บ่ายวันหนึ่งย่านรามคำแหง ความสงบของหมู่บ้านจัดสรรชานกรุงเทพมหานครเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับระยะทางที่ลดลง เพราะเข้าใกล้จุดหมายเต็มที พาเราลืมความจอแจกลางเมืองที่เพิ่งเจอเมื่อครู่อย่างหมดจด

เราพึ่งจีพีเอสในโทรศัพท์นำทางเข้ามาตามถนนหลักของหมู่บ้าน เรื่อยมาถึงถนนย่อย ซอยเล็กซอยน้อย รู้ตัวอีกทีก็จอดอยู่หน้าบ้านเดี่ยวสีขาว แต้มสีเขียวของแปลงผักที่แวดล้อมรอบบ้าน ป้ายผ้าทำมือด้านหน้า ‘ปูเป้ ทำเอง’ 

หมุดสีแดงเด่นชัดในแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ เป็นการยืนยันสิ้นสุดจุดหมาย

ปูเป้ทำเอง เพจที่แบ่งปันวิธีแปรรูปอาหารปลอดภัย และชวนคนเมืองใช้ชีวิตพึ่งพาตนเอง

เหลียวดูนาฬิกา เรามาก่อนเวลานัดหมายนิดหน่อย ปูเป้-สุพัตรา อุสาหะ เธอนิยามตัวเองว่าเป็น ‘สาวน้อยร้อยอาชีพ’ รอต้อนรับเราอยู่แล้วด้วยรอยยิ้มสดใส แทบทุกวันเธอเป็นเกษตรกรสาวอยู่กับบ้าน เป็นนักแปรรูปมือทองที่หยิบจับผลผลิตริมรั้วมาแปลงโฉมได้หลากหลาย รับหน้าที่เป็นวิทยากรตามวิทยาลัยการอาชีพบ้างในบางโอกาส 

และที่สำคัญเธอเป็นเจ้าของเพจ ‘ปูเป้ทำเอง’ เพจที่รวบรวมเรื่องราวสารพัดสารพันสิ่งที่เธอทำ เพื่อแบ่งปันวิธีการและส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับผู้ติดตามในการใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตนเองด้วยสภาพแวดล้อมอย่างคนเมือง

แนวคิดการใช้ชีวิตของเธอน่าสนใจ ร้อยอาชีพที่ว่าเธอทำอะไรบ้าง ด้านล่างนี้คือสิ่งที่เราเพิ่งรู้ก่อนคุณไม่นาน

ปูเป้ทำเอง เพจที่แบ่งปันวิธีแปรรูปอาหารปลอดภัย และชวนคนเมืองใช้ชีวิตพึ่งพาตนเอง

ปูเป้ปลูกเอง

เริ่มจากความชอบด้วยแหละ” 

เธอตอบทันควันเมื่อถามถึงที่มาของเหล่าต้นไม้ใบเขียวที่สั่นไหวตามลมคล้ายกำลังโบกใบทักทายผ่านหน้าต่างอยู่ด้านนอก ก่อนเจ้าของบ้านสาวจะขยายความต่อถึงความชอบที่ว่า

“มันเกิดจากความชอบส่วนตัวของเราที่อยากปลูกต้นไม้ เวลาเรามองเห็นต้นไม้หรือดอกไม้ที่เราเพาะจากเมล็ดก็จะมีความว้าว ต้นนี้มีดอกแล้วนะ”

การปลูกพืชของปูเป้สั่งสมจากความผูกพันกับธรรมชาติตามประสาเด็กต่างจังหวัด แม้บางขณะของชีวิตในเมืองหลวงอาจไม่เอื้อต่อการเพาะปลูกเช่นที่บ้านเกิด แต่เมื่อมีโอกาสเธอก็รีบกลับมารดน้ำความรักที่มีต่อต้นไม้เหล่านี้ จนออกดอกผลเป็นพื้นที่สีเขียวไซส์กะทัดรัดเท่าพื้นที่ดินรอบบ้านหลังปัจจุบัน

ไม่เพียงแต่วิถีเกษตรกรที่หล่อเลี้ยงหัวใจ เธอยังชอบทำอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากวัตถุดิบอินทรีย์ที่ปลูกเอง ผักสวนครัวหลากชนิดจึงยืนเป็นแกนหลัก มีไม้ดอกไม้ประดับบ้างพอให้เห็นชุ่มชื่นใจ และเก็บไว้ใช้ตกแต่งจานอาหารหรือแก้วน้ำดื่มเพื่อต้อนรับแขกเหรื่อเพื่อนฝูงที่แวะมาเยือน

ปูเป้ทำเอง เพจที่แบ่งปันวิธีแปรรูปอาหารปลอดภัย และชวนคนเมืองใช้ชีวิตพึ่งพาตนเอง
ปูเป้ทำเอง เพจที่แบ่งปันวิธีแปรรูปอาหารปลอดภัย และชวนคนเมืองใช้ชีวิตพึ่งพาตนเอง

“พอเราปลูกเสร็จก็ตัดมาทำกับข้าวง่ายๆ กะเพรา พริก มันดูง่าย พอเพื่อนมาเที่ยวหา อยากทำแก้วสวยๆ ให้เพื่อนกินน้ำ ก็เดินเข้าสวน เด็ดอันนั้นใบ อันนี้ใบมาแซมๆ ผักบางชนิดอย่างพวกมินต์ สะระแหน่ ก็ให้กลิ่นสดชื่น แล้วก็ได้ประโยชน์ไปด้วย”

หลายครั้งที่ผลผลิตมากจนเกินกินเองภายในบ้าน เธอจึงคิดต่อยอดด้วยการแปรรูป โดยอาศัยความรู้ที่เคยทำมาแต่เด็ก ดัดแปลงสูตรที่ได้จากในอินเทอร์เน็ต ปรุงแต่งรสชาติตามความชอบส่วนตัว เพื่อให้การปลูกพืชผักหนึ่งครั้งได้ประโยชน์มากที่สุด เมื่อทำบ่อยเข้าจึงเริ่มปันวิธีทำหรือเคล็ดลับที่ประสบพบระหว่างการแปรรูปต่างๆ ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อแบ่งปันให้เพื่อนที่ติดตามได้ลองนำวิธีการไปทำเองที่บ้าน

“การปลูกผัก เราก็ใช้วิธีการง่ายๆ สั้นๆ คือไม่จำเป็นต้องเดินไปซูเปอร์มาเก็ต แต่เราเลือกที่จะปลูกกะเพรา หนึ่งต้น แล้วก็ตัดกินไปเรื่อยๆ หากเขาตาย ก็ซื้อต้นใหม่มา หรือว่าเพาะเมล็ดใหม่เพิ่ม ก็เหมือนเราไปซื้อผักมาเพิ่ม อันนี้อายุยาวกว่า แถมไม่เต็มตู้เย็นด้วย” แนวคิดนี้เธอน่าสนใจ-เราพยักหน้าเออออ

ปูเป้ทำเอง เพจที่แบ่งปันวิธีแปรรูปอาหารปลอดภัย และชวนคนเมืองใช้ชีวิตพึ่งพาตนเอง

ถึงตรงนี้บางคนอาจค้าน เพราะปลูกต้นอะไรก็ตายไปเสียสิ้น จนคิดว่าซื้อกินน่าจะง่ายกว่า สาวเจ้าตรงหน้ามองว่าผักสวนครัวเป็นเรื่องที่ควรให้ความรู้ แม้เป็นพืชผักที่ปลูกง่าย ดูใกล้ตัว แต่หลายคนยังขาดขาดความเข้าใจ

“เราอยากให้ความรู้เรื่องพืชผักสวนครัว ให้คนได้มีแรงบันดาลใจที่จะปลูกมัน เพราะว่าพืชผักสวนครัวเป็นพืชล้มลุก เราปลูกเดี๋ยวก็ตาย เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ถ้าปลูกมะม่วงหนึ่งต้นสามเดือนตาย อันนี้ผิดธรรมชาติ เราก็ให้ความรู้เกี่ยวกับไม้ยืนต้น ไม้ล้มลุก ว่ามันต้องปลูกใหม่เรื่อยๆ ทดแทนกัน หากตายจากการกิน แสดงว่ามันคุ้มค่า”

นอกจากปลูกผักบนดิน เธอยังปลูกแรงบันดาลใจในการปลูกพืชกินเองในบ้านให้เพื่อนๆ บนเฟซบุ๊กด้วย

เพจนี้ปูเป้ทำเอง

หลังจากมีผู้อยากติดตามเพิ่มมากขึ้นจนเฟซบุ๊กส่วนตัวแทบรับไม่ไหว จากทั้งชื่อเสียงปากต่อปากและลูกศิษย์ลูกหาที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยามไปเป็นวิทยากรให้กับวิทยาลัยการอาชีพ รวมถึงการได้รับเชิญไปออกรายการต่างๆ ปูเป้จึงมีความคิดที่จะเปิดเพจสาธารณะ เพื่อให้ใครก็ตามที่สนใจ ได้รับรู้เรื่องราวที่เธอต้องการถ่ายทอดแบบทั่วถึง 

เบื้องหลังของคนทำเพจหลายคนอาจประสบปัญหากับการคิดคอนเทนต์ในเพจ แต่สำหรับเธอ สิ่งที่ค้างเติ่งจนทำให้เพจไม่เกิดขึ้นสักที คือชื่อเพจ 

ปูเป้ทำเอง เพจที่แบ่งปันวิธีแปรรูปอาหารปลอดภัย และชวนคนเมืองใช้ชีวิตพึ่งพาตนเอง
ปูเป้ทำเอง เพจที่แบ่งปันวิธีแปรรูปอาหารปลอดภัย และชวนคนเมืองใช้ชีวิตพึ่งพาตนเอง

“ผลิตภัณฑ์ที่เราเริ่มทำไม่มีป้ายเลย เต็มที่ก็ทำเป็นแถบห้อยว่าซอสมะเขือเทศ แค่นั้นเอง พอช่วงหลัง เราเริ่มคิดว่าทำยังไงดีนะให้เขารู้ว่าเราทำเอง ขี้เกียจอธิบายเยอะ จนวันหนึ่งเราทำซีอิ๊วขวดจิ๋วนี่แหละ เราก็คิดว่าจะเขียนยังไงให้มันน้อยแล้วคนเข้าใจ เราก็เลยใช้ซีอิ๊วปูเป้ทำเอง งั้นเพจเราก็เอาชื่อนี้เลยละกัน ปูเป้ทำเอง” เธอเล่าถึงที่มาของชื่อเพจและชื่อแบรนด์สินค้าแสนเรียบง่ายด้วยน้ำเสียงติดตลก พลางชี้ไปที่ขวดซีอิ๊วต้นเหตุบนชั้นวางด้านหลัง

เนื้อหาในเพจคือชื่อของเพจ นี่คือคอนเซปต์ที่เราแอบคิดให้โดยที่เจ้าของเพจไม่รู้ เพราะทุกอย่างที่เธอโพสต์ลงล้วนแต่เป็นสิ่งที่เธอทำเองในทุกๆ วัน ตั้งแต่แบ่งปันวิธีทำผงโรยข้าวจากผักต่างๆ ในสวนข้างบ้าน กวนสบู่โฮมเมดด้วยสีธรรมชาติ จนถึงแชร์สูตรอาหารการกินประจำวันที่ปรุงขึ้นจากสารพันสิ่งแปรรูปในบ้าน 

นอกจากนี้ยังมีงานฝีมือเย็บปักถักร้อย จนถึงงานใบตอง ทั้งหมดทั้งมวลนี้ผ่านฝีมือของปูเป้ทั้งสิ้น 

ปูเป้ทำเอง เพจที่แบ่งปันวิธีแปรรูปอาหารปลอดภัย และชวนคนเมืองใช้ชีวิตพึ่งพาตนเอง

“เราแชร์วิธีทำง่ายๆ สมมติว่าเรามีกะเพราเยอะมาก ก็จับมาทำซอสกะเพรา ซึ่งไม่ต้องมาเยอะอย่างแบบสูตรของชาวต่างชาติ อย่างเรากินผัดกะเพรา ก็ทำซอสกะเพราแบบบ้านเรานี่แหละ มีพริกขี้หนู มีกระเทียม มีกะเพราปั่นไว้ แล้วเข้าตู้เย็น หรือไม่ก็สอนวิธีการพาสเจอร์ไรซ์ขวด ทำยังไงให้ยืดอายุ วิธีการพวกนี้ก็จะเขียนลงในเฟซบุ๊กอย่างละเอียด ให้คนได้อ่าน และใส่สูตรให้ด้วย เพราะว่าเราไม่ได้เริ่มจากการทำเพื่อขาย เราก็เลยรู้สึกว่าอยากให้คนลองทำตาม”

ปูเป้ทำเอง เพจที่แบ่งปันวิธีแปรรูปอาหารปลอดภัย และชวนคนเมืองใช้ชีวิตพึ่งพาตนเอง

ปูเป้พึ่งพาตนเอง

ชีวิตง่ายๆ ของปูเป้เกิดจากความเชื่อในการพึ่งพาตนเอง

แต่เธอไม่เชื่อว่าแปลงผักหลังบ้านจะเป็นจุดสตาร์ทที่เหมาะกับการพึ่งพาตนเองของทุกคน เพราะข้อจำกัดของวิถีชีวิตคนเมืองยังคงมีสูง ทั้งพื้นที่ไม่เอื้ออำนวย และปัญหาเรื่องเวลาว่างในการดูแล ทำให้เธอมองว่าเพียงแค่พยายามทำเองให้มาก และลดการพึ่งพาคนอื่นให้น้อย ก็เป็นการพึ่งพาตนเองที่ง่ายที่สุดและทุกคนทำได้ เธอจึงพยายามลองทำนู่นทำนี่เอง แล้วส่งต่อความรู้สู่ลูกเพจ เพื่อชวนให้ผู้ติดตามได้ลองใช้วิถีชีวิตแบบปูเป้ทำเอง

เธอยกตัวอย่างชีวิตประจำวันของตัวเองที่ใช้วิถีพึ่งพาตนเอง ตั้งแต่การใช้สบู่และแชมพูสระผมที่ผสมเองจากวัตถุดิบที่หาได้ในธรรมชาติ ไปจนถึงน้ำยาเอนกประสงค์ที่ใช้ได้ครอบคลุมทุกการซักล้างในบ้าน

ปูเป้ทำเอง เพจที่แบ่งปันวิธีแปรรูปอาหารปลอดภัย และชวนคนเมืองใช้ชีวิตพึ่งพาตนเอง

“เรามองว่าของพวกนี้มันเป็นของที่ทำครั้งเดียวแล้วใช้ได้นานมาก ไม่ต้องทำทุกวัน ยาสระผมทำครั้งหนึ่งก็ใช้ไปสองสามเดือน อายุอยู่ได้ถึงหกเดือนด้วยซ้ำ เสียสละเวลาทำสักสองชั่วโมง สบู่ทำได้ครั้งละสิบก้อน ให้ใช้เดือนละก้อนเลย เวลาทำใช้แค่ชั่วโมงเดียว ถ้าเรามีความรู้ ก็ใช้เวลาแป๊บเดียว ไม่ยาก มันเป็นหลักการพึ่งพาตนเองที่ง่ายมาก

“น้ำยาซักผ้าเราก็ทำเอง ทำเป็นแกลลอนสิบลิตร ใช้ล้างจาน ล้างรถ ถูบ้าน เพราะมันคือน้ำยาอเนกประสงค์ ไม่ได้ใช้เวลาเยอะมากในการทำ เรามองอย่างนั้น ตื่นมากลายเป็นว่ามีอย่างเดียวที่ยังต้องซื้ออยู่ก็คือยาสีฟัน 

“จริงๆ ทำเองได้ แต่ว่าเพื่อนเราทำ เลยซื้อบ้างก็ได้ ช่วยอุดหนุนเพื่อน แต่ก็ยังเป็นของโฮมเมดอยู่”

ปูเป้ทำเอง เพจที่แบ่งปันวิธีแปรรูปอาหารปลอดภัย และชวนคนเมืองใช้ชีวิตพึ่งพาตนเอง

นอกจากของใช้ประจำวัน การเลือกอาหารการกินด้วยความพิถีพิถัน ก็เป็นอีกหัวใจสำคัญ 

เธอมองว่าการสรรหาอาหารที่ปลอดภัยเป็นมิตรกับร่างกาย คือการพึ่งพาตนเองโดยอ้อม

“สมมติว่าไม่ต้องปลูกผัก แล้วจะทำยังไง เราก็ต้องเลือกให้เป็น มันคือการพึ่งพาตนเองในระยะยาว หมายความว่าเลือกอาหารให้เป็นเพื่อสุขภาพที่ดีของเราจริงๆ หากเดินเข้าซูเปอร์มาเก็ต วิธีการเลือกคืออ่านฉลาก เลือกให้เป็นว่าอันนี้มีสารปรุงแต่งอะไรบ้าง เราอ่านแล้วเรายังทำใจจะกินเขาอยู่ไหม หากเขามีสารมากมาย ทั้งแต่งสีและแต่งกลิ่น

“ทุกวันนี้สิ่งที่เรายังซื้ออยู่ก็มีน้ำมัน น้ำตาล เกลือ น้ำปลา เพราะทำเองไม่ไหว ก็เลือกแต่ของที่ดีกับตัวเอง พึ่งพาตนเองโดยการเลือกให้เป็น กินให้มันถูกต้อง กินให้มันปลอดภัย แล้วเราก็จะสามารถพึ่งพาตนเองได้ยันแก่”

ปูเป้ทำเอง เพจที่แบ่งปันวิธีแปรรูปอาหารปลอดภัย และชวนคนเมืองใช้ชีวิตพึ่งพาตนเอง

ปูเป้และผองเพื่อน

แม้ความมุ่งหมายเดิมของปูเป้ทำเองจะเป็นเพียงการแชร์ไลฟ์สไตล์ที่แทรกความรู้และประสบการณ์ส่วนตัว ในการทำแทบทุกสรรพสิ่งด้วยตัวเองตามวิถีคนเมือง เพื่อให้คนลองทำเองในบ้านและผลพลอยได้คือการสร้างอาชีพ 

แต่ความฝันของเธอยังคงไม่หมดเพียงเท่านั้น

อนาคตวันหน้า ปูเป้มองถึงการทำงานร่วมกับเครือข่ายเพื่อนพ้องที่อยู่ในวงการสินค้าเกษตรออร์แกนิก ภายใต้ชื่อ ‘ปูเป้และผองเพื่อน’ เพื่อสร้างสังคมอาหารปลอดภัยให้กับคนอื่นๆ ในวงกว้าง ส่วนบ้านหลังที่เรากำลังนั่งอยู่นี้ ด้านหน้าเธอเริ่มเปิดร้านเล็กๆ วางผลิตภัณฑ์แปรรูปจากวัตถุดิบธรรมชาติและต้นผักสวนครัวกระถางจิ๋ว เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับชาวหมู่บ้านสัมมากรและลูกเพจที่ติดตามอยู่ ได้สัมผัสวิถีชีวิตคนเมืองตามแบบฉบับปูเป้ทำเอง 

“เราสร้างความสุขให้คนในหมู่บ้านได้ระดับหนึ่ง เขามากันตลอด พอซื้อต้นไม้ไปเด็ดกินเองได้ เขาก็มีความสุขกับการเสียเงินแล้วได้ต้นไม้ แถมกินได้ด้วย ตายแล้วก็ไม่เป็นไรนะ มาซื้อของเราใหม่ วันนี้ก็เพาะต้นไม้มากขึ้น ให้คนเรียนรู้ว่าเราสไตล์ประมาณนี้นะ แต่ก็ไม่ทิ้งตัวตนความเป็นปูเป้ทำเอง” ปูเป้จบบทสนทนาด้วยรอยยิ้มเริงร่าฉบับเธอเอง

ปูเป้ทำเอง เพจที่แบ่งปันวิธีแปรรูปอาหารปลอดภัย และชวนคนเมืองใช้ชีวิตพึ่งพาตนเอง

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

แฟนเธอประหลาดมาก บ่นเรื่องประเทศไทยประเทศญี่ปุ่นอย่างโน้นอย่างนี้ ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ” 

คำพูดติดตลกของเพื่อนเป็นจุดเปิดสวิตช์ให้ อายากะ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบการเขียนการ์ตูน คว้าปากกามาวาดการ์ตูนร่วมกับแฟนหนุ่มชาวไทยอย่าง ซัน-ประเสริฐ ประเสริฐวิทยาการ บนเพจเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ชื่อ อายากะซังกับซันคุง《タイ人パクチー食べないから》จนเป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่นักอ่านญี่ปุ่นและนักอ่านไทย

อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》เพจเฟซบุ๊กเล่าเรื่องราววัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ฉบับภาษาไทยที่หาไม่ได้ในหนังสือเดินทาง จากสองคู่รักผู้มอบเสียงหัวเราะผ่านตัวละคร ‘อายากะซัง’ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบภูติญี่ปุ่นกับการวาดภาพแมว และ ‘ซันคุง’ แฟนหนุ่มชาวไทยนักออกแบบเกมที่ได้แต่งงานใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นมาสิบกว่าปี 

ความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่สร้างข้อขัดข้องใจไปพร้อมกับบทสนทนาชวนหัวเราะ เต็มไปด้วยเกร็ดความรู้แฝงอยู่ในการ์ตูนทุกตอน เรายกหูต่อสายข้ามน้ำข้ามทะเลถึงแดนอาทิตย์อุทัย เพื่อพูดคุยกับนักวาดมังงะ ผู้อยากถ่ายทอดเรื่องราวความไทย ๆ และความเป็นนิฮงจิน (คนญี่ปุ่น) ให้ทุกคนได้ลองมาสัมผัสความสนุกไปด้วยกัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้นที่แปลก

“เราเจอกันเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผมมาเรียนต่อโทที่ญี่ปุ่นและได้เข้าชมรมร้องประสานเสียง ผมเข้ามาเป็นรุ่นพี่เขา 1 ปี เราเจอกันและร้องเพลงด้วยกันในวงคอรัสตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับการวาดรูปเลย”

ซันหัวเราะก่อนจะหันไปคุยกับแฟนสาวที่นั่งข้างกันด้วยภาษาญี่ปุ่นแล้วเล่าต่อ

“สมัยก่อนอายากะทำงานประจำ แต่เขาอยากเขียนการ์ตูน เลยตัดสินใจลาออกจากงานแล้วมาเขียนการ์ตูนเป็นหลัก ตอนแรกรับวาดภาพเหมือนก่อน แล้วก็วาดการ์ตูนเกี่ยวกับแมวเพราะเขาชอบแมวมาก แต่ตลาดการแข่งขันของแมวที่ญี่ปุ่นสูงมาก”

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยแมวและคนรักแมว เป็นที่รู้กันดีว่าญี่ปุ่นแมวเยอะเสียจนมีเกาะแมวอยู่หลายแห่งอย่างเกาะทาชิโระจิมะ เกาะอาโอชิมะหรือเกาะเอโนะชิมะ ความนิยมแมวของคนที่นี่มีสูงมาก การวาดภาพให้แมวมีความเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครจึงเป็นเรื่องยาก

แต่เพราะพลังของเพื่อนที่ช่วยจุดประกายจากสิ่งใกล้ตัว ทำให้เกิดการ์ตูนเรื่องนี้ขึ้นจนได้

“ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ แฟนเธอประหลาดพอแล้ว ไม่ซ้ำกับคนอื่นด้วย” 

แม้จะเป็นคำพูดชวนขำของเพื่อน แต่ทั้งคู่ก็มานั่งไตร่ตรองกันจริงจัง ซันเป็นคนชอบเล่าและบ่นเกี่ยวกับประเทศไทยอยู่แล้ว ชอบพูดถึงเกร็ดความรู้ออกมาโดยธรรมชาติ ถ้านำสิ่งที่ซันเล่ามาเขียนเป็นการ์ตูนคงเล่าได้เยอะ แถมยังยูนีกไม่ซ้ำใคร จุดเริ่มต้นแสนประหลาดที่อยากแชร์ความแปลกใหม่จึงเริ่มจากตรงนี้

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 2 ยากแท้จริงหนอการวาดมังงะ

การเริ่มต้นตรงนั้น อายากะเปิดเพจบนทวิตเตอร์เพื่อเล่าเรื่องราวของเธอและซันเป็นภาษาญี่ปุ่นก่อน ในชื่อ アヤカシ (@ayakashidesuyo) ล่าสุดเขียนได้ถึงตอนที่ 50 แล้ว ส่วนภาคภาษาไทย เป็นการทำงานร่วมกันกับซัน แฟนหนุ่มที่คอยเป็นนักแปลเรื่องราวที่อายากะเขียนให้คนไทยได้อ่านกันอย่างออกรสบนเพจเฟซบุ๊ก อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》ตอนนี้มีถึงตอนที่ 47 แล้ว ซึ่งกว่าจะออกมาเป็นแต่ละตอนไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ 

“บางตอนใช้เวลาทั้งคิดทั้งเขียน 10 นาทีเสร็จก็มี บางเรื่องที่ต่อกันยาวและข้อมูลเยอะ ต้องใช้เวลากว่า 2 สัปดาห์ เราคิดว่าข้อมูลนั้นจะนำมาเรียงลำดับยังไง การคิดว่าต้องเริ่มยังไงและจบยังไง ต้องวางช่องวางแบบไหน กี่หน้า เป็นสิ่งที่ใช้เวลานานและยากที่สุด ส่วนเรื่องการลงเส้น ไม่นานเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”

อายากะเล่าถึงเทคนิคต่อว่า การแบ่งช่องเป็นตัวช่วยและเป็นเทคนิคสำคัญที่ทำให้นักอ่านเข้าถึงอารมณ์ รวมถึงเข้าใจเนื้อเรื่องได้ดีขึ้น ถ้าการแบ่งช่องทำออกมาดี คนอ่านก็จะสนุกและอินไปกับเรื่องได้ดีขึ้น ซันเล่าให้เราฟังต่อ

“ไม่รู้ว่าเมืองไทยมีพวกศาสตร์การเขียนมังงะไหมนะ เพราะที่ญี่ปุ่นเขามีศาสตร์แบบนี้อยู่ มีเทคนิคที่เปิดเพจออกมายังไงให้มันเจออะไรใหญ่ ๆ สร้างความอิมแพค หรือจะเก็บความอิมแพคใส่ให้จบทีละหน้า อายากะต้องคิดเรื่องพวกนี้เยอะ มันเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ยาก เขาพยายามทำเรื่องพวกนี้อยู่ครับ

“ผมได้ช่วยเขาดูตรงนี้ด้วย เพราะผมทำงานเกี่ยวกับด้านนี้มา เราพยายามบอกให้เขาลดตัวหนังสือลง ทำให้คนอ่านเข้าใจง่ายที่สุด เราพยายามคุยกันแล้วแก้ บางทีเขาก็จะมาปรึกษาว่าอ่านรู้เรื่องไหม สนุกไหม เราก็จะบอกว่าตรงนี้อ่านเข้าใจยากนะ เราแก้ส่งกันกลับไปกลับมา รู้ตัวอีกทีผ่านมา 2 – 3 สัปดาห์ก็มี”

อายากะคิดและเขียน ส่วนซันเป็นคนแปลไทยพร้อมกับรอคอมเมนต์งาน ทำงานร่วมด้วยช่วยกันดีแบบนี้ เราเลยสงสัยว่าเวลาเลือกเรื่องที่จะวาด ทั้งสองคนช่วยกันเลือกยังไง

“ออกตัวก่อนการ์ตูนเรื่องนี้ ผมจะไม่ยุ่งเรื่องวิธีการคิด การเขียน และการจัดมุกของอายากะ เพราะผมอยากให้มันเป็นผลงานของเขาเอง ฉะนั้นผมแค่บ่นไปทุกวัน เขาจะจับเรื่องไหนมาเขียนก็แล้วแต่เลย” 

ส่วนเนื้อหาที่ออกมาให้เราได้อ่านกันในภาคภาษาไทย คนไทยอาจจะดูไม่ออกว่าอายากะเลือกเรื่องนำมาเขียนยังไง แต่เธอเฉลยกับเราว่า เธอเสนอเรื่องราวตามแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นใน 4 ฤดูกาลของญี่ปุ่น (ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว) 

อย่างหน้าร้อนในญี่ปุ่น อายากะเขียนเรื่องฤดูร้อน พอถึงหน้าหนาวเขียนเรื่องเทศกาลปีใหม่ เมืองไทยไม่ได้มีฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูใบไม้ร่วง ก็อาจจะมองกันไม่ออก แต่ถ้ามองมุมมองของคนญี่ปุ่น การ์ตูนของอายากะเต็มไปด้วยบรรยากาศของทุกฤดูกาลเลยทีเดียว

แม้ว่าโทนการเล่าเรื่องจะมีความญี่ปุ่น แต่เนื้อหาเรื่องวัฒนธรรมไทยก็แน่นไม่แพ้กัน ทุกตอนของการ์ตูนมักมีเกร็ดความรู้แลกเปลี่ยนกันระหว่างวัฒนธรรมไทยและญี่ปุ่นอยู่ท้ายตอนเสมอ

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

“ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองไทยก็ฟังมาจากซันบ้าง ฟังแล้วก็ค่อยไปหาข้อมูลเพิ่ม เพราะว่าซันมีความรู้ที่ค่อนข้างไม่สมดุลและไม่สมบูรณ์ บางทีซันเข้าใจผิด เพราะงั้นก็จะไปหาถามเพื่อนคนไทยคนอื่น เช็กจากหลาย ๆ ที่ว่า เรื่องที่ซันคุงพูดมาจริงหรือไม่จริงยังไง”

ซันเริ่มยกตัวอย่างความรู้ที่ไม่สมดุลบางอย่างของตัวเอง

“เรื่อง Valcano Milo Lava ตอนผมอยู่เมืองไทยมันไม่มี ผมไม่ได้อยู่ไทยมานานแล้ว ผมไม่รู้เรื่องนี้ อายากะก็จะไปถามน้องนักเรียนไทย เด็ก ๆ ที่อยู่เมืองไทยตอนนี้ ผมก็อ้าว เอ๊ะ อ๋อ จริง ๆ มันมีเหรอตอนนี้ ผมก็เอ๊ะ เห โซนันดะ ?” 

อีกสิ่งที่ทำให้มังงะข้ามวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น เรื่องนี้มีเสน่ห์ คงไม่พ้นคาแรกเตอร์ของอายากะซังและซันคุงที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว แต่กลับสร้างเสียงหัวเราะและสีสันให้กับเรื่องได้ดีมาก

“ตามความเป็นจริง ซันก็จะเป็นแบบนี้ ยิ้มไปบ่นไป พูดจาทำลายล้างแต่ยังยิ้มอยู่ ตัวซันคุงที่เขาเขียน คือตัวผมที่เขาอยากให้คนอื่นเห็น ส่วนอายากะต่างนิดหน่อยคือ อายากะตัวจริงยิ้มมากกว่าในการ์ตูน ในการ์ตูนเขาหน้าเฉยมาก ไม่หือไม่อือ แต่เรื่องที่คุยเป็นเรื่องที่เราคุยกันจริง ๆ”

ไม่ใช่แค่อายากะและซันคุงที่คาแรกเตอร์ตรงกับตัวจริง แมวสอง 2 ตัวอย่างโกมะคิจิและคิบิสุเกะ ก็มีหน้าตาและนิสัยตรงปกไม่แพ้กัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ
อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 3 ไทจิน vs นิฮงจิน

หลังเปลี่ยนเป้าหมายจากการวาดการ์ตูนแมวมาเป็นการวาดเรื่องราว 2 วัฒนธรรม เป้าหมายที่เคยตั้งไว้เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เป้าหมายใหม่เป็นสิ่งที่อายากะและซันหวังอยากทำให้ดีขึ้นในอนาคต

“สิ่งหนึ่งที่อยากสื่อตลอด คือเรื่องราวไทย-ญี่ปุ่น ที่ไม่ได้อยู่ในหนังสือนำเที่ยว เช่น คนไทยไม่ได้กินผักชีขนาดนั้น หรือคนไทยนามสกุลยาวจนใช้ชีวิตในญี่ปุ่นลำบาก ข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่รู้จะไปหาจากไหน เป็นสิ่งที่มีแค่คนที่อยู่ด้วยกันอย่างเรารู้ เราพยายามหาข้อมูลที่น่าสนใจมาเล่าให้คนอื่นฟัง

“อีกเรื่องที่พยายามทำคือ อยากให้คนที่อ่านการ์ตูนของฉัน อ่านแล้วรู้สึกดี จึงพยายามเขียนโทน Positive ให้คนอ่านแล้วเขามีความสุข เรานำด้านบวกมาเสียดสีและพูดถึงบ้านเมืองให้เป็นบวก แต่ต้องไม่ทำให้ใครรู้สึกแย่ เพราะคนที่จะซวยในการ์ตูนเรื่องนี้มีแค่ซันคุงคนเดียว” 

อายากะเล่าต่อพร้อมกับรอยยิ้มถึงอีกเป้าหมายในการเขียนการ์ตูนเรื่องนี้ “ฉันชอบเวลาที่ซันคุงพล่าม ทั้งน่ารักและน่ารำคาญ อยากจะแสดงความน่ารักและน่ารำคาญไปให้คนทั้งโลกได้เห็นค่ะ”

ความน่ารักและน่ารำคาญของซันคุง ในรูปชายหนุ่มสวมเชิ้ตกางเกงยีนส์ใส่ต่างหูเท่ ๆ ให้คนไทยและคนญี่ปุ่นอ่านได้เดินทางครบ 1 ปีเต็มในปีนี้ มังงะอายากะซังกับซันคุงได้เพิ่มชุมชนนักอ่านที่ชื่นชอบเรื่องราวระหว่างประเทศมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่คนญี่ปุ่นเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมไทย และคนไทยเองก็ได้ย้อนมองวัฒนธรรมบ้านเกิดพร้อม ๆ กับเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นด้วย

“คนญี่ปุ่นชอบเรื่องที่มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประเทศไทยค่ะ ชอบสาระความรู้ แต่คนไทยเจอเกร็ดสาระเยอะ ๆ จะไม่ค่อยชอบ ส่วนใหญ่ชอบดูตัวละครมากกว่า ชอบดูซันคุงบ่น แล้วถ้าซันคุงโดนซัดหงอ คนก็จะสะใจ คนไทยและคนญี่ปุ่นต่างกันชัดมาก”

อายากะอธิบายต่อว่า จริง ๆ แล้วคนญี่ปุ่นชอบคนไทย ปกติคนญี่ปุ่นไม่ได้ชอบชาติไหนเป็นพิเศษนัก แต่สำหรับคนไทย ในสายตาคนญี่ปุ่นมีแต่ความน่ารัก สดใส และตลก ความเป็นมิตรไม่เป็นภัย ทำให้นิฮงจินชอบไทจินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 

รายละเอียดที่เราเขียน ทำให้คนญี่ปุ่นนึกถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมาได้ อย่างเรื่องพริกขี้หนู เขาก็คอมเมนต์มาว่า ‘เฮ้ย จริงด้วย มันโคตรเผ็ดเลย’ คนญี่ปุ่นเขาชอบเมืองไทยมาก เขาอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปจากการอ่านการ์ตูนของเรา เพราะเขาก็รักคนไทยอยู่แล้ว”

คนไทยเองก็คงไม่ต่างกันมากนัก ทั้งมังงะและอนิเมะญี่ปุ่นเป็นที่นิยมในประเทศไทยมานาน คนไทยเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านสื่อมากมาย แต่ยังคงมีบางเรื่องที่คนไทยไม่รู้ หากไม่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นด้วยตัวเอง ซันจึงอยากให้คนไทยรู้เรื่องราวแปลกใหม่ที่น่าสนใจของญี่ปุ่นมากขึ้น พร้อม ๆ กับให้คนไทยได้ทบทวนถึงวัฒนธรรมไทยไปในตัวด้วย

“เราพยายามจะเลือกเรื่องที่คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ หลายอย่างคนเขารู้กันทั่วไป แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ถ้าไม่ได้มาอยู่จริงเขาก็จะมองไม่เห็น ผมว่าญี่ปุ่นยังมีอีกหลายเมืองที่คนไทยยังมองไม่เห็นเหมือนกัน”

เพราะคนไทยรู้จักญี่ปุ่นและอ่านมังงะกันเยอะ เราเลยสงสัยว่านั่นเป็นเหตุผลที่ซันตั้งใจให้คนไทยได้อ่านการ์ตูนจากขวาไปซ้าย แบบการ์ตูนญี่ปุ่นแท้ ๆ เลยหรือเปล่า

“ตอนแรกอายากะอยากเขียนให้คนญี่ปุ่นอ่าน ผมเลยเป็นคนบอกเขาว่า ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว แปลไทยเถอะ แล้วเดี๋ยวนี้การ์ตูนญี่ปุ่นที่ไทยเขาก็อ่านจากขวาไปซ้ายกันเยอะแล้ว มันมีความเป็นญี่ปุ่น ผมก็เลยให้อ่านขวาไปซ้ายเลย

“ผมว่าการ์ตูนญี่ปุ่นมีดีอย่างหนึ่งนะ มันไม่เหมือนการ์ตูนที่คนไทยเขียน มีความญี่ปุ๊นญี่ปุ่นอยู่ในเรื่อง เช่น วิธีใส่คำพูด การ์ตูนญี่ปุ่นมีบอลลูนคำพูด แต่ก็จะมีประโยคเพิ่มเติมโผล่ออกมานอกบอลลูนด้วย สิ่งนี้ไม่เจอในการ์ตูนภาษาไทย ผมว่าเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ สำคัญมาก ถ้าเราปรับมากเกินไป เสน่ห์จะหาย เราพยายามเหลือไว้เท่าที่ทำได้ครับ”

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ
นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

ตอนที่ 4 เรื่องระหว่างเรา…

วัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ที่ออกมาแล้วถึง 50 ตอนถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อย และไม่ง่ายเลยกับการเขียนถึงวัฒนธรรมนอกกระแส แต่ก่อนจะมาเป็นเรื่องราวให้พวกเราได้อ่าน การได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของทั้งคู่ คงสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อความสัมพันธ์ไม่น้อย

“เยอะเลยครับ เหมือนเรามารีวิววัฒนธรรมของเราสองคนใหม่อีกรอบ ต่อให้เราคบกันมานาน 15 ปีแล้ว มันก็ยังมีวัฒนธรรมใหม่ ๆ ซึ่งเราไม่เคยรู้ ไม่เคยสนใจมาก่อน

“อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราไปวัดด้วยกัน ก็คุยกันว่าศาสนาพุทธไทยกับศาสนาพุทธญี่ปุ่นมันคนละอย่างกันเลย คนไทยเวลาไหว้พระขอพรก็มักขอให้มีเงินมีทอง แล้วอายากะก็ถามว่า ขอพระพุทธเจ้าเนี่ยนะ พระพุทธเจ้าสอนให้สละทรัพย์ แล้วทำไมไปขอเงินพระพุทธเจ้า ซึ่งเราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเวลาสวดมนต์ขอพรไปเราขอจากใคร เราไม่เคยมองศาสนาตัวเองแบบนี้ มันเป็นมุมมองใหม่ที่เราได้จากการพูดคุยกัน”

อายากะเสริมต่อ

“พวกเราเป็นคู่ที่คุยกันมากกว่าคู่อื่นตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว การเขียนมังงะเรื่องนี้ทำให้เราได้คุยกันมากขึ้นไปอีก เพราะไม่ใช่แค่ซันคุงพล่ามฝั่งเดียว และฉันก็ไม่ได้แค่ฟังอย่างเดียวแล้ว”

ซันยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ว่าด้วยเรื่องการไปเดตกันของทั้งคู่

“เวลาไปเดตกัน พอผมเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองไทย เขาก็จะบอกให้หยุดเดิน ขอจดให้เสร็จก่อน ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ไม่ดีก็มีบ้าง บางทีทะเลาะกันเพราะเขาวาดรูปช้า ผมบ่นว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ เขาก็จะตอบกลับมาว่าอย่าบ่น ผมบอกให้แก้ตรงนั้น แต่เขาก็ไม่แก้ มันเล็กน้อยแต่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ผมว่าสนุกดีที่ได้คุยกันเรื่องวัฒนธรรม พอไปเที่ยวกัน เราก็ได้หามุกใหม่ ๆ นั่งคุยกันแลกเปลี่ยน”

เพราะเป็นคู่ที่พูดคุยกันทุกเรื่องอยู่แล้ว ความแตกต่างทางวัฒนธรรมจึงไม่เป็นอุปสรรคในการอยู่ร่วมกันของอายากะและซัน 

คิดว่ามันจะมีปัญหามากกว่านี้ค่ะ แต่ก็ไม่มีปัญหาเลยนะที่แต่งงานกัน อยู่ด้วยกัน อาจมีเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น คนไทยไม่ค่อยซีเรียสว่าจะต้องถอดรองเท้าตรงไหน ไม่มีเส้นชัดเจน แต่คนญี่ปุ่นจะมีเส้นชัดเจน ซึ่งสำหรับฉันมันไม่ใช่ปัญหา ขำมากกว่า”

อีกเหตุผลคือ ซันปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้เยอะอยู่แล้วด้วย

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

“อีกอย่างคือ ผมว่าเพราะอายากะเป็นผู้หญิงญี่ปุ่นด้วยนะ ถ้ากลับกัน เป็นสาวไทยแต่งงานชายญี่ปุ่น แล้วแม่คนไทยเรียกสินสอด คนญี่ปุ่นก็จะงง สินสอดคืออะไร ทำไมฉันต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่เธอ แต่คู่เรามันกลับกัน เราบอกอายากะว่าที่เมืองไทยผู้ชายต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่ผู้หญิง แต่เธอเป็นคนญี่ปุ่น เพราะงั้นฉันไม่ให้นะ”

ซันหัวเราะก่อนที่เราจะคุยกันต่อเรื่องภาพวาดฝันถึงมังงะของทั้งคู่ในอนาคต ที่แม้ว่าตอนนี้ทั้งคู่ยังไม่ได้วางแผนว่าจะเขียนสิ้นสุดไว้ที่กี่ตอน คาดว่าคงเขียนด้วยกันไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดมุกให้มาเล่นกับนักอ่านทั้งไทจินและนิฮงจิน

มีแพลนนิดหน่อยว่าตอนนี้อาจจะเป็นภาคแรก เราก็จะยังอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วคุยกันเรื่องเมืองไทยไปก่อน พอจบภาคนี้แล้ว อาจจะได้ต่อภาคที่อายากะได้ไปผจญเมืองไทย เพราะเราแต่งงานกันที่เมืองไทยด้วยครับ งานแต่งงานเมืองไทยเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก คนญี่ปุ่นไม่รู้จัก และตอนนี้เราก็มีตัวน้อยแล้ว คงเขียนเรื่องตัวน้อยด้วยในอนาคต

“อีกเรื่องคือเป้าหมายของหนังสือ อายากะอยากจะมีสักวันที่ได้พิมพ์หนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ในเว็บไซต์ เราก็ต้องเขียนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น พยายามสู้เพื่อให้ได้พิมพ์หนังสือในสักวัน”

ซันเล่าให้เราฟังจบก็หันหน้ากลับไปคุยอายากะเบา ๆ อย่างอบอุ่น “สักวันถ้าทำออกมาเป็นแบบมังงะได้ก็คงรู้สึกดีเลยเนอะ”

ก่อนบอกเล่ากันไป เราขอให้อายากะลองพูดไทยให้เราฟังสักประโยค 

“อายากะพูดภาษาไทยไม่ได้ค่ะ”

เธอตอบกลับมาอย่างน่ารัก พร้อมกับสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนภาษาไทย ไปพร้อม ๆ กับความตั้งใจที่อยากสร้างการ์ตูนให้คนไทยและคนญี่ปุ่น ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเสมอ

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

Facebook : อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》 

Twitter : twitter.com/ayakashidesuyo

Writer

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load