บ่ายวันหนึ่งย่านรามคำแหง ความสงบของหมู่บ้านจัดสรรชานกรุงเทพมหานครเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับระยะทางที่ลดลง เพราะเข้าใกล้จุดหมายเต็มที พาเราลืมความจอแจกลางเมืองที่เพิ่งเจอเมื่อครู่อย่างหมดจด

เราพึ่งจีพีเอสในโทรศัพท์นำทางเข้ามาตามถนนหลักของหมู่บ้าน เรื่อยมาถึงถนนย่อย ซอยเล็กซอยน้อย รู้ตัวอีกทีก็จอดอยู่หน้าบ้านเดี่ยวสีขาว แต้มสีเขียวของแปลงผักที่แวดล้อมรอบบ้าน ป้ายผ้าทำมือด้านหน้า ‘ปูเป้ ทำเอง’ 

หมุดสีแดงเด่นชัดในแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ เป็นการยืนยันสิ้นสุดจุดหมาย

ปูเป้ทำเอง เพจที่แบ่งปันวิธีแปรรูปอาหารปลอดภัย และชวนคนเมืองใช้ชีวิตพึ่งพาตนเอง

เหลียวดูนาฬิกา เรามาก่อนเวลานัดหมายนิดหน่อย ปูเป้-สุพัตรา อุสาหะ เธอนิยามตัวเองว่าเป็น ‘สาวน้อยร้อยอาชีพ’ รอต้อนรับเราอยู่แล้วด้วยรอยยิ้มสดใส แทบทุกวันเธอเป็นเกษตรกรสาวอยู่กับบ้าน เป็นนักแปรรูปมือทองที่หยิบจับผลผลิตริมรั้วมาแปลงโฉมได้หลากหลาย รับหน้าที่เป็นวิทยากรตามวิทยาลัยการอาชีพบ้างในบางโอกาส 

และที่สำคัญเธอเป็นเจ้าของเพจ ‘ปูเป้ทำเอง’ เพจที่รวบรวมเรื่องราวสารพัดสารพันสิ่งที่เธอทำ เพื่อแบ่งปันวิธีการและส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับผู้ติดตามในการใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตนเองด้วยสภาพแวดล้อมอย่างคนเมือง

แนวคิดการใช้ชีวิตของเธอน่าสนใจ ร้อยอาชีพที่ว่าเธอทำอะไรบ้าง ด้านล่างนี้คือสิ่งที่เราเพิ่งรู้ก่อนคุณไม่นาน

ปูเป้ทำเอง เพจที่แบ่งปันวิธีแปรรูปอาหารปลอดภัย และชวนคนเมืองใช้ชีวิตพึ่งพาตนเอง

ปูเป้ปลูกเอง

เริ่มจากความชอบด้วยแหละ” 

เธอตอบทันควันเมื่อถามถึงที่มาของเหล่าต้นไม้ใบเขียวที่สั่นไหวตามลมคล้ายกำลังโบกใบทักทายผ่านหน้าต่างอยู่ด้านนอก ก่อนเจ้าของบ้านสาวจะขยายความต่อถึงความชอบที่ว่า

“มันเกิดจากความชอบส่วนตัวของเราที่อยากปลูกต้นไม้ เวลาเรามองเห็นต้นไม้หรือดอกไม้ที่เราเพาะจากเมล็ดก็จะมีความว้าว ต้นนี้มีดอกแล้วนะ”

การปลูกพืชของปูเป้สั่งสมจากความผูกพันกับธรรมชาติตามประสาเด็กต่างจังหวัด แม้บางขณะของชีวิตในเมืองหลวงอาจไม่เอื้อต่อการเพาะปลูกเช่นที่บ้านเกิด แต่เมื่อมีโอกาสเธอก็รีบกลับมารดน้ำความรักที่มีต่อต้นไม้เหล่านี้ จนออกดอกผลเป็นพื้นที่สีเขียวไซส์กะทัดรัดเท่าพื้นที่ดินรอบบ้านหลังปัจจุบัน

ไม่เพียงแต่วิถีเกษตรกรที่หล่อเลี้ยงหัวใจ เธอยังชอบทำอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากวัตถุดิบอินทรีย์ที่ปลูกเอง ผักสวนครัวหลากชนิดจึงยืนเป็นแกนหลัก มีไม้ดอกไม้ประดับบ้างพอให้เห็นชุ่มชื่นใจ และเก็บไว้ใช้ตกแต่งจานอาหารหรือแก้วน้ำดื่มเพื่อต้อนรับแขกเหรื่อเพื่อนฝูงที่แวะมาเยือน

ปูเป้ทำเอง เพจที่แบ่งปันวิธีแปรรูปอาหารปลอดภัย และชวนคนเมืองใช้ชีวิตพึ่งพาตนเอง
ปูเป้ทำเอง เพจที่แบ่งปันวิธีแปรรูปอาหารปลอดภัย และชวนคนเมืองใช้ชีวิตพึ่งพาตนเอง

“พอเราปลูกเสร็จก็ตัดมาทำกับข้าวง่ายๆ กะเพรา พริก มันดูง่าย พอเพื่อนมาเที่ยวหา อยากทำแก้วสวยๆ ให้เพื่อนกินน้ำ ก็เดินเข้าสวน เด็ดอันนั้นใบ อันนี้ใบมาแซมๆ ผักบางชนิดอย่างพวกมินต์ สะระแหน่ ก็ให้กลิ่นสดชื่น แล้วก็ได้ประโยชน์ไปด้วย”

หลายครั้งที่ผลผลิตมากจนเกินกินเองภายในบ้าน เธอจึงคิดต่อยอดด้วยการแปรรูป โดยอาศัยความรู้ที่เคยทำมาแต่เด็ก ดัดแปลงสูตรที่ได้จากในอินเทอร์เน็ต ปรุงแต่งรสชาติตามความชอบส่วนตัว เพื่อให้การปลูกพืชผักหนึ่งครั้งได้ประโยชน์มากที่สุด เมื่อทำบ่อยเข้าจึงเริ่มปันวิธีทำหรือเคล็ดลับที่ประสบพบระหว่างการแปรรูปต่างๆ ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อแบ่งปันให้เพื่อนที่ติดตามได้ลองนำวิธีการไปทำเองที่บ้าน

“การปลูกผัก เราก็ใช้วิธีการง่ายๆ สั้นๆ คือไม่จำเป็นต้องเดินไปซูเปอร์มาเก็ต แต่เราเลือกที่จะปลูกกะเพรา หนึ่งต้น แล้วก็ตัดกินไปเรื่อยๆ หากเขาตาย ก็ซื้อต้นใหม่มา หรือว่าเพาะเมล็ดใหม่เพิ่ม ก็เหมือนเราไปซื้อผักมาเพิ่ม อันนี้อายุยาวกว่า แถมไม่เต็มตู้เย็นด้วย” แนวคิดนี้เธอน่าสนใจ-เราพยักหน้าเออออ

ปูเป้ทำเอง เพจที่แบ่งปันวิธีแปรรูปอาหารปลอดภัย และชวนคนเมืองใช้ชีวิตพึ่งพาตนเอง

ถึงตรงนี้บางคนอาจค้าน เพราะปลูกต้นอะไรก็ตายไปเสียสิ้น จนคิดว่าซื้อกินน่าจะง่ายกว่า สาวเจ้าตรงหน้ามองว่าผักสวนครัวเป็นเรื่องที่ควรให้ความรู้ แม้เป็นพืชผักที่ปลูกง่าย ดูใกล้ตัว แต่หลายคนยังขาดขาดความเข้าใจ

“เราอยากให้ความรู้เรื่องพืชผักสวนครัว ให้คนได้มีแรงบันดาลใจที่จะปลูกมัน เพราะว่าพืชผักสวนครัวเป็นพืชล้มลุก เราปลูกเดี๋ยวก็ตาย เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ถ้าปลูกมะม่วงหนึ่งต้นสามเดือนตาย อันนี้ผิดธรรมชาติ เราก็ให้ความรู้เกี่ยวกับไม้ยืนต้น ไม้ล้มลุก ว่ามันต้องปลูกใหม่เรื่อยๆ ทดแทนกัน หากตายจากการกิน แสดงว่ามันคุ้มค่า”

นอกจากปลูกผักบนดิน เธอยังปลูกแรงบันดาลใจในการปลูกพืชกินเองในบ้านให้เพื่อนๆ บนเฟซบุ๊กด้วย

เพจนี้ปูเป้ทำเอง

หลังจากมีผู้อยากติดตามเพิ่มมากขึ้นจนเฟซบุ๊กส่วนตัวแทบรับไม่ไหว จากทั้งชื่อเสียงปากต่อปากและลูกศิษย์ลูกหาที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยามไปเป็นวิทยากรให้กับวิทยาลัยการอาชีพ รวมถึงการได้รับเชิญไปออกรายการต่างๆ ปูเป้จึงมีความคิดที่จะเปิดเพจสาธารณะ เพื่อให้ใครก็ตามที่สนใจ ได้รับรู้เรื่องราวที่เธอต้องการถ่ายทอดแบบทั่วถึง 

เบื้องหลังของคนทำเพจหลายคนอาจประสบปัญหากับการคิดคอนเทนต์ในเพจ แต่สำหรับเธอ สิ่งที่ค้างเติ่งจนทำให้เพจไม่เกิดขึ้นสักที คือชื่อเพจ 

ปูเป้ทำเอง เพจที่แบ่งปันวิธีแปรรูปอาหารปลอดภัย และชวนคนเมืองใช้ชีวิตพึ่งพาตนเอง
ปูเป้ทำเอง เพจที่แบ่งปันวิธีแปรรูปอาหารปลอดภัย และชวนคนเมืองใช้ชีวิตพึ่งพาตนเอง

“ผลิตภัณฑ์ที่เราเริ่มทำไม่มีป้ายเลย เต็มที่ก็ทำเป็นแถบห้อยว่าซอสมะเขือเทศ แค่นั้นเอง พอช่วงหลัง เราเริ่มคิดว่าทำยังไงดีนะให้เขารู้ว่าเราทำเอง ขี้เกียจอธิบายเยอะ จนวันหนึ่งเราทำซีอิ๊วขวดจิ๋วนี่แหละ เราก็คิดว่าจะเขียนยังไงให้มันน้อยแล้วคนเข้าใจ เราก็เลยใช้ซีอิ๊วปูเป้ทำเอง งั้นเพจเราก็เอาชื่อนี้เลยละกัน ปูเป้ทำเอง” เธอเล่าถึงที่มาของชื่อเพจและชื่อแบรนด์สินค้าแสนเรียบง่ายด้วยน้ำเสียงติดตลก พลางชี้ไปที่ขวดซีอิ๊วต้นเหตุบนชั้นวางด้านหลัง

เนื้อหาในเพจคือชื่อของเพจ นี่คือคอนเซปต์ที่เราแอบคิดให้โดยที่เจ้าของเพจไม่รู้ เพราะทุกอย่างที่เธอโพสต์ลงล้วนแต่เป็นสิ่งที่เธอทำเองในทุกๆ วัน ตั้งแต่แบ่งปันวิธีทำผงโรยข้าวจากผักต่างๆ ในสวนข้างบ้าน กวนสบู่โฮมเมดด้วยสีธรรมชาติ จนถึงแชร์สูตรอาหารการกินประจำวันที่ปรุงขึ้นจากสารพันสิ่งแปรรูปในบ้าน 

นอกจากนี้ยังมีงานฝีมือเย็บปักถักร้อย จนถึงงานใบตอง ทั้งหมดทั้งมวลนี้ผ่านฝีมือของปูเป้ทั้งสิ้น 

ปูเป้ทำเอง เพจที่แบ่งปันวิธีแปรรูปอาหารปลอดภัย และชวนคนเมืองใช้ชีวิตพึ่งพาตนเอง

“เราแชร์วิธีทำง่ายๆ สมมติว่าเรามีกะเพราเยอะมาก ก็จับมาทำซอสกะเพรา ซึ่งไม่ต้องมาเยอะอย่างแบบสูตรของชาวต่างชาติ อย่างเรากินผัดกะเพรา ก็ทำซอสกะเพราแบบบ้านเรานี่แหละ มีพริกขี้หนู มีกระเทียม มีกะเพราปั่นไว้ แล้วเข้าตู้เย็น หรือไม่ก็สอนวิธีการพาสเจอร์ไรซ์ขวด ทำยังไงให้ยืดอายุ วิธีการพวกนี้ก็จะเขียนลงในเฟซบุ๊กอย่างละเอียด ให้คนได้อ่าน และใส่สูตรให้ด้วย เพราะว่าเราไม่ได้เริ่มจากการทำเพื่อขาย เราก็เลยรู้สึกว่าอยากให้คนลองทำตาม”

ปูเป้ทำเอง เพจที่แบ่งปันวิธีแปรรูปอาหารปลอดภัย และชวนคนเมืองใช้ชีวิตพึ่งพาตนเอง

ปูเป้พึ่งพาตนเอง

ชีวิตง่ายๆ ของปูเป้เกิดจากความเชื่อในการพึ่งพาตนเอง

แต่เธอไม่เชื่อว่าแปลงผักหลังบ้านจะเป็นจุดสตาร์ทที่เหมาะกับการพึ่งพาตนเองของทุกคน เพราะข้อจำกัดของวิถีชีวิตคนเมืองยังคงมีสูง ทั้งพื้นที่ไม่เอื้ออำนวย และปัญหาเรื่องเวลาว่างในการดูแล ทำให้เธอมองว่าเพียงแค่พยายามทำเองให้มาก และลดการพึ่งพาคนอื่นให้น้อย ก็เป็นการพึ่งพาตนเองที่ง่ายที่สุดและทุกคนทำได้ เธอจึงพยายามลองทำนู่นทำนี่เอง แล้วส่งต่อความรู้สู่ลูกเพจ เพื่อชวนให้ผู้ติดตามได้ลองใช้วิถีชีวิตแบบปูเป้ทำเอง

เธอยกตัวอย่างชีวิตประจำวันของตัวเองที่ใช้วิถีพึ่งพาตนเอง ตั้งแต่การใช้สบู่และแชมพูสระผมที่ผสมเองจากวัตถุดิบที่หาได้ในธรรมชาติ ไปจนถึงน้ำยาเอนกประสงค์ที่ใช้ได้ครอบคลุมทุกการซักล้างในบ้าน

ปูเป้ทำเอง เพจที่แบ่งปันวิธีแปรรูปอาหารปลอดภัย และชวนคนเมืองใช้ชีวิตพึ่งพาตนเอง

“เรามองว่าของพวกนี้มันเป็นของที่ทำครั้งเดียวแล้วใช้ได้นานมาก ไม่ต้องทำทุกวัน ยาสระผมทำครั้งหนึ่งก็ใช้ไปสองสามเดือน อายุอยู่ได้ถึงหกเดือนด้วยซ้ำ เสียสละเวลาทำสักสองชั่วโมง สบู่ทำได้ครั้งละสิบก้อน ให้ใช้เดือนละก้อนเลย เวลาทำใช้แค่ชั่วโมงเดียว ถ้าเรามีความรู้ ก็ใช้เวลาแป๊บเดียว ไม่ยาก มันเป็นหลักการพึ่งพาตนเองที่ง่ายมาก

“น้ำยาซักผ้าเราก็ทำเอง ทำเป็นแกลลอนสิบลิตร ใช้ล้างจาน ล้างรถ ถูบ้าน เพราะมันคือน้ำยาอเนกประสงค์ ไม่ได้ใช้เวลาเยอะมากในการทำ เรามองอย่างนั้น ตื่นมากลายเป็นว่ามีอย่างเดียวที่ยังต้องซื้ออยู่ก็คือยาสีฟัน 

“จริงๆ ทำเองได้ แต่ว่าเพื่อนเราทำ เลยซื้อบ้างก็ได้ ช่วยอุดหนุนเพื่อน แต่ก็ยังเป็นของโฮมเมดอยู่”

ปูเป้ทำเอง เพจที่แบ่งปันวิธีแปรรูปอาหารปลอดภัย และชวนคนเมืองใช้ชีวิตพึ่งพาตนเอง

นอกจากของใช้ประจำวัน การเลือกอาหารการกินด้วยความพิถีพิถัน ก็เป็นอีกหัวใจสำคัญ 

เธอมองว่าการสรรหาอาหารที่ปลอดภัยเป็นมิตรกับร่างกาย คือการพึ่งพาตนเองโดยอ้อม

“สมมติว่าไม่ต้องปลูกผัก แล้วจะทำยังไง เราก็ต้องเลือกให้เป็น มันคือการพึ่งพาตนเองในระยะยาว หมายความว่าเลือกอาหารให้เป็นเพื่อสุขภาพที่ดีของเราจริงๆ หากเดินเข้าซูเปอร์มาเก็ต วิธีการเลือกคืออ่านฉลาก เลือกให้เป็นว่าอันนี้มีสารปรุงแต่งอะไรบ้าง เราอ่านแล้วเรายังทำใจจะกินเขาอยู่ไหม หากเขามีสารมากมาย ทั้งแต่งสีและแต่งกลิ่น

“ทุกวันนี้สิ่งที่เรายังซื้ออยู่ก็มีน้ำมัน น้ำตาล เกลือ น้ำปลา เพราะทำเองไม่ไหว ก็เลือกแต่ของที่ดีกับตัวเอง พึ่งพาตนเองโดยการเลือกให้เป็น กินให้มันถูกต้อง กินให้มันปลอดภัย แล้วเราก็จะสามารถพึ่งพาตนเองได้ยันแก่”

ปูเป้ทำเอง เพจที่แบ่งปันวิธีแปรรูปอาหารปลอดภัย และชวนคนเมืองใช้ชีวิตพึ่งพาตนเอง

ปูเป้และผองเพื่อน

แม้ความมุ่งหมายเดิมของปูเป้ทำเองจะเป็นเพียงการแชร์ไลฟ์สไตล์ที่แทรกความรู้และประสบการณ์ส่วนตัว ในการทำแทบทุกสรรพสิ่งด้วยตัวเองตามวิถีคนเมือง เพื่อให้คนลองทำเองในบ้านและผลพลอยได้คือการสร้างอาชีพ 

แต่ความฝันของเธอยังคงไม่หมดเพียงเท่านั้น

อนาคตวันหน้า ปูเป้มองถึงการทำงานร่วมกับเครือข่ายเพื่อนพ้องที่อยู่ในวงการสินค้าเกษตรออร์แกนิก ภายใต้ชื่อ ‘ปูเป้และผองเพื่อน’ เพื่อสร้างสังคมอาหารปลอดภัยให้กับคนอื่นๆ ในวงกว้าง ส่วนบ้านหลังที่เรากำลังนั่งอยู่นี้ ด้านหน้าเธอเริ่มเปิดร้านเล็กๆ วางผลิตภัณฑ์แปรรูปจากวัตถุดิบธรรมชาติและต้นผักสวนครัวกระถางจิ๋ว เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับชาวหมู่บ้านสัมมากรและลูกเพจที่ติดตามอยู่ ได้สัมผัสวิถีชีวิตคนเมืองตามแบบฉบับปูเป้ทำเอง 

“เราสร้างความสุขให้คนในหมู่บ้านได้ระดับหนึ่ง เขามากันตลอด พอซื้อต้นไม้ไปเด็ดกินเองได้ เขาก็มีความสุขกับการเสียเงินแล้วได้ต้นไม้ แถมกินได้ด้วย ตายแล้วก็ไม่เป็นไรนะ มาซื้อของเราใหม่ วันนี้ก็เพาะต้นไม้มากขึ้น ให้คนเรียนรู้ว่าเราสไตล์ประมาณนี้นะ แต่ก็ไม่ทิ้งตัวตนความเป็นปูเป้ทำเอง” ปูเป้จบบทสนทนาด้วยรอยยิ้มเริงร่าฉบับเธอเอง

ปูเป้ทำเอง เพจที่แบ่งปันวิธีแปรรูปอาหารปลอดภัย และชวนคนเมืองใช้ชีวิตพึ่งพาตนเอง

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

10 พฤศจิกายน 2564
1,627

เคยสงสัยกันมั้ยครับว่า ทำไมนโยบายสาธารณะบางอย่างไม่สามารถสนองตอบความต้องการของประชาชน บางนโยบายก่อความขัดแย้ง บ้างทำแล้วไม่สัมฤทธิ์ผล หรือแม้แต่ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ’ คือ แฟนเพจเฟซบุ๊กโดยกลุ่มนักคิดนักสร้างสรรค์เชียงใหม่ ที่มองเห็นว่าช่องว่างของปัญหาดังกล่าวนั้นเติมเต็มได้ หากเชื่อมโยงความเข้าใจระหว่างภาคประชาสังคมกับประชาคม

พวกเขาหยิบจับโซเชียลมีเดียมาเป็นเครื่องมือ สำหรับพัฒนากลไกที่จะทำให้เกิดขับเคลื่อนเมืองอย่างมีส่วนร่วมด้วยข้อมูลจากประชาชน ผ่านการปั้นประเด็นเมืองหลายหลากให้เป็นเรื่องสนุก เข้าถึงง่าย พร้อมชวนคิด ชวนคุย หาทางออกเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสะท้อนเสียงให้ผู้กำหนดนโยบายสาธารณะได้รับฟังเรื่องที่เป็นความต้องการของคนหมู่มาก และวางหลักไมล์นำสู่การออกแบบแผนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Plan) และผังออกแบบเชิงแนวคิด (Conceptual Design Plan) ซึ่งบางประเด็นกลายเป็นไวรัลที่มีจำนวนผู้สนใจหลักแสน ยอดแชร์หลักพัน

ไม่เพียงเท่านั้น ยังช่วยจุดประกายให้เมืองอื่นๆ ตื่นตัว สร้างการรับรู้ข้อมูลเมือง รวมถึงเป็นพื้นที่แสดงออกของคนที่อยากเห็นเมืองดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

เรานัดหมายกันที่ศูนย์ฟื้นบ้าน ย่าน เวียงเชียงใหม่ เพื่อคุยมุมมองความคิด วิธีการทำงานขับเคลื่อนและสร้างกลไกเมืองด้วยสื่อสมัยใหม่ กับ ตา-สุวารี วงศ์กองแก้ว, ภูวา-ผศ.ดร.จิรันธนิน กิติกา, หมูใหญ่-คมสัน ไชยวงศ์, ดรีม-ธนกร เจริญเชื่อมสกุล และ แป้ง-อาคิรา ศิริวัฒนานุกุล ทีมผู้อยู่เบื้องหลังเพจที่เชื่อว่า เชียงใหม่เป็นของทุกคนที่แคร์

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน
ซ้ายไปขวา : แป้ง-อาคิรา ศิริวัฒนานุกุล ภูวา-ผศ.ดร.จิรันธนิน กิติกา ดรีม-ธนกร เจริญเชื่อมสกุล ตา-สุวารี วงศ์กองแก้ว และ หมูใหญ่-คมสัน ไชยวงศ์

ข้อมูลเคลื่อนเมือง

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เป็นส่วนหนึ่งของโครงงานวิจัย ‘การพัฒนากระบวนการเพื่อขับเคลื่อนประชาคมเมืองเชียงใหม่’ แผนงานคนไทย 4.0 ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการสังเกตพัฒนาการเติบโตของประชาสังคมเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเอื้อความเป็นไปได้ในการขยับวงจรการทำเรื่องนโยบายสาธารณะของรัฐ ให้ประชาชนมีโอกาสออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของตัวเองมากขึ้น ด้วยแนวคิดรวมประชาสังคมกับประชาชนให้ใกล้ชิดและเข้าใจกัน เพื่อสร้างพลังเสียงที่เข้มแข็ง โดยใช้โซเชียลมีเดีย

 “สมัยก่อนถ้ารัฐหรือหน่วยงานเรียกประชุมระดมความคิดเห็น ทุกคนจะสละงานแล้วมาประชุมกัน แต่ปัจจุบันเป็นยุคของคนรุ่นใหม่ กลุ่มคนที่มีศักยภาพ แต่ก็มีภาระหน้าที่มาก จนทำให้การประชุมรูปแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์ ดังนั้น เราจึงแสวงหาช่องทางใหม่สำหรับรวบรวมความคิดของพวกเขา และรองรับผู้คนที่อยากเห็นเมืองดีขึ้นเหมือนกัน โดยเป็นช่องทางที่ไม่ได้รบกวนกันทุกวัน ให้ข้อมูลไปเรื่อยๆ ค่อยๆ เติบโตแลกเปลี่ยนความเห็น สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญของการขับเคลื่อนเป้าหมายตรงนี้ เลยกลายเป็นที่มาของการก่อตั้งเพจเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ” ตา หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาเมือง หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ และหนึ่งในคณะนักวิจัย ขยายไอเดียการเลือกโซเชียลมีเดียมาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเมือง

ขณะเดียวกัน ภูวา อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หัวเรือใหญ่ของทีมเสริมว่า โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่เชื่อมโยงโลกเสมือนกับโลกจริง ช่วยสร้างการรับรู้และแสดงออกที่น่าสนใจ ทำให้ผู้คนยุคใหม่เข้าถึงมิติความเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคม ผู้ประกอบการ หรือชุมชน ได้อย่างฉับไว แถมเปิดกว้างสำหรับการแบ่งปันข้อมูล

“ผมรู้สึกว่าการทำงานเชิงกายภาพแบบเดิม เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์แข็งทื่อและยุทธศาสตร์ที่ล่าช้า แต่ปัจจุบันเรามี Digital Disruption ที่ลื่นไหลมาก ซึ่งคนรุ่นใหม่เห็นช่องว่างและการใช้พื้นที่แบบนี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ในเมื่อพวกเขาเห็นแล้วว่า ระบบและโครงสร้างเป็นแบบนี้ แล้วก็ใช้วิธีของโซเชียลมีเดีย ตอบสนองความต้องการใช้ชีวิต แก้ไขปัญหา นำเสนอ หรือเรียกร้องพัฒนาสิ่งที่ดีกว่า 

“แต่จะทำยังไงให้พื้นที่เหล่านี้ที่เป็นพื้นที่เสมือนและกำลังจริงขึ้นเรื่อยๆ ไปอยู่ในวิธีคิดของรัฐได้ ฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องเข้าใจกลไกและวิธีคิดแบบนี้ ส่วนรัฐก็จะต้องรู้ทันและเชื่อมโยงกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่คนละมิติ เพราะที่ผ่านมากับดักของ Urban Development คือมันไม่เคยรู้ทัน Urban Gentrification รัฐออกแบบพื้นที่แล้วใช้คำว่า พัฒนา แต่เป็นการพัฒนาแบบทำลายคน ทั้งที่ความสำเร็จของเมืองเชียงใหม่เกิดขึ้นจากผู้คนตลอดมา

“ผมว่าสิ่งนี้คือความท้าทายของเมือง ว่าเมืองของความจริงเชิงกายภาพกับเมืองของโลกเสมือน มันจะบรรจบและหลอมรวมกันได้อย่างไร”

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน
เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน

ภูวา เล่าความตั้งใจหลักของพวกเขาต่อว่า คือการขับเคลื่อนเมืองด้วยข้อมูลของประชาชน โดยวางแฟนเพจเฟซบุ๊กเป็นพื้นที่แห่งสังคมใหม่ที่พูดคุย แสดงออก และเชื่อมโยงกัน ผ่านข้อมูลเมืองที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะข้อมูลของฝั่งเห็นด้วย ข้อมูลของฝั่งเห็นแย้ง แล้วร่วมหาทางออกให้กับมัน

“หัวใจสำคัญคือการพยายามผลักดันให้ข้อมูลเหล่านั้นถูกส่งออกและสะท้อนกลับไป เพื่อให้เกิดผลกับเมืองด้วย”

กวาดสัญญาณ

ท่ามกลางประเด็นเมืองมากมายก่ายกอง เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอมีแนวคิดในการนำเสนอเนื้อหาด้วยวิธีการเฉพาะที่พวกเขาเรียกมันว่า ‘กวาดสัญญาณ’ จับคลื่นข้อมูลความสนใจของผู้คน มาต่อยอดสร้างสรรค์ประเด็น ชวนกระตุกต่อมคิดถึงเมืองที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี

“จริงๆ ประเด็นอย่าง ‘ถ้าเชียงใหม่ไม่พึ่งการท่องเที่ยวแล้วควรพึ่งอะไร’ มันก็เริ่มมาจากการที่เราจับสัญญาณได้ว่า พอเกิดวิกฤตโควิด-19 แล้วเศรษฐกิจมันแย่ ทุกคนลำบากกันหมด ซึ่งเชียงใหม่เองก็กระทบหนัก โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว เราเลยมาช่วยกันตบประเด็น เปิดเป็นคำถามชวนแลกเปลี่ยน เผยตัวเลขมูลค่าทางเศรษฐกิจและสำรวจศักยภาพด้านอื่นๆ ของเมือง เพื่อเสนอความเป็นไปได้ว่า ถ้าไม่ใช่การท่องเที่ยวแล้ว เชียงใหม่ยังมีจุดแข็งอะไรให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกบ้าง 

“ปรากฏว่าประเด็นนี้เปรี้ยงมาก และกลายเป็นไวรัลที่มีคนพูดถึงหลักแสน แชร์หลักพัน รวมทั้งเมืองที่มีบทเรียนคล้ายกันกับเรา อย่างภูเก็ต ขอนแก่น ชลบุรี ก็แชร์ไปถกต่อ ตลอดจนมีหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวนำข้อมูลไปอ้างอิงในกิจกรรมของเขาด้วย” ภูวาเล่าอย่างคล่องแคล่วด้วยความภูมิใจ

ควบคู่กับการคัดสรรประเด็นดึงดูดในมุมมองชวนติดตาม กระบวนท่าอันโดดเด่นของเพจคือการเชื่อมโยงสู่งานข้อมูลเมืองได้อย่างกลมกล่อม ย่อยง่าย โดยฝีมือของหมูใหญ่ที่ถ่ายทอดสาระน่ารู้จากการค้นคว้างานวิจัย ผสานรูปแบบการนำเสนอสนุกๆ ด้วยเครื่องมือสุดสร้างสรรค์

“ตอนทำประเด็น ‘พื้นที่สาธารณะคนเชียงใหม่มีไหน’ เรามีไอเดียว่า พื้นที่สาธารณะจะต้องเป็นพื้นที่ที่คนเข้าไปวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือเดินเล่นผ่อนคลาย ประกอบกับตอนนั้นกวาดสัญญาณพบว่า อ่างแก้วของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็เป็นอีกแห่งที่คนนิยมไปใช้ทำกิจกรรมทำนองนี้ เลยอยากรู้มีที่ไหนอีกบ้างที่เป็นพื้นที่สาธารณะ นอกเหนือจากสวนหย่อมหรือสวนสุขภาพของเมือง 

“นึกถึงแอปพลิเคชันเก็บข้อมูลออกกำลังกาย Strava ก็นำมันตรวจสอบผ่านแท็ก แล้วเจอกับพื้นที่สาธารณะที่มีคนวิ่งวนๆ ตรงนั้นเยอะมาก แต่เราคาดไม่ถึง เช่น สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เชียงใหม่ หรือเทศบาลตำบลหนองจ๊อม ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปใช้ได้หมดเลย” หมูใหญ่ยกตัวอย่าง

ถัดมาประเด็นเดียวกัน จะถูกดันต่อด้วยกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากทั่วโลก เพื่อนำเสนอว่ายังมีความเป็นไปได้อะไรอีกบ้าง ที่จะพอเป็นทางออกของเมือง ซึ่งผู้รังสรรค์เนื้อหาส่วนนี้คือแป้ง ก่อนปลายสัปดาห์ดรีมจะทำหน้าที่เก็บรวบรวมทุกคอมเมนต์ สัมภาษณ์เพิ่มเติมผู้เกี่ยวข้อง สำหรับทำบทสรุปเป็นแนวทางว่า แต่ละประเด็นชาวเชียงใหม่มีความเห็นอยากให้เมืองเดินไปในทิศทางใด

“ทุกวันนี้เสียงที่เราได้รับกระจายวงค่อนข้างกว้าง สมาชิกเพจของเราส่วนมากอยู่ในช่วงอายุสามสิบถึงสี่สิบปี แต่ที่มีการตอบสนองสูงสุดมาจากช่วงวัยมหาวิทยาลัย” ดรีมว่า

“เป้าหมายหลักของเราคือเน้นคนเชียงใหม่” ภูวาเสริม “แต่กลายเป็นว่า คนเชียงใหม่มีเยอะสุดก็จริง ประมาณหกสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ หากรองลงมาคือคนกรุงเทพฯ ตามด้วยจังหวัดปริมณฑลและหัวเมืองใหญ่ๆ เพจของเราจึงไม่ใช่แค่เป็นพื้นที่คุยเรื่องเมืองเชียงใหม่ แต่เป็นพื้นที่ของคนที่แคร์เมือง และ Active Citizen ด้วย”

ความน่าสนใจอีกอย่าง คือพฤติกรรมการเสพข้อมูลของสมาชิกเพจที่ชอบแชร์ แต่ไม่คอมเมนต์

“บางคนเขาชอบแชร์โพสต์ของเราไปลงกลุ่มหรือหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวแล้วไปคุยกันต่อในนั้น เราก็ต้องตามไปเก็บข้อมูล ซึ่งบางความเห็นมันเจ๋งมากๆ เช่น ประเด็น ‘10 ตึกสูงที่สุดในเชียงใหม่ แล้วตึกสูงจำเป็นหรือไม่สำหรับคนเชียงใหม่’ มีคอมเมนต์เปิดโลกเรามาก เขาถามว่าไม่นับตึกของมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลเหรอ” หมูใหญ่หัวเราะร่วน “เราก็ตอบไปว่า นับครับ แค่ไม่ติดท็อป 10 เฉยๆ หรือ แคปเจอร์ข้อมูลเราไปแปะถามในกลุ่ม ‘คนรัก ตึกสูงเชียงใหม่’ ว่าข้อมูลนี้ถูกต้องมั้ยครับ แล้วก็แลกเปลี่ยนกัน กระทั่งแตกประเด็นคุยไปถึงเรื่องของผังเมืองเชียงใหม่นู้นเลย”

“จำได้ว่าสัปดาห์นั้น มีคนหนึ่งคอมเมนต์ประมาณยี่สิบกว่าความคิดเห็น หมายความว่าเขาสนใจในประเด็นนี้มาก มีการยกกรณีศึกษาตัวอย่างและแนวคิดต่างๆ นานา มาลงเพียบเลย” ดรีมเพิ่มเติม

“ใช่ๆ” ภูวาสำทับ ด้วยเสียงตื่นเต้น “อย่างประเด็นของตึกสูง ไม่ท่องเที่ยวจะทำอะไร หรืองานคราฟต์เชียงใหม่ ผมว่าทุกคนมาปล่อยของเลย รู้เยอะกว่าพวกเราอีก

“สำหรับเรื่องตึกสูง ผมว่าเสียงของคนที่อยากได้ตึกน่าสนใจนะ เพราะเป็นเสียงที่คิดว่าภาคประชาสังคมไม่ค่อยได้ยิน เสียงที่พูดถึงความเจริญและการเติบโตของเศรษฐกิจในเมือง ซึ่งบางทีก็ติดกับดักของเมืองอนุรักษ์มากไปหน่อย แต่ว่าอะไรคือจุดสมดุลล่ะ สิ่งนี้ทุกฝ่ายต้องแลกเปลี่ยนและตกผลึกร่วมกัน”

แผนพัฒนาที่เห็นคนและกลไก

ปัจจุบันนอกจากเฟซบุ๊ก เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอยังจับสื่อ Clubhouse มาเสริมพลังขับเคลื่อนเมือง ผ่านการเปิดห้องถอดบทเรียน เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และบ่มเพาะ Active Citizen ในอนาคต โดยประเดิมด้วยการแลกเปลี่ยนถอดบทเรียนกิจกรรมเมือง ‘ราชดำเนินเดินได้เดินดี’ ของกลุ่มวิถีราชดำเนิน ร่วมกับหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ และ UDDC ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง จากกิจกรรมขีดเส้นทางเดิน เลนจักรยาน เลนจอดรถ และถนนใหม่ เพื่อใช้ทางสัญจรทางเดียวตลอดเส้นถนนราชดำเนินในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ภูวารู้สึกว่ากิจกรรมนี้น่านำมาพูดคุยกัน เพราะหลังจากอ่านรายละเอียดของโครงการ พบว่าเขาดำเนินการกันมาเป็น 10 กว่าปี แถมมีเวิร์กชอปเยอะมาก

“แล้วอะไรเป็นจุดอ่อนที่ทำให้มีเสียงคัดค้าน คนไม่รับรู้ ไม่เข้าใจ ก็เลยพยายามตีแผ่และถอดบทเรียนออกมา ซึ่งมันน่าสนใจตรงที่ในวันเปิดห้อง Clubhouse ถกเรื่องนี้ มีคนเข้าร่วมเยอะมาก ทั้งเด็กนักเรียนโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คนใช้รถใช้ถนน และเจ้าของบ้านในละแวกนั้น คือ เขารู้สึกว่าทำไมทำแบบนี้ เขาเคยไม่รู้เรื่องมาก่อนเลย เราจึงถามกลับไปว่าต้องทำยังไงถึงจะรู้เรื่อง เขาเลยบอกกลไกต่างๆ อาทิ ประกาศเสียงตามสาย ทำโปสเตอร์โปรโมตตามร้านค้าและพื้นที่ชุมชน หรือโพสต์ลงกลุ่มกาดมั่ว กลายเป็นว่านี่แหละคือเครื่องมือสำคัญที่คนทำงานเมืองต้องรู้ ไม่ใช่แค่การแปะป้ายฝากเทศบาล แต่เขาต้องแอคทีฟกว่านั้น

“ในทางกลับกัน คนในเมืองก็ต้องรู้ว่าจะติดตามเรื่องเมืองได้จากไหน ต้องแสวงหาและเข้าถึงมันได้ยังไง สำหรับเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ บทเรียนที่เราได้รับคือการหาช่องทางเชื่อมต่อข้อมูลให้ทั้งนักพัฒนาเมืองและคนในเมืองได้มาเจอกัน เรามองว่าสิ่งนี้คือการพัฒนาเมือง และเราอยากเห็นเมืองที่มีคนเป็นศูนย์กลางของการออกแบบ”

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน

กลไกขับเคลื่อนเมืองโดยภาคประชาชาวเน็ต

สำหรับราชดำเนินเดินได้เดินดี เป็น 1 ใน 8 กิจกรรม ที่ทางเพจตั้งใจเพิ่มพื้นที่บอกเล่าเรื่องราว และถอดบทเรียนกิจกรรมดีๆ ช่วยฟื้นฟูพัฒนาเมืองของภาคประชาสังคมเชียงใหม่ พร้อมแนะนำภาคประชาสังคมให้ทุกคนได้รู้จัก เพื่อสานความเข้มแข็งและเติมเต็มความเข้าใจกันระหว่างภาคประชาสังคมกับประชาชน

โดยกิจกรรมล่าสุดที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปคือ ถอดบทเรียน ‘งานพัฒนาภูมิทัศน์ของวัดร้างในเมืองเชียงใหม่’

“ตามข้อมูลของศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS) ระบุว่า ในพื้นที่เมืองเก่าเชียงใหม่ของเรา มีวัดและโบราณสถานที่สำคัญกว่าร้อยแห่ง ตั้งแต่พระอารามหลวงชั้นเอกไปจนถึงวัดร้าง และบางแห่งยังขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรเรียบร้อย แต่กลับขาดการดูแลรักษา 

“ทาง ‘เขียว สวย หอม’ ภาคประชาสังคมของเมืองเชียงใหม่ที่ทำงานเกี่ยวกับพื้นที่สีเขียว จึงผุดกิจกรรมสร้างกลไกความร่วมมือของชาวชุมชนวัดกู่เต้า เพื่อจุดประกายการดูแลรักษาวัดร้าง ซึ่งมีทีมนักวิจัยในโครงงานได้ลงไปถอดบทเรียนแล้วพบว่า มีกลไกน่าสนใจในการปรับปรุงรักษาและจัดการด้วยวิธีใหม่ๆ

“ด้านเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ จึงรับช่วงต่อนำบทเรียนมาถ่ายทอด ถอดออกมาเป็นเชิงของข้อมูล และเสนอกลไก ประกอบกับชวนคนทำงานนี้มาแลกเปลี่ยนกันใน Clubhouse ถึงแม้ว่าประเด็นอาจไม่ได้ใหญ่มาก ทว่ามันเป็นประเด็นที่คนควรรู้และเอาไปคิดต่อ เพราะวัดร้างเป็นสัญลักษณ์ของการคงอยู่อย่างร่วมสมัยของเมืองประวัติศาสตร์ และเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นพลวัติของเมือง ถือเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์สำคัญที่รอการพลิกฟื้น พร้อมเชื่อมโยงส่งเสริมเศรษฐกิจของเมืองเชียงใหม่” ภูวาอธิบาย

ส่วนกิจกรรมครั้งหน้า อย่าง ถอดบทเรียน ‘ครัวงาน เชียงใหม่ : โควิด-19 เศรษฐกิจ การว่างงาน และประชาสังคม’ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

ตาขยายรายละเอียดเรื่องนี้ให้ฟังว่า “ครัวงาน เป็นโปรเจกต์ของกลุ่ม ChiangmaiTrust ร่วมกับ เขียว สวย หอม พูดถึงการผสานระหว่างการช่วยบรรเทาความเดือดของคนจนเมือง สะท้อนออกมาให้เห็นผ่านการจ้างงาน ทั้งสร้างพื้นที่ให้คนตกงานมาหางาน และจ้างงานคนตกงานให้เขามาเป็นแรงงานตามความสามารถ เพื่อสร้างต้นแบบกระบวนการทำงานแบบเกื้อกูลในระดับชุมชน โดยมีชุมชนแจ่งหัวรินเป็นชุมชนนำร่องพัฒนาในการพื้นที่สาธารณะ เช่น ขุดลอกท่อระบายน้ำ และยังมีการฝึกทักษะด้านการปลูกพืชผัก ซึ่งได้ทีมเขียว สวย หอม เข้ามาดูแล

“อันนี้ผมว่าสำคัญนะ เพราะบางทีคนไม่รู้จัก เขียว สวย หอม หรือ ChiangmaiTrust แล้วไปเห็นกิจกรรม คนจะงงว่าทำอะไร ทำทำไม เราก็ต้องถอดบทเรียน บอกเล่าเรื่องราว อีกอย่างมันเป็นการแนะนำภาคประชาสังคมและแนะนำประเด็นเมือง เคยมีบางคนถามผมว่า อะไรคือภาคประชาสังคม แล้วเราจะเป็นได้ไหม อยากทำงานเมืองบ้าง ซึ่งเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอมันจุดประเด็นเลยว่า ทำงานเมืองมันทำได้ และขับเคลื่อนเมืองได้จริงๆ ด้วย” ภูวาเสริมความหมายของคำว่าภาคประชาสังคมอย่างเห็นภาพ

“ในมุมมองของชาวบ้าน เขารู้สึกว่าเชียงใหม่มีกลุ่มประชาสังคมเยอะมาก แล้วก็เห็นว่ามันทำงานแยกกันเป็นกลุ่มๆ เพราะฉะนั้น เรารู้สึกว่าโปรเจกต์มันดีเนอะที่เขาได้มาทำงานร่วมกัน ค่อยๆ มารวมกัน” แป้งเอ่ยขึ้นก่อนบทสนทนาจะจบลง

“เหล่านี้คือทดลองสร้างกลไกขับเคลื่อนเมืองโดยภาคประชาชนบนอินเทอร์เน็ต เนื่องจากเรามองว่าทั้งแปดกิจกรรม ทำหน้าที่เป็นตัวยึดโยงของความคิดเรื่องช่องว่าง การถมช่องว่าง และฉายภาพว่าการสร้างนโยบายสาธารณะจากภาคประชาชนขึ้นมา จะเป็นตัวแบบของการพัฒนาเมืองได้อย่างไร กอปรกับเป็นเป้าหมายหนึ่งของงานวิจัยที่เราพยายาม Ground Up ความคิดเห็น ดูว่าแท้จริงผู้คนคิดอย่างไร รวมถึงสกัดข้อมูลระดับชุมชนหรือย่านมาร้อยเรียงกัน เข้าไปเติมในแพลตฟอร์มของข้อมูล เพื่อนำสู่การออกแบบแผนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Plan) และผังออกแบบเชิงแนวคิด (Conceptual Design Plan) จากฐานล่าง ซึ่งมองเห็นคนและกลไกอยู่ร่วมกัน

“แม้ว่าพอทำเสร็จ มันอาจไม่กลายเป็นคำตอบเลยทันที แต่อย่างน้อยๆ จะทำให้ประชาชนมีพื้นที่หรือพูดดังขึ้น จากไม่มีใครรับฟัง ก็จำเป็นต้องฟังแล้วล่ะ” ตากล่าวสรุปทิ้งท้ายอย่างมั่นใจ

คุยกับกลุ่มนักคิด-นักสร้างสรรค์เชียงใหม่ที่ใช้สื่อขับเคลื่อนเมือง เป็นพื้นที่ให้ประชาชนออกแบบนโยบายรัฐและคุณภาพชีวิตด้วยเสียงของตัวเอง

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load