หากนับจากปี 2537 ที่อัลบั้มแรกของ Moderndog ออกสู่สายตาและรูหูของเหล่าแฟนเพลงจนถึงตอนนี้ ก็นับเป็นระยะเวลากว่า 25 ปีแล้ว

จากคนหนุ่มที่พลังล้นปรี่ในวันวาน วันนี้นักร้องนำของวงอายุขึ้นต้นด้วยเลข 4 มาแล้วหลายปี

บางคนบอกว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข แต่ผมเห็นว่าตัวเลข 2 หลักนี้ก็บอกอะไรได้มากมายเหมือนกัน

หากใครเป็นแฟนเพลงย่อมสังเกตเห็นความเติบโตของพวกเขาผ่านท่วงทำนองและเนื้อร้องที่บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ด้วยแว่นมองโลกที่เปลี่ยนไป จากอัลบั้มแรกๆ ที่ทำด้วยความคิดขบถ อึดอัดกับกรอบในสังคมที่ครอบอยู่ เราสังเกตเห็นการตกผลึกทางความคิดจนคลี่คลายกลายเป็นอัลบั้ม แดดส่อง กลายเป็นอัลบั้ม ป๊อด/โป้ง/เมธี

ผมนัดพบ ธนชัย อุชชิน หรือ ป๊อด Moderndog ในบ่ายวันแดดส่อง เพื่อย้อนทบทวนถึงวันก่อนที่ท้องฟ้าจะสดใส

“เราว่ามันเป็นการเดินทาง เป็นการเรียนรู้” ศิลปินตรงหน้าบอกผมเมื่อชวนเขาย้อนทบทวนถึงวันนี้เมื่อหลายปีก่อน

ในขณะที่หลายวงที่ถือกำเนิดในช่วงเวลาใกล้เคียงกันแยกย้ายไปทำงานอื่นๆ กันแล้ว แต่ Moderndog ยังยืนระยะสร้างผลงานร่วมสมัยออกมาให้แฟนเพลงได้ฟัง 

คงคล้ายๆ รองเท้า Converse Chuck Taylors ที่เขาสวมใส่มาตั้งแต่ก่อนทำอัลบั้มแรกจนถึงวันนี้ที่เราพบกัน นั่นคือ Moderndog ได้กลายเป็นทั้งวงที่ทั้งเป็นตำนานและอยู่ร่วมยุคสมัยได้อย่างไม่เคอะเขิน บทเพลงของพวกเขาไร้กาลเวลาโดยไม่ได้ตั้งใจ

หากแต่เบื้องหลังการยืนระยะและบทเพลงไร้กาลเวลาจะเป็นเช่นไร ขอเชิญไล่ฟังสิ่งที่เขาบอกว่า ‘เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง’ ทีละเพลง

ป๊อด โมเดิร์นด็อก

ป๊อด โมเดิร์นด็อก

2537 :   อัลบั้ม เสริมสุขภาพ

ก่อน

ก่อนท้องฟ้าจะสดใส ก่อนความอบอุ่นของไอแดด ก่อนดอกไม้จะผลิบาน ก่อนความฝันอันแสนหวาน

ทุกวันนี้คุณได้กลับไปฟังเพลงเก่าๆ บ้างไหม

ช่วงหลังผมมาจัดรายการวิทยุที่ช่อง Mellow ทุกคืนวันอาทิตย์ ตอน 3 ทุ่มถึงเที่ยงคืน แล้วผมก็มีฟอร์แมตในรายการวิทยุของตัวเองว่าจะเปิดด้วยเพลงที่ตัวเองร้อง และปิดด้วยเพลงที่ตัวเองร้อง มันเลยทำให้ได้กลับมาฟังเพลงตัวเอง

ทำไมเลือกเปิดด้วยเพลงตัวเองและปิดด้วยเพลงตัวเอง

มันชื่อรายการ ‘ป๊อดทอล์ก’ ผมเลยอยากจะ Introduce ด้วยเพลงของเรา เป็นเพลงที่เป็นมู้ดของเราวันนี้ ว่าวันนี้เราสตาร์ทด้วยมู้ดนี้

เวลาฟังเพลงตัวเองเห็นภาพเก่าๆ บ้างไหม

จริงๆ มันหลากหลายนะ มันก็อาจจะเห็นภาพความรู้สึกช่วงนั้น หรืออาจจะไปเห็นข้อผิดพลาดในเพลงนั้น เช่น อันนี้ไม่น่าร้องอย่างนี้เลย หรือว่าเพลงนี้ไม่น่าใช้คำนี้เลย มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เราไม่ฟังเพลงตัวเองเลยนะ เพราะว่ามันจะรู้สึกเหมือนคนชอบจับผิดตัวเอง บางทีเหตุผลที่เราจะทำชุดใหม่ก็เพื่อที่จะทำให้มันดีกว่าชุดที่แล้วนั่นแหละ อยากจะทำชุดใหม่ที่มันจะไม่พลาดอีก

รู้สึกผิดหวังไหมเวลาเห็นจุดผิดพลาดในอดีต

ไม่นะ ถ้ามองตอนนี้เราว่ามันเป็นการเดินทาง เป็นการเรียนรู้ ที่เราทำงานมาจริงๆ แล้วมันก็คือการขัดเกลาตัวเองนั่นแหละ ขัดเกลาตัวเองแล้วก็เห็นตัวเอง เห็นความคิดของตัวเองในวันนั้นแล้วเราก็เกิดความคลี่คลายในวันนี้ เพราะฉะนั้น สิ่งนั้นมันเป็นบันทึกตัวตนของเรา

ผมว่าผมขัดเกลามาเรื่อยๆ นะ จนกระทั่งตอนนี้ผมรู้สึกว่าผมเบาในหลายๆ จุด

ป๊อด โมเดิร์นด็อก ป๊อด โมเดิร์นด็อก

กะลา

แค่ลืมตา ออกจากกะลา ให้รู้ว่ามันมีมากกว่า

ในวัยหนุ่มคุณเป็นคนหนุ่มแบบไหน

ผมว่าตอนเด็กผมเจ้าอารมณ์มากเลยนะ แต่ผมมีโอกาสทำเพลงนี่แหละ มันเลยเหมือนมีที่ที่ผมได้ปล่อยอารมณ์เหล่านั้นไปในงานศิลปะ ไปในงานเพลง ซึ่งผมดีใจที่ผมเลือกเอาไอ้ความเจ้าอารมณ์ตรงนี้มาทำให้เกิดประโยชน์ แทนที่เราจะไปเหวี่ยงใส่สภาพแวดล้อม เราก็เอาไอ้ก้อนอารมณ์นั้นมาใช้ในการสร้างสรรค์ มาเขียนเป็นเพลง มาแสดงบนเวที

หลายคนยกให้คุณเป็นหนึ่งในตัวแทนของความขบถ อยากรู้ว่าเชื้อความขบถในตัวคุณมันมาจากไหน

ผมว่าระบบการศึกษาก็ผลักดันเยอะนะ วิถีการศึกษาในโรงเรียนมันบีบเราหลายๆ อย่าง แล้วเราก็พยายามหาทางออก

จริงๆ เพลง กะลา ในอัลบั้มแรกมันเป็นภาคต่อมาจากวิชาเพนติ้งของผม ตอนเรียนผมมีงานชิ้นหนึ่งชื่อ ‘กะลา’ ตอนนั้นผมพูดถึงเรื่องว่า เราไม่ควรที่จะยึดติดอยู่แค่ในกรอบความคิดเดิมๆ หรือความเชื่อเดิมๆ มันมีอะไรอีกตั้งมากมายข้างนอก งานนั้นผมเพนต์แล้วก็มีกะลา 7 สีเป็นมิกซ์มีเดีย แล้วผมก็ต่อยอดมันออกมาเป็นเพลงด้วย

คิดว่ากะลาที่มันครอบเราอยู่ในวัยนั้นคืออะไร

มันคงเป็นกฎเกณฑ์มั้ง ตอนเด็กๆ อาจจะแค้นเรื่องทรงผม ทำไมจะต้องถูกบังคับให้ตัดผมเกรียน หรือว่าทำไมอยู่มหาวิทยาลัยแล้วไว้ผมยาวยังถูกอาจารย์ไล่ไปตัด แต่สุดท้ายพอเราจบมาเราก็ไว้ผมสั้นอยู่ดีนะ (หัวเราะ) คือพอกลับไปมองไอ้ตอนผมยาวที่เราขบถกับอาจารย์เราก็รู้สึกว่ามันดูไม่ได้จริงๆ แหละ มันก็เป็นการเรียนรู้

สำหรับเราแล้วตอนนี้มันไม่มีข้างในข้างนอกแล้ว คือขอบเขตมันก็ทลายออก เราอยู่ข้างนอกก็ได้ อยู่ข้างในก็ได้ เมื่อก่อนเราอยู่ข้างในแล้วเราจะต้องออกไปข้างนอก

ทุกข์ร้อนกับการอยู่ในกรอบในกฎ

ใช่ เพราะเราเป็นคนรักอิสระ แล้วเราก็รู้สึกว่า เฮ้ย มันมีทางเลือกอีกเยอะมากนะในความเป็นจริง อย่างสมัยก่อนเพลงก็จะมีทางเลือกอยู่แค่ 2 ค่ายหลักๆ แต่เราก็อยากจะบอกว่า เฮ้ย มันมีเพลงแบบอื่นด้วยนะ มันมีดนตรีอีกตั้งหลายแบบ เราก็เลยเลือกที่จะทำเพลงที่มันเป็นทางเลือกออกมาในช่วงเวลานั้นเมื่อ 25 ปีที่แล้ว

ตอนนั้นไม่ได้คิดเรื่องความสำเร็จเลยนะ คิดแค่ว่า เฮ้ย เรารู้สึกอะไร เราอยากจะพูดอะไร ไม่ได้ไปมองเรื่องผลลัพธ์ มองแค่สิ่งที่ได้ทำ

ย้อนมองกลับไปคิดว่าวิธีนี้ถูกต้องไหม ไม่มองผลลัพธ์

ถูกแล้ว ถูกแล้ว เราแค่ทำในสิ่งที่เราเชื่อ ที่เรารู้สึกจริงๆ ออกไป โตขึ้นมาเสียอีกที่เราเริ่มรู้สึกว่ามี Comfort Zone ที่เราเริ่มลงตัว ที่มีวิถียังชีพชัดเจน บางทีเราไม่ต้องแหกอะไรออกไปก็ไม่เดือดร้อน ซึ่งเราคิดว่าไอ้พลังในวัยหนุ่มตอนนั้นมันดีมากเลย

คือตอนนั้นเราทำแม้กระทั่งไม่ย้อนรอยความสำเร็จตัวเองด้วยนะ อย่างเช่นชุดแรกมันเป็นแบบนี้ ชุดสองก็จะทำไม่ให้มันเหมือนชุดแรก แล้วชุดสามต้องทำยังไงให้ไม่เหมือนชุดสอง แล้วชุดสี่ก็ทำในสิ่งที่ตัวเองมีอคติมาก่อน เราทลายอคตินั้นโดยการทำมันในชุดที่สี่

ที่ทำแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่อยากประสบความสำเร็จใช่ไหม

ลึกๆ ที่สุดแล้วก็คงอยากประสบความสำเร็จนั่นแหละ แต่ที่สำคัญกว่าความสำเร็จก็คือเราทำสิ่งนั้นแล้วมันใช่สิ่งที่เรารู้สึกจริงๆ หรือเปล่า อันนี้สำคัญกว่า

ป๊อด โมเดิร์นด็อก ป๊อด โมเดิร์นด็อก

2540 : อัลบั้ม คาเฟ่

ที่จริงในใจ

เธอต้องการสิ่งใดก็คงจะรู้ดีอยู่ แต่แล้วเพราะบางอย่างที่เธอได้สร้างขึ้นมา
ที่เธอจะทำอย่างไรก็คงไม่ไหวเกินกว่า สิ่งที่เธอสร้างขึ้นมามันช่างแน่นหนา


แล้วช่วงวัยหนุ่มคุณทุกข์สุขกับเรื่องอะไร

เออว่ะ เมื่อกี้เราพูดถึงว่าไม่แคร์เรื่องความสำเร็จ แต่จริงๆ แล้วโคตรแคร์เลยว่ะ (หัวเราะ) เพราะที่เราทุกข์ที่สุดก็คือความคาดหวังในมาตรฐานตัวเอง มันย้อนแย้งนะ อย่างชุดแรกมันประสบความสำเร็จมาก มากแบบที่เราก็นึกไม่ถึง แล้วเรารู้สึกว่าเราจะ Survive ยังไงต่อไป อันนี้แหละคือความหนักอึ้งของชีวิตในเวลานั้น

เราจะแต่งเพลงยังไงที่มันจะไปสู้กับ บุษบา ที่ตัวเองเคยแต่งเอาไว้ได้ มันเริ่มมาแล้วเป็น บุษบา เลย แล้วยังไงต่อ เรายังแต่งเพลงได้อีกหรือเปล่า แล้วมันจะดีเท่าที่เคยดีมั้ย

คือในชีวิตผมก็มีความสุขไปตามประสา จนกระทั่งผมประสบความสำเร็จ ตั้งแต่อายุ 1 ขวบถึงอายุ 23 ผมคิดว่าผมเป็นเด็กที่มีความสุขพอสมควรคนหนึ่ง ยกเว้นตอนประถมที่กลัวสอบไม่ได้ที่ 1 คือผมดันสอบได้ที่ 1 ตั้งแต่อนุบาล จริงๆ เรื่องนี้ผมเล่ามาตลอด 25 ปี คนที่เคยอ่านเขาคงบอกว่าพี่ป๊อดเล่าซ้ำ แต่มันเป็นเรื่องที่อยู่ในใจเรา มันเป็นความทุกข์ที่สอบได้ที่ 1 แล้วกลัวว่าจะไม่ได้ที่ 1 อีก ซึ่งมันคล้ายกับตอนทำอัลบั้มชุดแรกแล้วมันดันฮิต แล้วเรากลัวไม่ได้อีก มันเป็นความทุกข์ซ้ำซากแบบนี้

ตอนที่สำเร็จจากชุดแรกเราเกิดความกลัวขึ้นมาเลยว่า เฮ้ย เราจะแต่งเพลงแบบนั้นได้อีกมั้ย เพราะเพลงที่เราแต่งชุดแรกเราแต่งด้วยสัญชาตญาณ เราไม่ใช่นักแต่งเพลงมืออาชีพ แล้วจะทำยังไง เราก็เลยเลือกที่จะไปเรียนแต่งเพลง หลังจากที่อัลบั้มชุดแรกเสร็จผมก็เลยบินไปอยู่นิวยอร์กเกือบ 2 ปีนะ แล้วก็ไปเข้าคอร์สเรียนแต่งเพลง คือไปหาวิธี ไปเรียน ไปใช้ชีวิต ไปเข้าคลาสให้ครูเขาสอน ซึ่งมันก็ช่วยได้ จริงแล้วเพลงในอัลบั้มที่ 2 มันก็เป็นเพลงที่มาจากการใช้ชีวิตที่นิวยอร์กนั่นแหละ

เท่าที่ฟัง ความสำเร็จก็นำมาซึ่งความทุกข์ได้เหมือนกัน

คงเป็นเพราะต้องการรักษาความสำเร็จมั้ง เหมือนการรักษามาตรฐาน ไม่รู้เป็นกันบ้างมั้ย สมมติว่าคุณอาจจะเคยเขียนบทความที่รู้สึกว่ามันโคตรดีเลย หรือว่าช่างภาพที่เคยถ่ายรูปแล้วรู้สึกว่ารูปนี้มันพีก แล้วเราจะทำยังไงให้มันได้ในระดับนั้นอีก

ขอบคุณ

ในยามที่เงียบเหงา มีเธออยู่เคียงกายเรา วันคืนที่ปวดร้าว มีเธอช่วยทำให้ทุเลา

แล้วปัญหาที่ว่าหนักอึ้งอย่างเรื่องการต้องการรักษาความสำเร็จ คุณคลี่คลายมันอย่างไร

ตอนนี้สิ่งที่คลี่คลายคือผมจะใช้ความสุขอยู่กับโมเมนต์ที่กำลังทำมากกว่า ผมพอใจในวินาทีนี้ ผมไม่ได้เฝ้าผลลัพธ์แล้ว จบแล้วจบ สมมติผมทำเพนติ้งรูปนี้แล้วผมรู้สึกว่าผมได้รับความสุขในขณะที่ผมกำลังเพนต์รูปนี้ เมื่อมันเสร็จมันก็คือผลงานชิ้นหนึ่ง ไม่ว่าจะมีคนชื่นชมมันมากน้อยแค่ไหน มันก็ไม่ได้สำคัญเท่ากับช่วงเวลาที่ผมกำลังทำมันอยู่ มันก็เลยทำให้ผมสามารถร้องเพลงในแต่ละวันได้ จบคอนเสิร์ตนี้ผมก็สลัดมันออก มันเป็นอดีตไปแล้ว

ฟังดูคุณไม่หลงระเริงกับความสำเร็จแบบที่ใครบางคนเป็น

ไม่เลย เป็นพวกความมั่นใจในตัวเองต่ำเสียด้วยซ้ำ มันมีความหวาดหวั่นอย่างที่บอกว่า เอ๊ะ เราจะทำได้อีกหรือเปล่า ไม่ใช่ว่า โห เราเก่งแล้วเว้ย ทุกคนนิยมชมชอบ ชื่นชม

แล้วเป็นอย่างนี้กันทั้งวงเลยนะ ต่างคนต่างเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นกันหมด พวกเราชอบตบตัวเองลงด้วยซ้ำ อย่างเช่นหลังเสร็จอัลบั้มที่ 2 ซึ่งความจริงมันก็ยังพอรอดนะ มีเพลง ติ๋ม และเพลงอื่นๆ คือมันไม่ถึงกับจ๋อย แต่ผมก็ลงไปบวชเป็นพระป่าอยู่ 4 เดือน ไปอยู่ป่า ไปใช้ชีวิตกลางป่าแล้วก็เรียนรู้ตัวเอง

ตอนนั้นหนีอะไรหรือเปล่าถึงขั้นต้องไปบวช

คือตอนนั้นมันเป็นคอนเซปต์ชีวิตว่าเสร็จชุดแรกจะไปเมืองนอก พอเสร็จชุดสองจะไปเมืองใน ก็เลยเลือกที่จะไปตรงนั้น ชุดสามมันก็เลยออกมาเป็นชุด Love Me Love My Life

ป๊อด โมเดิร์นด็อก

2544 : อัลบั้ม Love Me Love My Life

เวตาล

ฉันทำทุกอย่าง เพราะฉันต้องการ พร้อมแล้ว กับทุกความทนทรมาน

หลังจากสึกออกมาคุณเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

ผมว่าผมเข้าใจอารมณ์ตัวเอง ก่อนบวชผมเป็นตัวอารมณ์ แต่หลังบวชผมเห็นอารมณ์ ก่อนบวชผมเป็นเนื้อเดียวกับอารมณ์ แต่หลังบวชผมรู้ว่าอารมณ์กำลังเกิดขึ้น

ผมคิดว่าผมกลายเป็นผู้เฝ้าดูมากขึ้น มากกว่าจะเป็นคนที่ถูกอารมณ์บังคับพาไปนู่นไปนี่ ซึ่งมันก็ทำให้ผมเบาขึ้น ทำให้ผมไม่จมในอารมณ์ แต่ผมเป็นคนเลือกใช้อารมณ์มากกว่า ไม่ใช่ถูกอารมณ์ใช้

แล้วคุณทำอัลบั้ม Love Me Love My Life ด้วยทัศนคติแบบไหน

จริงๆ ผมตั้งใจทำชุดสามให้ล้มเหลวนะ ผมทำให้มันฟังไม่รู้เรื่อง เพื่อที่ผมจะได้ไม่ต้องอยู่กับความสำเร็จ คือผมมาวิเคราะห์ตอนโตว่า ผมกำลังลดขนาดความคาดหวังที่เกิดขึ้นด้วยการทำงานแบบนี้

แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทำงานด้อยคุณภาพเพื่อให้คนลดความคาดหวังใช่ไหม

ไม่ๆ เราทำอย่างเต็มที่เหมือนเดิม เราทำด้วยใจเหมือนเดิม แต่เราทำให้มันสุดในแบบที่ว่า มีเด็กคนหนึ่งใส่ชุดนักเรียนกางเกงน้ำเงินเดินมาแล้วบอกเราว่า “พี่ป๊อดครับ ผมฟังเทปชุดนี้ของพี่แล้ว ผมฟังไป 1 หน้าแล้วผมเขวี้ยงทิ้งเลย” แล้วผมก็คิดในใจว่า ถูกต้องแล้วครับ (หัวเราะ)

รู้ว่าล้มเหลวแต่ก็เดินไป

อยากไปอยู่ตรงจุดนั้นไง

ในอีกด้านหนึ่งนายทุนก็กล้าหาญเหมือนกัน ที่รู้ว่าทำไปมันจะไม่ตอบโจทย์ตลาดแต่ก็ยอมให้พวกคุณทำ

ตอนที่ สุกี้ (กมล สุโกศล แคลปป์) ได้ยินเพลงก็แอบสะดุ้ง (หัวเราะ) แล้วผมทำปกด้วยนะชุดนั้น ที่เป็นรูปปริ้นเตอร์ แล้วเปิดมาเป็นภาพไฟแบบ Abstract ไม่มีข้อมูลอะไร ไม่มีเนื้อเพลง ไม่มีอะไร เปิดมาเป็นภาพแสงสีแดงๆ สุกี้ก็ถามว่า “เฮ้ย ป๊อด ปกมีแค่นี้เองเหรอวะ” ผมบอกว่า ใช่ แค่นี้แหละ สุกี้ก็บอกว่า “ดี ไม่เปลืองดี” (หัวเราะ)

นึกว่าจะห้าม

ข้อดีของการอยู่ที่เบเกอรี่มิวสิกคือมันอิสระมาก เพราะทุกคนต่างต้องสร้างงานให้ตัวเอง มันก็เลยไม่มีใครมาบีบบังคับใคร

แล้วคุณเองไม่เห็นใจนายทุนเลยเหรอ

ไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลยน่ะสิ

ป๊อด โมเดิร์นด็อก

ถ้าคิดก็อาจจะไม่ได้ทำแบบนั้น

ถ้าคิดก็อาจจะไม่มาอยู่ค่ายนี้ก็ได้ คือผมเลือกมาอยู่ค่ายเบเกอรี่มิวสิกเพราะผมรู้สึกว่าค่ายนี้เข้าใจเรา แล้วเราก็ Comfortable กับการอยู่กับพวกเขา

แล้วที่ว่าตั้งใจทำชุดที่ 3 ให้ล้มเหลว สุดท้ายคุณคิดว่ามันล้มเหลวจริงไหม

สำหรับเราแล้วมันไม่ล้มเหลวเลย เพราะเราชอบมันมาก สรุปแล้วความล้มเหลวหรือความสำเร็จมันอยู่ที่ใจเราแหละ มันไม่ใช่เรื่องของผลลัพธ์ของภายนอก งานบางชิ้นคนอาจจะไม่ได้ชอบ ไม่ได้ตอบรับเลย แต่เรารู้สึกว่ามันใช่ นี่แหละ นี่ต่างหากที่เราใฝ่หา

แล้วเอาจริงๆ พอไปอยู่ตรงจุดที่ไม่สำเร็จคุณรู้สึกอย่างไร

ดี รู้สึกเบา เบาจากการที่เราไม่ไปยึดติดกับความสำเร็จ ผมว่าลึกๆ แล้วทุกคนต้องการความสบายใจนะ ลึกๆ แล้ว (เน้นเสียง) เหนือกว่าชื่อเสียงเงินทองความสำเร็จหรืออะไรก็ตาม ผมว่าทุกคนต้องการความโปร่งโล่งใจ ตอนนั้นเราก็คลี่คลายระดับหนึ่งเลยนะ มันก็เกิดแดดที่ส่องเข้ามา ก็ตาสว่างขึ้น

ป๊อด โมเดิร์นด็อก ป๊อด โมเดิร์นด็อก

2547 : อัลบั้ม แดดส่อง

ตาสว่าง

ถึงเวลาที่ฉันนั้นควรสงบ ใช้ปัญญาที่เหลือทบทวน ที่ผ่านมา ให้เข้าใจ

ความไม่สำเร็จในแง่ยอดขายของอัลบั้ม Love Me Love My Life ส่งผลต่อวิธีคิดการทำอัลบั้มถัดมาไหม

มันส่งผลตรงที่ว่าชุดที่ 3 เราพยายามทำให้มันฉีก ให้มันหลุด ชุดที่ 4 เราเลยคิดว่า เราลองแกล้งตัวเองอีกทีนึง โดยการทำในแบบที่เราคิดว่ามันธรรมดาซึ่งที่ผ่านมาเราไม่กล้าทำ เช่น การใช้คอร์ดเบสิก C Am F G หรือการเขียนเนื้อเพลงแบบ “เธอเท่านั้นอยู่ในใจ เธอเท่านั้นตลอดไป” เป็นเนื้อเพลงที่มันอาจจะไม่ได้ลึกซึ้งอะไร จนถึงขนาดที่ พี่โป้ง (ปวีณ สุวรรณชีพ) มือกลองซึ่งได้ฟังครั้งแรกในห้องซ้อมบอกว่า มึงเอาอย่างนี้เลยเหรอ มึงร้องอย่างนี้เลยเหรอ “เธอเท่านั้นอยู่ในใจ เธอเท่านั้นตลอดไป” จากที่ชุดก่อนหน้ามัน Abstract มาก

ที่ว่าผ่านมาไม่กล้าทำแบบนี้ มันเป็นเพราะอะไร

ก็ห่วงเท่มั้ง

อัลบั้ม Love Me Love My Life ทำให้คุณรู้สึกเบา แล้วอัลบั้ม แดดส่อง มีความหมายในแง่มุมใดบ้าง

มันเป็นมุมมองที่เราเริ่มรู้สึกว่า จริงๆ แล้วสิ่งที่มนุษย์ต้องการคือความรัก ก่อนหน้านี้เราอาจจะไม่กล้าเขียนเพลงรัก ไม่ใช่ไม่กล้าเขียนสิ เราไม่ยอมเขียนเพลงรัก เพราะเรารู้สึกว่ามันดูแหวว อัลบั้มนี้ก็เลยแกล้งตัวเองด้วยการเขียนเพลงรักให้แหววไปเลย อย่างเพลง เธอเท่านั้น อย่างที่บอก หรือว่าเพลง กันและกัน ที่ร้องว่า ช่วงเวลาที่แสนเหน็บหนาว ต้องปวดร้าว เธอนั้นยังมีฉัน ไม่อ้างว้าง ถ้าเราอยู่ข้างกัน จำเอาไว้ในวันเวลาที่เธออ่อนล้า เรานั้นยังมีกัน”

ผมว่าอันนี้สำคัญกับชีวิต ผมไปค้นพบแล้วว่าสิ่งที่มนุษย์ต้องการคือความรัก สิ่งที่ชีวิตต้องการคือความรัก ผมก็เลยอยากพูดเรื่องนี้ในอัลบั้มที่ 4

ป๊อด โมเดิร์นด็อก ป๊อด โมเดิร์นด็อก

2551 : อัลบั้ม ทิงนองนอย

เงินล้าน

ยังต้องการมีอะไรอีกหรือเรา และมันจะดีกว่านี้หรือเปล่า อีกนานไหม ต้องวนเวียนสักเท่าไร แล้วฉันจึงจะรู้

เห็นในอัลบั้มถัดมาอย่าง ทิงนองนอย มีเพลงชื่อว่า เงินล้าน ตอนนั้นคุณเกิดคำถามอะไรอีกในชีวิต

เพลง เงินล้าน จริงๆ ตอนแรกไม่ได้กล้าใช้คำว่า ฉัน ในเพลงหรอกนะ เนื้อเพลงตอนแรกร้องว่า “แม้มีเงินเป็นล้าน เพราะอะไรยังร้อนรน” เหมือนเราพูดถึงบุคคลที่ 3 แล้วเพลงนั้นผมเรียกแสตมป์มาร่วมเขียนเนื้อร้อง แสตมป์ก็บอกผมว่า พี่กล้าใช้คำว่าฉันไหมล่ะ ซึ่งผมไม่กล้า เขาก็บอกว่า เฮ้ย พี่ใช้ฉันไปเลย ก็เลยกลายเป็น “ฉันมีเงินเป็นล้าน เพราะอะไรยังร้อนรน” คือจริงๆ มันก็พูดถึงคำถามที่ว่า มีทุกอย่างอยู่รอบตัวแล้ว แต่ทำไมมันยังโหวงๆ อยู่นะ

คือเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลานั้น

ใช่ คือวันหนึ่งตื่นมาแล้ว เอ๊ะ ทำไมมีความหมองๆ อยู่ ทั้งๆ ที่ดูเงินในแบงก์ก็ยังเหลืออยู่นะ ไปไหนคนก็ให้การยอมรับนะ ยังยินดีที่ได้เจอกัน มันก็ไม่น่าที่จะต้องหมองเศร้าหมองหม่นนี่ ผมก็เลยเขียนเพลงนี้ขึ้นมาว่า “อยู่ที่สิ่งใด อยู่ที่ตรงไหน จะมีอะไรที่เป็นคำตอบ”

เขียนเพื่อถาม

ถามตัวเอง

แล้วได้คำตอบไหมว่าทำไมเรามีทุกอย่างแล้วยังรู้สึกแบบนั้น

คำตอบคือ มันเป็นแค่ความรู้สึกชั่ววูบเท่านั้นเอง มันไม่ใช่ความจริง มันเป็นความรู้สึก แต่ว่าเราจะเฝ้าดูมันนานพอที่มันจะเคลื่อนผ่านไปหรือเปล่า บางทีเราเข้าไปนั่งส้วมความรู้สึกเมื่อครู่ก็หายไปแล้วนะ มันเป็นแค่ก้อนความรู้สึก เป็นเหมือนกับเมฆที่มันเข้ามาในซีน แล้วมันไม่ได้อยู่ตรงนั้นตลอด เมื่อเรารู้แบบนี้ ต่อให้ความรู้สึกไหนเข้ามา เราก็แค่มีสติมากพอที่จะมองมัน ความจริงตอนนั้นผมแค่ไม่มีสติเท่านั้นเอง คือผมแค่กลับไปเป็นคนที่จมอยู่ในอารมณ์ที่เกิดขึ้น จริงๆ แล้วเราไม่ต้องเติมเต็มอะไรหรอก เราก็แค่รับรู้มัน มันเป็นภาวะชั่วคราวเท่านั้นเอง

ทุกวันนี้พอใจกับชีวิตไหม

ทุกวันนี้มันเกิดได้ทุกอารมณ์เลย แล้วเราไม่ปฏิเสธมันด้วย

แสดงว่าในบางอารมณ์ก็อาจจะไม่พอใจ

ใช่ มันไม่ใช่ปัญหาเลย ทุกอารมณ์ไม่ใช่ปัญหาอีกแล้ว อยู่ที่ว่าเราจะจมลงไปกับมันหรือเปล่า หรือว่าถอยออกมาเป็นคนดูได้ทันหรือเปล่า ประเด็นอยู่ตรงนี้มากกว่า

แล้วทุกวันนี้คุณยังขวนขวายหรือว่าทะเยอทะยานอยากได้อะไรอีกไหม

ผมอยากทำในสิ่งที่ต้องทำหรือควรทำในเวลานี้ อย่างเช่นวันนี้ผมจะมานั่งคุย ผมก็อยากจะมาคุยให้เพลิดเพลิน แล้วเดี๋ยวถ้ามีเวลาเหลือ ผมก็อยากจะไปวาดรูปต่อที่สตูดิโอ หรือว่ามีเพลงที่แต่งค้างไว้ยังคิดเนื้อไม่ออกผมก็ไม่ได้กลุ้มใจเหมือนตอนเด็กๆ ไม่ได้ทุรนทุรายว่าทำไมไม่ได้ กูเป็น Writer’s block เขียนเนื้อไม่ได้ คือไม่ได้ถึงกับทุกข์ร้อน ไม่ได้ถึงกับทุกข์ระทม

ป๊อด โมเดิร์นด็อก ป๊อด โมเดิร์นด็อก

2559 : อัลบั้ม ป๊อด/โป้ง/เมธี

วันนี้เมื่อปีก่อน (Today, Last Year)

ในวันที่ลมยังพัดจากเมื่อวาน และสิ่งที่ทรมานจะนานเพียงใด
แค่ปล่อยให้กาลเวลาเยียวยา จนฉันเข้าใจว่าสิ่งใด ผ่านมาแล้วสุดท้ายก็ไป

เพลงของโมเดิร์นด็อกหลายๆ เพลงมักจะสื่อสารว่า ทุกสิ่งผ่านมาแล้วก็ผ่านไป คุณพยายามเตือนตัวเองหรืออะไร ทำไมถึงพูดถึงมันบ่อยๆ

จริงๆ แล้วทุกชุดเราเตือนตัวเองหมดเลย มันเลยทำให้คลี่คลายในแต่ละช่วงเวลา แต่ทำไมถึงพูดเรื่องผ่านมาแล้วผ่านไป เพราะว่าทุกสิ่งมันลอยมาแล้วลอยไปนะ ผมพูดเพื่อที่เราจะได้ไม่ไปจมอยู่กับสิ่งนั้นๆ พอเราเข้าใจตรงนี้ เรื่องไหนๆ มันก็เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ The end of the world ไม่ใช่จุดสิ้นสุด

การเข้าใจว่าทุกสิ่งผ่านมาแล้วก็ผ่านไปมันส่งผลต่อการใช้ชีวิตของคุณไหม

ส่งผล มันทำให้เราไม่จมไปกับอารมณ์ เราค่อนข้างเบา แต่ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นเซียน บรรลุแล้ว เห็นทุกอย่างเป็นอนิจจังไปหมด ไม่ขนาดนั้น มันก็มีบางช่วงที่เราเจอเรื่องหนักๆ แล้วเราก็จมอยู่ในความรู้สึกนั้น เช่นตอนที่พ่อเราเสีย หรือเจออะไรที่มันรุนแรง อย่างกระเป๋าตังค์หายก็มีวูบไปครึ่งวัน แต่มันก็วูบแค่ครึ่งวัน จากที่ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงวูบสัก 2 วัน

แล้วในฐานะศิลปิน ทุกวันนี้คุณบาลานซ์ระหว่างความรู้สึกที่ว่า ‘ทุกสิ่งผ่านมาแล้วก็ผ่านไป’ กับ ‘ฉันต้องยืนระยะให้ได้’ อย่างไร

ผมว่าเราแค่ทำหน้าที่มากกว่า ไม่ได้มองว่าต้องยืนระยะ เหมือนกับว่าเรามีหน้าที่อะไรบนโลกนี้ หรือเราเลือกหน้าที่อะไรบนโลกนี้ ผมก็แค่ทำหน้าที่ แต่ว่าระยะมันจะอยู่แค่ไหน มันอยู่ที่เราทำหน้าที่นั้นเต็มที่หรือทำได้มีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน

แล้วคุณคิดว่าอะไรที่ทำให้เพลงของโมเดิร์นด็อกยังคงอยู่ร่วมยุคสมัย วัยรุ่นยุคนี้ก็ยังฟังเพลงของคุณได้

อันนี้ถือว่าเป็นคำชมมากเลย สำหรับเราก็คือแค่ทำ แค่รู้สึกว่าเราอยากจะทำให้เป็นแบบนี้ในตอนนั้น แต่การที่มันอยู่ได้เพราะอะไร ต้องถามคนฟังแล้วล่ะ

แล้วลึกๆ คุณกลัวตกยุคไหม

ไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลย ไม่ได้มองเป็นประเด็น คือเรายังเห็นทุกวันมันน่าตื่นเต้นอยู่ มันยังสนุกอยู่ เราเลยไม่ได้รู้สึกว่ามันเรื่องของยุคอะไร

อยู่วงการนี้มานานก็ยังมีความตื่นเต้นอยู่เหรอ

ตื่นเต้น อย่างเช่นเวลาแต่งเพลงใหม่ไม่ได้ เฮ้ย เขียนมา 60 เพลง 6 อัลบั้ม มันมีอะไรให้เขียนอีกวะ มันมีหัวข้อไหนที่กูยังไม่ได้พูดบ้าง น่าตื่นเต้นมากเลยนะ แล้วมันติดอยู่ตรงนั้น มันมีความชะงักอยู่ ความน่าตื่นเต้นคือ เฮ้ย ยังมีประตูที่เรายังทะลวงไปไม่ได้อยู่ หรือว่ามันยังเหลือประเด็นอะไรอีกนะ ที่เราจะหยิบออกมาพูด แล้วพอมันเจอผมจะรู้สึกว่า เฮ้ย มันยังมีว่ะ หรือว่าแต่งเพลงไม่ออกผมก็หนีไปวาดรูป ไปเขียนภาพ Abstract จริงๆ แล้วคือไม่มีอะไรจะพูดนั่นเอง Abstract ก็คือการที่ไม่ต้องพูด ไม่ต้องเอาเรื่อง เอาแต่ความรู้สึก มันก็มีช่องทางที่ได้ปลดปล่อยพลังงานของเราออกไปในอีกสื่อนึง ทำให้เรายังตื่นเต้นอยู่

เมื่อก่อนอาจจะเป็นทุกข์ที่แต่งเพลงไม่ได้ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นว่ามันทำให้ผมค้นพบสิ่งใหม่ ทำให้ผมค้นพบ การเพนติ้ง ซึ่งการที่เราไม่ได้ทุกข์ร้อนกับมัน มันอาจจะพาเราไปสู่อีกที่หนึ่งก็ได้ แล้วในขณะที่ผมเพนต์หลังจากว่างเว้นจากการแต่งเพลงมา 5 ปี ตอนนี้ผมแต่งเพลงได้เยอะเลย เมโลดี้มาเพียบเลย

ทุกวันนี้ความสำเร็จเก่าๆ ไม่กลับมาหลอกหลอนคุณแล้ว

ไม่ ไม่แล้ว ยินดีด้วย (ยิ้ม)

ชื่อเสียง เงินทอง ความสำเร็จ ก็ได้มาครบถ้วนแล้ว อะไรที่ทำให้ทุกวันนี้คุณยังทำงานเพลงอยู่

ผมรู้สึกว่าผมร้องเพลงใช้ได้ ผมก็ไม่น่าจะทิ้งเสียงร้องของตัวเองไปเปล่าๆ สมมติผมไปวาดรูปอย่างเดียว แล้วผมก็ไม่แต่งเพลง ทั้งๆ ที่ผมแต่งเพลงได้ ผมว่าผมเสียดายคุณสมบัตินั้นของตัวเอง และผมคิดว่าการแต่งเพลงเป็นงานที่สำคัญมากนะ ถ้าเรามีความสามารถที่จะเขียนได้ ก็อย่าทิ้งมันเลย หรือว่าถ้าเราร้องเพลงได้แล้วคนเขารู้สึกดีกับเพลงนั้นๆ รู้สึกว่ามันทำให้เขาสนุกขึ้นหรือเขาเอนจอย เราก็น่าจะเอาคุณสมบัตินั้นมาใช้ประโยชน์นะ เหมือนคนทำกับข้าวเป็นทำกับข้าวอร่อยน่ะ คุณจะทิ้งมันทำไม เราควรจะเอาความสามารถนั้นไปทำกับข้าวอร่อยๆ ให้คนอื่นได้กิน

Thank You, Good Luck

วันนั้น จวบจนถึงในวันนี้ เรื่องราวมากมายฉันก็รู้ดี ผ่านสิ่งที่ทรมาน
จดจำ วันคืนที่มีความหมาย เจ็บปวดเท่าไหร่ฉันไม่เคยเสียดาย จะดีหรือร้ายฉันจะขอบคุณ

ป๊อด โมเดิร์นด็อก ป๊อด โมเดิร์นด็อก

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

‘โรงแรมดุสิตธานีที่อาจจะถูกทุบ, ตึกศรีเฟื่องฟุ้งมี facade เหมือนหนามทุเรียน, ตรงบีทีเอสศาลาแดงมีตึกที่สวยแต่ไฟไหม้ไปแล้ว, ธนาคารกรุงเทพรูปร่างเหมือนคอมพิวเตอร์, ในซอยคอนแวนต์มีตึกแถวสวยๆ อีก 2 – 3 ตึก’

ข้างต้นคือข้อความที่ เบียร์-วีระพล สิงห์น้อย ส่งมาในกล่องข้อความเมื่อผมถามว่าในย่านที่เรานัดพบกันมีอาคารใดน่าสนใจ

ผมรู้จักช่างภาพสถาปัตยกรรมผู้นี้ครั้งแรกจากเพจที่รวบรวมภาพถ่ายสถาปัตยกรรมเก่าๆ ชื่อ Foto_momo ซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้ง

ภาพอาคารที่เขาถ่ายส่วนใหญ่เป็นสถาปัตยกรรมโมเดิร์นหลากหลายประเภท ไล่ตั้งแต่อาคารสำนักงาน ธนาคาร โรงภาพยนตร์ โรงแรม และอื่นๆ อีกมากมาย โดยแทบทุกภาพที่เขาถ่ายล้วนมีรายละเอียดกำกับ ทั้งที่ตั้งอาคาร ปีที่สร้าง หรือชื่อสถาปนิกผู้ออกแบบ

เรานัดพบกันใกล้โรงแรมที่เสี่ยงต่อการถูกทุบที่เขาบอกมาในกล่องข้อความ เพื่อพูดคุยกันเรื่องอาคารเก่าที่เขาหลงใหล จากบทสนทนาทำให้ผมรู้ว่าแม้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะมีกระแสที่คนเริ่มหันมาสนใจสถาปัตยกรรมยุคเก่ากันมากขึ้น แต่อาคารเก่าๆ ก็ยังเสี่ยงต่อการถูกทุบทำลายอยู่ดี

บางอาคารที่หายไปทำเอาหัวใจผู้คนที่เกี่ยวข้องเจ็บปวดคล้ายถูกทุบไปด้วย ขณะที่บางอาคารก็ตายไปอย่างเงียบเชียบคล้ายไม่เคยมีอยู่

“ความผูกพันเป็นตัวที่ทำให้คนออกมาเรียกร้อง ถ้าเป็นอาคารที่ไม่ได้ผูกพันกับคน มันจะถูกทุบหายไปในกาลเวลาอย่างเงียบๆ” ผู้ถ่ายภาพสถาปัตยกรรมจนนับจำนวนภาพไม่ถ้วนบอกผม

ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาพยายามตระเวนถ่ายภาพสถาปัตยกรรมเก่าๆ ให้ได้มากที่สุด-ให้เร็วที่สุด ไว้เพื่อเป็นภาพที่ระลึก

ทั้งไว้ระลึกว่าอาคารเหล่านี้มีความสำคัญ รวมถึงไว้ระลึกในวันพวกมันหายไป

และบรรทัดถัดจากนี้คือบทสนทนาที่ระลึกถึงอาคารเก่าเหล่านั้น

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

คุณสนใจการถ่ายภาพตั้งแต่ตอนไหน

ตั้งแต่ตอนเรียนแล้ว แต่ตอนนั้นเรายังไม่ได้ถูกจำกัดว่าต้องถ่ายสถาปัตย์ เวลาเรียนเราก็มีไปเปิดหนังสือดู ก็จะเห็นรูปอาคารสวยๆ ของต่างประเทศ เราก็สงสัยว่า เฮ้ย ทำไมสวยจัง เราอยากถ่ายให้ได้อย่างนี้ แต่ตอนนั้นยังไม่มีความรู้อะไร แค่รู้สึกว่าแล้วทำไมสถาปัตย์บ้านเราถ่ายไม่สวยเลย ถ่ายรูปไม่ขึ้น ก็โทษดินฟ้าอากาศ เมืองนอกฟ้าเขาสวย โทษอุณหภูมิ เราถ่ายสไตล์นี้ไม่สวยหรอก เสาไฟฟ้าเยอะแยะ สายไฟก็รก

แล้ววันหนึ่งอาจารย์ก็เชิญพี่สมคิด เปี่ยมปิยชาติ ช่างภาพสถาปัตย์ที่ตอนนี้เป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์ Fullstop มาบรรยาย พี่เขาก็เปิดสไลด์รูปสถาปัตย์ที่เขาถ่ายให้ดู มันเป็นรูปอาคารในยุโรปอาคารหนึ่ง ฉากหลังเป็นท้องฟ้าสีน้ำเงิน มีเนินหญ้าสีเขียวเป็นฉากหน้า อาคารโผล่มานิดนึงเป็นยอดแหลม มีผู้ชายใส่สูทเดินอยู่ 3 คน แล้วภาพนี้มันพิเศษตรงที่บนท้องฟ้าด้านหลังมีเครื่องบินกำลังพุ่งทะยาน ปล่อยไอพ่นสีขาว

ภาพนั้นประทับอยู่ในความทรงจำนานมาก พี่สมคิดบอกว่า ภาพนี้มันพิเศษตรงที่เป็นจังหวะช่วงโมเมนต์เดียวที่เขาไปตั้งกล้องรอ บวกกับความบังเอิญ ดวง และประสบการณ์ คือถ้าภาพนี้มีแค่อาคารกับคนสามคนมันก็ธรรมดา แต่พอมีโมเมนต์วูบเดียวที่เครื่องบินบินผ่าน มันกลายเป็นหนึ่งวินาทีที่เกิดขึ้นแล้วรูปเพอร์เฟกต์ที่สุด และมันอาจจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว เราก็เลยเข้าใจความเจ๋งของการจับช่วงเวลาดีๆ นี่คือสิ่งที่รู้สึกว่าเราน่าจะเรียนรู้ น่าจะทำได้ มันเหมาะกับเรา เรามีความรู้ทางสถาปัตย์ มีคุณสมบัติที่จะทำได้

บางคนเข้าใจว่าถ่ายภาพสถาปัตยกรรมไม่น่ามีอะไรยาก แค่ตั้งกล้องแล้วก็กดชัตเตอร์ ความจริงมันง่ายขนาดนั้นไหม

อยู่ที่การวางแผน อย่างน้อยเราต้องทำการบ้านมาก่อนว่าเราคิดยังไงกับตึกนี้ แล้วจะถ่ายมันออกมายังไง ทิศทางแสงเราต้องรู้ มันจะมีช่วงจังหวะที่เพอร์เฟกต์ ซึ่งเราจะคาดเดาได้ถ้าเราใส่ใจมัน แล้วพอทำงานไปเยอะขึ้น เราจะพอเดาได้ว่าเดี๋ยวสักพักมันจะเกิดอะไรขึ้น เช่น แสงตอนเช้าช่วงหกโมงเจ็ดโมงสวยกว่าอยู่แล้ว ตอนเย็นต้องช่วงแสงแบบ twilight ตอนกลางวันถ้าเราคิดว่าแสงมันไม่ได้บ่งบอกอะไร ไม่สวย ก็ไม่จำเป็นต้องถ่าย สิ่งพวกนี้เราคาดเดาได้ เราก็ไปตั้งกล้องรอเวลาที่เหมาะสมเท่านั้นเอง

คุณเชื่อในการรอคอย

ทุกวันนี้ก็รอคอยอยู่ คนมักเข้าใจว่าไปถึงจะถ่ายได้เลย บางทีมันไม่ง่ายขนาดนั้น มันจะเจอปัญหา เช่น รถมาจอด มีถังขยะ ป้ายโฆษณา ไฟไม่ติด กระจกไม่เช็ด ของที่เกินจากดีไซน์ของเขา เราต้องย้ายออกเพื่อความสมบูรณ์ มันเป็นงานใช้แรงงานเลยแหละ ถังขยะนี่ยกกันเป็นประจำ

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

คุณเริ่มสนใจสถาปัตยกรรมเก่าๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่

เราเป็นเด็กต่างจังหวัด ผูกพันกับพวกวัด พวกฝีมือช่าง ก็เลยเลือกเรียนสถาปัตย์ไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งจะเรียนต่างกับสถาปัตยกรรมหลักที่จะเรียนพวกอาคารโมเดิร์น พอเรียนจบสถาปัตย์ไทยมา ตอนใกล้จบเราก็ค้นหาว่าตัวเองอยากเป็นอะไร เพราะมันก็เลือกได้หลายทาง ไปเป็นอาจารย์ เป็นนักออกแบบ เป็นสถาปนิก ซึ่งคนที่จบสถาปัตย์ไทยในยุคนั้นหางานค่อนข้างยาก ใครจะไปจ้างออกแบบเรือนไทย มันน้อย แต่มันมีอีกทางที่ผมคิดว่าน่าสนใจคือ พวกทำงานอนุรักษ์

ผมเคยดูหนังญี่ปุ่นเรื่อง Calmi Cuori Appassionati พระเอกทำอาชีพอนุรักษ์ภาพเขียน เราก็อยากจะเท่อย่างพระเอก อนุรักษ์อาคารที่มันจะตายแล้วให้ฟื้นขึ้นมา ซึ่งยังเป็นอาชีพที่ใหม่มากสำหรับคนไทยในยุคประมาณเมื่อปี 2545 ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์อาคารเท่าไหร่ แล้วพอดีตอนทำงานผมได้จับพลัดจับผลูไปอยู่ในทางของฝ่ายผู้รับเหมา ช่วงนั้นธนาคารไทยพาณิชย์กำลังเห็นความสำคัญของอาคารเก่า เขาเป็นเจ้าของอาคารเก่าหลายอาคาร เป็นพวกตึกที่มีบัวหัวเสาหรือที่เรียกว่าเป็นตึก Colonial ตึกพวกนี้เขามีกรรมสิทธิ์รีโนเวตขึ้นมาเป็นสาขา ผมก็ไปเป็นสถาปนิกประจำไซต์งาน คุมช่าง ตอนนั้นก็ใฝ่ฝันอยากจะไปเรียนต่อด้านอนุรักษ์ แต่ว่าก็ไม่ทะเยอทะยานพอ ไม่สำเร็จ แต่นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจอาคารเก่าๆ

แล้วตอนไหนที่เริ่มถ่ายภาพอาคารเก่าสะสมจนกลายเป็นโปรเจกต์ Foto_momo

เริ่มมาจากเราไปถ่ายให้สมาคมสถาปนิกสยามฯ ทุกๆ ปีเขาจะมีการมอบรางวัลให้อาคารอนุรักษ์ดีเด่น เราก็ไปถ่ายมาหลายปี แรกๆ จะเป็นพวกอาคาร วัด ต่างๆ ที่ได้รับรางวัล พอปีหลังๆ สมาคมเริ่มจะให้ความสำคัญกับอาคารโมเดิร์นมากขึ้น ทีนี้เราก็ไปถ่ายตามต่างจังหวัด โคราช หาดใหญ่ แล้วก็รู้สึกประทับใจว่า เฮ้ย ต่างจังหวัดไกลๆ ยังมีอาคารเจ๋งๆ แบบนี้ซ่อนอยู่ พอเริ่มประทับใจ ไปไหนสายตามันก็จะเริ่มมองหา แล้วก็เลยถ่ายสะสมมาเรื่อยๆ เก็บเป็นคอลเลกชัน ที่จริงไอ้คำว่า Foto_momo มันก็ล้อมาจากชื่อองค์กรองค์กรหนึ่งด้วย คือ DOCOMOMO (Documentation and Conservation of Buildings, Sites and Neighbourhoods of the Modern Movement) องค์กรนี้ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์อาคารช่วงโมเดิร์น ส่วนเรามีฝีมือแค่ถ่ายรูป เราก็เลยล้อเลียนว่าเป็น Foto_momo แล้วกัน เป็น Fotograph of the Modern Movement

ตอนแรกๆ ก็ไม่ได้จริงจัง มาเริ่มจริงจังเมื่อข้อมูลเยอะขึ้น เพราะนอกจากไปถ่ายเรายังรีเสิร์ชข้อมูล ทั้งจากหนังสือเก่าๆ และจากการพูดคุย ทำให้เรารู้ว่าตึกนี้ใครออกแบบ สร้างปีไหน ข้อมูลพวกนี้ตอนแรกๆ เราจดเป็นแค่ short note ไว้ แต่พอมันมากขึ้นเป็นร้อยอาคาร เราต้องจัดระเบียบข้อมูลใหม่หมดถึงขนาดมานั่งพิมพ์เป็นตาราง แล้วเราก็จะเห็นภาพระดับหนึ่งว่าสถาปนิกคนนี้สไตล์จะเป็นอย่างนี้ เห็นลายเซ็นของเขา เห็นว่าตึกไหนสร้างก่อนหลัง แล้วลำดับพัฒนาการของการออกแบบเป็นยังไง นี่คือเบื้องหลังการทำงานที่มันหนักหนากว่าการออกไปถ่าย

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

จากที่รีเสิร์ชมาคุณคิดว่าอาคารยุคโมเดิร์นพิเศษตรงไหน

มันเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนจากรัฐสมัยเก่าไปเป็นรัฐสมัยใหม่ เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านในยุคก่อน ยุคนั้นเมืองเริ่มขยาย เมืองเริ่มวางแผนเศรษฐกิจแห่งชาติว่าอยากให้เมืองเติบโตไปยังไง มันเป็นการสร้างเมืองในอีกยุคหนึ่งของไทย เหมือนเป็นหน้าประวัติศาสตร์หนึ่งที่ถูกทำไว้

ถ้าสังเกตเราจะเห็นพัฒนาการของเมืองว่าเป็นอย่างไร เราจะเห็นเลยว่าตามถนนสุขุมวิท สีลม สุรวงศ์ เพชรบุรีตัดใหม่ จะมีตึกพวกนี้ แล้วกระจายอยู่แค่นี้ มันจะไม่ออกไปถึงบางนา เพราะว่ายุคนั้นเมืองเจริญเท่านี้ ส่วนตามต่างจังหวัดก็ดูง่ายเลย มันจะเกาะกลุ่มกันตามตัวเมือง ตามถนนหลัก แม่น้ำสายหลัก ธนาคาร โรงภาพยนตร์ สถานที่ราชการ จะอยู่เป็นเครือข่าย พวกนี้มักจะต้องแย่งชิงทำเลที่ดี เช่น สี่แยก วงเวียนของเมือง ซึ่งถ้าวันหนึ่งอาคารเหล่านี้หายไป เราก็จะไม่เห็นอดีตที่เคยเจริญตรงนี้

แล้วคุณตระเวนถ่ายรูปอาคารเก่าๆ เหล่านั้นไปทำไม มันมีประโยชน์อะไร

ตอนแรกก็ถ่ายเอาสวยอย่างเดียว แต่พอทำไปทำมาก็รู้สึกว่าภาพถ่ายมันมีพลังบางอย่างที่กระตุ้นให้คนเข้ามาดูแล้วเห็นคุณค่าของสิ่งที่ถูกมองข้ามในชีวิตประจำวัน บางทีเราก็ถ่ายตึกที่ทุกๆ คนเห็นแล้วก็มองผ่านมันไป เราก็อาศัยพลังภาพที่ถ่ายออกมาแล้วสวย ทำให้คนที่มาดูฉุกคิด เห็นรูปแล้วอยากจะมาดูด้วยตาตัวเองจริงๆ ตระหนักขึ้นมาจริงๆ ว่ายังมีของพวกนี้อยู่รอบตัวถ้าเราสังเกต ผมคิดว่านี่คือพลังของภาพถ่าย

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

เพราะอะไรเราถึงมองข้ามความพิเศษของอาคารที่คุณว่าในชีวิตประจำวัน

อาจจะเป็นเพราะถ้าเราเห็นมันที่เดียวอาจจะไม่พิเศษด้วยมั้ง ทีนี้พอเราทำเป็นคอลเลกชัน มันจะเห็นความหลากหลาย เรื่องจำนวนเป็นเครื่องช่วยกระตุ้นพลังของมันได้ ผมเลยอยากจะรวบรวมเป็นบันทึกเป็นคอลเลกชันให้ได้มากที่สุด เพราะคิดว่ายังไม่ค่อยมีใครรวบรวมเอาไว้ ตึกยุคโมเดิร์นถูกมองข้ามไปพอสมควร เรื่องการอนุรักษ์มันเริ่มมีกระแสไม่กี่ปีนี้เอง อย่างวัดหรือวังการอนุรักษ์นั้นเต็มที่อยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงแล้ว แต่อาคารที่ผมถ่ายพวกนี้มันก้ำกึ่ง อยากจะบอกว่ามันเป็นรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านสังคมสู่สมัยใหม่

บางตึกมันอาจจะไม่ได้สวยงามวิจิตรเหมือนวัดเหมือนวัง มันเรียบๆ กล่องๆ ไม่มีสิ่งประดับประดา ไม่ได้ทาสีด้วย ดูเหมือนทุบทิ้งไปก็ไม่เสียหาย แต่หลังๆ พอมันเริ่มทุบมากเข้ามันก็น่าเสียดายนะ เลยเป็นแรงให้ผมอยากรีบถ่ายรีบบันทึกไว้ ไม่ต้องถึงขั้นถูกทุบหรอก แค่ถูกเปลี่ยนหน้าตาต่อเติมผมก็เสียดายแล้ว

เสียดายอะไร

เสียดายความแท้ เสียดายความออริจินัลของมัน

สำคัญใช่ไหม ความแท้ ความออริจินัล

สำคัญสำหรับวงการสถาปัตย์ อย่างน้อยเราก็มีตัวอย่างให้คนรุ่นหลังดูได้ ถ้าเราไปต่อเติมดัดแปลงเสียหมด พอคนรุ่นหลังอยากจะดูก็หาดูไม่ได้ แต่มันเป็นเรื่องของยุคสมัยด้วยนะ บางทีตึกในยุคโมเดิร์นที่เขาทำมันก็มีเหตุผลในเรื่องของยุคสมัย เช่น เรื่องของฟาซาด (Facade) สมัยก่อนมีไว้กันแดดตามสภาพภูมิอากาศที่เราเป็น ทีนี้พอผ่านยุคนั้นมาแล้ว การกันแดดแบบนั้นมันมีปัญหา มันไม่ตอบโจทย์กับยุคนี้แล้ว ทำให้อาคารข้างในมืด หรือพอติดแอร์ก็ไม่รู้จะเอาแอร์ไปวางไว้ไหน

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้อาคารเก่าถูกดัดแปลง

เขาก็ดัดแปลงไปเรื่อย หรือถ้าไม่คุ้มค่าในด้านเศรษฐกิจเขาก็ทุบทิ้ง

ถ้าไม่ทุบทิ้ง เราควรทำอย่างไรกับอาคารที่ไม่เชื่อมโยงกับยุคสมัยแล้ว

อันดับแรก ก็น่าจะเปลี่ยนฟังก์ชันของมัน อย่างเคสพวกโรงภาพยนตร์แสตนด์อโลนเก่าที่ไม่ตอบโจทย์ยุคสมัยแล้ว บางที่เขาก็ปิดไป บางที่ก็ปรับปรุงเป็นมีเวทีข้างใน สองคือ ถ้าไม่เปลี่ยนฟังก์ชันก็ทำฐานข้อมูลเก็บไว้ มีการสำรวจรังวัด การบันทึกภาพ การทำโมเดลจำลองไว้ เพื่อที่ว่าถึงแม้จะทุบไปแล้ว อีกกี่ร้อยปีจะย้อนกลับมาดูมันก็ยังมีข้อมูลให้ระลึกถึง เราก็ทำในฐานะของเรา คือการบันทึกข้อมูลนี่แหละ เพราะเราไม่มีสิทธิ์ไปบอกเขาให้หยุดทุบ

คุณรู้สึกยังไงเวลาเห็นตึกเก่าถูกทุบทำลาย

จริงๆ ก็เสียดาย แต่คงไปพูดอะไรมากไม่ได้เพราะเราไม่ใช่เจ้าของตึก คือถ้าทุบแล้วยังมีตัวอย่างอาคารประเภทนั้นให้ดูอีกก็ไม่เสียดายเท่าไหร่ แต่ถ้ามันเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ผมจะเสียดายมากเลย เช่น โรงหนังสกาลา ถ้ามันมีโรงภาพยนตร์แบบนั้นหน้าตาอย่างนั้นที่บางนา หรือในอีกหลายๆ ที่ก็ทุบไปเถอะ ไม่เป็นไร แต่ถ้ามันเหลือหนึ่งเดียวแล้วเรายังทุบทิ้ง มันน่าเสียดาย

เราเองก็พยายามคิดในหลายๆ แง่ หลายๆ บทบาท เช่น ถ้าคนที่เป็นเจ้าของต้องมานั่งจมอยู่กับต้นทุนที่ไม่เกิดกำไรแบบนี้ เขาก็คงต้องปรับเปลี่ยน ทุบทิ้งไปสร้างอะไรที่มันคุ้มค่ากับตัวเงินมากกว่า แต่ความคุ้มค่ามันมองกันได้หลายวิธี อันนี้เรามองในแง่ที่เราเกี่ยวข้องกับสถาปัตย์ ภาพถ่าย ความงาม เราก็ตอบประมาณนี้ แต่ถ้าในแง่นักลงทุนเขาคงมองอีกอย่าง ในแง่ชาวบ้านที่เขาผูกพันกับอาคารนั้น เขาก็อาจตอบอีกอย่าง บางทีเขาอาจจะรู้สึกว่า เออ ตึกนี้ขยะเยอะเว้ย ทุบทิ้งไปได้ก็ดี คุณค่าพวกนี้มันตอบได้หลายอย่าง

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

ถ้ามันตอบได้หลายอย่าง เราควรจะตัดสินคุณค่าของอาคารเหล่านั้นจากมุมของใคร

ถ้าเป็นอาคารที่มีบทบาทกับสังคม บทบาทกับชุมชน ก็น่าจะให้คนในชุมชนนั้นเป็นคนร่วมการตัดสินใจ เช่น โรงภาพยนตร์หรืออาคารในมหาวิทยาลัย ถ้ามันจะถูกทุบหรือถูกปรับปรุงอะไรก็น่าจะรับฟังความเห็นของคนที่เกี่ยวข้อง แต่ถ้ากรณีที่เป็นอาคารเอกชน เช่น ตึกสำนักงาน หมู่บ้าน เราคงไปยุ่งเกี่ยวกับเขาได้ยาก เขาก็มีสิทธิ์ของเขา ยกตัวอย่างเรื่องสถานทูตออสเตรเลียตรงสาทร มันสวยมากเลย ถือว่าสมบูรณ์มาก ถ้าถามถึงอาคารที่ประทับใจ สถานทูตออสเตรเลียคือหนึ่งในนั้น เป็นอาคารที่มีเซรามิกสีเหลือง ติดกระเบื้องโทนเขียว แต่ตอนนี้เขาย้ายสถานทูตออกไปแล้ว และจะขายที่ดินแปลงนี้ ซึ่งเราก็ยังไม่รู้ว่าคนที่ซื้อจะเอาไปทำอะไรต่อไป ขึ้นอยู่กับทัศนคติของเจ้าของใหม่ คนที่รับช่วงต่อไป แต่ถ้าคิดในแง่การลงทุนแล้วมันคงต้องขึ้นเป็นตึกสูง เป็นคอนโดมิเนียม เพราะทำเลตรงนั้นมันดีมาก

แล้วมีเหตุผลไหนไหมที่เราควรเก็บอาคารเก่าไว้แทนที่จะสร้างอาคารที่ใหม่กว่า ทันสมัยกว่า

มันเป็นความหลากหลายของเมืองนะ ไม่ใช่เมืองมีอาคารใหม่เต็มไปหมดโดยไม่มีรากฐานประวัติศาสตร์เดิม การมีอยู่ของอาคารเก่าๆ จะเสริมประวัติศาสตร์ตรงนี้ให้ชัดเจน เเข็งเเรงขึ้น บางตึกยังก้ำๆ กึ่งๆ ระหว่างใหม่กับเก่า อายุมันยังแค่ 40 – 50 ปี มันไม่ได้เก่าแบบสมัยอยุธยาเลย แต่มันก็ไม่ได้ใหม่ มันถูกละเลย แต่ถ้ามันถูกยืดอายุไปอีก 50 – 100 ปี มันจะกลายเป็นของเก่าอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

แล้วคุณตั้งใจให้ Foto_momo เป็นส่วนหนึ่งในการยืดอายุให้สถาปัตยกรรมเก่าๆ ไหม

อยากให้เป็นอย่างนั้น อยากให้คนหันมาสนใจ เราก็ไม่รู้ว่าพอทำแล้วมันได้ผลมากน้อยแค่ไหนนะ แต่ถ้าในมโนคติ เราก็อยากให้มันยืดอายุไปนั่นแหละ เราก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ตามดู เวลาที่เราโพสต์ไป บางที่ที่เขาอยากให้เราไปถ่าย เขาก็จะบอกมา ก็มีหลังไมค์มาว่าตึกนี้สวยนะพี่ น่าจะถ่ายเก็บไว้หน่อย หรืออย่างบางทีก็มีบอกว่าตึกนี้จะทุบแล้วนะ

โปรเจกต์นี้คุณถ่ายอาคารเก่าไปแล้วกี่ที่ ได้นับไหม

ตอนนี้น่าจะร้อยห้าสิบกว่าแล้วนะ แต่ถ้าในลิสต์ที่ตั้งใจจะไปถ่ายรวมๆ แล้วน่าจะอยู่ที่ราว 200 เรามีกำลังแค่นี้ แค่ถ่ายภาพกับรีเสิร์ชเบื้องต้น จริงๆ เราอยากจะได้ข้อมูลที่ลึกกว่าที่เห็นในเพจ อยากจะไปเจาะประวัติในแต่ละอาคารให้ลึกๆ แต่เรายังไม่มีแรงหรือพลังมากพอ มันต้องอาศัยเครือข่ายเยอะเหมือนกัน เราก็ทำเท่าที่ทำได้ แต่ที่ผ่านมาเราทำแล้วมันสนุกด้วย เลยไม่รู้สึกว่ามันเหนื่อยอะไร

ทุกวันนี้คุณถ่ายรูปตึกใหม่ที่สวยบ้างหรือเปล่า

ก็มีแอบถ่ายเก็บไว้ อีก 10 ปี มันอาจจะเก่าก็ได้ แล้วรูปที่เราถ่ายอาจจะมีคุณค่าระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

แล้วอนาคตของโปรเจกต์ Foto_momo จะถูกต่อยอดไปเป็นอะไรบ้างไหมนอกจากลงรูปในเพจ

ถ้ามีคนขอความร่วมมือ ขอไปแชร์ หรือขอใช้รูป ผมก็ยินดี เพราะมีนักศึกษาไทยที่เรียนปริญญาโทอยู่ที่ญี่ปุ่นติดต่อมาเหมือนกันว่าเขากำลังรีเสิร์ชเรื่องนี้อยู่ พอดีเขาเห็นรูปที่เราไปถ่ายมามันดึงดูดกว่าที่เขาถ่าย แล้วที่เขาเรียนมันต้องมีการจัดแสดง exhibition เลยมาขออนุญาตว่าจะนำรูปไปใช้ได้ไหม นี่แหละ ข้อได้เปรียบของการที่เรามีทักษะในการถ่ายตึก คิดว่าถ้าเป็นช่างภาพแบบอื่นอาจจะไม่ได้มุมมองแบบสถาปัตย์ขนาดนี้ เราก็ยินดีเต็มที่ถ้ามันจะถูกเผยแพร่แล้วเป็นประโยชน์อะไรบ้าง แล้ววันหนึ่งก็อยากจะรวบรวมทำเป็นหนังสือให้มันถูกเก็บไว้เป็นเรื่องเป็นราว

การทำโปรเจกต์นี้สอนอะไรคุณบ้าง

สอนว่าอยากทำอะไรต้องทำเลย คือความเสียดายนี่มันเป็นความฝังใจนะ แบบว่า เฮ้ย ไม่ทันแล้วว่ะ ตึกนี้ถูกทุบไปแล้ว อย่างเช่นโรงแรม Siam Intercontinental ที่เป็นสยามพารากอนในปัจจุบัน อันนี้ผมไปถ่ายไม่ทัน น่าเสียดาย สมัยนั้นยังไม่ได้เป็นช่างภาพเต็มตัว แต่เพื่อนบอกเราแล้วว่าเขาจะทุบ ไปถ่ายเก็บไว้สิ สวยดี แล้วสมัยนั้นมีรถไฟฟ้าแล้ว มุมจากข้างบนสวยเลย แต่ผมก็ไม่ได้ถ่าย ผัดวันประกันพรุ่ง ผ่านไปอีกทีกลายเป็นห้างสรรพสินค้าแล้ว มันก็เลยเป็นแรงผลักดันว่าถ้าเราอยากทำอะไรให้รีบทำ ผมเลยทุ่มเวลาและเร่งค้นคว้าหาข้อมูลอาคารที่ใกล้จะถูกทุบแล้วรีบไปถ่าย

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

มีอาคารไหนที่เคยไปถ่ายแล้วทุกวันนี้มันถูกทุบไปแล้วบ้างไหม

มีธนาคารกรุงศรีฯ ตรงสี่แยกเพลินจิต ตอนนั้นถ่ายเก็บไว้เล่นๆ ยังไม่ได้คิดว่าจะเป็นโปรเจกต์อะไร เพียงแต่ว่าเราบังเอิญได้ถ่ายมา แต่ก็ไม่เคยเข้าไปถ่ายข้างใน ตอนนั้นชะล่าใจ รู้ว่าจะทุบก็ยังไม่อะไร ผ่านไปเดือนสองเดือน ทุบเกลี้ยงแล้ว

เวลาดูรูปอาคารเก่าๆ ที่ถูกทุบทำลายไปแล้วรู้สึกยังไง

เหมือนกลับไปดูรูปญาติโกโหติกาที่เสียไปแล้ว อยากจะกลับไปเดินวนถ่ายอีกทีก็ไม่มีโอกาสแล้ว

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo
ขอขอบคุณ : วีระพล สิงห์น้อย

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load