“จงอย่าเขียนในสิ่งที่รู้ จงเขียนในสิ่งที่รัก นั่นจะทำให้คุณยังเขียนต่อไปได้เรื่อยๆ” คริส ฮัมฟรีย์ กล่าวไว้

เป็นครั้งที่ 7 แล้ว ในคอลัมน์วัตถุปลายตาที่ผู้เขียน (ซึ่งไม่ได้เป็นนักเขียนอาชีพ) ต้องตื่นขึ้นมาปั่นต้นฉบับ เพื่อส่ง The Cloud ด้วยการร้อยเรียงเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในวัตถุซึ่งหลายๆ คนเมินค่า เพิกเฉย หลงลืม – และแน่นอน ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยในการเอาชนะ Writers’ Block หรือก้าวข้ามอุปสรรคความตันในเขียนเรื่องแต่ละครั้ง

ยกเว้นก็แต่ครั้งนี้ เพราะผู้เขียนกำลังเขียนในสิ่งที่ตัวเองรักอยู่ นั่นคือหนังโป๊ หรือ พอร์น (Porn) ซึ่งเป็นเพื่อนยามยากในการปั่นต้นฉบับยามวิกาลมานานแสนนาน

ก่อนที่ท่านจะเบ้ปาก ร้องยี้ และกดรีพอร์ต บทความนี้ไม่ได้ชวนท่านสมัครเว็บโป๊หรือสอนเปลี่ยนค่า DNS แต่อย่างใด แต่เรากำลังจะเข้าไปสำรวจประวัติศาสตร์ของความโป๊และเส้นแบ่งของความเป็นอนาจารกับศิลปะ ที่จะชวนให้ท่านหันไปมองกองซีดีเก่าๆ ที่ซุกไว้ในลังใต้เตียง ม้วนวิดีโอที่แอบขโมยผู้ปกครองดู หรือแม้อาจจะกระทั่งทำให้ท่านได้ไอเดียในการทำคอนเทนต์ช่อง Onlyfans ของตัวเองใหม่เลยก็เป็นได้

ใช่ วัตถุปลายตาครั้งนี้ คือวัตถุที่อยู่ปลายเตียงของท่านมาช้านาน

นั่นคือ ‘หนังโป๊’ นี่เอง

เซ็กซ์ทุกครั้งอาจจะไม่ใช่หนังโป๊ แต่หนังโป๊ทุกเรื่องคือเซ็กซ์

Not all sex is porn, but all porn is sex…

ไม่ว่าคุณจะมีเส้นแบ่งความอนาจารออกจากศิลปะหรือศีลธรรมจรรยาหนา บาง ลึก ตื้น แค่ไหน ปฏิเสธไม่ได้ว่า Porn หรือหนังโป๊ที่ผู้ใหญ่บ้านเราเรียกอย่างเป็นทางการว่า ‘สื่อลามกอนาจาร’ นั้นอยู่คู่ชีวิตมนุษย์มานานแสนนาน

นานแค่ไหนต่างหาก ที่เป็นเนื้อความสำคัญของเรื่องราวครั้งนี้

สื่อที่มนุษย์ใช้แสดงออกเรื่องทางเพศมีหลากหลายในหน้าประวัติศาสตร์ ทั้งรูปถ่าย วิดีโอ ภาพวาด งานศิลปะ ประติมากรรม วรรณกรรม ต่างๆ นานา แต่วัตถุประสงค์ของหนังโป๊นั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย ตั้งแต่วินาทีแรกที่มันถือกำเนิดมา

หนังโป๊สร้างขึ้นเพื่อ ปลุกเร้า อารมณ์ของมนุษย์ที่ฝังอยู่ในจิตใจ และสอดคล้องกับสัญชาตญาณพื้นฐานที่ต้องการการสืบพันธุ์ และเชื่อมโยงกันระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ย่อให้สั้น เรียกว่า ‘ความฟิน’

หนังโป๊ในเชิงประวัติศาสตร์จึงเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนให้เห็น Psyche หรือจิตของมนุษย์ ซึ่งเป็นสัตว์สังคมมาโดยตลอดเช่นเดียวกัน

Porn ในยุคหิน

ก่อนที่เราจะท่องโลกแห่งหนังโป๊ได้ง่ายดายเพียงปลายนิ้วมือสัมผัสอย่างทุกวันนี้ คนสมัยก่อนชอลิ้วเฮียงกับอะไร

ย้อนไปเกือบ 30,000 ปีก่อน หินก้อนหนึ่งถือเป็น Porn ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีขนาดแค่ 4.4 นิ้ว และคุณค่าของมันก็อาจจะเปรียบได้กับซีดีหนังโป๊ที่เพื่อนแจกจ่ายส่งต่อให้กันหลังเลิกเรียนในยุค 90

ประวัติหนังโป๊, หนังโป๊เรื่องแรกของโลก, ก้อนหิน ผนังถ้ำ หม้อ บิดาแห่งหนังโป๊ของเมื่อหมื่นพันปีก่อนโลกจะรู้จัก Pornhub
The Venus of Willendorf

The Venus of Willendorf หรือรูปสลักหินรูปร่างคล้ายสตรีที่มีเนื้อหนังมังสา ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลองช่วงเทศกาลสืบพันธ์ุ (Sex Festival) ใช่ คุณเข้าใจไม่ผิด เทศกาลสืบพันธุ์ของคนยุคก่อนประวัติศาสตร์ ก็คือ Orgy หรือเซ็กซ์หมู่ ที่พวกเขาใช้เจ้ารูปสลักหินชิ้นนี้เป็นเครื่องมือหรือสัญญะในการร่วมเพศ – ใช้อย่างไร ผู้เขียนก็ไม่อาจจินตนาการได้แน่ชัด รู้แต่เพียงว่ามนุษย์ยุคนั้นจะทุบไอ้หินอวบๆ ก้อนนี้ระหว่างที่กำลังซั่มกันเป็นหมู่คณะ!??

และ The Venus of Willendorf นี้เอง จึงถือเป็น ‘เครื่องมือ’ หรือ ‘สื่อ’ ในการปลุกเร้าอารมณ์ชิ้นแรกของประวัติศาสตร์มนุษย์อย่างเป็นทางการ

ผนัง-โป๊

ย้อนไป 3,000 ปีก่อน นักประวัติศาสตร์จีนค้นพบรูปแกะสลักบนฝาผนังถ้ำที่มณฑลซินเจียง ประเทศจีน ที่ถ่ายทอดพิธีการของการซั่มอย่างเป็นหมู่คณะไว้โจ๋งครึ่มที่สุด เท่าที่ภาพวาดฝาผนังในยุคโบราณจะทำได้ และถ้าหากผนังมันพูดได้ มันก็คงจะบอกว่า “ฉันนี่แหล่ะ ต้นกำเนิด Porn ที่แท้ทรูจ้า”

ประวัติหนังโป๊, หนังโป๊เรื่องแรกของโลก, ก้อนหิน ผนังถ้ำ หม้อ บิดาแห่งหนังโป๊ของเมื่อหมื่นพันปีก่อนโลกจะรู้จัก Pornhub
Kangjiashimenji Petroglyphs

ภาพวาดบนฝาหนังประกอบด้วยรูปร่างรูปทรงคล้ายมนุษย์ที่กางแขนกางขา ยื่นขึ้นฟ้า ลงดิน พร้อมกับอวัยวะที่แข็งทื่อในบางรูปทรง บ้างก็เล็ก บ้างก็ใหญ่ บางอวัยวะก็ฟันดาบกันไปกันมา ซึ่งนักประวัติศาสตร์เองก็เชื่อว่า นั่นคือหลักฐานการมีอยู่ของไบเซ็กชวล (Bisexual) ในยุคดึกดำบรรพ์เช่นกัน

หากดูดีๆ เราก็จะสังเกตเห็นหน้ากากชนเผ่าในบางรูป ราวกับว่ามนุษย์ในยุคนั้นจะเดาได้ว่าเทรนด์ใส่หน้ากากซั่ม จะมาเป็นที่นิยมในทวิตเตอร์อีกหลายพันปีต่อมา

แน่นอนว่า ผนังนี้คือหนังโป๊ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่โจ๋งครึ่มและชัดแจ้งที่สุดเท่าที่โลกจะเคยค้นพบเจอ

ทวาร = ยาคุมยุคบาบิลอน

ไม่ต้องเป็นแฟนพันธุ์แท้ประวัติศาสตร์กรีก คุณก็อาจจะเคยได้ยินมาบ้างว่าชาวกรีกโบราณนั้นมีความซุกซน เปิดกว้างกับเรื่องทางเพศมากน้อยแค่ไหน

แค่ไหน – นี่คือหลักฐานที่พิสูจน์ได้ในเชิงมานุษยวิทยาของชาวบาบิโลเนียน

เซ็กซ์หมู่ในที่สาธารณะ ซั่มบนดาดฟ้า ฉี่ใส่กัน หรือแม้กระทั่งการค้าประเวณี

ทั้งหมดนี้ ไม่ต้องใส่แฮชแท็กใดๆ เพราะพฤติกรรมเหล่านี้ของชาวบาลิโลเนียนในยุคนั้นถือว่า ‘ยอมรับได้’ และ ความเปิดกว้างทางเพศนั้นไม่จำเป็นต้องมียางอายใดๆ

ประวัติหนังโป๊, หนังโป๊เรื่องแรกของโลก, ก้อนหิน ผนังถ้ำ หม้อ บิดาแห่งหนังโป๊ของเมื่อหมื่นพันปีก่อนโลกจะรู้จัก Pornhub
กรีกด็อกกี้สไตล์

หนังโป๊ในยุคบาบิลอนที่หลงเหลือมาจนถึงยุคปัจจุบันนี้ถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ที่อิสราเอล ได้แก่ เศษหินแกะสลักที่เป็นรูปผู้ชายกำลังจิกผมผู้หญิงที่โก้งโค้งอยู่ด้านหน้า ซึ่งนักประวัติศาสตร์เชื่อว่า นั่นคือการเสพสมทางทวารของชาวกรีกโบราณ ซึ่งในสมัยนั้นถือเป็นการคุมกำเนิดระหว่างชายและหญิงไปโดยปริยาย

ประวัติหนังโป๊, หนังโป๊เรื่องแรกของโลก, ก้อนหิน ผนังถ้ำ หม้อ บิดาแห่งหนังโป๊ของเมื่อหมื่นพันปีก่อนโลกจะรู้จัก Pornhub
หม้อสุดเซ็กซี่ในสมัยกรีก

ชาวบาบิโลเนียนนั้นมองเซ็กส์เป็นกิจกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้พวกเขาได้ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้น ถึงขึ้นมี ‘นางโลม’ ในพิธีทางศาสนา มีหน้าที่ถวายตัวให้กับทวยเทพในเทศกาลไฟของบาบิลอนเลยทีเดียว

ถ้าทั้งหมดนี้ฟังดูเหมือนพล็อตหนังโป๊เชยๆ เรื่องหนึ่ง อาจเป็นไปได้ว่ามันน่าจะถูกทำมาเป็นพล็อตหนังโป๊แล้วจริงๆ – หากถามว่าผู้เขียนทราบได้อย่างไร ผู้เขียนทราบจากการ ‘รีเสิร์ช’ เพื่อคอลัมน์นี้ล้วนๆ ขอสาบานต่อหน้าทวยเทพกรีกทั้งมวล

เซ็กซี่ นอตี้ บิทชี่ กรีก

ถ้าหากคุณเป็นช่างปั้นดินเผาในยุคกรีกโบราณที่การค้าขายหลักได้แก่การค้าน้ำมันมะกอก ที่ต้องบรรจุใส่หม้อชามรามไหต่างๆ นานาแล้วละก็ โอกาสที่คุณจะวาดลวดลายเกี่ยวกับเซ็กส์ลงไปในเครื่องปั้นดินเผาเหล่านั้นมีสูงมาก สูงมากๆ สูงมากๆๆๆ ทีเดียว

ชาวกรีกโบราณโด่งดังเรื่องเซ็กส์พอๆ กับเรื่องเครื่องปั้นดินเผา พวกเขาไม่เคยหวาดกลัวการโชว์เนื้อหนังมังสาและการแสดงออกทางเพศอย่างมีอิสระ ทั้งเซ็กส์หมู่ เซ็กส์ระหว่างเพศตรงข้าม เพศเดียวกัน จนไปถึงท่าทางพิสดารในการร่วมเพศต่างๆ ที่ทุกวันนี้ก็ยังถือว่า ‘เทพ’ แบบที่คงไม่สามารถหาดูได้ง่ายๆ ตามทวิตเตอร์หรือแอคเคอร์ใดๆ นอกจากหม้อ ไหใส่น้ำมันมะกอกกรีกในอดีตกาล

ประวัติหนังโป๊, หนังโป๊เรื่องแรกของโลก, ก้อนหิน ผนังถ้ำ หม้อ บิดาแห่งหนังโป๊ของเมื่อหมื่นพันปีก่อนโลกจะรู้จัก Pornhub
ก้นจานในสมัยกรีก

เกินเจ็ด (บรรทัด)

จากวรรณกรรมที่ว่าด้วยเรื่องเซ็กส์แบบซาดิสต์ อย่าง 120 Days of Sodom โดยมาร์กี เดอ ซาด (Marquis de Sade) ในยุคกลาง ที่ถ้าจะให้เปรียบก็เหมือนกับ Fifty Shades of Grey รุ่นดึกดำบรรพ์ ที่ว่าด้วยเซ็กส์แบบรุนแรง มีทาส และนายทาส โซ่ แส้ กุญแจมือ ทั้งหลาย จนมาถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่มีการคิดค้นภาพเคลื่อนไหว ซึ่งทำให้คนไม่ต้องชอลิ้วเฮียงกับตัวหนังสืออีกต่อไป, นิยามของหนังโป๊ที่เราคุ้ยเคยกันทุกวันนี้เริ่มต้นใน ค.ศ. 1880

เพียงแต่หนังโป๊ในยุคนั้นคนยังไม่ได้มีอะไรกัน มีเพียงแค่ผู้หญิงเปลือยเดินขึ้นลงบันได ทำกิจวัตรต่างๆ ตามปกติ แบบไร้เสื้อผ้าอาภรณ์ ซึ่งแน่นอน ก็ถือว่าโจ๋งครึ่มอื้อฉาวแล้ว

จนกระทั่ง ค.ศ. 1920 นี่เองที่ความซุกซนของมนุษย์และเทคนิคการผลิตภาพเคลื่อนไหวได้เดินทางมาถึงจุดสุดยอดแห่งการสร้างหนังโป๊ด้วยภาพเคลื่อนไหว แบบที่ไม่มีวันหวนย้อนกลับ

อุตสาหกรรมหนังโป๊ (แบบภาพเคลื่อนไหว) ดำเนินมาถึงยุค 1960 – 1970 ซึ่งถือเป็นยุคของการปลดปล่อยอิสระทางเพศ หรือ Sexual Revolution ที่ผู้คนในยุคหลังสงครามโลก ต้องการสำรวจด้านต่างๆ ของมนุษย์อย่างเปิดเผย ซึ่งนั่นก็รวมถึงเรื่องทางเพศด้วย

ผู้ชายในกองทราย

ผู้ชายในกองทราย หรือ Boys in the Sand คือหนังโป๊เกย์เรื่องแรกที่ผลิตขึ้นมาในช่วง ค.ศ. 1971 นำแสดงโดย เคซี โดโนแวน (Casey Donovan) ซึ่งถึงแม้เราจะไม่สามารถคาดเดาว่ากองทรายนี้ ไปยุ่งเกี่ยวกับผู้ชายในสถานการณ์ไหนอย่างแน่ชัด แต่ย้อนไปในยุคที่สิทธิของชาว LGBTQ+ ยังไม่เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายอย่างยุค 70 นั้น การมีตัวตนทางเพศ สื่อเคลื่อนไหว ถือเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน – ใช่ ผู้ชายในกองทรายนี่แหล่ะ

ประวัติหนังโป๊, หนังโป๊เรื่องแรกของโลก, ก้อนหิน ผนังถ้ำ หม้อ บิดาแห่งหนังโป๊ของเมื่อหมื่นพันปีก่อนโลกจะรู้จัก Pornhub
Boys in the Sand

ตั้งแต่ยุค 70 – 90 เป็นต้นมา ถือยุคทองของอุตสาหกรรม Porn ที่มีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ม้วนเทปวิดีโอ จนมาถึงแผ่นซีดี ดีวีดีต่างๆ

แต่การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้น เมื่ออินเทอร์เน็ตและโลกดิจิทัลถือกำเนิดขึ้น และแพร่หลายอย่างกระเส็นกระสายราวกับสายน้ำอย่างทุกวันนี้

พอร์น-ไม่พร แล้วแต่จะมอง

Pornography is in the eye of the beholder.”

ปัจจุบัน ทุกคนเป็นเจ้าของค่ายหนังโป๊ได้ด้วยตนเอง โดยแทบจะปราศจากตัวกลาง เช่น Marketplace อย่าง Onlyfans หรือ Pornhub หรือ Twitter ที่อนุญาตให้ผู้ใช้สื่อสารอัปโหลดเนื้อหาต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง และแน่นอน ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเต็มไปด้วยด้านมืดและด้านสว่างมากมาย

หากเรามองย้อนไปในประวัติศาสตร์ การแสดงออกเรื่องเพศนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์มาช้านาน และเส้นแบ่งระหว่างความลามก อนาจาร ความมืด ความสว่างนั้น เป็นปัจจัยที่ผกผันเปลี่ยนแปลงไปตามตัวแปรทางศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนา สังคม ข้อตกลงทางศีลธรรมต่างๆ มากมาย

คำกล่าวในลัทธิเต๋า น่าจะใช้อธิบายสมดุลของด้านมืดและด้านสว่างในอุตสาหกรรมพอร์นหรือสื่อลามกอนาจารในโลกดิจิทัลได้ดี ในแพลตฟอร์มที่สามารถให้ทั้งประโยชน์และโทษอนันต์

“Don’t Curse the Darkness, Light a candle.”

จงอย่าก่นด่าความมืด, จุดเทียนซะ

ส่วนใครจะเอาเทียนที่จุดแล้วไปทำอะไร ก็สุดแล้วแต่จินตนาการ

ภาพประกอบ : ศรัณย์ เย็นปัญญา

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

“ฉันไม่เคยเข้าใจเลยว่า ทำไมผู้คนส่วนมาก ถึงกระเหี้ยนกระหือรือ อวดชีวิตส่วนตัวของตัวเองในพื้นที่สาธารณะกันนัก พวกเขาลืมไปแล้วหรือว่า การล่องหนได้น่ะ มันคืออำนาจวิเศษนะ?”

Banksy ศิลปินนิรนามระดับตำนานที่ไม่มีใครเคยเห็นหน้ากล่าวไว้

นี่คือบทความสุดท้าย ภายใต้คอลัมน์วัตถุปลายตา

ในวันที่ทุกครั้งที่ผมเลื่อนดูฟีดบนโซเชียลมีเดียของตัวเอง คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ โลกทุกวันนี้ เราให้ค่ากับอะไร ผมเห็นน้อง ๆ ใกล้ ๆ ตัว หมกมุ่นกับยอดคนตามหรือ Followers อยากเป็นยูทูปเบอร์ อยากเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ อยากเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งแน่นอนว่า โลกออนไลน์นั้นมันเป็นพื้นที่มหัศจรรย์ที่นำเสนอเรื่องราว สื่อสารกับผู้คนบนโลกออนไลน์ รวมถึงสร้างอาชีพได้ในหลาย ๆ มิติ

แต่ถ้าหากอินฟลูเอนเซอร์คือคนที่ชี้นำคนอื่นได้ โลกใบนี้กำลังถูกชี้นำไปในทิศทางไหนกันแน่ล่ะ เสียงในหัวก็ยังดังขึ้น ในขณะที่พิมพ์ต้นฉบับคอลัมน์วัตถุปลายตาในครั้งนี้

ร้านกาแฟลับ 15 ร้านน่าไปในย่านเมืองเก่า, สุดยอดบาร์ลับถ่ายรูปสวย 5 อันดับกลางใจเมือง, 12 ไอเท็มเด็ดสำหรับฤดูร้อนนี้ หรืออีกกี่เศรษฐีอายุน้อยกับเป้าความสำเร็จที่คนธรรมดา ๆ อย่างผม คงไม่มีวันไปถึง – นี่หรือ ?

ความสัมพันธ์ที่ผมมีต่อโลกออนไลน์ หากต้องเรียนตามตรง ก็เป็น Love-Hate Relationship มาตลอด ผมต้องการที่จะล่องหนได้ แต่ทำอย่างไรเล่า ในเมื่อธุรกิจทุกอย่างมันขับเคลื่อนจากการสาดแสงสปอตไลต์เข้าไปใส่ และผมเองก็เป็นหนึ่งในกลไกนั้นเช่นกัน

เป็นไปได้หรือไม่ว่า โอกาสที่ผมแบ่งปันเรื่องราวต่าง ๆ กับผู้อ่าน The Cloud ผ่านคอลัมน์เล็ก ๆ นี้ มันก็น่าจะชี้นำ สาดแสงส่องสว่างให้อะไรบางอย่างที่แตกต่างและเปี่ยมแรงบันดาลใจ ให้กับโลกใบนี้ได้มากกว่าที่มันเคยมีมา

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด

ผมตัดสินใจว่า ครั้งนี้ผมจะบอกเล่าเรื่องราวของวัตถุหรือชุดความคิดที่ถูกมองข้ามเป็นครั้งสุดท้าย ใช่ครับ นี่คือคอลัมน์สุดท้ายของวัตถุปลายตา 

และผมขอยกเรื่องราวสุดท้ายนี้ ให้กับสุดยอดแรงบันดาลใจตลอดกาลของผมอย่าง คุณป้าวิเวียน เวสต์วูด (Vivienne Westwood) กับพื้นที่เล็ก ๆ ของนางในยุคต้นกำเนิดพังค์ ที่เป็นมากกว่า ร้านขายเสื้อผ้า 

บทความนี้จริง ๆ ไม่เกี่ยวกับแฟชั่นสักเท่าไหร่หรอกครับ

แต่มันคือจุดบรรจบกัน ของจุดเปลี่ยน จุดจบ และจุดเริ่มต้น ที่ผม คุณ และเราทุกคนบนโลกใบนี้ อาจจะเผชิญมันอยู่ตอนนี้ก็เป็นได้

ความไม่ปรองดอง

“เหตุผลเดียวที่ฉันเลือกอยู่ในวงการแฟชั่น ก็เพราะอยากจะทำลายความปรองดองของโลกใบนี้ต่างหาก” 

วิเวียน เวสต์วูด ตำนานพังค์ไอคอนกล่าวไว้

เมื่อวันก่อน ผมนั่งดูรายการหนึ่งในยูทูป ที่จับผู้ทรงคุณวุฒิในวงการแฟชั่นมาถกเถียงกันเรื่อง ‘Fast Fashion’ และผลกระทบของมัน รายการเต็มไปด้วยสีสันที่โกลาหลของแขกรับเชิญที่คิดเห็นไม่เหมือนกัน การพูดคุยกันจึงออกรสออกชาติ เผ็ด ดุเดือด แบบที่ไม่เคยเห็นในรายการทีวีไทยมาก่อน (ก็ดีเหมือนกันนะ ผมคิดในใจ – ประเทศเราควรจะชินกับการถกเถียงแบบเปิดหน้า ไม่ต้องอ้อมค้อม แล้วจบเวทีเสวนาก็ไปกินข้าวด้วยกันต่อได้แล้ว)

แขกรับเชิญท่านหนึ่งถามผู้ทรงคุณวุฒิว่า “แล้วไม่ทราบว่า คุณ (จุดจุดจุด) เคยตั้งคำถามอะไรกับวงการที่ตัวเองอยู่บ้างรึเปล่าคะ”

ผู้ทรงคุณวุฒิตอบอย่างไม่โกหก จริงใจว่า “เอาจริง ๆ นะ ไม่เคยเลยค่ะ”

ผมเลือกที่จะเดินไปปิดทีวีทันที

ย้อนกลับไปเดือนตุลาคม ค.ศ. 1986 วิเวียน เวสต์วูด เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร The Face ไว้ว่า “ฉันจะใช้พื้นที่หน้าร้านของฉันเป็นพื้นที่ทดลองว่า ตลาดต้องการอะไรกันแน่ มันคล้าย ๆ กับการทำ Market Research นั้นแหล่ะ” ซึ่งหน้าร้านนั้น ป้าวิเวียนเองก็เปิดร่วมกันกับคู่ชีวิตในตอนนั้นอย่าง มัลคอล์ม แมคลาเรน (Malcolm McLaren) แห่งวง Sex Pistols ในย่านเชลซีใน ค.ศ. 1971

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
พ่อและแม่ของผู้เขียน Malcolm และ Viviene

แต่มันเป็นมากกว่าพื้นที่ทดลองขายของ เพราะมันคือที่ที่ทำให้คนตั้งคำถามกับแฟชั่น โลกที่เรากำลังอยู่ และยูนิฟอร์มของการเรียกร้องและประท้วงความไม่เป็นธรรมในสังคม ผ่านเลนส์ของวิเวียนเองด้วย

ตัวร้านเองมีวิวัฒนาการของชื่อและข้าวของที่ขายมาตลอด ตั้งแต่ ค.ศ. 1971 จนถึง ค.ศ. 1976 ตั้งแต่ชื่อแรก Let it Rock, Too Fast too live – Too Young to Die, Sex, Seditionaries, จนมาถึงชื่อสุดท้ายที่ยังคงมีอยู่ในถึงยุคปัจจุบัน คือ Worlds End 

กลางยุค 70 ลูกค้าชาวพังค์ของวิเวียนจะต้องถูกประกบด้วยตำรวจ ระหว่างการเดินทางจากสถานี Sloane Square จนไปถึงร้าน Worlds End ซึ่งปัจจุบันนี้รายล้อมไปด้วยร้านรวงไฮโซ ทั้งแฟชั่น เสื้อผ้า และร้านอาหาร ทั้ง ๆ ที่ตั้งอยู่ชายขอบของบ้านการเคหะทื่อ ๆ ทรง Brutalist ในปลายถนน King’s Road ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ร้านค้าและพื้นที่ที่ถูกบอกเล่าผ่านสายตาของมารดาของพังค์ทั้งมวลอย่างวิเวียนนั้น ย่อมพิสดารต่างจากตรรกะคนทั่วไปเสมอ

จงเขย่า – Let it Rock

อดีตอาจารย์โรงเรียนประถมอย่างวิเวียน กับแฟนหนุ่มที่เรียนไม่จบ ที่คลั่งไคล้ในยีนส์มือสองและเอี๊ยมเดนิมของคนงาน เช่าพื้นที่เล็ก ๆ หลังร้านชานเมือง ต่อจากร้านที่เคยขายของยอดฮิตในยุคโพสต์ฮิปปี้ อย่างเสื้อมิกกี้เม้าส์ เดรสลายปักรูปไอศกรีมต่าง ๆ แล้วตั้งชื่อมันว่า Let it Rock

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
Rockabilly Style

ความหมกมุ่นของวัฒนธรรมเพลงร็อกอเมริกันยุค 50 ของทั้งสองคน เริ่มสำแดงเดชด้วยการถมสินค้าที่เป็นเสื้อยืดจากวงร็อกต่าง ๆ เข้าไปในร้าน หลังจากที่เริ่มขายได้ดี จึงเซ้งพื้นที่ทั้งหมดต่อจากผู้เช่ารายแรก และสเปรย์ตัวอักษรสีชมพู ทับลงไปบนกันสาดสังกะสีสีดำว่า “Let it Rock” 

ไม่พอแค่นั้น ทั้งสองยังตกแต่งภายในร้านด้วยวอลล์เปเปอร์จากยุค 50 เชย ๆ ถมหนังสือโป๊เก่าไว้ในร้าน พร้อมกับหยิบเอาวัฒนธรรมจิ๊กโก๋ หรือ Teddy Boy มาเปลี่ยนแปลง ปัดฝุ่นใหม่ให้กลายเป็นสินค้าร่วมสมัยในร้าน

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ร้านที่เชยจนเฉี่ยว

ครึ่งทางของการปั่นต้นฉบับที่สายเกินกำหนดส่งนี้ ผมตัดสินใจสั่งอาหารเดลิเวอรีมากินที่บ้าน พร้อมไวน์หนึ่งขวด 

นานแค่ไหนแล้วที่ผมไม่ได้ออกไปเดินช้อปปิ้ง ซื้อข้าวของ เสื้อผ้า ในห้างสรรพสินค้า แต่เมื่อมองออกไปนอกคอนโดฯ แล้วเห็นปริมาณรถยนต์ที่ติดอยู่กลางถนนสุขุมวิท ผมก็เชื่อว่าโลกกำลังค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติแล้ว – กรุงเทพฯ กับชีวิตดี ๆ กลับมาลงตัวอีกครั้ง

แต่มันปกติแค่ไหนต่างหากที่ผมสงสัย

ไวเกินไปที่จะอยู่ ใสเกินไปที่จะตาย – Too Fast to Live Too Young to Die

หลังจากที่ร้าน Let it Rock ค่อย ๆ เสื่อมมนต์ขลัง ท่ามกลางความนิยมที่จางหายของดนตรีร็อกยุค 50 ใน ค.ศ. 1972 วิเวียนและมัลคอล์มก็เปลี่ยนชื่อร้านเป็น ‘Too Fast too Live, Too Young to Die.’ คาถาคลาสสิกที่มักจะถูกเขียนปักไว้ด้านหลังของแจ๊กเก็ตหนังของสิงห์มอเตอร์ไซค์ หลายครั้งก็เพื่อเป็นเกียรติแก่การจากไปของ เจมส์ ดีน – ร้านที่ครั้งหนึ่งเคยเปิ่น ๆ ก็ถูกประดับประดาด้วยหัวกระโหลก ตู้เพลง โปสเตอร์หนังเก่าที่หม่นขึ้นหนึ่งสเต็ป

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ยุคของสิงห์นักบิด

Too Fast too Live, Too Young to Die. ช่างเป็นประโยคที่น่าสนใจสำหรับผม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำว่า Fast หรือ เร็ว

เร็ว ช้า – Fast Slow จริง ๆ แล้วน่าจะเป็นคุณสมบัติที่วัดยากหากไม่มีเกณฑ์เทียบ ก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกันกับความสวยงาม ความร่ำรวย ความพอเพียง ที่ทุกอย่างล้วนวัดได้ผ่านตราชั่งส่วนตัวเท่านั้น ผมจึงไม่เคยเชื่อในมายาคติอันสวยงามของ Slow Life เลยแม้แต่น้อย

แต่ถึงกระนั้น ผมเองก็อดตั้งคำถามกับความไวและสปีดของโลกปัจจุบันที่เราทุกคนอยู่ร่วมกันไม่ได้

ถ้าวันพรุ่งนี้เราสามารถปั้นดาว TikTok ได้ข้ามคืน จากการเต้น การเล่นตลก จากความเซ็กซี่ หน้าตาดี รีวิวเก่ง แล้วการเดินทางไปโลกใบใหม่ด้วยสปีดนี้ จะพาเราไปถึงจุดไหน บางทีผมอาจจะกำลังจะกลายสภาพเป็นคนแก่ ที่กำลังขมขื่นกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ คนแก่ที่ผมต่อต้านมาตลอดในวัยรุ่นก็เป็นได้

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ยุคของสิงห์นักบิดที่ Too Fast to Live Too Young to Die

ย้อนกลับมาที่ร้านร็อกหม่น ๆ ของวิเวียน ผู้ซึ่งตั้งคำถามเรื่องระบบทุนนิยมและบริโภคนิยม เช่นเดียวกับแฟนของเธอที่มีมุมมองทางการเมืองที่ชัดเจน ป้าวิเวียนจึงเริ่มดัดแปลงเสื้อยืดดำ แขนกุด สะกดเป็นคำร้าย ๆ แสลงปาก อย่างคำว่า PERV (วิตถาร) หรือ SCUM (ขยะ) โดยใช้เข็มหมุด กระดูกไก่ที่เอามาฟอก และกากเพชร เป็นเครื่องมือในการสะกดคำแทน

ผมชื่นชม ไม่ใช่แค่ความกล้า บ้าบิ่น ในความคิดสร้างสรรค์ของทั้งคู่ แต่ในการที่เขาทั้งสองใช้พื้นที่เล็ก ๆ ที่อยู่ในซอกหลืบของอุตสาหกรรม ให้กลายเป็นป้ายประท้วงที่ชวนให้คนเดินเข้าไปหา ตั้งคำถามกับพฤติกรรม สังคม ระบบ ไปจนถึงโลกที่ตัวเองอยู่ – แฟชั่น เป็นแค่ของฝากติดไม้ติดมือกลับมาจากพื้นที่นั้น แค่นั้น

หากคนเราไม่ตั้งคำถาม ตั้งสมมติฐานเลย ก็จะไม่มีวันมองเห็นปัญหา – คาบวิทยาศาสตร์สอนผมไว้

เซ็กส์

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
หน้าร้านที่ปังโป้งที่สุดในยุคนั้น

ใน ค.ศ. 1974 ตัวอักษรขนาดยักษ์ที่ห่อหุ้มด้วยยางลาเท็กซ์สีชมพูเนื้อ S.E.X ก็ถูกยกขึ้นไปติดตั้งแขวนไว้หน้าร้าน แทน Too Fast to Live, Too Young to Die และมันถือเป็นการกลับชาติมาเกิดของร้านที่สุดโต่งที่สุดในยุคนั้นเคยพบเจอมา

ผนังของร้านถูกหุ้มไปด้วยวัสดุบุนวม เหมือนด้านในของผนังมดลูก ซึ่งนำมาจากบริษัทผลิตหนังชั้นดี กันสาดก็เต็มไปด้วยรูปวาดกราฟฟิตี้ทรงจู๋ ทรงจิ๋ม และโซ่แส้ กุญแจมือ เต็มไปหมด ในขณะที่พนักงานขายทุกคนนั้นแต่งตัวสุดโต่ง เซ็กซี่ พังค์ ถึงขึ้นโดนตำรวจจับ เพราะว่าใส่เสื้อยืดรูปเกย์คาวบอยสองคนโชว์เจ้าโลกในพื้นที่สาธารณะกันเลยทีเดียว

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
Sex? Why not?

SEX กลายเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ทดลองกับสิ่งที่คนไม่กล้าพูดถึงหรือห้ามพูดถึง ซึ่งประชากรที่รักในร้านแห่งนี้นั้น รวมไปถึงคนนอกวงการแฟชั่นด้วย เช่น นักธุรกิจชายที่เดินมาลองสูทลาเท็กซ์ แบบ BDSM ทั้งตัวแต่เปิดหัวนม และวิเวียนกับมัลคอล์มก็แสดงให้เห็นอีกครั้ง ว่าพื้นที่เดิมนั้น สามารถปรับตัว วิวัฒน์ ปั่นป่วน และเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของคนได้ แม้จะเป็นเพียงกลุ่มเล็ก ๆ มันก็มากพอแล้ว

แฟชั่นเป็นเพียงแค่เครื่องมือ และของฝากติดไม้ติดมือจากร้านอีกเช่นเคย

“แฟชั่นคือหนึ่งในกลไกของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แฟชั่นไม่เคยบังคับให้ใครซื้อ” – ผู้ทรงคุณวุฒิและทรงอิทธิพลในวงการแฟชั่นท่านนั้นกล่าวไว้ในรายการ และผมก็บังเอิญที่จะเห็นด้วยกับแก

ในทางกลับกัน หากแฟชั่นใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง ๆ แล้วกลไกอะไรล่ะที่ขับเคลื่อนแฟชั่น ผมแอบอดตั้งคำถามไม่ได้อยู่ดี

เร้าระดม – Seditionaries

ยุคที่หน้าร้านปิดที่สุด กลับเป็นที่นิยมที่สุด

วิเวียนและมัลคอล์มใช้คอนเซ็ปต์ใหม่มาห่อหุ้มร้านในพื้นที่เดิมถี่ ราวกับทิชชูใช้แล้วทิ้ง หยิบของเข้าออกตลอดเวลา และ Seditionaries (ที่แปลว่า แห่งการปลุกระดม) นั้น ก็คืออีกพื้นที่หนึ่งที่ถูกนำเข้ามาห่อใหม่ หลังจาก SEX

สถาปนิกจบใหม่จาก RCA อย่าง David Cornor เข้ามาปรับปรุงร้านด้วยการใส่กระจกขุ่นสีขาวเกือบทึบไว้หน้าร้าน ในขณะที่ผนังภายในร้านห่อไว้ด้วยภาพจากการถล่มขีปณาวุธทางอากาศที่เมือง Dresden ซึ่งบางภาพก็กลับหัวกลับหาง ในขณะที่ฝ้าเพดานร้านก็ใส่รูโหว่กับเลี้ยงหนูเป็น ๆ ไว้ ร้านชื่อยากอย่าง Seditioneries จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านระบบบริโภคนิยมแห่ง West End ไปในที่สุด

ผนังที่เป็นรูปการทิ้งระเบิดทางอากาศ

ซึ่งไอ้เจ้ากระจกหน้าร้านที่เกือบมองข้างในไม่เห็นนี้ กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ดึงดูดคนได้อย่างน่าประหลาด ทั้งดีเจ คนดัง และไอคอนในยุคนั้น ต่างแห่แหนไปซื้อเสื้อยืดลายสกรีนชวนหัว วิตถาร โจ๋งครึ่มมากมาย เช่น มิ้กกี้เม้าส์กับมินนี่เม้าส์ยิ้มกัน จนไปถึงเสื้อยืด God Saves the Queen อันโด่งดังของวง Sex Pistols ที่มัลคอล์มเป็นสมาชิกอยู่

“ถ้าหากฉันได้เป็นนายกฯ อังกฤษน่ะนะ สิ่งหนึ่งที่ฉันจะให้ความสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็คือ งานฝีมือและการผลิตของคนอังกฤษแท้ ๆ ” วิเวียนเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในยุค Seditioneries พร้อมกับยืนยันว่า เสื้อผ้าของเธอยังใช้ฐานการผลิตในอังกฤษล้วนในยุคนั้น

ป้าวิเวียนในยุคนั้น

ใช่แล้ว วิเวียนก็เชื่อว่าแฟชั่นนั้นใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เช่นกัน แต่สิ่งที่ขับเคลื่อนวิเวียนอีกที ดูเหมือนจะเป็นปัญหาของระบบ ที่เกิดจากการตั้งคำถามย้อนกลับไปถึงที่มาของการผลิตและสังคม รวมถึงโลกที่เธออยู่และโลกที่เธอฝันอยากจะเห็นด้วย

โลกทั้งมวลล้วนจบสิ้นแล้ว – Worlds End

กระผม ผู้เขียนเอง ทำงานหลายอย่าง ตั้งแต่เป็นที่ปรึกษาให้กับโรงงานทอผ้า เอเจนซี่ออกแบบ จนไปถึงร้านอาหาร ร้านชา คาเฟ่ต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่วันนี้ทุกธุรกิจหนีไม่พ้น ก็คือการสร้างภาพมายาให้ขึ้นกล้อง หรือที่เราเรียกว่า Instagrammable ในวันที่คนโพสต์รูปกับแก้วชากาแฟและผนังร้านได้ – แต่ผมเองพยายามมองหารูปแบบการสร้างพื้นที่ที่คนจะสามารถเชื่อมโยง เชื่อมต่อกัน ในระดับความเชื่อ อุดมคติ มากกว่าการแวะเข้าไปเช็กอิน รีวิว แล้วก็เดินจากไปมาตลอด 

ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งว่า ทำไมคอลัมน์นี้ถึงพูดถึงร้านร้านหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงตัวเองในพื้นที่เดิมมาตลอดหลายสิบปี

นาฬิกาที่หมุนย้อนหลัง และมี 13 ตัวเลข

ใน ค.ศ.1979 ร้านที่เปลี่ยนชื่อบ่อยที่สุดก็เดินทางมาถึงชื่อปัจจุบัน ที่ถูกตั้งว่า Worlds End ที่เป็นชื่อของย่านหนึ่งในเชลซีที่ร้านตั้งอยู่ และโจทย์ของการออกแบบครั้งนี้ คือการต่อต้านเวลาและพื้นที่ เป็นโจทย์ที่ท้าทายมากสำหรับร้านพื้นที่กระจิ๋วหลิวในย่านชานเมือง 

ผลลัพธ์คือ พื้นและหลังคาที่เอียงกระเท่เร่ เอียงจริง ๆ ขนาดที่ทำให้พนักงานแคชเชียร์ต้องปวดหลังจากการเดินทรงตัวบนพื้นเอียง ๆ ตลอดเวลา และนาฬิกาที่มี 13 ชั่วโมง ที่เลขเรียงแบบสลับซ้ายขวา หมุนย้อนหลัง ขนาดยักษ์ ตั้งแปะทนโท่อยู่หน้าร้าน ราวกับจะบอกแขกที่แวะเวียนไปว่า ไม่ต้องสนใจนะ ว่านี่มันปีไหน ซีซั่นไหน เทรนด์อะไร ของชิ้นใหม่หรือชิ้นเก่า เพราะนี่คือพื้นที่ที่อยู่เหนือกาลเวลาอยู่แล้ว

วิเวียนแยกทางกับมัลคอล์มในปีเกิดของผม ค.ศ. 1984 และปัจจุบันร้าน Worlds End ก็ยังคงมีอยู่ภายใต้ชื่อเดิม เพียงแต่จะวางขายเฉพาะชิ้นพิเศษจาก Gold Label หรือชิ้น Remake จากคอลเลกชันคลาสสิกสมัยก่อนของวิเวียน รวมไปถึงการหยิบเอาเสื้อผ้าเก่าจากคอลเลกชันอื่น ๆ มาทำใหม่ เพื่อลดปริมาณขยะ และมันก็สอดคล้องไปกับทิศทางความเชื่อของวิเวียนเอง เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม แรงงานในระบบอุตสาหกรรม แฟชั่นที่ต้องโปร่งใสและเป็นธรรม – ในหลาย ๆ แคมเปญและคอลเลกชันช่วงหลังในแบรนด์ภายใต้ชื่อเธอ

ปัจจุบันเป็นร้านขายของเก่าแบบ Remake และชิ้นสำคัญ ๆ ของคุณป้า

“ซื้อให้น้อยลง ถ้าต้องซื้อ ก็เลือกอย่างฉลาด ใช้ของให้ดี นั่นคือสิ่งที่เป็นมิตรกับโลกที่สุด ยั่งยืนที่สุด ที่คุณจะทำให้สังคมได้แล้ว” วิเวียน เคยกล่าวไว้ 

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
แม่ก็คือแม่ ขอบคุณสำหรับทุกแรงบันดาลใจ

จุดบรรจบของจุดเปลี่ยน จุดจบ และจุดเริ่มต้น

นี่คือบทความสุดท้าย ภายใต้คอลัมน์วัตถุปลายตา

และหากท่านผู้อ่านอ่านมาถึงย่อหน้านี้ ก็คงจะพอเข้าใจแล้วว่านี่ไม่ใช่ตอนของประวัติศาสตร์แฟชั่นพังค์เพียงอย่างเดียว แต่มันคือบทบันทึกว่า พื้นที่เดิมวิวัฒนาการไปได้เรื่อย ๆ ตามยุคสมัย ตามความเชื่อ และแรงขับเคลื่อนที่เปลี่ยนไป – คนเองก็น่าจะไม่ต่างกัน

โควิดทำให้ผมออกเดินทางไปต่างจังหวัดมากขึ้น เพียงแค่แบกคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง ผมก็ยกออฟฟิศไปทำงานที่ไหนก็ได้ในประเทศไทยได้ตลอด และสิ่งหนึ่งที่ผมค้นพบคือผู้คน คนตัวเล็ก ๆ เสียงแผ่ว ๆ ที่วันนี้อาจจะไม่มีแสงสว่างสาดส่องไปถึง และอาจจะไม่มีวันมีพื้นที่ใน The Cloud นั้น ซ่อนตัวอยู่เต็มประเทศไปหมด

สิ่งที่พวกเขากำลังทำอาจจะไม่ได้ยิ่งใหญ่ เหมือนกับทายาทธุรกิจรุ่นสอง ไม่ได้อยู่ในกระแสสนใจของสังคม ไม่ได้เปลี่ยนโลก ไม่ไวรัล ไม่สามารถเรียกยอดไลก์ ยอดแชร์ ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกลไก Advertorial ใด ๆ แต่มันส่งต่อแรงบันดาลใจได้แน่นอน

หากพื้นที่บน The Cloud รวมถึงสื่อออนไลน์บนโลกอินเทอร์เน็ตอื่น ๆ ยังไม่มีพื้นที่ทดลองแบบ Let it Rock, Too Fast to Live, Too Young to Die, SEX, Seditionaries และ Worlds End ผมขอเปลี่ยนพื้นที่เล็ก ๆ นี้ ด้วยการเปลี่ยนโฉม เปลี่ยนทิศทาง เปลี่ยนการชี้นำ สาดแสงให้ จากคอลัมน์ ‘ วัตถุปลายตา’ ไปเป็นสิ่งอื่น กับรูปแบบงานเขียนเชิงทดลองที่คงเปรียบได้กับการเอาหนูไปใส่ไว้บนฝ้าเพดานที่มีรู กับแรงขับเคลื่อนที่เกิดจากการตั้งคำถาม เพื่อสำรวจปัญหาของวัฒนธรรมบริโภคนิยม ทุนนิยม รวมถึงอุตสาหกรรมสื่อออนไลน์เอง ผ่านการคุยกับคนตัวเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในตะเข็บของสังคมแทน

หากโลกวันนี้ผมล่องหนไม่ได้ อย่างน้อยผมขอพกสปอตไลต์ ไปฉายในที่ที่จะมีประโยชน์ ปั่นป่วน เปลี่ยนแปลง ปลุกระดม และบันดาลใจได้ ก็ยังดีครับ

เมอร์รี่คริสต์มาส สุขสันต์วันปีใหม่ และพบกันใหม่เร็ว ๆ นี้ครับ

ข้อมูลอ้างอิง

www.anothermag.com/fashion-beauty/8672/clothes-for-heroes-the-story-of-westwoods-worlds-end-shop

en.wikipedia.org/wiki/Sex_(boutique)

www.kidsofdada.com/blogs/magazine/11950453-sex-shop

culturacolectiva.com/fashion/sex-punk-boutique-vivienne-westwood

selvedgeyard.com/2010/10/07/the-filth-the-fashion-vivienne-westwoods-70s-sex-rag-revolution/

art-sheep.com/sex-vivienne-westwoods-boutique-that-defined-britains-punks-nsfw/

www.vogue.com/article/vivienne-westwood-god-save-the-queen-shirt-40th-anniversary

punkflyer.com/seditionariesshop.html

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load