ในเพลาแดดร่มลมตกของวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2563 ที่เพิ่งผ่านมา หากใครได้ออกมาเดินที่ Via del Corso อันเป็นถนนสายหลักกลางกรุงโรม แล้วไม่ถูกตำรวจเป่านกหวีดปรี๊ดไล่ให้ขึ้นไปกักตัวอยู่ในบ้านเสียก่อน ก็จะมีโอกาสได้เห็นบุคคลสำคัญของโลกผู้หนึ่ง เดินช้าๆ เงียบๆ มีบอดี้การ์ดเดินตามอยู่มิห่าง แต่ก็มิรบกวน

ท่านคือ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส (จะขออนุญาตไม่ออกพระนามไปมากกว่านี้ เพราะเดี๋ยวจะดราม่าเรื่องชื่อเรื่องเสียงกันไปจนผิดประเด็น)

เสด็จเสด็จออกมาทำไม เสด็จเสด็จมาจากไหน แล้วเสด็จกำลังจะเสด็จไปที่ใด 

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เสด็จไป San Marcello al Corso ที่มีไม้กางเขนสำคัญของอิตาลีที่เป็น 'พระรอด' ซึ่งชาวโรมเชื่อว่าช่วยให้รอดจากภัยโรคระบาด
วันเสด็จจาริกไปยังโบสถ์ซันมาร์แชลโล ภาพ : www.ilfattoquotidiano.it

คำตอบคือ ท่านเพิ่งเสด็จมาจากมหาวิหารซานตา มาเรีย มัจโจเร (Basilica Santa Maria Maggiore) บ่ายหน้าไปทางโบสถ์เล็กๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากตรงนั้นร่วม 2 กิโลเมตร เป็นโบสถ์ที่ถึงแม้จะตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรมเหลือเกินก็ตาม แต่แทบไม่มีนักท่องเที่ยวคนใดรู้จัก เดินโฉบไปเฉี่ยวมา ค่าที่ทำเลที่ตั้งของโบสถ์อยู่เกือบตรงกลางระหว่างน้ำพุเทรวีกับปันเตออน (Pantheon) ระยะห่างไปถึงทั้งสองจุดราว 400 – 450 เมตรเท่านั้น

โบสถ์แห่งนี้ คือโบสถ์ ซัน มาร์แชลโล อัล คอร์โซ (San Marcello al Corso) สองคำหลังอาจแปลได้ว่า ณ คอร์โซ ซึ่งเป็นชื่อถนนสายนี้นั่นเอง

San Marcello al Corso ไม้กางเขนสำคัญของอิตาลีที่เป็น 'พระรอด' ซึ่งชาวโรมเชื่อว่าช่วยให้รอดจากภัยโรคระบาด
ด้านหน้าโบสถ์ San Marcello ภาพ : www.wikiwand.com

เหตุที่ท่านเสด็จมา เพราะที่นี่เป็นที่ประดิษฐานไม้กางเขนที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่งของอิตาลี เป็นไม้กางเขนที่ชาวโรมเชื่อว่า ช่วยให้รอดจากภัยโรคระบาดได้

เหตุใดจึงเชื่อเช่นนั้น

ย้อนเวลาไปราว 500 ปีที่แล้ว โบสถ์แห่งนี้ก็เป็นโบสถ์โบสถ์หนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในเขตกำแพงเมืองโรม ณ มุมหนึ่งของโบสถ์ เป็นที่รูปสลักไม้พระเยซูถูกตรึงกางเขน ซึ่งมีอายุราว 100 ปี ณ ขณะนั้น (หากนับถึงวันนี้ก็ 600 ปี) สิ่งที่สะดุดตาสะดุดใจของคนโรมเชิงศิลปะก็คือ เป็นรูปสลักไม้พระเยซูถูกตรึงบนกางเขนที่เหมือนจริงที่สุดในเมือง

San Marcello al Corso ไม้กางเขนสำคัญของอิตาลีที่เป็น 'พระรอด' ซึ่งชาวโรมเชื่อว่าช่วยให้รอดจากภัยโรคระบาด
ภาพ : statics.cedscdn.it

ถึงตรงนี้ ก็ยังไม่เป็นเหตุของความเชื่อเรื่องการต้านภัยโรคระบาดใช่ไหม

จนกระทั่งใน ค.ศ. 1519 เกิดอัคคีภัย ไฟไหม้วอดวายโบสถ์ทั้งหลัง ผลของเพลิงพิโรธนั้น นอกจากกำแพงด้านนอกแล้ว สิ่งที่รอดมาอย่างเดียวคือไม้กางเขนนี้ 

เท่านั้นเอง กิตติศัพท์ในความเป็น ‘พระรอด’ ของกางเขนนี้ก็เริ่มขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศ

แต่เรื่องยังไม่จบเท่านี้

3 ปีจากนั้น กล่าวคือ ใน ค.ศ. 1522 เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ในกรุงโรม ประชาชนล้มตายสิ้นหวังอย่างที่เราคงจะนึกกันออก จนในที่สุด ประชาชนชาวโรมก็พร้อมใจพากันนำกางเขนไม้นี้ออกมาแห่แหน ด้วยคงจะเชื่อว่า กับฟืนกับไฟ ท่านยังฝ่ามาได้ ท่านก็น่าจะพาพวกเราผ่านโรคภัยไข้เจ็บคราวนี้ได้ด้วยเช่นกัน

San Marcello al Corso ไม้กางเขนสำคัญของอิตาลีที่เป็น 'พระรอด' ซึ่งชาวโรมเชื่อว่าช่วยให้รอดจากภัยโรคระบาด
การแห่ไม้กางเขนใน ค.ศ. 1931 ภาพ : www.wikiwand.com

ขบวนแห่มีจุดหมายปลายทางคือวาติกัน ซึ่งจริงๆ อยู่ห่างออกไปไม่ถึง 3 กิโลเมตร แต่กลับเป็นการเดินทางซึ่งกินระยะทางอันประมาณมิได้ เนื่องประชาชนทั่วกรุงโรมก็ล้วนอยากให้กางเขนศักดิ์สิทธิ์นี้ผ่านไปยังย่านที่ตนอาศัยอยู่ ไม่ว่าทางการจะห้ามปรามเพียงใด ก็ไม่สามารถขัดพลังความเชื่อและศรัทธาของชาวโรมได้

นอกจากเส้นทางการเดินทางจะขยายออกไปแล้ว ระยะเวลาแห่งการแห่แหนนี้ก็หาได้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปในวันเดียว หากแต่แห่กันถึง 16 วัน ตั้งแต่วันที่ 4 ถึงวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 1522 กันเลยทีเดียว

ว่ากันว่า นับแต่เริ่มมีการแห่ โรคระบาดก็ค่อยๆ เริ่มทุเลาเบาบางลง แต่ละย่านจึงพยายามให้ขบวนแห่ไม้กางเขนนี้ผ่านย่านของตน และรื้อรั้งยั้งหยุดไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แล้วในที่สุด โรคระบาดก็หยุดจริงๆ จะด้วยอิทธิฤทธิ์ ด้วยถึงเวลา หรือการที่ประชาชนพากันออกมาตากแดดร้อนโลกันต์คิมหันต์ฤดูฆ่าเชื้อโรคกันจนหมดเมืองก็ไม่ทราบได้ 

จากนั้นมา ไม้กางเขนนี้ก็เป็นไม้กางเขนสำคัญของกรุงโรม ขึ้นชื่อเรื่องการปัดเป่าโรคภัย ฉะนี้

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่า เหตุใดสันตะปาปาองค์ปัจจุบันจึงเสด็จมายังที่นี่ แล้วยังเลือกวิธีการเดินมาเพื่อเป็นประหนึ่งการจาริกแสวงบุญด้วย

หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อวันที่ 27 มีนาคม สมเด็จสันตะปาปาฯ ได้มีรับสั่งให้เคลื่อนย้ายไม้กางเขนนี้เข้ามหาวิหารเซนต์ปีเตอร์แล้ว เพื่อท่านจะได้สวดภาวนาอย่างสะดวกขึ้น

ไม้กางเขนสำคัญของอิตาลีที่เป็น 'พระรอด' ซึ่งชาวโรมเชื่อว่าช่วยให้รอดจากภัยโรคระบาด
ตอนเคลื่อนย้ายไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์เข้าไปยังวาติกัน ภาพนี้แสดงให้เห็นสัดส่วนของกางเขน และองค์กางเขนจริงๆ ที่มิได้ติดกับพื้นหลัง ภาพ : www.agensir.it
สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เสด็จไป San Marcello al Corso ที่มีไม้กางเขนสำคัญของอิตาลีที่เป็น 'พระรอด' ซึ่งชาวโรมเชื่อว่าช่วยให้รอดจากภัยโรคระบาด
ขณะสวดภาวนาในวันนั้น ภาพ : www.vaticannews.va

คำถามถัดไป แล้วโบสถ์ซันตา มาเรีย มัจโจเร ที่ท่านเสด็จไปก่อนหน้านี้เล่า ท่านเสด็จไปทำไม ทำไมท่านจึงไม่ตรงไปยังโบสถ์ซันมาร์แชลโลเลย

หลายคนก็คงคิดว่า หรือเพราะวาติกันไกล

คงไม่ใช่ เพราะถ้าคิดว่าคนอย่างท่านกลัวความไกล โบสถ์ที่ใกล้ซัน มาร์แชลโล กว่านี้ก็มีตั้งมากในโรม 

นั่นสิ แล้วท่านเสด็จไปซันตา มาเรีย มัจโจเร ทำไม ทำไมถึงเริ่มเดินจากตรงนี้

จริงๆ อย่าเรียกว่าเริ่มเดินเลย เรียกว่าเป็นสถานที่แรกที่ท่านเสด็จในวันนั้นจะดีกว่า

ผู้ที่รู้จักท่านดี (ซึ่งแน่นอนไม่ใช่ข้าพเจ้า) ย่อมทราบว่าสมเด็จพระสันตะปาปาฯ เสด็จไปยังมหาวิหารนี้อยู่เนืองๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกครั้งก่อนจะเสด็จไปประกอบภารกิจสำคัญทางศาสนายังต่างแดน และเมื่อกลับมาก็เสด็จไปขอบพระคุณอีกครั้ง

เสด็จไปพบใคร ไปขอบพระคุณอะไร

มหาวิหารแห่งนี้ นอกจากเป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงโรม เก่าแก่ที่สุดในกรุงโรม และมีหอระฆังที่สูงที่สุดในกรุงโรมแล้ว ในโบสถ์นี้มีสิ่งที่เป็นศูนย์รวมจิตใจชาวโรมอยู่สิ่งหนึ่งคือ La Salus Populi Romani

La Salus Populi Romani เป็นภาพพระแม่มาเรียและพระกุมารเยซู วาดลงบนแผ่นไม้ ตามตำนานเชื่อว่านักบุญลูกาวาดภาพนี้ลงบนแผ่นไม้ที่พระเยซูเป็นคนทำขึ้นมาเอง ส่วนสายวิทยาศาสตร์ว่าอย่างไรนั้น ไม่บอก ไปหาอ่านเอาเอง วันนี้เราจะมาแนวนี้ ก็จะไม่ให้เสียเรื่องล่ะ

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เสด็จไป San Marcello al Corso ที่มีไม้กางเขนสำคัญของอิตาลีที่เป็น 'พระรอด' ซึ่งชาวโรมเชื่อว่าช่วยให้รอดจากภัยโรคระบาด
สันตะปาปากับ La Salus Populi Romani ภาพ : www.americamagazine.org

นอกจากเป็นภาพแทนพระแม่มาเรียที่สันตะปาปาทรงโปรดที่สุดแล้ว ภาพนี้ยังมีประวัติเกี่ยวข้องกับการระงับโรคร้ายอีกด้วย นั่นคือใน ค.ศ. 593 สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 1 หรือที่ชาวคริสต์ออกพระนามท่านว่า ‘นักบุญเกรกอรีมหาสมณะ’ ได้แห่ภาพนี้เพื่อหยุดโรคระบาด (ตามตำนานบอกว่า เกิดปาฏิหาริย์ อัครเทวทูตไมเคิลได้ปรากฏร่างอยู่กลางหาว พร้อมด้วยดาบในมือ นับแต่นั้นโรคระบาดก็หยุด และนับแต่นั้นเป็นต้นมาเช่นกัน สุสานจักรพรรดิเฮเดรียนอันเป็นจุดที่ปรากฏร่างเทวทูตไมเคิลก็เปลี่ยนชื่อมาเป็น Castel Sant’Angelo อันแปลได้ว่า ปราสาทนักบุญเทวทูต) และใน ค.ศ. 1837 สันตะปาปาเกรกอริโยที่ 16 ก็สวดภาวนากับพระรูปนี้ขอให้อหิวาตกโรคสิ้นสุดด้วย

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงเป็นเหตุผลที่น่าจะเพียงพอกับการที่ท่านเริ่มการ ‘จาริก’ ในวันนั้นที่โบสถ์ซันตา มาเรีย มัจโจเร ก่อน ทั้งด้วยเรื่องอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของ Salus Populi Romani ทั้งด้วยเป็นสัญลักษณ์ของการออกเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจสำคัญยังโบสถ์ซัน มาร์แชลโล เพื่อสวดภาวนาขอให้โลกร้ายสิ้นสุดลงโดยเร็ว

การสวดมนต์ภาวนาอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากสิ่งที่ตนเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์นั้น เป็นธรรมชาติของมนุษยชาติอยู่แล้ว ยามวิกฤตเช่นนี้ ไม่ได้มีแค่ร่างกายที่ต้องการการรักษา เยียวยา ดูแล จิตใจเองก็ต้องการการดูแลและประคับประคองไม่แพ้กัน

ทำอะไรได้ก็ทำกันเถิด 

แต่อย่าถึงกับอ่านจบแล้ววิ่งออกไปอัญเชิญหลวงพ่อวัดข้างบ้านออกมาแห่กันเลยนะ


ข้อมูลอ้างอิง 

www.lastampa.it

romanchurches.fandom.com/wiki/San_Marcello_al_Corso

th.wikipedia.org

www.romasegreta.it

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

ช่วงนี้รู้สึกได้รับข่าวสารเชิงแพทย์และวิทยาศาสตร์กันมากมายจนแทบจะกระอัก บางทีร่างกายก็ต้องการเสพอะไรที่หลีกหนีไปจากนั้นบ้าง วันนี้มาล้อมวงในห้องมืด จุดเทียนไว้กลางวง ฟังเรื่องบ้านผีสิงกัน จริงบ้างไม่จริงบ้าง จะเล่าตามที่ได้อ่านเจอมาก็แล้วกัน 

1. เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี

เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี
ภาพ : it.wikipedia.org/wiki/Villa_De_Vecchi

ชื่อจริงๆ ของบ้านนี้คือบ้านของ (ตระกูล) เดเวคคี (Casa De Vecchi) สร้างในศตวรรษที่ 19 ตามบัญชาของ ท่านเคานต์เฟลิเช เด เวคคี (Felice De Vecchi) เป็นบ้านสองชั้น มีห้องใต้ดิน ตั้งอยู่ในเขตคอร์เตนอวา (Cortenova) ใกล้กับทะเลสาบโคโม่ 

บ้านสีแดงชาดนี้ปัจจุบันสีได้หลุดลอกออกไปบ้างแล้ว ยิ่งดูน่ากลัวเหมือนบาดแผลที่ถลอกปอกเปิก บางคนก็เรียกบ้านหลังนี้ว่า ‘บ้านแม่มด’ บ้างก็ว่าเพราะเคยมีเจ้าลัทธิซาตานคนหนึ่งเคยหมายตาบ้านหลังนี้ไว้ เพื่อเป็นที่ชุมนุมผู้ที่บูชาซาตานและแม่มด แต่ถึงยังไม่ได้ทำ บ้างก็ว่ามีการชุมนุมอยู่บ่อยๆ สรุปง่ายๆ ว่า บ้านนี้ดูเป็นทำเลทองของผู้นิยมซาตานและมนตร์ดำ

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : brividihorror.it/villa-de-vecchi/

ตำนานเล่าว่า วันหนึ่งท่านเคานต์ออกไปเดินเล่น พอกลับมาบ้านก็พบว่าภรรยาถูกฆาตกรรม ใบหน้าของศพเละไม่เหลือดี มิหนำซ้ำลูกสาวยังหายไปด้วย ท่านเคานต์จึงเก็บข้าวเก็บของออกจากบ้านนั้นและไม่กลับไปอีกเลย ในขณะที่สายไม่มูก็อุตส่าห์ไปสืบทะเบียนราษฎร์พบว่า ท่านเป็นโสด ไม่มีลูกไม่มีเมีย 

ยังไม่ยอม สายมูก็บอกว่าเคยได้ยินเสียงผู้หญิงร้องจากโหยหวนออกจากบ้านอันว่างเปล่าหลังนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคืนที่วันยาวที่สุดในรอบปีที่เรียกกันว่าครีษมายันและเหมายัน 

ผู้ที่ดูแลบ้านหลังนั้นออกมาบอกว่า ไม่จริ๊ง ไม่จริง บ้านหลังนี้ผีไม่มีสางอะไรทั้งนั้น จะมีก็เขานี่แหละที่หลอกเป็นผีเพื่อไล่พวกที่มาป้วนเปี้ยนวุ่นวาย

แต่สิ่งที่เพิ่มความขลังให้แก่บ้านหลังนี้อีกหนึ่งเรื่องก็คือ เมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้ มีเหตุการณ์แผ่นดินถล่มเกิดที่แถบนี้ สร้างความเสียหายมากมายให้แก่เมืองและเมืองอื่นๆ โดยรอบ แต่บ้านหลังนี้กลับไม่ได้รับความกระทบกระเทือนเลยแม้แต่น้อย

2. เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส

บ้านหลังนี้สร้างในศตวรรษที่ 15 อันเป็นยุคที่เวนิสรุ่งเรืองอย่างถึงที่สุด ตั้งอยู่บนคลองใหญ่ Canal Grande หรือ แกรนด์ คะแนล เลย เกือบจะถึงปากคลองแล้ว อยู่เยื้องไปทางขวาของท่าเรือ Giglio

เรื่องความงามไม่ต้องพูดถึง ดูจากภาพที่โมเน่ต์วาดก็แล้วกัน

เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส
Claude Monet, Venice, Palazzo Dario, olio su tela, The Art Institute of Chicago, 1908.
ภาพ : artadvisor.art.blog/2021/04/06/ca-dario-il-palazzo-maledetto-di-venezia

ตำนานที่เล่าขานในฐานะ ‘บ้านต้องคำสาป’ คือ คนในบ้านมักไม่ค่อยตายดีกันอยู่หลายราย เริ่มตั้งแต่แรกสร้าง ลูกสาวเจ้าของบ้านฆ่าตัวตายเพราะพิษเศรษฐกิจของสามี จากนั้นสามีและลูกชายของเธอก็ตาย (โหง) ตามไป แล้วจากนั้น เจ้าของบ้านรุ่นต่อๆ มาก็ตายไม่ดีกันหลายคน ใครผ่านบ้านนี้ก็พากันขนพองสยองเกล้า 

เช่นเดียวกับบ้านผีสิงหรือบ้านต้องคำสาปหลายแห่ง มักจะไม่ได้เล่าต่อๆ กันมานับตั้งแต่แรกสร้างหรอก มันจะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง แล้วผู้คนถึงได้ตั้งกองกันฟื้นฝอยหาตะเข็บกันอย่างเอิกเกริก เหมือนหวยออก ทุกอย่างที่ผ่านมาล้วนเป็นลางบอกเหตุทั้งสิ้น

ข่าวใหญ่ข่าวนั้นคือ ในวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1970 ท่านเคานต์คนหนึ่งถูกหนุ่มชู้รักฆ่าตาย ณ บ้านหลังนี้ เหตุการณ์อันรุนแรงและฉาวโฉ่เช่นนี้ อาจเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในเวนิสอันแสนโรแมนติก จึงอาจเป็นชนวนทำให้คนเวนิสขุดเรื่องบ้านหลังนี้มาเล่ากันสนุกปาก ใครเด็ดกว่าชนะ อะไรทำนองนั้น 

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : commons.wikimedia.org/wiki/File

แต่ตามความเป็นจริงแล้ว มีผู้ออกมาศึกษาว่า แทบไม่มีอะไรเป็นจริงเลย พ่อแม่ลูกต้นเรื่องที่ว่านั้นถึงจะมีอยู่จริง แต่แม่ป่วยตาย พ่อก็ป่วยตาย ลูกที่ในข่าวว่าตายจากการสงครามนั้น ก็ไม่ใช่ลูก แต่เป็นลูกหลานในหลายศตวรรษให้หลังที่ชื่อ-นามสกุลซ้ำกัน นอกจากนี้ บ้านยังถูกเปลี่ยนมือมาอีกหลายชั่วอายุคน หลายศตวรรษ มีทั้งคนในตระกูล คนนอกตระกูล หลากเชื้อชาติ แต่ไม่เคยมีใครฆ่าตัวตายในบ้านหลังนั้นเลย

3. เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)

เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)
ภาพ : storie.ivipro.it/db/villa-magnoni/

บ้านหลังนี้อยู่ในเขตโคนา (Cona) ห่างจากเมืองแฟร์ราร่าไม่กี่กิโลเมตร เข้าสู่วงการบ้านผีสิงในช่วง ค.ศ. 1980 นี้เอง ผู้สร้างตำนานเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง อันที่จริงคือกลุ่มหนึ่งอาจจะเหมาะกว่า เด็กกลุ่มนี้แอบย่องเข้าไปในบ้านร้างแห่งนี้ แล้วประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตกันยกก๊วน มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่รอดมาเล่าเรื่องราวในคืนนั้นให้คนอื่นฟังว่า ขณะที่พวกเขากำลังย่องเข้าไปบุกรุกบ้านร้างหลังนั้นอย่างคึกคะนอง สายตาของพวกเขาก็ไปปะกับสายตาเกรี้ยวกราดคู่หนึ่งจากหน้าต่างบ้านชั้นบนพร้อมชี้หน้าแผดเสียงไล่ จนพวกเขาลนลานวิ่งหนีออกมาแทบไม่ทัน จนมาประสบอุบัติเหตุดังกล่ว

หลังจากการบอกเล่าของเด็กคนนั้น หน้าต่างทุกบานของบ้านก็ถูกปิดสนิท แต่หลังจากนั้นไม่นาน หน้าต่างบานหนึ่งก็เปิดออกมาอย่างหาคำอธิบายไม่ได้ เป็นหน้าต่างบานที่เด็กหนุ่มคนนั้นพูดถึงนั่นเอง

บ้านหลังนี้ถูกทิ้งร้างและดูเหมือนไม่มีใครรู้จักเจ้าของคนปัจจุบัน มีนักล่าผีหลายคนที่ยังคงเข้าไปในบ้าน เรื่องที่เล่าขานกันก็ยังเป็นเรื่องเสียงกระซิบของผู้หญิงและเสียงกรีดร้องอันเยือกเย็น แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเงาดำที่อยู่หน้าหน้าต่างชั้นสองของบ้าน… ใช่ บานนั้น

4. ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini) 

ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini)
ภาพ : www.hotel-sangiorgio.com/montebello-torriana-castello-azzurrina

รีมีนีไม่ได้มีดีแค่ชายหาดหน้าร้อน ที่เขตปอจโจ โตรียานา (Poggio Torriana) ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดรีมีนี มีปราสาทซึ่งคู่ควรแก่การเป็นบ้านผีสิงที่น่ากลัวที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลีด้วย

ตำนาน (คำนี้การันตีความเลื่อนลอย แต่สนุก) ได้กล่าวถึงตัวละครสำคัญคือ หนูน้อยอัซซูรีนา (Azzurrina) ซึ่งเป็นลูกสาวของอูกุชโชเน ดิ มอนเตแบลโล (Uguccione Di Montebello)

เด็กน้อยคนนี้เกิดในราวช่วงหลังของคริสตศตวรรษที่ 14 เธอเกิดมาเป็นเด็กเผือก ซึ่งในสมัยนั้นผู้คนมองว่าเป็นปีศาจร้าย เป็นกาลกิณี ผู้เป็นพ่อจึงจำต้องขังลูกสาวตัวเองให้อยู่แต่ในปราสาทโดยมียามเฝ้า 2 คน วันหนึ่งเด็กน้อยเล่นลูกบอลผ้าแล้วลูกบอลกลิ้งตกลงไปในห้องใต้ดิน เธอจึงวิ่งลงไปเก็บ ลงไปไม่นานยามทั้งสองซึ่งอยู่ด้านบนก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็กน้อย แต่พอวิ่งลงไปดูก็ไม่พบอะไร ไม่พบใคร…แม้แต่อัซซูรีน่าเอง

ล้อมวงฟังเรื่อง 5 คฤหาสน์ผีดุทั่วอิตาลีที่จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่ทำคนขนพองสยองเกล้าทั่วอิตาลี
ภาพ : www.hotelcorallorimini.com/it/blog/entroterra/castello-montebello-la-leggenda-azzurrina/

แม้จะหาเท่าไหร่ก็ไม่พบร่างของเด็กน้อย อย่างไรก็ตามก็ดูเหมือนว่าเธอจะยังคงวนเวียนอยู่ในปราสาทแห่งนี้ เพราะทุกๆ 5 ปีในวันครีษมายัน อันเป็นวันที่เธอหายตัวไป เธอจะปรากฏให้เห็น ปัจจุบันปราสาทหลังนี้เปิดให้เข้าชมด้วย

5. เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)

เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)
ภาพ : Loscrignodelmistero.webnode.it

เคหสถานอันเป็นตำนานหลอนแห่งนี้ ตั้งอยู่บนเนินเขาเมืองแซรรา ซัน ควิรีโก (Serra San Quirico) เขตจังหวัดอังโคนา ต้นเหตุแห่งเรื่องเกิดขึ้นเมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนี้เอง 

เรื่องเล่าว่าวันหนึ่งในช่วงสงคราม บ้านหลังนี้ได้จัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขึ้นมา จู่ๆ ทหารนาซีก็ได้บุกเข้ามากราดยิงผู้คน ณ ที่นั้น คร่าชีวิตผู้คนไปราว 20 ราย ก่อนตายท่านเคานต์ได้ลั่นวาจาว่าจะอยู่ปกป้องบ้านหลังนี้ของท่านตลอดไปไม่ให้ใครมาย่ำยี 

จากนั้นบ้านหลังนี้ก็มีกิตติศัพท์ในเรื่องผีพื้นฐานทั่วๆ ไป เช่นมีเสียงร้อง ฯลฯ จนกระทั่งเรื่องๆ ใหญ่ๆ ได้เกิดขึ้นนับแต่ ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา

บ่าวสาวคู่หนึ่งเกี่ยวก้อยกันไปถ่ายวิดีโอสั้นๆ กันที่นั่น ตอนถ่ายก็เหมือนจะดีๆ อยู่ แต่พอกลับมา ภาพทั้งหมดมืดสนิท แต่มีเสียงไวโอลินงานเลี้ยงดังเป็นแบกกราวด์

อีกรายหนึ่งเกิดราว ค.ศ. 1980 เด็กสาวคนหนึ่งเข้าไปเดินเล่นที่นั่น แล้วก็แวะโบสถ์เล็กๆ ของบ้าน เธอไปเจอรูปถ่ายบ่าวสาวคู่หนึ่งใส่ชุดสมัยต้นศตวรรษตั้งอยู่ในนั้น เธอเห็นว่าสวยดีก็เลยฉวยกลับบ้าน คืนนั้นเธอฝันร้าย เธอฝันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมากระซิบข้างหูบอกให้เธอเอารูปไปคืน เธอกรีดร้องตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าแม่ของเธอยืนหน้าซีดเผือดอยู่ตรงประตู แม่บอกว่าได้ยินเสียงลูกสาวร้อง เธอก็เลยเข้ามาดู แต่สิ่งที่เธอเจอคือ ผู้หญิงแต่งชุดขาวคนหนึ่งกำลังกระซิบอะไรบางอย่างอยู่ข้างหูลูกสาวเธอ ก่อนจะหายวับไป

ไหนๆ ก็ทำกันถึงขนาดนี้แล้ว ผู้คนแถวนั้นเลยจัดให้ครบ โดยเรียกหน้าผาซึ่งอยู่ตรงนั้นว่า ‘หน้าผาปีศาจ’ เป็นอันครบจบในที่เดียว

ขอปิดท้ายด้วยเรื่องของตัวเอง จะว่าเรื่องของตัวเองก็ไม่ถูกหรอก เรียกได้ว่าใกล้ตัวที่สุดแล้ว วันหนึ่งไปนั่งกินข้าวที่บ้านพี่คนไทยคนหนึ่งในเซียน่า จริงๆ เป็นอพาร์ตเมนต์แบ่งห้องเช่ากับนักเรียนต่างชาติคนอื่นๆ บ้านอยู่ในเขตเมืองเก่า ก็บอกว่า บ้านนี้น่าอยู่ดีนะ พี่ก็บอกว่าใช่ แต่ก็เหมือนจะไม่ได้อยู่กันแค่เท่าที่เห็น 

แหม ชงมาขนาดนี้พี่ต้องเล่าแล้วละ เธอบอกว่า เช้าวันหนึ่งขณะที่ทุกคนสาละวนกันอยู่ในครัว กินโน่นนี่เตรียมตัวจะออกไปเรียนกัน พี่คนนี้ก็ทักเพื่อนร่วมบ้านอีกคนว่า 

“แหม เมื่อคืนนอนดึกจัง ฉันตื่นมาเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียงล้างจานก่อกแก่กอยู่ในครัว”

เพื่อนคนนั้นชะงัก แล้วถามกลับว่า

“อ้าว ไม่ใช่เธอเหรอ” แล้วก็หันไปหาอีกคนหนึ่ง

“เปล่า แต่ชั้นก็ได้ยิน”

ทั้งสามคนมองหน้ากัน แล้วก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้าของตัวเองต่อไป

ฉันซึ่งเคยแต่ได้ยินเรื่องผีสระผมมาบ้างแล้ว วันนั้นได้ยินเรื่องผีล้างจาน ในใจนึกว่า เออหนอ โลกเรานี้มีอะไรให้เรียนรู้ได้ไม่รู้จบจริงๆ ผีเองก็ไม่ได้สักแต่ว่าจะมาแหกอก ยืนตะคุ่ม หรือเหวี่ยงจาน ปัดหนังสือตกจากชั้น ผีรักความสะอาดก็มีกับเขาด้วยเหมือนกัน

สัพเพสัตตาฯ

ข้อมูลอ้างอิง

storiedimenticate.it/villa-de-vecchi/

Loscrignodelmistero.webnode.it

www.vanillamagazine.it/

www.sixt.it/magazine/viaggi/case-infestate-italia/ 

www.misteridelmondo.it/

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load