ปุ๊กกี้-ปวีณ์นุช แพ่งนคร มาที่ออฟฟิศของ The Cloud ในสายของวันพฤหัสบดีหนึ่ง เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงยีนส์สีดำดูทะมัดทะแมง และเดินขึ้นมาชั้นห้าด้วยรองเท้าส้นสูงดีไซน์แปลก (ออฟฟิศเราไม่มีลิฟต์) ซึ่งทำให้ทั้งลุคดูสนุกขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

เธอไม่ขอชา กาแฟ ขอแค่น้ำเปล่าหนึ่งแก้ว แล้วเริ่มเล่าถึงที่มาของชื่อลูกชาย บทเรียนที่ได้จากช่วงวิกฤต COVID-19 ที่ผ่านมา และความสงบสุขของชีวิตในวันนี้

ย้อนไปเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน ปุ๊กกี้คือบัณฑิตจบใหม่จากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เธอเข้าวงการบันเทิงด้วยบทเล็กๆ ในภาพยนตร์ไทยชื่อดัง ก่อนจะได้รับบท ‘เจ๊โฉม-โฉมงาม ปะการัง’ ควบกับตำแหน่งคนเขียนบทของซีรีส์ เนื้อคู่ประตูถัดไป หลังจากนั้นก็ทำงานเบื้องหน้าคู่กับเบื้องหลังมาตลอด 

หน้ากองเธอเป็นคนเขียนบท นักแสดง และพิธีกร สลับกันไป ส่วนในบ้าน เธอเป็นแม่และภรรยาแบบเต็มเวลาแบบไม่มีหยุดพัก

เธอเคยเป็นแม่ที่มีแต่ ‘ไม่ ไม่ ไม่’ เป็นภรรยาที่เช็กโทรศัพท์มือถือสามี แต่ในวันนี้ ปุ๊กกี้คือคนที่นั่งจับเข่าคุยกับลูกแบบผู้ใหญ่ คือแม่ที่ปล่อยให้ลูกเล่นเกมดึกดื่นเพื่อจะได้เรียนรู้ว่าการนอนดึกไม่ดีต่อสุขภาพ คือภรรยาที่ดูแลจัดการซ่อมทุกอย่างในบ้าน และปล่อยพื้นที่ส่วนตัวให้สามีได้ใช้ชีวิตในแบบของเขา

ในวัย 39 เธอคาดหวังในตัวคนอื่นน้อยลงและพยายามโฟกัสกับตัวเองมากขึ้น แต่ไม่ว่าอย่างไร คำตอบในทุกคำถามของเธอก็จะวกกลับไปถึงลูกและสามีเสมอ

ภายใต้รอยยิ้มอารมณ์ดีและความอารมณ์ขัน เราพบว่าเธอผ่อนคลาย ปล่อยวาง จนชีวิตลงตัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

และนี่คือบทสนทนาที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ในชีวิตของปุ๊กกี้ ณ วันนี้

ปุ๊กกี้ ปวีณ์นุช แพ่งนคร ชีวิตที่โฟกัสครอบครัว แม่ที่ชอบเป็นแม่บ้านและเมียที่ซ่อมบ้านเอง

ก่อนอื่นขอถามแทนแฟนๆ หลายคน ลูกชายไม่พูดคำหยาบจริงๆ เหรอ

ไม่พูดค่ะ แต่เขารู้จักว่าคำหยาบคืออะไร เราเคยคุยกับสามีว่าการเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กที่ไม่พูดคำหยาบมันยากมาก พ่อแม่ก็พูด เพื่อนที่โรงเรียนก็พูด ในยูทูบก็พูด จะทำยังไงให้ลูกไม่ได้ดัดจริตแบบไม่พูดคำหยาบ (เสียงสูง) ทำยังไงที่พ่อแม่จะเป็นตัวของตัวเองได้โดยที่ลูกไม่ซึมซับนำไปใช้ ก็เลยคุยกับสามีว่า เราเลี้ยงลูกอย่างนี้ดีไหม ให้รู้ทุกอย่างไปเลย สมมติถ้าแม่คุยกับเพื่อน “เฮ้ยมึง บ้า อีบ้า อีทุเรศ” ก็พูดต่อหน้าลูกได้เลย แล้วค่อยบอกลูกว่า สิ่งที่หม่ามี้พูดคือคำหยาบนะคะ ลูกพูดได้นะ แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งพูด เก็บไว้ก่อน เดี๋ยวสักพักลูกจะพูดเองแหละ เดี๋ยวเพื่อนลูกก็พูด เราสอนแค่นี้จริงๆ แต่จากนั้นมาเขาไม่พูดเลย แล้วเขาจะรู้ เวลาปะป๊าคุยกับเพื่อน “มึง ไอ้เหี้ย” ลูกที่นั่งอยู่เบาะหลังจะยิ้มๆ หรือถ้าใครเผลอหลุด เอ บี ซี ดี อี เฮ้ย คำหยาบนี่ เขาจะบอกว่าไม่ได้พูดๆ เราก็แกล้งแซวเขา แต่พอผ่านไปสักพักเขาก็ไม่พูดเอง ทั้งๆ ที่รู้หมดเลยว่านั่นคือคำหยาบ เราไม่ได้กดดันว่าห้ามพูด แต่บอกว่าถึงเวลาก็พูดไปเถอะลูก หม่ามี้ก็พูดคำหยาบมาตั้งแต่สมัยประถมแล้ว

อ้าว

เราพูดอย่างนี้จริงๆ ทำไปเลยลูก แต่ให้อยู่ในกาลเทศะ ถ้าอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่หม่ามี้ไม่ชอบนะ ถ้าอยู่กับเพื่อน หม่ามี้รู้แหละว่ามอหนึ่งแล้วพูดกูมึงกันน่ะ พูดได้ แต่ต่อหน้าครูไม่พูดนะ พอได้คุยกันแบบผู้ใหญ่ เขาจะเข้าใจ เราค้นพบว่ามันดีกว่าวิธีการสอนแบบสมัยก่อนว่า อย่านะ อย่าทำ!

คุณสอนลูกด้วยเหตุผลแบบผู้ใหญ่ในทุกเรื่องหรือเปล่า

ช่วงแรกๆ เวลามีปู่ย่าตายายอยู่ด้วย ก็จะกดดันว่าต้องเลี้ยงลูกตามระเบียบ ยิ่งคุณยายเป็นครู อันนี้ไม่ได้นะ ห้ามลูกเล่นเกมนะ ตอนนั้นรู้สึกว่าทำไมการเลี้ยงลูกของเราสองคนมันเหนื่อยจังวะ ฉันต้อง Behave ทุกอย่างในการเลี้ยงลูกเลยเหรอเพื่อที่จะให้ลูกดี แต่ลูกออกไปข้างนอกแป๊บเดียวก็เจอคนไม่ดีแล้ว เจอเพื่อนก็เล่นเกมทั้งวันแล้ว เราจะทำยังไงให้ฉันสบายๆ แล้วลูกก็สบายๆ ไม่ได้กดดันว่า เดี๋ยวกูจะแอบไปพูดคำหยาบลับหลังแม่ดีกว่า เราให้เขาทำอะไรได้เต็มที่ แต่ก็มียั้งๆ ไว้บ้าง ไม่ถึงกับให้อยู่กับเพื่อนตลอดเวลา อยากเล่นอะไรเล่นเลย แต่ต้องมีเวลา

นี่ปรับมาพอสมควรแล้ว ช่วงแรกก็เป็นการเลี้ยงลูกรุ่นเก่า ไม่ได้ ห้าม เราว่ามันไม่ค่อยเวิร์ก ลูกก็ Suffer ร้องไห้อยากจะเล่น แล้วเมื่อประมาณเดือนที่แล้ว ลูกบอกว่าอยากเล่นไม่อยากนอน ไม่นอนได้ไหม จะเล่นเกม เราบอกว่าได้ ไม่ต้องนอน เขาก็เล่นถึงประมาณตีหนึ่งแล้วหลับคาเกมไปเลย วันถัดมานอนเอง เพราะเขาได้ลองทำถึงที่สุดแล้วโดยมีแม่กับพ่อนั่งอยู่เคียงข้าง เห็นว่าเขาเหนื่อย ง่วง แล้วตื่นมาเดี๋ยวก็ได้เล่นใหม่อยู่ดี จะเล่นดึกทำไม เขาก็เลยบาลานซ์ตัวเองได้

คุณมีลูกครั้งแรกตอนอายุ 28 จำได้ไหมว่าตอนรู้ว่ากำลังจะมีลูก แม่ของคุณแนะนำอะไรบ้าง

ไม่เคยแนะนำเลย เราเป็นบ้านที่ไม่ได้มานั่งคุยกันว่า ชีวิตคนเราต้องเป็นอย่างนี้นะๆ คุณพ่อเราเสียตั้งแต่เด็กๆ คุณแม่เลยเป็นหม้ายตั้งแต่สาวๆ เป็นคนที่เลี้ยงลูกโดยทำให้ดูตลอด และด้วยนิสัยความเป็นครู ก็เลยเป็นคนมีระเบียบอยู่แล้ว โดยที่ไม่ได้มาบอกว่าเราต้องทำอย่างนี้ เดินทางอย่างนี้ เป็นอย่างนี้ แต่เราเห็นแม่แกร่งมากมาตั้งแต่เด็ก เลี้ยงลูกสามคนมาคนเดียว พอเราจะมีลูก เขาเลยไม่ต้องบอก เพราะเราเห็นมาตลอดว่าเขาเป็นแบบนี้ เขาเลี้ยงลูกยังไง เราก็เลี้ยงแบบนั้นแหละ เลี้ยงแบบใส่ใจ วิธีอาจจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว แต่แกนหลักคือความเอาใจใส่ลูกทุกๆ คน ถึงจะไม่ได้ด่า แต่นางจับตาดูเกรดฉันอยู่นะ เราว่ามันเวิร์กเพราะเขาเลี้ยงเรามาเป็นแบบนี้ เราก็ไม่ใช่คนเลวอะไรขนาดนั้น (หัวเราะ) ก็เลยเลี้ยงตามแม่มา แต่เขาจะสอนพวกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย การให้นม ดีเทลของความเป็นแม่ แต่เรื่องทัศนคติไม่ได้คุยกัน

เพราะคุณแม่แกร่งขนาดนั้น เลยทำให้คุณเป็นแม่ที่แข็งแกร่งเหมือนกันไหม เห็นเลี้ยงลูกไปด้วย ทำงานหนักไปด้วยมาตลอด

คิดว่ามีส่วนมากเลย ถ้าเรามีครอบครัวที่ครบ เราอาจจะรู้สึกว่าบางอย่างฉันต้องทำไม่ได้แน่ๆ ฉันต้องไปให้สามีทำแน่เลย ซ่อมอันนั้น ซ่อมอันนี้ แต่พอเห็นแม่ทำได้ ฉันก็ต้องทำได้สิวะ แม่ยังเอาสว่านเจาะติดชั้นเองได้ ทุกวันนี้ก็เลยเจาะเอง สามีเจาะไม่เป็น สามีเป็นลูกคุณหนูมาก ทำอะไรไม่เป็น นางโตมาในครอบครัวที่มีฐานะ ในขณะที่บ้านเราคุณแม่ทำเองทุกอย่าง ซื้อบ้าน ตอกตะปู เราเลยกลายเป็นภรรยาที่ไม่เป็นภาระกับสามีเท่าไหร่

ปุ๊กกี้ ปวีณ์นุช แพ่งนคร ชีวิตที่โฟกัสครอบครัว แม่ที่ชอบเป็นแม่บ้านและเมียที่ซ่อมบ้านเอง

เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ตอนเป็นแฟนเลยหรือเปล่า

ใช่ เขาเมา ดิฉันก็ขับรถพาเขาไปส่งบ้านตลอดเวลา เราเป็นคนที่น่าจะติดอันดับคนที่ช่วยเหลือตัวเองได้ดีที่สุด (หัวเราะ) เป็นคนชอบทำอะไรเองด้วยแหละ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะนิสัยที่เป็น Perfectionist เล็กน้อย ถ้าไม่ทำอะไรเองเดี๋ยวจะไปหงุดหงิดไปโกรธใคร สุดท้ายก็ตัดจบ หาทางลัด คือทำเอง มันเลยกลายเป็นว่าทำเองได้หมด

การเลี้ยงลูกแบบ Perfectionist เป็นยังไง

ถ้าเป็นสามีที่สนิทกัน เขาจะรู้ว่าเราเป็น Perfectionist ขนาดไหน มันจะต้องเป๊ะตามนั้นนะ แต่เราจะมีภาพลวงตาให้มันดูหลวม เหมือนหลอกว่าจริงๆ เรายังไงก็ได้ แต่ลึกๆ คือกำลังดูอยู่ ดูสิว่ามึงจะยังไงต่อ (หัวเราะ) คอยแอบมองแบบไม่ให้เขารู้ตลอด หรือแม้แต่ชีวิตสามีก็ตาม เขาบอกว่าเราชอบไปบงการชีวิตเขา วันนี้เธอทำอะไร ตารางเป็นยังไง อ๋อ งั้นอย่างนี้สิ เธอต้องไปประชุมนี่เสร็จ แวะอันนี้นะ แล้วเดี๋ยวไปรับลูกต่อ อันนี้คือเป็น Perfectionist ว่าต้องตามเวลา เป๊ะตามตาราง เขาจะไม่ค่อยชอบ เราก็เลยจะมีวิธีอื่น เดี๋ยวฉันจะไปใกล้ๆ ตรงนั้น อะไรแบบนี้ สุดท้ายจะมีวิธีที่ทำให้ไม่ดูไปกดดันเขาจนเราได้สิ่งที่สมใจ (อมยิ้ม)

ซึ่งเขารู้ทันหรือยังตอนนี้

เขาก็รู้แหละ อยู่กันมานานจนรู้ว่าเราเป็นคนยังไง เขาจะรู้ว่าอีนี่ต้องทำเอง สมมติใช้ไปทำอันนี้ เขาจะรู้ว่าไม่ได้หรอก ฉันทำไม่ได้หรอก อีนี่ต้องทำเองเพราะเดี๋ยวมันจะหงุดหงิด เราจะรู้กันและจะไม่มานั่งด่าว่ากัน แต่จะออกไปทางสีหน้ามากกว่า​ (หัวเราะ) 

เวลาคนใกล้ตัวกำลังจะมีลูก คนรอบตัวจะประคบประหงม ไม่ให้ทำอะไรเอง ตอนท้องคุณทำเองหมดเลยหรือเปล่า

ทำเอง แต่บางช่วงที่ดูแลตัวเองไม่ได้อย่างช่วงแพ้ท้องก็จะมีสามีดูแล เราไม่ใช่คนที่แบบ โอ๊ยเธอ ฉันไม่ไหว (เสียงสั่น) แบบนี้ไม่ค่อยมี จำได้ว่าตอนท้องเจ็ดเดือนก็ยังขับรถไปทำงานเอง ไปออกกองก็ยังขึ้นรถกระเช้าอยู่เลย จนเจ้านายต้องขอให้กลับไปอยู่บ้าน กลัวลูกจะไหลออกมา ถ้ามันไม่ใช่ภาระหรือเราไม่เจ็บป่วยจริงๆ เราจะไม่แสดงออกว่ามันเจ็บ แต่ถ้าวันไหนไม่โอเคก็จะบอกไม่โอเค เราจะไม่งุ้งงิ้ง ไม่เหมือนแมว ไม่ค่อยทำ

หรือเป็นเพราะคุณชอบทำงานด้วย

ไม่ชอบค่ะ (หัวเราะ) ไม่ใช่ไม่ชอบอย่างนั้น แต่มันไม่ใช่ Priority หลักของเรา แม่ปลูกฝังให้รับผิดชอบในทุกอย่างที่ทำ เราเลยรักทุกอย่าง แต่มันก็มีลำดับขั้นของมัน มีคนเคยถามว่าชอบอะไรที่สุดในชีวิต งานเหรอ การแสดงเหรอ อาชีพในฝันคือนักแสดงหรือเปล่า โน ชอบนอนอยู่บ้าน ชอบเป็นแม่บ้าน ชอบกวาดบ้าน ชอบทำกับข้าว ชอบอบคุกกี้รอลูก นี่คือความฝันที่เคยบอกสามีมานานมากแล้วว่า เอาจริงๆ เลยนะ เอาแบบไม่ตอแหลไม่สร้างภาพเลยนะ เราชอบไม่อาบน้ำอยู่บ้าน แล้วรอให้ลูกกลับมาที่บ้าน หรือขับรถออกไปรับลูกแบบมีตะกร้า นี่คือจุดมุ่งหมายในชีวิตตอนนี้เลย

เคยอยู่ในจุดที่ลังเลว่าอยากจะเลิกทำงานแล้วมาเป็นแม่บ้านแทนไหม

หลายรอบมากที่คิด แต่ทุกรอบที่คิดก็จะกลับไปถามตัวเองว่า ถ้าเราเลิกทำแล้วจะเอาเงินที่ไหนส่งลูกเรียนโรงเรียนดีๆ ล่ะ ตอนนั้นเราน่าจะเด็กๆ เป็นช่วงสามสิบต้นๆ ที่อยากเลิกทำงาน แต่ก็ยังไม่มีเงินเยอะ กระเป๋าก็อยากได้ ยังตัดอะไรไม่ขาดสักอย่าง ยังดูไอจีคนที่มีชีวิตหรูหราไปปาร์ตี้อยู่เลย ยังชอบอยู่ แต่หลังจาก COVID-19 ทุกอย่างพลิกไปเลย เราไม่ได้มองอะไรเหมือนเดิมแล้ว แต่ตอนนั้นไม่กล้าจริงๆ นะ ไม่เอา ฉันไม่กล้า นึกภาพตัวเองไปปลูกคะน้าไม่ออก ตอนนี้กลับรู้สึกว่าได้สิ ฉันทำได้สิ ถ้าฉันวางแผนการลงทุนแบบนี้ ฉันจะทำอย่างนั้นได้ เริ่มมีความคิดของคนมีอายุขึ้นมาแล้ว

ปุ๊กกี้ ปวีณ์นุช แพ่งนคร ชีวิตที่โฟกัสครอบครัว แม่ที่ชอบเป็นแม่บ้านและเมียที่ซ่อมบ้านเอง
ปุ๊กกี้ ปวีณ์นุช แพ่งนคร ชีวิตที่โฟกัสครอบครัว แม่ที่ชอบเป็นแม่บ้านและเมียที่ซ่อมบ้านเอง

เริ่มทำอะไรไปบ้างแล้ว ปลูกคะน้า?

ยัง (หัวเราะ) ปลูกคะน้าก็ยังคิดๆ อยู่ แต่เริ่มมองหาอะไรทำโดยไม่ต้องใช้เวลาไปกับการทำงานแบบนี้ คุยกับสามีว่าหรือเราจะทำธุรกิจที่เราชอบ คุยไปถึงร้านอาหารเช้าที่เราจะได้ตื่นมาอยู่ด้วยกันสองคน ตอนเช้าไปส่งลูกที่โรงเรียน แล้วกลับมาทำ จากนั้นมาเวลาขับผ่านที่ตรงไหน ถ้าสนใจก็จะเข้าไปดู พอเราสนใจอะไรจริงๆ เราจะมีแอคชัน ไม่เหมือนเมื่อก่อน ตอนนี้มันมีทั้งความคิดและพฤติกรรม ก็น่าจะเป็นสัญญาณของวัยทองด้วย สัญญาณของความอยากอยู่อย่างมั่นคง สงบ

เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นแม่ที่ยังดีไม่พอไหม

เวลาที่จิตใจล่อกแล่กไปมองคนอื่นจะชอบเป็น ถ้าอยู่กับตัวเองในบ้านจะรู้สึกว่าฉันเก่งมาก ฉันเลี้ยงลูกดีมาก ลูกน่ารัก นั่งเล่นเกม แต่พอไปเปิดไอจีปุ๊บ อุ้ย ทำไมลูกเขาไปเรียนเปียโน เนี่ย มันจะเริ่มเอาคนอื่นมาทับถมจิตใจ ลูกเขาดีจังเลย เรียนเปียโน สอบได้ทุน เราจะมีความริษยาอยู่จังหวะหนึ่ง ซึ่งทุกครั้งมันจะเริ่มจากการไปมองคนอื่น ไปเปรียบเทียบ ก็เลยรู้สึกว่าสิ่งที่เรามียังไม่ดีพอ

แต่พอมาคิดดีๆ มันก็โอเคแล้วนี่ เราก็เลี้ยงแบบนี้แหละ ลูกเราก็เป็นเด็กดี ไม่ได้นิสัยก้าวร้าว ไม่ได้พูดจาไม่ดีกับผู้ใหญ่ มันก็ได้เท่านี้แหละ เราก็เลี้ยงตามสไตล์เรา

คุณพูดเรื่องการดูชีวิตคนอื่นผ่านโซเชียลมีเดียหลายครั้ง มีช่วงที่เป็นหนักๆ ไหม

เป็นหนักๆ คือสมัยที่มีลูกคนแรก ตอนยังไม่ได้เป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงมาก งานก็ไม่ได้เยอะ มีปัจจัยเรื่องเงินที่เรามีไม่เท่าคนที่ไปดู แต่พอเริ่มมีงาน สามีตั้งบริษัทรับงาน มีรายได้เข้ามา เราเลยรู้สึกว่า เฮ้ย ฉันก็ใช้เงินแบบนั้นได้เหมือนกัน ฉันสามารถเอาลูกไปเรียนเปียโน จะมีช่วงหนึ่งที่น้องพุทธกับน้องพีพะเรียนเปียโน เรียนกลอง เรียนทุกอย่าง อยากได้โรลเลอร์เบลด อยากได้อะไร ซื้อให้หมด น่าจะตอนเราอายุสามสิบห้าที่ซื้อทุกอย่างให้ลูกหมดเลย เพราะไปรับความคิดที่บอกว่าถ้าเรามีเงินต้องให้ลูกทุกอย่างสิ อยากได้อะไรขอให้บอก 

ตอนนั้นเราซื้อของให้ลูกง่ายมาก อยากได้หูฟังอันนี้เหรอ หมื่นห้า นั่งคิดแป๊บหนึ่ง ได้ลูก ซื้อให้ เราซื้อหนักจนงงตัวเองว่าทำไมเป็นแม่ที่วัตถุนิยมมากๆ พอลูกได้ของง่ายก็มีผลต่อความคิดของเขา ล่าสุด ลูกทำไอแพดหาย คือโรงเรียนเขาเรียนด้วยไอแพดแล้ว ทำหายตอนเช้า ตอนเย็นเราถามว่า พุทธไปบอกคุณครูหรือยัง เขาตอบว่า พุทธยังไม่ได้บอกเลยหม่ามี้ เราก็ตกใจว่าทำไมลูกไม่ร้อนใจเลยที่ของราคาสามหมื่นสี่หมื่นหาย สมัยที่เราทำโทรศัพท์หายคือไม่อยากกลับบ้านเลย แม่ต้องด่าแน่ๆ แต่นี่ลูกไม่ร้อนใจเลย เราเลยนั่งคุยกับสามีว่าที่เป็นอย่างนี้เพราะลูกไม่เคยรู้คุณค่าของสิ่งที่ได้เลย เพราะเราซื้อให้ง่ายมาก 

จากนั้นก็เลยปฏิญาณกับตัวเอง บอกลูกเลยว่าต่อไปนี้อยากได้อะไรต้องเก็บเงินนะครับ เราให้ค่าขนมเขาอาทิตย์ละสามร้อยบาท ลูกบอกน้อยจังเลย เพื่อนได้เป็นพัน เราบอกไม่เป็นไร แต่หนูจะได้แค่สามร้อย สามร้อยจะแบ่งไปเติมตู้น้ำอัดลมที่โรงเรียนกี่บาทก็ตามใจ แล้วเขาขอออนุญาตเติมเกมในโทรศัพท์ ซื้อชุด อัปเลเวลอะไรของเขาไม่รู้ เราก็ฮึบก่อน (ทำท่าฮึบ) จริงๆ มันไม่ดีเลยนะเนี่ย แต่ด้วยความเป็นแม่ที่ต้องดูสปอร์ต ได้ค่ะลูก แบ่งเองนะครับ ถ้าอยากเติมเงินเล่นเกมเยอะๆ ก็กินน้อยๆ แต่ถ้าอยากกินน้ำ กินอะไรกับเพื่อนเยอะๆ ก็แล้วแต่งั้นก็เติมเกมน้อยๆ ผ่านไปสองอาทิตย์ เขาดูเห็นคุณค่าของเงินขึ้นมากๆ เขาจะนั่งคำนวณว่าถ้าเติมเงินอันนี้จะยังไง เขาจะทำให้มันไม่เกินสามร้อยจริงๆ ซึ่งเราว่ามันเป็นนิมิตหมายที่ดี 

เมื่อก่อนก็ให้ค่าขนมเขาสามร้อยเหมือนกัน แต่เขาไม่เคยทวงเลย เพราะเขาไม่รู้สึกว่ามันสำคัญ ไม่มีก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวแม่ก็ซื้อโน่นซื้อนี่ให้ แต่เดี๋ยวนี้คือเดือดร้อนมาก เงินค่าขนมของพุทธได้หรือยังครับแม่ จะชนอาทิตย์แล้ว (หัวเราะ)

แล้วมันจะมีช่วงที่เขาหนักเลยคือเดือนที่แล้ว เขาบอกว่าอยากได้รองเท้า Nike Jordan มาก เรานั่งคำนวณในใจมันน่าจะสี่ห้าพันบาท แพงเหมือนกันนะ เขาเคยมีแล้วคู่หนึ่งที่เราซื้อให้ง่ายมาก เขาอยากได้อีกคู่หนึ่ง เขาพูดว่า “คู่นี้มันแพงหน่อยนะมี้ แต่ไม่เท่าไหร่หรอก ไม่ถึงหมื่น” เราแบบ ห๊ะ 

ปุ๊กกี้ ปวีณ์นุช แพ่งนคร ชีวิตที่โฟกัสครอบครัว แม่ที่ชอบเป็นแม่บ้านและเมียที่ซ่อมบ้านเอง

ตกใจไหม

ตกใจมาก แต่เขาไม่ได้มีเจตนาอะไร เขาอยู่ในสังคมที่เพื่อนเป็นแบบนั้น มันจะมีเด็กที่ใส่รองเท้ารุ่นลิมิเต็ดราคาหนึ่งแสนบาทมาโรงเรียน สมัยก่อนเราจะขอแม่ซื้อเสื้อยืดทาทายังราคาไม่กี่ร้อยยังรู้สึกว่าแม่ต้องไม่ให้แน่เลย ค่าเงินมันเปลี่ยนไปก็จริงแหละ แต่นี่คือหลักหมื่นเลยนะ เราเลยบอกว่าพุทธคิดไหม เงินหมื่นนี่คือเยอะมากนะลูก ค่อยๆ ปรับความคิดเขาใหม่ว่าเงินมันไม่ได้หามาง่ายขนาดนั้น ถ้าหนูจะเอารองเท้า ลองเสนอเงื่อนไขให้หม่ามี้ดู เช่น พุทธเก็บเงินได้ครึ่งหนึ่งแล้วหม่ามี้ ช่วยอีกครึ่งหนึ่งได้ไหมครับ หรือขอผ่อนเท่านี้ได้ไหมครับ เราอยากซื้อให้แหละ แต่ขอให้มันยากขึ้น ต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป เดี๋ยวลูกช็อก ฉันเคยได้นี่ ฉันเคยได้มาก่อน ทำไมตอนนี้ฉันไม่ได้ ฉันไปฆ่าตัวตายดีกว่า เราก็กลัวเหมือนกันเพราะไม่เคยเลี้ยงลูกวัยรุ่นมาก่อน

ของที่แพงที่สุดที่เคยซื้อให้คืออะไร

แพงที่สุดเหรอ (นิ่งคิด) น่าจะเป็นหมา หมาแพง เขาอยากได้ แต่มันเป็นความผิดของเราเองแหละที่คิดว่าถ้าซื้อหมาก็ต้องซื้อพันธุ์ดีๆ เด็กไม่ได้รู้หรอกว่าหมาแพงแค่ไหน เขาแค่อยากได้หมา แต่เราอยากได้หมาที่มาจากฟาร์ม 

แพงนี่คือเท่าไหร่

เจ็ดหมื่นห้า มันแพงจริงๆ แพงจนตกใจ เราคุยกับสามีว่ามันแพงจังเลยพี่กอล์ฟ ไม่เคยซื้อหมาแพงเลย ผิดที่แม่จริงๆ แล้วมันดันเป็นตัวที่น่ารัก ตอนแรกจะไปเอาตัวสามหมื่นห้า แต่ตัวนั้นตาเจ็บ คนขายเลยบอกว่า “มันจะมีอีกตัวหนึ่งค่ะคุณปุ๊กกี้ ตัวนี้สวยมาก เป็นลูกแชมป์ สรีระดีหมด” เราก็แบบ เอาแล้ว กูต้องซื้อแน่เลยว่ะ (หัวเราะ)

ลูกน่ะชอบอะไรก็ได้ขอแค่เป็นหมา เราก็สอนเรื่องการดูแลสัตว์ แต่พ่อกับแม่เองที่ผิดที่คิดว่ามันต้องเป็นหมาที่ดีสิ เลยไม่ได้เน้นใหญ่เรื่องค่าตัวหมากับลูกเท่าไหร่ ไปเน้นกันเองผัวเมียว่า เธอ หมาแพงนะ ดูด้วย (เสียงดุ)

พ่อแม่อยากให้ลูกไปเรียนโรงเรียนดีๆ แต่ก็จะตามมาด้วยสังคมที่เด็กใส่รองเท้าราคาแสน เรื่องนี้เคยเป็นข้อถกเถียงในครอบครัวของคุณไหม

อันนี้เป็นปัญหาที่คิดกันตั้งแต่ตอนลูกจะเข้าโรงเรียนครั้งแรกแล้ว สามีจะชอบทางสืบ นาคะเสถียร ชอบอะไรที่สู่ชุมชน สู่สามัญ ชอบพื้นๆ ธรรมชาติๆ แต่ขัดแย้งกับตัวเองนะ เพราะตัวเองชอบ Leica ชอบ Rolex (หัวเราะ) เราคุยกันว่าอยากให้ลูกอยู่โรงเรียนที่พัฒนาด้านจิตใจก่อน เลยให้ไปอยู่โรงเรียนทางเลือกที่สอนเด็กปลูกข้าว หาปลา ไอ้เราก็ไม่เคยเรียนโรงเรียนแบบนี้ แต่คิดว่าเด็กน่าจะได้ซึมซับอะไรบ้างนะ

เข้าโรงเรียนนั้นได้พักหนึ่ง เริ่มรู้สึกว่าลูกจะอยู่ในสังคมจริงๆ ได้เปล่าวะ เพราะเกิดปัญหาเยอะกับครอบครัวเรา ที่นี่เขาห้ามดูทีวี คุณครูต้องมาตรวจที่บ้านด้วยว่ามีของเล่นกี่ชิ้น มีสามชิ้นไม่ได้นะคะ ต้องมีชิ้นเดียวค่ะ แล้วก็มาสัมภาษณ์ทัศนคติของพ่อแม่ว่าเป็นคนยังไง น่าจะดูว่าฟุ้งเฟ้อหรือเปล่า ตอนแรกก็ยอมทำตามทุกอย่าง จนลูกตั้งคำถามเวลาไปเจอครอบครัวอื่น ไปบ้านญาติ คนอื่นเขานั่งดูทีวีกัน “พุทธดูได้ไหม ทำไมเขาดูทีวีได้” เราก็ไม่รู้จะตอบลูกว่าอะไรดี จะตอบว่าเพราะโรงเรียนเราไม่ให้ดูก็ไม่ได้ เลยเห็นว่ามันใช้ไม่ได้จริงกับชีวิตพวกเรายังไงไม่รู้ เราเป็นคนในวงการบันเทิง เราก็ต้องนั่งดูทีวี ลูกเราก็อาจจะอยากดูเราในทีวี ก็เลยตัดสินใจย้ายโรงเรียน

ทีนี้ก็มีคำถามอีก นานาชาติหรือไม่นานาชาติ เขาเรียนนานาชาติกันแล้วลูกเขาได้ภาษาเยอะมาก แต่เทอมละล้านหนึ่ง ถ้าไม่นานาชาติก็กลางๆ สุดท้ายก็เลยไปโรงเรียนเครือสาธิตฯ มีความเป็นเอกชนนิดหนึ่ง เพื่อตอบสนองความต้องการของพ่อแม่ที่อยากให้มีการดูแล ความปลอดภัย มี Facility ที่ดีขึ้น ซึ่งก็ยังมีเด็กรวยๆ ที่พ่อแม่ขับ Porsche เอาของมาอวดกัน เราก็ไม่รู้ว่าตอนอยู่โรงเรียนลูกเราเป็นหรือเปล่า แต่โรงเรียนมันเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่จะให้ลูกเป็นอะไรก็ตามในสังคม เหมือนเป็นสนามทดลองวิธีการอยู่กับคนอื่น เคยคิดถึงขนาดว่าจะส่งไปเมืองนอกดีไหม อยากให้เขาได้ภาษา แต่ตอนหลังก็เดี๋ยวให้มันไปหาเอาเองละกัน เอาพื้นฐานนิสัยก่อนละกัน อยู่ใกล้ๆ เอาความอบอุ่นจากพ่อแม่ก่อน พอยิ่งคิดมากมันทำให้ทั้งเราและลูกสับสนในตัวเอง หลังจากที่ลูกขึ้นมอหนึ่งเราเลยชิลล์เรื่องนี้มากขึ้น

ปุ๊กกี้ ปวีณ์นุช แพ่งนคร ชีวิตที่โฟกัสครอบครัว แม่ที่ชอบเป็นแม่บ้านและเมียที่ซ่อมบ้านเอง

คุณเป็นแม่ที่ซีเรียสกับเกรดลูกไหม

การเรียนไม่ค่อยได้ดูแล้ว เกรดได้หนึ่งก็ช่างมัน

เคยได้เกรดหนึ่งด้วยเหรอ

เคยได้หนึ่ง ได้หมดทุกเกรด ตอนแรกๆ กลุ้มใจมาก ไปถามผู้ปกครองคนอื่นว่า ลูกพี่เรียนเข้าใจไหมคะ ตอนหลังๆ คือแข่งกันได้หนึ่งค่า (หัวเราะ) พอเราไม่ได้คาดหวังอะไรมาก มันก็ไม่เครียดทั้งเด็กทั้งพ่อแม่ “ไม่เป็นไรลูก ได้หนึ่งเหรอ ปะป๊าศูนย์ตลอดก็ยังมีงานทำ” เราได้คลายความยึดติดมากขึ้น การอยู่กับลูกก็เลยราบรื่นขึ้น

ถ้าเทียบคุณแม่ปุ๊กกี้ในวันนี้กับเมื่อ 12 ปีที่แล้ว คุณปล่อยวางมากขึ้นแค่ไหน

ปล่อยมาก ตอนนี้แทบจะไม่ได้รู้เรื่องลูกเลย เราก็แอบขี้เกียจเล็กน้อยนะ เรามีทัศนคติใหม่คือจะพยายามโฟกัสตัวเองให้มากๆ ส่วนคนอื่นรอบๆ ข้างจะดูชุ่ยๆ แล้ว ไม่ใช่ชุ่ยแบบไม่เอาใจใส่นะ แต่จะไม่ไปตีกรอบอะไรเขามาก อย่างเรื่องเรียนก็จะแค่ถามลูกว่า เรียนยังไง ไม่มีปัญหาใช่ไหม และก็ไปคุยกับครูกว้างๆ พอเราไม่ยุ่งกับเขามาก กลายเป็นว่าเขาจัดการกับตัวเองได้ดียิ่งขึ้น เพราะเวลาเราไปจู้จี้ เขาจะแอนตี้

“ดูสมุดจดการบ้านซิ” (เสียงแข็ง) เขาจะไม่ทำ จะทิ้งงาน แต่พอถามว่ามีการบ้านไหม ถ้าเขาบอกไม่มี โอเค เชื่อ ไม่มีก็ไม่มี สุดท้ายเขาก็ทำ เพราะถ้าไม่ทำจะโดนคุณครูจัดการ แต่ก่อนเราจะให้ทำตรงหน้าเลย เขาก็เลยไม่เคยโดนครูว่า ตอนนี้จะไม่ทำก็ได้ เราไม่ได้จัดการให้ สุดท้ายไปโดนครูด่าที่โรงเรียนเอง เขาก็ล่กเอง ถ้ากูไม่ทำ กูซวยคนเดียว แม่ก็ไม่รู้เรื่อง 

คือให้เขาเรียนรู้ด้วยตัวเองว่าจะต้องเจออะไร

ใช่ แต่ก็ไม่ได้ทิ้งมาก มีแอบคุยกับคุณครูบ้าง แล้วตอนนี้โรงเรียนมีระบบใหม่ที่ให้เด็กพึ่งตัวเองเยอะมาก เรียนเอง เรียนด้วยไอแพด ต้องจัดการตารางเอง คล้ายๆ มหาวิทยาลัยเลย เขาอยากให้เด็กพึ่งตัวเองในเรื่องการเรียนเยอะๆ เพื่อที่จะค้นหาว่าตัวเองชอบอะไร เขาจะตีมาเป็นกราฟเลยว่า ลูกคุณชอบศิลปะ ลูกคุณเป็นผู้นำ ค้นหาทั้งจากความผิดพลาดอย่างการไม่ทำการบ้าน และวิชาที่ได้คะแนนเยอะ แล้วคุณครูจะมาคุยกับเราทุกสัปดาห์

ดีจังเลย สมัยก่อนกว่าจะรู้ตัวว่าชอบอะไรก็เลือกคณะเข้ามหาวิทยาลัยไปแล้ว

อย่างเรามารู้ตัวตอนโตๆ เลย ตอนเด็กๆ ก็อยากเป็นครู เป็นพยาบาล เป็นหมอ ตอนนี้เพิ่งรู้ว่าตัวเองอยากเป็นแม่บ้าน (หัวเราะ) 

ความชอบมันเปลี่ยนไปตามเงื่อนไขในชีวิต เปลี่ยนไปตามอายุมากกว่า เราเลยไม่ได้กดดันลูกว่าต้องโตไปเป็นอะไร

แล้วลูกคุณมีแนวโน้มไปทางไหน

น่าจะไปทางครีเอทีฟ เขาจะชอบคิดอะไรแปลกๆ วาดอะไรแปลก อย่างน้องพีพะ คุณครูให้วาดตัวละครตัวหนึ่งในจินตนาการ เพื่อนๆ ก็วาดเจ้าหญิง เจ้าชาย ส่วนเขาวาดปีศาจ TNT Man เราก็ถามว่าคืออะไรลูก มันเป็นปีศาจที่ร่างกายเป็น TNT ทั้งหมด ถ้าโกรธจะระเบิด คุณครูเลยมาบอกว่า ไม่อยากให้น้องคิดเรื่องผีอะไรแบบนี้เลยค่ะ เด็กเครียดหรือเปล่า เราตอบไปว่า ไม่รู้สึกว่าลูกมีความเครียดอะไรนะคะ ก็คุณครูบอกให้วาดตามจินตนาการ น้องพีพะน่าจะทำถูกแล้ว ถ้าคุณครูอยากให้วาดอะไรที่เป็นบวก คุณครูต้องบอกว่า “จงวาดอะไรก็ตามที่สวยงาม” พูดไปก็ไม่รู้ว่าครูจะเกลียดเราไหมเนี่ย (หัวเราะ) แต่เราโกรธจริงๆ คุณจะมาพูดได้ยังไงว่าไม่อยากให้น้องวาดเรื่องผีแล้ว ไม่อยากให้คิดเรื่องผี อ้าว ถ้าลูกฉันชอบเรื่องผีมากๆ แล้วโตไปเขาอยากเป็นสัปเหร่อล่ะ ทำไมจะไม่ได้ วันนี้เขาชอบเรื่องลี้ลับ อีกวันหนึ่งเขาก็อาจจะเปลี่ยนไปชอบอย่างอื่นได้ เขาเคยชอบ เรย์ ชาลส์ (Ray Charles) ด้วยซ้ำ นั่งเล่นเปียโนทั้งวัน เขายังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ยังหาไปเรื่อยๆ แต่ช่วงนี้เขาอินกับสิ่งนี้ในจังหวะที่ครูให้เขาวาดพอดี ซึ่งก็ไม่ควรมาบอกให้เขาหยุดทำ 

เราเถียงกับคุณครูไป แต่สามีคือตาแข็งอย่างนี้แล้ว (ทำท่าตาแข็ง) บอกใจเย็นๆ ฉันคุยเอง

คุณกับสามีแบ่งบทบาทกันยังไงในครอบครัว

เขาจะมุทะลุ ใจร้อน พุ่งชน คิดทุกอย่างแบบ ไม่ได้ (กระแทกเสียง) เป็นผู้ชายมากๆ เมื่อก่อนเราปล่อยให้เขาเลี้ยงลูกตามสไตล์เขา อะลูกเป็นผู้ชายก็ต้องมีความเป็นพ่อบ้างแหละ สักพักรู้สึกว่า เอ๊ะ ทำไมลูกกูเริ่มโมโหเหมือนเขาแล้ววะ เริ่มรับเอาอะไรบางอย่างที่เราไม่ชอบหรือเป็นพื้นฐานที่ไม่ดีมา ก็เลยบอกว่า ถ้าเป็นเรื่องนี้เดี๋ยวเราจัดการเอง เราคุยกับลูกเอง ยกตัวอย่างเช่นเรื่องทำการบ้าน ถ้าเป็นสามีจะบอกว่า “ทำไมไม่ทำการบ้านพุทธ มานั่ง!” (เสียงดัง) ส่วนเราจะอ้อมๆ คดเคี้ยวนิดหนึ่ง เวลาเขาแรง เราจะคอยดึงเขาลงมา หรือเวลาที่เราปล่อย ปล่อยให้ลูกเล่นเกม เขาจะบอกว่าไม่ได้นะเธอ 

ปุ๊กกี้ ปวีณ์นุช แพ่งนคร ชีวิตที่โฟกัสครอบครัว แม่ที่ชอบเป็นแม่บ้านและเมียที่ซ่อมบ้านเอง
ปุ๊กกี้ ปวีณ์นุช แพ่งนคร ชีวิตที่โฟกัสครอบครัว แม่ที่ชอบเป็นแม่บ้านและเมียที่ซ่อมบ้านเอง

ดูนิสัยคนละขั้ว

เราสองคนนิสัยไม่เหมือนกันเลย อาจจะมีความตลกที่เข้ากันได้ เขาใจร้อน เราใจเย็น เขาเป็นไฟ เราเป็นน้ำ คนละขั้วเลย แต่ก็บาลานซ์กันดี เลยอยู่กันมาได้ งงมาก (หัวเราะ) ซึ่งจริงๆ ทะเลาะกันบ่อย เพราะความคิดไม่เหมือนกัน ถ้ามีคนขับรถปาดหน้าเขา เขาจะแบบ “เฮ้ย ไอ้เหี้ย” ไปแล้ว เป็นคนจุดติดง่ายมาก ส่วนเราจะบอกว่า “พ่อเขาตายหรือเปล่าพี่กอล์ฟ ที่เขารีบอะ” ไม่ใช่จะตลกนะ แต่ถ้าที่เขาปาดหน้าเธอคือพ่อเขาตายล่ะ เขารีบไปหาแม่เขา พี่กอล์ฟก็จะแบบ “เออ ก็เป็นไปได้” มันก็จะเย็นลง ช่วงแรกๆ เขาคงคิดว่าเรากวนตีนเขา ตอนหลังเขารู้แล้วว่าเรายกตัวอย่างแรงๆ เพื่อให้รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้จริงนะเว้ย ลูกเขาตายหรือเปล่า เขาทำอะไรไม่ถูกแล้ว รีบจนไม่มีสติแล้วเลยปาดหน้าเธอ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องด่า แล้วอีกอย่างด่าออกมาลูกข้างหลังก็ได้ยิน

สามีภรรยาจะมีเวลานั่งเคลียร์อะไรอย่างนี้บ่อยมาก หลังจากทะเลาะกันแรงๆ จะมีโมเมนต์แบบ “อะ มา ฉันโกรธเธอเรื่องนี้” เราจะเป็นเมียที่นั่งด่าๆ ไปเรื่อยๆ แต่เขาจะเป็นคนดีที่รับฟัง เวลาเขาเย็น เขาจะฟังมาก ถ้าอารมณ์ร้อนอย่าไปขวางเลย จะไม่ยอมเลย ต้องรอแป๊บหนึ่ง 

ทำงานนอกบ้านด้วยกันทั้งคู่ พออยู่ในบ้านคุณยังต้องทำหน้าที่ศรีภรรยาไหม

สามีเคยชมนะ เขาเห็นเราทำงานทุกวัน ตื่นเช้ามาแต่งหน้าออกไปทำงานแล้ว เขาเคยพูดออกมาว่า รู้สึกดีมากที่ของในบ้านไม่เคยขาดเลย แม้แต่เรื่องเล็กๆ ทำไมทิชชูไม่เคยขาดเลย สเปรย์ หน้ากาก เจลแอลกอฮอล์มาเติมตลอด เขาเคยถามว่าเราทำมันตอนไหน เราก็ไม่รู้เหมือนกัน เราแค่รู้สึกว่าลูกกับเขาจะขาดสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ก็เลยทำไปโดยอัตโนมัติ ตอนนั่งรอเข้าฉากเราก็กดสั่ง อันนี้มาส่งๆ จนเขารู้สึกว่า ชีวิตเขาดีจังเลยนะที่มีคนทำให้เขาไม่ขาดเลย แม่ฉันยังไม่ดีเทลขนาดนี้ เขาเคยชมว่าเมียซัพพอร์ตได้ดี ก็ขอบคุณนะคะ (ทำท่าเขินอาย)

แต่เอาจริงๆ มันเป็นความชอบของเราเองด้วย เราชอบซื้อของ เราจะไม่ยอมให้ของขาด เราเป็นคนเหมือนแม่ตัวเอง สมมติเพื่อนมีหน้ากากอนามัย ฉันต้องมีหน้ากากอนามัยและสายหน้ากาก ถ้าเพื่อนมีหน้ากากอนามัยกับสายหน้ากาก ฉันต้องมีหน้ากาก สายหน้ากาก และสเปรย์พ่นหน้ากาก แม่จะเป็นอย่างนี้ เราเลยมีของเยอะมากในบ้าน พอสามีพูดว่า “เธอมีอันนี้ไหม” มี “เธอ ในรถมีคอตตอนบัดไหม” มี มีทุกอย่างจริงๆ กลัวคนในบ้านขาดมาก บางมุมก็เหมือนคนบ้าเหมือนกัน แต่ถ้ามันเป็นประโยชน์กับชีวิตคนอื่นในครอบครัวก็โอเค

เคยรู้สึกว่าไม่แฟร์ไหม ฉันก็ทำงานนอกบ้านเหมือนกันนะ ทำไมเธอไม่ช่วยกันบ้าง

ไม่ค่อยนะ อาจจะเป็นเพราะไอ้ที่มันเหนื่อยเบิ้ลขึ้นมาเองในการหาของหาอะไร เป็นเพราะเราทำตัวเอง เขาไม่ได้อยากมีอะไรอย่างนี้หรอก บางอย่างเขาไม่รู้หรอกว่ามันต้องมี เรานี่แหละเจ้ากี้เจ้าการไปหาให้เขา ก็เลยรู้สึกว่าอันนี้ก็ไม่ควรไปด่าเขาเปล่า เลยไม่รู้สึกว่ามันเหนื่อย แต่ก็อาจจะมีว่า เฮ้ย ไปถ่ายละครมา ช่วยทำอันนี้แทนหน่อย มีบ้างตามสถานการณ์ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าอะไรที่เป็นเรื่องในบ้าน ถามเมียได้เลย เมียจะจัดการเอง ถ้าเป็นเรื่องนอกบ้าน ซ่อมรถ เรียกช่าง สามีจัดการเอง เป็นอัตโนมัติอยู่แล้ว จะไม่มีการ ทำไมเธอไม่ทำมั่ง 

เราพยายาม Put the right man on the right job. เขาถนัดอะไร ทำอันนั้นจ้ะ ฉันถนัดอันนี้ ฉันทำอันนี้จ้ะ แต่อันโน่นฉันไม่ถนัด เธอไปจ้ะ มันก็เลยลงตัว

เคยดูรายการสัมภาษณ์หนึ่ง คุณบอกว่าชอบเช็กมือถือสามี

เดี๋ยวนี้ไม่เช็กเลย ตาไม่ค่อยดีแล้ว (หัวเราะ) พอมาถึงช่วงชีวิตหนึ่งจะคิดได้ว่าเช็กไปทำไมวะ ไม่เข้าใจ เพราะที่ผ่านมาก็ไม่มีอะไร มาลองนั่งนึกดูว่าที่เมื่อก่อนเราเช็กโทรศัพท์สามี เพราะเป็นช่วงวัยที่เขาอายุสามสิบต้นๆ เป็นช่วงเที่ยว แล้วเราดูละครเยอะ การออกไปเที่ยวกับเพื่อนต้องมีเด็กนั่งดริงก์แน่ๆ เลยจะเช็กเมสเซจที่คุยกับเพื่อนมากกว่า คุยอะไรกัน นัดแนะไปไหนกัน ที่บอกเราว่าไปตรงนี้ ไปตรงนี้จริงไหม ซึ่งมันก็เคยมีบ้างที่บอกเราว่าไปร้านนี้ แต่ดันไปอีกร้าน แต่เรื่องอื่นไม่มี เราก็ค่อยผ่อนคลายไปเรื่อยๆ เหมือนเลี้ยงลูก จนตอนนี้ไม่ได้เช็กแล้ว

ทุกวันนี้โทรศัพท์วางไว้เฉยๆ ก็ไม่ได้รู้สึกอยากหยิบ เอาเวลาไปดูซีรีส์ดีกว่า ปล่อยให้เป็นพื้นที่ของเขาบ้าง แล้วพฤติกรรมของเขาก็ไม่มีอะไร มันเป็นความไว้ใจไปแล้ว ถ้าจะมีก็มีไปเถอะ แก่แล้ว พออายุใกล้สี่สิบรู้สึกอย่างนี้จริงๆ มีก็มีไป อย่าให้กูรู้แล้วกัน ลองคิดว่าถ้าเขาไปแซวเด็กมันก็คงตลกนะ เสี่ยๆ แก่จะแย่แล้ว (หัวเราะ)

นอกจากจะเป็นแม่ที่ปล่อยวางแล้ว ยังเป็นภรรยาที่ปล่อยวางด้วย

ช่วงนี้ปล่อยวางจริงๆ ไปเที่ยวกับเพื่อนให้เต็มที่เลยจ้ะ แก๊งแก่ๆ แบบนี้จะจีบเด็กอะไรมากไม่ได้หรอก เด็กๆ สมัยนี้เขาก็ไปหาหนุ่มๆ ดีกว่า ไม่โทรตามเลยด้วย แต่ก่อนคือสามทุ่ม เที่ยงคืน ตีสอง จะโทรถามว่ากลับหรือยัง สามีจะคิดว่าจู้จี้ แต่ลึกๆ คือเราห่วง เขาชอบเมาแล้วไร้สติ ขึ้นรถแท็กซี่ก็อันตราย เราก็จะตามว่าถึงหรือยัง โดนปาดคอหรือยัง แต่ปากก็ไม่ได้บอกว่าเป็นห่วงนะ จะถามแค่ว่าเมื่อไหร่จะกลับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ส่งลูกไม่ไหว ตอนนี้คือเรื่องของเธอเลยจ้า ไปเลยจ้ะ ฉันจะนอน (หัวเราะ) พอเราปล่อยวาง เขาก็ไม่อึดอัด

มุมมองต่อความรักเปลี่ยนไปแค่ไหน

เราไม่เคยนั่งเช็กมุมมองของตัวเองนะ เราอยู่กันมาแบบนี้ มันก็เป็นแบบนี้ มันพัฒนาเรื่อยๆ จนเราไม่รู้ตัวว่าเปลี่ยนไปหรือเปล่า แต่เรามีความคาดหวังในตัวกันและกันน้อยลง ไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะต้องทำสิ่งนี้ให้ เพราะรู้แล้วว่าอันนี้เขาไม่ทำหรอก ฉันทำเองดีกว่า จะทำให้ชีวิตครอบครัวราบรื่นกว่าถ้าฉันทำไปเลย แทนที่จะไปบ่นเขาว่าทำไมเธอไม่ทำ เราตัดขั้นตอนนี้ไป มันไม่ทำหรอก กูไปล้างเอง (หัวเราะ) 

ปุ๊กกี้ ปวีณ์นุช แพ่งนคร ชีวิตที่โฟกัสครอบครัว แม่ที่ชอบเป็นแม่บ้านและเมียที่ซ่อมบ้านเอง

ต้องผ่านมากี่ปีเราถึงจะคิดแบบนี้ได้

สิบปี (หัวเราะ)

10 ปีเลยเหรอ

คนที่อยู่กันมาสิบปีก็เหมือนเกิดมาด้วยกัน เหมือนคู่ชีวิตที่ขาดกันไม่ได้ เหมือนเป็นญาติพี่น้องกันไปแล้ว เกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้น เห็นหน้าแล้วรู้เลยว่าเขาจะเข้าไปลุยหรือจะไม่ลุย ไม่มีอะไรที่เราไม่รู้ใจกันแล้ว ถามว่ายากไหมกว่าจะมาถึงขั้นนี้ มันยากอยู่แล้วช่วงแรกๆ เพราะมีปัจจัยอื่นๆ เยอะ ชีวิตแต่งงานมันมีพ่อแม่เขาพ่อแม่เรา จนวันนี้กลายเป็นว่าไม่ใช่ทีมบ้านเธอ บ้านฉันแล้ว แต่เป็น ‘พวกเรา’ แทน อย่างเช่นแม่อยากมาเยี่ยมหลาน แต่ฉันคุยกับเธอว่าจะออกไปกินข้าวกับเธอและลูก ทำยังไงดี 

ถ้าเมื่อก่อนเขาจะบอกเลยว่า เธอ นั่นแม่เรานะ เธอต้องเคารพแม่ฉันนะ วันนี้พฤติกรรมเปลี่ยนไปคือเลือกจะบอกแม่ว่า แม่ วันนี้ไม่ว่าง ต้องพาเมียพาลูกไปกินข้าวที่นี่ เรามองครอบครัวเราเป็นทีมเดียวกันและช่วยปกป้องกัน หรืออย่างแม่เราซื้อต้นไม้มาให้ ดูแล้วผัวไม่ชอบแน่นอน ถ้าเมื่อก่อนคงบอกว่า นี่แม่อุตส่าห์ซื้อมาให้ ไม่เอาน่าเกลียดเปล่าวะ ตอนนี้กลายเป็นเราบอกแม่เลยว่า แม่ไม่เอา น่าเกลียด ไม่ปลูกแบบนี้แล้ว เราปกป้องครอบครัวตัวเอง

ทุกคนมีครอบครัวอยู่แล้ว แต่มันจะมี Subset ของครอบครัวข้างในอีกทีที่เราจะรักษาไว้เพื่อให้ชีวิตคู่ไปต่อได้ไกลที่สุด เพื่อนก็มาปรึกษาบ่อยว่าทำยังไง ทะเลาะกันไหม เราบอก มึง ทะเลาะกันมาตลอดจนมีวันนี้แหละ ถ้าจะมีวันนี้ มึงต้องทะเลาะมาก่อนเยอะๆ แล้วคุยเยอะๆ มันจะหาย ถ้าไม่เปิดใจ ถ้าไม่เป็นทีมเดียวกันมันไม่หาย เราเคยบอกสามีนะว่า ถ้าเธอไม่เป็นทีมเดียวกับฉัน เราไม่มีทางอยู่ด้วยกันได้เลย เธอต้องปกป้องเรา เราต้องปกก้องกันและกัน มันจะอยู่ได้ จากนั้นมาก็ใช้วิธีนี้ ชีวิตดีเลย

แต่ก่อนต่างคนต่างเอาชนะ

มันจะมีความบ้านเธอ บ้านฉัน มีปัญหามากเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด ชวนแม่ใครไปดี ชวนได้คนเดียว ปัญหาเยอะ ตอนหลังก็คือ เธอ ไปเที่ยวกันไหม ไม่ต้องบอกแม่ ไปเลยแล้วให้แม่เห็นรูปเอง (หัวเราะ) 

แม่ก็จะมีโทรมาน้อยใจว่าทำไมไม่ชวน เขาก็จะบอกเลยว่าอยากมาเป็นครอบครัว พูดตรงๆ บ้าง สุดท้ายแม่ก็ปรับตัวเองได้ รู้ว่าลูกเขาก็มีครอบครัว ซึ่งก็เป็นพื้นฐานให้กับเราเหมือนกันว่าต่อไปจะไม่ยุ่งกับลูกมากขนาดนั้น จะพยายามพึ่งกันเองตากับยาย 

เห็นเพื่อนรอบๆ ตัวของคุณเริ่มมีครอบครัว มีลูก ในฐานะที่ผ่านจุดนี้มาก่อน ให้คำแนะนำเพื่อนว่ายังไงบ้าง

ไม่แนะนำอะไรเลย เคยบอก โอปอล์ (ปาณิสรา อารยะสกุล) เรื่องลูกไม่ต้องถามนะ ไปทำของตัวเอง เขาจะต้องเจออยู่แล้วตอนท้องแบบ “พี่โอปอล์อย่ากินอันนี้นะคะ อย่านั่นนะคะ เดี๋ยวลูกออกมาจะเป็นอย่างโน่นอย่างนี้” โอ้โห ทำไมไม่ปล่อยให้เขามีโมเมนต์การเป็นแม่ของเขาเองเลยวะ ให้เขาเจอปัญหา เราเลยไม่ไปขโมยโมเมนต์นั้นของเขา โมเมนต์ที่แบบ “ชิบหายแล้ว ลูกอ้วกแตก ทำยังไงดี” (เลียนเสียงโอปอลล์) ให้เขาจัดการกันเองดีกว่า เราจะแค่แนะนำเมื่อเพื่อนต้องการความช่วยเหลือ เช่น ซื้ออันนี้ที่ไหน หรือให้กินอะไรวะ แต่จะไม่เลยเถิดนำเขาไปว่าเดี๋ยวตอนขวบหนึ่งนะมึง มันจะเป็นแบบนี้ๆ เราจะไม่เคยบอก

เราเลยไม่มีปัญหาเรื่องลูกว่าเลี้ยงไม่เหมือนกัน อย่างโอปอล์จะพูดเพราะกับลูกมาก นั่นคือสิทธิของเขาเลย แต่โอปอล์ไม่ใช่คนพูดเพราะนะ มึงอดทนยังไงวะ คือมันเป็นเรื่องธรรมชาติและแนวคิดของแต่ละครอบครัวจริงๆ เขาอาจจะมีวิธีคิดที่ไม่เหมือนกัน เวลาคุยกันก็แค่ เฮ้ย มึงเลี้ยงลูกแบบนี้ตลกดีว่ะ กูเลี้ยงลูกแบบนี้ก็ดีว่ะ แต่เราไม่ได้ก้าวก่ายเรื่องลูกกัน

บทสนทนาในวงเพื่อนตอนนี้เป็นเรื่องอะไร

เรื่องปวดหลัง เรื่องดูดวง เรื่องหวย แต่บทสนทนาเปลี่ยนไปมากจริงๆ เมื่อก่อนจะเป็นเรื่อง มึง มีกระเป๋าร้านหนึ่งสวยมาก มึง อันนี้ออกใหม่ มึง มีปาร์ตี้ Dudesweet วันนั้นวันนี้ เดี๋ยวนี้จะเป็นเรื่องซื้อกองทุนอะไรดีวะ ออมอันไหน หุ้นตัวนี้เขาช้อนกันหรือยัง ประกันชีวิตแพ็กเกจไหนดีที่สุด พี่โอ๊คสามารถคุยกับคุณหมอคนนี้ให้ได้ไหม จะเป็นเรื่องพื้นฐานของการเข้าสู่วัยสูงอายุทั้งหมด เราไม่โฟกัสอะไรที่ฉาบฉวยแล้ว กระเป๋าก็ยังซื้อแหละ แต่มันไม่ใช่สาระแล้ว ก็ยังอยากได้อยู่นะ แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะมาถามกันแล้ว นอกนั้นก็เม้าคนอื่น เม้าดารา เม้าสังคม เม้าเยอะเพื่อความบันเทิง 

ซึ่งเรื่องนี้ยังเหมือนเดิม

เหมือนเดิม อันนี้เหมือนเดิม หนักกว่าเดิมด้วย (หัวเราะ)

ชีวิตคุณเป็นอุดมคติของผู้หญิงส่วนใหญ่ แต่งงานก่อนอายุ 30 มีลูกคนแรกก่อนอายุ 30 มีหน้าที่การงาน ครอบครัวและสามีที่ดี ชีวิตเคยผิดแผนบ้างไหม

เอาจริงๆ เลยนะ เราไม่เคยรู้สึกว่าชีวิตไปตามแผนเลย ทุกอย่างผิดไปหมด ช้ากว่าเขาไปหมดเลย ทำไมเพิ่งมาทำอันนี้ ทำไมอันนี้ทำได้ไม่ดีเลย แต่คนภายนอกจะชอบบอกว่าชีวิตเราเป็นสเต็ป ขณะที่ตัวเองคิดว่ามันไม่ใช่ ทำไมเราไม่มีอันนั้นก่อนอันนี้วะ ยังมีความสงสัยในตัวเองอยู่ประมาณหนึ่ง เคยมานั่งคิดพบว่าบางทีเราไม่ค่อยพอใจกับสิ่งที่เป็น พอเขาทำงานกันหนักๆ เราก็แต่งงาน พอถึงวัยที่เพื่อนเที่ยวต่างประเทศกันเยอะๆ เราก็ต้องนั่งเลี้ยงลูก แต่กลายเป็นว่าบางเรื่องปัจจุบันดีแล้วว่ะ ช่วงที่เพื่อนต้องนั่งเลี้ยงลูก เราฟรีแล้วว่ะ เรามีลูกก่อนก็กลับมาตึงเหมือนเดิมเลย แต่เพื่อนเพิ่งมีลูกตอนนี้ ผิวมึงไปแล้ว เรียบร้อย เหมือนโตขึ้นก็เลยได้มุมมองใหม่ขึ้น แต่เราว่าเป็นทุกคน คนอื่นก็คงคิดว่าตัวเองไม่ถูกเวลาเหมือนกัน 

แล้วตอนนี้ถูกที่ ถูกเวลาหรือยัง

พอเราเริ่มตีกรอบความคิดตัวเองได้ว่าเราต้องการอะไร ก็เริ่มรู้สึกว่าจริงๆ มันก็ถูกที่เหมือนกันนะ ฉันจะเริ่มทำธุรกิจ ทำอะไรแล้ว อยากอยู่สงบๆ แล้ว ที่เราทำมาทั้งหมดมันก็ดีนะ ไอ้ที่ไปเจอทางวกวนมันก็เป็นบทเรียน ถ้าไม่มีปัญหาไปให้วนให้อ้อม ก็คงไม่มาถึงจุดนี้ เรากับสามีเริ่มตั้งสติมากขึ้นว่าต่อไปครอบครัวเราจะทำอะไรกันดี จะไปอยู่ป่าไหม จะไปทำบ้านสวนอย่างที่เคยอยากทำไหม ซึ่งเมื่อก่อนมีความคิดแบบแน่วแน่มากว่าจะทำบ้านสวน อยู่สวน พอมาสมัยนี้ ได้จริงหรือเปล่า อยู่สวนได้จริงหรือเปล่า ชอบอะชอบ แล้วอยู่ได้จริงหรือเปล่า สามีเคยถามว่า ชอบสวนใช่ไหม อยากอยู่เชียงใหม่ อยากอยู่บนดอย แล้วชอบกิน Starbucks ใช่ไหม จะลงมาซื้อไหม ถ้าจะลงมาซื้อก็ไม่ต้องไปอยู่ เราจะยิงคำถามกันแบบนี้เลย อยากปลูกผักคะน้าใช่ไหม แล้วกลัวหนอนไหม กลัว งั้นไม่ปลูกแล้ว (หัวเราะ)

พอโตขึ้น ได้เคลียร์กันมากขึ้น ไม่ต้องมาแอ๊บกันแล้ว ไม่มาแอ๊บว่า ฉันอยากเป็นแบบสืบ นาคะเสถียร เราก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่จะไม่ซื้อ Leica แล้วใช่ไหม ที่ชอบสะสมเนี่ย ขายทิ้งใช่ไหม ไม่ขาย โอเค ไปแนวสืบไม่ได้ งั้นทำงานโฆษณาต่อไปจ้า แต่ก็พยายามบาลานซ์ชีวิตมากขึ้น ทำงานแล้วก็หาเวลาไปทำในสิ่งที่เราชอบ เก็บเงินไปซื้อที่ในเมือง ทำเป็นบ้านสวน ไม่ต้องไปอยู่ป่าจริงๆ แต่ไปอยู่สวนที่ข้างนอกเป็น Starbucks มันไม่มีอะไรผิดหรอก มันคือความสุขของเรา ใครจะบอกว่าเปลือกก็เรื่องของเขา เราโฟกัสที่ชีวิตเราดีกว่า

ปุ๊กกี้ ปวีณ์นุช แพ่งนคร ชีวิตที่โฟกัสครอบครัว แม่ที่ชอบเป็นแม่บ้านและเมียที่ซ่อมบ้านเอง

คุณเป็นคนอารมณ์ดีและมองโลกในแง่ดี การเป็นคนอารมณ์ดีช่วยให้คุณรับมือกับเรื่องเฮงซวยในชีวิตได้ดีกว่าไหม

ได้ผิวๆ เวลาคนมาด่าเราว่า ดำ เขาไม่รู้หรอกว่าลึกๆ เราจะรู้สึกอะไร มันหลายทีแล้วนะที่โดนแบบนี้ เหมือนเราต้องหัวเราะเพื่อให้คนอื่นสบายใจตลอด พอเป็นอย่างนั้นคนก็จะไม่ค่อยเกรงใจเรา นึกว่าเรายังไงก็ได้ มันสะสม กลายเป็นเราเก็บมาคิดมากเอง บางทีไม่อยากออกไปเจอคนเลยนะ ให้เราตลกอยู่ได้ จริงๆ กูไม่ขำเลย

แต่ต้องยอมรับว่า ความตลกมันทำให้ความเครียด ณ ช่วงเวลาของสถานการณ์นั้นๆ บางลง แล้วทำให้คนอื่นดีขึ้น ซึ่งมันเป็นประโยชน์ จริงๆ ใช้ได้เยอะกับสามี พอเกิดเหตุการณ์อะไรไม่ดี เราจะคิดบวกตลอด ฉันอาจจะเป็นคนที่จัดการกับอารมณ์ได้ดีกว่าเขา ฉันก็รับเองละกัน เดี๋ยวก็หาย มันไม่ได้ร้ายแรงขนาดที่เราจะเป็นบ้า คิดว่าความตลกก็คงดีกว่าความเครียดแหละวะ เราเคยถามเพื่อนนักแสดงที่ตลกๆ ส่วนใหญ่เขาเก็บความซึมเศร้าไว้ข้างในเยอะ เราก็เช็กกับตัวเองว่ากูเป็นเปล่าวะ มันก็จะมีบางวันที่ท้อๆ เหนื่อยๆ งานเยอะๆ แต่ไม่บ่อย 

แล้วพอมันมีวันแย่ๆ อย่างนั้น คุณจัดการกับข้างในตัวเองยังไง

นอน พอเราไปจัดการกับจิตใจเรามาก กลัวจะไม่ใช่คนเดิม อย่างสมมติ เราไม่สบายใจกับอีนี่เลย ปล่อยผ่านๆๆ แต่ถ้ามานั่งวิเคราะห์ว่า ที่เราไม่ชอบอีนี่เพราะว่าอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ฉันจะเป็นคนใหม่ ฉันจะไม่ยุ่งกับอีนี่ มันจะทำให้เรากลายเป็นคนอื่นอีกแล้ว เราจะเปลี่ยนตัวเองเพื่อเขาตลอดเลยเหรอ เลยไม่ดีกว่า ปล่อยไปเลย ที่บอกว่ามองคนอื่นแบบชุ่ยๆ ไปเลยคือแบบนี้ ช่างมัน มันเป็นคนแบบนี้แหละ

อีกอันหนึ่งที่จะหายคือไปซื้อของ หายเลย ฉันรวยมาก ฉันซื้อของดีกว่า ก็ช่วยได้ๆ อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีแต่ช่วยได้ (หัวเราะ) 

ความสุขของคุณในวันนี้คืออะไร

ครอบครัว คนรอบๆ ตัว ทุกครั้งที่ได้อยู่บ้าน ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม มันคือความสุขมากๆ การได้อยู่บ้านกับลูก กับสามี ไม่ต้องสั่งอะไรแพงๆ กินก็ได้ แค่ทำกับข้าวง่ายๆ ลูกนั่งเล่นเกมทั้งวัน สามีนั่งเล่นหมา แค่นี้เลย ความสงบสุขในชีวิตคือเป้าหมายของเราในวันนี้ บางวันไม่ได้เปิดไอจีดูเลย เราค้นพบแล้วว่า อย่าไปยึดติดกับอะไรนอกกายมาก หันมาโฟกัสที่ตัวเอง ใครจะด่า ใครจะทำอะไร ปล่อยไปตามชีวิตเขาแล้วกัน

ถ้าต้องจินตนาการบ้านในวันแบบที่คุณพูดถึง มันจะเป็นภาพแบบไหน

ตอนนี้กำลังทำบ้านอยู่แล้วเราจะมีภาพนี้อยู่ในหัวตลอด เราจะอยู่ตรงเคาน์เตอร์ครัว กำลังปั่นน้ำ หรือกำลังดองอะไรอยู่สักอย่าง ลูกนั่งเล่นเกม Play Station อยู่ในห้องนั่งเล่น แล้วมีสามีนั่งหลับอยู่ แต่ต้องดูลูกนะ หลับได้ แต่ต้องดูลูก หมาวิ่งเล่นอยู่ในบ้าน ไม่ขี้อยู่ข้างนอก นั่นคือภาพความสุขของเราในวันนี้

ปุ๊กกี้ ปวีณ์นุช แพ่งนคร ชีวิตที่โฟกัสครอบครัว แม่ที่ชอบเป็นแม่บ้านและเมียที่ซ่อมบ้านเอง

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ขบฟันกั้นกอดวันทองไว้ ขุนช้างร้องไปชิงไว้หวา

เพชฌฆาตดาบยาวก้าวย่างมา ขุนแผนโถมถาคร่อมเมียไว้

ฉุดคร่าคว้ากันอยู่ดันดึง ฟันผึงถูกขุนแผนหาเข้าไม่

ดาบยู่บู้พับยับเยินไป เข้ากลุ้มรุมฉุดได้ขุนแผนมา

ขุนแผนฮึดฮัดกัดฟันเกรี้ยว บิดตัวเป็นเกลียววางกูหวา

เพชฌฆาตแกว่งดาบวาบวาบมา ย่างเท้าก้าวง่าแล้วฟันลง

ต้องคอนางวันทองขาดสะบั้น ชีวิตวับดับพลันเป็นผุยผง

พอพระไวยถึงโผนโจนม้าลง ตรงเข้ากอดตีนแม่แน่นิ่งไป

หลังจากพระพันวษาทรงสั่งประหารนางวันทองด้วยข้อหาเป็นหญิงหลายใจ เลือกไม่ได้ว่าจะอยู่กับขุนแผนหรือขุนช้าง พระไวย บุตรของขุนแผนกับนางวันทองจึงไปทูลขอชีวิต จนในที่สุดก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษ แต่เมื่อเจ้ากรมยมราชเห็นคนควบม้ามาพร้อมธงขาวส่งสัญญาณยกเลิก เจ้ากรมกลับคิดว่าพระเจ้าแผ่นดินกริ้วที่ตนสั่งประหารช้า จึงรีบให้เพชฌฆาตตัดคอนางวันทองไปเสียก่อน!?

“อ้าว!!!”

รู้ตอนจบกี่ครั้งก็อดอุทานไม่ได้กับความตายอันน่าสลดของ นางวันทอง โฉมงามผู้เกิดในยุคสมัยที่ไม่อาจเลือกอะไรเพื่อชีวิตตัวเอง

ใครหลายคนคงจดจำตัวละครจากวรรณคดีรักสามเส้าเรื่อง ขุนช้างขุนแผน กันได้เป็นอย่างดี เพราะมีบรรจุอยู่ในวิชาภาษาไทยหลายระดับ แต่น่าเสียดายว่าเป็นการหยิบยกมาเพียงบางช่วงบางตอน นักเรียนจึงไปไม่ถึงจุดจบของเรื่องโดยสมบูรณ์เสียที 

แต่การไปไม่ถึงหน้ากระดาษแผ่นสุดท้าย กลับทำให้เกิดสำนวนที่พูดกันอย่างติดปากมาจนถึงปัจจุบันอย่าง ‘วันทองสองใจ’ ซึ่งมักมีความหมายสื่อถึงพฤติกรรมของผู้หญิงมากรัก เลือกไม่ได้ จิตใจโลเล

ในจุดนี้ ไม่ใช่เราเพียงคนเดียวที่อัดอั้นตันใจจนอยากหยิบปากกามาเปลี่ยนชีวิตของวันทองเสียใหม่ เพราะ มุ เจ้าของผลงานอันโด่งดังเรื่อง วันทองไร้ใจ ที่ขึ้นแท่นเป็นการ์ตูนยอดนิยมอันดับ 1 บนแพลตฟอร์มการ์ตูนดิจิทัล WEBTOON ขณะนี้ ได้ลงมือเปลี่ยนพล็อตชีวิตของวันทองด้วยตัวเองจนมีผู้ติดตามกว่า 4 แสนคน มีคนอ่านไปมากกว่า 18.5 ล้านครั้ง! แถมยังมีแฟนคลับนำไปคอสเพลย์กันอย่างจริงจังตั้งแต่ตัวเอกยันตัวประกอบ! ความปังครั้งนี้จึงเป็นหนึ่งในเครื่องการันตีว่า ชีวิตวันทองจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!

โดยวันทองในเวอร์ชันใหม่ แท้จริงแล้วเป็นสาวยุคปัจจุบันอีกคนที่ตื่นขึ้นมาในร่างของตัวละครในวรรณคดี เธอต้องเผชิญหน้ากับตัวละครอีกมากมายที่เคยได้ยินชื่อ ไม่ว่าจะเป็น สายทอง หรือนางศรีประจัน รวมถึงโจทก์หัวใจอย่าง ขุนช้าง และ ขุนแผน

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

นอกจากนี้ ความน่าสนใจของเรื่องยังไม่ได้หยุดเพียงว่า สาวหลงยุคคนนี้จะทำอย่างไรกับชีวิตที่ถูกบังคับให้อยู่กับขนบธรรมเนียมและแนวคิดแบบเดิม ๆ แต่เธอจะทำอย่างไรไม่ให้จบชีวิตลงที่ลานประหารต่างหาก!

เราชวนคุณมุพูดคุยเกี่ยวกับมุมมองด้านวรรณคดีจากคนที่เรียนเอกภาษาไทย รวมถึงเจาะลึกเบื้องหลังการทำงาน และความอัดอั้นตันใจที่นำมาสู่การสร้างเนื้อเรื่องและตอนจบรูปแบบใหม่ของตัวเอง

ต่อจากนี้ วันทองไม่ต้องโดนหาว่าสองใจอีกต่อไป เพราะเธอจะไร้ใจไปเลย!

ว่าแต่ทำไมวันทองต้องไร้ใจด้วย

เป็นการตั้งล้อสำนวนวันทองสองใจค่ะ ในเรื่องคือเลือกไม่ได้ระหว่างขุนแผนกับขุนช้าง เราเลยไม่เอาทั้งสองคน ก็ไร้ใจไป แต่ถ้าไม่เอาเลยสักคนจริง ๆ เรื่องนี้คงอยู่ WEBTOON หมวดโรแมนซ์ไม่ได้ (หัวเราะ)

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

คุณไม่ชอบเนื้อเรื่อง ขุนช้างขุนแผน แบบเดิม เลยเขียนเวอร์ชันใหม่

ต้องเล่าก่อนว่า ตอนนั้นติดอ่านนิยายจีน ชอบอ่านแนวทะลุมิติเข้าไปในนิยาย หรือแนวทะลุมิติเข้าไปแก้ไขชีวิตตัวเอง ก็เลยคิดว่าของไทยน่าจะมีบ้าง เลยนึกถึงวันทองขึ้นมา เรื่องแรกเป็นแนวทะลุมิติเหมือนกันค่ะ แต่เป็นเรื่องจีน ก่อนหน้านี้เขียนให้ Comico Thailand ตอนนั้นอยากล้อว่ามีแนวทะลุมิติเยอะ ก็เลยเอาทุกคนมาทะลุมิติหมดเลย แนวเบาสมอง ชื่อ เอ้า! ทะลุมิติกันเข้าไป๊

ส่วนเรื่อง วันทองไร้ใจ คือเราคิดว่าพวกตัวเอกของเรื่องแนวนี้มักจะชีวิตรันทด ไม่ได้รับความยุติธรรม วันทองก็เข้าแก๊ปอยู่นะ จริง ๆ เคยมีคนเขียนนิยายเกี่ยวกับวันทอง หรือคนอื่นทะลุมิติที่เป็นตัวละครใน ขุนช้างขุนแผน อยู่แล้ว เราไม่ใช่คนแรกที่เขียน แต่ตอนที่เราอ่าน ขุนช้างขุนแผน เหมือนเราดูละครแล้วขัดใจ ทำไมนางเอกต้องตายด้วยล่ะ! ไม่ได้ผิดสักหน่อย! เราเลยอยากให้วันทองได้มีสิทธิ์มีเสียง ได้แก้ไขชีวิตตัวเอง เพราะเธอคือนางในวรรณคดีที่น่าสงสารอีกคนหนึ่ง

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
การ์ตูนเรื่อง เอ้า! ทะลุมิติกันเข้าไป๊

แสดงว่าจริง ๆ แล้วมีนางในวรรณคดีที่น่าสงสารอีกหลายคน

ใช่ค่ะ

หลายคนมองว่า โมรา กากี ก็กลายเป็นตัวแทนของผู้หญิงหลายใจไปเหมือนกัน

ไม่คิดว่าทั้งสองเป็นตัวแทนผู้หญิงหลายใจ แต่เป็นตัวแทนของผู้หญิงที่เลือกอะไรไม่ได้เลยมากกว่า อย่างโมรา สะท้อนชีวิตสมัยก่อนที่ผู้หญิงต้องขึ้นอยู่กับผู้ชาย ผู้ชายเก่ง ฉันก็รอด ถ้าผู้ชายไม่เก่ง ฉันก็ตายตาม โมราเลยดิ้นรนให้อยู่ในความครอบครองของผู้ชายที่เก่งกว่า แต่มันขัดกับศีลธรรมของสิ่งที่สมัยนั้นคิดว่าดีงาม เธอเลยกลายเป็นตัวร้าย เธอเจอผู้ชายคนนี้ก่อนก็ต้องอยู่กับเขาเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่เธอเพิ่งเกิดจากผอบ ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย

ส่วนกากี อันนี้เป็นพล็อตนิยายอีโรติก (หัวเราะ) ถูกครุฑพาไปอยู่บนวิมานชั้นฟ้า ให้ทำยังไงล่ะ ไม่ยอมแล้วให้กระโดดเมฆตายหรอ แล้วมีคนธรรพ์ไปซ้ำอีก จะให้ทำยังไง เลือกอะไรไม่ได้เลย แต่ไม่รู้ว่าทำไมวันทองสองใจถึงติดหูคนมากกว่า

อีกอย่างคือเรามีการเอาขนบของทางอินเดียมาด้วยว่า ผู้หญิงต้องผุดผ่อง รักเดียวใจเดียว ถ้าหากสามีตายต้องเผาตัวเองตายตาม เป็นการรับอิทธิพลมา และเมื่อก่อนมีความเชื่อว่าผู้หญิงคือสมบัติของพ่อแม่ แต่งงานไปก็เป็นสมบัติของสามี ผู้หญิงจึงไม่มีแนวคิดว่า เราเป็นคน เป็นตัวเอง ไม่ใช่ของใคร มันก็เลยไปในแนวนั้น

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราไม่ได้เห็นในเรื่อง วันทองไร้ใจ

(หัวเราะ) เพราะว่าเรื่องนี้นางเอกไม่ได้เป็นคนในยุคนั้น เธอเป็นคนยุคปัจจุบันทะลุมิติไป เธอเลยออกมือออกไม้ได้มากกว่า แต่เธอจะไปฉอดทุกคนที่ขวางหน้าก็ไม่ได้ ตรงนี้คือข้อจำกัด เธอต้องอยู่ให้ได้ ถึงไม่อยากประนีประนอมก็ต้องทำหน่อย ไม่งั้นจะถูกหาว่าบ้า

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ฟังแล้วรู้เลยว่าผู้หญิงถูกกดทับในวรรณคดีอยู่บ่อย ๆ

เพราะว่าวรรณคดีเป็นภาพสะท้อนสังคมในอดีต สมัยก่อนสถานะผู้หญิงเป็นอย่างไร ในวรรณคดีก็สะท้อนออกมาเป็นแบบนั้นเลย อย่างตอนนี้ถ้าเทียบกับวรรณคดี สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปจริง ๆ คือผู้หญิงเป็นคนเขียนเองมากขึ้น จากแต่ก่อนที่ผู้ชายจะเป็นคนเขียนวรรณคดี มันก็ช่วยไม่ได้ที่เนื้อเรื่องจะเป็นไปในมุมมองของผู้ชาย แต่ก่อนมีหน้าที่แบ่งแยกชัดเจนระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ผู้หญิงต้องอยู่ในบ้าน ผู้ชายอยู่นอกบ้าน ปัจจุบันยังมีบ้าง แต่ก็เปลี่ยนไป ซึ่งสะท้อนผ่านสื่อ ผ่านเรื่องราวของยุคสมัยอย่างที่เราเห็นกัน

ในวรรณคดี สิ่งที่คนเขียนยุคนั้นเขียนออกมาก็สะท้อนเรื่องของคนยุคนั้น พอเราเขียนก็เลยสะท้อนเรื่องของยุคนี้แบบไม่รู้ตัวเช่นเดียวกัน ต่อ ๆ ไปก็จะมีเรื่องอื่น ๆ เพิ่มมา เช่น พ่อค้า ชนชั้น เรื่องทาส แต่อันนี้เป็นทาสในสมัยก่อน หรือความคิดที่ว่าเวลาทำงานจะต้องทำถวายหัว มีบางกลุ่มที่คิดแบบนี้อยู่ในปัจจุบัน แต่อันนี้ต้องรอซีซั่นหน้า

แล้วพอจะมีวรรณคดีหรือนิทานเรื่องไหนบ้างไหมที่ผู้หญิงไม่ถูกกดทับ หรือค่อนข้างมีอิสระมากกว่าที่เรานึกออก

มีเรื่องเดียวเท่าที่คิดออกตอนนี้คือ แก้วหน้าม้า มีสิทธิ์มีเสียงหน่อย มีอำนาจ มีอิทธิฤทธิ์ กำหนดชีวิตตัวเองได้มากกว่า อย่างน้อยก็มากกว่าตัวละครหญิงคนอื่น ๆ 

ตอนที่เขียนเรื่อง วันทองไร้ใจ ขึ้นมา คุณมีเป้าหมายไหมว่าอยากให้ใครมาอ่าน

ตอนแรกคือแค่คนที่อัดอั้นตันใจเหมือนเรา (หัวเราะ) เธอคิดเหมือนฉันใช่ไหม (หัวเราะ) แต่ตอนที่มีการประกวดวาดการ์ตูนของ WEBTOON ในปี 2020 เขาให้วาดเรื่องแนวไหนก็ได้ เราเลยลองส่งเรื่องนี้ไป แต่ไม่ผ่าน ตอนหลังเขาถึงค่อยมาติดต่อว่าสนใจจะวาดไหม เพราะเนื้อเรื่องน่าสนใจ ก็เลยได้วาด เรื่องนี้น่าจะได้รับการติดต่อประมาณปี 2021

หลังจากนั้นคุณก็ได้เขียนต่อยาว ๆ เลย แถมลายเส้นยังสวยมากด้วย เริ่มวาดภาพจริงจังตั้งแต่เมื่อไหร่

มาเริ่มฝึกตอนที่มีเว็บบอร์ด สมัยมหาวิทยาลัย และมีเพื่อนที่ชอบวาดด้วยกันก็ได้แลกเปลี่ยนผลงานกัน เหมือนเป็นการช่วยกระตุ้นเรา เราก็ได้เรียนรู้กับคนที่เรียนมาโดยตรงหรือกับคนที่วาดมาเยอะกว่า

แต่ตอนอนุบาลก็วาดเป็นงานอดิเรกค่ะ วาดเด็กผู้หญิง ดอกไม้ วาดแล้วมีเพื่อนชมก็ยิ่งวาด พอโตขึ้นมาหน่อยสักประถมก็เริ่มวาดเป็นเรื่อง เขียนเองอ่านเอง เป็นลายเส้นญี่ปุ่นหน่อย เพราะชอบการ์ตูนตาหวาน แรงบันดาลใจตอนวาดก็มาจากคุณพ่อด้วย คุณพ่อวาดให้ดู เราก็วาดตาม

แต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย คณะที่เรียนไม่ได้เกี่ยวกับวาดรูปนะคะ เรามาฝึกเอง เปลี่ยนลายเส้นด้วย เพราะตอนแรกก็ไม่ใช่คนวาดสวย ส่วนการเรียนเอกภาษาไทยอาจจะช่วยบ้าง เพราะเราเรียนวิเคราะห์วรรณกรรมมาเยอะ ก็พอมีพื้นฐานการลำดับเรื่อง

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

การที่เรียนเอกภาษาไทยคงทำให้คุณต้องคลุกคลีอยุ่กับวรรณคดีเยอะเลย

เยอะค่ะ เพราะต้องเรียนวรรณคดีซ้ำไปซ้ำมาหลายตัวเหมือนกัน คนอื่นเรียน ขุนช้างขุนแผน ช่วงมัธยมครั้งหรือสองครั้ง แต่พอเราเรียนเอกวรรณคดีจึงเอ็กซ์ตร้าเข้าไปอีก ไม่ถึงกับเรียนจนจบหลายรอบ แต่ได้เรียนจนจบและได้เห็นเวอร์ชันที่หลากหลาย

เท่าที่ตกตะกอนมา คุณคิดว่าอะไรคือคุณค่าของวรรณคดีเรื่อง ขุนช้างขุนแผน

ถ้าตามที่เรียนมา มันเป็นความจริงที่วรรณคดีเรื่องนี้บันทึกประวัติศาสตร์ สังคม ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในสมัยนั้นได้ค่อนข้างจะครบถ้วน ถือว่าแตกต่างจากเรื่องอื่นที่เป็นจักร ๆ วงศ์ ๆ ในรั้วในวัง เรื่องนี้เป็นชีวิตชาวบ้านจริง ๆ 

โดยส่วนตัวคิดว่าเนื้อเรื่องสนุก ตื่นเต้น มีความลุ้น บางฉากมีความเป็นละคร ดราม่าเหมือนซีรีส์เกาหลีอยู่บ้างเหมือนกัน เช่น ฉากที่วันทองจะถูกลากไปแต่งงานกับขุนช้าง แล้วขุนแผนจะมาช่วยไหม ฉากนั้นคือลุ้นมาก แต่พออ่าน ๆ ไปปรากฏว่า ขุนแผนมา ไม่สนใจ นางเอกโดนลากเข้าห้องหอ ม่ายยยย!!! มีความเมโลดราม่าหน่อย หรือจังหวะถูกประหาร พระพันวษาให้อภัยแล้ว คนอ่านก็เสียดายเล่น หรืออีกฉากคือ ขุนแผนผ่าท้องนางบัวคลี่เพื่อทำกุมารทอง อันนี้จะมีความสยอง เป็นตัวเอกสายดาร์ก

รู้สึกยังไงตอนที่ขุนแผนใช้ความรุนแรง

จริง ๆ แอบตั้งคำถามว่า ทำไมคนแบบนี้ถึงมาเป็นพระเอกได้เนี่ย (หัวเราะ)

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ก็เลยเป็นที่มาของการอยากเปลี่ยนพระเอกของเรื่องหรือเปล่า

ส่วนหนึ่งค่ะ ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะต้องมีพระเอกคนใหม่เลย ตอนแรกจะเอนไปทางให้ขุนช้างเป็นพระเอกด้วยซ้ำ แต่พอเขียน ๆ ไปแล้วรู้สึกว่า ให้มีคนใหม่ไปเลยน่าจะสนุกกว่าในเมื่อเราดัดแปลงใหม่

หรือจริง ๆ แล้ว ขุนแผนไม่มีคุณสมบัติจะเป็นพระเอกแล้ว

(หัวเราะ) ถ้าในความคิดของเราจะให้เขาเป็นพระเอกก็ได้ แต่เนื้อเรื่องจะเป็นอีกแบบไปเลย วันทองจะต้องเหนื่อยหนักมากในการจะเปลี่ยนผู้ชายสักคนหนึ่ง ก็เลยคิดว่าถ้าเป็นคนใหม่มาเลยจะได้อีกรสชาติหนึ่ง เราอยากให้เรื่องนี้เป็นผลงานออริจินัลของเรา ไม่ใช่เอาขุนช้างขุนแผนมารีเมก

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ตอนที่คิดพล็อตเรื่องนี้ขึ้นมา คิดว่าจะมีคนสนใจไหม

ก็แอบคิดว่าน่าจะมีคนสนใจ น่าจะมีคนคิดเหมือนกับเราเยอะนะ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนเขียนนิยายมาก่อน ผลตอบรับตอนประกวดถือว่าดีค่ะ มีคนอ่านเยอะกว่าที่คิด มีคนอัดอั้นตันใจเหมือนเรา (หัวเราะ)

จากวันแรกจนถึงตอนนี้ คุณเดินไปไกลกว่าจุดประสงค์เดิมตอนที่เริ่มเขียนบ้างไหม

ตอนแรกเราคิดแค่เอานางเอกไปฟาดกับผู้ชายสองคนนี้ แต่พอเขียนไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มใส่รายละเอียดเพิ่ม นางเอกไม่ได้จะไปต่อกรกับขุนแผนเหมือนตอนแรก ๆ เพราะคนที่เธอต้องต่อกรมากที่สุดคือ แม่ศรีประจัน เพราะสุดท้ายคนที่เป็นเจ้าของชีวิตวันทองในตอนนี้คือแม่ ไม่ใช่ขุนแผน เป็น Last Boss ของซีซั่นแรก ด้วยความเป็นแม่ เรายังทำอะไรมากไม่ได้ ต้องหาวิธีอื่นที่จะทำให้เรามีชีวิตอิสระจากเขาได้ โดยไม่ทำให้เขาเจ็บช้ำมากเกินไป 

ตอนที่วาดนางวันทอง มีการใส่ตัวตนของคนวาดลงไปในตัวละครบ้างไหม

นิสัยเราสองคนไม่เหมือนกันเท่าไหร่ (หัวเราะ) เราไม่ค่อยจะไปฉอดใคร แต่อะไรที่เราอยากทำ เราจะให้ตัวละครทำแทน ถ้าให้เหมือนกัน คือเรื่องทัศนคติว่าเราคิดอย่างไร ซึ่งจะคล้ายกัน มีความเหมือนแค่บางส่วน

ถ้าอย่างนั้นวันทองเวอร์ชันนี้มีต้นแบบมาจากไหน

เหล่าทวิตเตี้ยนทั้งหลายค่ะ ชาวทวิตเตอร์ เราคิดว่าถ้าเป็นคนในทวิตเตอร์จะคิดอย่างไร (หัวเราะ) เป็นเหมือนเฟมินิสต์ แค่บังเอิญเล่นทวิตเตอร์

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

พูดถึงการทำงาน ได้ข่าวว่าตอนแรกคุณทำงานแบบโซโลคนเดียว

ตอนแรกทำคนเดียว แต่ไป ๆ มา ๆ ไม่ไหว ตอนนี้เลยมี 3 คน เพิ่มมาทีละคน ๆ ให้เพื่อนมาช่วย ทำทุกอย่างเลยประมาณ 10 ตอนแรก มีแค่เรากับโปรแกรมช่วยบ้าง ใช้ 3D ช่วยทำฉาก หรือใช้หุ่นโมเดลสามมิติก็ร่างได้ไวขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่ไหว ต้องให้คนช่วยจริง ๆ 

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

พวกโปรแกรมก็เรียนรู้การใช้งานเองทั้งหมดเลยไหม

ใช่ค่ะ ยากเอาเรื่อง เรื่อง วันทองไร้ใจ เป็นเรื่องแรกที่ใช้ 3D ประกอบ เพราะเรือนไทยหาโหลดฉากไม่ได้ แล้วเราต้องใช้หลายมุม ถ้าปั้นเป็น 3D จะคุ้มกว่า เพราะเราปรับได้หลายมุม ก็เลยลองปั้นเอง ตอนแรกใช้ SketchUp แต่เพราะเราไม่มีพื้นฐานเลยเริ่มต้นลำบาก บังเอิญมาเจอโปรแกรมที่มันง่ายขึ้นก็เลยใช้

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ตอนทำงานคนเดียว อะไรคือสิ่งที่ท้าทายที่สุด

ลงสี 50 กว่าช่องค่ะ มันเยอะ อดนอนอยู่พักหนึ่ง (หัวเราะ) เพราะต้องส่งงานวันศุกร์ เนื่องจากมีกำหนดออนแอร์ ตอนนี้ยังทำทัน เพราะเราทำตอนตุนไว้ก่อน เรารู้ตัวว่าต้องมีเลทแน่นอน เลยมีทำตุนเอาไว้ 1 ตอนใช้เวลา 6 – 7 วัน บางตอนที่รายละเอียดไม่เยอะ 5 วันครึ่งหรือ 6 วันก็เสร็จ

ต้องมีการทำการบ้านระหว่างตอนเยอะไหม

มีบ้าง อย่างการเปิดเสภา หรือเปิดพจนานุกรมเทียบ แต่หลัก ๆ คือเสภา ขุนช้างขุนแผน เรายึดของห้องสมุดวชิรญาณเป็นหลัก ถ้าหากมีฉากไหนที่เราสงสัยลำดับเนื้อเรื่อง ตลอดจนสีผ้าก็ไปเปิดดูได้ โชคดีที่มีออนไลน์ แต่อันนี้เป็นเรื่องของรายละเอียด

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ดูละเอียดจนถึงลายผ้าเลยทีเดียว

ใช่ค่ะ อย่างน้อยก็ตอนต้น ๆ แต่พอดำเนินเรื่องไป เราจะเริ่มปรับไปเรื่อย ๆ ไม่ได้อิงตามเดิมเป๊ะแล้ว แต่บางตัวละครออกมาครั้งแรกเป็นฉากที่มีในเรื่อง เราก็อยากให้สีตรงกัน อย่างตอนแรกที่วันทองออกมาก็จะใส่สีแดง วาดไปสักพักก็เปลี่ยนเป็นสีชมพูแทน ตรงนี้เราไม่ได้ใส่คำอธิบายอะไร เพราะเป็นความฟินส่วนตัวที่ได้ใส่ลงไป แต่ก็มีคนรู้นะคะ คนที่เรียนมา เราประมาทคนอ่านไม่ได้เลยค่ะ มีคนที่รู้มากกว่าเราอยู่เสมอ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

กว่าจะเป็นหนึ่งตอนนี่ทำอะไรหลายอย่างเลย หลังเสร็จงานค้นคว้าแล้วคุณต้องทำอะไร

การบ้านอันนี้จะไปอยู่ตรงเขียนสตอรี่บอร์ด เขียนเสร็จแล้วก็เริ่มร่าง ตัดเส้น ส่งให้ผู้ช่วยคนที่หนึ่งเทสี แล้วส่งให้ผู้ช่วยคนที่สองลงเงา ใส่เครื่องประดับ จากนั้นก็ส่งกลับมาให้เราแต่งสี ใส่ฉากหลัง พิมพ์คำพูด แล้วส่งกลับไปให้ผู้ช่วยคนที่หนึ่งจัดฟอนต์ให้อีกที จากนั้นส่งกลับมาให้เรา มันจะส่งไปส่งมาหน่อยนะคะ ส่งมาให้เราดูความเรียบร้อย แล้วส่งให้ผู้ดูแล WEBTOON เขาจะเช็กคำผิด บางทีก็มีแก้บางช่อง เช่น ตอนจบขอค้างกว่านี้หน่อย เรื่องตรงนี้ละเอียดอ่อน ช่วยเพิ่มอะไรหน่อย

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

การบ้านที่ต้องทำหนักที่สุดของเรื่องนี้คืออะไร

ความเป็นอยู่ในยุคนั้น เพราะตอนแรกไม่มีในหัวเลยว่าคนยุคนั้นอยู่กันอย่างไร เราจะนึกเนื้อเรื่องไม่ออก ต้องไปศึกษาตรงนั้นก่อนค่ะ

สำหรับสถาปัตยกรรม บ้านเรือน มีหนังสือเล่มไหนที่คุณใช้อ้างอิงบ้างไหม

อาจจะไม่ถึงกับเป็นหนังสือ แต่อย่างบ้านของนางวันทอง เราใช้พระตำหนักทับขวัญที่จังหวัดนครปฐมเป็นต้นแบบ มีเมืองโบราณด้วย ช่วยได้เยอะ บางอย่างที่มันหาไม่ได้ เช่น สภาพความเป็นอยู่ โชคดีที่มีละครทำมาก่อน เขาค้นคว้ามาแล้ว เราก็ขอมาใช้บ้าง บุพเพสันนิวาส นี่ช่วยได้เยอะเลยค่ะ เพราะพอ บุพเพฯ ออกมาก็มีหนังสือเกี่ยวกับอยุธยาตามมาเยอะมาก เราจึงได้เดินตามรอยเขา

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

แบบนี้ถึงจะเป็นนักศึกษาเอกภาษาไทยที่ผันตัวมาเป็นนักวาดการ์ตูน แต่การอ่านหนังสือก็ขาดไม่ได้เลย

ใช่ค่ะ เป็นนิสัยส่วนตัวด้วยว่า เวลาเราคิดพล็อต จะชอบคิดจากข้อมูลมากกว่า

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

แต่จินตนาการเองก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ บางตัวละครจึงไม่มีอยู่จริงในวรรณคดี

อย่างปรงทองกับเปลวคำก็ใส่เข้าไปเพื่อให้เรื่องมีความเป็นของเรามากขึ้น เป็นโอเอซิสของเรื่อง เป็นจุดดึงดูดความสนใจของคนอ่าน เพราะถ้ามีแค่ขุนช้างกับขุนแผน คนที่ไม่ชอบทั้งสองคนก็จะไม่มีเมน เราเลยใส่สองคนนี้เข้าไปให้ แล้วก็เหมือนชูใจคนวาดด้วย อย่างปรงนี่ คนวาดชอบ อยากวาดผู้หญิงน่ารักค่ะ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

เท่าที่ฟังมาคุณทำงานกับประวัติศาสตร์และค่านิยมอยู่ตลอด มีเรื่องอะไรที่กังวลบ้างไหม

บางอย่างเป็นข้อมูลที่ไม่ใช่ปฐมภูมิ ไม่ได้เป็นข้อมูลแรกเริ่มดั้งเดิม ของบางคนอาจจะผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์มาแล้ว เราก็ไม่ทราบ ไม่แน่ใจว่าถูกไหม อย่างเรื่องช้างใช้เท้าหลังเดินก่อน เราก็ต้องไปเปิดคลิปช้างเดินดู แต่ข้อดีคือเราเซ็ตให้นางเอกทะลุเข้าไปในวรรณคดี ไม่ใช่ย้อนอดีต ในเสภาจะมีการปนกันของยุคสมัยอยู่ บางฉากก็เหมือนอยู่ในอยุธยา แต่บางเมนูอาหารหรือเสื้อผ้าบางอย่างกลับเป็นสมัยรัตนโกสินทร์ มันจึงปนกันอยู่ในนั้น เราเลยไม่ได้ซีเรียสเรื่องยุคสมัยมาก เรายึดว่าเป็นเรื่องในวรรณคดี ถ้าแยกออกมาทีละยุคจะเป็นงานที่หนักไปหน่อย (หัวเราะ)

คุณมองเห็นความน่ากลัวของค่านิยมจากเรื่องนี้บ้างไหม

ส่วนมากพอเกิดเป็นค่านิยม เราก็ไหลไปตามนั้น ไม่ได้ตรวจสอบตัวเองจนไหลไปตามกระแส บางครั้งจึงเกิดการทำร้ายกันเองด้วยค่านิยม ความเชื่อ อย่างวันทองนี่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้คิดด้วยซ้ำว่าเธอคิดได้ เลือกได้ เขาไม่เอ๊ะเลย เราก็ไม่เอ๊ะ พอไปเรื่อย ๆ จึงเกิดเป็นค่านิยมมองผู้หญิงเป็นสิ่งของ วันทองเป็นคนยุคนั้น เขาก็อยู่อย่างนั้น แล้วคนที่กำหนดค่านิยมในยุคนั้นก็เป็นชนชั้นสูง ขุนนางด้วย

หลังเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานมาพอสมควร อะไรคือความท้าทายในการทำงานชิ้นนี้

เรื่องทำเป็นทีมนี่แหละค่ะ ก่อนหน้านี้ทำงานคนเดียวมาก่อน มันจึงเป็นเหมือนการเรียนรู้กันระหว่างผู้ช่วยและทีมงานว่า เราจะทำอย่างไรให้ตารางเวลาลงตัว เป็นครั้งแรกที่ได้จ้างคน เพราะเพิ่งมีเงินจ้างค่ะ (หัวเราะ) เป็นเรื่องแรกที่มีคนติดตามเยอะขนาดนี้ เลยมีความกดดันด้วย กลัวว่าเราจะมีอะไรบ้งโดยที่ไม่รู้ตัวแล้วเผลอปล่อยออกไป แต่โชคดีที่ทำงานเป็นทีมก็เลยมีคนช่วยดู

ตอนนี้ก็ทำงานการ์ตูนเป็นอาชีพหลักเลย เพราะถ้าไม่หลักคงจะไม่มีเวลาวาดใช่ไหม

ไม่สามารถทำงานอื่นได้เลย จากที่เคยรับมาก็ต้องวางกองไว้ก่อน เพื่อเรื่อง วันทองไร้ใจ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ถามเรื่องความต่างระหว่างเรื่องของคุณกับวรรณคดีไปเยอะแล้ว มีอะไรที่ไม่แตกต่างกันบ้างไหม

อันที่จริงก็มีบางอย่างที่พยายามคงไว้ เช่น ประเพณี ข้าวปลาอาหาร อันนี้คือเอามาจากเสภา และความปากจัดของแม่ศรีประจันก็ด้วย นอกนั้นก็มีเปลี่ยนไปเยอะเลย

กระแสตอบรับตอนที่เรื่องนี้ออกไปแล้วทำให้ใจฟูบ้างไหม

ดีกว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ รู้สึกดีใจที่มีคอมเมนต์ให้อ่านทุกสัปดาห์ ชอบมากที่ได้อ่านความเห็นของทุกคน มีคนที่สังเกตเยอะ ๆ ก็ทำให้เราดีใจ เช่น รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราไม่ได้บอก หรือแม้กระทั่งเกิดการถกเถียงกันว่า ขุนแผนก็ไม่ได้แย่นะ มันเป็นเพราะสภาพสังคมในสมัยนั้น เขาเลยเป็นแบบนี้

เหล่าผู้อ่านน่ารักมาก ต้องขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนมาก ๆ WEBTOON เราเขียนเป็นสัปดาห์ต่อสัปดาห์ เราไม่รู้เลยว่าจะเขียนได้ยาวแค่ไหน จะถูกตัดจบไหม แต่เพราะได้รับการสนับสนุนจากทุกคนเลยได้เขียนต่อยาว ๆ ทุกคนช่วยเปย์อ่านล่วงหน้า ทำให้ได้เงินมาสนับสนุนผู้ช่วย อันนี้สำคัญมาก ช่วยได้เยอะจริง ๆ ค่ะ อ้อ! เห็นคอมเมนต์ของเพื่อนบ้านชาวลาวด้วย เขามาอ่านก็ดีใจจริง ๆ อนาคตอยากให้ไปต่างประเทศ มีการแปลด้วย อันนี้ก็ได้แต่ภาวนาค่ะ

แฟนคลับคุณแน่นหนามาก ชุมชนวันทองไร้ใจแข็งแกร่งจนมีคนนำไปคอสเพลย์ด้วย

อันนี้ดีใจมาก เป็นความใฝ่ฝันของนักวาดหลายคน แต่งกันสวยเหมือนหลุดออกมาจากในเรื่องเลย ขนาดเป็นตัวละครที่ไม่ใช่ตัวหลักอย่างแม่ศรีประจันก็มี แปลกใจมาก ต้องขอบคุณอีกครั้งนะคะ

ก่อนจากกันขอถามย้ำอีกครั้งว่า จุดจบวันทองจะเหมือนเดิมไหม

(หัวเราะ) ต้องไม่เหมือนเดิมอยู่แล้ว เพราะไม่ใช่วันทองแล้ว แต่เป็นนางเอกคนใหม่ เนื้อเรื่องก็ต้องต่าง ติดตามกันต่อไปนะคะ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ภาพ : มุ

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load