หากนับจากปี 2537 ที่อัลบั้มแรกของ Moderndog ออกสู่สายตาและรูหูของเหล่าแฟนเพลงจนถึงตอนนี้ ก็นับเป็นระยะเวลากว่า 25 ปีแล้ว

จากคนหนุ่มที่พลังล้นปรี่ในวันวาน วันนี้นักร้องนำของวงอายุขึ้นต้นด้วยเลข 4 มาแล้วหลายปี

บางคนบอกว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข แต่ผมเห็นว่าตัวเลข 2 หลักนี้ก็บอกอะไรได้มากมายเหมือนกัน

หากใครเป็นแฟนเพลงย่อมสังเกตเห็นความเติบโตของพวกเขาผ่านท่วงทำนองและเนื้อร้องที่บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ด้วยแว่นมองโลกที่เปลี่ยนไป จากอัลบั้มแรกๆ ที่ทำด้วยความคิดขบถ อึดอัดกับกรอบในสังคมที่ครอบอยู่ เราสังเกตเห็นการตกผลึกทางความคิดจนคลี่คลายกลายเป็นอัลบั้ม แดดส่อง กลายเป็นอัลบั้ม ป๊อด/โป้ง/เมธี

ผมนัดพบ ธนชัย อุชชิน หรือ ป๊อด Moderndog ในบ่ายวันแดดส่อง เพื่อย้อนทบทวนถึงวันก่อนที่ท้องฟ้าจะสดใส

“เราว่ามันเป็นการเดินทาง เป็นการเรียนรู้” ศิลปินตรงหน้าบอกผมเมื่อชวนเขาย้อนทบทวนถึงวันนี้เมื่อหลายปีก่อน

ในขณะที่หลายวงที่ถือกำเนิดในช่วงเวลาใกล้เคียงกันแยกย้ายไปทำงานอื่นๆ กันแล้ว แต่ Moderndog ยังยืนระยะสร้างผลงานร่วมสมัยออกมาให้แฟนเพลงได้ฟัง 

คงคล้ายๆ รองเท้า Converse Chuck Taylors ที่เขาสวมใส่มาตั้งแต่ก่อนทำอัลบั้มแรกจนถึงวันนี้ที่เราพบกัน นั่นคือ Moderndog ได้กลายเป็นทั้งวงที่ทั้งเป็นตำนานและอยู่ร่วมยุคสมัยได้อย่างไม่เคอะเขิน บทเพลงของพวกเขาไร้กาลเวลาโดยไม่ได้ตั้งใจ

หากแต่เบื้องหลังการยืนระยะและบทเพลงไร้กาลเวลาจะเป็นเช่นไร ขอเชิญไล่ฟังสิ่งที่เขาบอกว่า ‘เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง’ ทีละเพลง

เบื้องหลังบทเพลงไร้กาลเวลาและการยืนระยะในฐานะศิลปินของ ป๊อด โมเดิร์นด็อก
เบื้องหลังบทเพลงไร้กาลเวลาและการยืนระยะในฐานะศิลปินของ ป๊อด โมเดิร์นด็อก

2537 :   อัลบั้ม เสริมสุขภาพ

ก่อน

ก่อนท้องฟ้าจะสดใส ก่อนความอบอุ่นของไอแดด ก่อนดอกไม้จะผลิบาน ก่อนความฝันอันแสนหวาน

ทุกวันนี้คุณได้กลับไปฟังเพลงเก่าๆ บ้างไหม

ช่วงหลังผมมาจัดรายการวิทยุที่ช่อง Mellow ทุกคืนวันอาทิตย์ ตอน 3 ทุ่มถึงเที่ยงคืน แล้วผมก็มีฟอร์แมตในรายการวิทยุของตัวเองว่าจะเปิดด้วยเพลงที่ตัวเองร้อง และปิดด้วยเพลงที่ตัวเองร้อง มันเลยทำให้ได้กลับมาฟังเพลงตัวเอง

ทำไมเลือกเปิดด้วยเพลงตัวเองและปิดด้วยเพลงตัวเอง

มันชื่อรายการ ‘ป๊อดทอล์ก’ ผมเลยอยากจะ Introduce ด้วยเพลงของเรา เป็นเพลงที่เป็นมู้ดของเราวันนี้ ว่าวันนี้เราสตาร์ทด้วยมู้ดนี้

เวลาฟังเพลงตัวเองเห็นภาพเก่าๆ บ้างไหม

จริงๆ มันหลากหลายนะ มันก็อาจจะเห็นภาพความรู้สึกช่วงนั้น หรืออาจจะไปเห็นข้อผิดพลาดในเพลงนั้น เช่น อันนี้ไม่น่าร้องอย่างนี้เลย หรือว่าเพลงนี้ไม่น่าใช้คำนี้เลย มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เราไม่ฟังเพลงตัวเองเลยนะ เพราะว่ามันจะรู้สึกเหมือนคนชอบจับผิดตัวเอง บางทีเหตุผลที่เราจะทำชุดใหม่ก็เพื่อที่จะทำให้มันดีกว่าชุดที่แล้วนั่นแหละ อยากจะทำชุดใหม่ที่มันจะไม่พลาดอีก

รู้สึกผิดหวังไหมเวลาเห็นจุดผิดพลาดในอดีต

ไม่นะ ถ้ามองตอนนี้เราว่ามันเป็นการเดินทาง เป็นการเรียนรู้ ที่เราทำงานมาจริงๆ แล้วมันก็คือการขัดเกลาตัวเองนั่นแหละ ขัดเกลาตัวเองแล้วก็เห็นตัวเอง เห็นความคิดของตัวเองในวันนั้นแล้วเราก็เกิดความคลี่คลายในวันนี้ เพราะฉะนั้น สิ่งนั้นมันเป็นบันทึกตัวตนของเรา

ผมว่าผมขัดเกลามาเรื่อยๆ นะ จนกระทั่งตอนนี้ผมรู้สึกว่าผมเบาในหลายๆ จุด

เบื้องหลังบทเพลงไร้กาลเวลาและการยืนระยะในฐานะศิลปินของ ป๊อด โมเดิร์นด็อก
เบื้องหลังบทเพลงไร้กาลเวลาและการยืนระยะในฐานะศิลปินของ ป๊อด โมเดิร์นด็อก

กะลา

แค่ลืมตา ออกจากกะลา ให้รู้ว่ามันมีมากกว่า

ในวัยหนุ่มคุณเป็นคนหนุ่มแบบไหน

ผมว่าตอนเด็กผมเจ้าอารมณ์มากเลยนะ แต่ผมมีโอกาสทำเพลงนี่แหละ มันเลยเหมือนมีที่ที่ผมได้ปล่อยอารมณ์เหล่านั้นไปในงานศิลปะ ไปในงานเพลง ซึ่งผมดีใจที่ผมเลือกเอาไอ้ความเจ้าอารมณ์ตรงนี้มาทำให้เกิดประโยชน์ แทนที่เราจะไปเหวี่ยงใส่สภาพแวดล้อม เราก็เอาไอ้ก้อนอารมณ์นั้นมาใช้ในการสร้างสรรค์ มาเขียนเป็นเพลง มาแสดงบนเวที

หลายคนยกให้คุณเป็นหนึ่งในตัวแทนของความขบถ อยากรู้ว่าเชื้อความขบถในตัวคุณมันมาจากไหน

ผมว่าระบบการศึกษาก็ผลักดันเยอะนะ วิถีการศึกษาในโรงเรียนมันบีบเราหลายๆ อย่าง แล้วเราก็พยายามหาทางออก

จริงๆ เพลง กะลา ในอัลบั้มแรกมันเป็นภาคต่อมาจากวิชาเพนติ้งของผม ตอนเรียนผมมีงานชิ้นหนึ่งชื่อ ‘กะลา’ ตอนนั้นผมพูดถึงเรื่องว่า เราไม่ควรที่จะยึดติดอยู่แค่ในกรอบความคิดเดิมๆ หรือความเชื่อเดิมๆ มันมีอะไรอีกตั้งมากมายข้างนอก งานนั้นผมเพนต์แล้วก็มีกะลา 7 สีเป็นมิกซ์มีเดีย แล้วผมก็ต่อยอดมันออกมาเป็นเพลงด้วย

คิดว่ากะลาที่มันครอบเราอยู่ในวัยนั้นคืออะไร

มันคงเป็นกฎเกณฑ์มั้ง ตอนเด็กๆ อาจจะแค้นเรื่องทรงผม ทำไมจะต้องถูกบังคับให้ตัดผมเกรียน หรือว่าทำไมอยู่มหาวิทยาลัยแล้วไว้ผมยาวยังถูกอาจารย์ไล่ไปตัด แต่สุดท้ายพอเราจบมาเราก็ไว้ผมสั้นอยู่ดีนะ (หัวเราะ) คือพอกลับไปมองไอ้ตอนผมยาวที่เราขบถกับอาจารย์เราก็รู้สึกว่ามันดูไม่ได้จริงๆ แหละ มันก็เป็นการเรียนรู้

สำหรับเราแล้วตอนนี้มันไม่มีข้างในข้างนอกแล้ว คือขอบเขตมันก็ทลายออก เราอยู่ข้างนอกก็ได้ อยู่ข้างในก็ได้ เมื่อก่อนเราอยู่ข้างในแล้วเราจะต้องออกไปข้างนอก

ทุกข์ร้อนกับการอยู่ในกรอบในกฎ

ใช่ เพราะเราเป็นคนรักอิสระ แล้วเราก็รู้สึกว่า เฮ้ย มันมีทางเลือกอีกเยอะมากนะในความเป็นจริง อย่างสมัยก่อนเพลงก็จะมีทางเลือกอยู่แค่ 2 ค่ายหลักๆ แต่เราก็อยากจะบอกว่า เฮ้ย มันมีเพลงแบบอื่นด้วยนะ มันมีดนตรีอีกตั้งหลายแบบ เราก็เลยเลือกที่จะทำเพลงที่มันเป็นทางเลือกออกมาในช่วงเวลานั้นเมื่อ 25 ปีที่แล้ว

ตอนนั้นไม่ได้คิดเรื่องความสำเร็จเลยนะ คิดแค่ว่า เฮ้ย เรารู้สึกอะไร เราอยากจะพูดอะไร ไม่ได้ไปมองเรื่องผลลัพธ์ มองแค่สิ่งที่ได้ทำ

ย้อนมองกลับไปคิดว่าวิธีนี้ถูกต้องไหม ไม่มองผลลัพธ์

ถูกแล้ว ถูกแล้ว เราแค่ทำในสิ่งที่เราเชื่อ ที่เรารู้สึกจริงๆ ออกไป โตขึ้นมาเสียอีกที่เราเริ่มรู้สึกว่ามี Comfort Zone ที่เราเริ่มลงตัว ที่มีวิถียังชีพชัดเจน บางทีเราไม่ต้องแหกอะไรออกไปก็ไม่เดือดร้อน ซึ่งเราคิดว่าไอ้พลังในวัยหนุ่มตอนนั้นมันดีมากเลย

คือตอนนั้นเราทำแม้กระทั่งไม่ย้อนรอยความสำเร็จตัวเองด้วยนะ อย่างเช่นชุดแรกมันเป็นแบบนี้ ชุดสองก็จะทำไม่ให้มันเหมือนชุดแรก แล้วชุดสามต้องทำยังไงให้ไม่เหมือนชุดสอง แล้วชุดสี่ก็ทำในสิ่งที่ตัวเองมีอคติมาก่อน เราทลายอคตินั้นโดยการทำมันในชุดที่สี่

ที่ทำแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่อยากประสบความสำเร็จใช่ไหม

ลึกๆ ที่สุดแล้วก็คงอยากประสบความสำเร็จนั่นแหละ แต่ที่สำคัญกว่าความสำเร็จก็คือเราทำสิ่งนั้นแล้วมันใช่สิ่งที่เรารู้สึกจริงๆ หรือเปล่า อันนี้สำคัญกว่า

ป๊อด โมเดิร์นด็อก
ป๊อด โมเดิร์นด็อก

2540 : อัลบั้ม คาเฟ่

ที่จริงในใจ

เธอต้องการสิ่งใดก็คงจะรู้ดีอยู่ แต่แล้วเพราะบางอย่างที่เธอได้สร้างขึ้นมา
ที่เธอจะทำอย่างไรก็คงไม่ไหวเกินกว่า สิ่งที่เธอสร้างขึ้นมามันช่างแน่นหนา

แล้วช่วงวัยหนุ่มคุณทุกข์สุขกับเรื่องอะไร

เออว่ะ เมื่อกี้เราพูดถึงว่าไม่แคร์เรื่องความสำเร็จ แต่จริงๆ แล้วโคตรแคร์เลยว่ะ (หัวเราะ) เพราะที่เราทุกข์ที่สุดก็คือความคาดหวังในมาตรฐานตัวเอง มันย้อนแย้งนะ อย่างชุดแรกมันประสบความสำเร็จมาก มากแบบที่เราก็นึกไม่ถึง แล้วเรารู้สึกว่าเราจะ Survive ยังไงต่อไป อันนี้แหละคือความหนักอึ้งของชีวิตในเวลานั้น

เราจะแต่งเพลงยังไงที่มันจะไปสู้กับ บุษบา ที่ตัวเองเคยแต่งเอาไว้ได้ มันเริ่มมาแล้วเป็น บุษบา เลย แล้วยังไงต่อ เรายังแต่งเพลงได้อีกหรือเปล่า แล้วมันจะดีเท่าที่เคยดีมั้ย

คือในชีวิตผมก็มีความสุขไปตามประสา จนกระทั่งผมประสบความสำเร็จ ตั้งแต่อายุ 1 ขวบถึงอายุ 23 ผมคิดว่าผมเป็นเด็กที่มีความสุขพอสมควรคนหนึ่ง ยกเว้นตอนประถมที่กลัวสอบไม่ได้ที่ 1 คือผมดันสอบได้ที่ 1 ตั้งแต่อนุบาล จริงๆ เรื่องนี้ผมเล่ามาตลอด 25 ปี คนที่เคยอ่านเขาคงบอกว่าพี่ป๊อดเล่าซ้ำ แต่มันเป็นเรื่องที่อยู่ในใจเรา มันเป็นความทุกข์ที่สอบได้ที่ 1 แล้วกลัวว่าจะไม่ได้ที่ 1 อีก ซึ่งมันคล้ายกับตอนทำอัลบั้มชุดแรกแล้วมันดันฮิต แล้วเรากลัวไม่ได้อีก มันเป็นความทุกข์ซ้ำซากแบบนี้

ตอนที่สำเร็จจากชุดแรกเราเกิดความกลัวขึ้นมาเลยว่า เฮ้ย เราจะแต่งเพลงแบบนั้นได้อีกมั้ย เพราะเพลงที่เราแต่งชุดแรกเราแต่งด้วยสัญชาตญาณ เราไม่ใช่นักแต่งเพลงมืออาชีพ แล้วจะทำยังไง เราก็เลยเลือกที่จะไปเรียนแต่งเพลง หลังจากที่อัลบั้มชุดแรกเสร็จผมก็เลยบินไปอยู่นิวยอร์กเกือบ 2 ปีนะ แล้วก็ไปเข้าคอร์สเรียนแต่งเพลง คือไปหาวิธี ไปเรียน ไปใช้ชีวิต ไปเข้าคลาสให้ครูเขาสอน ซึ่งมันก็ช่วยได้ จริงแล้วเพลงในอัลบั้มที่ 2 มันก็เป็นเพลงที่มาจากการใช้ชีวิตที่นิวยอร์กนั่นแหละ

เท่าที่ฟัง ความสำเร็จก็นำมาซึ่งความทุกข์ได้เหมือนกัน

คงเป็นเพราะต้องการรักษาความสำเร็จมั้ง เหมือนการรักษามาตรฐาน ไม่รู้เป็นกันบ้างมั้ย สมมติว่าคุณอาจจะเคยเขียนบทความที่รู้สึกว่ามันโคตรดีเลย หรือว่าช่างภาพที่เคยถ่ายรูปแล้วรู้สึกว่ารูปนี้มันพีก แล้วเราจะทำยังไงให้มันได้ในระดับนั้นอีก

ขอบคุณ

ในยามที่เงียบเหงา มีเธออยู่เคียงกายเรา วันคืนที่ปวดร้าว มีเธอช่วยทำให้ทุเลา

แล้วปัญหาที่ว่าหนักอึ้งอย่างเรื่องการต้องการรักษาความสำเร็จ คุณคลี่คลายมันอย่างไร

ตอนนี้สิ่งที่คลี่คลายคือผมจะใช้ความสุขอยู่กับโมเมนต์ที่กำลังทำมากกว่า ผมพอใจในวินาทีนี้ ผมไม่ได้เฝ้าผลลัพธ์แล้ว จบแล้วจบ สมมติผมทำเพนติ้งรูปนี้แล้วผมรู้สึกว่าผมได้รับความสุขในขณะที่ผมกำลังเพนต์รูปนี้ เมื่อมันเสร็จมันก็คือผลงานชิ้นหนึ่ง ไม่ว่าจะมีคนชื่นชมมันมากน้อยแค่ไหน มันก็ไม่ได้สำคัญเท่ากับช่วงเวลาที่ผมกำลังทำมันอยู่ มันก็เลยทำให้ผมสามารถร้องเพลงในแต่ละวันได้ จบคอนเสิร์ตนี้ผมก็สลัดมันออก มันเป็นอดีตไปแล้ว

ฟังดูคุณไม่หลงระเริงกับความสำเร็จแบบที่ใครบางคนเป็น

ไม่เลย เป็นพวกความมั่นใจในตัวเองต่ำเสียด้วยซ้ำ มันมีความหวาดหวั่นอย่างที่บอกว่า เอ๊ะ เราจะทำได้อีกหรือเปล่า ไม่ใช่ว่า โห เราเก่งแล้วเว้ย ทุกคนนิยมชมชอบ ชื่นชม

แล้วเป็นอย่างนี้กันทั้งวงเลยนะ ต่างคนต่างเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นกันหมด พวกเราชอบตบตัวเองลงด้วยซ้ำ อย่างเช่นหลังเสร็จอัลบั้มที่ 2 ซึ่งความจริงมันก็ยังพอรอดนะ มีเพลง ติ๋ม และเพลงอื่นๆ คือมันไม่ถึงกับจ๋อย แต่ผมก็ลงไปบวชเป็นพระป่าอยู่ 4 เดือน ไปอยู่ป่า ไปใช้ชีวิตกลางป่าแล้วก็เรียนรู้ตัวเอง

ตอนนั้นหนีอะไรหรือเปล่าถึงขั้นต้องไปบวช

คือตอนนั้นมันเป็นคอนเซปต์ชีวิตว่าเสร็จชุดแรกจะไปเมืองนอก พอเสร็จชุดสองจะไปเมืองใน ก็เลยเลือกที่จะไปตรงนั้น ชุดสามมันก็เลยออกมาเป็นชุด Love Me Love My Life

ป๊อด โมเดิร์นด็อก

2544 : อัลบั้ม Love Me Love My Life

เวตาล

ฉันทำทุกอย่าง เพราะฉันต้องการ พร้อมแล้ว กับทุกความทนทรมาน

หลังจากสึกออกมาคุณเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

ผมว่าผมเข้าใจอารมณ์ตัวเอง ก่อนบวชผมเป็นตัวอารมณ์ แต่หลังบวชผมเห็นอารมณ์ ก่อนบวชผมเป็นเนื้อเดียวกับอารมณ์ แต่หลังบวชผมรู้ว่าอารมณ์กำลังเกิดขึ้น

ผมคิดว่าผมกลายเป็นผู้เฝ้าดูมากขึ้น มากกว่าจะเป็นคนที่ถูกอารมณ์บังคับพาไปนู่นไปนี่ ซึ่งมันก็ทำให้ผมเบาขึ้น ทำให้ผมไม่จมในอารมณ์ แต่ผมเป็นคนเลือกใช้อารมณ์มากกว่า ไม่ใช่ถูกอารมณ์ใช้

แล้วคุณทำอัลบั้ม Love Me Love My Life ด้วยทัศนคติแบบไหน

จริงๆ ผมตั้งใจทำชุดสามให้ล้มเหลวนะ ผมทำให้มันฟังไม่รู้เรื่อง เพื่อที่ผมจะได้ไม่ต้องอยู่กับความสำเร็จ คือผมมาวิเคราะห์ตอนโตว่า ผมกำลังลดขนาดความคาดหวังที่เกิดขึ้นด้วยการทำงานแบบนี้

แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทำงานด้อยคุณภาพเพื่อให้คนลดความคาดหวังใช่ไหม

ไม่ๆ เราทำอย่างเต็มที่เหมือนเดิม เราทำด้วยใจเหมือนเดิม แต่เราทำให้มันสุดในแบบที่ว่า มีเด็กคนหนึ่งใส่ชุดนักเรียนกางเกงน้ำเงินเดินมาแล้วบอกเราว่า “พี่ป๊อดครับ ผมฟังเทปชุดนี้ของพี่แล้ว ผมฟังไป 1 หน้าแล้วผมเขวี้ยงทิ้งเลย” แล้วผมก็คิดในใจว่า ถูกต้องแล้วครับ (หัวเราะ)

รู้ว่าล้มเหลวแต่ก็เดินไป

อยากไปอยู่ตรงจุดนั้นไง

ในอีกด้านหนึ่งนายทุนก็กล้าหาญเหมือนกัน ที่รู้ว่าทำไปมันจะไม่ตอบโจทย์ตลาดแต่ก็ยอมให้พวกคุณทำ

ตอนที่ สุกี้ (กมล สุโกศล แคลปป์) ได้ยินเพลงก็แอบสะดุ้ง (หัวเราะ) แล้วผมทำปกด้วยนะชุดนั้น ที่เป็นรูปปริ้นเตอร์ แล้วเปิดมาเป็นภาพไฟแบบ Abstract ไม่มีข้อมูลอะไร ไม่มีเนื้อเพลง ไม่มีอะไร เปิดมาเป็นภาพแสงสีแดงๆ สุกี้ก็ถามว่า “เฮ้ย ป๊อด ปกมีแค่นี้เองเหรอวะ” ผมบอกว่า ใช่ แค่นี้แหละ สุกี้ก็บอกว่า “ดี ไม่เปลืองดี” (หัวเราะ)

นึกว่าจะห้าม

ข้อดีของการอยู่ที่เบเกอรี่มิวสิกคือมันอิสระมาก เพราะทุกคนต่างต้องสร้างงานให้ตัวเอง มันก็เลยไม่มีใครมาบีบบังคับใคร

แล้วคุณเองไม่เห็นใจนายทุนเลยเหรอ

ไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลยน่ะสิ

ป๊อด โมเดิร์นด็อก

ถ้าคิดก็อาจจะไม่ได้ทำแบบนั้น

ถ้าคิดก็อาจจะไม่มาอยู่ค่ายนี้ก็ได้ คือผมเลือกมาอยู่ค่ายเบเกอรี่มิวสิกเพราะผมรู้สึกว่าค่ายนี้เข้าใจเรา แล้วเราก็ Comfortable กับการอยู่กับพวกเขา

แล้วที่ว่าตั้งใจทำชุดที่ 3 ให้ล้มเหลว สุดท้ายคุณคิดว่ามันล้มเหลวจริงไหม

สำหรับเราแล้วมันไม่ล้มเหลวเลย เพราะเราชอบมันมาก สรุปแล้วความล้มเหลวหรือความสำเร็จมันอยู่ที่ใจเราแหละ มันไม่ใช่เรื่องของผลลัพธ์ของภายนอก งานบางชิ้นคนอาจจะไม่ได้ชอบ ไม่ได้ตอบรับเลย แต่เรารู้สึกว่ามันใช่ นี่แหละ นี่ต่างหากที่เราใฝ่หา

แล้วเอาจริงๆ พอไปอยู่ตรงจุดที่ไม่สำเร็จคุณรู้สึกอย่างไร

ดี รู้สึกเบา เบาจากการที่เราไม่ไปยึดติดกับความสำเร็จ ผมว่าลึกๆ แล้วทุกคนต้องการความสบายใจนะ ลึกๆ แล้ว (เน้นเสียง) เหนือกว่าชื่อเสียงเงินทองความสำเร็จหรืออะไรก็ตาม ผมว่าทุกคนต้องการความโปร่งโล่งใจ ตอนนั้นเราก็คลี่คลายระดับหนึ่งเลยนะ มันก็เกิดแดดที่ส่องเข้ามา ก็ตาสว่างขึ้น

ป๊อด โมเดิร์นด็อก
ป๊อด โมเดิร์นด็อก

2547 : อัลบั้ม แดดส่อง

ตาสว่าง

ถึงเวลาที่ฉันนั้นควรสงบ ใช้ปัญญาที่เหลือทบทวน ที่ผ่านมา ให้เข้าใจ

ความไม่สำเร็จในแง่ยอดขายของอัลบั้ม Love Me Love My Life ส่งผลต่อวิธีคิดการทำอัลบั้มถัดมาไหม

มันส่งผลตรงที่ว่าชุดที่ 3 เราพยายามทำให้มันฉีก ให้มันหลุด ชุดที่ 4 เราเลยคิดว่า เราลองแกล้งตัวเองอีกทีนึง โดยการทำในแบบที่เราคิดว่ามันธรรมดาซึ่งที่ผ่านมาเราไม่กล้าทำ เช่น การใช้คอร์ดเบสิก C Am F G หรือการเขียนเนื้อเพลงแบบ “เธอเท่านั้นอยู่ในใจ เธอเท่านั้นตลอดไป” เป็นเนื้อเพลงที่มันอาจจะไม่ได้ลึกซึ้งอะไร จนถึงขนาดที่ พี่โป้ง (ปวีณ สุวรรณชีพ) มือกลองซึ่งได้ฟังครั้งแรกในห้องซ้อมบอกว่า มึงเอาอย่างนี้เลยเหรอ มึงร้องอย่างนี้เลยเหรอ “เธอเท่านั้นอยู่ในใจ เธอเท่านั้นตลอดไป” จากที่ชุดก่อนหน้ามัน Abstract มาก

ที่ว่าผ่านมาไม่กล้าทำแบบนี้ มันเป็นเพราะอะไร

ก็ห่วงเท่มั้ง

อัลบั้ม Love Me Love My Life ทำให้คุณรู้สึกเบา แล้วอัลบั้ม แดดส่อง มีความหมายในแง่มุมใดบ้าง

มันเป็นมุมมองที่เราเริ่มรู้สึกว่า จริงๆ แล้วสิ่งที่มนุษย์ต้องการคือความรัก ก่อนหน้านี้เราอาจจะไม่กล้าเขียนเพลงรัก ไม่ใช่ไม่กล้าเขียนสิ เราไม่ยอมเขียนเพลงรัก เพราะเรารู้สึกว่ามันดูแหวว อัลบั้มนี้ก็เลยแกล้งตัวเองด้วยการเขียนเพลงรักให้แหววไปเลย อย่างเพลง เธอเท่านั้น อย่างที่บอก หรือว่าเพลง กันและกัน ที่ร้องว่า ช่วงเวลาที่แสนเหน็บหนาว ต้องปวดร้าว เธอนั้นยังมีฉัน ไม่อ้างว้าง ถ้าเราอยู่ข้างกัน จำเอาไว้ในวันเวลาที่เธออ่อนล้า เรานั้นยังมีกัน”

ผมว่าอันนี้สำคัญกับชีวิต ผมไปค้นพบแล้วว่าสิ่งที่มนุษย์ต้องการคือความรัก สิ่งที่ชีวิตต้องการคือความรัก ผมก็เลยอยากพูดเรื่องนี้ในอัลบั้มที่ 4

ป๊อด โมเดิร์นด็อก
ป๊อด โมเดิร์นด็อก

2551 : อัลบั้ม ทิงนองนอย

เงินล้าน

ยังต้องการมีอะไรอีกหรือเรา และมันจะดีกว่านี้หรือเปล่า อีกนานไหม ต้องวนเวียนสักเท่าไร แล้วฉันจึงจะรู้

เห็นในอัลบั้มถัดมาอย่าง ทิงนองนอย มีเพลงชื่อว่า เงินล้าน ตอนนั้นคุณเกิดคำถามอะไรอีกในชีวิต

เพลง เงินล้าน จริงๆ ตอนแรกไม่ได้กล้าใช้คำว่า ฉัน ในเพลงหรอกนะ เนื้อเพลงตอนแรกร้องว่า “แม้มีเงินเป็นล้าน เพราะอะไรยังร้อนรน” เหมือนเราพูดถึงบุคคลที่ 3 แล้วเพลงนั้นผมเรียกแสตมป์มาร่วมเขียนเนื้อร้อง แสตมป์ก็บอกผมว่า พี่กล้าใช้คำว่าฉันไหมล่ะ ซึ่งผมไม่กล้า เขาก็บอกว่า เฮ้ย พี่ใช้ฉันไปเลย ก็เลยกลายเป็น “ฉันมีเงินเป็นล้าน เพราะอะไรยังร้อนรน” คือจริงๆ มันก็พูดถึงคำถามที่ว่า มีทุกอย่างอยู่รอบตัวแล้ว แต่ทำไมมันยังโหวงๆ อยู่นะ

คือเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลานั้น

ใช่ คือวันหนึ่งตื่นมาแล้ว เอ๊ะ ทำไมมีความหมองๆ อยู่ ทั้งๆ ที่ดูเงินในแบงก์ก็ยังเหลืออยู่นะ ไปไหนคนก็ให้การยอมรับนะ ยังยินดีที่ได้เจอกัน มันก็ไม่น่าที่จะต้องหมองเศร้าหมองหม่นนี่ ผมก็เลยเขียนเพลงนี้ขึ้นมาว่า “อยู่ที่สิ่งใด อยู่ที่ตรงไหน จะมีอะไรที่เป็นคำตอบ”

เขียนเพื่อถาม

ถามตัวเอง

แล้วได้คำตอบไหมว่าทำไมเรามีทุกอย่างแล้วยังรู้สึกแบบนั้น

คำตอบคือ มันเป็นแค่ความรู้สึกชั่ววูบเท่านั้นเอง มันไม่ใช่ความจริง มันเป็นความรู้สึก แต่ว่าเราจะเฝ้าดูมันนานพอที่มันจะเคลื่อนผ่านไปหรือเปล่า บางทีเราเข้าไปนั่งส้วมความรู้สึกเมื่อครู่ก็หายไปแล้วนะ มันเป็นแค่ก้อนความรู้สึก เป็นเหมือนกับเมฆที่มันเข้ามาในซีน แล้วมันไม่ได้อยู่ตรงนั้นตลอด เมื่อเรารู้แบบนี้ ต่อให้ความรู้สึกไหนเข้ามา เราก็แค่มีสติมากพอที่จะมองมัน ความจริงตอนนั้นผมแค่ไม่มีสติเท่านั้นเอง คือผมแค่กลับไปเป็นคนที่จมอยู่ในอารมณ์ที่เกิดขึ้น จริงๆ แล้วเราไม่ต้องเติมเต็มอะไรหรอก เราก็แค่รับรู้มัน มันเป็นภาวะชั่วคราวเท่านั้นเอง

ทุกวันนี้พอใจกับชีวิตไหม

ทุกวันนี้มันเกิดได้ทุกอารมณ์เลย แล้วเราไม่ปฏิเสธมันด้วย

แสดงว่าในบางอารมณ์ก็อาจจะไม่พอใจ

ใช่ มันไม่ใช่ปัญหาเลย ทุกอารมณ์ไม่ใช่ปัญหาอีกแล้ว อยู่ที่ว่าเราจะจมลงไปกับมันหรือเปล่า หรือว่าถอยออกมาเป็นคนดูได้ทันหรือเปล่า ประเด็นอยู่ตรงนี้มากกว่า

แล้วทุกวันนี้คุณยังขวนขวายหรือว่าทะเยอทะยานอยากได้อะไรอีกไหม

ผมอยากทำในสิ่งที่ต้องทำหรือควรทำในเวลานี้ อย่างเช่นวันนี้ผมจะมานั่งคุย ผมก็อยากจะมาคุยให้เพลิดเพลิน แล้วเดี๋ยวถ้ามีเวลาเหลือ ผมก็อยากจะไปวาดรูปต่อที่สตูดิโอ หรือว่ามีเพลงที่แต่งค้างไว้ยังคิดเนื้อไม่ออกผมก็ไม่ได้กลุ้มใจเหมือนตอนเด็กๆ ไม่ได้ทุรนทุรายว่าทำไมไม่ได้ กูเป็น Writer’s block เขียนเนื้อไม่ได้ คือไม่ได้ถึงกับทุกข์ร้อน ไม่ได้ถึงกับทุกข์ระทม

ป๊อด โมเดิร์นด็อก
ป๊อด โมเดิร์นด็อก

2559 : อัลบั้ม ป๊อด/โป้ง/เมธี

วันนี้เมื่อปีก่อน (Today, Last Year)

ในวันที่ลมยังพัดจากเมื่อวาน และสิ่งที่ทรมานจะนานเพียงใด
แค่ปล่อยให้กาลเวลาเยียวยา จนฉันเข้าใจว่าสิ่งใด ผ่านมาแล้วสุดท้ายก็ไป

เพลงของโมเดิร์นด็อกหลายๆ เพลงมักจะสื่อสารว่า ทุกสิ่งผ่านมาแล้วก็ผ่านไป คุณพยายามเตือนตัวเองหรืออะไร ทำไมถึงพูดถึงมันบ่อยๆ

จริงๆ แล้วทุกชุดเราเตือนตัวเองหมดเลย มันเลยทำให้คลี่คลายในแต่ละช่วงเวลา แต่ทำไมถึงพูดเรื่องผ่านมาแล้วผ่านไป เพราะว่าทุกสิ่งมันลอยมาแล้วลอยไปนะ ผมพูดเพื่อที่เราจะได้ไม่ไปจมอยู่กับสิ่งนั้นๆ พอเราเข้าใจตรงนี้ เรื่องไหนๆ มันก็เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ The end of the world ไม่ใช่จุดสิ้นสุด

การเข้าใจว่าทุกสิ่งผ่านมาแล้วก็ผ่านไปมันส่งผลต่อการใช้ชีวิตของคุณไหม

ส่งผล มันทำให้เราไม่จมไปกับอารมณ์ เราค่อนข้างเบา แต่ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นเซียน บรรลุแล้ว เห็นทุกอย่างเป็นอนิจจังไปหมด ไม่ขนาดนั้น มันก็มีบางช่วงที่เราเจอเรื่องหนักๆ แล้วเราก็จมอยู่ในความรู้สึกนั้น เช่นตอนที่พ่อเราเสีย หรือเจออะไรที่มันรุนแรง อย่างกระเป๋าตังค์หายก็มีวูบไปครึ่งวัน แต่มันก็วูบแค่ครึ่งวัน จากที่ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงวูบสัก 2 วัน

แล้วในฐานะศิลปิน ทุกวันนี้คุณบาลานซ์ระหว่างความรู้สึกที่ว่า ‘ทุกสิ่งผ่านมาแล้วก็ผ่านไป’ กับ ‘ฉันต้องยืนระยะให้ได้’ อย่างไร

ผมว่าเราแค่ทำหน้าที่มากกว่า ไม่ได้มองว่าต้องยืนระยะ เหมือนกับว่าเรามีหน้าที่อะไรบนโลกนี้ หรือเราเลือกหน้าที่อะไรบนโลกนี้ ผมก็แค่ทำหน้าที่ แต่ว่าระยะมันจะอยู่แค่ไหน มันอยู่ที่เราทำหน้าที่นั้นเต็มที่หรือทำได้มีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน

แล้วคุณคิดว่าอะไรที่ทำให้เพลงของโมเดิร์นด็อกยังคงอยู่ร่วมยุคสมัย วัยรุ่นยุคนี้ก็ยังฟังเพลงของคุณได้

อันนี้ถือว่าเป็นคำชมมากเลย สำหรับเราก็คือแค่ทำ แค่รู้สึกว่าเราอยากจะทำให้เป็นแบบนี้ในตอนนั้น แต่การที่มันอยู่ได้เพราะอะไร ต้องถามคนฟังแล้วล่ะ

แล้วลึกๆ คุณกลัวตกยุคไหม

ไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลย ไม่ได้มองเป็นประเด็น คือเรายังเห็นทุกวันมันน่าตื่นเต้นอยู่ มันยังสนุกอยู่ เราเลยไม่ได้รู้สึกว่ามันเรื่องของยุคอะไร

อยู่วงการนี้มานานก็ยังมีความตื่นเต้นอยู่เหรอ

ตื่นเต้น อย่างเช่นเวลาแต่งเพลงใหม่ไม่ได้ เฮ้ย เขียนมา 60 เพลง 6 อัลบั้ม มันมีอะไรให้เขียนอีกวะ มันมีหัวข้อไหนที่กูยังไม่ได้พูดบ้าง น่าตื่นเต้นมากเลยนะ แล้วมันติดอยู่ตรงนั้น มันมีความชะงักอยู่ ความน่าตื่นเต้นคือ เฮ้ย ยังมีประตูที่เรายังทะลวงไปไม่ได้อยู่ หรือว่ามันยังเหลือประเด็นอะไรอีกนะ ที่เราจะหยิบออกมาพูด แล้วพอมันเจอผมจะรู้สึกว่า เฮ้ย มันยังมีว่ะ หรือว่าแต่งเพลงไม่ออกผมก็หนีไปวาดรูป ไปเขียนภาพ Abstract จริงๆ แล้วคือไม่มีอะไรจะพูดนั่นเอง Abstract ก็คือการที่ไม่ต้องพูด ไม่ต้องเอาเรื่อง เอาแต่ความรู้สึก มันก็มีช่องทางที่ได้ปลดปล่อยพลังงานของเราออกไปในอีกสื่อนึง ทำให้เรายังตื่นเต้นอยู่

เมื่อก่อนอาจจะเป็นทุกข์ที่แต่งเพลงไม่ได้ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นว่ามันทำให้ผมค้นพบสิ่งใหม่ ทำให้ผมค้นพบ การเพนติ้ง ซึ่งการที่เราไม่ได้ทุกข์ร้อนกับมัน มันอาจจะพาเราไปสู่อีกที่หนึ่งก็ได้ แล้วในขณะที่ผมเพนต์หลังจากว่างเว้นจากการแต่งเพลงมา 5 ปี ตอนนี้ผมแต่งเพลงได้เยอะเลย เมโลดี้มาเพียบเลย

ทุกวันนี้ความสำเร็จเก่าๆ ไม่กลับมาหลอกหลอนคุณแล้ว

ไม่ ไม่แล้ว ยินดีด้วย (ยิ้ม)

ชื่อเสียง เงินทอง ความสำเร็จ ก็ได้มาครบถ้วนแล้ว อะไรที่ทำให้ทุกวันนี้คุณยังทำงานเพลงอยู่

ผมรู้สึกว่าผมร้องเพลงใช้ได้ ผมก็ไม่น่าจะทิ้งเสียงร้องของตัวเองไปเปล่าๆ สมมติผมไปวาดรูปอย่างเดียว แล้วผมก็ไม่แต่งเพลง ทั้งๆ ที่ผมแต่งเพลงได้ ผมว่าผมเสียดายคุณสมบัตินั้นของตัวเอง และผมคิดว่าการแต่งเพลงเป็นงานที่สำคัญมากนะ ถ้าเรามีความสามารถที่จะเขียนได้ ก็อย่าทิ้งมันเลย หรือว่าถ้าเราร้องเพลงได้แล้วคนเขารู้สึกดีกับเพลงนั้นๆ รู้สึกว่ามันทำให้เขาสนุกขึ้นหรือเขาเอนจอย เราก็น่าจะเอาคุณสมบัตินั้นมาใช้ประโยชน์นะ เหมือนคนทำกับข้าวเป็นทำกับข้าวอร่อยน่ะ คุณจะทิ้งมันทำไม เราควรจะเอาความสามารถนั้นไปทำกับข้าวอร่อยๆ ให้คนอื่นได้กิน

Thank You, Good Luck

วันนั้น จวบจนถึงในวันนี้ เรื่องราวมากมายฉันก็รู้ดี ผ่านสิ่งที่ทรมาน
จดจำ วันคืนที่มีความหมาย เจ็บปวดเท่าไหร่ฉันไม่เคยเสียดาย จะดีหรือร้ายฉันจะขอบคุณ

ป๊อด โมเดิร์นด็อก
ป๊อด โมเดิร์นด็อก

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

เมื่อเรามาถึงสตูดิโอพันทาง อาเธอร์ แวร์ญ ก็นั่งรอท่าอยู่ก่อนแล้ว สตูดิโอออกแบบสถาปัตย์แห่งนี้ตั้งอยู่บนชั้นสองของ ‘บากะนก’ ร้านหนังสือเด็กอิสระสีสันสดใสภายในเวิ้งเหล็กแดง จังหวัดเชียงใหม่ ที่เขากับภรรยา อิ๋ว-ปุณย์ศิริ สกุลวิโรจน์ แวร์ญ เป็นเจ้าของร้าน ทั้งคู่รักหนังสือ แถมเรื่องบังเอิญก็คือต่างมาจากแผ่นดินทางใต้เหมือนกัน เธอเป็นหญิงสาวอารมณ์ดีชาวนครศรีธรรมราช ส่วนเขาเป็นหนุ่มทรงสุภาพจากตูลูส

ในห้องทำงานที่มองลอดหน้าต่างออกไปเห็นถนนท่าแพยามบ่าย อาเธอร์เล่าให้ฟังว่าเขาเติบโตมาท่ามกลางตึกรามบ้านช่องของเมืองใหญ่สุดในแคว้นอ็อกซีตานี ประเทศฝรั่งเศส ก่อนย้ายมาเป็นนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ พลันโดนมนตร์เสน่ห์ความคลาสสิกและบรรยากาศชายทะเลแถบบอร์โดซ์ตกนับแต่นั้น ซึ่งดูจะไปกันคนละทางกับเชียงใหม่ที่ตัวเขาและครอบครัวเลือกมาปักหลักพอสมควร

“ก่อนหน้านี้ผมรู้จักเชียงใหม่น้อยมาก รู้แค่ว่ามันเล็กกว่ากรุงเทพฯ และมีความเป็นธรรมชาติมากกว่า แต่พอได้มาอยู่ก็รู้สึกว่าสภาพแวดล้อมดีกว่าด้วย คุณไม่ต้องทนกับรถติด ใกล้ชิดธรรมชาติ ผู้คนน่ารัก ที่สำคัญเป็นเมืองที่เอื้อต่อการทำงานสร้างสรรค์และเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ขอแค่คุณมีไอเดียหรือรักจะทำสิ่งไหน คุณก็ลงมือทำได้ทันที”

อาเธอร์ แวร์ญ สถาปนิกผู้บอกรักเชียงใหม่ผ่านศิลปะภาพประกอบจากโปรแกรมออกแบบ 3 มิติ

ระหว่าง 9 ปีที่พำนักในเชียงใหม่ อาเธอร์ตกหลุมรักงานสถาปัตยกรรมไทยโดยเฉพาะล้านนา เขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังงานออกแบบอาคารร่วมสมัยสวยโดดเด่นหลายแห่ง และเมื่อเร็ว ๆ นี้ ยังต่อยอดความหลงใหลสู่โปรเจกต์งานศิลปะภาพประกอบที่ซุ่มทำนานกว่า 2 ปี ‘A Journey in Chiang Mai’ ซึ่งไม่เพียงถ่ายทอดมุมมองประทับใจในบรรยากาศ สถาปัตยกรรม ธรรมชาติ และหลากรายละเอียดสนุก ๆ จากความช่างสังเกตของสถาปนิกหนุ่มต่างแดน ต่างวัฒนธรรม แต่ยังมีกระบวนการทำงานสุดพิถีพิถัน เพื่อส่งต่อความรักและความสุขแก่ผู้คนที่รักเมืองเชียงใหม่

ก็เพราะรัก

หลังได้รับอีเมลตอบกลับ อาเธอร์ก็โบกมือลาบอร์โดซ์แล้วบินข้ามทวีปมาเริ่มต้นชีวิตยังจังหวัดเชียงใหม่

“ผมย้ายมา พ.ศ. 2556 แต่ก่อนหน้านั้นเคยเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนอยู่ที่กรุงเทพฯ จึงได้เจออิ๋ว พอเรียนจบเลยลองหางานทำในเมืองไทย ส่งสมัครไปหลายแห่ง ทั้งกรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ สุดท้ายก็ได้ทำกับบริษัท นิวัตร อาร์คิเทค”

ที่บริษัท อาเธอร์นั่งเก้าอี้นักออกแบบ ซึ่งกลายเป็นโอกาสให้เขาเปิดประตูสู่โลกสถาปัตยกรรมไทยโดยเฉพาะรูปแบบล้านนา ก่อนค่อย ๆ สั่งสมองค์ความรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ กระทั่งมีโอกาสได้ฝากฝีไม้ลายมือไว้ในผลงานการออกแบบอาคารโคโลเนียลของโรงแรม Sela อำเภอหางดง ที่ผสมผสานลักษณะอาคารเก่าในยุโรปเข้ากับกลิ่นอายความเป็นล้านนาได้อย่างงดงามและมีเสน่ห์ หรือผลงานยุคหลังที่ทำในนามบริษัทตัวเอง ซึ่งหยิบจับภูมิปัญญาบ้านทรงไทยโบราณมาร้อยเรียงใหม่ในโฉมอาคารโมเดิร์นสุดเก๋ของสำนักงานบริษัทดิจิทัลเอเจนซี่ Artisan Digital

“ตอนนี้ผมออกมาเปิดบริษัท ‘สตูดิโอพันทาง (1,000 ways)’ ได้ 2 ปีแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนคือผมต้องรับผิดชอบเยอะขึ้น ตั้งแต่เขียนแบบ ร่างแบบงานโครงสร้าง ดูงบประมาณ เรื่อยไปจนติดตามงานก่อสร้าง ยังไงก็แล้วแต่งานในส่วนที่ผมชอบมากที่สุดยังคงเป็นการออกแบบ 3 มิติ”

เพราะไม่เพียงความสุขในการได้ทำงานที่รัก ทว่าการเติมแต่งจินตนาการสอดแทรกลงไปรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ถือเป็นความสนุกสนาน ที่บ่อยครั้งทำให้อาเธอร์มักโดนเพื่อนร่วมงานติงว่าใช้เวลากับการประดิษฐ์ภาพเรนเดอร์นานเกินไป

“ผมรู้ว่าสถาปนิกบางคนเขาทำภาพทิวทัศน์ไวมาก เพราะเท่านั้นมันเพียงพอแล้วที่จะช่วยให้ลูกค้าเข้าใจโปรเจกต์ แต่สำหรับผม ผมลงรายละเอียดเยอะ บางครั้งก็เยอะจนเกินความจำเป็นไปเหมือนกัน ประมาณชั่วโมงกว่ามั้งที่ผมจมอยู่กับมัน ก็เพราะว่าผมรักมันนั่นแหละ”

สถาปนิกหนุ่มส่งเสียงหัวเราะร่วน ส่วนเราและคุณเองก็พอจะเดาได้แล้วล่ะว่า ทำไมเขาจึงหันมาจริงจังกับงานวาดภาพประกอบ

ก้อนเมฆกับความคิด

ย้อนไปก่อนปีที่เราจะได้ยินชื่อไวรัสอู่ฮั่น และคุ้นเคยกับการทำงานแบบไฮบริด เป็นช่วงจังหวะที่อาเธอร์บินกลับไปเยี่ยมครอบครัว ขณะเทียวเสพบรรยากาศวันคืนเก่า ๆ เขาก็สะดุดตากับของบางสิ่งที่แสนปกติธรรมดา ทว่ากลับไม่เคยพบเห็นในเชียงใหม่ทั้งที่น่าจะต้องมี

บนโต๊ะไม้ตัวใหญ่เขาเตรียมสิ่งนั้นวางไว้เรียงราย มันคือโปสการ์ดและโปสเตอร์รูปสถานที่บางแห่งทั้งที่คุ้นและไม่คุ้นตา แต่รายละเอียดบางอย่างบอกให้รู้แน่ชัดว่าเป็นเชียงใหม่

“ที่ฝรั่งเศส ทุกหมู่บ้านและตามสถานที่ท่องเที่ยวมักจะมีโปสเตอร์และโปสการ์ดสวย ๆ จำหน่าย แล้วผมก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบซื้อโปสการ์ดเก็บสะสมไว้ค่อนข้างเยอะ อีกทั้งเรายังมีธรรมเนียมการให้โปสเตอร์เพื่อแสดงความขอบคุณในโอกาสพิเศษต่าง ๆ ผมจึงได้ไอเดียทำเวอร์ชันเชียงใหม่ขึ้นมา”

อาเธอร์ แวร์ญ สถาปนิกผู้บอกรักเชียงใหม่ผ่านศิลปะภาพประกอบจากโปรแกรมออกแบบ 3 มิติ
อาเธอร์ แวร์ญ สถาปนิกผู้บอกรักเชียงใหม่ผ่านศิลปะภาพประกอบจากโปรแกรมออกแบบ 3 มิติ

โปสเตอร์และโปสการ์ดที่อาเธอร์ตั้งใจสร้างสรรค์ผสมผสานระหว่างแนวคิดฉบับฝรั่งเศสกับมนตร์เสน่ห์ของเมืองเชียงใหม่ พร้อมนำเสนอผ่านศิลปะภาพประกอบที่มีมู้ดและโทนสดใสเปี่ยมชีวิตชีวา ซึ่งตัวเขาไม่ปฏิเสธว่ามีแอนิเมชันของ Studio Ghibli บันดาลใจ

“ผมหลงรักงานของ Studio Ghibli โดยเฉพาะโทนสีและก้อนเมฆ ในแอนิเมชันทุกเรื่องผมมักจะได้รับความเพลิดเพลินจาก 2 สิ่งนี้ และในชีวิตจริงผมก็ชอบมอง ชอบถ่ายและชอบวาดภาพก้อนเมฆมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเมฆก้อนใหญ่ยักษ์ เมฆน้อยที่กระจัดกระจาย หรือกลุ่มปุยเมฆหลากรูปทรงบนท้องฟ้า ทั้งหมดสะท้อนความรู้สึกที่แตกต่างและทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลาย”

แล้วก็เป็นเมฆนิรนามก้อนหนึ่งที่สะกดอาเธอร์ให้หยุดมองนิ่งงัน พลันความคิดที่ทดเก็บไว้เผยตัวจากลิ้นชักและจุดประกายให้เขาเริ่มสร้างสรรค์ภาพ Old Town ที่ถอดแบบจากถนนมูลเมืองซอย 7 ยามเช้าสายของวันนั้น สู่ผลงานชิ้นประเดิมในคอลเลกชัน ‘A Journey in Chiang Mai’

อาเธอร์ แวร์ญ สถาปนิกผู้บอกรักเชียงใหม่ผ่านศิลปะภาพประกอบจากโปรแกรมออกแบบ 3 มิติ

ถนัดและสนุก

เราค่อนข้างประหลาดใจระคนตื่นเต้น เมื่อได้เห็นกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานที่วางเรียงตรงหน้า เพราะทุกชิ้นไม่ได้วาดด้วยโปรแกรมสร้างภาพประกอบและกราฟิกเช่นธรรมดาทั่วไป ทว่าเนรมิตขึ้นจากโปรแกรม Archicad ที่ใช้สร้างแบบจำลองอาคาร 3 มิติ โดยอ้างอิงสัดส่วนตามสเกลจริง

“โดยปกติผมเป็นคนวาดภาพไม่ค่อยเก่ง เวลาแนะนำตัวผมมักบอกเสมอว่าเป็นสถาปนิก ไม่ใช่นักวาดภาพประกอบ แต่ในเมื่อผมต้องการจะทำโปสเตอร์ โปสการ์ด เลยพยายามสรรหาวิธีทำให้งานออกมาเหมือนภาพที่จินตนาการไว้ สุดท้ายจึงเลือกใช้โปรแกรมออกแบบ 3 มิติ เพราะเหตุผลง่าย ๆ ว่ามันเป็นเทคนิคที่ผมถนัดและสนุกกับมัน”

อาเธอร์ขยับเม้าส์อย่างคล่องแคล้ว บิด หมุน ซูมเข้า-ออก เพื่อชี้ให้ดูรายละเอียดที่เขาประทับใจและตั้งใจนำมาบอกเล่าลงในภาพ Warorot Market หรือตลาดวโรรส

Arthur Vergne สถาปนิกฝรั่งเศส เจ้าของร้านหนังสือเด็กในเชียงใหม่ และนักวาดโปสการ์ดผู้หลงรักท้องฟ้าของ Studio Gibli

“ผมเลือกถนนย่านตลาดวโรรสเพราะชอบสีสันบรรยากาศความคึกคัก อีกทั้งยังมีตึกเก่ารูปทรงสวยคลาสสิก เมื่อเจอวัตถุดิบแล้วก็จะเริ่มร่างภาพลงบนกระดาษ ก่อนนำมาสร้างเป็นภาพที่สมบูรณ์ขึ้นด้วยโปรแกรม Archicad ซึ่งปกติผมใช้ออกแบบอาคารให้ลูกค้า แต่อันที่จริงมันนำมาสร้างได้ทั้งเมืองหรือภูเขาได้ทั้งลูก ยิ่งกว่านั้นมันยังจัดการเรื่องแสงเงาได้อย่างยอดเยี่ยมด้วย

“ต่อมาเป็นกระบวนการที่ผมใช้เวลาค่อนข้างเยอะ คือการเติมรายละเอียดสิ่งต่าง ๆ อย่างภาพนี้ผมต้องเดินไปที่ตรอกเล่าโจ๊วอยู่บ่อย ๆ เพื่อถ่ายรูปข้าวของที่สื่อถึงเมืองไทยและเสน่ห์ของย่าน อย่าง ประตูเหล็กยืด กระจกแปดเหลี่ยม พวงเครื่องปรุง เก้าอี้พลาสติกแบบมีพนักพิง หรือขอบทางเท้าสีขาว-แดง”

อาเธอร์บอกว่า หากนับรวมการจัดองค์ประกอบภาพ ผลงานหนึ่งชิ้นอาจกินเวลาในการออกแบบ 3 มิติ เกือบ 2 สัปดาห์ เมื่อจบกระบวนการนี้จึงเข้าสู่โค้งสุดท้ายนั่นคือเสกก้อนเมฆที่เขาแยกออกมาบรรจงวาดในแท็บเล็ต ซึ่งยอมรับตามตรงว่าผลงานทุกชิ้นที่มีก้อนเมฆประดับท้องฟ้า ช่างดูมีชีวิตชีวาและชุ่มชื่นหัวใจ

นี่แหละคือเชียงใหม่

“หลังจากเสร็จภาพแรก ผมก็หาเวลาออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วเชียงใหม่เพื่อหาแรงบันดาลใจสร้างสรรค์งานชิ้นต่อ ๆ มา รวมเป็นคอลเลกชันที่มีทั้งหมด 12 ภาพ ซึ่งใช้ระยะเวลาทำประมาณ 2 ปี”

ฟังดูกินเวลายาวนานกับชุดภาพจำนวนหนึ่งโหล แต่อาเธอร์อธิบายว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องบริหารจัดการ โดยเฉพาะเรื่องของความเข้าใจ ที่เขายกตัวอย่างให้ฟังในภาพ Chiang Dao

“ผมกับอิ๋วไปเที่ยวเชียงดาวกันบ่อย ส่วนหนึ่งเพราะพวกเราชอบบรรยากาศที่นั่น อีกส่วนคือในช่วงที่กำลังเขียนภาพนี้จู่ ๆ ผมต้องหยุดงานค้างไว้ เพราะเกิดไม่มั่นใจว่าตัวเองเข้าใจสถานที่มากพอ เลยกลับไปอีกหนเพื่อออกสำรวจและสังเกตสิ่งแวดล้อม หามุมมองที่เรารู้สึกกับมันจริง ๆ ซึ่งพบว่าไม่ใช่การได้สัมผัสยอดดอยหลวง แต่เป็นการได้มองยอดดอยจากทุ่งนาข้าว ท่ามกลางชาวบ้านดำเนินชีวิตไปตามท่วงทำนองและท้องฟ้าปลอดโปร่งที่ยืนดูกลุ่มเมฆก้อนใหญ่ได้ถนัดตา”

Arthur Vergne สถาปนิกฝรั่งเศส เจ้าของร้านหนังสือเด็กในเชียงใหม่ และนักวาดโปสการ์ดผู้หลงรักท้องฟ้าของ Studio Gibli

‘A Journey in Chiang Mai’ จึงเป็นผลงานที่อาเธอร์ตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวของเมืองเชียงใหม่ในมุมที่ทำให้เขาหลงรัก ทั้งในแง่บรรยากาศ ความรู้สึก สถาปัตยกรรม ธรรมชาติ และรายละเอียดของสิ่งละอันพันละน้อย ซึ่งบอกกับผู้คนว่านี่แหละคือเชียงใหม่ ไม่ใช่กรุงเทพฯ หรือเมืองอื่นใด

“ผมรักเชียงใหม่และชอบเมืองนี้มาก ๆ ผมหวังว่าทุกคนที่ได้รับโปสการ์ดและโปสเตอร์ชุดนี้ไปจะสัมผัสได้ถึงความสุข และรักเชียงใหม่เช่นเดียวกันครับ”

ปัจจุบันคอลเลกชัน A Journey in Chiang Mai นอกจากนำเสนอในรูปแบบโปสเตอร์และโปสการ์ดแล้ว ล่าสุดยังมี Magnet และเร็ว ๆ นี้กำลังจะแปลงโฉมเป็นปฏิทินสวย ๆ สมุดบันทึก และเกมตัวต่อจิ๊กซอว์ให้ได้จับจองกัน ใครสนใจสามารถตามลายแทงในบรรทัดล่าง หรือไปพบปะพูดคุยกับอาเธอร์และสนับสนุนผลงานกันได้ในเทศกาล Chiang Mai Design Week 2022 นี้

Arthur Vergne สถาปนิกฝรั่งเศส เจ้าของร้านหนังสือเด็กในเชียงใหม่ และนักวาดโปสการ์ดผู้หลงรักท้องฟ้าของ Studio Gibli

Instagram : arthur.illustration

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load