ย้อนกลับไปเมื่อปีก่อน วิว-ชนัญญา เตชจักรเสมา ยังทำงานประจำในตำแหน่ง Social Media Editor ที่ The Cloud

หลังจากร่วมงานกันได้สักระยะ เธอตัดสินใจลาออกเพื่อไปทำสิ่งที่เธอสนใจเต็มตัว

นอกจากบทบาทนักเขียนเจ้าของผลงาน วรรณคดีไทยไดเจสต์ ที่เอาเรื่องวรรณคดีมาเขียนเล่าอย่างสนุกสนานลืมเบื่อ มาวันนี้ เราสามารถพูดได้เต็มปากว่าเธอคือหนึ่งใน YouTuber คนสำคัญของประเทศไทย

ยุคนี้ในโลกออนไลน์เขาวัดกันที่ตัวเลขใช่ไหม ช่อง Point of View ซึ่งเริ่มต้นราว 7 ปีก่อนมียอดคน Subscribe ทะลุครึ่งล้านมาแล้วเรียบร้อย ยอดวิวแต่ละคลิปของเธอก็มิใช่น้อยๆ หลายคลิปแตะหลักแสน บางคลิปแตะหลักล้าน

หรือใครบางคนอาจเถียงว่า ดูตัวเลขอย่างเดียวไม่ได้หรอก ของแบบนี้ต้องวัดกันที่คุณภาพ หากใครติดตามวิดีโอแต่ละคลิปที่เธอผลิตด้วยตัวคนเดียว ย่อมสัมผัสได้ถึงความหนักแน่นของข้อมูลที่ค้นคว้ามาเป็นอย่างดี ก่อนจะเอามาย่อยแล้วเล่าจนเรื่องราวที่หลายคนเข็ดขยาดกลับกลายเป็นน่าสนุกชวนติดตาม

ช่องเล็กๆ ที่ตั้งใจจะสร้างขึ้นมาเล่าเกี่ยวกับวรรณกรรม วรรณคดี นิทานพื้นบ้าน ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมนานาชาติ แต่อาจจะลำเอียงไปเน้นไทยเป็นหลัก-เธอเขียนกำกับสิ่งที่ทำเอาไว้ว่าอย่างนั้น

ล่าสุดเธอเพิ่งคว้ารางวัล Popular Vote ใน งาน Thailand Best Blog Awards 2018 ซึ่งสำหรับผม สิ่งที่น่าสนใจคืออะไรทำให้ช่องที่เน้นให้สาระความรู้ หาใช่คลิปตลกโปกฮาหรือข่าวบันเทิง มีผู้สนใจติดตามมากมายขนาดนี้

เรานัดพบกันก่อนวันที่เธอจะขึ้นรับรางวัล 1 วันเพื่อพูดคุยถึงวิธีคิดและชีวิตของ YouTuber ซึ่งยังถือเป็นอาชีพที่ข้อมูลค่อนข้างน้อย คนนอกหลายคนยังไม่เข้าใจ นึกภาพไม่ออก

“คำถามมันเยอะเวลาเราไปไหนก็ตาม” หญิงสาวว่าอย่างนั้นเมื่อผมชวนคุยถึงสิ่งที่เธอทำ

ส่วนคำตอบของคำถามเป็นอย่างไร เชิญอ่านบรรทัดถัดไปโดยไม่ต้องรอกดข้ามโฆษณาหลัง 5 วินาทีแต่อย่างใด

Point of View

ทุกวันนี้เวลากรอกข้อมูลในเอกสาร คุณกรอกช่องอาชีพว่าอะไร

Writer เพราะเรามีพาร์ตที่เป็นนักเขียนด้วย

ความจริงเรานิยามตัวเองว่าเป็น Content Creator ไม่ใช่แค่ YouTuber เพราะว่าเราไม่ได้สื่อสารอยู่ในช่องทางเดียว เราก็มีเพจ มีทวิตเตอร์ มีหนังสือ แต่ที่เรากรอกว่า Writer เพราะเราเลือกอาชีพที่คนเข้าใจที่สุดก่อน

แสดงว่าคุณก็รู้ว่าคนยังไม่ค่อยเข้าใจอาชีพที่คุณทำ

คนอาจจะเข้าใจ แต่คำถามมันเยอะ เวลาเราไปไหนก็ตาม สมมติเราพูดว่าเราเป็น YouTuber ไม่ว่าจะเป็นในไทยและต่างประเทศ ทุกคนจะถามคำแรกว่า มันได้เงินเหรอ ได้เงินจากอะไร ได้ข่าวว่ารวย รวยจริงมั้ย

ล่าสุดเราเพิ่งไปเรียนที่อังกฤษมาเกือบเดือน ไปถึงวันแรกเขาให้แนะนำตัวว่าคุณเป็นใครมาจากไหน ทำอาชีพอะไร พอเราหลุดคำว่า YouTuber ออกไป ครูบอกว่าหยุดก่อน ขอถามอีนี่ก่อน แล้วเขาก็ถามว่า คุณทำยังไง ได้เงินจริงเหรอ ได้เงินจากอะไร ซึ่งทุกคนถามแบบนี้ คนที่เป็น YouTuber ทุกคนจะชินกับคำถามนี้ แต่ถ้าเป็นอาชีพอื่น ลองนึกภาพว่าเดินไปแล้วคุณโดนถามว่าทำอาชีพอะไร ได้เงินจากอะไร รายได้คุณเท่าไหร่ มันไม่สุภาพหรือเปล่า แต่พอเป็น YouTuber ทุกคนถามเป็นเรื่องปกติ ไปบรรยายตามโรงเรียน คนยกมือถาม พี่ได้เงินเดือนเท่าไหร่

เพราะมันเป็นงานที่ใหม่ คนไม่ค่อยรู้ข้อมูลหรือเปล่า

เราว่ามันมี 2 อย่าง อย่างแรกคือ คนมองว่างานนี้ไม่น่าจะได้เงิน คนมองว่าเล่นอินเทอร์เน็ตอยู่บ้าน ไม่น่าจะมีรายได้ กับอีกแบบคือ ภาพที่สื่อออกไปบางคนเขาเห็น YouTuber ที่ใช้เงินเยอะๆ แล้วเขาคิดว่ามันต้องรวยแน่ๆ เลย อาชีพนี้ฉันอยากทำบ้าง คงนั่งอยู่บ้านคลิกๆ แล้วก็ได้เงิน เหมือนการขุดทอง ซึ่งคนไม่เข้าใจว่าเบื้องหลังก่อนที่จะได้เงินมันไม่ใช่แค่คุณเซลฟี่ไปลงแล้วคุณก็ได้เงิน

แล้วอันที่จริง YouTuber แค่นั่งอยู่บ้านคลิกๆ แล้วก็ได้เงินจริงไหม

ย้อนกลับไปที่อังกฤษ เพื่อนร่วมคลาสเราเป็นเด็กหมดเลย อายุประมาณ 17 – 18 กำลังเป็นช่วงที่อยากเป็นอะไรบางอย่าง ทุกคนตอนเห็นเราเป็น YouTuber ทุกคนบอกว่า ยูคูล ยูเจ๋งมาก ยูได้มาเที่ยวอังกฤษฟรีเดือนหนึ่ง คือทริปนั้นมีสปอนเซอร์จ้างเราไป ทุกคนก็จะบอกว่า นี่ฉันต้องจ่ายเงินมาตั้งแพง แต่เธอได้มานั่งอยู่ที่เดียวกับฉันฟรีๆ อยากเป็น YouTuber บ้าง แต่หลังจบ 1 เดือนนั้นที่อยู่ด้วยกัน ทุกคนบอกว่าไม่มีใครอยากเป็นแล้ว

พอจบ 1 เดือนไม่มีใครอยากเป็นแบบเราเลย เพราะสิ่งที่ทุกคนเห็นคือ ในขณะที่กลางวันทุกคนไปเรียน เลิกเรียนทุกคนไปเที่ยว แล้วก็กลับบ้าน ทำการบ้าน นอน ตื่นเช้ามาเรียนอย่างสดชื่น ส่วนเราเลิกเรียนก็ได้ไปเที่ยว แต่ระหว่างไปเที่ยวเราต้องถ่ายตลอดเวลา ต้องพูดกับกล้อง ต้องคิด ต้องหาข้อมูล แล้วก็เอามาพูด เวลาที่ทุกคนกลับบ้าน พักจากการไปเที่ยว เราต้องมานั่งตัดวิดีโอ

แสดงว่าความจริง YouTuber เป็นงานที่หนัก

เราไม่เคยเจอ YouTuber ที่เป็น Full-time คนไหนที่บอกว่า ชีวิตฉันว่าง สบาย เราไม่เคยเจอ

เราเคยไปงานซัมมิตของ YouTube ต่อให้เป็น YouTuber เมืองนอก ทุกคนที่นั่งร่วมโต๊ะกันก็ล้วนแล้วแต่ขอบตาคล้ำ แล้วตอนก่อนเที่ยงทุกคนจะเอ๋อๆ เพราะกลางวันทุกคนต้องทำกิจกรรมร่วมกัน พอกลางคืนทุกคนก็ต้องกลับไปตัดคลิปของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นคลิปเก่าหรือคลิปใหม่ แล้วเช้าก็จะตื่นมาในสภาพที่ไม่ไหวแล้ว

ที่เป็นแบบนี้เพราะว่าสิ่งหนึ่งที่ YouTuber มีต่างจากการทำงานบริษัทคือบริษัทมันมีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ แต่โลกอินเทอร์เน็ตไม่มีวันหยุด โลกอินเทอร์เน็ตเคลื่อนไปทุกวัน 1 นาทีนี้เกิดอะไรขึ้นบ้างในโลกออนไลน์ มีคนมาคอมเมนต์เราทุกวินาที ตลอด 24 ชั่วโมง เราหยุดไม่ได้

เราก็ไม่ต้องตามติดสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลาไม่ได้เหรอ

แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าคอมเมนต์ไหนมันจะกระทบกับชีวิตเรา มันอาจจะเกิดดราม่าขึ้นมาตอนกลางคืนแต่เราเพิ่งมาเห็นตอน 10 โมงเช้า ซึ่งตอนนั้นมันก็แก้ไขอะไรไม่ทัน แล้วคุณจะทำยังไง หรือว่ามีประเด็นที่เกี่ยวกับเราเกิดขึ้น เราก็ต้องคิดว่าเราจะทำคอนเทนต์มั้ย

ถ้าเป็นบริษัทเราอาจจะลาพักร้อน 1 เดือนได้ แต่โลกอินเทอร์เน็ตถ้าคุณลาพักร้อน 1 เดือนคุณจะโดนทุกอย่างกดให้คุณหายไปจากโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นการที่คนดูลืม หรือแม้กระทั่งพวกอัลกอริทึม การที่คุณไม่ลงคลิปวิดีโอหรือไม่ลงโพสต์ในเฟซบุ๊ก อัลกอริทึมก็จะรู้สึกว่าเพจของคุณไม่แอ็กทีฟแล้ว เขาก็ไม่ดึงคอนเทนต์ของคุณขึ้นมาให้คนดู

Point of View Point of View

การถูกลืมเป็นเรื่องที่น่ากลัวไหมสำหรับคนที่อยู่ในโลกออนไลน์

น่ากลัวถ้ายังอยากทำอาชีพนี้อยู่ แต่ถ้าคุณคิดว่า โอเค พอ เลิก การถูกลืมอาจจะเป็นความดีใจด้วยซ้ำว่า ลืมๆ ไปเถอะว่าฉันทำอะไรเอาไว้ แต่ถ้าสมมติยังอยากทำอาชีพนี้อยู่ ยังต้องหากินกับสิ่งนี้ การถูกลืมแปลว่าอะไร

การถูกลืมแปลว่าคนไม่ดู คนไม่ดูคืออะไร รายได้ไม่เข้า แล้วคุณจะทำอาชีพนี้ยังไง สุดท้ายมันอยู่ที่เรามองว่าสิ่งที่เราทำเป็นอาชีพหรือเราแค่กำลังทำเพื่อความสนุก

แล้วคุณมองมันยังไง

ถ้านับจริงๆ ทุกวันนี้มันคืออาชีพ ซึ่งพอเป็นอาชีพมันก็มีอะไรที่แลกมา

คุณแลกมาด้วยอะไร

หลักๆ ก็คือรู้สึกว่าเสียเวลาไปเยอะ เสียโอกาสที่จะทำอะไรหลายๆ อย่างไปเยอะ แต่สิ่งที่ได้กลับมามันก็เยอะกว่าเยอะ

มันก็มีคนที่ไม่ได้ชอบจริงๆ ที่รู้สึกว่าฉันเสียนั่นเสียนี่ เสียโอกาสนั้นโอกาสนี้ไป แต่ด้วยตัวเราเป็นคนขี้เบื่อ เราไม่ชอบทำอะไรอย่างเดียวนานๆ ซึ่งอาชีพนี้มันก็เป็นอาชีพที่ทำให้เราได้ลองอะไรหลายๆ อย่าง มันจะมีอาชีพไหนที่อยู่ดีๆ คุณก็โดนส่งไปอยู่ต่างประเทศเดือนหนึ่ง หรืออยู่ดีๆ ก็โดนส่งไปประเทศแปลกๆ ที่ชีวิตนี้ไม่เคยคิดจะเหยียบไป

แล้วพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่เข้าใจงานที่คุณทำไหม งานที่ไม่ต้องไปออฟฟิศ นั่งเล่นอินเทอร์เน็ตทั้งวัน

พ่อแม่เราเข้าใจ เพราะจริงๆ เราทำงานเป็นฟรีแลนซ์มาตั้งแต่เรียนปี 1 เริ่มจากทำงานเป็นพิสูจน์อักษร รับเขียน รับนั่นรับนี่ เขาก็เห็นอยู่แล้วว่าการที่เรานั่งเคาะๆ อะไรบางอย่างหน้าคอมพิวเตอร์อยู่บ้านเราได้เงินนะ เขาก็แค่เป็นห่วงว่าเราจะหาอะไรที่มั่นคงทำมั้ย บางทีมีบริษัทเปิดรับเขาก็จะมาถามว่าสนใจไหม แต่ความโชคดีคือที่บ้านเราไม่ได้เดือดร้อนเรื่องการเงิน เขาก็เลยบอกว่า ถ้าชอบก็ลุยไปให้สุด ลองไปให้พอ ส่วนผู้ใหญ่รอบๆ ตัวก็จะมีคนตั้งคำถามก่อนที่เราจะมาถึงจุดนี้ว่า ลูกทำอะไร แต่พอเรามีหนังสือออกมาเป็นเล่มเขาก็ไม่ค่อยถามอะไรเยอะ

ทั้งที่ชีวิตก็มีงานอื่นที่มั่นคงเป็นตัวเลือก ทำไมคุณกลับเลือกทำงานที่คนรอบตัวก็ยังไม่เข้าใจ

จริงๆ เราไม่เคยคิดว่าจะมาเป็น YouTuber หรือว่ามาเป็น Content Creator เราคิดแค่ว่าเราจะเป็นนักเขียน

อย่างที่บอก เราเป็นคนขี้เบื่อ ก่อนหน้านี้เราเคยทำงานประจำประมาณ 3 งาน เป็นงานที่ดีทั้งหมด เป็น Dream Job ว่าอย่างนั้น เพื่อนอิจฉาบอกว่าฉันอยากเข้าไปอยู่จุดนั้นบ้าง งานมันเจ๋งมาก สนุกมาก แต่ทุกครั้งที่เราเข้าไปนั่งทำเราจะรู้สึกว่าฉันมานั่งทำอะไรที่นี่ คือมันก็มีความสนุกของมัน แต่พอทำซ้ำๆ กันเราจะรู้สึกว่าไม่เอาแล้ว ไม่ชอบ เบื่อ ไม่ชอบนั่งออฟฟิศ ไม่ชอบนั่งโต๊ะ ไม่เข้าได้มั้ย

แล้วก็มีสิ่งหนึ่งที่เราเป็นประจำเลยก็คือ เราเป็นคนทำงานไม่เป็นเวลา บางทีไอเดียเรามาตอนตี 3 เราก็ลุกขึ้นมาทำมันตอนตี 3 แล้วเราก็จะรู้สึกว่าฉันทำงานตอนนี้ไปแล้วตั้ง 3 – 4 ชั่วโมง แล้วทำไมฉันต้องตื่นเช้ามาโชว์ตัวที่บริษัทตอน 10 โมงอีก ในเมื่อทำไปแล้ว แล้วตลอดวันก็ไม่มีอะไรให้ทำ เพราะงานเสร็จแล้ว เรารู้สึกว่าการที่เอาตัวเองมานั่งในโต๊ะตรงนี้มันเสียเวลา รู้สึกว่าตัวเองมี Potential ที่จะใช้เวลาตอนนี้ทำอย่างอื่น หรือเอาไปนอนก็ยังดี

Point of View

ปัญหานี้เป็นปัญหาร่วมของคนรุ่นคุณหรือเปล่า

เรารู้สึกว่าเพื่อนเราหลายคนรู้สึกเหมือนกัน แต่เรารู้สึกเยอะเป็นพิเศษ เพราะเราเป็นคนทำงานเร็วมาก เป็นคนคิดออกแล้วทำเลย คิดออกตอนตี 3 แล้วจะไปรอ 10 โมงเช้าทำไม ก็ลุกขึ้นมาเขียนเลย ซึ่งการที่เอาเราไปนั่งไว้เฉยๆ ในออฟฟิศหลายๆ ชั่วโมง เรารู้สึกว่าฉันเอาเวลานั้นไปทำอะไรอย่างอื่นได้ตั้ง 4 – 5 อย่าง

ด้วยความคิดแบบนี้ทำให้คุณต้องปะทะกับคนรุ่นก่อนมั้ย

ไม่เคยปะทะโดยตรง แค่จะรู้สึกหงุดหงิดใจตัวเองว่าฉันมานั่งทำอะไรอยู่ที่นี่ แต่สุดท้ายก็ต้องหาอะไรนั่งทำไปให้มันครบเวลา

รู้สึกยังไงที่คนมักบอกว่าเด็กรุ่นคุณเปลี่ยนงานบ่อย ไม่อดทน

เรารู้สึกว่าโลกสมัยนี้มันไว มันเร็วกว่าโลกสมัยก่อนเยอะ สมัยก่อนถ้าเข้าไปลองแล้วไม่ใช่ ทนอยู่สักปีหนึ่ง โลกวันที่คุณก้าวเข้าไปกับวันที่ก้าวออกมามันก็ยังเป็นโลกเดิม ก็ไปลองใหม่ได้ แต่ว่าโลกสมัยนี้ที่เราอยู่ โดยเฉพาะโลกดิจิทัล โลกอินเทอร์เน็ต มันเร็วถึงขนาดที่ว่าถ้าเราไม่เริ่มทำ YouTube ณ วันที่เราเริ่ม แล้วมาเริ่มทำวันนี้ เราว่าเราได้ผลลัพธ์คนละแบบเลย

คนที่เริ่มทำ YouTube ในปี 2016 ปี 2017 ปี 2018 ก็เป็นคนละเจนกันเลย แล้วความคิด แนวคิด ในการทำมันต่างกันคนละโลกเลย ซึ่งไม่ได้หมายถึงว่าอันไหนดีกว่ากันนะ แค่จะบอกว่าแต่ละเจนคนมันจะมีจุดมุ่งหมายที่ต่างกันชัดเลย เช่น ตอนที่เราเริ่มทำเราไม่รู้เลยว่ามันจะมีรายได้จากสิ่งนี้ เราเริ่มทำด้วยความรู้สึกว่าฉันชอบทำ ถ้ามีรายได้ก็ดี ไม่มีก็ไม่เป็นไร ผ่านไปอีกประมาณ 2 ปี คนจะรู้สึกว่าก็ฉันชอบแล้วมันมีรายได้ด้วย ก็ทำ รายได้อาจจะไม่ได้ดีมาก อาจจะน้อยกว่าบริษัทนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่ต้องทนทำงานในบริษัทนะ ผ่านไปอีกปีหนึ่ง YouTuber กลายเป็นอาชีพที่รายได้สูงที่สุดในประเทศไทย แล้วทำไมฉันจะไม่ทำล่ะ นี่มันขุมเงินขุมทอง พอแนวคิดมันเปลี่ยน คนที่ทำมันก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้น ถ้าคุณอยากเป็น YouTuber แต่จะต้องทนอยู่กับบริษัทอีก 2 ปี แล้วค่อยมาทำ อีก 2 ปีข้างหน้า YouTube อาจจะไม่มีแล้วก็ได้

แล้วบางอย่างมันไม่ใช่หลักปี แต่แค่เดือนเดียวก็เปลี่ยนไปแล้ว หรือหลักวันก็มี เช่น สมมติเราเห็นวันนี้ว่ามีโอกาสเข้ามา แต่ไม่รับเพราะว่าติดงานประจำ เท่ากับเราเสียโอกาสนั้นไปแล้วตลอดกาล

แล้วในมุมมองของคุณ เด็กยุคนี้รักสบายหรือทำงานหนักน้อยกว่าคนยุคก่อนจริงไหม

เรามองว่ามันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มนุษย์เราทุกคนรักสบาย แค่เทคโนโลยีมันทำให้คุณสบายได้หรือเปล่า ความอดทนเป็นสิ่งที่ดี แต่ความอดทนในทางที่ผิดมันไม่ดี คนที่กำลังบ่นว่าเด็กไม่อดทน ถ้าลองเทียบกับสมัยพ่อแม่ของคุณ คุณก็อดทนน้อยกว่าเขาเหมือนกัน สุดท้ายคุณแค่ยังไม่มีเทคโนโลยีที่จะทำให้คุณสบายในยุคของคุณแค่นั้นแหละ อย่างทุกวันนี้คนก็คอลไลน์เอา ไม่โทรศัพท์แล้ว ไม่ต้องเขียนจดหมายแล้ว ซึ่งทุกคนก็ใช้เหมือนกัน แค่คุณเข้าถึงมันแค่ไหน

เรามองว่าสุดท้ายมันอยู่ที่ผลลัพธ์มากกว่าหรือเปล่า ซึ่งก็ต้องมาพิสูจน์ว่า แล้วสิ่งที่เด็กสมัยนี้ทำมันได้ผลลัพธ์เท่ากับสมัยก่อนมั้ย เผลอๆ ถ้าไปคิดดูดีๆ เขาอาจจะทำงานน้อยกว่าแต่ได้ผลเยอะกว่าด้วยซ้ำ ลองมาวัดกันที่ผลลัพธ์ไหม เมื่อพลิกเป็นตัวเงิน หรือพลิกเป็นความสุข หรือพลิกเป็นอะไรสักอย่าง มันเท่ากันหรือเปล่า

คุณค่าชีวิตของคนรุ่นก่อนหลายๆ คนคือการทำงาน แล้วคุณค่าชีวิตของคนรุ่นคุณยังเป็นเรื่องงานอยู่หรือเปล่า

กรณีของเราเองยังเป็นงานอยู่ แต่ไม่ใช่ว่าการที่ฉันได้ทำงานแปลว่าฉันมีคุณค่า แต่มันคือการที่งานของฉันพูดอะไรบางอย่างออกไป การที่งานของฉันส่งผลอะไรบางอย่างกับโลก อันนั้นแหละคือคุณค่าที่เรารู้สึก

ที่ผ่านมาเราเป็นคนชอบเรื่องอะไรที่คนเข้าใจค่อนข้างยาก อย่างเช่นเราอ่านวรรณคดีตั้งแต่ 5 ขวบ หรืออ่านประวัติศาสตร์ไทยเป็นหนังสืออ่านเล่น ซึ่งถามว่าสมัยเด็กๆ มีคนชมมั้ย มี แต่คนจะมองว่ามันแปลก เป็นเด็กอ่านอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ จะสนุกได้ยังไง ซึ่งพอมา ณ วันนี้ การที่โยนความคิดอันนี้ลงไปในสังคม แล้วมีเด็กหรือผู้ใหญ่เดินเข้ามาบอกว่า เฮ้ย เพิ่งเห็นว่ามันสนุกจริงๆ มันเกิดคนที่คิดเหมือนกันขึ้นมา เราก็รู้สึกว่านี่แหละ คุณค่าของสิ่งที่เราทำทั้งหมด

Point of View Point of View

ย้อนกลับไปคุณคิดว่าอะไรทำให้คุณไม่เข็ดขยาดวรรณคดีเหมือนคนอื่นๆ จนสามารถเอามาเอามาเล่าอย่างสนุกสนานได้

เราอาจจะโชคดีที่เราโดนหลอกตั้งแต่เด็กๆ เราไม่รู้ว่าคนเขาไม่อ่านกัน (หัวเราะ) เพราะว่าสมัยเด็กๆ คุณแม่ก็ซื้อนิทานเรื่องอื่นมาให้อ่านด้วย ซึ่งมันปนกันหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นหนูน้อยหมวกแดง แก้วหน้าม้า หรือวรรณคดีเรื่องอื่นๆ เราไม่เคยแยกประเภทว่านี่คือวรรณคดีไทย เป็นสิ่งมีคุณค่าที่ฉันจะนั่งอ่าน เรามองว่ามันเท่ากัน เราก็รู้แค่ว่า อ๋อ เรื่องนี้เป็นเรื่องของหนูน้อยหมวกแดง เรื่องนี้เป็นเรื่องของสินสมทุร เรื่องนี้เป็นเรื่องของสุดสาคร อ้าว ก็เป็นเรื่องเด็กผจญภัยเหมือนกัน ไม่เห็นต่างกันเลย เราก็อ่านมาโดยไม่เคยรับรู้ว่ามันมีความเข็ดขยาด มารู้ตอนโตว่าชาวบ้านเขากลัวกันเหรอ

คิดว่าปัญหาคืออะไร ทำไมคนจึงกลัว

เราไปกลัวมันก่อนที่เราจะเจอมันจริงๆ สมมติว่าเด็กคนหนึ่งยังไม่ทันที่เขาจะรู้จักวรรณคดี อยู่ดีๆ ก็มีคนบอกว่าวรรณคดีภาษาสวย ภาษาสูงส่ง ภาษายาก เขายังไม่ทันรู้จักวรรณคดีเขาก็กลัวแล้ว แล้วคนสอนก็มีส่วน บางทีคนสอนก็ดันไปบิลด์เองว่าวรรณคดีอยู่บนหิ้ง

เราอาจจะมองวรรณคดีไม่เหมือนชาวบ้าน อย่างที่บอก เรามองว่ามันเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง เรามองว่ามันเป็นเหมือนนิยาย เหมือนละครหลังข่าว คือมันเป็นสตอรี่ซึ่งโดนหุ้มด้วยภาษาแค่นั้นเอง ไม่ว่าภาษาจะยากจะง่ายมันก็คือตัวสตอรี่เหมือนกัน

การมองว่ามันเหมือนละคร มองว่ามันธรรมดามากๆ เป็นการลดทอนคุณค่าของวรรณคดีไหม

คุณค่าของวรรณคดีคืออะไรล่ะ เรามองว่าพวกเราไปให้คุณค่าของมันเวอร์เกินไป บางคนบอกว่ามันเป็นสมบัติของชาติ มองว่าวรรณคดีเป็น Genre หนึ่งที่ต่างจากหนังสือเล่มอื่น แต่ว่าจริงๆ แล้วตอนที่คนเขียนวรรณคดีขึ้นมา เขาก็เหมือนนักเขียนทุกวันนี้ เขาก็แค่เขียนมันขึ้นมา ซึ่งโอเค แต่ละเล่มมันก็มีจุดมุ่งหมายต่างกัน แต่คุณดันเอามามัดรวมกัน

เราเหมารวมแล้วก็บอกว่าทุกเล่มอยู่บนหิ้ง ดูซิพระลอทำอะไร ไปเป็นชู้กับผู้หญิงแล้วโดนยิงตาย คือเขาไม่ได้เขียนให้คุณไหว้พระลอ เขาเขียนไว้อ่านเล่น หรือว่าขุนช้าง ขุนแผน ที่เจ้าชู้มีเมียห้าหกคน เขาไม่ได้เขียนให้อ่านจบแล้วคุณต้องเป็นแบบขุนแผน เขาเขียนให้อ่านเล่น

การศึกษามีส่วนไหมที่ทำให้วรรณคดีไทยยิ่งห่างเหินจากยุคสมัย

มี ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติเราเอาหนังสือ Harry Potter มาให้เด็กที่ไม่รู้จัก Harry Potter อ่าน 1 เล่ม แล้วถามเขาว่า สนุกมั้ย สนุก เขาชอบมาก ทุกคนชอบ แต่ถ้าสมมติเราเปิดเล่ม 4 บทที่ 2 แล้วบอกเขาว่า บทนี้ดีมาก สนุกที่สุดใน 7 เล่มเลย ให้อ่านแค่บทนี้บทเดียว ทุกคนก็จะคิดว่าไอ้เด็กแว่นนี่เป็นใคร ทำไมฉันต้องอยากรู้เรื่องมันด้วย ซึ่งนี่คือสิ่งที่เรากำลังทำกับวรรณคดี

อยู่ดีๆ เราก็ยกเอา รามเกียรติ์ มา 1 บท แล้วบอกว่ามาดูสุครีพหักฉัตรกันเถอะ อ้าว ทำไมฉันต้องอยากรู้เรื่องลิงตัวนี้ที่ไปหักฉัตร ซึ่งโอเค กรณี รามเกียรติ์ เราอาจจะพอรู้เรื่องมาตั้งแต่ต้น แต่ว่าเราทำแบบนี้กับวรรณคดีทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องที่เราไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน เราก็ไปหยิบบทตรงกลางมาแล้วบอกว่าอันนี้ดีมากเลย แล้วไง แล้วทำไมฉันต้องอยากรู้เรื่องตัวละครตัวนี้ด้วย

กลับกัน เวลาเราเรียนในคณะอักษรศาสตร์ เราพบว่าเขาสอนให้วรรณคดีมันสนุกได้ สิ่งที่เขาทำคือ เขาแจกวรรณคดีให้อ่านเลย 1 เล่ม ไม่มีการมาอ่านพร้อมกันในห้อง คุณไปอ่านมา อ่านเสร็จมีประเด็นอะไรมาถกกันในห้อง มันสนุกกว่าเยอะเลย ซึ่งคนอาจจะเถียงว่าสมัยเด็กมันทำไม่ได้ เด็กอ่านไม่เข้าใจ แต่จริงๆ แล้ววรรณคดีมันไม่ได้มีแต่เรื่องอ่านยากนี่ มันก็มีภาษาที่ไต่ระดับ ทำไมเราไม่เอาเล่มง่ายๆ ให้เด็กอ่านก่อน

Point of View Point of View

คุณรู้สึกยังไงกับการที่เราต้องพยายามทำทุกเรื่องให้สนุก คนจึงจะสนใจ

เรามองว่าคนเราถ้าไม่เข้าใจเราจะปิดใจ เขาจะไม่เข้าไปถึงมันตั้งแต่แรก แต่ถ้ามีใครสักคนทำให้เขาเปิดใจก่อน เดี๋ยวมันจะมีการคัดกรองเองว่ามีคนสนใจจริงจังหรือแค่ผิวเผินกี่คน

สมมติเด็กมี 100 คน ถ้าอยู่เฉยๆ ไม่มีคนพูดอะไรเลย อาจจะมีคนสนใจวรรณคดีสัก 1 คน ซึ่ง 1 คนนั้น ต่อให้มันยาก ต่อให้มันน่าเบื่อ ยังไงเขาก็สนใจ แต่ถ้ามีใครสักคนมาทำให้ง่าย แล้วมีเด็กสนใจเพิ่มขึ้นมา 50 คน อย่างน้อยก็มีคนสนใจเพิ่มมา 50 คน ส่วนอีก 49 คนยังไงก็ไม่สนใจ ก็ปล่อยไป แล้วใน 50 คนที่หันมาสนใจ เดี๋ยวมันมีเอง คนที่จะเปลี่ยนไปเป็นแบบ 1 คนแรก แต่ถ้าคุณไม่เอามาทำให้ง่ายตั้งแต่แรกแล้วบอกว่า ทุกคนต้องก้าวข้ามกำแพงภาษาให้ได้ ทุกคนต้องหันมาสนใจด้วยตัวเองตั้งแต่แรก สุดท้ายใน 100 คนมันก็มีคนสนใจแค่คนเดียว

คุณเคยคิดไหมว่าอะไรคือสิ่งสำคัญของคนที่เป็น YouTuber

จรรยาบรรณ เรารู้สึกว่าคุณต้องรู้สึกว่าคุณเป็นสื่อ

คุณมองว่าตัวเองเป็นสื่อ

เรามองตัวเองเป็นสื่อ แต่หลายคนอาจจะมองว่านี่พื้นที่ส่วนตัว ฉันจะทำอะไรก็ได้ ซึ่งมันไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัวแล้วตั้งแต่คุณเอาลงอินเทอร์เน็ต เพราะมันก็มีคนตาม แค่ 1 คนมันก็คือคุณกำลังสื่อสารอะไรบางอย่างแล้ว แล้วบางคนคุณมีคนตามเป็นแสนเป็นล้าน คุณจะบอกว่าคุณไม่ใช่สื่อไม่ได้ คุณใหญ่กว่าสื่อบางช่องอีก สื่อบางช่องโพสต์อะไรบางอย่างออกไปคนเห็นพันคน คุณโพสต์คนเห็นล้านหนึ่ง คุณควรจะมีจรรยาบรรณมากกว่าเขาอีก

จรรยาบรรณในความหมายของคุณประกอบด้วยอะไร

เราว่ามันเป็นคอมมอนเซนส์ ก็แค่อย่าทำร้ายคนดู อย่าทำร้ายตัวเอง อย่าทำร้ายคนที่ทำงานด้วยกัน ซึ่งการไม่ทำร้ายกันมันก็ครอบคลุมทุกอย่างหมดแล้ว สมมติมีโฆษณาชิ้นหนึ่งเข้ามา คุณต้องคิดว่าถ้าพูดออกไปแล้วมันทำร้ายคนดูมั้ย ถ้ามันทำร้ายก็อย่ารับ เราว่ามันเป็นคอมมอนเซนส์มากๆ แต่บางครั้งคอมมอนเซนส์ก็โดนกลบด้วยอะไรหลายๆ อย่างในบางกรณี เช่น โดนกลบด้วยรายได้ที่มันมาก

สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกว่าสำคัญก็คือคุณต้องรู้ว่าทำอะไรเพราะอะไร คุณทำทั้งหมดนี้เพราะคุณชอบหรือคุณทำเพราะเงิน ถ้าทำเพราะอยากได้เงิน คุณก็ต้องอย่าลืมว่าคุณได้เงินเพราะว่าคนดูเขาดูคุณนะ คุณจะไปทำร้ายคนที่ทำให้คุณได้เงินเหรอ

มีฟีดแบ็กไหนจากคนดูบ้างไหมที่ทำให้คุณรู้สึกว่าสิ่งที่คุณทำส่งผลต่อคนดูจริงๆ ไม่ได้คิดไปเอง

เราชอบมากเวลาเด็กเดินเข้ามาคุยด้วย หรือว่าผู้ใหญ่ก็ตาม มันอาจจะไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง แต่มันจะมีหลายคนที่เดินเข้ามาบอกว่า หนูเคยเกลียดวิชานี้มากเลย ตอนนี้หนูได้เกรด 4 แล้วนะ หนูชอบมาก หนูมีความสุข หรือเป็นผู้ใหญ่เดินเข้ามาบอกว่า ตอนเรียนเขาเกลียดวิชานี้มากเลย ตอนนี้หันมาสนใจแล้ว ตอนนี้หันไปหามาอ่านเพิ่มแล้วนะ สำหรับเรามันมีคุณค่ามาก

ที่ผ่านมาคนอาจจะมองว่าเราทำเกี่ยวกับวรรณคดีอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วเราทำทั้งเรื่องประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ภาษา เทคโนโลยี และอีกหลายๆ เรื่อง แก่นทั้งหมดของสิ่งที่เราทำคือ เราชอบเล่าเรื่อง และเราเชื่อว่ามันมีความสนุกอยู่ในสาระ หลายคนมองว่าสาระมันน่าเบื่อ แต่เรามองว่ามันมีความสนุกซ่อนอยู่ข้างใน คุณแค่ต้องหามันให้เจอ ซึ่งถ้าคุณยังหามันไม่เจอ เดี๋ยววิวดึงออกมาให้เอง แล้วมันอาจจะทำให้คุณหันไปเปิดใจให้อย่างอื่นที่เหลือบ้าง

มีคนเยอะนะที่เคยเกลียดแล้วหันมาชอบแบบเรา จากที่เคยชอบอยู่คนเดียว วันนี้ดีใจจังเลย มีคนสนใจด้วยแล้ว

Point of View

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

แว่นใหญ่ หมายถึง แว่นสโนวบอร์ด ใช้สำหรับปิดบังใบหน้าผู้สวมใส่

ส่วนผู้สวมใส่ คือ โอ-โอฬาร ชูใจ ศิลปินที่เข้าวงการมาด้วยความตั้งใจจะไร้ตัวตน 

ชายตรงหน้าเราถอดแว่นสโนวบอร์ดไปนาน ยอมเผยใบหน้าให้ทุกคนได้รู้จัก ภายใต้ชื่อ แว่นใหญ่ ที่คงสายเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลง 

ถึงวันที่เราคุยกันอยู่ แว่นสีดำถูกสวมแทนที่ หลงคิดว่าเขายังอยากปกปิดแววตาเอาไว้ ทว่าโอเปิดเปลือยเรื่องราวชีวิตทั้งหมดให้ฟังโดยไม่อาย ตอบกลับทุกคำอย่างเรียบง่าย เป็นขั้นเป็นตอน ประหนึ่งคนที่ยอมรับและเข้าใจเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เป็นอีกเหตุผลว่าทำไมเราถึงอยากให้คุณได้อ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ 

หลังมีทางแยกให้เลือกเดิน โอกลับมาอีกครั้งในฐานะศิลปินเดี่ยว กับยอดวิวหลายร้อยล้านที่ไม่เพียงการันตีชื่อเสียง แต่แปลว่ามันช่วยฉุดคนที่กำลังท้อแท้ให้ยืนขึ้นใหม่มานับไม่ถ้วน

เคยมีคนสงสัยว่า หรือเป็นเพราะโอเรียนจิตวิทยา บทเพลงของเขาถึงได้เศร้าสาหัส ขณะเดียวกันก็ยังมีความหวังให้ฝันถึง 

เหมือนกับคำถามที่เรายื่นให้โอง่าย ๆ ว่า ทำไมในทุก ๆ ความเศร้า เขายังมองเห็นความสุขเสมอ โอตอบกลับมาทันควันว่า ในทุกความสุข เขาก็มองเห็นความเศร้าด้วยเช่นกัน เพราะมันประกอบสร้างขึ้นมาเป็นชีวิต

เราคุยกันตั้งแต่เรื่องเล่าสบาย ๆ ในตอนบ่ายที่แดดยังร้อนแรง ถึงฝนโปรยปรายเมื่อพูดถึงตะกอนในอดีต จนเสียงหัวเราะเริ่มดังกลบฟ้าคำราม และสนทนาถึงความตายพร้อมพายุร้ายในใจที่สงบลง

จากหนุ่มน้อยคนเดียวในบ้านที่คิดว่าตัวเองประหลาด ชายที่หวาดกลัวการเผชิญกับหญิงแปลกหน้า อินโทรเวิร์ตผู้ใช้กลางคืนไปกับการอ่านหนังสือ

โอกำลังจะมีอัลบั้มเป็นของตัวเองครั้งแรก 

หากโอบอกว่าเขาแต่งเพลงจากชีวิต อัลบั้ม LIFE TIME ที่แปลว่าช่วงชีวิต ก็คงเปรียบได้กับชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมดของเขา 

ก่อนไปจับจอง เขาขอให้คุณเพลา ๆ การโบยตีหัวใจตัวเองบ้าง เลิกแสวงหาหยิบยืมมือคนอื่น แต่จงลูบหัวตัวเองในวันที่อ่อนล้า

ส่วนเราขอให้ฟังเรื่องราวของโอ พร้อมเสียงฝนคลอในบางพื้นที่เสียก่อน แล้วคุณจะรู้ว่าทำไมอัลบั้มที่กำลังจะวางขาย ถึงไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง 

เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์เราดังก่อนลงมือเขียนไม่นาน เป็นข้อความขนาดไม่สั้นไม่ยาว แต่ก็ยาวที่สุดเท่าที่เราเคยได้รับจากช่างภาพคู่ใจ ว่านี่เป็นการนั่งฟังคนคุยกันเพียงชั่วโมงกับอีกครึ่ง แต่เปลี่ยนแปลงทัศนคติที่เขามีต่อชีวิตไปตลอดกาล 

วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย
วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย

หลายคนไม่ทราบว่าคุณเรียนจบคณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาจิตวิทยา บอกหน่อยว่าเป็นมายังไง

ต้องเท้าความก่อนเลยว่า เราเรียนตามที่เราสนใจ ตอนนั้นสนใจเกี่ยวกับดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ แล้วก็เรื่องจิตใจคน แต่เรียนดาราศาสตร์คงยาก เลยเรียนจิตวิทยา 

พอเราเข้าไปก็ตั้งคำถามว่าจะไปทำมาหากินอะไร คำตอบที่ได้จากรุ่นพี่ก็มึน ๆ งง ๆ เหมือนกัน เพราะว่าหลากหลายอาชีพมาก ทุกวันนี้รุ่นพี่ก็กระจัดกระจาย มีพระสงฆ์ นักการเมือง ส.ส. ตำรวจ ทหาร ทำงานบริษัท เป็นเจ้าของกิจการ ผมคิดว่าจิตวิทยาเป็นสกิลล์ที่ใช้ได้ในทุกอาชีพจริง ๆ เพราะต่อให้ทำอาชีพไหนก็เหมือนเรากำลังทำความเข้าใจตนเอง ทำความเข้าใจคนอื่น และเรื่องราวสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่ตลอด 

อะไรทำให้นักเรียนจิตวิทยากลายมาเป็นศิลปิน

ศิลปินเป็นความฝัน 

สมัยเรียนจิตวิทยา ใช้เวลาค่อนข้างเยอะไปกับการเล่นดนตรี ไปฟอร์มวงกับเพื่อนต่างมหาวิทยาลัย บางครั้งก็มีไปเรียนดนตรีเปิดหมวกบน BTS สมัยนั้นมันไม่มีที่ให้เล่น ยูทูบก็ไม่มีให้เราไปโชว์ เราก็เลยเป็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่มีความฝัน แต่เป็นความฝันที่อยู่ห่างไกล ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งเราจะได้มาเป็นนักร้อง

จริง ๆ ตั้งใจว่าจะไปเรียนต่อที่อเมริกาด้านศิลปะบำบัด ซึ่ง 20 ปีที่แล้วในเมืองไทยยังไม่มี เอาแค่ว่าเรียนจิตวิทยาคนก็ ฮะ อะไรนะ เรียนอะไร แต่พอไปจริง เรากลับลงเรียนเทคโนโลยี (หัวเราะ) 

ผมคิดว่ามันเป็นจังหวะชีวิตด้วย การเรียนศิลปะบำบัดที่นู่นเข้มข้นมาก ไม่ว่าสาขาใดก็ตาม ทั้งเรียนเยอะ สอบเยอะ เพื่อให้ได้มาซึ่งใบประกอบวิชาชีพ ต้องเรียนจิตวิทยาครึ่งหนึ่ง ศิลปะครึ่งหนึ่ง ก็เลยตัดสินใจว่าไม่เอาดีกว่า เพราะไม่รู้ว่าเราจะกลับไปทำอะไร 

การไปเรียนปริญญาโทที่อเมริกาส่งผลอะไรกับชีวิตคุณบ้าง

ผมค่อนข้างได้ภาษา ตอน ม.5 ก็มีไปเรียนแลกเปลี่ยนปีหนึ่ง อันนั้นได้ทั้งวัฒนธรรมและภาษา เราไปอยู่กับบ้านเขาเลย ไม่มีคนไทย ไม่มีเพื่อนไม่มีฝูง ตอนนั้นเราได้วิธีคิดกับความเข้าใจชีวิต ได้รู้จักตัวเองอีกแบบหนึ่ง เมื่อก่อนผมจะเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่พอไปเรียนกลับมาเรารู้สึกว่า ที่นู่นคนให้โอกาสมากกว่า เราก็เลยได้พูด ได้ทำกิจกรรมมากขึ้น 

ส่วนตอนไปเรียนปริญญาโท มันเป็นการสู้ชีวิต คือเราต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง ทำงานหาเงิน เรียนไปด้วย ทำหลาย ๆ อย่างที่เราไม่เคยทำตอนอยู่เมืองไทย สมมติรถที่บ้านเสียเราก็จะไปเข้าศูนย์ แต่อยู่ที่อเมริกาทุกอย่างแพง ดังนั้น สิ่งไหนที่เราพอจะเรียนรู้ได้ ก็จะลองทำมันเอง ซ่อมรถเองบ้าง ทำอาหารกินเอง

บางคนอาจมุ่งหน้าไปเรียนอย่างเดียว แต่ผมเหมือนไปเจอสังคม ไปข้ามขีดจำกัดบางอย่างของตัวเอง บางครั้งเราก็ภูมิใจนะ ตอนเราเปลี่ยนหม้อน้ำรถตัวเองได้ ยืนเปลี่ยนกันเองใต้อะพาร์ตเมนต์กับเพื่อน ลุยกันเอง อ่านกูเกิลบ้าง น่าจะทำประมาณบ่ายโมง เสร็จ 2 ทุ่ม (หัวเราะ) น้ำตาจะไหล เป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ผมคิดว่าเราคงไม่ได้มีโอกาสทำ ถ้าเราอยู่ที่เมืองไทย 

ยากไหม การเป็นอินโทรเวิร์ตพูดน้อย แต่ต้องไปอยู่ในสังคมที่ผู้คนต่างแสดงออกถึงความเป็นตัวเอง

สำหรับผม อินโทรเวิร์ตอยู่เมืองไทยยากกว่าอีก เพราะที่อเมริกาเราแสดงความคิดเห็นได้โดยไม่ต้องถูกตัดสิน เขาอยากให้เราพูด ให้เราคิด โดยที่ไม่ได้บอกว่าถูกหรือผิด และไม่ได้ถูกเพื่อนมองว่าประหลาด เขาชอบให้เกิดความแตกต่าง เพราะมีคนหลากหลายฐานะ เชื้อชาติ ศาสนา ในห้องเรียน ซึ่งแรก ๆ ผมจะไม่กล้า แต่พอรู้ว่าเราพูดได้นี่หว่า หลัง ๆ ก็พูดใหญ่เลย จนครูเริ่มรำคาญ (หัวเราะ) จากเป็นเด็กที่รู้สึกว่าถ้าพูดอะไรเสร่อ ๆ ไปเพื่อนจะโห่ ก็เริ่มกล้ามากขึ้น

นอกจากกล้าพูด คุณได้ความกล้าเรื่องอะไรอีก

ผมมีความกลัวบางอย่างที่เข้าไม่ถึง เป็นข้อจำกัดของเรา แล้ววิธีการแก้ที่ผมอ่าน คือเราต้องเผชิญหน้ามัน เรียนรู้ เมื่อไหร่ที่เราเผชิญหน้าและเข้าใจ ความกลัวนั้นจะเริ่มหายไป 

ความกลัวหนึ่งที่ผมไม่กล้าเลยจริง ๆ คือผมไม่กล้าคุยกับผู้หญิง (หัวเราะ) จำได้ว่าก่อนไปเรียนแลกเปลี่ยน ผมเจอผู้หญิงไม่ได้ สมมติว่าไปแคมป์แล้วนั่งข้าง ๆ กันก็ไม่กล้าพูด ผิดที่ผิดทางไปหมด เวลาไปไหนผมจะเกร็งมาก ชนโต๊ะชนตู้หมดเลยนะ แต่พอกลับมารู้สึกผ่อนคลายลง รู้สึกไม่เป็นไร เราไม่ได้ประหลาด 

วันหนึ่งผมก็เลยตัดสินใจว่า เราต้องเดินเข้าไปคุยกับรุ่นพี่ผู้หญิงคนนี้ให้ได้ ไม่ได้ไปจีบนะ แค่คิดว่าทำไมเราต้องกลัวขนาดนั้น 

ผมออกจากหอสมุด ก็เดินไปหาเขาเลย มันเป็นบทสนทนาที่แปลกประหลาดที่สุดในโลก นั่นคือ “ขอโทษนะครับ ผมมีปัญหากับตัวเอง ผมก็เลยต้องมาคุยกับคุณ” ซึ่งเขาก็ทำหน้างง ๆ แบบบ้าหรือเปล่า (หัวเราะ) คือผมไม่กล้าคุยด้วย แต่พยายามจะก้าวผ่านจุดนี้ของตัวเองให้ได้ เขาก็บอกเห็นมาตั้งหลายเดือนแล้ว (หัวเราะ) 

รู้ไหมว่าทำไมคุณถึงไม่กล้าคุยกับผู้หญิง

เราไม่ค่อยได้ตั้งคำถามหรอกว่าทำไม แต่พอมองย้อนกลับไป ก็จะเห็นว่าหลาย ๆ อย่างที่หล่อหลอมเป็นเราขึ้นมา เกิดจากวัยเด็ก เกิดจากสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ เกิดจากผู้คนและเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต แล้วเราก็มีโอกาสเปลี่ยนทิศทางพฤติกรรมของเราเองได้ ถ้าเข้าใจหรือตั้งคำถามกับมัน

ซึ่งผมมีพี่สาว 3 คน แน่นอนว่าเขาโตไวกว่าผม แล้วในช่วงวัยที่เด็กผู้หญิงมีความชัดเจนทางเพศ เราก็ชอบไปขอเล่นกับเขา แต่ช่วงเวลานั้นเขาแบ่งเพศแล้ว กลายเป็นว่าพอเราเข้าไป เขาก็จะปฏิเสธเราออกมา เราก็จะเสียใจว่าทำไมไปเล่นด้วยไม่ได้ จนมันเป็นความจำโดยไร้เงื่อนไขว่า การไปปฏิสัมพันธ์กับเพศหญิง โดยเฉพาะวัยไล่เลี่ยกันเป็นสิ่งที่ไม่ควร 

วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย
วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย

ตอนนั้นน้องโอฬารเป็นเด็กยังไง

เป็นลูกชายคนเล็กของบ้าน เอาจริง ถ้าไม่เรียนจิตวิทยาก็คงไม่รู้ว่าเรานิสัยยังไง เราอาจจะเอาแต่ใจตัวเองนะ แต่ก็เพราะเราเป็นลูกคนเล็กไง

ผมเป็นคนขี้สงสาร ชอบอุ้มแมวอุ้มหมากลับมาบ้านตั้งแต่เด็ก ๆ (หัวเราะ) กินข้าวก็ทำเป็นกินไม่หมด แล้วเอาไปให้หมาให้แมวกิน ตอนเช้า ๆ ไปโรงเรียนก็จะวุ่นวายอยู่กับสิ่งเหล่านี้นะ แล้วก็ค่อนข้างขี้น้อยใจ

ความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นยังไงบ้าง

โอเค ผมว่าเราได้เรียนรู้บทบาทต่าง ๆ ผ่านพ่อแม่ ได้ทำอะไรหลายอย่าง ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองขาด มีความสุขดีในวัยเด็ก แต่พอช่วงมัธยมเนี่ย เป็นจุดที่เราเริ่มผุดโผล่เรื่องคาแรกเตอร์มากขึ้น ในความแปลกประหลาดของตัวเอง การตั้งคำถามต่าง ๆ เรามาเรียนรู้ว่าวัยเด็กสำคัญมากกับพฤติกรรมเราในวันนี้ ทำไมเราถึงคิดแบบนี้ ทำไมเราถึงทำแบบนี้

อะไรคือความแปลกประหลาดที่คุณรู้สึก

วิธีคิดเราไม่เหมือนคนอื่น แต่ไม่มีโอกาสได้บอกใครเลย ไม่กล้าไปขัดความรู้สึกเขา แม้จะมีเสียงมากมายในหัวเรา ผมเริ่มพัฒนาตัวเองเป็นอินโทรเวิร์ต ชอบใช้เวลากลางคืนมาก เป็นเวลาที่โลกเป็นของเรา เอนจอยชีวิตเงียบ ๆ มากขึ้น คนที่เป็นเพื่อนสนิทเท่านั้นถึงจะได้รู้ว่าเราคิดอะไร

แล้วความชอบความสนใจเหมือนคนอื่นในตอนนั้นไหม

ก็มีเหมือนบ้าง ไม่เหมือนบ้าง บางคนสนใจกีฬา เราสนใจเรื่องอ่านหนังสือ ดนตรี ศิลปะ แล้วก็เอนจอยกับการเป็นอินโทรเวิร์ตมากขึ้นเรื่อย ๆ คุยกับเพื่อนที่อ่านหนังสือด้วยกัน แลกหนังสือกัน ซึ่งในยุคนั้นไม่มีโซเชียล แค่จะฟังเพลงสักเพลง เรายังต้องรอดูในรายการทีวี ไปยืนรอที่แผงเทปหรือเปิดอ่านในแมกกาซีน เพราะมันเป็นช่องทางเดียวที่เราจะได้ฟังเพลง 

คุณสนใจเรื่องดนตรีตั้งแต่เมื่อไหร่

ตั้งแต่เด็กเลยนะ แต่มาเล่นดนตรีจริง ๆ น่าจะ ป.6 – ม.1 ไปขอกีตาร์พัง ๆ ที่คอมันหักแล้วของคนรู้จัก เอามาต่อ พ่นสีใหม่ ต่อสายใหม่ เสียงมันแย่มาก เป็นกีตาร์ Made in Myanmar เลยนะ ตอนนี้ไม่มีแล้ว

เมื่อก่อนถ้าจะไปซ้อมดนตรีทำวงประกวด ยังต้องหลอกแม่ว่าไปซ้อมกีฬา เพราะกลัวว่าเขาจะกังวล จนประกวดกลับมาแล้วค่อยสารภาพ แม่ก็เลยรู้ตั้งแต่ตอนนั้นว่าเราตั้งใจมาก 

เราเข้าใจนะว่าแม่มองไม่ค่อยเห็นว่าอาชีพนี้จะเป็นยังไงในอนาคต เคยขอไปเรียนสายนี้เลยหรือขอไปเรียนพิเศษก็จะถูกคัดค้าน ผมต้องขวนขวายด้วยตัวเอง

ด้วยความคิดของพ่อแม่บวกกับความเป็นอินโทรเวิร์ตของตัวเอง ใช่เหตุผลที่เลือกเรียนจิตวิทยาไหม

พ่อแม่อยากให้เป็นวิศวะแหละ เพราะเขาทำงานสายนี้มาก็เห็นว่ามั่นคง แต่เราเลือกจิตวิทยาเพราะไปสะดุดอยู่กับความคิดว่าอยากเข้าใจมนุษย์ อยากรู้ว่าทำไมคนนี้เป็นแบบนี้ อยากเข้าใจตัวเอง มันคงเหมือน Superpower ที่คนอื่นเขาไม่มี เรารู้สึกว่ามันเจ๋งมากนะ แต่พอไปเรียนจริง เราก็ไม่ได้เข้าใจขนาดนั้นหรอก

กระบวนการเรียนรู้และทำความเข้าใจเรื่องราวของตัวเองมันยากรึเปล่า

ไม่ มันเป็นธรรมชาตินะ เหมือนเราค้นพบบางอย่าง เช่น ทำไมเราเลือกซื้อบ้านหลังนี้ อ๋อ มันเหมือนกับบ้านที่เราโตมาตอนเด็ก ๆ ถ้าเราพินิจพิเคราะห์มากพอ ลองย้อนกลับไปในวัยเด็ก จะเห็นแพตเทิร์นบางอย่างที่เรายกมันมาใช้ในชีวิตทุกวัน ถ้าอยากจะเปลี่ยน เราต้องรู้ก่อนว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ 

พอค้นเจอพฤติกรรมที่ไม่ชอบในตัวเอง คุณยอมรับได้เหรอ

ยอมรับได้ ถ้าไม่ยอมรับเราเองที่เป็นทุกข์ 

ใครก็ตามในชีวิต ถ้าเขาไม่ต้องการเปลี่ยน ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปพูด สำคัญคือเราไม่อยากยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เรากล้ำกลืนมันไว้ แบกมันไว้ตลอดจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้น ถ้าเราอยากจะหลุดพ้น เราต้องยอมรับหรือ Make peace กับมัน ต้องหาจุดลงเอยให้ได้

แล้วเราจะ Make peace กับปมในอดีตได้ยังไง

ในความเป็นจริงไม่ใช่ทุกอย่างที่เราอยากยอมรับอยู่แล้ว แต่บางคนแบกความเจ็บช้ำ ความโกรธ ความเกลียดไว้ เพราะรู้สึกว่าถูกต้อง มันจะต้องถูกเกลียด ถูกโกรธ ฉันถึงเป็นคนแบบนี้ 

ถ้าเราย้อนกลับไปยอมรับว่า สิ่งเหล่านั้นได้เกิดขึ้น แล้วก็ปลดปล่อยมัน ไม่ติดค้าง มันไม่ใช่การให้อภัยคนอื่นนะ จริง ๆ เราปลดปล่อยตัวเราเองด้วย จากเหตุการณ์ เรื่องราว ความรู้สึกเหล่านั้น ไม่ใช่การยอมรับเฉย ๆ แต่คือการยอมรับอย่างเข้าใจในแต่ละเรื่องราว 

คนที่ยังถือไว้ก็รู้นะว่าเจ็บปวด แต่ยิ่งเจ็บปวด ยิ่งต้องเรียนรู้ว่า มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะกอดรัดสิ่งเหล่านั้นไว้อีกต่อไป 

เตรียมคำถามมาว่า คุณก้าวข้ามความแปลกแยกของตัวเองได้ยังไง แต่คุณกลับยอมรับมัน แปลว่าถามแบบนั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม

ผมว่าเราไม่ได้ก้าวข้ามความเป็นตัวเองหรอก เราแค่รู้สึกเขินว่ะ แปลกว่ะ ประหลาดว่ะ แต่ว่าในความแปลกประหลาดนั้น เราก็จะบอกตัวเองว่าไม่เป็นไรหรอก เหมือนเรา… (เขาเว้นช่วงคิด) 

เวลาผมทำสิ่งต่าง ๆ มากมายในชีวิต กับคนอื่นร้อยแปดพันเก้า พยายามทุ่มเททำนู่นทำนี่ให้ออกมาอย่างที่มันควรจะเป็น กับคนอื่นเราบอกไม่เป็นไร อย่าคิดมาก แต่กับตัวเองมันไม่ค่อยมีโมเมนต์แบบนั้น 

จนวันหนึ่งไปนั่งย้อนดูรูปตัวเองตอนเด็ก ๆ ผมเห็นว่าไอ้น้องคนนี้มันน่าสงสาร เรายังไม่ได้เห็นใจเขาอย่างที่เราเห็นใจคนอื่นบ้างเลย เด็กคนนี้มันผ่านอะไรมาตั้งเยอะนะ แต่ทุกวันนี้เราก็ยัง So hard ไปเข้มงวดกับมัน ซึ่งในทุกความหวังดี ความเมตตาที่เรามีให้คนอื่น น้อยครั้งมากที่เราจะมีให้ตัวเอง เราลืมไปว่าคนนี้ก็ควรได้รับการปลอบประโลม ในขณะที่คำพูดดี ๆ เราพูดกับทุกคนบนโลก คนรัก ครอบครัว หรือว่าเพื่อนฝูง แม้กระทั่งคนแปลกหน้า 

ความคิดแบบนี้มันทำให้เราไม่ใจร้ายกับตัวเองมากเกินไป หลาย ๆ ครั้งที่เราเจอเหตุการณ์ร้าย ๆ หรือเสียใจ เราแบกทุกอย่างไว้ แต่ไม่เคยมาลูบหัวตัวเองเลยว่า “ไม่เป็นไรนะ สู้นะเว้ย มึงเก่งมาก”

ไอเดียที่ว่า เราควรลูบหัวตัวเอง มันเกิดขึ้นในช่วงไหนของชีวิต

ช่วงไม่นานมานี้ ไม่กี่ปีนี้เอง 

ถ้าเห็นตัวเองในปัจจุบัน เราก็คงไม่ได้รู้สึกว่าน่าเห็นใจอะไร แต่พอเราเห็นว่าเขาก็เคยเป็นเด็กเหมือนกัน เคยร้องไห้ เคยเสียใจ เราถึงนึกออกว่าคนนี้มันก็คือมนุษย์หนึ่งคนนะ

วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย
วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย

จากเด็กที่คิดว่าตัวเองแปลกประหลาด รู้สึกยังไงกับการเติบโตมามีอัลบั้มแรกเป็นของตัวเอง

รู้สึกว่ามาอยู่ตรงนี้ได้ไง (หัวเราะ) 

ต้องขอบคุณเด็กคนนี้ เพราะเขาเป็นคนที่อดทนกับความอะไรก็ได้ 

มองย้อนกลับไปสมัยที่เราเล่นดนตรี เราก็เล่นกับกีตาร์พัง ๆ โดยที่ไม่ได้รู้สึกว่ามีปัญหา ไปเล่นประกวดแล้ววงตกรอบตลอด เราก็ไม่รู้สึกอะไร หรือไปทำเพลงยื่นค่ายไม่มีใครสนใจ เราก็สนุก มันคือความสุข 

พอเวลาผ่านไปจนมาเป็นศิลปิน ผ่านเรื่องราว ผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ ถ้า ณ จุดใดจุดหนึ่งในชีวิตก่อนหน้านั้น เราตัดสินใจว่ามันไม่ใช่ความสุข เราคงไม่ได้มาอยู่ตรงนี้ 

มีน้อง ๆ หรือคนทั่วไปที่อยากเขียนเพลงมาถามว่า “พี่ เพลงร้อยล้านวิว ได้เงินเท่าไหร่” ผมก็ไม่เคยรู้นะ (หัวเราะ) แต่ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องรู้ไม่รู้ แต่ถ้าคุณอยากจะเขียนเพลง คุณต้องตั้งคำถามว่าทำยังไงถึงจะเขียนเพลงให้ได้ร้อยล้านวิว มากกว่าที่จะถามว่าได้เงินเท่าไหร่ เพราะถ้าเราตั้งคำถามแบบนี้ เราจะไม่เขียนเพลงแบบนี้ออกมาจนได้ ถ้าคุณมองว่าจะทำเงิน มันมีหลายอาชีพมากที่จะทำให้ได้ ในขณะที่ไม่ลำบากเท่านี้ ไม่โดนปฏิเสธแล้วปฏิเสธอีกเท่านี้ 

ผมรู้แค่ว่าแต่ละวันที่เราได้ทำคือความสุข ต้องขอบคุณสิ่งที่เด็กคนนั้นทำ ผมในปัจจุบันอาจจะไม่ได้อดทนหรือเอนจอยเท่าเขา ถ้าผมเจอเขาในวันนี้ ผมจะบอกว่า “เฮ้ย เหนื่อยเปล่าวะ (หัวเราะ)”

เราทุกคนรู้ว่าคุณร้องเพลงได้ เล่นดนตรีได้ แต่คุณมาแต่งเพลงได้ยังไง

จริง ๆ เคยเขียนเพลงสมัยวัยรุ่น แต่มันเป็นเพลงที่แย่ ซึ่งมองกลับไปก็ถูกแล้ว ถ้าทำสิ่งไหนก็ตามแล้วออกมาดีเลย มันไม่น่าใช่นะ คุณต้องเริ่มจากสิ่งที่ห่วยก่อน ต้องเขียนเพลงห่วย ๆ ก่อน ทุกอาชีพ ผมคิดว่านั่นแหละเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี 

ถ้าคุณทำออกมาห่วย คุณก็ต้องมั่นใจเลยว่ามันห่วย! (หัวเราะ) ซึ่งผมก็เป็น แล้วผมก็ยินดีที่ตัวเองไม่ได้หยุดแค่ตรงนั้น 

แต่เพราะความจำเป็นนะ เหมือนเราเรียนรู้ตอนไปอยู่เมืองนอกว่า เมื่อใดที่คุณบอกว่าคุณเปลี่ยนหม้อน้ำรถไม่เป็น แต่คุณต้องเปลี่ยนให้ได้ คุณก็จะเปลี่ยนได้ มาวันที่เราเป็นศิลปิน ตอนแรก ๆ เขียนออกมาก็ยังห่วยอยู่ แต่วันหนึ่งที่คุณบอกว่า คุณจำเป็นต้องเขียนให้ได้ ไม่งั้นคุณก็ต้องเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่น เพราะในสถานการณ์ของผมคือ ร้องเพลงก็ไม่ได้ดี หน้าตาก็ไม่ได้ดี หรือเป็นมือกีตาร์ก็อาจจะรอดอยู่นะ (เปรี้ยง!! เสียงฟ้าผ่าดังขึ้นมาเหมือนกลั่นแกล้ง พวกเราพากันหัวเราะครืน) 

ผมรู้สึกว่าไม่มีสิ่งไหนที่พอจะทำได้จริง ๆ การเขียนเพลงดูจะเป็นทางออกให้เราไปต่อในอาชีพนี้ได้ แล้วผมก็ลุย ฝึกเขียน จริง ๆ แอบเรียนรู้จาก พี่บอย โกสิยพงษ์ มาบ้าง ครูพักลักจำ แล้วก็ไปหาอ่านหนังสือเกี่ยวกับการแต่งเพลง เขียนไปเรื่อย ๆ จนมันเริ่มดูดี เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรากลับเข้ามาในเกม ในฐานะของนักแต่งเพลง จากเมื่อก่อนที่เป็นคนดีดกีตาร์ ยืนอยู่ข้างหลัง

พูดถึงเมื่อก่อน ทำไมแว่นใหญ่ต้องใส่แว่น

การใส่แว่นมันคือความผิดพลาดในชีวิต

สมัยก่อนผมไม่อยากออกกล้อง เพราะผมจะไม่กลับมาเมืองไทย ความตั้งใจของผมคืออยากให้มีภาพน้องสองคนนี้ออกไปให้คนเห็นว่าเขาเก่งนะ ผมไม่ได้อยากทำอะไรเลย ไม่ปรากฏตัว แล้วก็มั่นใจมากว่าตัวเองไม่เก่ง ถ้าเขารู้ชื่อก็คง โห นายโอฬารแม่งห่วยว่ะ แต่เขาไม่รู้ชื่อ เขาก็ด่าไม่ถูกตัว (หัวเราะ) 

จนวันที่น้อง ๆ มาบอกว่า “พี่ ออกมาหน่อยดิ ออกมาด้วยกัน” เผอิญมีแว่นตาสโนว์บอร์ดตั้งอยู่ตรงนั้น เราออกไปก็ได้แต่ขอใส่อันนี้ เลยกลายเป็นภาพจำ ซึ่งเราก็ไม่ได้บอกว่ามันไม่ดี แต่เรียกว่าความคึกคะนองแล้วกัน (หัวเราะ)

แรงบันดาลใจในการแต่งเพลงส่วนมากมาจากไหน

ก็เรื่องราวของตัวเอง เหตุการณ์ที่เรารู้สึก หรือความคิดบางอัน ซึ่งเวลาเขียนเพลงมันก็ไม่ได้จริงทั้งหมด มันมีหลากหลายที่มามากเลย 

บางเพลงก็เป็นแค่คอนเซ็ปต์ไอเดียว่า วันนี้เราอยู่ที่หัวหินนะ ฟังเสียงคลื่นแล้วมันไม่หยุดสักที มันเป็นลูป เราก็รู้สึกว่าความทรงจำของเราก็เหมือนลูป วนไปเวียนมา เลยทำดนตรีให้เป็นลูป ใช้ 4 คอร์ดวน ๆ ทั้งเพลง ตั้งชื่อมันว่า หัวหิน (Loop) 

อย่างเพลง บอกตัวเอง ก็จะเป็นคำพูดของแม่ที่พยายามปลอบเรา ซึ่งธรรมดาแต่มีพลังมากเลย คำว่า “เราต้องบอกตัวเองว่า เราจะต้องอยู่ให้ได้ เราจะต้องใช้ชีวิตที่เหลือต่อไป ถึงแม้รู้ว่าไม่มีวันไหนที่เราไม่คิดถึงเธอเลย” เป็นคำพูดที่รู้สึกว่า โห ในความสิ้นหวังมันก็เป็นความหวัง 

ในหลาย ๆ เพลงก็พยายามพูดถึงความจริงของมนุษย์ คือ ความเจ็บปวด ความทุกข์ แต่ไม่อยากให้รู้สึกว่าทุกข์จังเลย ไปตายกันเถอะ (หัวเราะ) เราอยากให้เห็นว่ามันเป็นความทุกข์ อย่างที่บอก ถ้าเรายอมรับมัน สวมกอดมันไว้ มันจะพาไปสู่จุดที่เราไม่ต้องหลอกตัวเอง 

ถ้าอยู่ในถ้ำก็อยากให้เห็นแสงสว่าง ประมาณนั้น

รู้ไหม มีคนเคยทำคอนเทนต์ที่วิเคราะห์จากงานวิจัยว่า ทำไมคนอกหักถึงชอบฟังเพลงของแว่นใหญ่

ผมเห็นแล้ว แล้วเขาก็สันนิษฐานว่าเพราะผมเรียนจิตวิทยารึเปล่า

ซึ่งเกี่ยวไหม

อาจจะเกี่ยว แต่ผมทำเป็นธรรมชาติมากเลย ถ้ามันใช่ก็อาจจะซึมซับอยู่ในตัวเรา จิตวิทยาที่เรียนมามันคือการมองมนุษย์อย่างเป็นมนุษย์ 

เราเชื่อเสมอว่าทัศนคติที่ดี วิธีการมองที่ดี ต่อให้แย่แค่ไหน มันก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ผมไม่แน่ใจว่ามันอยู่ในตัวเรา หรือว่าจิตวิทยาสอนเรามา

งั้นคำตอบจริง ๆ คืออะไร คุณคิดว่าทำไมคนอกหักถึงชอบฟังเพลงแว่นใหญ่

ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ผมมองดนตรีเหมือนอาหาร นอกจากจะทำอร่อยแล้ว ผมคิดว่าเขาต้องกินแล้วได้ประโยชน์ ได้สุขภาพที่ดี ถ้าเราคิดแค่เอาเงิน เอาชื่อเสียง ผมรู้สึกว่าผมเอาเปรียบ เราต้องตั้งคำถามว่า เขาจะได้อะไรจากเพลงนี้ โดยที่ไม่ได้ไปยัดเยียดด้วยนะว่าเขาจะต้องเห็นอะไร เชื่ออะไร หรือคิดยังไง 

ผมพยายามจะเป็นเพื่อนหนึ่งคนในยามที่เขาเศร้า แล้วไม่อยากให้มันแย่ไปกว่านั้น แต่มันจริงนะ หมายถึง เราไม่ได้จะมาบอกว่าเรื่องแย่ ๆ ไม่ได้เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นจริง แต่สำคัญว่าเราจะทำยังไงต่อ 

(ทำไมคนอกหักชอบฟังเพลงแว่นใหญ่ : โอพึมพัมกับตัวเอง) 

อาจจะเป็นเพราะว่าเราเขียนจากเรื่องจริงด้วยมั้ง คนที่รู้สึกแบบนั้นอยู่ก็จะรู้สึกว่า เนี่ยมันคือความคิดของเรา เพราะว่าผมก็เป็นผู้ประสบภัยเหมือนกับทุกคน บ้านผมก็น้ำท่วม (หัวเราะ) ผมก็หยิบยกความรู้สึกเหล่านั้นมาเล่า น้ำท่วม ยกของไม่ทัน แต่อะไรคือสิ่งดีที่เราจะทำได้ในเหตุการณ์นี้ ไม่อยากแค่บอกว่า “น้ำท่วมโว้ย ๆ (หัวเราะ)”

วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย
วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย

การที่คนฟังเพลงคุณแล้วร้องไห้ ถือเป็นความสำเร็จไหม

โห ถ้างั้นก็ต้องตั้งใจเขียนให้คนร้องไห้ มันอาจจะเป็นเครื่องหมายว่าเพลงนี้มีผลต่อความรู้สึกของเขา แต่บางเพลงคนฟังก็ไม่เก็ตเลยนะ แต่บางคนนี่ ฮือ (ทำเสียงร้องไห้) 

ความสำเร็จน่าจะมาจากการที่เพลงนั้นมีผลกระทบที่ดี กับความคิด ทัศนคติของเขา ถ้าเขากำลังอยู่ในจุดที่แย่ก็เหมือนพยุงเขาไว้ หรือถ้าเขาอยู่ในมุมที่ไม่ได้เห็นอะไรที่ควรจะเห็น เราก็ไปเปิดบางจุดให้เขาเห็น 

เช่น เพลง ลืมไป ผมว่าเป็นเพลงที่มีคนส่งข้อความมาเยอะมากว่า ทำให้เขาเลือกย้ายมาอยู่กับครอบครัว มาดูแลพ่อแม่ หรือกลับจากต่างประเทศมาเพราะเห็นว่าเวลาอาจจะเหลือน้อย คือผมไม่ได้คาดหวังขนาดนั้นด้วยซ้ำ ซึ่งผมดีใจนะที่ได้ทำให้สิ่งดี ๆ เกิดขึ้น ให้แต่ละคนเห็นคุณค่าของเวลาที่มีด้วยกัน

เห็นมีช่วงหนึ่งที่คุณป่วย แล้วคิดว่าถ้าวันนี้จะต้องตาย อยากปล่อยเพลงอะไร ทำไมถึงเลือกเพลงลืมไป

จริง ๆ เพลง ลืมไป ถูกเขียนก่อน แต่บางทีมีหลายเพลง ผมมักจะถามตัวเองว่า “ถ้าเราจะตาย เราจะปล่อยเพลงไหนก่อน” ก็เลยเอาเพลงที่มีสิ่งที่อยากบอกในช่วงเวลานั้น 

ผมคิดว่าในวัยนี้ทุกคนเป็น คือเดี๋ยวค่อยไปนี่กับแม่ เดี๋ยวค่อยพาครอบครัวไปวันนั้นวันนี้ ขอรอให้หมดช่วงยุ่ง ๆ เราทุกคนมองว่า ความสุขหรือความฝัน เป็นสิ่งที่ต้องสร้างและจัดวาง จนวันที่เราป่วย 

ผมป่วยแบบไม่รู้สาเหตุ มีรอบหนึ่งที่หัวใจเต้นช้า อยู่ ๆ หน้ามืดจะเป็นลม แล้วก็ไม่รู้ว่าทำไมเลยไปโรงพยาบาล หมอตรวจตอนแรกก็ไม่รู้ เราหัวใจเต้นแค่ 37 แล้วยังนั่งคุยกับคุณหมอชิลล์ ๆ อยู่เลย หมอบอกนี่คุณตายได้เลยนะ! เราก็ ฮะ ตายได้เลยหรอ หมอช่วยทำอะไรหน่อยสิครับ (หัวเราะ) 

เรารู้สึกว่าชีวิตมันอาจจะหยุดภายในวินาทีนี้เลยก็ได้นะ เหมือนเราถูกกระชากให้กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง เราทุกคนรู้ว่าต้องตาย แต่คุณคงไม่คิดว่าคุณจะตายตอนนี้ วันนี้ จนวันที่เราโดนเขย่า อย่าคิดว่าจะอยู่ไปถึงอายุ 60 – 70 นะ คุณอาจจะอยู่ไม่ถึง แล้วความตั้งใจเดิม ๆ มันเริ่มเปลี่ยนเลย เรียงใหม่เลยว่าทำอะไรได้ทำ ก่อนที่จะไม่ได้ทำ 

สิ่งที่มีค่าที่สุดของเราทุกคนก็คือ ตอนนี้เท่านั้น เพราะคุณไม่มีทางรู้ว่าถ้าไม่ใช่ตอนนี้แล้วจะมีตอนไหนอีก คุณไม่มีทางรู้ 

ผมเลยเขียนเพลง ลืมไป ชื่อเพลงภาษาอังกฤษผมเขียนว่า Blind คือ เราตาบอดตรงที่ไม่เคยเห็นสิ่งที่มีคุณค่าที่สุด ถ้าทำได้ทำเลย เราจะไม่รออีกแล้ว เพราะเราอาจจะไม่ได้โชคดีแบบนี้เสมอไป 

ชีวิตหลังจากล้มป่วยเป็นยังไงบ้าง

ไล่ทำสิ่งที่ตั้งใจ ไปบวช เพราะตอนแรกกะว่ารอให้หมดภาระ มีเงินเก็บ ดูแลทุกอย่างได้ แต่ตอนนั้นก็คือ ไม่ ต้องไปบวชเลย (หัวเราะ) 

อะไรที่ตั้งใจไว้แล้วไม่ได้ทำ ก็เออ ไปทำซะ เพราะอาจจะไม่ใช่แค่เรานะ คนเหล่านั้นก็อาจจะไม่อยู่ให้ทำด้วยแล้วก็ได้ 

ได้อะไรกลับมาจากการบวช 1 เดือน

ได้เรียนรู้ว่าการไปบวชมันก็ไม่ง่ายนะ แล้วเราในยูนิฟอร์มหนึ่งก็คิดแบบหนึ่ง เราในยูนิฟอร์มเดิมก็คิดแบบเดิม ดังนั้น มันเป็นเราในอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง 

ชอบไหม

มันก็มีจุดที่ชอบ แต่ผมจะตั้งคำถามว่าแล้วประโยชน์ของเราอยู่ตรงไหน การบวช 1 เดือนมันสั้นเกินกว่าจะเรียนรู้ถึงจุดที่เอามาแชร์ได้ ไปอยู่เมืองนอกเรายังใช้เวลาปรับตัว 3 เดือนเลย 

แต่ชอบ เอนจอยที่สุดคือการไปบิณฑบาต ผมบวชที่ระยอง ในเขาในป่า เช้า ๆ หมอกลง วิวดีมาก แล้วก็ได้เห็นชาวบ้านที่มาใส่บาตร เห็นความศรัทธาของเขา ชีวิตเรามีรายได้ที่น่าจะดีกว่าเขานะ เรายังไม่หาอาหารมาถวายใส่บาตรเลย ในขณะที่ชาวบ้านทำสิ่งนี้ทุกวัน 

แล้วก็มีครั้งหนึ่ง ผมโดนย้ายไปบิณฑบาตสายหนึ่ง จำได้ว่าสายนี้จะมีคนสติไม่สมประกอบ เขาก็ตะโกนโหวกเหวกเนอะ แล้วเขาก็แกว่งไม้ไปมา ยิ่งเห็นผมมาใหม่ก็มาประกบข้างเลย ผมก็เกร็งคอแบบว่า เอาวะ ถ้าโดนก็เกร็งคอไว้รอแล้ว จนเดินไปรับบาตรบ้านหลังสุดท้ายถึงพบความจริงว่า เขาเป็นลูกของโยมที่อยู่บ้านลึกสุด ซึ่งภารกิจของเขาคือการเดินมารับพระทุกวัน และเขาถือไม้เพื่อไล่หมาไม่ให้มากวนพระ

เรารู้สึกว่าเป็นพระ ทำไมความคิดถึงแย่ขนาดนี้ ได้เห็นตัวเองในมุมที่ตัดสินคนอื่น เหมือนเขามาให้ธรรมะ ให้ปัญญาเราแล้วกัน

โอฬาร ชูใจ ศิลปินผู้โอบกอดอดีตตัวเอง แต่งเพลงเหมือนอาหาร และเชื่อว่าความสุขเศร้ารวมกันเป็นชีวิต
โอฬาร ชูใจ ศิลปินผู้โอบกอดอดีตตัวเอง แต่งเพลงเหมือนอาหาร และเชื่อว่าความสุขเศร้ารวมกันเป็นชีวิต

ในวัยเลข 4 นอกจากเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ คุณครุ่นคิดถึงอะไรอีกไหม

ผมครุ่นคิดเรื่องความตาย 

พออยู่ตรงนี้มานาน เราว่าทุกอย่างมันเป็นวัฏจักร แม้ในอาชีพของเราเอง ผมยังเห็นการรุ่งเรือง แล้วก็ถดถอย แล้วก็กลับมา มันก็วนไปวนมา จนเราเฉย ๆ กับมัน แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่ยินดี

ด้วยความที่ผมไม่ใช่คนที่วิ่งหาชื่อเสียงหรือวิ่งหาแสง นานวันเรายิ่งรู้สึกเหนื่อยล้า ซึ่งทุกวันนี้โลกมันเป็นอย่างนั้น ต้องสร้างคอนเทนต์ ต้องสร้างกระแส เพื่อให้มันหล่อเลี้ยงตัวเรา แต่บางครั้งมันก็ทำลายความเป็นศิลปินหรือตัวตนของศิลปินเหมือนกัน 

เริ่มคิดว่าเราจะทำสิ่งนี้ไปอีกแค่ไหน เราอาจจะยังเล่นอยู่ แต่สุดท้ายคุณก็จะเป็นคนแก่ ๆ หนึ่งคนที่ไม่มีใครจำได้ ไม่ว่าคุณจะอาชีพอะไร ยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม มันแค่อีกนานแค่ไหนมากกว่า ซึ่งเรารู้ข้อนี้ดี 

แต่ผมไม่อยากเป็นคนที่พยายาม ๆ ไปเรื่อย ๆ เพื่อที่จะได้อยู่ตรงนั้น เราอยากกำหนดทุกอย่างด้วยตัวเองมากกว่าว่า เราจะทำสิ่งนี้ถึงเมื่อไหร่ ยังไง ตอนไหน มันอยู่กับคำถามแบบนี้มากขึ้น ทุกวันนี้ยังมีความสุขทุกครั้งที่ได้เล่นดนตรี แต่เพราะเป็นวัยนี้ของเราด้วยมั้ง 

ความตายแง่มุมไหนที่คุณครุ่นคิด

คิดว่ามันใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เราก็พยายามจะรักษาคอนเซ็ปต์เดิมคือ ทำอะไรได้ก็ทำไปก่อน เพราะต่อให้มีแพลนรีไทร์ตอนอายุเท่าไหร่ ก็อาจจะอยู่ไม่ทันได้รีไทร์ก็ได้ 

เวลาผมพูดเรื่องความตาย คนส่วนมากจะไม่ค่อยชอบ ไม่อยากให้พูด ผมเข้าใจนะว่ามันดูหดหู่ แต่เรารู้สึกว่าการวางแผนมันดี เตรียมล่วงหน้า อยู่กับความจริงที่ว่า ถ้าคุณไม่มีชีวิตถึงตรงนั้น แล้วคุณจะทำยังไง 

ซึ่งมันก็ไม่ง่ายนะ เพราะบางทีเราคิดว่า เดี๋ยวแก่แล้วเราต้องแพลนเก็บเงิน แต่ว่า เฮ้ย ถ้าอยู่ ๆ ตายก็จะไม่ได้ใช้เงินเลยนะ อะไรก็เกิดขึ้นได้ในโลกยุคนี้ ไม่มีใครรู้ แต่ผมก็ยังเป็นคนที่คิดอะไรฟุ้ง ๆ เพ้อเจ้อเหมือนเดิม (หัวเราะ)

มีหลายคนพูดว่า รอดชีวิตมาได้เพราะเพลงของแว่นใหญ่ แล้วมีเพลงไหนไหมที่ช่วยให้แว่นใหญ่รอดชีวิต

ไม่มี (หัวเราะ) ไม่รู้สิ ผมนึกไม่ออก

แต่ว่าเอางี้ดีกว่า เป็นเพลงที่ผมกำลังทำร่วมกับโปรเจกต์หนึ่ง คือทำเพลงให้ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งโรคนี้อาการจะมีแต่ทรุดลง ๆ 

สำหรับผม ถ้ามองความตาย เราอาจจะคิดว่าเรายังอยู่ แต่กับผู้ป่วย เขาอาจจะอยู่กับคำถามว่าพรุ่งนี้เราจะเป็นยังไง อาจจะตื่นมาแย่กว่าเดิม หรืออาจจะไม่ตื่นมาเลยก็ได้ 

ในเพลงผมบอกว่า ถ้าพรุ่งนี้ไม่อยู่ที่นี่แล้ว คงบอกคนที่รักว่าขอบคุณที่ทำให้ชีวิตนี้ไม่ว่างเปล่าอีกต่อไป 

ทำไมในทุก ๆ ความเศร้า คุณกลับมองเห็นความสุขซ่อนอยู่ในนั้นเสมอ

ใช่ แต่ในความสุข ผมก็เห็นความเศร้านะ 

จะพูดยังไงดี คำพูดแบบไหนที่จะเอามาอธิบายความรู้สึกตรงนี้ได้ เหมือนถ้าเราอกหัก แน่นอนว่าเราเสียใจ แต่เราก็ยินดีที่มันเคยเกิดขึ้น แล้วก็เจ๋งตรงที่อย่างน้อยเราได้อกหัก ได้รักใครสักคน 

เออ ทุกเพลงมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ เหมือนเพลง เป็นทุกอย่าง ได้อยู่ตรงนี้ก็ดีแค่ไหน คือถึงแม้ไม่ได้เป็นคนสำคัญก็ดีกว่าไม่ได้เป็นอะไรเลย 

ข้อเสียคือผมมักจะมองช่วงเวลาดี ๆ เป็นความเศร้า เวลาที่เราเอนจอยมาก ๆ รู้สึกว่าคงไม่ได้เห็นภาพแบบนี้อีกแล้ว เรารู้ว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก รู้ว่าเราทำได้แค่นี้จริง ๆ มันจะเกิดขึ้นแค่นี้ตรงนี้เท่านั้น มันน่าเศร้า แต่ก็ยินดีนะ นี่คือชีวิตสำหรับผม 

ทุกอย่างคือความสุขความเศร้าที่รวมกันเป็นก้อนเดียว โดยที่เราทำอะไรมันไม่ได้ ปฏิเสธไม่ได้ ได้แต่ยอมรับว่ามันเป็นอย่างนี้แหละ 

แล้วพอความสุขเศร้าในแต่ละเพลงมารวมกัน อัลบั้มแรกในชีวิตคุณจะออกมาเป็นยังไง

ตอนแรกคิดว่าจะชื่ออัลบั้มอะไร สุดท้ายจบที่ LIFE TIME คือชีวิตและเวลา แล้วมันก็หมายถึงช่วงชีวิตได้ด้วย ในความรู้สึกผม ทุกอย่างเกี่ยวข้องกันหมดเลย 

ทุกเพลงของผมจะวนเวียนอยู่กับสิ่งเหล่านี้ กับความจริงในชีวิต กับเวลาที่มี กับความทุกข์ 

(โอโชว์หน้าปกอัลบั้มที่มีตัวเขา กับเงาสะท้อนด้านหลังในกล่องสี่เหลี่ยม)

ผมว่าแสงเงามันมีผลกับเวลา 

แสงเป็นตัวกำหนดความเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ทุกวินาทีจะเกิดเงาซึ่งเป็นความทรงจำของเรา แต่เราไขว่คว้าเอามาไม่ได้

ที่ร้องว่า เราเดินทางผ่านวันเวลา คือเราเดินทางอยู่จริง ๆ บนจักรวาลนี้ เคลื่อนที่ไปในอวกาศ เราหยุดเวลาไม่ได้ เราเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่ได้เลย ข้อเท็จจริงที่เราจะต้องจากกัน โมเมนต์นี้ของเราจะเกิดแค่ตอนนี้เท่านั้น ที่เหลือก็จะเป็นเงาที่ให้เราเก็บไว้ในหัว ซึ่งมันจะไม่กลับมาอีกแล้ว 

เราเป็นมนุษย์ที่มองว่าความสุขความเศร้าต่อกรกับความจริงไม่ได้ เราเป็นผู้ประสบภัยทางเวลาร่วมกัน ต่อให้มันเศร้า แต่ก็ดีใจที่ได้มาอยู่ตรงนี้

ในฐานะที่เป็นเจ้าพ่อเพลงเศร้า ถามหน่อยว่าคุณมีความสุขกับอะไรง่าย ๆ บ้าง

มีของวิเศษคู่บ้านคู่เมืองอย่างหนึ่งก็คือ แมว ทำให้เอนจอย แต่เหมือนเขาน่าสงสารนะ เพราะว่าเราจะมีกระแสแห่งความรู้สึกอะไรไม่รู้อบอวลอยู่ในใจ พอหันไปเจอเขาก็จะ (ทำท่าฟัดแมว) แมวก็ต้องรับความรู้สึกเหล่านี้ไป (หัวเราะ) 

ไม่ว่าโลกนี้จะโหดร้ายแค่ไหน แมวทำให้รู้สึกว่าชีวิตมันไม่ได้แย่เกินไป 

ถ้าพระเจ้าสร้างโลกจริง ก็ขอบคุณมากครับที่สร้างแมว 

โอฬาร ชูใจ ศิลปินผู้โอบกอดอดีตตัวเอง แต่งเพลงเหมือนอาหาร และเชื่อว่าความสุขเศร้ารวมกันเป็นชีวิต

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load