ในเพลาแดดร่มลมตกของวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2563 ที่เพิ่งผ่านมา หากใครได้ออกมาเดินที่ Via del Corso อันเป็นถนนสายหลักกลางกรุงโรม แล้วไม่ถูกตำรวจเป่านกหวีดปรี๊ดไล่ให้ขึ้นไปกักตัวอยู่ในบ้านเสียก่อน ก็จะมีโอกาสได้เห็นบุคคลสำคัญของโลกผู้หนึ่ง เดินช้าๆ เงียบๆ มีบอดี้การ์ดเดินตามอยู่มิห่าง แต่ก็มิรบกวน

ท่านคือ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส (จะขออนุญาตไม่ออกพระนามไปมากกว่านี้ เพราะเดี๋ยวจะดราม่าเรื่องชื่อเรื่องเสียงกันไปจนผิดประเด็น)

เสด็จเสด็จออกมาทำไม เสด็จเสด็จมาจากไหน แล้วเสด็จกำลังจะเสด็จไปที่ใด 

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เสด็จไป San Marcello al Corso ที่มีไม้กางเขนสำคัญของอิตาลีที่เป็น 'พระรอด' ซึ่งชาวโรมเชื่อว่าช่วยให้รอดจากภัยโรคระบาด
วันเสด็จจาริกไปยังโบสถ์ซันมาร์แชลโล ภาพ : www.ilfattoquotidiano.it

คำตอบคือ ท่านเพิ่งเสด็จมาจากมหาวิหารซานตา มาเรีย มัจโจเร (Basilica Santa Maria Maggiore) บ่ายหน้าไปทางโบสถ์เล็กๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากตรงนั้นร่วม 2 กิโลเมตร เป็นโบสถ์ที่ถึงแม้จะตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรมเหลือเกินก็ตาม แต่แทบไม่มีนักท่องเที่ยวคนใดรู้จัก เดินโฉบไปเฉี่ยวมา ค่าที่ทำเลที่ตั้งของโบสถ์อยู่เกือบตรงกลางระหว่างน้ำพุเทรวีกับปันเตออน (Pantheon) ระยะห่างไปถึงทั้งสองจุดราว 400 – 450 เมตรเท่านั้น

โบสถ์แห่งนี้ คือโบสถ์ ซัน มาร์แชลโล อัล คอร์โซ (San Marcello al Corso) สองคำหลังอาจแปลได้ว่า ณ คอร์โซ ซึ่งเป็นชื่อถนนสายนี้นั่นเอง

San Marcello al Corso ไม้กางเขนสำคัญของอิตาลีที่เป็น 'พระรอด' ซึ่งชาวโรมเชื่อว่าช่วยให้รอดจากภัยโรคระบาด
ด้านหน้าโบสถ์ San Marcello ภาพ : www.wikiwand.com

เหตุที่ท่านเสด็จมา เพราะที่นี่เป็นที่ประดิษฐานไม้กางเขนที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่งของอิตาลี เป็นไม้กางเขนที่ชาวโรมเชื่อว่า ช่วยให้รอดจากภัยโรคระบาดได้

เหตุใดจึงเชื่อเช่นนั้น

ย้อนเวลาไปราว 500 ปีที่แล้ว โบสถ์แห่งนี้ก็เป็นโบสถ์โบสถ์หนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในเขตกำแพงเมืองโรม ณ มุมหนึ่งของโบสถ์ เป็นที่รูปสลักไม้พระเยซูถูกตรึงกางเขน ซึ่งมีอายุราว 100 ปี ณ ขณะนั้น (หากนับถึงวันนี้ก็ 600 ปี) สิ่งที่สะดุดตาสะดุดใจของคนโรมเชิงศิลปะก็คือ เป็นรูปสลักไม้พระเยซูถูกตรึงบนกางเขนที่เหมือนจริงที่สุดในเมือง

San Marcello al Corso ไม้กางเขนสำคัญของอิตาลีที่เป็น 'พระรอด' ซึ่งชาวโรมเชื่อว่าช่วยให้รอดจากภัยโรคระบาด
ภาพ : statics.cedscdn.it

ถึงตรงนี้ ก็ยังไม่เป็นเหตุของความเชื่อเรื่องการต้านภัยโรคระบาดใช่ไหม

จนกระทั่งใน ค.ศ. 1519 เกิดอัคคีภัย ไฟไหม้วอดวายโบสถ์ทั้งหลัง ผลของเพลิงพิโรธนั้น นอกจากกำแพงด้านนอกแล้ว สิ่งที่รอดมาอย่างเดียวคือไม้กางเขนนี้ 

เท่านั้นเอง กิตติศัพท์ในความเป็น ‘พระรอด’ ของกางเขนนี้ก็เริ่มขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศ

แต่เรื่องยังไม่จบเท่านี้

3 ปีจากนั้น กล่าวคือ ใน ค.ศ. 1522 เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ในกรุงโรม ประชาชนล้มตายสิ้นหวังอย่างที่เราคงจะนึกกันออก จนในที่สุด ประชาชนชาวโรมก็พร้อมใจพากันนำกางเขนไม้นี้ออกมาแห่แหน ด้วยคงจะเชื่อว่า กับฟืนกับไฟ ท่านยังฝ่ามาได้ ท่านก็น่าจะพาพวกเราผ่านโรคภัยไข้เจ็บคราวนี้ได้ด้วยเช่นกัน

San Marcello al Corso ไม้กางเขนสำคัญของอิตาลีที่เป็น 'พระรอด' ซึ่งชาวโรมเชื่อว่าช่วยให้รอดจากภัยโรคระบาด
การแห่ไม้กางเขนใน ค.ศ. 1931 ภาพ : www.wikiwand.com

ขบวนแห่มีจุดหมายปลายทางคือวาติกัน ซึ่งจริงๆ อยู่ห่างออกไปไม่ถึง 3 กิโลเมตร แต่กลับเป็นการเดินทางซึ่งกินระยะทางอันประมาณมิได้ เนื่องประชาชนทั่วกรุงโรมก็ล้วนอยากให้กางเขนศักดิ์สิทธิ์นี้ผ่านไปยังย่านที่ตนอาศัยอยู่ ไม่ว่าทางการจะห้ามปรามเพียงใด ก็ไม่สามารถขัดพลังความเชื่อและศรัทธาของชาวโรมได้

นอกจากเส้นทางการเดินทางจะขยายออกไปแล้ว ระยะเวลาแห่งการแห่แหนนี้ก็หาได้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปในวันเดียว หากแต่แห่กันถึง 16 วัน ตั้งแต่วันที่ 4 ถึงวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 1522 กันเลยทีเดียว

ว่ากันว่า นับแต่เริ่มมีการแห่ โรคระบาดก็ค่อยๆ เริ่มทุเลาเบาบางลง แต่ละย่านจึงพยายามให้ขบวนแห่ไม้กางเขนนี้ผ่านย่านของตน และรื้อรั้งยั้งหยุดไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แล้วในที่สุด โรคระบาดก็หยุดจริงๆ จะด้วยอิทธิฤทธิ์ ด้วยถึงเวลา หรือการที่ประชาชนพากันออกมาตากแดดร้อนโลกันต์คิมหันต์ฤดูฆ่าเชื้อโรคกันจนหมดเมืองก็ไม่ทราบได้ 

จากนั้นมา ไม้กางเขนนี้ก็เป็นไม้กางเขนสำคัญของกรุงโรม ขึ้นชื่อเรื่องการปัดเป่าโรคภัย ฉะนี้

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่า เหตุใดสันตะปาปาองค์ปัจจุบันจึงเสด็จมายังที่นี่ แล้วยังเลือกวิธีการเดินมาเพื่อเป็นประหนึ่งการจาริกแสวงบุญด้วย

หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อวันที่ 27 มีนาคม สมเด็จสันตะปาปาฯ ได้มีรับสั่งให้เคลื่อนย้ายไม้กางเขนนี้เข้ามหาวิหารเซนต์ปีเตอร์แล้ว เพื่อท่านจะได้สวดภาวนาอย่างสะดวกขึ้น

ไม้กางเขนสำคัญของอิตาลีที่เป็น 'พระรอด' ซึ่งชาวโรมเชื่อว่าช่วยให้รอดจากภัยโรคระบาด
ตอนเคลื่อนย้ายไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์เข้าไปยังวาติกัน ภาพนี้แสดงให้เห็นสัดส่วนของกางเขน และองค์กางเขนจริงๆ ที่มิได้ติดกับพื้นหลัง ภาพ : www.agensir.it
สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เสด็จไป San Marcello al Corso ที่มีไม้กางเขนสำคัญของอิตาลีที่เป็น 'พระรอด' ซึ่งชาวโรมเชื่อว่าช่วยให้รอดจากภัยโรคระบาด
ขณะสวดภาวนาในวันนั้น ภาพ : www.vaticannews.va

คำถามถัดไป แล้วโบสถ์ซันตา มาเรีย มัจโจเร ที่ท่านเสด็จไปก่อนหน้านี้เล่า ท่านเสด็จไปทำไม ทำไมท่านจึงไม่ตรงไปยังโบสถ์ซันมาร์แชลโลเลย

หลายคนก็คงคิดว่า หรือเพราะวาติกันไกล

คงไม่ใช่ เพราะถ้าคิดว่าคนอย่างท่านกลัวความไกล โบสถ์ที่ใกล้ซัน มาร์แชลโล กว่านี้ก็มีตั้งมากในโรม 

นั่นสิ แล้วท่านเสด็จไปซันตา มาเรีย มัจโจเร ทำไม ทำไมถึงเริ่มเดินจากตรงนี้

จริงๆ อย่าเรียกว่าเริ่มเดินเลย เรียกว่าเป็นสถานที่แรกที่ท่านเสด็จในวันนั้นจะดีกว่า

ผู้ที่รู้จักท่านดี (ซึ่งแน่นอนไม่ใช่ข้าพเจ้า) ย่อมทราบว่าสมเด็จพระสันตะปาปาฯ เสด็จไปยังมหาวิหารนี้อยู่เนืองๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกครั้งก่อนจะเสด็จไปประกอบภารกิจสำคัญทางศาสนายังต่างแดน และเมื่อกลับมาก็เสด็จไปขอบพระคุณอีกครั้ง

เสด็จไปพบใคร ไปขอบพระคุณอะไร

มหาวิหารแห่งนี้ นอกจากเป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงโรม เก่าแก่ที่สุดในกรุงโรม และมีหอระฆังที่สูงที่สุดในกรุงโรมแล้ว ในโบสถ์นี้มีสิ่งที่เป็นศูนย์รวมจิตใจชาวโรมอยู่สิ่งหนึ่งคือ La Salus Populi Romani

La Salus Populi Romani เป็นภาพพระแม่มาเรียและพระกุมารเยซู วาดลงบนแผ่นไม้ ตามตำนานเชื่อว่านักบุญลูกาวาดภาพนี้ลงบนแผ่นไม้ที่พระเยซูเป็นคนทำขึ้นมาเอง ส่วนสายวิทยาศาสตร์ว่าอย่างไรนั้น ไม่บอก ไปหาอ่านเอาเอง วันนี้เราจะมาแนวนี้ ก็จะไม่ให้เสียเรื่องล่ะ

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เสด็จไป San Marcello al Corso ที่มีไม้กางเขนสำคัญของอิตาลีที่เป็น 'พระรอด' ซึ่งชาวโรมเชื่อว่าช่วยให้รอดจากภัยโรคระบาด
สันตะปาปากับ La Salus Populi Romani ภาพ : www.americamagazine.org

นอกจากเป็นภาพแทนพระแม่มาเรียที่สันตะปาปาทรงโปรดที่สุดแล้ว ภาพนี้ยังมีประวัติเกี่ยวข้องกับการระงับโรคร้ายอีกด้วย นั่นคือใน ค.ศ. 593 สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 1 หรือที่ชาวคริสต์ออกพระนามท่านว่า ‘นักบุญเกรกอรีมหาสมณะ’ ได้แห่ภาพนี้เพื่อหยุดโรคระบาด (ตามตำนานบอกว่า เกิดปาฏิหาริย์ อัครเทวทูตไมเคิลได้ปรากฏร่างอยู่กลางหาว พร้อมด้วยดาบในมือ นับแต่นั้นโรคระบาดก็หยุด และนับแต่นั้นเป็นต้นมาเช่นกัน สุสานจักรพรรดิเฮเดรียนอันเป็นจุดที่ปรากฏร่างเทวทูตไมเคิลก็เปลี่ยนชื่อมาเป็น Castel Sant’Angelo อันแปลได้ว่า ปราสาทนักบุญเทวทูต) และใน ค.ศ. 1837 สันตะปาปาเกรกอริโยที่ 16 ก็สวดภาวนากับพระรูปนี้ขอให้อหิวาตกโรคสิ้นสุดด้วย

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงเป็นเหตุผลที่น่าจะเพียงพอกับการที่ท่านเริ่มการ ‘จาริก’ ในวันนั้นที่โบสถ์ซันตา มาเรีย มัจโจเร ก่อน ทั้งด้วยเรื่องอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของ Salus Populi Romani ทั้งด้วยเป็นสัญลักษณ์ของการออกเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจสำคัญยังโบสถ์ซัน มาร์แชลโล เพื่อสวดภาวนาขอให้โลกร้ายสิ้นสุดลงโดยเร็ว

การสวดมนต์ภาวนาอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากสิ่งที่ตนเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์นั้น เป็นธรรมชาติของมนุษยชาติอยู่แล้ว ยามวิกฤตเช่นนี้ ไม่ได้มีแค่ร่างกายที่ต้องการการรักษา เยียวยา ดูแล จิตใจเองก็ต้องการการดูแลและประคับประคองไม่แพ้กัน

ทำอะไรได้ก็ทำกันเถิด 

แต่อย่าถึงกับอ่านจบแล้ววิ่งออกไปอัญเชิญหลวงพ่อวัดข้างบ้านออกมาแห่กันเลยนะ


ข้อมูลอ้างอิง 

www.lastampa.it

romanchurches.fandom.com/wiki/San_Marcello_al_Corso

th.wikipedia.org

www.romasegreta.it

Writer

Avatar

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

คุณจำได้ไหมว่า โรมีโอกับจูเลียต ใช้เมืองอะไรเป็นฉากหลัก

คำตอบคือ เวโรนา อันเป็นเมืองทางเหนือของอิตาลี ใหญ่เป็นอันดับสองของแคว้นเวเนโต อันมีเวนิสเป็นหัวเมืองเอก

กลับมาที่ โรมีโอกับจูเลียต ภาษาอิตาเลียนเรียกเรื่องนี้ว่า Romeo e Giulietta อ่านว่า โรแมโอ เอ จูลีเย็ตต้า แต่เพื่อไม่ให้ดูดัดจริตจนเกินไป ฉันก็จะเรียกหนุ่มสาวสองคนนี้ว่า โรมีโอกับจูเลียต ตามที่ใครๆ เรียกกันก็แล้วกัน

Spoiler Alert!

นอกจากฉากตายตอนจบแล้ว ภาพจำโดยทั่วไปของคนที่มีต่อละครเรื่องนี้ คือฉากพลอดรักหวานฉ่ำระหว่างโรมีโอกับจูเลียตที่ระเบียงบ้านของสาวเจ้า

ผู้คนที่มุ่งมั่นมาเมืองนี้ จึงมาเพื่อดูบ้านจูเลียต และดูระเบียงนั้นแทบทั้งสิ้น

ก่อนจะเลยเถิดไปไหน ขอให้แน่ใจก่อนว่า ทุกท่านรู้จักเรื่อง โรมีโอกับจูเลียต แล้วจริง ๆ

ไป Verona เยือนบ้านจูเลียตที่ไม่เคยเป็นบ้านจูเลียต และระเบียงในฉากลือลั่นที่สร้างกันเองจากโลงหิน

 ภาพ : upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/5/55/Romeo_and_juliet_brown.jpg/640px-Romeo_and_juliet_brown.jpg

ในเรื่องกล่าวว่า ทั้งสองคนเป็นลูกของตระกูลคู่อริกัน จูเลียตเป็นลูกสาวบ้านคาปูเล็ต ส่วนโรมีโอเป็นผู้บ่าวบ้านมองเตกู

ทั้งสองรักกันปานจะกลืน ในท้ายที่สุดจูเลียตได้ยาแกล้งตายมาจากพ่อหมอ แต่ดันไม่ยอมบอกแฟนตัวเอง รายนี้พอมาเห็นหญิงคนรักนอนตายนิ่ง ก็ฉวยมีดสั้นแทงตัวเองตาย จูเลียตฟื้นขึ้นมาหลังจากยาสิ้นฤทธิ์ เห็นแฟนตัวเองตาย ก็ฉวยมีดมาแทงตัวเองตายตาม อ่านเผินๆ นึกว่าอ้ายขวัญกับอีเรียมแห่งทุ่งบางกะปิยังไงยังงั้น

ปัจจุบัน ผู้คนที่มาเมืองเวโรนาก็จะต้องถามถึงว่าโรมีโอกับจูเลียตมีจริงไหม อยู่ตรงไหน ยังไง ฯลฯ ระเบียงล่ะ ระเบียง!!!

ถึงตรงนี้ นักเรียนวรรณคดีอังกฤษคงยิ้มเย็นพร้อมถอนหายใจเบาๆ

เพราะในวรรณกรรมเรื่องนี้…

เชกสเปียร์ไม่ได้ใส่คำว่าระเบียง หรือ Balcony ไว้แม้แต่คำเดียว

กรี๊ดดดดดดด

นี่มันเป็นความจริงที่ตบหน้ากันฉาดใหญ่ หยามหน้ากันสุดๆ พอๆ กับที่มีคนมาบอกว่า ไม่มีชะลอมในมือของพจมาน พินิจนันท์ ตอนเดินเข้าบ้านทรายทอง ของ ก.สุรางคนางค์ ฉันนั้น

ฟื้นขึ้นมาจากการเป็นลมแล้วมาฟังความจริงอันโหดร้ายต่อ

อันที่จริง พจนานุกรมภาษาอังกฤษในสมัยนั้นไม่มีคำนี้ด้วยซ้ำ นอกจากนั้นสิ่งก่อสร้างแบบที่ว่านั้นก็ไม่มี และไม่มีวันที่จะมีในอังกฤษยุคนั้นด้วย

เนื่องจากว่าคนอังกฤษนั้นไม่มีเสียละที่จะสร้างอะไรให้ยื่นออกมาจากตัวบ้าน เพื่อมายืนโชว์ร่างกายให้ชาวบ้านชาวเมืองดู ช่างน่าอัปยศอดสูดูอุจาดเสียนี่กระไร มิพักพูดถึงสภาพอากาศที่มิได้เชิญชวนให้ออกมานอกบ้านแม้แต่น้อย

แล้วระเบียงโผล่มาในละครเรื่องนี้ตอนไหน

เรื่องนี้ต้องเล่ากันยาว

กล่าวคือ หลังจากที่เชกสเปียร์ตายไปไม่นานในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 ในช่วงปลายศตวรรษก็เป็นยุคเลิกฮิต ไม่มีใครรู้จักเชกสเปียร์ ไม่มีใครรู้จักบทละครเรื่อง โรมีโอกับจูเลียต

แล้วในช่วงนี้เอง นักเขียนบทละครคนหนึ่ง (แหล่งข่าวแจ้งว่าชื่อ Thomas Otway) ก็แอบก๊อปเอาพล็อตเรื่องนี้ของเชกสเปียร์มาใช้ โดยเปลี่ยนเรื่องราวให้เป็นยุคโรมันโบราณ บทละครเรื่องนี้ชื่อ The History and Fall of Caius Marius ว่ากันว่ากล้าก็อปจนถึงขนาดมีบทพูดที่ว่า “O Marius, Marius! wherefore art thou Marius?” กันเลยทีเดียว

แล้วในเรื่องนี้แหละ ที่ Otway ได้ให้ตัวละครเอกสองคนพลอดรักกันที่ ‘ระเบียง’ อันเป็นสิ่งที่คนอังกฤษคงจะเริ่มรู้จักกันพอสมควรแล้ว (คนอังกฤษสะกดคำนี้ว่า Balcone ตามภาษาอิตาเลียนในช่วงแรก แต่ออกเสียงเป็นแบบของตน)

และมาในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 ก็มีผู้นำผลงานของเชกสเปียร์มาปัดฝุ่นอีกครั้ง รวมถึงเรื่อง โรมีโอกับจูเลียต ด้วย และในเวอร์ชันนี้เขาก็ได้เก็บเอา ‘ระเบียง’ มาใส่ไว้ในฉากละครของเขา เขาผู้นี้ชื่อ David Garrick

ไม่เพียงเท่านั้น โรมีโอขวัญใจมหาชนในสมัยนั้นคือ Spranger Barry ก็ได้ออกจากคณะละครของ Garrick ไปอยู่คณะอื่น ไม่ไปเปล่า แต่ยังเสนอให้คณะละครใหม่ของตนทำฉาก ‘ระเบียง’ อีกด้วย

นัยว่า คนอังกฤษแค่เห็น ‘ระเบียง’ ก็คงครางฮือ มันคงดูอิตาเลี๊ยนอิตาเลียน Exotic สุดๆ ไม่ได้ดูในละครก็อย่าหมายว่าจะได้ดูตามถนนรนแคมต่างๆ ในลั้นดั้นหรือเมืองใดๆ ในประเทศฉ่ำฝนแห่งนี้

เมื่อเป็นฉากที่โดดเด่นมากในเรื่องและตัดออกไม่ได้ ประมาณฉากเก็บมะนาวใน แม่นาคพระโขนง ยังไงยังงั้น เมื่อดังถึงขนาดนี้ ก็มีบ้างที่ผู้คนดั้นด้นเดินทางไปถึงเมืองเวโรนาเพื่อไปดูระเบียงอันลือลั่นอันนั้น… ที่บ้านของจูเลียต

กลับมาที่คำถามว่า… บ้านของจูเลียต อ้าว ตกลงมีจริงหรือ ไม่ได้เป็นเรื่องแต่งหรอกหรือ

แล้วบ้านหลังนี้เป็นบ้านจูเลียตยังไง แล้วระเบียงล่ะ ทำไมมันถึงเหมาะเหม็งอย่างนี้

เรื่องของเรื่องคือ เมื่อต้นศตวรรษที่ 20 ผู้ดูแลงานพิพิธภัณฑ์แห่งเมืองเวโรนาคงสำเหนียกแล้วถึงพลังของติ่งละครที่เฝ้าเพียรมาถามว่า บ้านจูเลียตอยู่ตรงไหน อยากเห็นระเบียงอันลือลั่นนั้น ท่านคงคิดว่า เอาซี้…(เสียงสูงปรี๊ด) อยากได้บ้านนักเจ้าก็จะได้บ้าน อยากได้ระเบียงนักเจ้าก็จะได้ระเบียง จะไปยากอันใด

ว่าพลาง ท่านก็ไปแปลงโฉมโรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งเคยเป็นบ้านของตระกูลคัปแปลโล (ตราประจำตระกูลรูปหมวกก็ยังหราอยู่ตรงทางเข้าจนถึงวันนี้) ให้เป็นบ้านของจูเลียต ก็ทำไมจะต้องเป็นบ้านหลังนี้ด้วย ก็เพราะว่าคำว่า ‘Cappello’ ในภาษาอิตาเลียนแปลว่า ‘หมวก’ คำว่า คาปูเล็ต นั้น ถ้าเป็นอิตาเลียนก็ต้องประมาณ คัปปูเล็ตตี้–คัปเปลเล็ตตี้ อะไรเทือกๆ นั้น ซึ่งก็จะแปลว่า หมวกใบเล็ก อะไรนะ บ้านนี้มัน Cappello นี่ ไม่ใช่ Capuleti เสียหน่อย เอาเหอะน่า หมวกใหญ่หมวกเล็กมันก็หมวกเหมือนๆ กันนั่นล่ะ จะมาหาความจริงอะไรกันตรงนี้ ทีเชกสเปียร์สร้างเรื่องขึ้นมาเป็นคุ้งเป็นแควไม่เห็นมีใครไปไล่เบี้ยเล่า

เมื่อได้บ้านมาแล้ว ปัญหาต่อมาคือไม่มีระเบียง อ้าว ทำไงล่ะทีนี้ จะมาอ้างว่าในเรื่องของเชกสเปียร์ไม่มีระเบียงมาก่อนก็อาจจะผิดหูติ่งละคร ผู้ไม่ต้องการอะไรอีกแล้วในชีวิตนี้ นอกจากไปให้ถึงฝั่งฝันกับระเบียงอันลือลั่นของจูเลียต แต่ปัญหาเหล่านั้นไม่ใช่ปัญหาของท่านภัณฑารักษ์เลย อยากได้ระเบียงเหรอ จริงๆ ท่านก็คิดอยู่แล้วล่ะ เพราะว่ากันว่าทีมงานก็ได้พยายามสร้างทัศนียภาพตรงนั้นให้ใกล้เคียงกับภาพยนตร์เรื่อง โรมีโอกับจูเลียต เวอร์ชันปี 1936 ให้ใกล้เคียงมากที่สุดด้วย

ไป Verona เยือนบ้านจูเลียตที่ไม่เคยเป็นบ้านจูเลียต และระเบียงในฉากลือลั่นที่สร้างกันเองจากโลงหิน

ภาพ : http://emanuellevy.com/wp-content/uploads/2013/03/romeo_and_juliet_poster.jpg

ระหว่างที่คิดอยู่นั้น สายตาท่านก็พลันไปสะดุดที่งานหินอ่อนแกะสลักชิ้นหนึ่งที่วางเขละอยู่ตรงลานบ้านที่ท่านคิดจะทำพิพิธภัณฑ์นั้น เป็นหินอ่อนที่มีคนพบตอนที่เทศบาลเมืองขุดริมฝั่งแม่น้ำอาดีเจ (Adige) ที่ไหลอยู่กลางเมืองเพื่อเตรียมสร้างเขื่อนกันน้ำท่วม

เมื่อเห็นว่าเข้าท่า ท่านก็สั่งให้ยกขึ้นไปตั้งให้เป็นระเบียงของจูเลียตเสียอย่างนั้น ถึงแม้ว่าท่านจะรู้ว่าหินสลักนั้น…เป็นโลงหินโบราณก็ตาม

ปัจจุบัน บ้านจูเลียตเปิดให้เข้าชมฟรี พร้อมกับมีรูปปั้นสำริดของนางยืนนมวาวอยู่ด้านล่างเยื้องระเบียงซึ่งผู้คนพร้อมใจกันเชื่อว่า เธอได้ออกมาพร่ำเพ้อที่นี่ อันนมที่วาวของเธอนั้นไม่ได้เป็นปาฏิหาริย์ของรักแท้ใดๆ ทั้งสิ้น หากแต่มาจากมวลนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศที่ก็พร้อมใจกันอีกเช่นกันที่จะเชื่อว่า หากได้ลูบนมเธอแล้วจะโชคดี

ไป Verona เยือนบ้านจูเลียตที่ไม่เคยเป็นบ้านจูเลียต และระเบียงในฉากลือลั่นที่สร้างกันเองจากโลงหิน

ข้อมูลอ้างอิง

www.theatlantic.com/entertainment/archive/2014/10/romeo-and-juliets-balcony-scene-doesnt-exist/381969/ 

www.venetoinside.com/it/aneddoti-e-curiosita/post/il-balcone-di-giulietta-a-verona/

www.ulisseilnavigatore.it/turismo/casa-giulietta-verona.html 

www.shakespeareinitaly.it/verona.html 

Writer & Photographer

Avatar

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load