ในเพลาแดดร่มลมตกของวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2563 ที่เพิ่งผ่านมา หากใครได้ออกมาเดินที่ Via del Corso อันเป็นถนนสายหลักกลางกรุงโรม แล้วไม่ถูกตำรวจเป่านกหวีดปรี๊ดไล่ให้ขึ้นไปกักตัวอยู่ในบ้านเสียก่อน ก็จะมีโอกาสได้เห็นบุคคลสำคัญของโลกผู้หนึ่ง เดินช้าๆ เงียบๆ มีบอดี้การ์ดเดินตามอยู่มิห่าง แต่ก็มิรบกวน

ท่านคือ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส (จะขออนุญาตไม่ออกพระนามไปมากกว่านี้ เพราะเดี๋ยวจะดราม่าเรื่องชื่อเรื่องเสียงกันไปจนผิดประเด็น)

เสด็จเสด็จออกมาทำไม เสด็จเสด็จมาจากไหน แล้วเสด็จกำลังจะเสด็จไปที่ใด 

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เสด็จไป San Marcello al Corso ที่มีไม้กางเขนสำคัญของอิตาลีที่เป็น 'พระรอด' ซึ่งชาวโรมเชื่อว่าช่วยให้รอดจากภัยโรคระบาด
วันเสด็จจาริกไปยังโบสถ์ซันมาร์แชลโล ภาพ : www.ilfattoquotidiano.it

คำตอบคือ ท่านเพิ่งเสด็จมาจากมหาวิหารซานตา มาเรีย มัจโจเร (Basilica Santa Maria Maggiore) บ่ายหน้าไปทางโบสถ์เล็กๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากตรงนั้นร่วม 2 กิโลเมตร เป็นโบสถ์ที่ถึงแม้จะตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรมเหลือเกินก็ตาม แต่แทบไม่มีนักท่องเที่ยวคนใดรู้จัก เดินโฉบไปเฉี่ยวมา ค่าที่ทำเลที่ตั้งของโบสถ์อยู่เกือบตรงกลางระหว่างน้ำพุเทรวีกับปันเตออน (Pantheon) ระยะห่างไปถึงทั้งสองจุดราว 400 – 450 เมตรเท่านั้น

โบสถ์แห่งนี้ คือโบสถ์ ซัน มาร์แชลโล อัล คอร์โซ (San Marcello al Corso) สองคำหลังอาจแปลได้ว่า ณ คอร์โซ ซึ่งเป็นชื่อถนนสายนี้นั่นเอง

San Marcello al Corso ไม้กางเขนสำคัญของอิตาลีที่เป็น 'พระรอด' ซึ่งชาวโรมเชื่อว่าช่วยให้รอดจากภัยโรคระบาด
ด้านหน้าโบสถ์ San Marcello ภาพ : www.wikiwand.com

เหตุที่ท่านเสด็จมา เพราะที่นี่เป็นที่ประดิษฐานไม้กางเขนที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่งของอิตาลี เป็นไม้กางเขนที่ชาวโรมเชื่อว่า ช่วยให้รอดจากภัยโรคระบาดได้

เหตุใดจึงเชื่อเช่นนั้น

ย้อนเวลาไปราว 500 ปีที่แล้ว โบสถ์แห่งนี้ก็เป็นโบสถ์โบสถ์หนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในเขตกำแพงเมืองโรม ณ มุมหนึ่งของโบสถ์ เป็นที่รูปสลักไม้พระเยซูถูกตรึงกางเขน ซึ่งมีอายุราว 100 ปี ณ ขณะนั้น (หากนับถึงวันนี้ก็ 600 ปี) สิ่งที่สะดุดตาสะดุดใจของคนโรมเชิงศิลปะก็คือ เป็นรูปสลักไม้พระเยซูถูกตรึงบนกางเขนที่เหมือนจริงที่สุดในเมือง

San Marcello al Corso ไม้กางเขนสำคัญของอิตาลีที่เป็น 'พระรอด' ซึ่งชาวโรมเชื่อว่าช่วยให้รอดจากภัยโรคระบาด
ภาพ : statics.cedscdn.it

ถึงตรงนี้ ก็ยังไม่เป็นเหตุของความเชื่อเรื่องการต้านภัยโรคระบาดใช่ไหม

จนกระทั่งใน ค.ศ. 1519 เกิดอัคคีภัย ไฟไหม้วอดวายโบสถ์ทั้งหลัง ผลของเพลิงพิโรธนั้น นอกจากกำแพงด้านนอกแล้ว สิ่งที่รอดมาอย่างเดียวคือไม้กางเขนนี้ 

เท่านั้นเอง กิตติศัพท์ในความเป็น ‘พระรอด’ ของกางเขนนี้ก็เริ่มขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศ

แต่เรื่องยังไม่จบเท่านี้

3 ปีจากนั้น กล่าวคือ ใน ค.ศ. 1522 เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ในกรุงโรม ประชาชนล้มตายสิ้นหวังอย่างที่เราคงจะนึกกันออก จนในที่สุด ประชาชนชาวโรมก็พร้อมใจพากันนำกางเขนไม้นี้ออกมาแห่แหน ด้วยคงจะเชื่อว่า กับฟืนกับไฟ ท่านยังฝ่ามาได้ ท่านก็น่าจะพาพวกเราผ่านโรคภัยไข้เจ็บคราวนี้ได้ด้วยเช่นกัน

San Marcello al Corso ไม้กางเขนสำคัญของอิตาลีที่เป็น 'พระรอด' ซึ่งชาวโรมเชื่อว่าช่วยให้รอดจากภัยโรคระบาด
การแห่ไม้กางเขนใน ค.ศ. 1931 ภาพ : www.wikiwand.com

ขบวนแห่มีจุดหมายปลายทางคือวาติกัน ซึ่งจริงๆ อยู่ห่างออกไปไม่ถึง 3 กิโลเมตร แต่กลับเป็นการเดินทางซึ่งกินระยะทางอันประมาณมิได้ เนื่องประชาชนทั่วกรุงโรมก็ล้วนอยากให้กางเขนศักดิ์สิทธิ์นี้ผ่านไปยังย่านที่ตนอาศัยอยู่ ไม่ว่าทางการจะห้ามปรามเพียงใด ก็ไม่สามารถขัดพลังความเชื่อและศรัทธาของชาวโรมได้

นอกจากเส้นทางการเดินทางจะขยายออกไปแล้ว ระยะเวลาแห่งการแห่แหนนี้ก็หาได้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปในวันเดียว หากแต่แห่กันถึง 16 วัน ตั้งแต่วันที่ 4 ถึงวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 1522 กันเลยทีเดียว

ว่ากันว่า นับแต่เริ่มมีการแห่ โรคระบาดก็ค่อยๆ เริ่มทุเลาเบาบางลง แต่ละย่านจึงพยายามให้ขบวนแห่ไม้กางเขนนี้ผ่านย่านของตน และรื้อรั้งยั้งหยุดไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แล้วในที่สุด โรคระบาดก็หยุดจริงๆ จะด้วยอิทธิฤทธิ์ ด้วยถึงเวลา หรือการที่ประชาชนพากันออกมาตากแดดร้อนโลกันต์คิมหันต์ฤดูฆ่าเชื้อโรคกันจนหมดเมืองก็ไม่ทราบได้ 

จากนั้นมา ไม้กางเขนนี้ก็เป็นไม้กางเขนสำคัญของกรุงโรม ขึ้นชื่อเรื่องการปัดเป่าโรคภัย ฉะนี้

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่า เหตุใดสันตะปาปาองค์ปัจจุบันจึงเสด็จมายังที่นี่ แล้วยังเลือกวิธีการเดินมาเพื่อเป็นประหนึ่งการจาริกแสวงบุญด้วย

หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อวันที่ 27 มีนาคม สมเด็จสันตะปาปาฯ ได้มีรับสั่งให้เคลื่อนย้ายไม้กางเขนนี้เข้ามหาวิหารเซนต์ปีเตอร์แล้ว เพื่อท่านจะได้สวดภาวนาอย่างสะดวกขึ้น

ไม้กางเขนสำคัญของอิตาลีที่เป็น 'พระรอด' ซึ่งชาวโรมเชื่อว่าช่วยให้รอดจากภัยโรคระบาด
ตอนเคลื่อนย้ายไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์เข้าไปยังวาติกัน ภาพนี้แสดงให้เห็นสัดส่วนของกางเขน และองค์กางเขนจริงๆ ที่มิได้ติดกับพื้นหลัง ภาพ : www.agensir.it
สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เสด็จไป San Marcello al Corso ที่มีไม้กางเขนสำคัญของอิตาลีที่เป็น 'พระรอด' ซึ่งชาวโรมเชื่อว่าช่วยให้รอดจากภัยโรคระบาด
ขณะสวดภาวนาในวันนั้น ภาพ : www.vaticannews.va

คำถามถัดไป แล้วโบสถ์ซันตา มาเรีย มัจโจเร ที่ท่านเสด็จไปก่อนหน้านี้เล่า ท่านเสด็จไปทำไม ทำไมท่านจึงไม่ตรงไปยังโบสถ์ซันมาร์แชลโลเลย

หลายคนก็คงคิดว่า หรือเพราะวาติกันไกล

คงไม่ใช่ เพราะถ้าคิดว่าคนอย่างท่านกลัวความไกล โบสถ์ที่ใกล้ซัน มาร์แชลโล กว่านี้ก็มีตั้งมากในโรม 

นั่นสิ แล้วท่านเสด็จไปซันตา มาเรีย มัจโจเร ทำไม ทำไมถึงเริ่มเดินจากตรงนี้

จริงๆ อย่าเรียกว่าเริ่มเดินเลย เรียกว่าเป็นสถานที่แรกที่ท่านเสด็จในวันนั้นจะดีกว่า

ผู้ที่รู้จักท่านดี (ซึ่งแน่นอนไม่ใช่ข้าพเจ้า) ย่อมทราบว่าสมเด็จพระสันตะปาปาฯ เสด็จไปยังมหาวิหารนี้อยู่เนืองๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกครั้งก่อนจะเสด็จไปประกอบภารกิจสำคัญทางศาสนายังต่างแดน และเมื่อกลับมาก็เสด็จไปขอบพระคุณอีกครั้ง

เสด็จไปพบใคร ไปขอบพระคุณอะไร

มหาวิหารแห่งนี้ นอกจากเป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงโรม เก่าแก่ที่สุดในกรุงโรม และมีหอระฆังที่สูงที่สุดในกรุงโรมแล้ว ในโบสถ์นี้มีสิ่งที่เป็นศูนย์รวมจิตใจชาวโรมอยู่สิ่งหนึ่งคือ La Salus Populi Romani

La Salus Populi Romani เป็นภาพพระแม่มาเรียและพระกุมารเยซู วาดลงบนแผ่นไม้ ตามตำนานเชื่อว่านักบุญลูกาวาดภาพนี้ลงบนแผ่นไม้ที่พระเยซูเป็นคนทำขึ้นมาเอง ส่วนสายวิทยาศาสตร์ว่าอย่างไรนั้น ไม่บอก ไปหาอ่านเอาเอง วันนี้เราจะมาแนวนี้ ก็จะไม่ให้เสียเรื่องล่ะ

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เสด็จไป San Marcello al Corso ที่มีไม้กางเขนสำคัญของอิตาลีที่เป็น 'พระรอด' ซึ่งชาวโรมเชื่อว่าช่วยให้รอดจากภัยโรคระบาด
สันตะปาปากับ La Salus Populi Romani ภาพ : www.americamagazine.org

นอกจากเป็นภาพแทนพระแม่มาเรียที่สันตะปาปาทรงโปรดที่สุดแล้ว ภาพนี้ยังมีประวัติเกี่ยวข้องกับการระงับโรคร้ายอีกด้วย นั่นคือใน ค.ศ. 593 สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 1 หรือที่ชาวคริสต์ออกพระนามท่านว่า ‘นักบุญเกรกอรีมหาสมณะ’ ได้แห่ภาพนี้เพื่อหยุดโรคระบาด (ตามตำนานบอกว่า เกิดปาฏิหาริย์ อัครเทวทูตไมเคิลได้ปรากฏร่างอยู่กลางหาว พร้อมด้วยดาบในมือ นับแต่นั้นโรคระบาดก็หยุด และนับแต่นั้นเป็นต้นมาเช่นกัน สุสานจักรพรรดิเฮเดรียนอันเป็นจุดที่ปรากฏร่างเทวทูตไมเคิลก็เปลี่ยนชื่อมาเป็น Castel Sant’Angelo อันแปลได้ว่า ปราสาทนักบุญเทวทูต) และใน ค.ศ. 1837 สันตะปาปาเกรกอริโยที่ 16 ก็สวดภาวนากับพระรูปนี้ขอให้อหิวาตกโรคสิ้นสุดด้วย

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงเป็นเหตุผลที่น่าจะเพียงพอกับการที่ท่านเริ่มการ ‘จาริก’ ในวันนั้นที่โบสถ์ซันตา มาเรีย มัจโจเร ก่อน ทั้งด้วยเรื่องอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของ Salus Populi Romani ทั้งด้วยเป็นสัญลักษณ์ของการออกเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจสำคัญยังโบสถ์ซัน มาร์แชลโล เพื่อสวดภาวนาขอให้โลกร้ายสิ้นสุดลงโดยเร็ว

การสวดมนต์ภาวนาอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากสิ่งที่ตนเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์นั้น เป็นธรรมชาติของมนุษยชาติอยู่แล้ว ยามวิกฤตเช่นนี้ ไม่ได้มีแค่ร่างกายที่ต้องการการรักษา เยียวยา ดูแล จิตใจเองก็ต้องการการดูแลและประคับประคองไม่แพ้กัน

ทำอะไรได้ก็ทำกันเถิด 

แต่อย่าถึงกับอ่านจบแล้ววิ่งออกไปอัญเชิญหลวงพ่อวัดข้างบ้านออกมาแห่กันเลยนะ


ข้อมูลอ้างอิง 

www.lastampa.it

romanchurches.fandom.com/wiki/San_Marcello_al_Corso

th.wikipedia.org

www.romasegreta.it

Writer

Avatar

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

เป็นที่รู้กันในหมู่คนดูภาพยนตร์ว่า อิตาลีทำภาพยนตร์ออกมาได้อย่างวิเศษประเทศหนึ่ง หลักฐานสนับสนุนอย่างง่าย ๆ ก็คือ ในเวทีออสการ์นั้น สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะนับอย่างไร อิตาลีก็ได้รับรางวัลนี้สูงสุด นั่นคือ 11 ตัว 

ที่บอกว่า “ไม่ว่าจะนับอย่างไร” เป็นเพราะว่า ก่อนหน้าที่จะมีรางวัลในสาขานี้เป็นการถาวร ได้มีการมอบรางวัลพิเศษให้แก่ภาพยนตร์ชาติอื่น ๆ มาก่อนแล้ว นัยว่า ดีจนคณะกรรมการทนไม่ได้ และประเทศแรกที่ได้รับรางวัลนี้ก็คือ อิตาลี นั่นเอง และจากนั้นไม่นานก็ได้รับอีกครั้ง รวมเป็น 2 เมื่อรวมกับ 11 ตัวที่กล่าวไป ก็เป็น 13 ตัว แต่ในบางครั้งก็มีผู้นับว่า 11+3 เนื่องจากหนังอีกหนึ่งเรื่องที่ได้รับรางวัลเกียรติยศนี้เป็นหนังที่ทำร่วมกับฝรั่งเศส แต่ไม่ว่าจะนับอย่างไรก็ตาม อิตาลีก็ถือว่าเป็นประเทศที่ได้รับรางวัลนี้ถี่ที่สุดนั่นเอง

สำหรับมือใหม่หัดดูหนังอิตาเลียน ลองเริ่มจากหนังอิตาเลียนที่ได้รับรางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมในเวทีออสการ์ก่อนเป็นไร เพราะอาจจะหาดูได้ง่ายกว่า ทั้งนี้ได้เรียงรายชื่อมาให้ข้างล่างนี้แล้ว และเกริ่นเรื่องอย่างสั้นมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เพราะไม่อยากสปอยล์เลยจริง ๆ 

La strada

ปีที่ออกฉาย 1954

ผู้กำกับ Federico Fellini

ออสการ์ครั้งที่ 29 (ปี 1957)

อิตาลี ประเทศที่หนังได้รางวัลออสการ์บ่อยที่สุด กับลิสต์แนะนำ 11 เรื่องเด็ดแบบไม่สปอยล์
ภาพ : en.wikipedia.org/wiki/La_Strada

เรื่องราวของเจลโซมีนา (Gelsomina) เด็กสาวที่ถูกครอบครัวขายให้ไปเป็นผู้ช่วยของซัมปาเนาะ (Zampanò) ซึ่งเป็นนักแสดงปาหี่ร่อนเร่ ซัมปาเนาะทั้งใช้งานและทำร้ายจิตใจเธอต่าง ๆ นานา จนในที่สุด และมารู้ใจตัวเองว่ารักเธอ ก็เมื่อสายเสียแล้ว

Cabiria’s Nights (Le notti di Cabiria)

ปีที่ออกฉาย 1957 

ผู้กำกับ Federico Fellini 

ออสการ์ครั้งที่ 30 (ปี 1958)

อิตาลี ประเทศที่หนังได้รางวัลออสการ์บ่อยที่สุด กับลิสต์แนะนำ 11 เรื่องเด็ดแบบไม่สปอยล์
ภาพ : www.postermania.it

คาบีเรีย เป็นชื่อของหญิงโสเภณีคนหนึ่ง เธอถูกคนรักชิงทรัพย์และผลักเธอตกแม่น้ำ แต่เธอรอดตายมาได้ราวปาฏิหาริย์ จากนั้นชีวิตของเธอก็ผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งได้พบกับชายที่เธอคิดจะแต่งงานด้วย 

เมื่อนึกถึงหนังเรื่องนี้ หลายคนจะนึกถึงภาพคาบีเรียเดินยิ้มอยู่กลางถนนที่ครึกครื้น มีน้ำตาสีดำหนึ่งหยดในช่วงท้ายของเรื่อง

นักแสดงนำฝ่ายหญิงของเรื่อง คือคนเดียวกันกับเรื่อง La strada เธอคือ จูลิเย็ตตา มาซีนา (Giulietta Masina) ภรรยาของเฟลลีนี่นั่นเอง

ปีที่ออกฉาย 1963

ผู้กำกับ Federico Fellini

ออสการ์ครั้งที่ 36 (ปี 1964)

อิตาลี ประเทศที่หนังได้รางวัลออสการ์บ่อยที่สุด กับลิสต์แนะนำ 11 เรื่องเด็ดแบบไม่สปอยล์
 ภาพ : distribuzione.ilcinemaritrovato.it/8-mezzo

เป็นเรื่องของผู้กำกับที่ประสบปัญหา ‘สมองตัน’ ทำภาพยนตร์เรื่องใหม่ไม่ได้ ชื่อเรื่องมาจากจำนวนหนังที่เฟลลีนีทำมาก่อนนั่นเอง ส่วนที่เป็นครึ่งนั้น คือเรื่องที่กำกับร่วมกับผู้อื่น

บรรยากาศของหนังเป็นแนวฝัน ๆ ฟุ้ง ๆ และเหนือจริง

เรื่องนี้ได้อีก 1 รางวัลคือ รางวัลการออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม (ภาพยนตร์ขาว-ดำ)

Yesterday, Today and Tomorrow (Ieri, oggi, domani)

ปีที่ออกฉาย 1963

ผู้กำกับ Vittorio De Sica

ออสการ์ครั้งที่ 37 (ปี 1965)

อิตาลี ประเทศที่หนังได้รางวัลออสการ์บ่อยที่สุด กับลิสต์แนะนำ 11 เรื่องเด็ดแบบไม่สปอยล์
aforismi.meglio.it/film/ieri-oggi-domani

หนังแบ่งออกเป็น 3 เรื่องย่อย เขียนบทโดยนักเขียนใหญ่ของอิตาลี 3 คน คือ เด ฟิลิปโป้ (Eduardo De Filippo), โมราเวีย (Alberto Moravia) และ ซาวัตตีนี (Cesare Zavattini) ทั้ง 3 เรื่องเป็นเรื่องของชีวิตคู่สามีภรรยาใน 3 เมืองต่างกัน คือ นโปลี มิลาน และ โรม โดยใช้นักแสดงคู่เดิม คู่เดียวกัน คือ โซเฟีย ลอเรน (Sophia Loren) และ มาร์แชลโล มัสโตรยันนี (Marcello Mastroianni)

Investigation of a Citizen Above Suspicion (Indagine su un cittadino al di sopra di ogni sospetto)

ปีที่ออกฉาย 1970

ผู้กำกับ Elio Petri

ออสการ์ครั้งที่ 43 (ปี 1971)

อิตาลี ประเทศที่หนังได้รางวัลออสการ์บ่อยที่สุด กับลิสต์แนะนำ 11 เรื่องเด็ดแบบไม่สปอยล์
ภาพ : www.mymovies.it

ภาพยนตร์ชื่อยาวเรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อในประเภทบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย (แต่ไม่ได้รับ) เป็นเรื่องของนายตำรวจใหญ่ที่ฆ่าชู้รักของตัวเอง และกลมกลืนอยู่ในทีมสอบสวนการฆาตกรรมครั้งนี้ โดยมั่นใจว่า จะไม่มีใครสงสัยตน หรืออาจจะสงสัย แต่ไม่กล้าจับกุม

The Garden of the FInzi-Continis (Il giardino dei Finzi-Contini)

ปีที่ออกฉาย 1970

ผู้กำกับ Vittorio De Sica

ออสการ์ครั้งที่ 44 (ปี 1972)

อิตาลี ประเทศที่หนังได้รางวัลออสการ์บ่อยที่สุด กับลิสต์แนะนำ 11 เรื่องเด็ดแบบไม่สปอยล์
ภาพ : www.postermania.it

ภาพยนตร์รางวัลออสการ์ตัวที่ 4 ของเดซีกาเรื่องนี้ นำมาจากนวนิยายของ โจร์โจ บัซซานี (Giorgio Bassani) 

เนื้อเรื่องพูดถึงชีวิตอันสงบสุขของครอบครัวฟินซี-คอนตีนี ชาวยิวผู้มีอันจะกินที่มีบ้านหลังงามอยู่ที่เมืองแฟร์รารา เมื่อเกิดมีกฎหมายแบ่งแยกเชื้อชาติของฟาชิสม์และสงครามโลก เหตุการณ์เศร้าต่าง ๆ ก็ประดังประเดเข้ามาสู่ชีวิตแสนสุขของครอบครัวนี้และผู้คนที่เกี่ยวข้อง

Amarcord

ปีที่ออกฉาย 1973

ผู้กำกับ Federico Fellini

ออสการ์ครั้งที่ 47 (ปี 1975)

อิตาลี ประเทศที่หนังได้รางวัลออสการ์บ่อยที่สุด กับลิสต์แนะนำ 11 เรื่องเด็ดแบบไม่สปอยล์
ภาพ : www.inkroci.it

หนังที่ได้รับรางวัลออสการ์ตัวที่ 4 และตัวสุดท้ายของเฟลลีนี เป็นการเดินทางไปในกาลเวลาที่ฝันฟุ้งของเฟลลีนี ไปสู่วัยเด็กของตนในยุคทศวรรษที่ 30 ที่บ้านเกิดแถบเมืองรีมีนี (Rimini) 

ฟังดูเหมือนจะเป็นอัตชีวประวัติ แต่เฟลลีนีย่อมมีดีกว่าจะเล่าเรื่องของตนไปดื้อ ๆ ตัวละครที่โดดเด่นอันเป็นที่จดจำมีหลายตัว ไม่ว่าจะเป็นช่างทำผมสุดเซ็กซี่ หรือหญิงขายบุหรี่ทรงโต และภาพนกยูงรำแพนหางกลางหิมะ ยังคงติดตาตรึงใจคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้แม้ว่าจะสงสัยว่า ต้องตีความหรือเปล่า หรือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

อมาร์คอร์ด เป็นภาษาถิ่น แปลว่า “ฉันจำได้” แต่ผู้ร่วมเขียนบทได้บอกไว้ว่า มันยังเป็นคำเพี้ยนเสียงจากคำว่า Amaro Cora อันเป็นคำที่เรามักได้ยินที่ร้านขายเครื่องดื่ม เมื่อมีคนสั่งเหล้าบิตเทอร์ชื่อ โครา อีกด้วย

(Nuovo) Cinema Paradiso

ปีที่ออกฉาย 1988

ผู้กำกับ Giuseppe Tornatore

ออสการ์ครั้งที่ 62 (ปี 1990)

แนะนำหนังอิตาเลียน 11 เรื่องที่คว้ารางวัลจากเวทีออสการ์ ตอกย้ำว่าอิตาลีได้รับรางวัลนี้ถี่ที่สุด
 ภาพ : it.wikipedia.org

ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างความงุนงงให้แก่ฉันเมื่อครั้งยังเด็ก เนื่องจากชื่อภาษาอิตาเลียนมีคำว่า Nuovo (ใหม่) แต่ในภาษาอังกฤษไม่มี ตอนแรกนึกว่ามีการตัดต่อแบบ 2 เวอร์ชัน นั่ง ๆ ดูก็หาไม่เจอ อ้าว เรื่องเดียวกันนี่เอง

หลังจากห่างหายการเดินขึ้นเวทีไปรับรางวัลมานาน โตร์นาโตเรก็พาอิตาลีกลับไปรับรางวัลอีกครั้ง หนังเรื่องนี้เล่าถึงชีวิตผู้กำกับหนังคนดังคนหนึ่งที่หลงใหลในภาพยนตร์และขลุกอยู่ในโรงหนังมาตั้งแต่เด็ก ๆ หนังแสดงให้ภาพอันน่าประทับใจของคนในหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมทะเลแห่งหนึ่งที่โรงหนังเป็นเหมือนความบันเทิงอย่างเดียวในชีวิตของพวกเขา ดนตรีประกอบอันไพเราะ ภาพการฉายหนังออกมานอกโรงและภาพตอนจบของเรื่อง ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังในดวงใจของใครหลายคน

Mediterraneo

ปีที่ออกฉาย 1991

ผู้กำกับ Gabriele Salvatores

ออสการ์ครั้งที่ 64 (ปี 1992)

แนะนำหนังอิตาเลียน 11 เรื่องที่คว้ารางวัลจากเวทีออสการ์ ตอกย้ำว่าอิตาลีได้รับรางวัลนี้ถี่ที่สุด
 ภาพ : www.amazon.it

สงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารอิตาเลียนกลุ่มหนึ่งได้รับคำสั่งให้ไปยึดเกาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในทะเลอีเจียส ประเทศกรีซ แต่กลับถูกทิ้งลืมไว้ที่เกาะนั้น ติดต่อโลกภายนอกไม่ได้ จนในที่สุดก็ได้กลับอิตาลีโดยที่พวกเขาก็ไม่ค่อยเต็มใจนัก เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็ได้นัดเจอกันที่เกาะนั้นอีกครั้ง

Life is beautiful (La vita è bella)

ปีที่ออกฉาย 1997

ผู้กำกับ Roberto Benigni

ออสการ์ครั้งที่ 71 (ปี 1999)

แนะนำหนังอิตาเลียน 11 เรื่องที่คว้ารางวัลจากเวทีออสการ์ ตอกย้ำว่าอิตาลีได้รับรางวัลนี้ถี่ที่สุด
ภาพ : www.mposter.com

ว่าด้วยเรื่องของพ่อที่หลอกลูกว่า ชีวิตของพวกเขาในค่ายกักกันชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นเพียงแค่เกมสนุก หนังเล่าเรื่องสงครามด้วยความตลกและเสียดสี คนดูหัวเราะและร้องไห้ไปพร้อม ๆ กันในหลายฉากหลายตอนของเรื่อง

หนังเรื่องนี้มิได้เป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมภาษาต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังได้รับรางวัลเพลงประกอบยอดเยี่ยม (Nicola Piovani) ส่วนเบนิญญี (Roberto Benigni) เอง ซึ่งเป็นทั้งผู้กำกับและนักแสดงนำ ก็ได้รับรางวัลนักแสดงนำฝ่ายชายด้วย

The Great Beauty (La grande bellezza)

ปีที่ออกฉาย 2013

ผู้กำกับ Paolo Sorrentino

ออสการ์ครั้งที่ 86 (ปี 2014)

แนะนำหนังอิตาเลียน 11 เรื่องที่คว้ารางวัลจากเวทีออสการ์ ตอกย้ำว่าอิตาลีได้รับรางวัลนี้ถี่ที่สุด
ภาพ : www.mymovies.it

15 ปีผ่านไป ซอร์เรนตีโนก็พาอิตาลีไปกอดตุ๊กตาชื่อเดิมอีกครั้ง

เนื้อเรื่องว่าด้วยภาวะคิดงานไม่ออกของศิลปินอีกครั้ง คราวนี้เป็นนักเขียนรุ่นใหญ่ ที่ไม่มีงานเขียนออกสู่สาธารณะมาหลายปีแล้ว เขาจึงออกเดินทางเพื่อค้นหาความงามที่แท้จริงยิ่งใหญ่ ซึ่งเขาก็มิได้ไปไหนไกล หากแต่เดินทางซอกซอนไปตามสถานที่ต่าง ๆ ในกรุงโรมนั่นเอง

ลองตาม ๆ ดูกันนะ สารภาพว่าบางเรื่องก็ยังไม่ได้ดู ใครรู้แหล่งที่จะหาดูได้ รบกวนใส่ไว้ในคอมเมนต์ จะตรงนี้หรือที่เพจ ‘ครูก้า’ ก็ได้จ้ะ

Writer

Avatar

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load