ย้อนกลับไปเมื่อปีก่อน วิว-ชนัญญา เตชจักรเสมา ยังทำงานประจำในตำแหน่ง Social Media Editor ที่ The Cloud

หลังจากร่วมงานกันได้สักระยะ เธอตัดสินใจลาออกเพื่อไปทำสิ่งที่เธอสนใจเต็มตัว

นอกจากบทบาทนักเขียนเจ้าของผลงาน วรรณคดีไทยไดเจสต์ ที่เอาเรื่องวรรณคดีมาเขียนเล่าอย่างสนุกสนานลืมเบื่อ มาวันนี้ เราสามารถพูดได้เต็มปากว่าเธอคือหนึ่งใน YouTuber คนสำคัญของประเทศไทย

ยุคนี้ในโลกออนไลน์เขาวัดกันที่ตัวเลขใช่ไหม ช่อง Point of View ซึ่งเริ่มต้นราว 7 ปีก่อนมียอดคน Subscribe ทะลุครึ่งล้านมาแล้วเรียบร้อย ยอดวิวแต่ละคลิปของเธอก็มิใช่น้อยๆ หลายคลิปแตะหลักแสน บางคลิปแตะหลักล้าน

หรือใครบางคนอาจเถียงว่า ดูตัวเลขอย่างเดียวไม่ได้หรอก ของแบบนี้ต้องวัดกันที่คุณภาพ หากใครติดตามวิดีโอแต่ละคลิปที่เธอผลิตด้วยตัวคนเดียว ย่อมสัมผัสได้ถึงความหนักแน่นของข้อมูลที่ค้นคว้ามาเป็นอย่างดี ก่อนจะเอามาย่อยแล้วเล่าจนเรื่องราวที่หลายคนเข็ดขยาดกลับกลายเป็นน่าสนุกชวนติดตาม

ช่องเล็กๆ ที่ตั้งใจจะสร้างขึ้นมาเล่าเกี่ยวกับวรรณกรรม วรรณคดี นิทานพื้นบ้าน ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมนานาชาติ แต่อาจจะลำเอียงไปเน้นไทยเป็นหลัก-เธอเขียนกำกับสิ่งที่ทำเอาไว้ว่าอย่างนั้น

ล่าสุดเธอเพิ่งคว้ารางวัล Popular Vote ใน งาน Thailand Best Blog Awards 2018 ซึ่งสำหรับผม สิ่งที่น่าสนใจคืออะไรทำให้ช่องที่เน้นให้สาระความรู้ หาใช่คลิปตลกโปกฮาหรือข่าวบันเทิง มีผู้สนใจติดตามมากมายขนาดนี้

เรานัดพบกันก่อนวันที่เธอจะขึ้นรับรางวัล 1 วันเพื่อพูดคุยถึงวิธีคิดและชีวิตของ YouTuber ซึ่งยังถือเป็นอาชีพที่ข้อมูลค่อนข้างน้อย คนนอกหลายคนยังไม่เข้าใจ นึกภาพไม่ออก

“คำถามมันเยอะเวลาเราไปไหนก็ตาม” หญิงสาวว่าอย่างนั้นเมื่อผมชวนคุยถึงสิ่งที่เธอทำ

ส่วนคำตอบของคำถามเป็นอย่างไร เชิญอ่านบรรทัดถัดไปโดยไม่ต้องรอกดข้ามโฆษณาหลัง 5 วินาทีแต่อย่างใด

Point of View

ทุกวันนี้เวลากรอกข้อมูลในเอกสาร คุณกรอกช่องอาชีพว่าอะไร

Writer เพราะเรามีพาร์ตที่เป็นนักเขียนด้วย

ความจริงเรานิยามตัวเองว่าเป็น Content Creator ไม่ใช่แค่ YouTuber เพราะว่าเราไม่ได้สื่อสารอยู่ในช่องทางเดียว เราก็มีเพจ มีทวิตเตอร์ มีหนังสือ แต่ที่เรากรอกว่า Writer เพราะเราเลือกอาชีพที่คนเข้าใจที่สุดก่อน

แสดงว่าคุณก็รู้ว่าคนยังไม่ค่อยเข้าใจอาชีพที่คุณทำ

คนอาจจะเข้าใจ แต่คำถามมันเยอะ เวลาเราไปไหนก็ตาม สมมติเราพูดว่าเราเป็น YouTuber ไม่ว่าจะเป็นในไทยและต่างประเทศ ทุกคนจะถามคำแรกว่า มันได้เงินเหรอ ได้เงินจากอะไร ได้ข่าวว่ารวย รวยจริงมั้ย

ล่าสุดเราเพิ่งไปเรียนที่อังกฤษมาเกือบเดือน ไปถึงวันแรกเขาให้แนะนำตัวว่าคุณเป็นใครมาจากไหน ทำอาชีพอะไร พอเราหลุดคำว่า YouTuber ออกไป ครูบอกว่าหยุดก่อน ขอถามอีนี่ก่อน แล้วเขาก็ถามว่า คุณทำยังไง ได้เงินจริงเหรอ ได้เงินจากอะไร ซึ่งทุกคนถามแบบนี้ คนที่เป็น YouTuber ทุกคนจะชินกับคำถามนี้ แต่ถ้าเป็นอาชีพอื่น ลองนึกภาพว่าเดินไปแล้วคุณโดนถามว่าทำอาชีพอะไร ได้เงินจากอะไร รายได้คุณเท่าไหร่ มันไม่สุภาพหรือเปล่า แต่พอเป็น YouTuber ทุกคนถามเป็นเรื่องปกติ ไปบรรยายตามโรงเรียน คนยกมือถาม พี่ได้เงินเดือนเท่าไหร่

เพราะมันเป็นงานที่ใหม่ คนไม่ค่อยรู้ข้อมูลหรือเปล่า

เราว่ามันมี 2 อย่าง อย่างแรกคือ คนมองว่างานนี้ไม่น่าจะได้เงิน คนมองว่าเล่นอินเทอร์เน็ตอยู่บ้าน ไม่น่าจะมีรายได้ กับอีกแบบคือ ภาพที่สื่อออกไปบางคนเขาเห็น YouTuber ที่ใช้เงินเยอะๆ แล้วเขาคิดว่ามันต้องรวยแน่ๆ เลย อาชีพนี้ฉันอยากทำบ้าง คงนั่งอยู่บ้านคลิกๆ แล้วก็ได้เงิน เหมือนการขุดทอง ซึ่งคนไม่เข้าใจว่าเบื้องหลังก่อนที่จะได้เงินมันไม่ใช่แค่คุณเซลฟี่ไปลงแล้วคุณก็ได้เงิน

แล้วอันที่จริง YouTuber แค่นั่งอยู่บ้านคลิกๆ แล้วก็ได้เงินจริงไหม

ย้อนกลับไปที่อังกฤษ เพื่อนร่วมคลาสเราเป็นเด็กหมดเลย อายุประมาณ 17 – 18 กำลังเป็นช่วงที่อยากเป็นอะไรบางอย่าง ทุกคนตอนเห็นเราเป็น YouTuber ทุกคนบอกว่า ยูคูล ยูเจ๋งมาก ยูได้มาเที่ยวอังกฤษฟรีเดือนหนึ่ง คือทริปนั้นมีสปอนเซอร์จ้างเราไป ทุกคนก็จะบอกว่า นี่ฉันต้องจ่ายเงินมาตั้งแพง แต่เธอได้มานั่งอยู่ที่เดียวกับฉันฟรีๆ อยากเป็น YouTuber บ้าง แต่หลังจบ 1 เดือนนั้นที่อยู่ด้วยกัน ทุกคนบอกว่าไม่มีใครอยากเป็นแล้ว

พอจบ 1 เดือนไม่มีใครอยากเป็นแบบเราเลย เพราะสิ่งที่ทุกคนเห็นคือ ในขณะที่กลางวันทุกคนไปเรียน เลิกเรียนทุกคนไปเที่ยว แล้วก็กลับบ้าน ทำการบ้าน นอน ตื่นเช้ามาเรียนอย่างสดชื่น ส่วนเราเลิกเรียนก็ได้ไปเที่ยว แต่ระหว่างไปเที่ยวเราต้องถ่ายตลอดเวลา ต้องพูดกับกล้อง ต้องคิด ต้องหาข้อมูล แล้วก็เอามาพูด เวลาที่ทุกคนกลับบ้าน พักจากการไปเที่ยว เราต้องมานั่งตัดวิดีโอ

แสดงว่าความจริง YouTuber เป็นงานที่หนัก

เราไม่เคยเจอ YouTuber ที่เป็น Full-time คนไหนที่บอกว่า ชีวิตฉันว่าง สบาย เราไม่เคยเจอ

เราเคยไปงานซัมมิตของ YouTube ต่อให้เป็น YouTuber เมืองนอก ทุกคนที่นั่งร่วมโต๊ะกันก็ล้วนแล้วแต่ขอบตาคล้ำ แล้วตอนก่อนเที่ยงทุกคนจะเอ๋อๆ เพราะกลางวันทุกคนต้องทำกิจกรรมร่วมกัน พอกลางคืนทุกคนก็ต้องกลับไปตัดคลิปของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นคลิปเก่าหรือคลิปใหม่ แล้วเช้าก็จะตื่นมาในสภาพที่ไม่ไหวแล้ว

ที่เป็นแบบนี้เพราะว่าสิ่งหนึ่งที่ YouTuber มีต่างจากการทำงานบริษัทคือบริษัทมันมีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ แต่โลกอินเทอร์เน็ตไม่มีวันหยุด โลกอินเทอร์เน็ตเคลื่อนไปทุกวัน 1 นาทีนี้เกิดอะไรขึ้นบ้างในโลกออนไลน์ มีคนมาคอมเมนต์เราทุกวินาที ตลอด 24 ชั่วโมง เราหยุดไม่ได้

เราก็ไม่ต้องตามติดสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลาไม่ได้เหรอ

แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าคอมเมนต์ไหนมันจะกระทบกับชีวิตเรา มันอาจจะเกิดดราม่าขึ้นมาตอนกลางคืนแต่เราเพิ่งมาเห็นตอน 10 โมงเช้า ซึ่งตอนนั้นมันก็แก้ไขอะไรไม่ทัน แล้วคุณจะทำยังไง หรือว่ามีประเด็นที่เกี่ยวกับเราเกิดขึ้น เราก็ต้องคิดว่าเราจะทำคอนเทนต์มั้ย

ถ้าเป็นบริษัทเราอาจจะลาพักร้อน 1 เดือนได้ แต่โลกอินเทอร์เน็ตถ้าคุณลาพักร้อน 1 เดือนคุณจะโดนทุกอย่างกดให้คุณหายไปจากโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นการที่คนดูลืม หรือแม้กระทั่งพวกอัลกอริทึม การที่คุณไม่ลงคลิปวิดีโอหรือไม่ลงโพสต์ในเฟซบุ๊ก อัลกอริทึมก็จะรู้สึกว่าเพจของคุณไม่แอ็กทีฟแล้ว เขาก็ไม่ดึงคอนเทนต์ของคุณขึ้นมาให้คนดู

Point of View Point of View

การถูกลืมเป็นเรื่องที่น่ากลัวไหมสำหรับคนที่อยู่ในโลกออนไลน์

น่ากลัวถ้ายังอยากทำอาชีพนี้อยู่ แต่ถ้าคุณคิดว่า โอเค พอ เลิก การถูกลืมอาจจะเป็นความดีใจด้วยซ้ำว่า ลืมๆ ไปเถอะว่าฉันทำอะไรเอาไว้ แต่ถ้าสมมติยังอยากทำอาชีพนี้อยู่ ยังต้องหากินกับสิ่งนี้ การถูกลืมแปลว่าอะไร

การถูกลืมแปลว่าคนไม่ดู คนไม่ดูคืออะไร รายได้ไม่เข้า แล้วคุณจะทำอาชีพนี้ยังไง สุดท้ายมันอยู่ที่เรามองว่าสิ่งที่เราทำเป็นอาชีพหรือเราแค่กำลังทำเพื่อความสนุก

แล้วคุณมองมันยังไง

ถ้านับจริงๆ ทุกวันนี้มันคืออาชีพ ซึ่งพอเป็นอาชีพมันก็มีอะไรที่แลกมา

คุณแลกมาด้วยอะไร

หลักๆ ก็คือรู้สึกว่าเสียเวลาไปเยอะ เสียโอกาสที่จะทำอะไรหลายๆ อย่างไปเยอะ แต่สิ่งที่ได้กลับมามันก็เยอะกว่าเยอะ

มันก็มีคนที่ไม่ได้ชอบจริงๆ ที่รู้สึกว่าฉันเสียนั่นเสียนี่ เสียโอกาสนั้นโอกาสนี้ไป แต่ด้วยตัวเราเป็นคนขี้เบื่อ เราไม่ชอบทำอะไรอย่างเดียวนานๆ ซึ่งอาชีพนี้มันก็เป็นอาชีพที่ทำให้เราได้ลองอะไรหลายๆ อย่าง มันจะมีอาชีพไหนที่อยู่ดีๆ คุณก็โดนส่งไปอยู่ต่างประเทศเดือนหนึ่ง หรืออยู่ดีๆ ก็โดนส่งไปประเทศแปลกๆ ที่ชีวิตนี้ไม่เคยคิดจะเหยียบไป

แล้วพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่เข้าใจงานที่คุณทำไหม งานที่ไม่ต้องไปออฟฟิศ นั่งเล่นอินเทอร์เน็ตทั้งวัน

พ่อแม่เราเข้าใจ เพราะจริงๆ เราทำงานเป็นฟรีแลนซ์มาตั้งแต่เรียนปี 1 เริ่มจากทำงานเป็นพิสูจน์อักษร รับเขียน รับนั่นรับนี่ เขาก็เห็นอยู่แล้วว่าการที่เรานั่งเคาะๆ อะไรบางอย่างหน้าคอมพิวเตอร์อยู่บ้านเราได้เงินนะ เขาก็แค่เป็นห่วงว่าเราจะหาอะไรที่มั่นคงทำมั้ย บางทีมีบริษัทเปิดรับเขาก็จะมาถามว่าสนใจไหม แต่ความโชคดีคือที่บ้านเราไม่ได้เดือดร้อนเรื่องการเงิน เขาก็เลยบอกว่า ถ้าชอบก็ลุยไปให้สุด ลองไปให้พอ ส่วนผู้ใหญ่รอบๆ ตัวก็จะมีคนตั้งคำถามก่อนที่เราจะมาถึงจุดนี้ว่า ลูกทำอะไร แต่พอเรามีหนังสือออกมาเป็นเล่มเขาก็ไม่ค่อยถามอะไรเยอะ

ทั้งที่ชีวิตก็มีงานอื่นที่มั่นคงเป็นตัวเลือก ทำไมคุณกลับเลือกทำงานที่คนรอบตัวก็ยังไม่เข้าใจ

จริงๆ เราไม่เคยคิดว่าจะมาเป็น YouTuber หรือว่ามาเป็น Content Creator เราคิดแค่ว่าเราจะเป็นนักเขียน

อย่างที่บอก เราเป็นคนขี้เบื่อ ก่อนหน้านี้เราเคยทำงานประจำประมาณ 3 งาน เป็นงานที่ดีทั้งหมด เป็น Dream Job ว่าอย่างนั้น เพื่อนอิจฉาบอกว่าฉันอยากเข้าไปอยู่จุดนั้นบ้าง งานมันเจ๋งมาก สนุกมาก แต่ทุกครั้งที่เราเข้าไปนั่งทำเราจะรู้สึกว่าฉันมานั่งทำอะไรที่นี่ คือมันก็มีความสนุกของมัน แต่พอทำซ้ำๆ กันเราจะรู้สึกว่าไม่เอาแล้ว ไม่ชอบ เบื่อ ไม่ชอบนั่งออฟฟิศ ไม่ชอบนั่งโต๊ะ ไม่เข้าได้มั้ย

แล้วก็มีสิ่งหนึ่งที่เราเป็นประจำเลยก็คือ เราเป็นคนทำงานไม่เป็นเวลา บางทีไอเดียเรามาตอนตี 3 เราก็ลุกขึ้นมาทำมันตอนตี 3 แล้วเราก็จะรู้สึกว่าฉันทำงานตอนนี้ไปแล้วตั้ง 3 – 4 ชั่วโมง แล้วทำไมฉันต้องตื่นเช้ามาโชว์ตัวที่บริษัทตอน 10 โมงอีก ในเมื่อทำไปแล้ว แล้วตลอดวันก็ไม่มีอะไรให้ทำ เพราะงานเสร็จแล้ว เรารู้สึกว่าการที่เอาตัวเองมานั่งในโต๊ะตรงนี้มันเสียเวลา รู้สึกว่าตัวเองมี Potential ที่จะใช้เวลาตอนนี้ทำอย่างอื่น หรือเอาไปนอนก็ยังดี

Point of View

ปัญหานี้เป็นปัญหาร่วมของคนรุ่นคุณหรือเปล่า

เรารู้สึกว่าเพื่อนเราหลายคนรู้สึกเหมือนกัน แต่เรารู้สึกเยอะเป็นพิเศษ เพราะเราเป็นคนทำงานเร็วมาก เป็นคนคิดออกแล้วทำเลย คิดออกตอนตี 3 แล้วจะไปรอ 10 โมงเช้าทำไม ก็ลุกขึ้นมาเขียนเลย ซึ่งการที่เอาเราไปนั่งไว้เฉยๆ ในออฟฟิศหลายๆ ชั่วโมง เรารู้สึกว่าฉันเอาเวลานั้นไปทำอะไรอย่างอื่นได้ตั้ง 4 – 5 อย่าง

ด้วยความคิดแบบนี้ทำให้คุณต้องปะทะกับคนรุ่นก่อนมั้ย

ไม่เคยปะทะโดยตรง แค่จะรู้สึกหงุดหงิดใจตัวเองว่าฉันมานั่งทำอะไรอยู่ที่นี่ แต่สุดท้ายก็ต้องหาอะไรนั่งทำไปให้มันครบเวลา

รู้สึกยังไงที่คนมักบอกว่าเด็กรุ่นคุณเปลี่ยนงานบ่อย ไม่อดทน

เรารู้สึกว่าโลกสมัยนี้มันไว มันเร็วกว่าโลกสมัยก่อนเยอะ สมัยก่อนถ้าเข้าไปลองแล้วไม่ใช่ ทนอยู่สักปีหนึ่ง โลกวันที่คุณก้าวเข้าไปกับวันที่ก้าวออกมามันก็ยังเป็นโลกเดิม ก็ไปลองใหม่ได้ แต่ว่าโลกสมัยนี้ที่เราอยู่ โดยเฉพาะโลกดิจิทัล โลกอินเทอร์เน็ต มันเร็วถึงขนาดที่ว่าถ้าเราไม่เริ่มทำ YouTube ณ วันที่เราเริ่ม แล้วมาเริ่มทำวันนี้ เราว่าเราได้ผลลัพธ์คนละแบบเลย

คนที่เริ่มทำ YouTube ในปี 2016 ปี 2017 ปี 2018 ก็เป็นคนละเจนกันเลย แล้วความคิด แนวคิด ในการทำมันต่างกันคนละโลกเลย ซึ่งไม่ได้หมายถึงว่าอันไหนดีกว่ากันนะ แค่จะบอกว่าแต่ละเจนคนมันจะมีจุดมุ่งหมายที่ต่างกันชัดเลย เช่น ตอนที่เราเริ่มทำเราไม่รู้เลยว่ามันจะมีรายได้จากสิ่งนี้ เราเริ่มทำด้วยความรู้สึกว่าฉันชอบทำ ถ้ามีรายได้ก็ดี ไม่มีก็ไม่เป็นไร ผ่านไปอีกประมาณ 2 ปี คนจะรู้สึกว่าก็ฉันชอบแล้วมันมีรายได้ด้วย ก็ทำ รายได้อาจจะไม่ได้ดีมาก อาจจะน้อยกว่าบริษัทนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่ต้องทนทำงานในบริษัทนะ ผ่านไปอีกปีหนึ่ง YouTuber กลายเป็นอาชีพที่รายได้สูงที่สุดในประเทศไทย แล้วทำไมฉันจะไม่ทำล่ะ นี่มันขุมเงินขุมทอง พอแนวคิดมันเปลี่ยน คนที่ทำมันก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้น ถ้าคุณอยากเป็น YouTuber แต่จะต้องทนอยู่กับบริษัทอีก 2 ปี แล้วค่อยมาทำ อีก 2 ปีข้างหน้า YouTube อาจจะไม่มีแล้วก็ได้

แล้วบางอย่างมันไม่ใช่หลักปี แต่แค่เดือนเดียวก็เปลี่ยนไปแล้ว หรือหลักวันก็มี เช่น สมมติเราเห็นวันนี้ว่ามีโอกาสเข้ามา แต่ไม่รับเพราะว่าติดงานประจำ เท่ากับเราเสียโอกาสนั้นไปแล้วตลอดกาล

แล้วในมุมมองของคุณ เด็กยุคนี้รักสบายหรือทำงานหนักน้อยกว่าคนยุคก่อนจริงไหม

เรามองว่ามันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มนุษย์เราทุกคนรักสบาย แค่เทคโนโลยีมันทำให้คุณสบายได้หรือเปล่า ความอดทนเป็นสิ่งที่ดี แต่ความอดทนในทางที่ผิดมันไม่ดี คนที่กำลังบ่นว่าเด็กไม่อดทน ถ้าลองเทียบกับสมัยพ่อแม่ของคุณ คุณก็อดทนน้อยกว่าเขาเหมือนกัน สุดท้ายคุณแค่ยังไม่มีเทคโนโลยีที่จะทำให้คุณสบายในยุคของคุณแค่นั้นแหละ อย่างทุกวันนี้คนก็คอลไลน์เอา ไม่โทรศัพท์แล้ว ไม่ต้องเขียนจดหมายแล้ว ซึ่งทุกคนก็ใช้เหมือนกัน แค่คุณเข้าถึงมันแค่ไหน

เรามองว่าสุดท้ายมันอยู่ที่ผลลัพธ์มากกว่าหรือเปล่า ซึ่งก็ต้องมาพิสูจน์ว่า แล้วสิ่งที่เด็กสมัยนี้ทำมันได้ผลลัพธ์เท่ากับสมัยก่อนมั้ย เผลอๆ ถ้าไปคิดดูดีๆ เขาอาจจะทำงานน้อยกว่าแต่ได้ผลเยอะกว่าด้วยซ้ำ ลองมาวัดกันที่ผลลัพธ์ไหม เมื่อพลิกเป็นตัวเงิน หรือพลิกเป็นความสุข หรือพลิกเป็นอะไรสักอย่าง มันเท่ากันหรือเปล่า

คุณค่าชีวิตของคนรุ่นก่อนหลายๆ คนคือการทำงาน แล้วคุณค่าชีวิตของคนรุ่นคุณยังเป็นเรื่องงานอยู่หรือเปล่า

กรณีของเราเองยังเป็นงานอยู่ แต่ไม่ใช่ว่าการที่ฉันได้ทำงานแปลว่าฉันมีคุณค่า แต่มันคือการที่งานของฉันพูดอะไรบางอย่างออกไป การที่งานของฉันส่งผลอะไรบางอย่างกับโลก อันนั้นแหละคือคุณค่าที่เรารู้สึก

ที่ผ่านมาเราเป็นคนชอบเรื่องอะไรที่คนเข้าใจค่อนข้างยาก อย่างเช่นเราอ่านวรรณคดีตั้งแต่ 5 ขวบ หรืออ่านประวัติศาสตร์ไทยเป็นหนังสืออ่านเล่น ซึ่งถามว่าสมัยเด็กๆ มีคนชมมั้ย มี แต่คนจะมองว่ามันแปลก เป็นเด็กอ่านอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ จะสนุกได้ยังไง ซึ่งพอมา ณ วันนี้ การที่โยนความคิดอันนี้ลงไปในสังคม แล้วมีเด็กหรือผู้ใหญ่เดินเข้ามาบอกว่า เฮ้ย เพิ่งเห็นว่ามันสนุกจริงๆ มันเกิดคนที่คิดเหมือนกันขึ้นมา เราก็รู้สึกว่านี่แหละ คุณค่าของสิ่งที่เราทำทั้งหมด

Point of View Point of View

ย้อนกลับไปคุณคิดว่าอะไรทำให้คุณไม่เข็ดขยาดวรรณคดีเหมือนคนอื่นๆ จนสามารถเอามาเอามาเล่าอย่างสนุกสนานได้

เราอาจจะโชคดีที่เราโดนหลอกตั้งแต่เด็กๆ เราไม่รู้ว่าคนเขาไม่อ่านกัน (หัวเราะ) เพราะว่าสมัยเด็กๆ คุณแม่ก็ซื้อนิทานเรื่องอื่นมาให้อ่านด้วย ซึ่งมันปนกันหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นหนูน้อยหมวกแดง แก้วหน้าม้า หรือวรรณคดีเรื่องอื่นๆ เราไม่เคยแยกประเภทว่านี่คือวรรณคดีไทย เป็นสิ่งมีคุณค่าที่ฉันจะนั่งอ่าน เรามองว่ามันเท่ากัน เราก็รู้แค่ว่า อ๋อ เรื่องนี้เป็นเรื่องของหนูน้อยหมวกแดง เรื่องนี้เป็นเรื่องของสินสมทุร เรื่องนี้เป็นเรื่องของสุดสาคร อ้าว ก็เป็นเรื่องเด็กผจญภัยเหมือนกัน ไม่เห็นต่างกันเลย เราก็อ่านมาโดยไม่เคยรับรู้ว่ามันมีความเข็ดขยาด มารู้ตอนโตว่าชาวบ้านเขากลัวกันเหรอ

คิดว่าปัญหาคืออะไร ทำไมคนจึงกลัว

เราไปกลัวมันก่อนที่เราจะเจอมันจริงๆ สมมติว่าเด็กคนหนึ่งยังไม่ทันที่เขาจะรู้จักวรรณคดี อยู่ดีๆ ก็มีคนบอกว่าวรรณคดีภาษาสวย ภาษาสูงส่ง ภาษายาก เขายังไม่ทันรู้จักวรรณคดีเขาก็กลัวแล้ว แล้วคนสอนก็มีส่วน บางทีคนสอนก็ดันไปบิลด์เองว่าวรรณคดีอยู่บนหิ้ง

เราอาจจะมองวรรณคดีไม่เหมือนชาวบ้าน อย่างที่บอก เรามองว่ามันเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง เรามองว่ามันเป็นเหมือนนิยาย เหมือนละครหลังข่าว คือมันเป็นสตอรี่ซึ่งโดนหุ้มด้วยภาษาแค่นั้นเอง ไม่ว่าภาษาจะยากจะง่ายมันก็คือตัวสตอรี่เหมือนกัน

การมองว่ามันเหมือนละคร มองว่ามันธรรมดามากๆ เป็นการลดทอนคุณค่าของวรรณคดีไหม

คุณค่าของวรรณคดีคืออะไรล่ะ เรามองว่าพวกเราไปให้คุณค่าของมันเวอร์เกินไป บางคนบอกว่ามันเป็นสมบัติของชาติ มองว่าวรรณคดีเป็น Genre หนึ่งที่ต่างจากหนังสือเล่มอื่น แต่ว่าจริงๆ แล้วตอนที่คนเขียนวรรณคดีขึ้นมา เขาก็เหมือนนักเขียนทุกวันนี้ เขาก็แค่เขียนมันขึ้นมา ซึ่งโอเค แต่ละเล่มมันก็มีจุดมุ่งหมายต่างกัน แต่คุณดันเอามามัดรวมกัน

เราเหมารวมแล้วก็บอกว่าทุกเล่มอยู่บนหิ้ง ดูซิพระลอทำอะไร ไปเป็นชู้กับผู้หญิงแล้วโดนยิงตาย คือเขาไม่ได้เขียนให้คุณไหว้พระลอ เขาเขียนไว้อ่านเล่น หรือว่าขุนช้าง ขุนแผน ที่เจ้าชู้มีเมียห้าหกคน เขาไม่ได้เขียนให้อ่านจบแล้วคุณต้องเป็นแบบขุนแผน เขาเขียนให้อ่านเล่น

การศึกษามีส่วนไหมที่ทำให้วรรณคดีไทยยิ่งห่างเหินจากยุคสมัย

มี ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติเราเอาหนังสือ Harry Potter มาให้เด็กที่ไม่รู้จัก Harry Potter อ่าน 1 เล่ม แล้วถามเขาว่า สนุกมั้ย สนุก เขาชอบมาก ทุกคนชอบ แต่ถ้าสมมติเราเปิดเล่ม 4 บทที่ 2 แล้วบอกเขาว่า บทนี้ดีมาก สนุกที่สุดใน 7 เล่มเลย ให้อ่านแค่บทนี้บทเดียว ทุกคนก็จะคิดว่าไอ้เด็กแว่นนี่เป็นใคร ทำไมฉันต้องอยากรู้เรื่องมันด้วย ซึ่งนี่คือสิ่งที่เรากำลังทำกับวรรณคดี

อยู่ดีๆ เราก็ยกเอา รามเกียรติ์ มา 1 บท แล้วบอกว่ามาดูสุครีพหักฉัตรกันเถอะ อ้าว ทำไมฉันต้องอยากรู้เรื่องลิงตัวนี้ที่ไปหักฉัตร ซึ่งโอเค กรณี รามเกียรติ์ เราอาจจะพอรู้เรื่องมาตั้งแต่ต้น แต่ว่าเราทำแบบนี้กับวรรณคดีทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องที่เราไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน เราก็ไปหยิบบทตรงกลางมาแล้วบอกว่าอันนี้ดีมากเลย แล้วไง แล้วทำไมฉันต้องอยากรู้เรื่องตัวละครตัวนี้ด้วย

กลับกัน เวลาเราเรียนในคณะอักษรศาสตร์ เราพบว่าเขาสอนให้วรรณคดีมันสนุกได้ สิ่งที่เขาทำคือ เขาแจกวรรณคดีให้อ่านเลย 1 เล่ม ไม่มีการมาอ่านพร้อมกันในห้อง คุณไปอ่านมา อ่านเสร็จมีประเด็นอะไรมาถกกันในห้อง มันสนุกกว่าเยอะเลย ซึ่งคนอาจจะเถียงว่าสมัยเด็กมันทำไม่ได้ เด็กอ่านไม่เข้าใจ แต่จริงๆ แล้ววรรณคดีมันไม่ได้มีแต่เรื่องอ่านยากนี่ มันก็มีภาษาที่ไต่ระดับ ทำไมเราไม่เอาเล่มง่ายๆ ให้เด็กอ่านก่อน

Point of View Point of View

คุณรู้สึกยังไงกับการที่เราต้องพยายามทำทุกเรื่องให้สนุก คนจึงจะสนใจ

เรามองว่าคนเราถ้าไม่เข้าใจเราจะปิดใจ เขาจะไม่เข้าไปถึงมันตั้งแต่แรก แต่ถ้ามีใครสักคนทำให้เขาเปิดใจก่อน เดี๋ยวมันจะมีการคัดกรองเองว่ามีคนสนใจจริงจังหรือแค่ผิวเผินกี่คน

สมมติเด็กมี 100 คน ถ้าอยู่เฉยๆ ไม่มีคนพูดอะไรเลย อาจจะมีคนสนใจวรรณคดีสัก 1 คน ซึ่ง 1 คนนั้น ต่อให้มันยาก ต่อให้มันน่าเบื่อ ยังไงเขาก็สนใจ แต่ถ้ามีใครสักคนมาทำให้ง่าย แล้วมีเด็กสนใจเพิ่มขึ้นมา 50 คน อย่างน้อยก็มีคนสนใจเพิ่มมา 50 คน ส่วนอีก 49 คนยังไงก็ไม่สนใจ ก็ปล่อยไป แล้วใน 50 คนที่หันมาสนใจ เดี๋ยวมันมีเอง คนที่จะเปลี่ยนไปเป็นแบบ 1 คนแรก แต่ถ้าคุณไม่เอามาทำให้ง่ายตั้งแต่แรกแล้วบอกว่า ทุกคนต้องก้าวข้ามกำแพงภาษาให้ได้ ทุกคนต้องหันมาสนใจด้วยตัวเองตั้งแต่แรก สุดท้ายใน 100 คนมันก็มีคนสนใจแค่คนเดียว

คุณเคยคิดไหมว่าอะไรคือสิ่งสำคัญของคนที่เป็น YouTuber

จรรยาบรรณ เรารู้สึกว่าคุณต้องรู้สึกว่าคุณเป็นสื่อ

คุณมองว่าตัวเองเป็นสื่อ

เรามองตัวเองเป็นสื่อ แต่หลายคนอาจจะมองว่านี่พื้นที่ส่วนตัว ฉันจะทำอะไรก็ได้ ซึ่งมันไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัวแล้วตั้งแต่คุณเอาลงอินเทอร์เน็ต เพราะมันก็มีคนตาม แค่ 1 คนมันก็คือคุณกำลังสื่อสารอะไรบางอย่างแล้ว แล้วบางคนคุณมีคนตามเป็นแสนเป็นล้าน คุณจะบอกว่าคุณไม่ใช่สื่อไม่ได้ คุณใหญ่กว่าสื่อบางช่องอีก สื่อบางช่องโพสต์อะไรบางอย่างออกไปคนเห็นพันคน คุณโพสต์คนเห็นล้านหนึ่ง คุณควรจะมีจรรยาบรรณมากกว่าเขาอีก

จรรยาบรรณในความหมายของคุณประกอบด้วยอะไร

เราว่ามันเป็นคอมมอนเซนส์ ก็แค่อย่าทำร้ายคนดู อย่าทำร้ายตัวเอง อย่าทำร้ายคนที่ทำงานด้วยกัน ซึ่งการไม่ทำร้ายกันมันก็ครอบคลุมทุกอย่างหมดแล้ว สมมติมีโฆษณาชิ้นหนึ่งเข้ามา คุณต้องคิดว่าถ้าพูดออกไปแล้วมันทำร้ายคนดูมั้ย ถ้ามันทำร้ายก็อย่ารับ เราว่ามันเป็นคอมมอนเซนส์มากๆ แต่บางครั้งคอมมอนเซนส์ก็โดนกลบด้วยอะไรหลายๆ อย่างในบางกรณี เช่น โดนกลบด้วยรายได้ที่มันมาก

สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกว่าสำคัญก็คือคุณต้องรู้ว่าทำอะไรเพราะอะไร คุณทำทั้งหมดนี้เพราะคุณชอบหรือคุณทำเพราะเงิน ถ้าทำเพราะอยากได้เงิน คุณก็ต้องอย่าลืมว่าคุณได้เงินเพราะว่าคนดูเขาดูคุณนะ คุณจะไปทำร้ายคนที่ทำให้คุณได้เงินเหรอ

มีฟีดแบ็กไหนจากคนดูบ้างไหมที่ทำให้คุณรู้สึกว่าสิ่งที่คุณทำส่งผลต่อคนดูจริงๆ ไม่ได้คิดไปเอง

เราชอบมากเวลาเด็กเดินเข้ามาคุยด้วย หรือว่าผู้ใหญ่ก็ตาม มันอาจจะไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง แต่มันจะมีหลายคนที่เดินเข้ามาบอกว่า หนูเคยเกลียดวิชานี้มากเลย ตอนนี้หนูได้เกรด 4 แล้วนะ หนูชอบมาก หนูมีความสุข หรือเป็นผู้ใหญ่เดินเข้ามาบอกว่า ตอนเรียนเขาเกลียดวิชานี้มากเลย ตอนนี้หันมาสนใจแล้ว ตอนนี้หันไปหามาอ่านเพิ่มแล้วนะ สำหรับเรามันมีคุณค่ามาก

ที่ผ่านมาคนอาจจะมองว่าเราทำเกี่ยวกับวรรณคดีอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วเราทำทั้งเรื่องประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ภาษา เทคโนโลยี และอีกหลายๆ เรื่อง แก่นทั้งหมดของสิ่งที่เราทำคือ เราชอบเล่าเรื่อง และเราเชื่อว่ามันมีความสนุกอยู่ในสาระ หลายคนมองว่าสาระมันน่าเบื่อ แต่เรามองว่ามันมีความสนุกซ่อนอยู่ข้างใน คุณแค่ต้องหามันให้เจอ ซึ่งถ้าคุณยังหามันไม่เจอ เดี๋ยววิวดึงออกมาให้เอง แล้วมันอาจจะทำให้คุณหันไปเปิดใจให้อย่างอื่นที่เหลือบ้าง

มีคนเยอะนะที่เคยเกลียดแล้วหันมาชอบแบบเรา จากที่เคยชอบอยู่คนเดียว วันนี้ดีใจจังเลย มีคนสนใจด้วยแล้ว

Point of View

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

2 กุมภาพันธ์ 2566
3 K

สวัสดีเดือนกุมภาพันธ์ 

หากใครกำลังมีความรักที่ผลิบานก็ยินดีด้วย แต่หากใครรักไปแล้วหัวใจต้องแตกทุกครั้งก็ขอชวนมาเข้าแก๊ง 

วันนี้เรานัดกันที่ร้านดังย่านเมืองเอก เพื่อพูดคุยกับ ‘เรนิษรา เจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด ท่ามกลางตารางทัวร์คอนเสิร์ตที่แน่นยาวไปจนถึงมีนาคม 

ไม่ต้องรอให้สิ้นหน้าหนาว จากคนสองคนที่เชื่อว่าตนถูกเลือกให้ผิดหวัง พวกเขากลับมามีหวังอีกครั้ง เพราะเพลงที่ปล่อยออกมาอย่างไม่ตั้งใจนั้นเปลี่ยนชีวิตทั้งคู่ไปตลอดกาล

เบื้องหลังเสียงร้องชวนฝัน คือ ตั้ม-ชยพล ล้วนเส้ง และ สบาย-เรนิษรา ลี​ประโคน ดูโอ้คู่รักวัย 20 ต้น ๆ ที่จะมาเปิดอกคุยถึงความหลังอันเจ็บช้ำกับ The Cloud เป็นที่แรก ตั้งแต่วันที่เกลียดตัวเองสุดขีด การถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องรักของพวกเขาที่ทำให้วันนี้เป็นมากกว่าฝัน และก้าวใหม่ของเรนิษราในวันที่รับบทเป็นผู้เลือก

บทสนทนาขาดห้วงจากการเดินลัดเลาะไปตามทางเพื่อเก็บภาพ John Lennon กับ Yoko Ono ได้รับรู้อีกนิดหน่อยว่าพวกเขามีครอบครัวมาดูแลข้างเวที แถมยังขับรถตู้คันโตไปส่งเล่นดนตรีไม่ว่าที่ไหน

ตกดึกแล้วอากาศเย็นชะมัด แต่คนตรงหน้าเราทำให้รู้สึกอบอุ่น

ขอให้ทุกคนโชคดีและไม่ผิดหวังอีกเลย

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

ลุควันนี้แสบสันมาก ได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร

ตั้ม : (หัวเราะ)

สบาย : วันนี้ที่ร้านเป็นธีม Y2K จริง ๆ จะใส่เสื้อหนังไบเกอร์ค่ะ แต่ว่าเก็บไว้ก่อนเป็นเซอร์ไพรส์ ส่วนของตั้มเป็นเสื้อทรง 80s แบบดิสโก้ ใส่ออกกำลังกาย ได้ตอนไปเล่นงานที่บุรีรัมย์จากร้านฮิปปี้แนวย้อนยุค

ทั้งคู่เป็นคนชอบแต่งตัวอยู่แล้วไหม

(ตอบพร้อมกันว่าใช่)

ตั้ม : แต่ก็ไม่ได้เป็นแฟชั่นจ๋าขนาดนั้นนะ ผมอยากแต่งแค่ตอนไปเล่นงานครับ ถ้าไม่เล่นงานก็ใส่เสื้อยืด

สบาย : ใส่เสื้อขาด ๆ (หัวเราะ)

แต่ในโซเชียลจะเห็นตั้มแต่งตัว Feminine มากเลย ส่วนสบายก็แต่งตัวสีฉูดฉาด 

ตั้ม : อ๋อ เพราะว่าอยู่ในกล้องด้วย มีใส่ไปเรียนบ้าง แต่น้อยมากครับ เพราะผมมองว่าการแต่งตัวคือการแสดงออก ต้องแคร์คนอื่นอยู่แล้ว 

สบาย : ใช่ ๆ บายเคยอ่านอะไรสักอย่างเกี่ยวกับสัตว์ชนิดหนึ่ง น่าจะเป็นปลา เลือกสวยแค่ตอนจะสืบพันธุ์ ตอนหากินปกติมันก็ทำสีให้จืด ๆ ธรรมดา ถ้าเข้าใจว่าเราเป็นสัตว์เหมือนกันก็เป็นเรื่องปกติ

ตั้ม : บางทีการแต่งตัวออกไปข้างนอกแล้วพยายามใส่อะไรที่แตกต่างมาก ผมว่ามันเหนื่อยตัวเองนะ การแสดงออกต้องได้อะไรกลับมาบ้าง 

ตอนนี้นอกจากทัวร์ร้องเพลงทุกวัน ทำอะไรกันอยู่

ตั้ม : ยังเรียนอยู่ครับ ปี 4 ที่ศิลปากร 

คณะอะไร

ตั้ม : ผมเรียนดุริยางค์ครับ

สบาย : บายเรียนโบราณคดี เอกอังกฤษ ไม่เข้ากันเลย

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

นั่นสิ ทำไมถึงมาลงเอยกัน

ตั้ม : เรามาเจอกันตอนปี 1 ครับ เป็นวิชาเรียนรวมที่ต้องไปเรียนคณะดุริยางคฯ

สบาย : วิชาศิลปะ วิชาออกแบบ

เล่าได้ไหมว่าเส้นทางรักของพวกคุณเป็นยังไง

สบาย : เราเป็นเพื่อนกันมาก่อนค่ะ เริ่มจากชวนคุย แล้วก็มียืมปากกาวาดรูปเรียนวิชาศิลปะ

ตั้ม : เราชวนกันคุยเรื่องชีวิต เพลง ทัศนคติ ผมดูเหมือนจะพูดเก่งนะ แต่ผมเป็นคนไม่ค่อยคุยกับใครเท่าไหร่

สบาย : เจอกันครั้งแรกคุยกันเรื่องการเมืองแล้วก็ตีกันไปช่วงหนึ่งค่ะ เพราะตั้มเป็นคนชัดเจน บายเป็นคนไม่ค่อยออกความเห็น ตั้มก็จะบังคับให้บายออกความเห็นบ้าง

ตั้ม : แค่อยากรู้เฉย ๆ ว่าคิดยังไง เราจะได้คุยกันและปรับตัวเข้าหากันได้ถูก อาจจะเป็นเรื่องเล็กนะ เรื่องทัศนคติการเมือง แต่อนาคตก็มีผลต่อครอบครัว ต่อลูก 

จุดไหนที่ความสัมพันธ์เริ่มพัฒนา

สบาย : เราก็คุยเล่นกันไป 4 – 5 เดือนค่ะ แล้วก็เจอกันทุกวัน มีเดินไปส่งที่ป้ายรถเมล์บ้าง

ตั้มเป็นคนไปส่ง?

ตั้ม : เขาเดินมาส่งผม ไม่ใช่ครับ! ต่างคนต่างเดินไปส่งกันครับ (หัวเราะ)

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

สบายชอบอะไรในตัวตั้ม

สบาย : ตอนแรกเข้าไปหาตั้มเพราะเขาดูไม่สนใจคนอื่นค่ะ หนูชอบคนที่อยู่กับตัวเอง เพราะจะทำให้เขาเป็นตัวของตัวเองด้วย ส่วนหนึ่งเพราะหนูไม่ได้เป็นแบบนั้น แล้วมันก็เป็นสิ่งที่หนูอยากเป็น แรก ๆ หนูเอาใจคนอื่นมากเลย พยายามทำให้คนอื่นชอบ แต่งตัวไปเรียนแบบจัดเต็ม อยากเป็นจุดสนใจ 

ตั้ม : เพราะเมื่อก่อนไม่ได้รับไง เป็นปกติของคนแหละ

สบาย : ใช่ เพราะเมื่อก่อนหนูไม่ได้หน้าแบบนี้ หนูโดนบูลลี่เยอะมาก จนบอกแม่ว่า ขึ้นมหาลัยขอทำจมูกได้ไหม พอเราเปลี่ยนไปเยอะก็ปรับตัวรับแสงไม่ทันค่ะ อึดอัดตัวเอง 

คือบางทีไม่อยากใส่สั้น ไม่อยากแต่งอะไร แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า ถ้าเราแต่งตัวน่าเกลียดคนจะว่าเราไหม เพราะตอนแรกคนชมว่าเราสวย มาหลัง ๆ เราก็คิดว่าคนชมเขาให้อะไรเราบ้าง เราได้แค่คำชม ไปเรียนหนังสือ แล้วก็เดินตากแดดกลับบ้านเหมือนเดิม เลยใส่มอมแมม ๆ ไปเรียนแล้วค่ะ สบายใจมากกว่า ตอนเจอตั้มคือเขาใส่เสื้อขาด ๆ กับกางเกงชาวเล (หัวเราะ)

แล้วตั้มชอบอะไรในตัวสบาย

ตั้ม : สบายเป็นคนเอาใจครับ ด้วยความที่ผมไม่ค่อยสนใจอะไรเท่าไหร่ ตอนแรกบายก็ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองนะ แต่งตัวเวอร์มาก เหมือนใส่ชุดเชียร์ลีดเดอร์ คนละขั้วกันเลย แต่ถึงเราไม่เหมือนกัน เราก็จะไม่บังคับกัน ใครอยากทำอะไรก็ทำ มีความสุขกับตัวเอง 

ผมเคยคบกับแฟนเก่าที่รู้สึกเหมือนถูกบังคับตลอดเลย ไม่ชอบคนไว้ผมยาว ไม่ชอบให้ไว้หนวด เขาเหมือนจะตีกรอบว่า เฮ้ย ผู้ชายที่ไว้ผมยาวสกปรกเลอะ ๆ บางทีก็ดูเป็นเพศที่สาม พอเขาบังคับเรามาก ๆ มันเป็นเหมือนปมที่มีผลกระทบต่อชีวิตผมในเรื่องของตัวตน 

อีกเรื่องคือผมทำเพลงมานานแล้วครับ ผมเคยประกวด Hot Wave ปี 2018 ได้เข้ารอบชิง แต่ด้วยเหตุผลทางธุรกิจหลายอย่าง ทำให้เราไม่ได้เข้าไปทำงานในค่ายต่อ ซึ่งก็เฟลมากครับ แล้วแฟนเก่าผมก็ให้คำแนะนำอะไรแปลก ๆ 

นั่นคือ

ตั้ม : เขาจะออกแนวว่าเรามากกว่าว่า ทำไมทำเพลงอย่างนี้ ผมก็แบบ เชี่ย ก็กูเป็นแบบนี้ ซึ่งผมไม่ได้แคร์นะ การที่เข้ารอบไปแล้วค่ายเขาจะไม่เอาเรา ผมก็ช่างแม่ง จนมาเจอบายก็ได้ทำเพลงด้วยกัน ประเด็นหลักคือบายไม่ได้บังคับอะไรผม มันเลยออกมาเป็นเรนิษราทุกวันนี้ เพราะผมทำเพลงตามใจ ไม่ได้มีกรอบว่าต้องทำอะไร

สบาย : สมัยที่ตั้มทำวงแรกกับเพื่อน เขาเป็นวงร็อกเลยค่ะ หนัก ๆ แต่หนูไม่ได้ว่า เพราะหนูฟังเพลงทุกแนว มันก็เพราะในแบบของมัน 

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

แล้วพวกคุณมาทำวงเรนิษราร่วมกันได้ยังไง

สบาย : หลังจากนั้นตั้มก็แยกวงมาทำเพลงกับบายแนวดิสโก้หน่อย แล้วก็ไม่ดังค่ะ เราคิดว่าชื่อวงมันไม่มีเอกลักษณ์ ตอนนั้นชื่อ Winterberry หนูเลยคิดจะตั้งใหม่ แล้วช่วงปี 1 หนูเกลียดตัวเองตอนมัธยมมาก เพราะว่าหนูโดนบูลลี่เยอะ ก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็นเรนิษรา ดัดแปลงมาจาก เรนิตา เป็นภาษาละติน แปลว่า เกิดใหม่ 

ช่วงนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

สบาย : เรื่องแรกที่ทำให้หนูติดเรื่องค่านิยมขึ้นมา คือการที่เพื่อนผู้ชายในห้องบอกว่า ทำไมหนูขนขาเยอะจัง (หัวเราะ) 

พอขึ้นมัธยมหนูก็เริ่มมีความรัก เริ่มรู้ว่าในประเทศนี้ใครคือสวย ใครคือไม่สวย พอมองกระจกแล้วเราคือฝั่งที่ไม่สวย เราตรงข้ามหมดเลยทั้งสีผิวทั้งหน้าตา ม.ปลาย น่าจะโดนเยอะสุดว่าหน้าเหมือนกะเทย นักมวย เหมือนไดโนเสาร์ ทุกวันนี้ก็ยังโดนนะคะ เพราะเราเป็นคนแต่งหน้าจัด แล้วผู้หญิงปกติจะแต่งหน้าใส ๆ แต่จริง ๆ เราแค่ชอบยุค 60 ที่เขานิยมแต่งหน้าเหมือนตุ๊กตามากกว่า 

คิดว่าการเปลี่ยนชื่อทำให้ลืมเรื่องเก่า ๆ ได้จริงรึเปล่า

สบาย : ไม่ลืมค่ะ (หัวเราะ) หนูเหมือนหลอกตัวเองว่าหนูลืมได้มากกว่า

ตอนนี้ปัญหาในอดีตยังมารบกวนจิตใจอยู่เหรอ

ตั้ม : ทุกวันนี้ยังมีอยู่เลย

สบาย : ก็มีคนที่โรงเรียนเก่ามาส่องบ้าง แต่หนูก็ไม่ได้สนใจค่ะ เพราะหนูตอนนี้กับตอนนั้นเหมือนคนละคนกันแล้ว คือถ้าไม่มีใครรู้ว่าหนูชื่อบายก็คงจำหนูไม่ได้ (หัวเราะ) หน้าหนูไม่เหมือนเดิม ชื่อไม่เหมือนเดิม เหลือแค่นามสกุลแล้วตอนนี้ที่ยังไม่ได้เปลี่ยน

ตอนที่บายบอกว่าอยากตั้งชื่อวงด้วยชื่อตัวเอง ตั้มโอเคไหม

ตั้ม : โอเคเลยครับ

สบาย : ตอนแรกก็มีคิดเหมือนกันค่ะว่า ตั้มชื่อชยพล หรือจะเปลี่ยนเป็น เชนิษรา แต่ไม่เอาดีกว่า (หัวเราะ) 

พวกคุณเคยมีทัศนคติหลาย ๆ อย่างขัดแย้งกัน ความชอบเรื่องการทำเพลงของคุณสวนทางกันด้วยรึเปล่า 

สบาย : เราชอบเหมือนกันค่ะ

ตั้ม : ผมเป็นคนชอบฟังเพลงเก่าครับ The Beatles เป็นวงดนตรีที่ผมชอบที่สุด ถ้าไม่มี The Beatles ก็คงไม่มีผมในตอนนี้ครับ ผมสักรูป John Lennon ไว้ สักโน้ตเพลง All You Need is Love ไว้ด้วย เป็นขวัญกำลังใจให้ตัวเอง

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด
จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ทำไมต้องเพลงนี้

ตั้ม : เพราะมันแปลไทยประมาณว่า ไม่มีอะไรที่คุณทำไม่ได้ถ้าคุณอยากทำ ไม่มีภาษาไหนที่คุณจะพูดไม่ได้ถ้าคุณอยากพูด ไม่มีเพลงไหนที่คุณร้องไม่เป็นถ้าคุณอยากร้อง ไม่ว่าทุกสิ่งจะเป็นยังไง จะเศร้าจะเหงา คุณแค่ต้องการความรัก ผมก็มองแค่นั้นแหละ 

ผมมองรอยสักเพื่อเข้าใจตัวเองว่าเราแค่ต้องการความรักนี่หว่า บางทีเราอ่านคอมเมนต์ก็รู้สึกแย่นะ บางคนก็ด่าเละเลย เสียงแบบนี้ใครจะไปร้องตามได้ ดนตรีก็ฟังไม่รู้เรื่อง คือกูไปทำอะไรให้มึง คนไม่แคร์มันก็ต้องมีสักนิดในความรู้สึกที่ยังแคร์คนอื่นอยู่ เราต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลก

อะไรทำให้ The Beatles มีอิทธิพลกับคุณ

ตั้ม : ผมเป็นเด็กชุมพรที่ขึ้นมาเรียนกรุงเทพฯ แล้วก็มีอาการ Homesick ไม่ได้กลับบ้าน เหมือนคนอื่นเรียนเสร็จเขามีบ้าน ได้กลับไปนอน ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีบ้าน อยู่ชุมพรเรามีมอเตอร์ไซค์ขับรถได้ แต่พอมาอยู่ที่นี่เราไม่มีอะไรเลย เดินอย่างเดียว ครอบครัวผมก็ไม่ได้เรียกว่าอบอุ่น พ่อก็ทำงานหนัก แม่ก็ทำงานหนัก ไม่ค่อยได้เจอกัน พอมาฟัง The Beatles ก็รู้ว่า John Lennon เขาขาดพ่อขาดแม่แต่ก็็ยังทำเพลงได้ ซึ่งผมต่างจากบายที่ชอบเพลงป๊อปทันสมัย

สบาย : ใช่ค่ะ ตั้มก็จะไม่รู้จักเพลงใหม่ บายก็จะไม่รู้จักเพลงเก่า บายฟังพวก Cardi B, Nicki Minaj, Doja Cat แต่ที่เข้ากันได้ เพราะว่าทุกคนที่หนูฟัง เขามีอดีตลากไปถึงสิ่งที่ตั้มฟัง ป๊อป R&B ก็มาจาก Marvin Gaye ค่ะ 

แต่บายเรียนโบราณคดีไม่ใช่เหรอ ความรู้สึกอยากทำเพลง เริ่มขึ้นมาได้ยังไง

สบาย : จริง ๆ อยากร้องเพลงทำเพลงตั้งแต่ช่วง ม.ปลายแล้วค่ะ แต่เรากดความรู้สึกไว้เพราะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ หน้าตาเราไม่ดี คงเป็นสินค้าให้คนอื่นขายไม่ได้ คงไม่มีใครซื้อเรา

ตั้ม : วงการนี้ของไทยมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ นะ ถ้าหน้าตาแย่แล้วอยากประสบความสำเร็จก็ต้องตลก

นึกถึงเพลงหนึ่งของคุณที่ร้องว่า “ไม่ได้เกิดมาเป็นลูกเศรษฐี” แล้วจริง ๆ คุณเป็นลูกใคร

ตั้ม : (หัวเราะ) เอาแล้วไงทีนี้

ผมไม่ได้เรียกว่าลำบากนะครับ แค่ต้องเล่นดนตรีและเรียนไปด้วย ไม่ค่อยได้กลับบ้าน เพราะจะนอนโรงเรียนมากกว่า ที่บ้านผมถ้าพอมีตังค์ก็จะไม่ค่อยถึงผมเท่าไหร่ ต้องหาใช้เอาเองบ้าง ดิ้นร้นบ้าง เราไม่ได้มีต้นทุนชีวิตอะไร แค่ต้องเชื่อในตัวเอง 

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ตัดภาพมาที่ตอนนี้ดังเป็นพลุแตก เป็นยังไงบ้าง

ตั้ม : งงครับ (หัวเราะ) เพราะเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง จริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะโปรโมตอะไรเลย แค่ลงไปเฉย ๆ ดูจาก MV ก็น่าจะรู้ 

สบาย : จริง ๆ MV ถ่ายเหมือนคนมักง่าย (หัวเราะ)

ตั้ม : ก็เพราะว่าเราไม่มีตังค์จริง ๆ ครับ ไม่มีเงินจริง ๆ ก็เลยได้ MV เป็นฟีลธรรมชาติ 

ช่วยเล่าที่มาที่ไปของเพลงนี้ให้ฟังหน่อย

ตั้ม : จริง ๆ ตอนแรกมันไม่เกี่ยวกับตัวผมและไม่เกี่ยวกับตัวบาย 

คืออย่างนี้ครับ เราเป็นนักแต่งเพลง ผมก็จะดูทวิตเตอร์ดูอะไรไปเรื่อย ๆ ผมไปเจอคำว่า ความผิดหวังมักเลือกฉันเสมอ ผมก็คิดว่า เออ งั้นมีคำว่า ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง แล้วกัน ซึ่งไม่รู้มันมาจากไหน มั่วมากเลย แม่บายก็มาบอกมันแปลกดี เพราะปกติคำว่าผู้ถูกเลือกมักจะเป็นแง่บวก 

พอทำไปเรื่อย ๆ ฟังไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่าเออจริง ๆ มันเข้ากับเรานี่หว่า เพราะเราเป็นคนทำอะไรไม่เคยสมหวัง ประกวด Hot Wave ได้เข้ารอบชิงมาก็ไม่ได้เซ็นสัญญา แต่เพื่อนที่อยู่รอบข้างเราได้เซ็นสัญญา ได้เห็นเขาออกไปเป็นศิลปินค่ายใหญ่

เคยพยายามหาคำตอบไหมว่าทำไม

ตั้ม : จริง ๆ ผมโทษตัวเองมากกว่าครับ เมื่อก่อนตอนเด็กเราโทษเขา ตอนนี้ผมโทษตัวเองว่ามันเป็นเรื่องของธุรกิจ เราขายไม่ได้ เราไม่พร้อมที่จะปั้นเป็นสินค้า ผมไม่อยากไปว่าใคร ผมแก้ที่ตัวเองก็ได้ เพราะว่าเราแก้ที่เขาไม่ได้ มันก็แค่นั้นเอง

เรื่องนี้เป็นปมในใจตั้มไหม

ตั้ม : เป็นครับ เป็นเลย จนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นครับ ทุกวันนี้เลยรู้สึกสะใจนิดหนึ่งที่วงประสบความสำเร็จ เพราะคำว่าผมขายไม่ได้นี่แหละครับ

ผมเคยโดนบอกว่า หน้าแบบผมไม่มีใครเลือกหรอก จะไปอยู่ในค่ายเพลงที่ไหนได้ ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครดูหรอก ตอนนั้นเพลง ผู้ถูกเลือกฯ ยังไม่ออก เขาเปิดเพลงเราฟังแล้วก็นั่งชี้เลยว่าไม่แมสหรอก ทำไปก็ไม่มีคนฟัง เขามองว่าวงเราขายไม่ได้ เขาไม่ชอบแนวนี้ เราก็เถียง เพราะเป็นเพลงเรา ผมบอกว่า เห้ย มันเป็นความคิดเห็นของพี่คนเดียวหรือเปล่าที่ไม่แมส เพราะว่าเพลงมันต้องเอาไปเจอคนนะ ซึ่งตอนนั้นเพลงผมก็ไม่แมสจริงแหละครับ ยอดวิวหลักหมื่น 

กลับบ้านมาด้วยความรู้สึกโกรธหรือเสียใจ

ตั้ม : แค้นครับ

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

มันไม่ได้เสียใจนะครับ เพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผมก็ทำเพลงของผม แต่ว่าคุณเรียกเราไปด่าทำไม ไม่มีเหตุผล ผมไม่เคยไปขอเขาอยู่ค่าย ไม่เคยไปขอเขากินข้าว ไม่เคยไปขออะไรสักอย่าง เขาเป็นคนชวนเราไปคุยเรื่องฝึกงาน แต่พอไปนั่งปุ๊บเขาก็เปิดเพลงเลยและก็นั่งวิจารณ์เพลงผม

จากนั้นมาน่าจะไม่ถึงเดือน ผมก็ปล่อยเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง พอเริ่มประสบความสำเร็จก็เลยเหมือนได้ตบหน้า และค่ายเพลงหลาย ๆ ค่าย แม้กระทั่งค่ายที่ปฏิเสธเรา เขาก็ติดต่อมาแสดงความยินดี ผมก็ไม่ค่อยได้ตอบ

สบาย : เขาทักมาจะจ้างงานเรา

ไปรึเปล่า

ตั้ม : ไม่ไปครับ

กระแสตอบรับจากเพลงนี้มากมายท่วมท้นขนาดไหน รับมือไหวไหม

ตั้ม : ช่วงแรกรับมือไม่ไหวครับ โทรศัพท์ผมเมื่อก่อนไม่มีอะไรเลย ใช้เรียน ดูหนัง ทำเพลง ชีวิตมีแค่นั้น ว่าง ๆ โล่ง ๆ ครับ แต่พอลงเพลงไปสัก 1 – 2 อาทิตย์ได้ โทรศัพท์มันเด้ง ๆๆ เปิด TikTok ก็มีเพลงเรา มีคนโทรมาทั้งวัน ถามแบบจะจ้างงาน แล้วก็เพื่อนที่ไม่ได้คุยกันเลยเป็น 10 ปีก็ทักมาคุยด้วย เพิ่งรู้ว่าเราร้องเพลง วุ่นวายไปหมดมีแต่คนเข้ามาหา

สบาย : หนูก็จะล้อ ๆ ตั้ม สวัสดีพี่ชื่อติ๋วน้อง ๆ แม่ต่ายอะไรแบบนี้แบบไปเรื่อยค่ะ (หัวเราะ)

ตั้ม : คือมึงเป็นใครวะ ไม่เคยคุยกันเลย เจอกันแบบในโรงเรียนแค่รอบเดียว (หัวเราะ) ไม่ได้อะไรกับเขาหรอกครับ เราก็ขอบคุณมาก แต่มันแค่แปลกสำหรับเราไง เพราะเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจเรา 

เห็นชอบมีคนมาเถียงกันว่าใครเป็นคนร้องเพลงกันแน่

ตั้ม : เราร้องคู่แต่เสียงเราคล้ายกัน ผมเป็นคนเสียงเป็ด ๆ เสียงสูง บายเป็นผู้หญิงเสียงใหญ่ แล้วพอร้องมันก็เลยเข้ากันพอดีจนแยกไม่ออก

จากชื่อเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง แต่หลังเพลงดังกลับกลายเป็นผู้ถูกเลือกให้สมหวัง กลัวไหมถ้าเกิดว่าดังเพลงเดียว 

ตั้ม : ผมไม่คิดว่าจะดังเพลงเดียว มั่นใจ แต่คิดว่าเพลงอื่นไม่น่าจะดังเท่าเพลงนี้แล้วแหละ แค่ประครองให้วงเราอยู่ได้ ซึ่งก็พยายามหาทางอยู่ครับ 

ผมก็มีไปคุยกับค่ายหลาย ๆ ค่าย แต่ก็มานั่งคิดอยู่ว่าเราจะเอายังไงดี เรียกว่าทุกวงก็มีระยะเวลาเป็นของตัวเอง หมายถึง ไม่ใช่ทุกวงที่จะอยู่ไปตลอด ยิ่งพวกวงอินดี้ เดี๋ยวแป๊บ ๆ มันก็เปลี่ยนแล้ว

สบาย : มีหน้าใหม่ขึ้นมาเยอะมาก ใครก็ใช้คำว่าอินดี้ได้

กดดันไหมกับเพลงต่อไป

ตั้ม : ไม่ได้กดดันเลย เรียกว่าไม่ได้สนใจมากกว่าครับ

สบาย : เราฟังแล้วชอบก็โอเคแล้ว

ตั้ม : เอาจริง มันดูแย่นะ ผมแคร์แฟนคลับเหมือนกันแต่ก็เหมือนไม่ได้แคร์เท่าไหร่

หมายความว่า

สบาย : เราว่าแฟนคลับชอบสิ่งที่เราชอบ

ตั้ม : อืม เราไม่ได้แคร์ความคิดเห็นใคร บางทีมีคนมาเมนต์แม้กระทั่งรายละเอียดเบส เบสเบาไป เสียงร้องทำไมสูงจัง ผมแคร์แค่คนที่ชอบ ก็เลยไม่ได้สนใจครับว่ามันจะเป็นยังไง เพราะเมื่อก่อนวิวหลักหมื่นเราก็อยู่ได้ เราก็ยังทำมันต่อ ผมทำวงมาแค่ปีเดียวแต่ว่าปล่อยมา 10 เพลง ซึ่งผมทำคนเดียวหมดเลยเพราะไม่มีตังค์จ้างใคร

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ระยะเวลา 1 ปี 10 เพลง กับยอดวิวหลักหมื่น มีท้อบ้างไหม

ตั้ม : มีท้อแค่แวบเดียวก็กลับมา เป็นโชคดีของเราที่ยังเรียนไม่จบ ผมเรียนไปด้วย รับงานนอกไปด้วย รับงานลูกค้า แต่งเพลง ทำเพลงโฆษณา แต่ถ้าเรียนจบคงท้อกว่านี้เพราะต้องไปทำงานประจำ อาจจะหมดเวลา หมดไฟ

แสดงว่า 10 เพลงที่ผ่านมา ทำด้วยแพสชันล้วน ๆ

ตั้ม : ใช่

ถามจริง อยากดังไหม

ตั้ม : ไม่เลยครับ คือวิวน้อยไม่ได้แปลว่าเพลงไม่ดีนะ แต่คนคงไม่เจอแค่นั้นเอง ถ้าเมื่อไหร่คนเจอเดี๋ยวมันก็มาเอง เราก็สู้ทำไปเรื่อย ๆ ผมดูจากศิลปินต่างประเทศ อย่าง Katy Perry ทำเพลง 3 อัลบั้มกว่าจะดัง ซึ่งผมก็คิดว่า ไอ้เชี่ยเราทำแค่ 10 เพลง แค่อัลบั้มเดียวเอง เขายังสู้เลย เราทำเยอะก็มีเพลงเล่นสดเยอะ ผมคิดแค่นั้น มันดันมาดังเพลงที่ 10 แต่ถ้าไม่ดังก็ยังทำต่อครับ

แต่เพลงแรก ๆ อย่าง คุณจะไปแคร์เหี้ยอะไร ดูแตกต่างจาก ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง มาก 

ตั้ม : ผมไม่ได้มองว่าต้องทำอะไรเหมือนเดิม มนุษย์ทุกคนมีเส้นทางการเดินที่แตกต่างกันจริง ๆ เราแต่งเพลงป๊อปมานานแล้ว แต่ผมแค่อยากเปิดด้วยเพลงที่แสดงความเป็นตัวเองก่อน ซึ่งรู้อยู่แล้วว่ามันไม่มีคนฟัง แต่มันมีความพิเศษ คนจะฟังเยอะฟังน้อยเราไม่ได้สนใจ 

แล้วทั้งสองคนเป็นคนไม่ค่อยแคร์เหี้ยอะไรรึเปล่า

สบาย : เมื่อก่อนหนูยังฝืนที่จะไม่แคร์ค่ะ เพราะว่าหนูอยากดัดนิสัยตัวเอง แต่ตอนนี้คือไม่แคร์จริง ๆ ค่ะ (หัวเราะ) ถ้าแฟนคลับมาเจอเราไปตลาด จะเห็นใส่กางเกงลายสก็อตหรือกางเกงลายชบาออกมาซื้อส้มตำเป็นปกติ 

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด
จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

เป้าหมายยิ่งใหญ่ที่สุดที่เรนิษราจินตนาการไว้คือ

ตั้ม : หาเงินครับ จริง ๆ ด้วยความที่ไม่ค่อยมีเงิน เราก็แค่ทำเพื่อหาเงิน มีหลาย ๆ คนถามว่ามีเฟสติวัลในฝันไหมที่อยากขึ้น ผมตอบว่าไม่มีนะครับ แต่ผมขึ้นได้ทุกเวที ถ้าเขาเชิญไปเล่นเราก็ไปสนุกได้ แต่ผมไม่ได้มีความฝันว่าเราต้องการไปตรงนั้น ผมอาจจะชอบ The Beatles ด้วยแหละ เขาเป็นวงที่ไม่ค่อยได้ทัวร์และเขาปล่อยเพลงถี่มาก 

แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องเงิน ก็อาจจะแค่มีเพลงอมตะที่ฟังได้ตลอด อีก 10 ปีก็ยังฟังเพลงนี้อยู่ อยากเป็น Radio Star ไม่ได้อยากเป็น Video Star เหมือนที่ ไมเคิล แจ็คสัน เคยมีดราม่า 

แล้วบายล่ะ 

สบาย : ถ้าเป็นตอน ม.ปลาย จะอยากไปโคเชลล่า แต่บายเป็นเด็กอ้วนด้วยค่ะ (หัวเราะ) พอมาทำเพลงจริง ๆ ก็เลยมีความฝันว่าอยากกินก๋วยเตี๋ยวพิเศษโดยที่ไม่ต้องคิดว่าถ้าเพิ่มเงินมา 5 บาท แล้วจะเสียดายเงิน

ตั้ม : สรุปเราคือพวกงกนั่นเอง

แล้วในมุมของศิลปิน คิดว่าอีก 10 ปีข้างหน้า กลับมาฟังเพลงตัวเองจะรู้สึกยังไง

ตั้ม : ถ้าคิดล่วงหน้าในตอนนี้ ผมก็มองว่าเป็นวัยครับ มันดีที่สุดแล้วในตอนนั้น ผมเป็นคนไม่ค่อยเสียดายกับสิ่งที่ตัวเองทำในอดีตเท่าไหร่ รู้สึกว่าถ้าไม่มีเราในอดีตก็ไม่มีเราในวันนี้ เราแก้มันไม่ได้ 

ฟังเพลงเรนิษราตอนไหนถึงจะเพราะที่สุด

สบาย : ส่วนใหญ่เป็นเพลงเศร้าอะ อาจจะต้องช่วงที่เศร้า ๆ หน่อย

ตั้ม :  ผมมองว่าเป็นเพลงฟังสบาย จังหวะไม่ได้เร็วไม่ได้ช้า ฟังตอนขับรถคงจะเพลิน 

ในฐานะที่พวกคุณคุยกับ The Cloud เป็นที่แรก ขอ 1 เรื่องเข้าใจผิดที่อยากแก้ข่าว

สบาย : แรก ๆ เวลาคนบอกว่าหนูเป็นกะเทย หนูก็หงุดหงิด แต่หลัง ๆ นี้เขามาถามว่าเป็นผู้หญิงหรือกะเทย หนูก็ตอบไปเลยว่าเป็นชายแท้ที่ไว้ผมยาว แล้วก็ชอบแต่งหน้าเหมือนแดร็กควีน หนูรำคาญ (หัวเราะ)

ตั้ม : แต่เป็นกะเทยก็ได้ น่ารักดีนะ

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load