ห้องเรียนสีน้ำ ผงสารพัดสีที่มีชื่อแปลกตาติดอยู่ข้างขวดวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ มะพูด รงค์ทอง ดินมันปู ใบมะม่วง คราม ดินแดง ฝาง ดินมันปู ดินนาเกลือ ดินก้นบ่อ ไปจนถึงเหล็ก 

“ดินมันปู อันนี้เราตั้งชื่อเอง เป็นดินแถวบ้านที่สีออกมาเหมือนมันปู ดินก้นบ่อ เป็นดินจากบ่อในนาของเราที่พ่อเก็บมาให้ สีจากพืชต่างๆ พวกใบมะม่วง ฝาง มะพูด ก็มาจากต้นไม้รอบๆ บ้าน เป็นสีเดียวกับที่แม่เราใช้ย้อมผ้าธรรมชาติ เอาน้ำสีที่ได้มาผสมปูนขาวให้จับตัวเป็นพิกเมนต์ อย่างเหล็กก็เอามาฝนจนเป็นผง” 

พรพิมล มิ่งมิตรมี สาวสกลผู้ใช้ฟื้นสีจิตรกรรมโบราณและศึกษาของท้องถิ่นเพื่อสร้างสีโทนอีสาน

หมิวเป็นคนแรกๆ ที่สนใจศึกษาเรื่องสีไทยโทน โดยนำวิธีการปรุงสีเพื่อซ่อมจิตรกรรมมาต่อยอด บวกกับที่บ้านเกิดของเธอทำผ้าทอสีธรรมชาติ เธอจึงเลือกทำทีสิสเรื่องภาพพิมพ์บนผ้าฝ้ายและผ้าไหม เป็นช่วงที่ทำให้เธอได้หันมาศึกษาภูมิปัญญาหัตถกรรมทัองถิ่นและศิลปะอีสาน ไปพร้อมๆ กับการหาโทนสีใหม่ๆ จากวัตถุดิบรอบบ้าน

“พอเรากลับบ้าน มาทำเรื่องผ้า เรื่องสีกับป้าๆ แม่ๆ ในหมู่บ้าน เราเลยเริ่มตั้งคำถามว่าทำไมไม่มีเฉดสีโทนอีสานบ้าง เราเลยเริ่มศึกษาจากจิตรกรรมอีสาน ที่เขาเรียกว่า ฮูปแต้ม (แต้ม แปลว่า เขียน ฮูป แปลว่า รูป)

สีที่ใช้ในจิตรกรรมอีสานมีหลักๆ อยู่แค่สามสี คือ เหลือง แดง น้ำเงิน แล้วมีดำบ้างไว้ตัดเส้น ซึ่งโทนน้ำเงินจะเยอะมาก แสดงว่ามันเป็นพืชที่หาง่าย หรือบางทีจะเจอสี Yellow Ochre หรือ Red Ochre ซึ่งเป็นสีที่มาจากดิน ดินแดง นี่แหละสีตั้งต้นของโทนอีสาน เราจึงอยากได้พิกเมนต์โทนอีสาน โทนสีของบ้านตัวเอง แล้วทั้งการปรุงสีเพื่อจิตรกรรม การย้อมผ้า โดยหลักการมันคือการหาสารให้สีจากธรรมชาติ การหาวิธีทำให้สีติดทนบนพื้นผิวเหมือนกัน เราเห็นว่าสีมีเบสเป็นน้ำเหมือนกัน น่าจะเอามาทำสีน้ำได้ด้วย เลยทดลองทำมาเรื่อยๆ”

ไม่ใช่แค่ได้สนุกกับการหาสีโทนอีสาน หมิวยังแนะนำโทนสีเสียงอีสาน เช่น เขียวอื๋อ ภาษาอีสานเรียกว่า เขียวอึ๋มลึ่ม หรือแดงจ่ายหว่าย คือแดงแปร๊ด ให้อีกด้วย เป็นตาฮักหลายอีหลี

พรพิมล มิ่งมิตรมี สาวสกลผู้ใช้ฟื้นสีจิตรกรรมโบราณและศึกษาของท้องถิ่นเพื่อสร้างสีโทนอีสาน

ส่งสี

สีในงานจิตรกรรมของแต่ละภาคสะท้อนถึงวัตถุดิบในพื้นที่นั้น หากพูดถึงโทนอีสาน สีที่ขาดไม่ได้เลย คือสีน้ำเงินจากคราม หรือผ้าย้อมครามของดีแห่งเมืองอีสาน ครามคือพืชชนิดหนึ่ง ให้สีเมื่อนำใบมาหมักทิ้งไว้ 1 คืน นำน้ำหมักที่ได้ไปผสมปูนขาว แล้วกรองเอาเฉพาะเนื้อครามมาผสมกับน้ำด่างและมะขามเปียกหมักทิ้งไว้ หรือเรียกว่าก่อหม้อ

การเลี้ยงหม้อคราม คือการเลี้ยงจุลินทรีย์เพื่อให้ย้อมผ้าได้ออกมาเป็นสีน้ำเงินสวย องค์ความรู้นี้ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น แต่มีน้อยคนนักที่รู้วิธีเปลี่ยนเนื้อครามก้อนเหนียวให้กลายมาเป็นผงสีฝุ่นเพื่อใช้ในงานจิตรกรรม องค์ความรู้เรื่องการทำพิกเมนต์สีธรรมชาติที่หมิวร่ำเรียนมาจึงเป็นดั่งเวทมนตร์ที่ช่วยเสกให้งานจิตรกรรมไทยโบราณโทนสีอีสานกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง

ก่อนมาสอนฉัน หมิวก็เพิ่งกลับมาจากการส่งต่อเวทมนตร์นี้ให้กับช่างเขียนจิตรกรรมฝาผนังที่จังหวัดชัยภูมิ
“วัดภูเขาทอง ที่จังหวัดชัยภูมิ มีโปรเจกต์เขียนโบสถ์ แล้วเขาอยากเขียนด้วยเทคนิคแบบช่างโบราณ ใช้สีธรรมชาติ โทนสีอีสาน ช่างจิตรกรรมไทยเขามีองค์ความรู้เรื่องการวาด การทำรองพื้น แต่สิ่งที่เขาไม่มีคือวิธีการทำสีฝุ่น หรือบางคนอาจจะเคยเรียนตามตำราแต่ไม่เคยทำ เราเลยไปสอนวิธีการทำผงสีจากวัตถุดิบท้องถิ่น ใช้ดิน ใช้พืช ยางไม้”

พรพิมล มิ่งมิตรมี สาวสกลผู้ใช้ฟื้นสีจิตรกรรมโบราณและศึกษาของท้องถิ่นเพื่อสร้างสีโทนอีสาน พรพิมล มิ่งมิตรมี สาวสกลผู้ใช้ฟื้นสีจิตรกรรมโบราณและศึกษาของท้องถิ่นเพื่อสร้างสีโทนอีสาน เจ้าของเพจ Craft Colour

เล่นแร่ แปรสี

เมื่อได้พิกเมนต์หรือผงสีแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการเตรียมกาว หมิวยื่นก้อนของแข็งสีเหลืองหน้าตาเหมือนแร่ให้เรา พร้อมอธิบายว่า นี่คือกาวกระถิน (Gum Arabic หรือ Gum Acacia) นำเข้ามาจากอินเดีย เป็นยางไม้ โซนเอเชียเอามาทำสี ส่วนโซนยุโรปเป็นที่รู้จักกันดีในอุตสหากรรมอาหาร ใช้ทำหมากฝรั่ง ใส่ในไอศกรีม ในครีมเค้ก เพื่อให้คงตัว 

“สิ่งที่เราเรียนคือการเอาวิทยาศาสตร์มาอธิบายงานอนุรักษ์ ตัวเราเริ่มจากเรียนวิทยาศาสตร์เคมี แล้วขยับมาศึกษาศิลปะและประวัติศาสตร์ เราเห็นว่ามันไม่ได้ใช้แค่องค์ความรู้เดียว งานอนุรักษ์จิตรกรรมหรือแม้แต่การทำสีน้ำ ถ้าเราจะอธิบายผนังหนึ่งอันว่าทำไมเป็นแบบนี้ ขั้นแรกเริ่มด้วยการเดาจากสี แล้วมาหาว่าพืชหรือแร่ไหนที่ให้สีแบบนี้ได้บ้าง มันตอบได้ด้วยธรณีวิทยา

“ต่อมาเรามาดูที่ลายเส้น ใช้องค์ความรู้ทางด้านศิลปะ ลายเส้นแบบนี้เป็นที่นิยมในยุคไหน บางทีม ดูจากวิธีการรองพื้นเพื่อสืบว่าเป็นเทคนิคที่ใช้ในยุคไหน หรือแกะเอาเศษปูนมายิงเข้าเครื่อง แล้วมันจะขึ้นเป็นกราฟว่าประกอบไปด้วยธาตุอะไรบ้าง ค่อยๆ สืบ ค่อยๆ วิเคราะห์ต่อ ทุกอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์หมดเลย”

หากกาว 1 ก้อนเอาไปประยุกต์ใช้ได้หลายอย่าง คงไม่ต่างจากหญิงสาวตรงหน้าฉันที่แปรประยุกต์องค์ความรู้ในงานอนุรักษ์ นำทั้งศาสตร์และศิลป์มาผสมเข้ากับภูมิปัญญาชุมชน เธอตัดสินใจกลับบ้านเพื่อมาอนุรักษ์วิถีชีวิตและศิลปหัตถกรรมท้องถิ่น

“ตอนนั้นเราเหนื่อยกับการทำงานในเมืองแล้ว เราทำหลายอย่างมาก แต่สุดท้ายสิ่งที่อยู่ในใจคืออยากกลับบ้าน แต่ที่บ้านไม่มีงาน ไม่รู้จะทำอะไรที่บ้าน เรารู้สึกว่าทำไมต้องรอให้โอกาสมาหา เลยคิดใหม่ว่าเราจะสร้างโอกาสขึ้นมาเอง

“เริ่มจากการสำรวจบ้านก่อนว่ามีอะไรบ้าง บ้านเราทำงานหัตถกรรม เรามีความรู้สมัยเรียนที่น่าจะต่อยอดได้ รอบบ้านเรามีคนที่ทำเกษตร ตอนนั้นเราไปฟังงานทอล์กที่ BACC เขาพูดถึงโมเดลการทำการท่องเที่ยวโดยชุมชน เลยเห็นว่า นี่แหละ การท่องเที่ยวคือการประยุกต์ทุกศาสตร์ถึงจะเกิดงาน

“เราเลยเริ่มสร้างงานให้ตัวเองที่บ้าน ทำแพ็กเกจทัวร์ โดยใช้ความรู้สายประวัติศาสตร์มาช่วยศึกษาเรื่องศิลปะและสถาปัตยกรรมท้องถิ่น เพื่อมาเล่าแล้วพาไปเที่ยวในที่ที่ต่างจากที่อื่น พัฒนาเรื่องงานหัตถกรรมท้องถิ่น ช่วยกันคิดเฉดสีใหม่ๆ ของผ้าทอ ทำพิกเมนต์สีจากพืช จากดิน ในชุมชน และจนมาถึงการทำสีน้ำ กลายเป็นกิจกรรมใหม่ที่ช่วยเรื่องการท่องเที่ยว”

พรพิมล มิ่งมิตรมี สาวสกลผู้ใช้ฟื้นสีจิตรกรรมโบราณและศึกษาของท้องถิ่นเพื่อสร้างสีโทนอีสาน พรพิมล มิ่งมิตรมี สาวสกลผู้ใช้ฟื้นสีจิตรกรรมโบราณและศึกษาของท้องถิ่นเพื่อสร้างสีโทนอีสาน เจ้าของเพจ Craft Colour
พรพิมล มิ่งมิตรมี สาวสกลผู้ใช้ฟื้นสีจิตรกรรมโบราณและศึกษาของท้องถิ่นเพื่อสร้างสีโทนอีสาน พรพิมล มิ่งมิตรมี สาวสกลผู้ใช้ฟื้นสีจิตรกรรมโบราณและศึกษาของท้องถิ่นเพื่อสร้างสีโทนอีสาน เจ้าของเพจ Craft Colour

หมิวหยิบกาวกระถินใส่โกร่งบดยายื่นให้เรา พร้อมบอกให้ลองตำจนกว่าจะเป็นผงสีขาวละเอียด ก้อนยางแข็งตรงหน้านั้นไม่ใกล้กับภาพผงสีขาวเลยสักนิด แม้จะรู้สึกว่ายากและแอบบ่นอุบอยู่ในใจ ฉันก็ก้มหน้าก้มตาบด พร้อมยื่นคำถามกลับไปว่า อะไรคือส่วนที่ยากที่สุดเมื่อกลับมาทำงานพัฒนาชุมชนบ้านเกิด 

“ทุกคนอยากพัฒนา อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น อยากมีไฟฟ้า มีอินเทอร์เน็ต มีไอโฟน เราไปบอกให้เขาอยู่แบบวิธีดั้งเดิมเพื่ออนุรักษ์ไม่ได้ คนชอบพูดว่าลงมาดูงานชุมชน มาดูอะไรเหรอ นี่คือวิถีชีวิตปกติของชาวบ้าน ที่นี่ไม่ใช่สวนสัตว์ เราต้องเข้าใจก่อนว่านี่คือวิถีชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง เราต้องให้เขาเติบโต หน้าที่เราคือช่วยให้เขาเติบโตแบบรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง และเห็นคุณค่าของสิ่งที่เขามีอยู่

“ส่วนที่ยากที่สุดคือการปรับมายด์เซ็ตคนนะ เราไม่ได้มาเพราะสงสาร แต่มันคือการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เราไม่อยากปรับสภาพแวดล้อม แต่เราอยากให้เขามีภาพว่าเขาอยากให้หมู่บ้านเขาเป็นยังไงก่อน แล้วเดี๋ยวมันจะไปได้เอง” 

ก้อนกาวกระถินตรงหน้าฉันกลายเป็นผงสีขาวแล้ว ถ้าภาพที่ต้องการในหัวชัด แล้วลงมือทำไปเรื่อยๆ มันก็จะสำเร็จเอง ฉันยิ้มให้กับผงสีขาวในโกร่งตรงหน้า ก่อนที่หมิวจะเฉลยว่าแบบเป็นผงสำเร็จรูปก็หาซื้อได้นะ แต่มันไม่ดีเท่าบดเอง

Steal like an artist, Learn like a scientist 

ขั้นตอนสุดท้าย คือการผสมผงสีกับกาว คนให้เข้ากันก็จะได้เนื้อสีเนียน ตักใส่ตลับรอให้แห้ง พร้อมนำไปวาดได้เลย แต่ขึ้นชื่อว่าธรรมชาติ สีที่ได้จึงแตกต่างกันออกไป ไม่เหมือนเดิมเลยสักครั้ง จึงใช้เรียกเป็นช่วงสีแทน อย่างเช่นแดงฝาง บางครั้งก็ได้สีแดง บางครั้งชมพู บางครั้งส้ม แตกต่างกันด้วยหลายปัจจัย ทั้งอายุของเนื้อไม้ เวลาในการต้ม ดินที่ปลูก ปูนที่ใช้จับเนื้อสี ไปจนถึงน้ำที่ใช้ ฝางบางหมู่บ้านย้อมยังไงก็ได้สีส้มเพราะน้ำในหมู่บ้าน แร่ในน้ำแต่ละที่ไม่เหมือนกัน การทำปฏิกิริยากับพืชแต่ละชนิดก็ไม่เหมือนกัน ทุกอย่างจึงเป็นการทดลอง ไม่มีสูตรตายตัว

“พอเรามาเรียนรู้กับคนในหมู่บ้าน มาศึกษาภูมิปัญญาที่เขาสืบทอดกันมา บางเรื่องเขาอธิบายด้วยเหตุผลไม่ได้แต่เขาทำได้ ส่วนเราเริ่มเห็นว่ามันอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ได้ยังไง เช่น เป็นธรรมเนียมที่รู้กันว่าถ้าเอาผ้าที่ย้อมแล้วไปแช่ในน้ำบ่อนี้จะได้ผ้าที่มีสีสวยสีเข้ม ดีกว่าล้างน้ำประปา ชาวบ้านเขาก็จะจำต่อกันว่าต้องไปที่บ่อนี้

พรพิมล มิ่งมิตรมี สาวสกลผู้ใช้ฟื้นสีจิตรกรรมโบราณและศึกษาของท้องถิ่นเพื่อสร้างสีโทนอีสาน พรพิมล มิ่งมิตรมี สาวสกลผู้ใช้ฟื้นสีจิตรกรรมโบราณและศึกษาของท้องถิ่นเพื่อสร้างสีโทนอีสาน เจ้าของเพจ Craft Colour

“เราก็จะเข้าใจว่ามันคือ มอร์แดนต์ (Mordant) เป็นสารที่เข้ามาช่วยให้สีติดกับสิ่งที่ย้อม พอย้อมผ้าสีธรรมชาติ (Dye) มอร์แดนต์จะเข้าไปเปลี่ยนโครงสร้างของพันธะเคมี ทำให้สีไม่หลุดไม่ตก ซึ่งพืชแต่ละชนิดก็มีโครงสร้างเคมีต่างกัน ต้องใช้มอร์แดนต์ต่างกัน แม่ๆ ก็จะใช้ เช่น สารส้ม น้ำสนิม น้ำด่าง ทั้งหมดคือการทดลอง หน้าที่ของเราคือมาหาคำตอบว่ามันเวิร์กเพราะอะไร เพื่อส่งต่อภูมิปัญญานี้ต่อไป” 

เล่ามาถึงตรงนี้ แม้เธอจะพูดอย่างทีเล่นทีจริงถึงความอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ ด้วยวิธีอธิบายขั้นตอนการทำสีของเธอ เราเรียกเธอว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ได้แบบไม่ขัดเขิน

สีต่างๆ ค่อยถูกผสม ฉันทำวนไปเรื่อยๆ ทีละสี ผสมผงสี กาว น้ำ ความรู้ทั้งศิลปะ วิทยาศาสตร์ งานอนุรักษ์ ถูกคนรวมกันในโกร่ง

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งไหนควรอนุรักษ์ สิ่งไหนควรพัฒนา เราโยนคำถามให้เธอระหว่างนั่งกวนสีจากใบมะม่วง

“งานอนุรักษ์ คือเราต้องเก็บแบบนี้ไว้ให้เป็นแบบที่มันเป็นอยู่ ไม่ใช่ไปทำใหม่ให้มันเหมือนเดิม ถ้าเหลือแค่ซากก็คือจะดูแลซากนี้ยังไง เราต้องไม่ไปเสียดาย แต่ถามว่าเสียดายไหมมันเสียดายในใจนะ แต่อาจารย์สอนเสมอ เราต้องเข้าใจว่ามันคือธรรมชาติ ธรรมชาติไม่มีอะไรอยู่ตลอดไป

“เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์เพื่อเข้าใจ ไม่ใช่ชุบชีวิตหรือสตัฟฟ์มันไว้ จะเก็บหรือจะปล่อย มันจะถูกตอบด้วยการทำ Feasibility ประเมินคุณค่าในด้านต่างๆ ต่อสังคม ชีวิต สิ่งแวดล้อม ประเทศหรือต่อโลก ประวัติศาสตร์ทำให้เราเข้าใจปัจจุบัน เรียนรู้ข้อผิดพลาดจากอดีต เพื่อไปพัฒนาอนาคต” เนื้อสีเนียนถูกตักใส่ตลับ รอเอาไปวาดเรื่องราวใหม่ในอนาคต ฉันเชื่อว่าองค์ความรู้จากงานอนุรักษ์ก็เช่นกัน

บ้านหนองส่าน ตำบลโคกภู อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร เปิดการท่องเที่ยวโดยชุมชน มีทั้งเวิร์กช็อปทำผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ แล้วจะได้ผ้ากลับไปเป็นของตัวเอง และเวิร์กช็อปอาหารท้องถิ่น ไปทำอาหารกลางวันร่วมกับคนในชุมชน สัมผัสประสบการณ์นอนกลางดินกินอาหารตามฤดูกาลกลางนา หากใครสนใจ ติดต่อสอบถามได้ที่เพจเฟซบุ๊ก Craft Colour

Writer & Photographer

ภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์

บัณฑิตจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังศึกษาต่อสาขา design for social innovation ที่สถาบัน School of Visual Art ในนิวยอร์ก สนใจงานศิลปะ และการออกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องงานออกแบบเพื่อแก้ปัญหาสังคม

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

“โอฮาโย โกะไซมัส!” (อรุณสวัสดิ์ค่ะ!)

“อะริกะโต for coming!” (ขอบคุณที่มานะคะ!)

ประโยคที่ออกจากใจ อย่างไรก็ต้องส่งถึงผู้รับแน่นอน

เราทักทายในฐานะแฟนคลับแดนอาทิตย์อุทัยที่พูดญี่ปุ่นแทบจะไม่ได้

โชคดีที่แขก ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นประธานบริษัทจากเกียวโตทั้ง 3 คน ยิ้มรับอย่างสดใสพร้อมโค้งให้เราอย่างสุภาพ

ครั้งนี้ The Cloud ซ้อมเปิดประเทศด้วยการเปิดบ้านต้อนรับทูตวัฒนธรรมผู้มาส่งต่อความเป็นญี่ปุ่นผ่านผลิตภัณฑ์ดั้งเดิม 3 ชิ้นจาก 3 บริษัท บอกเลยว่าประวัติศาสตร์ยาวนาน งานคราฟต์ไม่ธรรมดา คุณภาพคือที่หนึ่ง และความตั้งใจส่งต่อวัฒนธรรมไปทั่วโลกคือเป้าหมายที่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBEI ที่ก่อตั้งมาจากธุรกิจครอบครัวอายุ 2 ศตวรรษ ทำให้สินค้าของพวกเขามีคุณภาพล้นแก้ว คนดื่มสุขกาย เกษตรกรท้องถิ่นสบายใจ คนญี่ปุ่นชงได้ คนต่างชาติชงไม่เป็นก็มีแบบ Shake ไว้บริการ

ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER ผู้รับช่วงต่อมาจากคุณปู่ที่เริ่มธุรกิจมาตั้งแต่เมื่อร้อยปีก่อน สมุดทุกเล่มผลิตจากกระดาษคุณภาพดีของประเทศ โดยช่างฝีมือดั้งเดิมที่คงความละเอียดละออไว้ตั้งแต่ปก เนื้อกระดาษ ยันสันที่บรรจงเย็บด้วยมือ

ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI ผู้นำแสงสว่างสู่บ้านของชาวญี่ปุ่นมานานกว่า 50 ปี พวกเขายกระดับแสงไฟให้มาพร้อมความงาม โดยซึมซับวัฒนธรรมญี่ปุ่นเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยมผ่านวัสดุ การออกแบบ และงานฝีมือ เพื่อให้โคมไฟทุกชิ้นเป็นงานคราฟต์ที่มีเพียงชิ้นเดียวบนโลก

 แค่ฟังน้ำจิ้มตอนที่พวกเขาแนะนำตัวก็ใจสั่น สั่นเพราะความอยากได้ปนความอยากรู้ 

ทั้ง 3 บริษัทมาจากเกียวโต เมืองวัฒนธรรมที่เก่าแก่และคละคลุ้งด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ แต่กว่าธุรกิจดั้งเดิมเหล่านี้จะก่อร่างสร้างตัวมาเป็นบริษัทในปัจจุบัน เรื่องราวของพวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง

เราขอทานวุ้นแปลภาษาเพื่อพากายทิพย์ของทุกท่านไปเยือนญี่ปุ่นให้หายคิดถึงกันเลย อิตะดะคิมัส~

YAHIRO DENKI

สำนักโคมไฟ

ยกระดับแสงสว่างในเรือนให้มาเยือนพร้อมความงาม

ครอบครัวของ ซาชิโกะ ทันโนะ เริ่มต้นธุรกิจส่งต่อแสงสว่าง YAHIRO DENKI ที่เมืองฮิงะชิโอซะกะมายาวนานกว่า 54 ปี นับตั้งแต่ปี 1968 โดยเธอรับช่วงต่อมาจาก โคจิ ทันโนะ ผู้เป็นพ่อ

ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเพื่อยกระดับโคมไฟงานคราฟต์ให้เป็นสินค้าส่งออกทั่วโลก โดยทันโนะหันมาให้ความสำคัญเรื่องการออกแบบและความสวยงามมากขึ้น นอกเหนือจากประโยชน์ใช้สอยและความปลอดภัยที่คุณพ่อของเธอสร้างมาตรฐานเอาไว้อยู่แล้ว

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBE, ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER, ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI
ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

“ยุคหนึ่งมีงานเข้ามาน้อยลง ฉันจึงอาสาเป็นคนไปหาลูกค้า โดยเริ่มตระหนักถึงเรื่องการออกแบบ

“รุ่นแรกเริ่มต้นจากการทำโคมไฟธรรมดา เช่น ติดตั้งไฟในโรงงาน แต่รุ่นของฉันใช้โคมไฟในการประดับตกแต่ง เรายังมีช่างฝีมือทั้งงานไม้ งานผ้า งานแก้ว งานไฟ งานเชื่อม ซึ่งเป็นช่างดั้งเดิม ถามว่าดั้งเดิมขนาดไหน บางคนอยู่มาก่อนฉันเกิด พวกเขาเลี้ยงฉันมาตั้งแต่เด็กเลย (หัวเราะ) จนตอนนี้ฉันบริหารบริษัทได้แล้ว”

โคมไฟของทางร้านเป็นงานสั่งผลิต มีนักออกแบบทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติร่วมกันสร้างสรรค์พลังไฟและงานศิลป์ให้เหมาะสมแก่สถานที่ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม โรงอาบน้ำ ร้านอาหาร ภัตตาคาร ห้องสมุด คลับบาร์ พื้นที่ส่วนตัว หรือพื้นที่สาธารณะ ซึ่งสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอีกอย่างคือมีลูกค้าต่างชาติเยอะกว่าเดิม

ทันโนะเชื่อว่า ของดีต้องมีที่ให้แสดงออกและเผยแพร่ให้คนรับรู้ ไม่ใช่แค่ความสามารถอันโดดเด่น แต่ยังรวมถึงวัสดุที่เป็นของดีของประเทศ และความพิถีพิถันที่ถือเป็นเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นด้วย

“เราอยากสื่อสารเรื่องวัสดุและศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟคิริโกะ โคมไฟโจจิ โคมไฟคุมิโกะ ทำจากกระดาษ แก้ว ไม้ ไม้ไผ่ หรือผ้า ผลงานทั้งหมดถูกส่งไปตั้งแต่ฮอกไกโดถึงโอกินาว่าด้วยฝีมือของสมาชิกเพียง 24 คนในบริษัทที่มีตั้งแต่หนุ่มสาวจนถึงวัยชรา

“วัถุดิบของญี่ปุ่นดีทั้งนั้นเลย แต่คนในประเทศไม่ได้เห็นความสำคัญมากนัก คนที่สนใจกลับเป็นชาวต่างชาติ เพราะฉะนั้นเลยอยากสื่อสารให้รับรู้” ทันโนะเล่า

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ภาพ : YAHIRO DENKI

เธอเสริมว่า เอกลักษณ์ของคนญี่ปุ่นคือความใส่ใจ เพราะฉะนั้นเธอจึงใส่ใจทุกขั้นตอน ทุกอย่างถูกทำให้เป็นจริงโดยช่างฝีมือตัวจริง ซึ่งทำให้โคมไฟมีคุณภาพระดับโลก 

“ระยะเวลา 50 ปีที่พวกเขาทำงานมาทำให้ฉันไม่ต้องกังวลเรื่องรูปร่างหรือการเชื่อมเหล็กแม้แต่น้อย มันเนี้ยบและปลอดภัยตามมาตรฐาน Product Safety of Electrical Appliances and Materials (PSE)”

ทันโนะบอกเคล็ดลับอีกอย่างว่า เธอไม่เคยมองคนในบริษัทเป็นพนักงาน เพราะพวกเขาคือหุ้นส่วนทางธุรกิจคนสำคัญที่ช่วยสร้างทีมเวิร์กให้เกิดขึ้น โดยคติของเธอคือ ทุกคนจะต้องมีความสุขทั้งในระดับร่างกายและจิตวิญญาณ ตั้งแต่ผลิตงานจนถึงส่งมอบงาน ซึ่งต้องถึงอย่างปลอดภัย สะอาด ตรงเวลา เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่าที่ใช้บริการ ส่วนคนทำก็ภาคภูมิใจ

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ภาพ : YAHIRO DENKI

“นำเสนอความเป็นญี่ปุ่นลงไปในผลงาน คือเรื่องความละเอียดอ่อน พิถีพิถัน และคุณภาพ เช็กทุกขั้นตอน แต่สุดท้ายคนที่เช็กและ QC ได้ดีที่สุดคือลูกค้า”

เมื่อพูดถึงเรื่องวัสดุ ทันโนะยกตัวอย่างสินค้าซีรีส์ใหม่ที่บริษัทภูมิใจนำเสนอในชื่อว่า GOLDBLU Lamp ซึ่งมี ‘แผ่นทอง’ ที่พบได้ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญ

“แผ่นทองนี้เบาและบาง ซึ่งบางเป็นพิเศษกว่าที่อื่น พบแค่ที่เมืองคานาซาวะ จังหวัดอิชิคาวา เมื่อนำไปส่องไฟจะไม่ได้แสงสีทอง แต่ได้เป็นแสงสีเงิน”

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

เราลองสัมผัสโคมไฟนั้นดู ภายนอกเป็นแก้ว แต่ภายในคือวัสดุล้ำค่า ทันโนะบอกว่า คนทำแผ่นทองต้องเป็นช่างฝีมือที่เชี่ยวชาญเท่านั้น นอกจากนี้ เหตุผลที่เลือกวัสดุใหม่มานำเสนอก็เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ประเทศและการเผยแพร่วัฒนธรรม เธออยากให้ช่างทุกคนรู้ว่า ผลงานของพวกเขาได้บินลัดฟ้ามาโชว์ที่ต่างประเทศแล้ว และฝีมือของพวกเขาจะถูกโจษจัน ไม่ใช่ถูกลืมไปตามยุคสมัย

“โคมไฟทุกอันมีเพียงชิ้นเดียวบนโลก เพราะเป็นสินค้าที่ทำด้วยมือทั้งหมด เราอยากให้บ้านของทุกคนมีบรรยากาศที่ดี ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ญี่ปุ่นหรือไม่ มันคือการทำให้ศิลปะและงานแขนงนี้ยังคงอยู่”

ทันโนะทิ้งท้ายว่า หากใครอยากลองเปิดประสบการณ์เวิร์กชอปทำโคมไฟคุมิโกะ ก็สามารถไปเยือนโชว์รูมของเธอได้ในเดือนตุลาคมปีหน้า ทุกคนยินดีต้อนรับ!

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ภาพ : YAHIRO DENKI
ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

YAHIRO DENKI

Website : http://yahirodenki.com/ 

Facebook : https://www.facebook.com/yahirodenki.co.jp 

NISHIKAWA PAPER

สำนักกระดาษ 

สมุดทำมือดั้งเดิมโดยช่างฝีมือหัตถาเทพ

กระดาษสีขาวและช่างมือทอง คือสิ่งที่ทุกท่านจะได้พบเมื่อมาเยือนบริษัท NISHIKAWA PAPER ธุรกิจเก่าแก่ของครอบครัวนิชิคาวาที่คัดสรรกระดาษคุณภาพเยี่ยมของประเทศ มาเปลี่ยนเป็นสมุดทำมือแบบดั้งเดิมที่มีเอกลักษณ์คือ ‘ทำเองทุกขั้นตอน’ และคุณก็ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของเหล่าปรมาจารย์ได้

“ตั้งแต่รุ่นคุณปู่ก็ทำงานเกี่ยวกับกระดาษมาประมาณร้อยกว่าปี ช่วงปลายของยุคไทโชเริ่มมีการผลิตกระดาษ ต่อมาช่วงปี 1960 เราใช้ชื่อ NISHIKAWA PAPER ส่วนบริษัทก่อตั้งมา 48 ปี นับตั้งแต่ปี 1975” ซาโอริ นิชิคาวา ทายาทของบริษัทเริ่มเล่า

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBE, ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER, ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI
ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

เยื่อไม้ผ่านนานากรรมวิธีออกมาเป็นแผ่นสีขาวบาง หากปล่อยไว้ก็คงเป็นเพียงกระดาษวาดภาพหรือของตกแต่งธรรมดา แต่ครอบครัวนิชิคาวามองเห็นคุณค่าที่มากกว่านั้น พวกเขาจึงแต่งองค์ทรงเครื่องให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์สมุดจด สมุดสะสมตราประทับ บานพับ ไปจนถึงกล่องอเนกประสงค์ และสินค้าสั่งผลิตอื่น ๆ มีการเพิ่มสีสันและลวดลายให้ดึงดูดคนรุ่นใหม่ แต่ยังคงไว้ซึ่งความพิถีพิถันทุกรายละเอียด ตั้งแต่การทากาว จนถึงการเข้าเล่มด้วยเส้นด้าย

ธุรกิจกระดาษก้าวผ่านกาลเวลาที่รุ่งเรืองจนถึงวันที่เริ่มร่วงโรย แต่ใบไม้ก็ยังไม่เคยหมดต้น นิชิคาวาและแขกในออฟฟิศของเราเห็นพ้องต้องกันว่า ชาวญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการใช้สมุดจด ทำให้สินค้ายังเป็นที่ต้องการ เพียงแต่รูปแบบอาจเปลี่ยนไปตามออเดอร์ 

ส่วนสมุดสไตล์ดั้งเดิมบนโต๊ะเป็นสิ่งที่เรารู้สึกแปลกตา

เจ้าของบริษัทกางสมุดออกมาราวกับกางบานพับ หน้าปกสีสันสดใสถูกแปะลงบนกระดาษแข็งอีกทีเพื่อความคงทน เนื้อกระดาษสีขาวภายในทั้งหนาและลื่น รองรับได้ตั้งแต่ดินสอจนถึงน้ำหมึกของพู่กัน

เธอชี้ให้เราดูช่องว่างระหว่างหน้ากระดาษที่ใช้นิ้วสอดเข้าไปได้ ด้านในเนื้อกระดาษหยาบแต่นุ่ม ดูไม่เหมาะกับการเขียนด้วยพู่กัน เพราะน้ำหมึกคงแผ่กระจายจนอ่านไม่ออก 

สมุดดั้งเดิมของญี่ปุ่นเป็นการใช้กระดาษ 1 แผ่น ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็น 2 เท่าของหน้าปก พับครึ่ง ให้เหลือขนาดเท่าสมุด โดยนำพื้นผิวที่เรียบและลื่นไว้ด้านนอก ส่วนผิวที่ไม่ได้ใช้เอาไว้ด้านใน จากนั้นจึงนำมาต่อกันด้วยกาวเป็นรูปแบบบานพับ เท่านี้ก็จะได้กระดาษที่หนาตามสไตล์ดั้งเดิม แถมยังไม่เห็นรอยกาวแม้แต่น้อย

คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ

“เดี๋ยวนี้ยังมีคนมาสั่งผลิตอยู่ เพราะใช้เป็นสมุดสะสมตราประทับเวลาไปศาลเจ้า ปั๊มตราลงไปไม่ทะลุ เขียนด้วยพู่กันก็ไม่ซึม ทนทานและสวยงาม เป็นของที่ขาดไม่ได้ เพราะเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมของเรา

“สมุดเหล่านี้คือความมั่นใจและความภูมิใจ จริง ๆ กระดาษมีหลากหลายแบบมากกว่าที่ใครคิด เรานำสิ่งเหล่านั้นมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ด้วยสองมือของช่างเก่าแก่ แนวคิดของเราคือการส่งความสุขและคุณภาพของกระดาษญี่ปุ่นผ่านผลงานอย่างจริงใจ” เธออธิบาย

ธุรกิจแปรรูปกระดาษนิชิคาวาขึ้นชื่อเรื่องความพิถีพิถัน ตั้งแต่ต้นทางจนถึงกระบวนการสุดท้าย

“กระดาษผลิตจากต้นไม้หลายพันธุ์ ทั้งต้นโคโสะ ต้นมิสึมาตะ และต้นกัมปิ ซึ่งอย่างหลังเป็นไม้ราคาแพงที่ตอบโจทย์คนเขียนพู่กัน ในอดีตเวลาเขียนวรรณคดีหรือบทกลอนจะเขียนตัวเล็กมาก ถ้ากระดาษไม่ดี รอยพู่กันที่เขียนจะแตก ดังนั้น กระดาษที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่มองข้ามไม่ได้

“เราใส่ใจเรื่องนี้มาก ทุกครั้งก่อนจะนำกระดาษตัวใหม่ออกขาย ต้องใช้พู่กันไปลองเขียนก่อนเพื่อเช็กว่าลายเส้นแตกไหม ถ้าแตกก็ไม่ขาย” ประธานบริษัทย้ำกับเรา

คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
ภาพ : NISHIKAWA PAPER

การยกระดับสินค้าเก่าแก่ไม่ใช่เพียงการพัฒนาคุณภาพ แต่การบริการเองก็ต้องไม่หยุดอยู่กับที่ 

ในปี 2023 เมื่อญี่ปุ่นเปิดประเทศ บริษัทของเธอจะเปิดกิจกรรมเวิร์กชอปอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวและแบ่งปันวัฒนธรรมที่ตกทอดมากว่า 1 ศตวรรษ

“เรามีช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญในบริษัทประมาณ 20 คน ซึี่งฝีมือสุดยอด ผลิตได้สูงสุด 1,500 เล่ม ทำด้วยมือนะคะ มีแค่บางขั้นตอนที่ใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น ตอนกดกระดาษ เพราะถ้าจับด้วยมือบ่อย ๆ อาจทำให้เสียหาย หากท่านไหนสนใจสามารถติดต่อมาที่บริษัท มาเยี่ยมโรงงานได้

“ช่างฝีมือของเราพร้อมสอนให้ทุกท่านออกแบบและลองทำสมุดของตัวเอง ท่านจะได้รู้จักประวัติของเรา เห็นการผลิตจริง แต่ที่เยี่ยมที่สุดคือการได้ลงมือทำเอง แล้วสมุดเล่มนั้นก็จะมีเพียงเล่มเดียวบนโลกและเป็นของคุณ” 

นิชิคาวาทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความรักที่มอบให้กับสิ่งที่ทำ

การปูทางครั้งใหม่นี้เกิดขึ้นเพื่อให้ทั่วโลกรู้ว่า ‘นี่คือกระดาษที่ดีที่ควรค่าแก่การถูกใช้งาน’

พูดแล้วก็อยากได้มาครอบครองตามคำเรียกร้องสักเล่ม

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ภาพ : NISHIKAWA PAPER

NISHIKAWA PAPER

Website : http://nishikawashigyo.com/ 

Instagram : https://www.youtube.com/channel/UCBIFaD3OJ5amyxJvkvg-0SQ

ROKUBEI TEA

สำนักชาเขียว 

จงรักษาคุณภาพเสมือน ‘การดื่มชามีได้แค่ครั้งเดียว’

เมืองอุจิ ไม่ได้มีเพียงวัดเบียวโดอินให้ท่องเที่ยว แต่ยังเป็นบ้านเกิดของ ‘ชาอุจิ’ อันลือลั่น 

ใต้ท้องฟ้าสีครามสดใส คือไร่สีเขียวที่เติบโตพร้อมประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ไม่ว่าจะบ้านไหนก็ขาดการชงชาไปไม่ได้ 

ครอบครัวของ ทาสุคุ อิโนะอุเอะ จึงไม่เคยหยุดพัฒนาเครื่องดื่มชนิดนี้ตราบจนถึงปัจจุบัน

ส่วนตัวเราคิดว่า หากปล่อยให้ของดีกลายเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ธรรมดาที่โลกไม่รู้จักก็คงน่าเสียดาย

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBE, ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER, ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI
คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ

ROKUBEI ไม่ได้เน้นชาเพียงชนิดเดียว หากแต่รวบรวมสุดยอดชามาจากทั่วประเทศ เพื่อจำหน่ายและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นมัทฉะ เซนฉะ เกียวคุโระ โฮจิฉะ เก็นไมฉะ มัทฉะคาปูชิโน มัทฉะลาเต้ โฮจิฉะคาปูชิโน หรือโฮจิฉะลาเต้ ภายใต้การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคแบบดั้งเดิม แบบ Shake (เขย่าดื่ม) แบบถุงชง และแบบซอง

นอกจากนี้ยังมีการต่อยอดสินค้า จำหน่ายเป็นขนมหวานที่ผลิตจากชาคุณภาพ ทั้งคุกกี้และช็อกโกแลต รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่แก้ว ถ้วย ชาม กาน้ำ เครื่องปั้นดินเผาคิโยมิซุยากิ (Kiyomizuyaki) โทโคยาเมะยากิ (Tokonameyaki) และฮาซามิยากิ (Hasamiyaki) ซึ่งทุกอย่างถือเป็นสิ่งสำคัญในการยกระดับประสบการณ์การดื่มชาให้กับทุกคน

“เรามีร้านอยู่ใกล้วัด Daitokuji ในเกียวโต เป็นธุรกิจของครอบครัว ขายผลิตภัณฑ์คุณภาพ ปลอดสารพิษ แม้ตัวบริษัทเพิ่งเปิดมาเพียง 6 ปี แต่ครอบครัวของผมทำมาตั้งแต่ปี 1818 เลยมั่นใจว่าประสบการณ์มากกว่า 200 ปี ย่อมทำให้คุณภาพยอดเยี่ยมแน่นอน

“ปัจจุบัน ภารกิจของเราคือการส่งชาญี่ปุ่นไปทั่วโลก” ทาสุคุ อิโนะอุเอะ เล่าอย่างภูมิใจ

บริษัทของเขามีหลักการประจำใจคือ ‘Ichigo Ichie’ (一期一会) เป็นสุภาษิตโบราณ หมายความว่า ‘พบกันครั้งเดียว’ เพราะฉะนั้น ต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ซึ่งนำไปปรับใช้กับการต้อนรับแขกและการทำงานอื่น ๆ ได้ ยกตัวอย่าง พิธีชงชา ที่ไม่ว่าจะเป็นผู้ชงหรือผู้ดื่มก็ต้องมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่กัน โดยอิโนะอุเอะถือว่า หลักการนี้เป็นวัฒนธรรมและจุดเด่นของบริษัทไม่ต่างจากสินค้า

คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
ภาพ : ROKUBEI TEA

“ชาญี่ปุ่นมีประวัติศาสตร์ยาวนาน เดิมทีมาจากจีนเมื่อเกือบ 2,000 ปีก่อน ยุคแรกเริ่มถือเป็นเครื่องดื่มที่ไม่ใช่ใครก็กินได้ ต้องอยู่ในวงศ์ชั้นสูง แต่พอเวลาผ่านไปก็เริ่มแพร่หลาย 

“มันมีรสอูมามิในตัว มีสารแอลธีอะนีน (L-Theanine) ที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายตามธรรมชาติ และมีสารแคทีชิน (Catechin) ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ผมดื่มแล้วรู้สึกแข็งแรง” เขารีวิวประโยชน์ พร้อมแจกสินค้าสีเขียวและน้ำตาลสดใสให้ถึงมือ

วงการนักดื่มเติบโตไม่หยุดจนชากลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่มีปลายทางไปไกลถึงอเมริกา นอกจากแต่ละสายพันธุ์จะให้รสชาติอันเป็นเอกลักษ์ ดินแต่ละพื้นที่ยังมอบรสชาติที่แตกต่างเช่นเดียวกับไวน์ที่ได้จากองุ่นคนละแปลง

ROKUBEI คัดเลือกชาออร์แกนิก ปลอดสารพิษชั้นดีจากเกษตรกรท้องถิ่นทั่วประเทศโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง พวกเขาเดินทางไปถึงไร่ เพื่อคัดเลือกและตรวจสอบคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานของ Japan Organic and Natural Foods Association (JONA) USDA Organic และ European Union organic

“เรามองว่าเกษตรกรเป็นเพื่อนร่วมงานคนสำคัญ การไปเยือนถึงไร่ทำให้พวกเขาได้รับรายได้โดยตรง ถือเป็นการสร้างอาชีพ สร้างความภูมิใจ และสร้างกำลังใจให้ผู้ผลิต

“หลังจากได้วัตถุดิบมา เป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะออกแบบและหาวิธีส่งต่อไปทั่วโลก เพราะเราคิดว่าเราไม่ได้แค่ส่งชา แต่เราส่งออกวัฒนธรรมอันงดงาม 

“ผมมีจัด Tea Tour เพื่อต่อยอดอุตสาหกรรมการผลิตให้เป็นที่ท่องเที่ยว จัดสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้ในหลายด้าน เช่น ชงชาอย่างไรให้อร่อย นอกจากนี้ยังนำเสนอเรื่องศิลปะและลายเส้นโบราณเอาไว้บนถุง”

เราเห็นกบโวยวาย กระต่ายถือกิ่งไม้ไล่หวดลิงจ๋อที่พกหมวกเหมือนชาวไร่ 

เรื่องราวของเหล่าสรรพสัตว์ที่เลียนแบบท่าทางมนุษย์ เรียกว่า Chōjū-jinbutsu-giga เป็นภาพวาดบนม้วนกระดาษเก่าแก่ของญี่ปุ่น คาดว่าวาดขึ้นช่วงกลางศตวรรษที่ 12 เดิมเป็นของวัดโคซังจิ ในเกียวโต ส่วนในปัจจุบันถือเป็นสมบัติชาติ ถูกเก็บรักษาเอาไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเกียวโตและโตเกียว

อิโนะอุเอะ เลือกภาพโบราณเหล่านี้มาใช้บนบรรจุภัณฑ์ เพื่อสื่อถึงประวัติศาสตร์และศิลปะที่ควรค่าแก่การเผยแพร่ เช่นเดียวกับธุรกิจครอบครัวที่ทายาทรุ่นใหม่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลกว่าเก่า

ปัจจุบัน ชาไม่ใช่แค่เครื่องดื่มเพิ่มความอบอุ่นหรือเอาไว้ต้อนรับแขก แต่เป็นทั้งพืชเศรษฐกิจ เอกลักษณ์ของชาติ และของกำนัลที่ส่งต่อวัฒนธรรมอันงดงามของพวกเขา

คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ

ROKUBEI TEA

Website : https://rokubei-tea.com/en

Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCBIFaD3OJ5amyxJvkvg-0SQ 

ก่อนจบการสนทนาอย่างเป็นทางการ แขกผู้มีเกียรติทั้งสามได้ส่งมอบของที่ระลึกให้เราเพื่อเป็นการเชื้อเชิญไปเที่ยวประเทศของพวกเขา โดยทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือ อยากให้คนไทยได้สัมผัสและรู้จักความเป็นญี่ปุ่นที่ลึกซึ้งกว่าเก่า ไม่ว่าจะผ่านการเวิร์กชอปสมุดทำมือ ทำโคมไฟคุมิโกะ หรือลองเข้าพิธีชงชา ทั้งหมดคือการส่งต่อวัฒนธรรมอันมีค่าที่เขารักและไม่อยากให้หายไป

“โดโมะ อาริกาโตโกไซมัส” (ขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง)

“มาตะ ไอมะโช” (แล้วพบกันใหม่)

เราบอกลาเจ้าของภาษาที่โค้งให้อย่างพร้อมเพรียง แล้วพบกันที่ประเทศญี่ปุ่น!

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBE, ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER, ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load