“จงอย่าเขียนในสิ่งที่รู้ จงเขียนในสิ่งที่รัก นั่นจะทำให้คุณยังเขียนต่อไปได้เรื่อยๆ” คริส ฮัมฟรีย์ กล่าวไว้

เป็นครั้งที่ 7 แล้ว ในคอลัมน์วัตถุปลายตาที่ผู้เขียน (ซึ่งไม่ได้เป็นนักเขียนอาชีพ) ต้องตื่นขึ้นมาปั่นต้นฉบับ เพื่อส่ง The Cloud ด้วยการร้อยเรียงเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในวัตถุซึ่งหลายๆ คนเมินค่า เพิกเฉย หลงลืม – และแน่นอน ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยในการเอาชนะ Writers’ Block หรือก้าวข้ามอุปสรรคความตันในเขียนเรื่องแต่ละครั้ง

ยกเว้นก็แต่ครั้งนี้ เพราะผู้เขียนกำลังเขียนในสิ่งที่ตัวเองรักอยู่ นั่นคือหนังโป๊ หรือ พอร์น (Porn) ซึ่งเป็นเพื่อนยามยากในการปั่นต้นฉบับยามวิกาลมานานแสนนาน

ก่อนที่ท่านจะเบ้ปาก ร้องยี้ และกดรีพอร์ต บทความนี้ไม่ได้ชวนท่านสมัครเว็บโป๊หรือสอนเปลี่ยนค่า DNS แต่อย่างใด แต่เรากำลังจะเข้าไปสำรวจประวัติศาสตร์ของความโป๊และเส้นแบ่งของความเป็นอนาจารกับศิลปะ ที่จะชวนให้ท่านหันไปมองกองซีดีเก่าๆ ที่ซุกไว้ในลังใต้เตียง ม้วนวิดีโอที่แอบขโมยผู้ปกครองดู หรือแม้อาจจะกระทั่งทำให้ท่านได้ไอเดียในการทำคอนเทนต์ช่อง Onlyfans ของตัวเองใหม่เลยก็เป็นได้

ใช่ วัตถุปลายตาครั้งนี้ คือวัตถุที่อยู่ปลายเตียงของท่านมาช้านาน

นั่นคือ ‘หนังโป๊’ นี่เอง

เซ็กซ์ทุกครั้งอาจจะไม่ใช่หนังโป๊ แต่หนังโป๊ทุกเรื่องคือเซ็กซ์

Not all sex is porn, but all porn is sex…

ไม่ว่าคุณจะมีเส้นแบ่งความอนาจารออกจากศิลปะหรือศีลธรรมจรรยาหนา บาง ลึก ตื้น แค่ไหน ปฏิเสธไม่ได้ว่า Porn หรือหนังโป๊ที่ผู้ใหญ่บ้านเราเรียกอย่างเป็นทางการว่า ‘สื่อลามกอนาจาร’ นั้นอยู่คู่ชีวิตมนุษย์มานานแสนนาน

นานแค่ไหนต่างหาก ที่เป็นเนื้อความสำคัญของเรื่องราวครั้งนี้

สื่อที่มนุษย์ใช้แสดงออกเรื่องทางเพศมีหลากหลายในหน้าประวัติศาสตร์ ทั้งรูปถ่าย วิดีโอ ภาพวาด งานศิลปะ ประติมากรรม วรรณกรรม ต่างๆ นานา แต่วัตถุประสงค์ของหนังโป๊นั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย ตั้งแต่วินาทีแรกที่มันถือกำเนิดมา

หนังโป๊สร้างขึ้นเพื่อ ปลุกเร้า อารมณ์ของมนุษย์ที่ฝังอยู่ในจิตใจ และสอดคล้องกับสัญชาตญาณพื้นฐานที่ต้องการการสืบพันธุ์ และเชื่อมโยงกันระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ย่อให้สั้น เรียกว่า ‘ความฟิน’

หนังโป๊ในเชิงประวัติศาสตร์จึงเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนให้เห็น Psyche หรือจิตของมนุษย์ ซึ่งเป็นสัตว์สังคมมาโดยตลอดเช่นเดียวกัน

Porn ในยุคหิน

ก่อนที่เราจะท่องโลกแห่งหนังโป๊ได้ง่ายดายเพียงปลายนิ้วมือสัมผัสอย่างทุกวันนี้ คนสมัยก่อนชอลิ้วเฮียงกับอะไร

ย้อนไปเกือบ 30,000 ปีก่อน หินก้อนหนึ่งถือเป็น Porn ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีขนาดแค่ 4.4 นิ้ว และคุณค่าของมันก็อาจจะเปรียบได้กับซีดีหนังโป๊ที่เพื่อนแจกจ่ายส่งต่อให้กันหลังเลิกเรียนในยุค 90

ประวัติหนังโป๊, หนังโป๊เรื่องแรกของโลก, ก้อนหิน ผนังถ้ำ หม้อ บิดาแห่งหนังโป๊ของเมื่อหมื่นพันปีก่อนโลกจะรู้จัก Pornhub
The Venus of Willendorf

The Venus of Willendorf หรือรูปสลักหินรูปร่างคล้ายสตรีที่มีเนื้อหนังมังสา ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลองช่วงเทศกาลสืบพันธ์ุ (Sex Festival) ใช่ คุณเข้าใจไม่ผิด เทศกาลสืบพันธุ์ของคนยุคก่อนประวัติศาสตร์ ก็คือ Orgy หรือเซ็กซ์หมู่ ที่พวกเขาใช้เจ้ารูปสลักหินชิ้นนี้เป็นเครื่องมือหรือสัญญะในการร่วมเพศ – ใช้อย่างไร ผู้เขียนก็ไม่อาจจินตนาการได้แน่ชัด รู้แต่เพียงว่ามนุษย์ยุคนั้นจะทุบไอ้หินอวบๆ ก้อนนี้ระหว่างที่กำลังซั่มกันเป็นหมู่คณะ!??

และ The Venus of Willendorf นี้เอง จึงถือเป็น ‘เครื่องมือ’ หรือ ‘สื่อ’ ในการปลุกเร้าอารมณ์ชิ้นแรกของประวัติศาสตร์มนุษย์อย่างเป็นทางการ

ผนัง-โป๊

ย้อนไป 3,000 ปีก่อน นักประวัติศาสตร์จีนค้นพบรูปแกะสลักบนฝาผนังถ้ำที่มณฑลซินเจียง ประเทศจีน ที่ถ่ายทอดพิธีการของการซั่มอย่างเป็นหมู่คณะไว้โจ๋งครึ่มที่สุด เท่าที่ภาพวาดฝาผนังในยุคโบราณจะทำได้ และถ้าหากผนังมันพูดได้ มันก็คงจะบอกว่า “ฉันนี่แหล่ะ ต้นกำเนิด Porn ที่แท้ทรูจ้า”

ประวัติหนังโป๊, หนังโป๊เรื่องแรกของโลก, ก้อนหิน ผนังถ้ำ หม้อ บิดาแห่งหนังโป๊ของเมื่อหมื่นพันปีก่อนโลกจะรู้จัก Pornhub
Kangjiashimenji Petroglyphs

ภาพวาดบนฝาหนังประกอบด้วยรูปร่างรูปทรงคล้ายมนุษย์ที่กางแขนกางขา ยื่นขึ้นฟ้า ลงดิน พร้อมกับอวัยวะที่แข็งทื่อในบางรูปทรง บ้างก็เล็ก บ้างก็ใหญ่ บางอวัยวะก็ฟันดาบกันไปกันมา ซึ่งนักประวัติศาสตร์เองก็เชื่อว่า นั่นคือหลักฐานการมีอยู่ของไบเซ็กชวล (Bisexual) ในยุคดึกดำบรรพ์เช่นกัน

หากดูดีๆ เราก็จะสังเกตเห็นหน้ากากชนเผ่าในบางรูป ราวกับว่ามนุษย์ในยุคนั้นจะเดาได้ว่าเทรนด์ใส่หน้ากากซั่ม จะมาเป็นที่นิยมในทวิตเตอร์อีกหลายพันปีต่อมา

แน่นอนว่า ผนังนี้คือหนังโป๊ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่โจ๋งครึ่มและชัดแจ้งที่สุดเท่าที่โลกจะเคยค้นพบเจอ

ทวาร = ยาคุมยุคบาบิลอน

ไม่ต้องเป็นแฟนพันธุ์แท้ประวัติศาสตร์กรีก คุณก็อาจจะเคยได้ยินมาบ้างว่าชาวกรีกโบราณนั้นมีความซุกซน เปิดกว้างกับเรื่องทางเพศมากน้อยแค่ไหน

แค่ไหน – นี่คือหลักฐานที่พิสูจน์ได้ในเชิงมานุษยวิทยาของชาวบาบิโลเนียน

เซ็กซ์หมู่ในที่สาธารณะ ซั่มบนดาดฟ้า ฉี่ใส่กัน หรือแม้กระทั่งการค้าประเวณี

ทั้งหมดนี้ ไม่ต้องใส่แฮชแท็กใดๆ เพราะพฤติกรรมเหล่านี้ของชาวบาลิโลเนียนในยุคนั้นถือว่า ‘ยอมรับได้’ และ ความเปิดกว้างทางเพศนั้นไม่จำเป็นต้องมียางอายใดๆ

ประวัติหนังโป๊, หนังโป๊เรื่องแรกของโลก, ก้อนหิน ผนังถ้ำ หม้อ บิดาแห่งหนังโป๊ของเมื่อหมื่นพันปีก่อนโลกจะรู้จัก Pornhub
กรีกด็อกกี้สไตล์

หนังโป๊ในยุคบาบิลอนที่หลงเหลือมาจนถึงยุคปัจจุบันนี้ถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ที่อิสราเอล ได้แก่ เศษหินแกะสลักที่เป็นรูปผู้ชายกำลังจิกผมผู้หญิงที่โก้งโค้งอยู่ด้านหน้า ซึ่งนักประวัติศาสตร์เชื่อว่า นั่นคือการเสพสมทางทวารของชาวกรีกโบราณ ซึ่งในสมัยนั้นถือเป็นการคุมกำเนิดระหว่างชายและหญิงไปโดยปริยาย

ประวัติหนังโป๊, หนังโป๊เรื่องแรกของโลก, ก้อนหิน ผนังถ้ำ หม้อ บิดาแห่งหนังโป๊ของเมื่อหมื่นพันปีก่อนโลกจะรู้จัก Pornhub
หม้อสุดเซ็กซี่ในสมัยกรีก

ชาวบาบิโลเนียนนั้นมองเซ็กส์เป็นกิจกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้พวกเขาได้ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้น ถึงขึ้นมี ‘นางโลม’ ในพิธีทางศาสนา มีหน้าที่ถวายตัวให้กับทวยเทพในเทศกาลไฟของบาบิลอนเลยทีเดียว

ถ้าทั้งหมดนี้ฟังดูเหมือนพล็อตหนังโป๊เชยๆ เรื่องหนึ่ง อาจเป็นไปได้ว่ามันน่าจะถูกทำมาเป็นพล็อตหนังโป๊แล้วจริงๆ – หากถามว่าผู้เขียนทราบได้อย่างไร ผู้เขียนทราบจากการ ‘รีเสิร์ช’ เพื่อคอลัมน์นี้ล้วนๆ ขอสาบานต่อหน้าทวยเทพกรีกทั้งมวล

เซ็กซี่ นอตี้ บิทชี่ กรีก

ถ้าหากคุณเป็นช่างปั้นดินเผาในยุคกรีกโบราณที่การค้าขายหลักได้แก่การค้าน้ำมันมะกอก ที่ต้องบรรจุใส่หม้อชามรามไหต่างๆ นานาแล้วละก็ โอกาสที่คุณจะวาดลวดลายเกี่ยวกับเซ็กส์ลงไปในเครื่องปั้นดินเผาเหล่านั้นมีสูงมาก สูงมากๆ สูงมากๆๆๆ ทีเดียว

ชาวกรีกโบราณโด่งดังเรื่องเซ็กส์พอๆ กับเรื่องเครื่องปั้นดินเผา พวกเขาไม่เคยหวาดกลัวการโชว์เนื้อหนังมังสาและการแสดงออกทางเพศอย่างมีอิสระ ทั้งเซ็กส์หมู่ เซ็กส์ระหว่างเพศตรงข้าม เพศเดียวกัน จนไปถึงท่าทางพิสดารในการร่วมเพศต่างๆ ที่ทุกวันนี้ก็ยังถือว่า ‘เทพ’ แบบที่คงไม่สามารถหาดูได้ง่ายๆ ตามทวิตเตอร์หรือแอคเคอร์ใดๆ นอกจากหม้อ ไหใส่น้ำมันมะกอกกรีกในอดีตกาล

ประวัติหนังโป๊, หนังโป๊เรื่องแรกของโลก, ก้อนหิน ผนังถ้ำ หม้อ บิดาแห่งหนังโป๊ของเมื่อหมื่นพันปีก่อนโลกจะรู้จัก Pornhub
ก้นจานในสมัยกรีก

เกินเจ็ด (บรรทัด)

จากวรรณกรรมที่ว่าด้วยเรื่องเซ็กส์แบบซาดิสต์ อย่าง 120 Days of Sodom โดยมาร์กี เดอ ซาด (Marquis de Sade) ในยุคกลาง ที่ถ้าจะให้เปรียบก็เหมือนกับ Fifty Shades of Grey รุ่นดึกดำบรรพ์ ที่ว่าด้วยเซ็กส์แบบรุนแรง มีทาส และนายทาส โซ่ แส้ กุญแจมือ ทั้งหลาย จนมาถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่มีการคิดค้นภาพเคลื่อนไหว ซึ่งทำให้คนไม่ต้องชอลิ้วเฮียงกับตัวหนังสืออีกต่อไป, นิยามของหนังโป๊ที่เราคุ้ยเคยกันทุกวันนี้เริ่มต้นใน ค.ศ. 1880

เพียงแต่หนังโป๊ในยุคนั้นคนยังไม่ได้มีอะไรกัน มีเพียงแค่ผู้หญิงเปลือยเดินขึ้นลงบันได ทำกิจวัตรต่างๆ ตามปกติ แบบไร้เสื้อผ้าอาภรณ์ ซึ่งแน่นอน ก็ถือว่าโจ๋งครึ่มอื้อฉาวแล้ว

จนกระทั่ง ค.ศ. 1920 นี่เองที่ความซุกซนของมนุษย์และเทคนิคการผลิตภาพเคลื่อนไหวได้เดินทางมาถึงจุดสุดยอดแห่งการสร้างหนังโป๊ด้วยภาพเคลื่อนไหว แบบที่ไม่มีวันหวนย้อนกลับ

อุตสาหกรรมหนังโป๊ (แบบภาพเคลื่อนไหว) ดำเนินมาถึงยุค 1960 – 1970 ซึ่งถือเป็นยุคของการปลดปล่อยอิสระทางเพศ หรือ Sexual Revolution ที่ผู้คนในยุคหลังสงครามโลก ต้องการสำรวจด้านต่างๆ ของมนุษย์อย่างเปิดเผย ซึ่งนั่นก็รวมถึงเรื่องทางเพศด้วย

ผู้ชายในกองทราย

ผู้ชายในกองทราย หรือ Boys in the Sand คือหนังโป๊เกย์เรื่องแรกที่ผลิตขึ้นมาในช่วง ค.ศ. 1971 นำแสดงโดย เคซี โดโนแวน (Casey Donovan) ซึ่งถึงแม้เราจะไม่สามารถคาดเดาว่ากองทรายนี้ ไปยุ่งเกี่ยวกับผู้ชายในสถานการณ์ไหนอย่างแน่ชัด แต่ย้อนไปในยุคที่สิทธิของชาว LGBTQ+ ยังไม่เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายอย่างยุค 70 นั้น การมีตัวตนทางเพศ สื่อเคลื่อนไหว ถือเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน – ใช่ ผู้ชายในกองทรายนี่แหล่ะ

ประวัติหนังโป๊, หนังโป๊เรื่องแรกของโลก, ก้อนหิน ผนังถ้ำ หม้อ บิดาแห่งหนังโป๊ของเมื่อหมื่นพันปีก่อนโลกจะรู้จัก Pornhub
Boys in the Sand

ตั้งแต่ยุค 70 – 90 เป็นต้นมา ถือยุคทองของอุตสาหกรรม Porn ที่มีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ม้วนเทปวิดีโอ จนมาถึงแผ่นซีดี ดีวีดีต่างๆ

แต่การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้น เมื่ออินเทอร์เน็ตและโลกดิจิทัลถือกำเนิดขึ้น และแพร่หลายอย่างกระเส็นกระสายราวกับสายน้ำอย่างทุกวันนี้

พอร์น-ไม่พร แล้วแต่จะมอง

Pornography is in the eye of the beholder.”

ปัจจุบัน ทุกคนเป็นเจ้าของค่ายหนังโป๊ได้ด้วยตนเอง โดยแทบจะปราศจากตัวกลาง เช่น Marketplace อย่าง Onlyfans หรือ Pornhub หรือ Twitter ที่อนุญาตให้ผู้ใช้สื่อสารอัปโหลดเนื้อหาต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง และแน่นอน ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเต็มไปด้วยด้านมืดและด้านสว่างมากมาย

หากเรามองย้อนไปในประวัติศาสตร์ การแสดงออกเรื่องเพศนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์มาช้านาน และเส้นแบ่งระหว่างความลามก อนาจาร ความมืด ความสว่างนั้น เป็นปัจจัยที่ผกผันเปลี่ยนแปลงไปตามตัวแปรทางศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนา สังคม ข้อตกลงทางศีลธรรมต่างๆ มากมาย

คำกล่าวในลัทธิเต๋า น่าจะใช้อธิบายสมดุลของด้านมืดและด้านสว่างในอุตสาหกรรมพอร์นหรือสื่อลามกอนาจารในโลกดิจิทัลได้ดี ในแพลตฟอร์มที่สามารถให้ทั้งประโยชน์และโทษอนันต์

“Don’t Curse the Darkness, Light a candle.”

จงอย่าก่นด่าความมืด, จุดเทียนซะ

ส่วนใครจะเอาเทียนที่จุดแล้วไปทำอะไร ก็สุดแล้วแต่จินตนาการ

ภาพประกอบ : ศรัณย์ เย็นปัญญา

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

ในวันที่เฟซบุ๊กประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น ‘Meta’ และทุกคนก็ดูเหมือนจะพร้อมโอบรับ ตัวตนใหม่ในโลกเสมือนนี้กันถ้วนหน้า เพื่อนคนหนึ่งก็แคปหน้าจอของตัวเองมาอวดว่า มีคนตามในโลกโซเชียลเหยียบล้าน ในแทบจะทุกช่องทางแล้วนะ และในวันเดียวกันนี่เอง ที่ผมตัดสินใจเขียนเรื่อง ‘Alter Ego’ ในคอลัมน์วัตถุปลายตาตอนนี้

ในโลกที่ตัวเลขของ Followers เท่ากับมูลค่าและโอกาสทางธุรกิจ ผมอดคิดไม่ได้ว่า ตัวตนของคนที่เราเห็นหรือเลื่อนนิ้วผ่านบนโทรศัพท์นั้น ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาให้ใกล้เคียงกับตัวจริงของเขากี่มากน้อย

“ในอนาคต ทุกคนจะเป็นคนดัง แต่ภายในช่วงสิบห้านาทีเท่านั้น” ประโยคคลาสสิกที่ แอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol) เคยพูดไว้เลาๆ ใช้อธิบายปรากฏการณ์ ‘ไวรัล’ ของโลกเสมือนและโลกออนไลน์ที่นับวันจะมีบทบาทกับชีวิตของมนุษย์มากขึ้น แบบที่ไม่มีวันย้อนหวนกลับ

ทว่าอันที่จริงการเกิดขึ้นของ ‘ตัวตนต่าง’ หรือ Alter Ego (หรือแอคหลุมในบางกรณี) มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้นในวันที่เฟซบุ๊กเปลี่ยนเป็น Meta เพราะขนาด แอนดี้ วอร์ฮอล ก็เคยประดิษฐ์ตัวตนที่เป็นผู้หญิงของตัวเองขึ้น ภายใต้ชื่อ นาง Drella อันที่จริง โลกของการมีอีกหนึ่งตัวตนนั้น เป็นที่คุ้นเคยในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ศิลปะ และดนตรีมายาวนาน

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
Drella – Alter ego ของ Andy Warhol

วัตถุปลายตาจะพาท่านผู้อ่านไปศึกษาการสร้างอีกหนึ่งตัวตนของคนระดับตำนาน แล้วชวนหันกลับมามองโลกที่เราอยู่กันวันนี้ ว่าคุณๆ ท่านๆ ทั้งหลาย พร้อมหรือยัง กับโลก Metaverse ที่จักรวาลนับหมื่นล้านหมุนและโคจรไปพร้อมๆ กัน

ไม่ว่าคุณจะเลือกเป็น Clark Kent หรือ ซูเปอร์แมน, Beyonce หรือ Sasha Fierce, David Bowie หรือ Ziggy Stardust สิ่งหนึ่งที่คุณอาจจะไม่ทราบก็คือ ตัวตนของคุณ บางทีอาจจะมีมากกว่าหนึ่งมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกแล้วก็เป็นได้

และนี่คือบทบันทึกการเดินทางของโลกที่คุณ ไม่ใช่แค่คุณ

Alter Ego คืออะไร

ใน ค.ศ. 1730 มีการจัดตั้งการศึกษาวิจัยเรื่องตัวตนอีกตัวตนหนึ่ง หรือ Otherself ขึ้นมา โดยนาย Anton Mesmer ตั้งสมมติฐานก่อนทดลองว่า คนที่ทำตัวแปลกออกไป ในขณะที่ตื่นรู้อยู่นั้น ถือว่าโดนสะกดจิต

จนกระทั่ง ค.ศ. 1900 นั่นแหละ ที่คำว่า ‘Alter Ego’ หรือตัวตนเสมือนถูกนิยามขึ้น เพื่อระบุปัญหาและอาการเกี่ยวกับโรค Multiple Personality Disorder แต่จนภายหลังจึงเป็นที่ทราบกันว่า การมีตัวตนเสมือนนั้น ไม่ถือเป็นอาการป่วยแต่อย่างใด

ความต่างของการป่วยมีหลายบุคลิกกับการแค่มีตัวตนเสมือนนั้น อยู่ที่ว่าเจ้าตัวรู้ตัวหรือไม่ว่ามีบุคลิกอีกแบบซ่อนเร้นอยู่

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
เคสคลาสสิกแห่ง Alter Ego

ทฤษฎีที่ว่าด้วยการรู้ตัวและตั้งใจสร้างตัวตนเสมือนขึ้นมานั้น เริ่มพัฒนามาจากนักจิตวิทยาชื่อ Roberto Assagioli ซึ่งอธิบายไว้ว่า เราทุกคนมีตัวตนแฝงอยู่ในตัวเองไม่มากก็น้อย ตามระดับที่ไม่เหมือนกัน และตัวตนที่เราใช้ดำเนินชีวิตอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้น ก็คือตัวตนที่มีอำนาจต่อเรามากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ

แต่ตัวตนอื่นๆ ไม่ได้จางหายไป เพียงแต่เราจะหยิบมันขึ้นมาใช้ตามประสบการณ์ที่ถูกหล่อหลอมมา ซึ่งเป็นปัจเจก บทบาทสมมติเหล่านี้มักจะโผล่ขึ้นมาตามเหตุการณ์จำเป็นต่างๆ เช่น เราอาจจะสวมบทบาทนักสู้ นักปกป้อง ผู้ดูแล หรือเล่นบทเหยื่อได้ทั้งสิ้น แล้วแต่ว่าเราเลือกที่จะหยิบบทบาทไหนขึ้นมาใช้ในเวลานั้นๆ

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
Clark Kent คือหนุ่มเนิร์ด ที่แค่ถอดแว่นปุ๊บก็ซูเปอร์แมนปั๊บ

วิทยาศาสตร์ แห่ง Sasha Fierce

ทุกคนรู้ แฟนคลับรู้ ว่า Beyonce มีอีกหนึ่งร่างอวตารที่เธอตั้งชื่อให้เองว่า Sasha Fierce มีความมั่นใจสูงปรี๊ด เซ็กซี่ปรอทแตก และเฟียซชนิดเกินเบอร์ ซึ่งตัวร่างจริงอย่าง Beyonce เคยบอกไว้ว่า

ทุกครั้งที่ฉันได้ยินคอร์ดเจ๋งๆ ทุกครั้งที่ฉันใส่รองเท้าส้นสูงปรี๊ด ทุกครั้งที่ฉันตื่นเต้นเกินกว่าจะขึ้นไปแสดงบนเวที ซาช่า เฟียซ จะโผล่มาช่วยเธอไว้ และซาช่าเองนั้นก็พูด เดิน เหิน เต้น ต่างจากตัวจริงของเธอลิบลับ” 

Beyonce ให้สัมภาษณ์กับ Oprah Winfrey ไว้ว่า เธอจะอัญเชิญ Sasha ไว้ในกายหยาบอีกสักปีสองปี จนกว่าเธอจะรับมือกับอารมณ์ของการที่ต้องแสดงให้เฟียซคืนแล้วคืนเล่าได้เอง

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
Sasha Fierce หนึ่งใน Alter Ego ที่เป็นที่รู้จักตลอดกาลของ Beyonce

อเดลล์เองก็ยอมรับว่า เธอมีอีกร่างที่ชื่อว่า Sasha Carter เป็นส่วนผสมของ Beyonce (ในเวอร์ชัน Sasha Fierce) และ June Carter นักร้องคันทรี่ระดับตำนาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ตัวเองในการขึ้นไปแสดงบนเวทีเช่นกัน ซึ่งอเดลล์ก็ประกาศตัวเป็นแฟนของทั้งสองนักร้องระดับตำนานอย่างเปิดเผย และไม่ได้คิดว่า Sasha Carter เป็นแค่กิมมิกในอุตสาหกรรมเพลงป๊อปแต่อย่างใด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ Rachel White แห่ง Hamilton College ในนิวยอร์กกล่าวไว้ว่า การ ‘Self Distancing’ หรือการเว้นระยะห่างออกมาจากตัวตนของตัวเองนั้น ทำให้เรามองเหตุการณ์ต่างๆ ด้วยตรรกะและเหตุผลที่เป็นภาพใหญ่มากขึ้น และทำให้เราลดความกังวล เพิ่มความอดทนต่อความกดดันและอุปสรรค ร่วมถึงเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเราเองได้อย่างน่าประหลาด

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
Adele หรือ Sasha Carter

Self-distancing ศิลปะของเว้นระยะห่างจากตัวเอง

จากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมิชิแกน ผู้ร่วมเข้าการทดลองถูกขอร้องให้คิดถึงอุปสรรคในอนาคต แล้วแบ่งผู้ทดลองออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งขอให้ดำดิ่งลงไปในความคิดและอุปสรรคของตัวเอง ในขณะที่อีกกลุ่ม เขียนปัญหาและอุปสรรคแปะผนังไว้ แล้วถอยออกมามองในภาพกว้าง ผลที่ออกมาสรุปได้ว่า กลุ่มที่ถอยออกมามองปัญหาจากระยะไกล รู้สึกกังวล เครียด ตื่นเต้น น้อยกว่า และหาวิธีแก้ปัญหาได้มากกว่ากลุ่มที่จม ดำดิ่งไปกับสถานการณ์ในหัวของตัวเอง

อีกหนึ่งการทดลองที่ผมคิดว่ามีประโยชน์และน่าสนใจมากๆ ได้แก่ การถามคำถามเกี่ยวกับอาหารที่กำลังจะรับประทาน แบบแรกถามว่า “อาหารแบบไหนที่ฉันจะกินกันนะ” และ อีกหนึ่งคำถาม คือแทนคำว่า ฉัน ด้วยชื่อตัวเอง ผลปรากฏว่าคำถามแบบหลังทำให้ผู้ตอบเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์กับตัวเองมากกว่า

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
Slim Shady ก็คือ Eminem

หากข้อมูลข้างบนยังไม่เพียงพอว่าการมีทั้งปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ และ Spider Man หรือการมีทั้ง บรูซ เวนย์ และ แบทแมน มีข้อดีข้อเสียอย่างไร อีกหนึ่งการทดลอง ขอให้เด็กๆ ในวัยเรียนสร้างตัวตนของตัวเองขึ้นมา เช่น ซูเปอร์ฮีโร่หรือตัวละครโปรดอย่าง โดร่า นักสำรวจ ผลวิจัยค้นพบว่าเด็กๆ เหล่านี้ จะมีสมาธิดีขึ้น และทำงานหนักขึ้นถึง 13 เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน

Alter Ego จำเป็นต้องมีหรือไม่

บางคนก็บอกว่า การที่เราต้องสร้างอีกตัวตนขึ้นมา ทำให้เราเห็นแง่มุมต่างๆ ของอัตตา หรือตัวตนที่แท้จริงของเรามากขึ้น และอีกตัวตนหนึ่งของเราก็อาจจะกล้าทำในสิ่งที่ปกติเราไม่กล้าทำ ซึ่งหลายกรณีทำให้แง่มุมการใช้ชีวิตของเราสมบูรณ์หรือหลากหลายมากขึ้น

แล้วเราจะสร้างตัวตนใหม่ของเราได้ยังไง โดยไม่ต้องรอแว่น Metaverse

คำตอบคือการใช้ชีวิตให้หลายหลาก พบปะผู้คน ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ปกติเราในเวอร์ชันวันธรรมดาคงจะไม่คิดจะเข้าไปสัมผัส ถ้ายังฟังดูยากอยู่ นี่คือวิธีการแบบ Step by Step ในการสร้าง Sasha Fierce คนใหม่ฉบับตัวคุณขึ้นมาเอง

  1. คุณต้องการตัวตนอีกตัวตนหนึ่งไปทำไม IO หรือ แอคหลุม ซึ่งเหตุผลส่วนมากก็มักจะหนีไม่พ้น การปกป้องความเป็นส่วนตัวของตัวคุณเอง ถ้านั่นคือเหตุผลหลัก คุณจะมีสักกี่แอคหลุมก็ไม่ใช่เรื่องผิด
  2. นิยามบุคลิกใหม่ของตัวตนใหม่ของคุณ ส่วนมากแล้วมันมักจะเป็นขั้วตรงข้ามของตัวตนจริงของคุณเสมอ
  3. สร้างรูปร่างหน้าตาใหม่ สำหรับตัวตนใหม่ของคุณที่แตกต่างไปจากตัวตนปกติ
  4. ตั้งชื่อให้ตัวตนใหม่
  5. นำพาตัวตนใหม่ของคุณเข้าไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม หรือบริบทที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยตัวคุณเอง
  6. อย่าลืมออกมาจากตัวตนเสมือนบ้าง เพื่อให้เส้นแบ่งระหว่างตัวคุณจริงๆ กับตัวคุณอันดับสองแบ่งออกชัดเจนเสมอ
ประวัติศาสตร์แห่ง Alter Ego เบื้องหลังตัวตนเสมือนอีกหนึ่งหรือสอง - ของตัวคุณเอง
Ziggy Stardust = David Bowie

ตำนานแอคหลุม

ถ้าคุณกำลังคิดหวั่นใจ ว่าหากคุณสร้างตัวตนใหม่แบบเสมือนออกมาแล้ว คนทั่วไปจะคิดว่าคุณน่าจะเพี้ยนๆ ผมขอยกตัวอย่างตัวตนใหม่ในตำนานของวงการศิลปะและดนตรี ที่หวังว่าจะช่วยทำให้การให้กำเนิดคุณคนใหม่นั้น เป็นไปได้อย่างสบายใจกว่าเดิม ดังนี้

David Bowie – Ziggy Stardust / Aladdin Sane / Thin White Duke

Beyonce – Sasha Fierce

Adele – Sasha Carter

Miley Cyrus – Hannah Montana

Paul McCartney – Percy Thrillington

Prince – Camille

Eminem – Slim Shady

Nicky Minaj – Roman Zolanski

Madonna – Madame X

Andy Warhol – Drella

Marcel Duchamp – Rrose Selavy

Jean Michel Basquiat – Samo

ประวัติศาสตร์แห่ง Alter Ego เบื้องหลังตัวตนเสมือนอีกหนึ่งหรือสอง - ของตัวคุณเอง
Andy Warhol = Drella

ข้อควรระวังสำหรับการมีตัวตนเสมือน (ออนไลน์)

การสร้าง Sasha Fierce ขึ้นมาไม่ใช่เรื่องผิด แต่จริงๆ แล้ว ตัวตนที่ผุดขึ้นมาด้วยฝีมือของเรานั้น ส่วนมากจะตอบสนองความต้องการลึกๆ ของเรา เติมเต็มส่วนที่เราอยากเป็น อยากมี อยากทำได้ และเชื่อว่านี่คือด้านลับของเราที่ควรเฉลิมฉลอง

ประวัติศาสตร์แห่ง Alter Ego เบื้องหลังตัวตนเสมือนอีกหนึ่งหรือสอง - ของตัวคุณเอง
Ziggy Stardust = David Bowie ผู้ซึ่งเป็นฮีโร่ตลอดกาลของผู้เขียน

ตราบใดที่เราไม่หลงเข้าใจผิด คิดว่าตัวตนที่สร้างมาคือตัวตนของเราที่จะต้องคงอยู่ตลอดไป ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และหลงเคลิ้มไปกับสิ่งที่ตัวเราเองสร้างขึ้น

แน่นอนว่าวันที่แว่นตา Metaverse จะเข้ามาสวมถึงหน้าบ้านคงมาถึงในไม่ช้า และถ้าหากอเดลล์สามารถหยิบนักร้องโปรดสองคนมาผสมกันให้กลายเป็นร่างอวตารได้ ผม – Aretha นำโชค ก็ขออวยพรให้ทุกท่าน ท่องโลกเสมือนด้วยอัตตาและตัวตน ที่สนุกสนานในทุกๆ วัน ไม่ว่าคุณจะแคร์หรือไม่แคร์ยอด Followers ของคุณก็ตาม

David Bowie หรือ Ziggy Stardust เคยกล่าวไว้ว่า “ฉันก็ยังไม่รู้ว่าฉันจะเดินทางไปทางไหนต่อเหมือนกันแหละนะ แต่ให้สัญญาเลย ว่ามันจะไม่น่าเบื่อแน่นอน”

ข้อมูลอ้างอิง

www.bbc.com

www.lifepersona.com

news.artnet.com

www.udiscovermusic.com

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load