“Habemus papam!”

“ไม่ใช่ประโยคนี้! เดี๋ยวท่านตกใจ ต้องพูดว่า Viva il Papa ต่างหาก!”

เพื่อนผมติง หลังติดใจกับประโยคแรกที่เราเคยใช้ตะโกนเมื่อหลายปีก่อน ทันทีที่ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ทรงเผยพระองค์หน้าพระแกลลานมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ณ กรุงวาติกัน ใน ค.ศ. 2013 คริสตชนทั่วโลกต่างพร้อมใจกันตะโกนประโยค “Habemus Papam” หรือ “เรามีสมเด็จพระสันตะปาปา (องค์ใหม่) แล้ว” จากเหตุการณ์นั้นมา โลกทั้งใบต่างก็จับจ้องกันว่า พระคาร์ดินัลนักเคมีชาวอาร์เจนตินาผู้ได้ขึ้นเป็นพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ จะมอบสารแห่งสันติภาพอะไรให้แก่โลกบ้าง 

สมเด็จพระสันตะปาปา
สมเด็จพระสันตะปาปาทรงโบกพระหัตถ์ทักทายบรรดาประชาชนที่มารับเสด็จ
สมเด็จพระสันตะปาปา
สมเด็จพระสันตะปาปาทรงทักทายบรรดาเยาวชน ณ อาสนวิหารอัสสัมชัญ
สมเด็จพระสันตะปาปา
สมเด็จพระสันตะปาปาทรงจูบอวยพรทารกที่เข้ารับเสด็จ

เวลาผ่านไป 6 ปี เร็วเหมือนกันที่วันนี้ผมได้ร้องตะโกน “Viva il Papa” หรือ “สมเด็จพระสันตะปาปาทรงพระเจริญ” ที่เมืองไทย ในระยะที่ห่างจากพระองค์ไม่ถึง 2 เมตร ทรงอุ้มบรรดาเด็กๆ มาจูบอย่างอ่อนโยนตลอดทางที่เสด็จ 

พระองค์ทรงสืบสานปณิธานของสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 ที่จะเสด็จเยี่ยมเยียนให้กำลังใจผู้คนในประเทศต่างๆ นำความรักของพระคริสต์ไปมอบให้แก่ทุกที่ที่มีความเกลียดชัง นำสันติลงไปในจิตใจของมนุษย์ทุกคน ช่วยให้พวกเขาตระหนักว่า ทุกคนเป็นพี่น้องกันในครอบครัวใหญ่บนโลกใบนี้ ดังที่พระคริสต์ทรงสอนไว้ 

ใจหนึ่งผมก็สงสารท่าน เพราะคนแก่อายุถึง 83 ปี มีปอดเพียงข้างเดียว และแข้งขาก็เดินไม่ค่อยจะไหว ทำไมต้องออกไปเยี่ยมลูกๆ ทั่วโลก ด้วยสมณสมัยเพียงไม่กี่ปี พระองค์ได้เสด็จเยี่ยมประเทศต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 32 ประเทศ ทั้งประเทศคาทอลิก ประเทศมุสลิม และประเทศที่ไม่นับถืออะไรเลย ถือว่าเยอะมากสำหรับผู้นำที่ต้องดำรงตำแหน่งไปตลอดชีวิต และปกครองประชากรคาทอลิกกว่า 1,300 ล้านคนทั่วโลก 

สมเด็จพระสันตะปาปาทรงชราภาพมากแล้ว เหมือนคุณปู่คุณตาคนหนึ่ง ทุกครั้งที่พระองค์มีอาการหอบหรือเดินกระโผลกกระเผลกขึ้นลงบันได ผมก็ต้องร่วมลุ้นไปกับพระเป็นเจ้าทุกครั้งว่าขอให้พระองค์อยู่กับเรานานๆ เพราะไม่ง่ายนักที่ในโลกของเราจะมีคนที่กล้ายืนหยัดพูดเรื่องศีลธรรมมากกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

อีกครั้งในประวัติศาสตร์ไทยที่โป๊ปเสด็จเยือน โป๊ปฟรังซิสมอบสารแห่งสันติภาพใดแก่ชาวคริสต์ไทยบ้าง
อีกครั้งในประวัติศาสตร์ไทยที่โป๊ปเสด็จเยือน โป๊ปฟรังซิสมอบสารแห่งสันติภาพใดแก่ชาวคริสต์ไทยบ้าง
สมเด็จพระสันตะปาปาทรงทักทายบรรดาคริสตชน ณ วัดนักบุญเปโตร สามพราน
อีกครั้งในประวัติศาสตร์ไทยที่โป๊ปเสด็จเยือน โป๊ปฟรังซิสมอบสารแห่งสันติภาพใดแก่ชาวคริสต์ไทยบ้าง
สมเด็จพระสันตะปาปาทรงเป็นประธานมิสซาสำหรับเยาวชน ณ อาสนวิหารอัสสัมชัญ

“พระฝรั่งจะมาทำอะไรที่เมืองไทย บ้านเราก็สงบดีนี่” เพื่อนต่างศาสนาอาจจะถาม

ไทยแลนด์ของเรามีสันติภาพดีอยู่ แต่วัตถุประสงค์หลักของพระองค์ที่เสด็จมาเยี่ยมเหล่าคริสตชนชาวไทยที่มีจำนวนไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ก็เพื่อให้กำลังใจและร่วมฉลอง 350 ปี การเผยแผ่ธรรมของบรรดามิชชันนารีตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยบรรดาธรรมทูตของคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (MEP) คณะนี้ก็ยังทำงานอยู่ในไทยจนถึงทุกวันนี้ 

ถือเป็นคณะบาทหลวงที่ทำงานในสยามมายาวนานที่สุด และเป็นผู้วางรากฐานศาสนจักรคาทอลิกไทย แม้ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเข้ามาพร้อมกับชาวโปรตุเกสเป็นพวกแรก แต่ผู้ที่คอยบ่มเพาะดูแลรดน้ำจนเติบใหญ่คือบรรดามิชชันนารีชาวฝรั่งเศสเหล่านี้ ซึ่งท่านทำงานด้วยใจ และอาจจะกล้าพูดได้ว่า ในยุคล่าอาณานิคมช่วงรัชกาลที่ 5 ซึ่งชาวยุโรปมักถูกมองว่าใช้ศาสนาคริสต์เป็นเครื่องมือแสวงหาเมืองขึ้น มิชชันนารีฝรั่งเศสเหล่านี้กลับยืนข้างคนสยาม จนยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง เป็นศาสนจักรท้องถิ่นที่ปกครองโดยบาทหลวงชาวคาทอลิกไทยในทุกวันนี้

 โป๊ปตรัสอะไรกับลูกๆ ชาวไทยของพระองค์บ้าง

“การแสวงหาครอบครัวที่ไม่รู้จัก” บทเทศน์ที่สนามศุภชลาศัย

วัตถุประสงค์หลักของการเสด็จเยือนไทยครั้งนี้คือการร่วมฉลอง 350 ปี ผมได้มีโอกาสร่วมมิสซาที่สนามศุภชลาศัย เป็นจุดเล็กๆ ท่ามกลางคริสตชนกว่า 50,000 คนที่หลั่งไหลมาจากทั่วประเทศ ไม่สิ ทั่วเอเชียต่างหาก เราเดินไปพร้อมๆ กับคริสตชนเวียดนามเรือนหมื่น ทั้งชาวจีน กัมพูชา มาเลเซีย ฯลฯ 

ครั้งนี้พระองค์ทรงแสดงความยินดีกับความสำเร็จของบรรดาธรรมทูตในอดีต ที่ได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อลงในสยามประเทศจนเกิดเป็นพระศาสนจักรไทย แต่ทรงตรัสในบทเทศน์ว่า การเสด็จเยือนในวันนี้ไม่ใช่การมาร่วมฉลองหรือระลึกถึงอดีตอันงดงาม แต่ต้องการเป็นขวัญกำลังใจให้คริสตชนชาวไทย ในฐานะ ‘ศิษย์ของบรรดาธรรมทูต’ เพื่อทำงานเผยแผ่คำสอนของพระคริสต์ต่อไปข้างหน้า

อีกครั้งในประวัติศาสตร์ไทยที่โป๊ปเสด็จเยือน โป๊ปฟรังซิส มอบสารแห่งสันติภาพใดแก่ชาวคริสต์ไทยบ้าง
สมเด็จพระสันตะปาปาทรงเป็นประธานมิสซาสำหรับคริสตชนคาทอลิก ณ สนามศุภชลาศัย
อีกครั้งในประวัติศาสตร์ไทยที่โป๊ปเสด็จเยือน โป๊ปฟรังซิส มอบสารแห่งสันติภาพใดแก่ชาวคริสต์ไทยบ้าง
คณะนักเรียนจากโรงเรียนอัสสัมชัญร่วมแปรอักษรและบรรเลงเพลงโดยวงโยธวาทิตในมิสซา ณ สนามศุภชลาศัย

สมเด็จพระสันตะปาปาทรงเน้นว่า การเผยแผ่ศาสนาในยุคปัจจุบันไม่ได้เน้นการเพิ่มจำนวนสมาชิกหรือการสร้างอิทธิพลทางการเมือง แต่ทรงยกพระดำรัสของพระเยซูคริสต์ที่ตรัสว่า “ผู้ที่ปฏิบัติตามวาจาของเรา คือมารดาและพี่น้องของเรา” 

นั่นหมายความว่า ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นหนึ่งเดียวกันในครอบครัวของพระคริสต์ และเป็นพี่น้องกับมนุษย์ทั่วโลก บรรดาธรรมทูตสมัยโบราณต่างสละครอบครัวของตน ออกจากบ้านเกิดเมืองนอน เพื่อ ‘ภิกขาจาร’ (ทรงใช้คำว่าภิกขาจาร ซึ่งเป็นรูปศัพท์โบราณ ตั้งแต่ในสมัยยุคกลางที่นักบวชในศาสนาคริสต์ยังมีประเพณีออกไปขออาหาร คล้ายกับการบิณฑบาตในศาสนาพุทธ) 

ภิกขาจารอะไร บรรดาธรรมทูตสมัยอยุธยาไม่ได้แสวงหาอาหาร แต่แสวงหาครอบครัวของพระคริสต์ที่พวกเขายังไม่รู้จัก ก็คือใครก็ได้ที่พร้อมจะปฏิบัติตามพระวาจาของพระองค์ และอยู่กับพวกเขาเหมือนคนในครอบครัวจริงๆ โดยมีความรักเชื่อมโยงสมาชิกเข้าด้วยกัน เหมือนกับสโลแกนของการเสด็จเยือนประเทศไทยครั้งนี้ คือ ‘ให้รักเป็นสะพาน’ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างจะกลับมาเชื่อมโยงกันได้อีกครั้ง ต้องอาศัยความรัก ไม่ใช่ความรุนแรง แม้ว่าจะเป็นความขัดแย้งที่ดูเหมือนจะไร้หนทางที่สุดก็ตาม 

เชื่อมสัมพันธ์พุทธ-คริสต์ สหายเก่า ณ วัดราชบพิธฯ

สมเด็จพระสันตะปาปา, สมเด็จพระสังฆราช
สมเด็จพระสันตะปาปาเข้าเฝ้าสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ภาพ : สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช 

  เมื่อ 35 ปีก่อน สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 เสด็จเยือนประเทศไทย ครั้งนั้นได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ ที่วัดราชบพิธฯ อันเป็นวัดที่พระองค์ประทับ เป็นเรื่องบังเอิญที่ปัจจุบันนี้ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชก็ประทับที่วัดราชบพิธฯ ดุจเดิม จึงเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่สมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จเยือนวัดราชบพิธฯ และทางวัดก็ยังเก็บรักษาพระเก้าอี้ชุดเดิมที่สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 ประทับนั่งไว้ โดยซ่อมบำรุงให้อยู่ในสภาพเดิม และให้โป๊ปฟรังซิสประทับนั่งเช่นกัน

โป๊ปและคณะบิชอปทรงเคารพประเพณีไทย ทรงถอดฉลองพระบาทก่อนเข้าไปในพระอุโบสถ และประทับนั่งเคียงข้างสมเด็จพระสังฆราชเสมอกันอย่างสมพระเกียรติ เป็นภาพที่น่ารักมากๆ เมื่อเห็น ‘พระสังฆราชทั้งสอง’ ทรงจูงพระหัตถ์กันและกันอย่างใกล้ชิด

ในครั้งนี้สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระราชปฏิสัณฐานอย่างลึกซึ้ง ทรงระลึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับวาติกันตั้งแต่โบราณกาล การมาเยือนสยามครั้งนี้มิใช่การพบปะของมิตรใหม่ แต่เป็นสหายเก่าที่สนิทแนบแน่นกันมานาน

สมเด็จพระสังฆราชทรงแจ้งให้สมเด็จพระสันตะปาปาทราบว่า ใต้ฐานชุกชีของพระพุทธอังคีรส พระประธานเป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 

ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์และพระบรมราชินีไทยที่เคยเสด็จเยี่ยมพระสันตะปาปาพระองค์ต่างๆ ณ กรุงวาติกันมาแล้วทั้งสิ้น และรัชกาลที่ 5 ยังเป็นกษัตริย์ต่างศาสนาพระองค์แรกที่ได้เสด็จเข้าเฝ้าพระสันตะปาปาอีกด้วย นอกจากนี้ ทุกพระองค์ทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภก อุปถัมภ์คริสต์ศาสนาและพุทธศาสนาอย่างเสมอหน้ามาโดยตลอด

ทั้งนี้โป๊ปทรงยกย่องศาสนาพุทธที่มีคำสอนให้เคารพต่อชีวิต ดูแลผู้อาวุโส ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย บนพื้นฐานความตั้งมั่นแห่งจิต การปล่อยวาง ความเพียร และการมีวินัย ซึ่งบ่มเพาะให้คนไทยมีอัตลักษณ์พิเศษ และทำให้ผืนแผ่นดินไทยเป็นที่รู้จักในนามแห่งรอยยิ้ม

พระองค์ตั้งความปรารถนาอีกว่า ทรงต้องการเสริมสร้างให้เกิดการเสวนาระหว่างศาสนาที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจกันลึกซึ้งยิ่งขึ้น เติบโตขึ้นเป็น ‘เพื่อนบ้านแบบมิตรแท้’ ที่ดีต่อกันได้ และสนับสนุนให้ศาสนิกชนทั้งสองค้นหาวิธีแสดงความเมตตาในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อสร้างวัฒนธรรมแห่งความเมตตาและภราดรภาพ 

เสด็จจุฬาฯ ทรงพบผู้แทนศาสนาต่าง ๆ 

ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในปัจจุบันไม่เหมือนกับเมื่อ 500 ปีก่อน ที่มักทะเลาะเบาะแว้งหรือก่อสงครามกับชนชาติต่างศาสนา หลังสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 คาทอลิกได้สร้างหลัก ‘ศาสนสัมพันธ์’ คือการออกไปเสวนาสร้างความเข้าใจเชิงบวกกับพี่น้องต่างนิกาย ต่างศาสนา เพื่อสร้างโลกที่ปราศจากความรุนแรงขึ้นใหม่

ในประเทศไทยศาสนายังมีความสำคัญต่อระบบความคิดความเชื่อของคนไทยสูง ทรงเห็นว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้พบปะกับผู้นำของศาสนาต่างๆ ทั้งชาวพุทธ คริสต์นิกายต่างๆ มุสลิม และซิกข์ โดยเสด็จแสดงปาฐกถา ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่ามกลางบรรดาคณาจารย์ นิสิต และผู้แทนศาสนาต่างๆ 

ในครั้งนี้ทรงยกย่องพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงยกเลิกระบบทาสในประเทศสยาม เป็นการให้เสรีภาพและเคารพต่อสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ดี พระองค์ทรงกังวลเรื่อง ‘ระบบทาสสมัยใหม่’ ที่เกิดจากการค้ามนุษย์ การตกเป็นทาสยาเสพติด ผู้ตกเป็นทาสความยากจน ความหิวโหย และความรุนแรงทางการเมืองจนต้องอพยพลี้ภัยออกจากประเทศของตนเอง

ทรงเน้นย้ำว่า ประชาคมโลกไม่ควรแก้ปัญหาแบบแยกส่วนเป็นเอกเทศ ซึ่งเป็นวิธีที่ล้าสมัยไปแล้ว ปัจจุบันมนุษย์ต้องกล้าจินตนาการถึงวิธีการและกระบวนทัศน์ใหม่ หรือ ‘มนุษยนิยมแบบบูรณาการ’ โดยการหันหน้าเข้าหากัน สานเสวนาซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างโลกใหม่ที่เต็มไปด้วยสันติภาพ โดยไม่เสียเอกลักษณ์หรือพันธกิจเดิมของตน และสร้างความยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง

โป๊ปทรงย้ำว่า มนุษย์เราได้รับการเรียกจากพระเจ้าไม่ใช่เพียงเพื่อให้ดูแลคนยากจน คนหิวโหย คนชายขอบ หรือชนกลุ่มน้อยทางศาสนาเท่านั้น แต่พระเจ้ายังทรงเรียกให้เรากล้าที่จะทำงานร่วมกัน จับมือกันปกป้องศักดิ์ศรีของกันและกัน โดยอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อมั่นว่า แม้แต่มนุษย์ที่ตกต่ำที่สุดก็อาจพัฒนาตนเองจนขึ้นมาจนระดับสูงสุดได้

 สมเด็จพระสันตะปาปาทรงตรัสต่อไปว่า ประเทศไทยนั้นมีทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ มากพอที่จะแบ่งปันให้เพื่อนบ้านและมนุษยชาติอื่นๆ ได้ ชาวไทยยังให้ความเคารพต่อผู้อาวุโสสูงวัย ซึ่งเป็นรากแก้วของสังคม ทำให้ชนชาติไม่เหี่ยวเฉาไปตามค่านิยมสมัยใหม่

พระดำรัสที่ทำเนียบรัฐบาล

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสยังเสด็จไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อทรงเยี่ยมเยียนนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต่างๆ ทรงชื่นชมที่ไทยจัดการการเลือกตั้งได้เรียบร้อย และให้เกียรติต่อความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน โดยอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข ไม่มีการแบ่งแยก และทรงฝากฝังบรรดาคริสตชนคาทอลิกไว้ว่า

“ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า ชาวคาทอลิกแม้ว่าจะเป็นเพียงชนกลุ่มเล็กๆ ในประเทศ แต่ก็จะพยายามเต็มความสามารถในการสนับสนุนอัตลักษณ์ความเป็นไทย…พวกเขามีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะเผชิญหน้า ช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยด้วยกันให้หลุดพ้นจากความเป็นทาสของความยากจน ความรุนแรง และความอยุติธรรม ผืนแผ่นดินของท่านได้ชื่อว่าเป็นแผ่นดินไทย คือแผ่นดินแห่งอิสรภาพ เราทราบกันดีแล้วว่า อิสรภาพจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเราเติมเต็มความรับผิดชอบที่เรามีต่อกันและกัน เพื่อเอาชนะความไม่เท่าเทียมทุกรูปแบบ เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องพยายามให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา อาชีพการงาน และความช่วยเหลือด้านสุขภาพ เพื่อจะบรรลุการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่สมบูรณ์และยั่งยืน”

อีกครั้งในประวัติศาสตร์ไทยที่โป๊ปเสด็จเยือน โป๊ปฟรังซิส มอบสารแห่งสันติภาพใดแก่ชาวคริสต์ไทยบ้าง
พระสันตะปาปาทรงอวยพรพระวรสารในพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณ ณ สนามศุภชลาศัย

ในครั้งนี้ทรงรับของที่ระลึกจากคณะรัฐมนตรี เป็นชุดอาภรณ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ตัดเย็บโดย คุณอธิวัฒน์ ชื่นวุฒิ ช่างฝีมือชาวไทยที่ออกแบบชุด ‘กาสุลา’ โดยดัดแปลงศิลปะไทยจากลายผ้าไหมแพรวาอย่างงดงามอีกด้วย

เสด็จเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ยังได้เข้าเฝ้า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เพื่อทรงแสดงความยินดีในวโรกาสที่เสด็จขึ้นครองราชสมบัติในปีนี้ ทั้งนี้ทรงแลกเปลี่ยนของที่ระลึกระหว่างกัน เมื่อเสร็จสิ้นพิธีแล้วพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จฯ พระบรมราชินี ทรงพระดำเนินมาส่งสมเด็จพระสันตะปาปาถึงรถพระที่นั่งด้วย

บทสรุป ‘ให้รักเป็นสะพาน’

  การเสด็จเยือนประเทศไทยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสในครั้งนี้ เป็นวาระของความชื่นชมยินดีสำหรับคริสตชนชาวไทย ขณะเดียวกัน บทเทศน์ของพระองค์ก็ช่วยย้ำเตือนคาทอลิกไทยให้ตระหนักถึงหน้าที่ที่แท้จริงของบรรดาศิษย์พระคริสต์ ซึ่งได้รับเป็นมรดกสืบทอดจากเหล่ามิชชันนารีในสมัยอยุธยา ในการก้าวออกจากความสะดวกสบายในพื้นที่ของตนเองออกไปรักและรับใช้เพื่อนมนุษย์ แสวงหาผู้ตกทุกข์ได้ยากผู้เป็นเสมือนครอบครัวของพระคริสต์ ช่วยเหลือด้วยเมตตาธรรม และคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้พวกเขา โดยมีเครื่องมือสำคัญคือ ‘ความรัก’ ที่พระเป็นเจ้าทรงใส่เอาไว้อยู่แล้วในดวงใจของมนุษย์แต่ละคน

ภาพ : พิสุทธิ์ จรินทิพย์พิทักษ์ Bangkok Pulse By Pisut Jarintippitak

Writer

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

ครุ่นคริสต์

เรื่องสนุกเกี่ยวกับคริสตศาสนาในประเทศไทย

เดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 เกิดอุทกภัยใหญ่ในภาคกลาง น้ำเหนือไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยาและท่าจีน ทุ่งข้าวสีทองของสุพรรณบุรีกลายสภาพเป็นทะเลหลวง เมื่อผิวน้ำโดนลมหนาวกระหน่ำใส่ก็เกิดคลื่นแรงราวกับอยู่ริมทะเล ผมหวั่นใจว่างานแห่แม่พระทางน้ำของชุมชนคาทอลิกญวนแห่งอำเภอสองพี่น้อง สุพรรณบุรี จะจัดได้ตามปกติหรือไม่ เมื่อได้รับคำยืนยันจาก คุณแต๊บ เจ้าหน้าที่ของวัดแม่พระประจักษ์แห่งภูเขาคาร์แมลว่า ระดับน้ำในแม่น้ำท่าจีนเริ่มทรงตัวแล้ว ก็ค่อยคลายใจ ชาวบ้านต่างก็เชื่อว่าพระมารดาของพระเยซูเจ้าทรงปกปักหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้อยู่ พระมารดามารีย์ยังสามารถเสด็จเยี่ยมเยือนชาวคริสตังในชุมชนโดยการแห่ทางเรือได้ตามปกติ

แห่แม่พระมารีย์ทางน้ำ ประเพณีคริสตังญวน อ.สองพี่น้อง สุพรรณบุรี

ชุมชนญวนแห่งสุพรรณบุรี

สุพรรณบุรีเป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ สูงมาก ทั้งชาวไทย ลาว จีน กะเหรี่ยง มอญ เขมร ไทยดำ และชุมชนญวน เนื่องจากสมัยโบราณ มีการอพยพย้ายถิ่นและกวาดต้อนผู้คนจากดินแดนต่าง ๆ เข้ามาทำมาหากินในพื้นที่ภาคตะวันตกแห่งนี้ และประกอบร่างสร้างตัวตนขึ้นเป็นชาวไทยในปัจจุบัน ชุมชนญวนแห่งสองพี่น้องก็เช่นกัน เกิดจากการขยายตัวของชุมชนคริสตังแห่งสามเสน หรือ ‘ค่ายนักบุญฟรังซิสเซเวียร์’ ซึ่งแต่เดิมเป็นชุมชนชาวเวียดนามคาทอลิกที่อพยพหลบหนีการเบียดเบียนศาสนาในรัชสมัยพระเจ้ามินมาง จักรพรรดิแห่งเวียดนามผู้ไม่ไว้วางพระทัยในบรรดามิชชันนารี

เมื่อเกิดสงครามอานัมสยามยุทธขึ้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้ขุนนางคริสตังไปเกลี้ยกล่อมชาวญวนเหล่านี้ ที่อพยพหนีการเบียดเบียนศาสนามาถึงชายแดนเขมรแล้ว ให้เข้ามาทำมาหากินในดินแดนสยาม โดยรับรองสิทธิในการนับถือศาสนาคริสตังได้อย่างเสรี อย่างไรก็ตาม ชุมชนสามเสนก็เล็กและแคบเกินไปเมื่อชุมชนขยายตัวออก ชาวญวนผู้มีอาชีพทำประมงเป็นหลัก จึงเดินทางอพยพขึ้นเหนือไปหากินตามลำน้ำเจ้าพระยา ขึ้นไปถึงเจ้าเจ็ด บ้านแพน เกาะใหญ่ อยุธยา นครสวรรค์ เกิดชุมชนคริสตังญวนขึ้นตลอดลำแม่น้ำมากมาย เกือบทุกแห่งยังรักษาขนบธรรมเนียมญวนไว้ได้ โดยเฉพาะอาหารการกิน ประเพณี งานศพ หรือคำเรียกในครอบครัว

แห่แม่พระมารีย์ทางน้ำ ประเพณีคริสตังญวน อ.สองพี่น้อง สุพรรณบุรี

อำเภอสองพี่น้องก็เช่นกัน ชุมชนญวนไม่กี่ครอบครัวที่อพยพมายังท้องทุ่งสุพรรณแห่งนี้ก่อร่างสร้างตัวขึ้น เมื่อลงหลักได้มั่นคงแล้วก็เชิญบาทหลวงจากโบสถ์ที่นครชัยศรี (ปัจจุบันคือวัดนักบุญเปโตร สามพราน) ขึ้นมาดูแลประกอบศาสนกิจ

“ญวนสองพี่น้องเขาศรัทธามาก ตื่นก็สวด กินข้าวก็สวด ก่อนนอนก็สวด ลงไปอาบน้ำในท่าก็สวด ไม่กลัวจระเข้กินบ้างเนาะ” ผมนึกถึงคำของชาวบ้านที่สามพราน เมื่อเขาพูดถึงคริสตังแห่งสองพี่น้องด้วยน้ำเสียงติดตลก ในสมัยท่านสังฆราชปัลเลอกัวซ์ ท่านอภิบาลชาวคริสต์ในสยามด้วยความเคร่งครัด มีการแต่งบทสวดสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิต ทั้งกินข้าว เข้านอน หรือแม้แต่กินหมาก เพื่อเพิ่มความไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า ความศรัทธาเหล่านี้ช่วยประคับประคองชุมชนคาทอลิกเล็ก ๆ นี้ให้เติบโตท่ามกลางชนต่างศาสนามาได้นานกว่า 150 ปี

แห่แม่พระมารีย์ทางน้ำ ประเพณีคริสตังญวน อ.สองพี่น้อง สุพรรณบุรี
แห่แม่พระมารีย์ทางน้ำ ประเพณีคริสตังญวน อ.สองพี่น้อง สุพรรณบุรี

แม่พระประจักษ์แห่งภูเขาคาร์แมล

บ้านญวนแห่งนี้ได้ชื่อว่า ‘บ้านแม่พระประจักษ์’ ซึ่งมาจากชื่อเต็ม ๆ ว่า ‘แม่พระประจักษ์แห่งภูเขาคาร์แมล’ ชื่อนี้มาจากสมญานามของกลุ่มนักบวชแห่งภูเขาคาร์แมลในอิสราเอล ซึ่งแต่เดิมเป็นนักรบครูเสดที่เสร็จสิ้นภารกิจและรวมตัวกันถือพรตกันโดยสันโดษในภูเขาคาร์แมล หุบเขาศักดิ์สิทธิ์ที่ครั้งหนึ่งประกาศกเอลียาห์เคยมีชัยชนะเหนือนักบวชศาสนาบาอัลในยุคพันธสัญญาเดิม โดยพระเป็นเจ้าทรงส่งไฟจากฟ้าลงมาเผาเครื่องบูชาของเอลียาห์ เป็นเครื่องหมายว่าพระเจ้าของอิสราเอลเป็นพระเป็นเจ้าเที่ยงแท้แต่พระองค์เดียว 

นักรบครูเสดที่เข้าไปบำเพ็ญพรตในอารามแห่งนี้ ต่อมาได้พัฒนาขึ้นเป็นคณะนักบวชนาม ‘คาร์เมไลท์’ ซึ่งมีจำนวนมากในประเทศไทยของเราด้วย ในบรรดานักบวชเหล่านี้ นักบุญซีมอน สต๊อก (St. Simon Stock) ได้พบกับพระนางมารีย์ พระมารดาทรงประจักษ์มาพบท่านที่เขาคาร์แมลในศตวรรษที่ 13 และประทานเสื้อพิเศษและ ‘สายจำพวก’ (สายคล้องคอขนาดเล็ก ชาวคาทอลิคเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายของการมอบตนให้อยู่ในความคุ้มครองของพระเป็นเจ้าและพระแม่มารีย์ และใช้เพื่อระลึกถึงพระองค์ตลอดเวลา) ให้กับท่าน เป็นเครื่องหมายในการอุทิศตนรับใช้พระเป็นเจ้าและเป็นคำสัญญาของพระนางว่าจะช่วยเหลือให้พวกเขาเอาชนะบาปผิดต่าง ๆ ในชีวิตได้ และแม้ว่าวัดสองพี่น้องแห่งนี้จะไม่เคยถูกปกครองโดยคณะนักบวชคาร์เมไลท์ แต่ความศรัทธาต่อพระนางมารีย์แห่งภูเขาคาร์แมลคงแพร่หลายมากในช่วงรัชกาลที่ 4 – 5 จึงมีการนำนามนี้มาตั้งเป็นนามอุปถัมภ์ของวัดสองพี่น้องด้วย

แห่แม่พระมารีย์ทางน้ำ ประเพณีคริสตังญวน อ.สองพี่น้อง สุพรรณบุรี
งานแห่แม่พระทางน้ำของชุมชนคาทอลิกญวนแห่งอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ประเพณีที่เกิดหลังสงครามอานัมสยามยุทธ

เมื่อแม่พระเสด็จเยี่ยมชุมชนริมแม่น้ำท่าจีน

น้ำเจิ่งนองไปทั่วทั้งทุ่งสองพี่น้อง บ้านสองชั้นกลายเป็นบ้านชั้นเดียว หลายหลังเหลือแต่หลังคาและเรือกลายเป็นพาหนะหลักในการเชื่อมบ้านกับถนนสายหลัก แต่ชุมชนคริสตังก็ยังเปี่ยมด้วยพลัง ทุกบ้านเตรียมแท่นบูชาขนาดเล็ก ๆ หน้าตาไทย ๆ จำพวกโต๊ะหมู่บูชาที่เราเห็นตามวัดพุทธ แต่ตั้งรูปแม่พระ ปักดอกไม้ใส่แจกันกับเชิงเทียนสีขาวไว้ที่ชานเรือนหันหน้าลงสู่แม่น้ำท่าจีน ครอบครัวพร้อมหน้ารอคอยให้เรือแห่ของวัดค่อยล่องช้า ๆ นำหน้าขบวนแห่ด้วยเรือประดิษฐานไม้กางเขน พาพระรูปพระแม่มาอวยพรพวกเขา-ปีละครั้ง-ถึงหน้าบ้าน เสียงสวดบทวันทามารีอาดังไปทั่วคุ้งน้ำ ค่อย ๆ แห่จากวัดแม่พระประจักษ์ไปถึงตลาดบางลี่ และทวนกลับไปถึงวัดสองพี่น้อง (วัดพุทธ) ซึ่งมีบ้านคริสตังตั้งกระจัดกระจายไปตลอดทาง

ผมทราบมาว่า เรือที่ใช้แห่นั้น ทางวัดก็ได้รับความช่วยเหลือให้หยิบยืมมาจากวัดพุทธสองพี่น้อง นับว่าเป็นความร่วมมือกันอย่างน่ารักระหว่างต่างศาสนิก

งานแห่แม่พระทางน้ำของชุมชนคาทอลิกญวนแห่งอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ประเพณีที่เกิดหลังสงครามอานัมสยามยุทธ

ธรรมเนียมการแห่แม่พระทางน้ำนั้น คงจะติดมาจากสมัยโบราณที่การคมนาคมส่วนใหญ่ของสยามยังอยู่บนสายน้ำ โบสถ์อื่น ๆ ก็เคยมีประเพณีนี้ เช่น โบสถ์ลำไทร แต่เลิกไปเมื่อถนนกลายเป็นทางสัญจรหลัก เมื่อรถยนต์เข้ามาแทนเรือ บ้านเรือนคริสตังจำนวนมากก็โยกย้ายออกไปตั้งตามถนน การแห่ทางน้ำก็เลิกราไปในราว พ.ศ. 2530 จนกระทั่งได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่ในช่วง พ.ศ. 2561 เนื่องจากภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ชุมชนบ้านแม่พระประจักษ์เป็นตัวแทนชุมชนจากตำบลต้นตาล อำเภอสองพี่น้องเข้าร่วมโครงการ เนื่องจากชุมชนญวนแห่งนี้ก็มีผลิตภัณฑ์หลักจากท้องถิ่นที่แพร่หลายจำนวนมาก เช่น ปลาหมำแบบญวน เปลญวนที่ใช้ผักตบชวาเป็นวัตถุดิบเสริม เพราะแม่น้ำท่าจีนมักจะตื้นเขินลงเสมอจากการระบาดของผักตบชวา ประเพณีแห่แม่พระทางน้ำจึงถูกฟื้นฟูขึ้นใหม่อีกครั้ง

งานแห่แม่พระทางน้ำของชุมชนคาทอลิกญวนแห่งอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ประเพณีที่เกิดหลังสงครามอานัมสยามยุทธ
ภาพถ่ายเก่าขบวนแห่แม่พระของวัดพระวิสุทธิวงศ์ ลำไทร ในปี 1950
ภาพ : สารสาสน์ เล่มที่ 30 ฉบับวันที่ 12 ธันวาคม 1950

การจัดพิธีกรรมยังคงดำเนินการด้วยรูปแบบดั้งเดิม เราเห็นชาวไทยเชื้อสายเวียดนามในชุดอ๋าวหย่ายสีสันสดใส ตั้งรูปแม่พระแห่งลาวาง-เวียดนาม ในชุดอ๋าวหย่ายอุ้มพระกุมารเยซูอยู่หน้าวัดเช่นกัน ความภาคภูมิใจในเชื้อสายเวียดนามยังคงเป็นเสาหลักที่ยึดโยงชุมชนแห่งนี้เข้าด้วยกัน หลังจาก 1 ชั่วโมงกลางทุ่ง แวะโบกไม้โบกมือทักทายกับชุมชนสองฝั่งน้ำแล้ว ทางวัดก็ยังเตรียมโรงทานให้เราทานกันฟรี ๆ หมูหันแบบญวนตัวใหญ่หนังกรอบกับหอยทอดคือเด็ดมาก ไอศกรีมกะทิแบบกะทิล้วน ๆ มันจัดกลมกล่อมมาก มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจำพวกปลาร้า ปลาหมำ เมี่ยงคำ ตะกร้าสานด้วยนะ

ก่อนจะลาจากชุมชนแห่งนี้ ผมเดินไปสวัสดีนักบุญซีมอน สต๊อกกับพระแม่มารีย์ในโบสถ์ หวังว่าปีหน้าจะได้พบกันอีก พร้อมทั้งขอพรให้ทุกครอบครัวปลอดภัยจากอุทกภัยครั้งนี้ด้วย

งานประเพณีแห่แม่พระทางน้ำจะจัดขึ้นทุกปีในช่วงเดือนตุลาคม ติดตามข่าวสารได้จากเฟซบุ๊ก วัดแม่พระประจักษ์ สองพี่น้อง

ขอบคุณคุณแต๊บ แอดมินของเพจวัดแม่พระประจักษ์ที่ช่วยเหลือในการลงเรือแห่แม่พระ

Writer & Photographer

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load