หากนับจากปี 2537 ที่อัลบั้มแรกของ Moderndog ออกสู่สายตาและรูหูของเหล่าแฟนเพลงจนถึงตอนนี้ ก็นับเป็นระยะเวลากว่า 25 ปีแล้ว

จากคนหนุ่มที่พลังล้นปรี่ในวันวาน วันนี้นักร้องนำของวงอายุขึ้นต้นด้วยเลข 4 มาแล้วหลายปี

บางคนบอกว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข แต่ผมเห็นว่าตัวเลข 2 หลักนี้ก็บอกอะไรได้มากมายเหมือนกัน

หากใครเป็นแฟนเพลงย่อมสังเกตเห็นความเติบโตของพวกเขาผ่านท่วงทำนองและเนื้อร้องที่บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ด้วยแว่นมองโลกที่เปลี่ยนไป จากอัลบั้มแรกๆ ที่ทำด้วยความคิดขบถ อึดอัดกับกรอบในสังคมที่ครอบอยู่ เราสังเกตเห็นการตกผลึกทางความคิดจนคลี่คลายกลายเป็นอัลบั้ม แดดส่อง กลายเป็นอัลบั้ม ป๊อด/โป้ง/เมธี

ผมนัดพบ ธนชัย อุชชิน หรือ ป๊อด Moderndog ในบ่ายวันแดดส่อง เพื่อย้อนทบทวนถึงวันก่อนที่ท้องฟ้าจะสดใส

“เราว่ามันเป็นการเดินทาง เป็นการเรียนรู้” ศิลปินตรงหน้าบอกผมเมื่อชวนเขาย้อนทบทวนถึงวันนี้เมื่อหลายปีก่อน

ในขณะที่หลายวงที่ถือกำเนิดในช่วงเวลาใกล้เคียงกันแยกย้ายไปทำงานอื่นๆ กันแล้ว แต่ Moderndog ยังยืนระยะสร้างผลงานร่วมสมัยออกมาให้แฟนเพลงได้ฟัง 

คงคล้ายๆ รองเท้า Converse Chuck Taylors ที่เขาสวมใส่มาตั้งแต่ก่อนทำอัลบั้มแรกจนถึงวันนี้ที่เราพบกัน นั่นคือ Moderndog ได้กลายเป็นทั้งวงที่ทั้งเป็นตำนานและอยู่ร่วมยุคสมัยได้อย่างไม่เคอะเขิน บทเพลงของพวกเขาไร้กาลเวลาโดยไม่ได้ตั้งใจ

หากแต่เบื้องหลังการยืนระยะและบทเพลงไร้กาลเวลาจะเป็นเช่นไร ขอเชิญไล่ฟังสิ่งที่เขาบอกว่า ‘เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง’ ทีละเพลง

ป๊อด โมเดิร์นด็อก

ป๊อด โมเดิร์นด็อก

2537 :   อัลบั้ม เสริมสุขภาพ

ก่อน

ก่อนท้องฟ้าจะสดใส ก่อนความอบอุ่นของไอแดด ก่อนดอกไม้จะผลิบาน ก่อนความฝันอันแสนหวาน

ทุกวันนี้คุณได้กลับไปฟังเพลงเก่าๆ บ้างไหม

ช่วงหลังผมมาจัดรายการวิทยุที่ช่อง Mellow ทุกคืนวันอาทิตย์ ตอน 3 ทุ่มถึงเที่ยงคืน แล้วผมก็มีฟอร์แมตในรายการวิทยุของตัวเองว่าจะเปิดด้วยเพลงที่ตัวเองร้อง และปิดด้วยเพลงที่ตัวเองร้อง มันเลยทำให้ได้กลับมาฟังเพลงตัวเอง

ทำไมเลือกเปิดด้วยเพลงตัวเองและปิดด้วยเพลงตัวเอง

มันชื่อรายการ ‘ป๊อดทอล์ก’ ผมเลยอยากจะ Introduce ด้วยเพลงของเรา เป็นเพลงที่เป็นมู้ดของเราวันนี้ ว่าวันนี้เราสตาร์ทด้วยมู้ดนี้

เวลาฟังเพลงตัวเองเห็นภาพเก่าๆ บ้างไหม

จริงๆ มันหลากหลายนะ มันก็อาจจะเห็นภาพความรู้สึกช่วงนั้น หรืออาจจะไปเห็นข้อผิดพลาดในเพลงนั้น เช่น อันนี้ไม่น่าร้องอย่างนี้เลย หรือว่าเพลงนี้ไม่น่าใช้คำนี้เลย มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เราไม่ฟังเพลงตัวเองเลยนะ เพราะว่ามันจะรู้สึกเหมือนคนชอบจับผิดตัวเอง บางทีเหตุผลที่เราจะทำชุดใหม่ก็เพื่อที่จะทำให้มันดีกว่าชุดที่แล้วนั่นแหละ อยากจะทำชุดใหม่ที่มันจะไม่พลาดอีก

รู้สึกผิดหวังไหมเวลาเห็นจุดผิดพลาดในอดีต

ไม่นะ ถ้ามองตอนนี้เราว่ามันเป็นการเดินทาง เป็นการเรียนรู้ ที่เราทำงานมาจริงๆ แล้วมันก็คือการขัดเกลาตัวเองนั่นแหละ ขัดเกลาตัวเองแล้วก็เห็นตัวเอง เห็นความคิดของตัวเองในวันนั้นแล้วเราก็เกิดความคลี่คลายในวันนี้ เพราะฉะนั้น สิ่งนั้นมันเป็นบันทึกตัวตนของเรา

ผมว่าผมขัดเกลามาเรื่อยๆ นะ จนกระทั่งตอนนี้ผมรู้สึกว่าผมเบาในหลายๆ จุด

ป๊อด โมเดิร์นด็อก ป๊อด โมเดิร์นด็อก

กะลา

แค่ลืมตา ออกจากกะลา ให้รู้ว่ามันมีมากกว่า

ในวัยหนุ่มคุณเป็นคนหนุ่มแบบไหน

ผมว่าตอนเด็กผมเจ้าอารมณ์มากเลยนะ แต่ผมมีโอกาสทำเพลงนี่แหละ มันเลยเหมือนมีที่ที่ผมได้ปล่อยอารมณ์เหล่านั้นไปในงานศิลปะ ไปในงานเพลง ซึ่งผมดีใจที่ผมเลือกเอาไอ้ความเจ้าอารมณ์ตรงนี้มาทำให้เกิดประโยชน์ แทนที่เราจะไปเหวี่ยงใส่สภาพแวดล้อม เราก็เอาไอ้ก้อนอารมณ์นั้นมาใช้ในการสร้างสรรค์ มาเขียนเป็นเพลง มาแสดงบนเวที

หลายคนยกให้คุณเป็นหนึ่งในตัวแทนของความขบถ อยากรู้ว่าเชื้อความขบถในตัวคุณมันมาจากไหน

ผมว่าระบบการศึกษาก็ผลักดันเยอะนะ วิถีการศึกษาในโรงเรียนมันบีบเราหลายๆ อย่าง แล้วเราก็พยายามหาทางออก

จริงๆ เพลง กะลา ในอัลบั้มแรกมันเป็นภาคต่อมาจากวิชาเพนติ้งของผม ตอนเรียนผมมีงานชิ้นหนึ่งชื่อ ‘กะลา’ ตอนนั้นผมพูดถึงเรื่องว่า เราไม่ควรที่จะยึดติดอยู่แค่ในกรอบความคิดเดิมๆ หรือความเชื่อเดิมๆ มันมีอะไรอีกตั้งมากมายข้างนอก งานนั้นผมเพนต์แล้วก็มีกะลา 7 สีเป็นมิกซ์มีเดีย แล้วผมก็ต่อยอดมันออกมาเป็นเพลงด้วย

คิดว่ากะลาที่มันครอบเราอยู่ในวัยนั้นคืออะไร

มันคงเป็นกฎเกณฑ์มั้ง ตอนเด็กๆ อาจจะแค้นเรื่องทรงผม ทำไมจะต้องถูกบังคับให้ตัดผมเกรียน หรือว่าทำไมอยู่มหาวิทยาลัยแล้วไว้ผมยาวยังถูกอาจารย์ไล่ไปตัด แต่สุดท้ายพอเราจบมาเราก็ไว้ผมสั้นอยู่ดีนะ (หัวเราะ) คือพอกลับไปมองไอ้ตอนผมยาวที่เราขบถกับอาจารย์เราก็รู้สึกว่ามันดูไม่ได้จริงๆ แหละ มันก็เป็นการเรียนรู้

สำหรับเราแล้วตอนนี้มันไม่มีข้างในข้างนอกแล้ว คือขอบเขตมันก็ทลายออก เราอยู่ข้างนอกก็ได้ อยู่ข้างในก็ได้ เมื่อก่อนเราอยู่ข้างในแล้วเราจะต้องออกไปข้างนอก

ทุกข์ร้อนกับการอยู่ในกรอบในกฎ

ใช่ เพราะเราเป็นคนรักอิสระ แล้วเราก็รู้สึกว่า เฮ้ย มันมีทางเลือกอีกเยอะมากนะในความเป็นจริง อย่างสมัยก่อนเพลงก็จะมีทางเลือกอยู่แค่ 2 ค่ายหลักๆ แต่เราก็อยากจะบอกว่า เฮ้ย มันมีเพลงแบบอื่นด้วยนะ มันมีดนตรีอีกตั้งหลายแบบ เราก็เลยเลือกที่จะทำเพลงที่มันเป็นทางเลือกออกมาในช่วงเวลานั้นเมื่อ 25 ปีที่แล้ว

ตอนนั้นไม่ได้คิดเรื่องความสำเร็จเลยนะ คิดแค่ว่า เฮ้ย เรารู้สึกอะไร เราอยากจะพูดอะไร ไม่ได้ไปมองเรื่องผลลัพธ์ มองแค่สิ่งที่ได้ทำ

ย้อนมองกลับไปคิดว่าวิธีนี้ถูกต้องไหม ไม่มองผลลัพธ์

ถูกแล้ว ถูกแล้ว เราแค่ทำในสิ่งที่เราเชื่อ ที่เรารู้สึกจริงๆ ออกไป โตขึ้นมาเสียอีกที่เราเริ่มรู้สึกว่ามี Comfort Zone ที่เราเริ่มลงตัว ที่มีวิถียังชีพชัดเจน บางทีเราไม่ต้องแหกอะไรออกไปก็ไม่เดือดร้อน ซึ่งเราคิดว่าไอ้พลังในวัยหนุ่มตอนนั้นมันดีมากเลย

คือตอนนั้นเราทำแม้กระทั่งไม่ย้อนรอยความสำเร็จตัวเองด้วยนะ อย่างเช่นชุดแรกมันเป็นแบบนี้ ชุดสองก็จะทำไม่ให้มันเหมือนชุดแรก แล้วชุดสามต้องทำยังไงให้ไม่เหมือนชุดสอง แล้วชุดสี่ก็ทำในสิ่งที่ตัวเองมีอคติมาก่อน เราทลายอคตินั้นโดยการทำมันในชุดที่สี่

ที่ทำแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่อยากประสบความสำเร็จใช่ไหม

ลึกๆ ที่สุดแล้วก็คงอยากประสบความสำเร็จนั่นแหละ แต่ที่สำคัญกว่าความสำเร็จก็คือเราทำสิ่งนั้นแล้วมันใช่สิ่งที่เรารู้สึกจริงๆ หรือเปล่า อันนี้สำคัญกว่า

ป๊อด โมเดิร์นด็อก ป๊อด โมเดิร์นด็อก

2540 : อัลบั้ม คาเฟ่

ที่จริงในใจ

เธอต้องการสิ่งใดก็คงจะรู้ดีอยู่ แต่แล้วเพราะบางอย่างที่เธอได้สร้างขึ้นมา
ที่เธอจะทำอย่างไรก็คงไม่ไหวเกินกว่า สิ่งที่เธอสร้างขึ้นมามันช่างแน่นหนา


แล้วช่วงวัยหนุ่มคุณทุกข์สุขกับเรื่องอะไร

เออว่ะ เมื่อกี้เราพูดถึงว่าไม่แคร์เรื่องความสำเร็จ แต่จริงๆ แล้วโคตรแคร์เลยว่ะ (หัวเราะ) เพราะที่เราทุกข์ที่สุดก็คือความคาดหวังในมาตรฐานตัวเอง มันย้อนแย้งนะ อย่างชุดแรกมันประสบความสำเร็จมาก มากแบบที่เราก็นึกไม่ถึง แล้วเรารู้สึกว่าเราจะ Survive ยังไงต่อไป อันนี้แหละคือความหนักอึ้งของชีวิตในเวลานั้น

เราจะแต่งเพลงยังไงที่มันจะไปสู้กับ บุษบา ที่ตัวเองเคยแต่งเอาไว้ได้ มันเริ่มมาแล้วเป็น บุษบา เลย แล้วยังไงต่อ เรายังแต่งเพลงได้อีกหรือเปล่า แล้วมันจะดีเท่าที่เคยดีมั้ย

คือในชีวิตผมก็มีความสุขไปตามประสา จนกระทั่งผมประสบความสำเร็จ ตั้งแต่อายุ 1 ขวบถึงอายุ 23 ผมคิดว่าผมเป็นเด็กที่มีความสุขพอสมควรคนหนึ่ง ยกเว้นตอนประถมที่กลัวสอบไม่ได้ที่ 1 คือผมดันสอบได้ที่ 1 ตั้งแต่อนุบาล จริงๆ เรื่องนี้ผมเล่ามาตลอด 25 ปี คนที่เคยอ่านเขาคงบอกว่าพี่ป๊อดเล่าซ้ำ แต่มันเป็นเรื่องที่อยู่ในใจเรา มันเป็นความทุกข์ที่สอบได้ที่ 1 แล้วกลัวว่าจะไม่ได้ที่ 1 อีก ซึ่งมันคล้ายกับตอนทำอัลบั้มชุดแรกแล้วมันดันฮิต แล้วเรากลัวไม่ได้อีก มันเป็นความทุกข์ซ้ำซากแบบนี้

ตอนที่สำเร็จจากชุดแรกเราเกิดความกลัวขึ้นมาเลยว่า เฮ้ย เราจะแต่งเพลงแบบนั้นได้อีกมั้ย เพราะเพลงที่เราแต่งชุดแรกเราแต่งด้วยสัญชาตญาณ เราไม่ใช่นักแต่งเพลงมืออาชีพ แล้วจะทำยังไง เราก็เลยเลือกที่จะไปเรียนแต่งเพลง หลังจากที่อัลบั้มชุดแรกเสร็จผมก็เลยบินไปอยู่นิวยอร์กเกือบ 2 ปีนะ แล้วก็ไปเข้าคอร์สเรียนแต่งเพลง คือไปหาวิธี ไปเรียน ไปใช้ชีวิต ไปเข้าคลาสให้ครูเขาสอน ซึ่งมันก็ช่วยได้ จริงแล้วเพลงในอัลบั้มที่ 2 มันก็เป็นเพลงที่มาจากการใช้ชีวิตที่นิวยอร์กนั่นแหละ

เท่าที่ฟัง ความสำเร็จก็นำมาซึ่งความทุกข์ได้เหมือนกัน

คงเป็นเพราะต้องการรักษาความสำเร็จมั้ง เหมือนการรักษามาตรฐาน ไม่รู้เป็นกันบ้างมั้ย สมมติว่าคุณอาจจะเคยเขียนบทความที่รู้สึกว่ามันโคตรดีเลย หรือว่าช่างภาพที่เคยถ่ายรูปแล้วรู้สึกว่ารูปนี้มันพีก แล้วเราจะทำยังไงให้มันได้ในระดับนั้นอีก

ขอบคุณ

ในยามที่เงียบเหงา มีเธออยู่เคียงกายเรา วันคืนที่ปวดร้าว มีเธอช่วยทำให้ทุเลา

แล้วปัญหาที่ว่าหนักอึ้งอย่างเรื่องการต้องการรักษาความสำเร็จ คุณคลี่คลายมันอย่างไร

ตอนนี้สิ่งที่คลี่คลายคือผมจะใช้ความสุขอยู่กับโมเมนต์ที่กำลังทำมากกว่า ผมพอใจในวินาทีนี้ ผมไม่ได้เฝ้าผลลัพธ์แล้ว จบแล้วจบ สมมติผมทำเพนติ้งรูปนี้แล้วผมรู้สึกว่าผมได้รับความสุขในขณะที่ผมกำลังเพนต์รูปนี้ เมื่อมันเสร็จมันก็คือผลงานชิ้นหนึ่ง ไม่ว่าจะมีคนชื่นชมมันมากน้อยแค่ไหน มันก็ไม่ได้สำคัญเท่ากับช่วงเวลาที่ผมกำลังทำมันอยู่ มันก็เลยทำให้ผมสามารถร้องเพลงในแต่ละวันได้ จบคอนเสิร์ตนี้ผมก็สลัดมันออก มันเป็นอดีตไปแล้ว

ฟังดูคุณไม่หลงระเริงกับความสำเร็จแบบที่ใครบางคนเป็น

ไม่เลย เป็นพวกความมั่นใจในตัวเองต่ำเสียด้วยซ้ำ มันมีความหวาดหวั่นอย่างที่บอกว่า เอ๊ะ เราจะทำได้อีกหรือเปล่า ไม่ใช่ว่า โห เราเก่งแล้วเว้ย ทุกคนนิยมชมชอบ ชื่นชม

แล้วเป็นอย่างนี้กันทั้งวงเลยนะ ต่างคนต่างเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นกันหมด พวกเราชอบตบตัวเองลงด้วยซ้ำ อย่างเช่นหลังเสร็จอัลบั้มที่ 2 ซึ่งความจริงมันก็ยังพอรอดนะ มีเพลง ติ๋ม และเพลงอื่นๆ คือมันไม่ถึงกับจ๋อย แต่ผมก็ลงไปบวชเป็นพระป่าอยู่ 4 เดือน ไปอยู่ป่า ไปใช้ชีวิตกลางป่าแล้วก็เรียนรู้ตัวเอง

ตอนนั้นหนีอะไรหรือเปล่าถึงขั้นต้องไปบวช

คือตอนนั้นมันเป็นคอนเซปต์ชีวิตว่าเสร็จชุดแรกจะไปเมืองนอก พอเสร็จชุดสองจะไปเมืองใน ก็เลยเลือกที่จะไปตรงนั้น ชุดสามมันก็เลยออกมาเป็นชุด Love Me Love My Life

ป๊อด โมเดิร์นด็อก

2544 : อัลบั้ม Love Me Love My Life

เวตาล

ฉันทำทุกอย่าง เพราะฉันต้องการ พร้อมแล้ว กับทุกความทนทรมาน

หลังจากสึกออกมาคุณเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

ผมว่าผมเข้าใจอารมณ์ตัวเอง ก่อนบวชผมเป็นตัวอารมณ์ แต่หลังบวชผมเห็นอารมณ์ ก่อนบวชผมเป็นเนื้อเดียวกับอารมณ์ แต่หลังบวชผมรู้ว่าอารมณ์กำลังเกิดขึ้น

ผมคิดว่าผมกลายเป็นผู้เฝ้าดูมากขึ้น มากกว่าจะเป็นคนที่ถูกอารมณ์บังคับพาไปนู่นไปนี่ ซึ่งมันก็ทำให้ผมเบาขึ้น ทำให้ผมไม่จมในอารมณ์ แต่ผมเป็นคนเลือกใช้อารมณ์มากกว่า ไม่ใช่ถูกอารมณ์ใช้

แล้วคุณทำอัลบั้ม Love Me Love My Life ด้วยทัศนคติแบบไหน

จริงๆ ผมตั้งใจทำชุดสามให้ล้มเหลวนะ ผมทำให้มันฟังไม่รู้เรื่อง เพื่อที่ผมจะได้ไม่ต้องอยู่กับความสำเร็จ คือผมมาวิเคราะห์ตอนโตว่า ผมกำลังลดขนาดความคาดหวังที่เกิดขึ้นด้วยการทำงานแบบนี้

แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทำงานด้อยคุณภาพเพื่อให้คนลดความคาดหวังใช่ไหม

ไม่ๆ เราทำอย่างเต็มที่เหมือนเดิม เราทำด้วยใจเหมือนเดิม แต่เราทำให้มันสุดในแบบที่ว่า มีเด็กคนหนึ่งใส่ชุดนักเรียนกางเกงน้ำเงินเดินมาแล้วบอกเราว่า “พี่ป๊อดครับ ผมฟังเทปชุดนี้ของพี่แล้ว ผมฟังไป 1 หน้าแล้วผมเขวี้ยงทิ้งเลย” แล้วผมก็คิดในใจว่า ถูกต้องแล้วครับ (หัวเราะ)

รู้ว่าล้มเหลวแต่ก็เดินไป

อยากไปอยู่ตรงจุดนั้นไง

ในอีกด้านหนึ่งนายทุนก็กล้าหาญเหมือนกัน ที่รู้ว่าทำไปมันจะไม่ตอบโจทย์ตลาดแต่ก็ยอมให้พวกคุณทำ

ตอนที่ สุกี้ (กมล สุโกศล แคลปป์) ได้ยินเพลงก็แอบสะดุ้ง (หัวเราะ) แล้วผมทำปกด้วยนะชุดนั้น ที่เป็นรูปปริ้นเตอร์ แล้วเปิดมาเป็นภาพไฟแบบ Abstract ไม่มีข้อมูลอะไร ไม่มีเนื้อเพลง ไม่มีอะไร เปิดมาเป็นภาพแสงสีแดงๆ สุกี้ก็ถามว่า “เฮ้ย ป๊อด ปกมีแค่นี้เองเหรอวะ” ผมบอกว่า ใช่ แค่นี้แหละ สุกี้ก็บอกว่า “ดี ไม่เปลืองดี” (หัวเราะ)

นึกว่าจะห้าม

ข้อดีของการอยู่ที่เบเกอรี่มิวสิกคือมันอิสระมาก เพราะทุกคนต่างต้องสร้างงานให้ตัวเอง มันก็เลยไม่มีใครมาบีบบังคับใคร

แล้วคุณเองไม่เห็นใจนายทุนเลยเหรอ

ไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลยน่ะสิ

ป๊อด โมเดิร์นด็อก

ถ้าคิดก็อาจจะไม่ได้ทำแบบนั้น

ถ้าคิดก็อาจจะไม่มาอยู่ค่ายนี้ก็ได้ คือผมเลือกมาอยู่ค่ายเบเกอรี่มิวสิกเพราะผมรู้สึกว่าค่ายนี้เข้าใจเรา แล้วเราก็ Comfortable กับการอยู่กับพวกเขา

แล้วที่ว่าตั้งใจทำชุดที่ 3 ให้ล้มเหลว สุดท้ายคุณคิดว่ามันล้มเหลวจริงไหม

สำหรับเราแล้วมันไม่ล้มเหลวเลย เพราะเราชอบมันมาก สรุปแล้วความล้มเหลวหรือความสำเร็จมันอยู่ที่ใจเราแหละ มันไม่ใช่เรื่องของผลลัพธ์ของภายนอก งานบางชิ้นคนอาจจะไม่ได้ชอบ ไม่ได้ตอบรับเลย แต่เรารู้สึกว่ามันใช่ นี่แหละ นี่ต่างหากที่เราใฝ่หา

แล้วเอาจริงๆ พอไปอยู่ตรงจุดที่ไม่สำเร็จคุณรู้สึกอย่างไร

ดี รู้สึกเบา เบาจากการที่เราไม่ไปยึดติดกับความสำเร็จ ผมว่าลึกๆ แล้วทุกคนต้องการความสบายใจนะ ลึกๆ แล้ว (เน้นเสียง) เหนือกว่าชื่อเสียงเงินทองความสำเร็จหรืออะไรก็ตาม ผมว่าทุกคนต้องการความโปร่งโล่งใจ ตอนนั้นเราก็คลี่คลายระดับหนึ่งเลยนะ มันก็เกิดแดดที่ส่องเข้ามา ก็ตาสว่างขึ้น

ป๊อด โมเดิร์นด็อก ป๊อด โมเดิร์นด็อก

2547 : อัลบั้ม แดดส่อง

ตาสว่าง

ถึงเวลาที่ฉันนั้นควรสงบ ใช้ปัญญาที่เหลือทบทวน ที่ผ่านมา ให้เข้าใจ

ความไม่สำเร็จในแง่ยอดขายของอัลบั้ม Love Me Love My Life ส่งผลต่อวิธีคิดการทำอัลบั้มถัดมาไหม

มันส่งผลตรงที่ว่าชุดที่ 3 เราพยายามทำให้มันฉีก ให้มันหลุด ชุดที่ 4 เราเลยคิดว่า เราลองแกล้งตัวเองอีกทีนึง โดยการทำในแบบที่เราคิดว่ามันธรรมดาซึ่งที่ผ่านมาเราไม่กล้าทำ เช่น การใช้คอร์ดเบสิก C Am F G หรือการเขียนเนื้อเพลงแบบ “เธอเท่านั้นอยู่ในใจ เธอเท่านั้นตลอดไป” เป็นเนื้อเพลงที่มันอาจจะไม่ได้ลึกซึ้งอะไร จนถึงขนาดที่ พี่โป้ง (ปวีณ สุวรรณชีพ) มือกลองซึ่งได้ฟังครั้งแรกในห้องซ้อมบอกว่า มึงเอาอย่างนี้เลยเหรอ มึงร้องอย่างนี้เลยเหรอ “เธอเท่านั้นอยู่ในใจ เธอเท่านั้นตลอดไป” จากที่ชุดก่อนหน้ามัน Abstract มาก

ที่ว่าผ่านมาไม่กล้าทำแบบนี้ มันเป็นเพราะอะไร

ก็ห่วงเท่มั้ง

อัลบั้ม Love Me Love My Life ทำให้คุณรู้สึกเบา แล้วอัลบั้ม แดดส่อง มีความหมายในแง่มุมใดบ้าง

มันเป็นมุมมองที่เราเริ่มรู้สึกว่า จริงๆ แล้วสิ่งที่มนุษย์ต้องการคือความรัก ก่อนหน้านี้เราอาจจะไม่กล้าเขียนเพลงรัก ไม่ใช่ไม่กล้าเขียนสิ เราไม่ยอมเขียนเพลงรัก เพราะเรารู้สึกว่ามันดูแหวว อัลบั้มนี้ก็เลยแกล้งตัวเองด้วยการเขียนเพลงรักให้แหววไปเลย อย่างเพลง เธอเท่านั้น อย่างที่บอก หรือว่าเพลง กันและกัน ที่ร้องว่า ช่วงเวลาที่แสนเหน็บหนาว ต้องปวดร้าว เธอนั้นยังมีฉัน ไม่อ้างว้าง ถ้าเราอยู่ข้างกัน จำเอาไว้ในวันเวลาที่เธออ่อนล้า เรานั้นยังมีกัน”

ผมว่าอันนี้สำคัญกับชีวิต ผมไปค้นพบแล้วว่าสิ่งที่มนุษย์ต้องการคือความรัก สิ่งที่ชีวิตต้องการคือความรัก ผมก็เลยอยากพูดเรื่องนี้ในอัลบั้มที่ 4

ป๊อด โมเดิร์นด็อก ป๊อด โมเดิร์นด็อก

2551 : อัลบั้ม ทิงนองนอย

เงินล้าน

ยังต้องการมีอะไรอีกหรือเรา และมันจะดีกว่านี้หรือเปล่า อีกนานไหม ต้องวนเวียนสักเท่าไร แล้วฉันจึงจะรู้

เห็นในอัลบั้มถัดมาอย่าง ทิงนองนอย มีเพลงชื่อว่า เงินล้าน ตอนนั้นคุณเกิดคำถามอะไรอีกในชีวิต

เพลง เงินล้าน จริงๆ ตอนแรกไม่ได้กล้าใช้คำว่า ฉัน ในเพลงหรอกนะ เนื้อเพลงตอนแรกร้องว่า “แม้มีเงินเป็นล้าน เพราะอะไรยังร้อนรน” เหมือนเราพูดถึงบุคคลที่ 3 แล้วเพลงนั้นผมเรียกแสตมป์มาร่วมเขียนเนื้อร้อง แสตมป์ก็บอกผมว่า พี่กล้าใช้คำว่าฉันไหมล่ะ ซึ่งผมไม่กล้า เขาก็บอกว่า เฮ้ย พี่ใช้ฉันไปเลย ก็เลยกลายเป็น “ฉันมีเงินเป็นล้าน เพราะอะไรยังร้อนรน” คือจริงๆ มันก็พูดถึงคำถามที่ว่า มีทุกอย่างอยู่รอบตัวแล้ว แต่ทำไมมันยังโหวงๆ อยู่นะ

คือเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลานั้น

ใช่ คือวันหนึ่งตื่นมาแล้ว เอ๊ะ ทำไมมีความหมองๆ อยู่ ทั้งๆ ที่ดูเงินในแบงก์ก็ยังเหลืออยู่นะ ไปไหนคนก็ให้การยอมรับนะ ยังยินดีที่ได้เจอกัน มันก็ไม่น่าที่จะต้องหมองเศร้าหมองหม่นนี่ ผมก็เลยเขียนเพลงนี้ขึ้นมาว่า “อยู่ที่สิ่งใด อยู่ที่ตรงไหน จะมีอะไรที่เป็นคำตอบ”

เขียนเพื่อถาม

ถามตัวเอง

แล้วได้คำตอบไหมว่าทำไมเรามีทุกอย่างแล้วยังรู้สึกแบบนั้น

คำตอบคือ มันเป็นแค่ความรู้สึกชั่ววูบเท่านั้นเอง มันไม่ใช่ความจริง มันเป็นความรู้สึก แต่ว่าเราจะเฝ้าดูมันนานพอที่มันจะเคลื่อนผ่านไปหรือเปล่า บางทีเราเข้าไปนั่งส้วมความรู้สึกเมื่อครู่ก็หายไปแล้วนะ มันเป็นแค่ก้อนความรู้สึก เป็นเหมือนกับเมฆที่มันเข้ามาในซีน แล้วมันไม่ได้อยู่ตรงนั้นตลอด เมื่อเรารู้แบบนี้ ต่อให้ความรู้สึกไหนเข้ามา เราก็แค่มีสติมากพอที่จะมองมัน ความจริงตอนนั้นผมแค่ไม่มีสติเท่านั้นเอง คือผมแค่กลับไปเป็นคนที่จมอยู่ในอารมณ์ที่เกิดขึ้น จริงๆ แล้วเราไม่ต้องเติมเต็มอะไรหรอก เราก็แค่รับรู้มัน มันเป็นภาวะชั่วคราวเท่านั้นเอง

ทุกวันนี้พอใจกับชีวิตไหม

ทุกวันนี้มันเกิดได้ทุกอารมณ์เลย แล้วเราไม่ปฏิเสธมันด้วย

แสดงว่าในบางอารมณ์ก็อาจจะไม่พอใจ

ใช่ มันไม่ใช่ปัญหาเลย ทุกอารมณ์ไม่ใช่ปัญหาอีกแล้ว อยู่ที่ว่าเราจะจมลงไปกับมันหรือเปล่า หรือว่าถอยออกมาเป็นคนดูได้ทันหรือเปล่า ประเด็นอยู่ตรงนี้มากกว่า

แล้วทุกวันนี้คุณยังขวนขวายหรือว่าทะเยอทะยานอยากได้อะไรอีกไหม

ผมอยากทำในสิ่งที่ต้องทำหรือควรทำในเวลานี้ อย่างเช่นวันนี้ผมจะมานั่งคุย ผมก็อยากจะมาคุยให้เพลิดเพลิน แล้วเดี๋ยวถ้ามีเวลาเหลือ ผมก็อยากจะไปวาดรูปต่อที่สตูดิโอ หรือว่ามีเพลงที่แต่งค้างไว้ยังคิดเนื้อไม่ออกผมก็ไม่ได้กลุ้มใจเหมือนตอนเด็กๆ ไม่ได้ทุรนทุรายว่าทำไมไม่ได้ กูเป็น Writer’s block เขียนเนื้อไม่ได้ คือไม่ได้ถึงกับทุกข์ร้อน ไม่ได้ถึงกับทุกข์ระทม

ป๊อด โมเดิร์นด็อก ป๊อด โมเดิร์นด็อก

2559 : อัลบั้ม ป๊อด/โป้ง/เมธี

วันนี้เมื่อปีก่อน (Today, Last Year)

ในวันที่ลมยังพัดจากเมื่อวาน และสิ่งที่ทรมานจะนานเพียงใด
แค่ปล่อยให้กาลเวลาเยียวยา จนฉันเข้าใจว่าสิ่งใด ผ่านมาแล้วสุดท้ายก็ไป

เพลงของโมเดิร์นด็อกหลายๆ เพลงมักจะสื่อสารว่า ทุกสิ่งผ่านมาแล้วก็ผ่านไป คุณพยายามเตือนตัวเองหรืออะไร ทำไมถึงพูดถึงมันบ่อยๆ

จริงๆ แล้วทุกชุดเราเตือนตัวเองหมดเลย มันเลยทำให้คลี่คลายในแต่ละช่วงเวลา แต่ทำไมถึงพูดเรื่องผ่านมาแล้วผ่านไป เพราะว่าทุกสิ่งมันลอยมาแล้วลอยไปนะ ผมพูดเพื่อที่เราจะได้ไม่ไปจมอยู่กับสิ่งนั้นๆ พอเราเข้าใจตรงนี้ เรื่องไหนๆ มันก็เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ The end of the world ไม่ใช่จุดสิ้นสุด

การเข้าใจว่าทุกสิ่งผ่านมาแล้วก็ผ่านไปมันส่งผลต่อการใช้ชีวิตของคุณไหม

ส่งผล มันทำให้เราไม่จมไปกับอารมณ์ เราค่อนข้างเบา แต่ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นเซียน บรรลุแล้ว เห็นทุกอย่างเป็นอนิจจังไปหมด ไม่ขนาดนั้น มันก็มีบางช่วงที่เราเจอเรื่องหนักๆ แล้วเราก็จมอยู่ในความรู้สึกนั้น เช่นตอนที่พ่อเราเสีย หรือเจออะไรที่มันรุนแรง อย่างกระเป๋าตังค์หายก็มีวูบไปครึ่งวัน แต่มันก็วูบแค่ครึ่งวัน จากที่ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงวูบสัก 2 วัน

แล้วในฐานะศิลปิน ทุกวันนี้คุณบาลานซ์ระหว่างความรู้สึกที่ว่า ‘ทุกสิ่งผ่านมาแล้วก็ผ่านไป’ กับ ‘ฉันต้องยืนระยะให้ได้’ อย่างไร

ผมว่าเราแค่ทำหน้าที่มากกว่า ไม่ได้มองว่าต้องยืนระยะ เหมือนกับว่าเรามีหน้าที่อะไรบนโลกนี้ หรือเราเลือกหน้าที่อะไรบนโลกนี้ ผมก็แค่ทำหน้าที่ แต่ว่าระยะมันจะอยู่แค่ไหน มันอยู่ที่เราทำหน้าที่นั้นเต็มที่หรือทำได้มีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน

แล้วคุณคิดว่าอะไรที่ทำให้เพลงของโมเดิร์นด็อกยังคงอยู่ร่วมยุคสมัย วัยรุ่นยุคนี้ก็ยังฟังเพลงของคุณได้

อันนี้ถือว่าเป็นคำชมมากเลย สำหรับเราก็คือแค่ทำ แค่รู้สึกว่าเราอยากจะทำให้เป็นแบบนี้ในตอนนั้น แต่การที่มันอยู่ได้เพราะอะไร ต้องถามคนฟังแล้วล่ะ

แล้วลึกๆ คุณกลัวตกยุคไหม

ไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลย ไม่ได้มองเป็นประเด็น คือเรายังเห็นทุกวันมันน่าตื่นเต้นอยู่ มันยังสนุกอยู่ เราเลยไม่ได้รู้สึกว่ามันเรื่องของยุคอะไร

อยู่วงการนี้มานานก็ยังมีความตื่นเต้นอยู่เหรอ

ตื่นเต้น อย่างเช่นเวลาแต่งเพลงใหม่ไม่ได้ เฮ้ย เขียนมา 60 เพลง 6 อัลบั้ม มันมีอะไรให้เขียนอีกวะ มันมีหัวข้อไหนที่กูยังไม่ได้พูดบ้าง น่าตื่นเต้นมากเลยนะ แล้วมันติดอยู่ตรงนั้น มันมีความชะงักอยู่ ความน่าตื่นเต้นคือ เฮ้ย ยังมีประตูที่เรายังทะลวงไปไม่ได้อยู่ หรือว่ามันยังเหลือประเด็นอะไรอีกนะ ที่เราจะหยิบออกมาพูด แล้วพอมันเจอผมจะรู้สึกว่า เฮ้ย มันยังมีว่ะ หรือว่าแต่งเพลงไม่ออกผมก็หนีไปวาดรูป ไปเขียนภาพ Abstract จริงๆ แล้วคือไม่มีอะไรจะพูดนั่นเอง Abstract ก็คือการที่ไม่ต้องพูด ไม่ต้องเอาเรื่อง เอาแต่ความรู้สึก มันก็มีช่องทางที่ได้ปลดปล่อยพลังงานของเราออกไปในอีกสื่อนึง ทำให้เรายังตื่นเต้นอยู่

เมื่อก่อนอาจจะเป็นทุกข์ที่แต่งเพลงไม่ได้ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นว่ามันทำให้ผมค้นพบสิ่งใหม่ ทำให้ผมค้นพบ การเพนติ้ง ซึ่งการที่เราไม่ได้ทุกข์ร้อนกับมัน มันอาจจะพาเราไปสู่อีกที่หนึ่งก็ได้ แล้วในขณะที่ผมเพนต์หลังจากว่างเว้นจากการแต่งเพลงมา 5 ปี ตอนนี้ผมแต่งเพลงได้เยอะเลย เมโลดี้มาเพียบเลย

ทุกวันนี้ความสำเร็จเก่าๆ ไม่กลับมาหลอกหลอนคุณแล้ว

ไม่ ไม่แล้ว ยินดีด้วย (ยิ้ม)

ชื่อเสียง เงินทอง ความสำเร็จ ก็ได้มาครบถ้วนแล้ว อะไรที่ทำให้ทุกวันนี้คุณยังทำงานเพลงอยู่

ผมรู้สึกว่าผมร้องเพลงใช้ได้ ผมก็ไม่น่าจะทิ้งเสียงร้องของตัวเองไปเปล่าๆ สมมติผมไปวาดรูปอย่างเดียว แล้วผมก็ไม่แต่งเพลง ทั้งๆ ที่ผมแต่งเพลงได้ ผมว่าผมเสียดายคุณสมบัตินั้นของตัวเอง และผมคิดว่าการแต่งเพลงเป็นงานที่สำคัญมากนะ ถ้าเรามีความสามารถที่จะเขียนได้ ก็อย่าทิ้งมันเลย หรือว่าถ้าเราร้องเพลงได้แล้วคนเขารู้สึกดีกับเพลงนั้นๆ รู้สึกว่ามันทำให้เขาสนุกขึ้นหรือเขาเอนจอย เราก็น่าจะเอาคุณสมบัตินั้นมาใช้ประโยชน์นะ เหมือนคนทำกับข้าวเป็นทำกับข้าวอร่อยน่ะ คุณจะทิ้งมันทำไม เราควรจะเอาความสามารถนั้นไปทำกับข้าวอร่อยๆ ให้คนอื่นได้กิน

Thank You, Good Luck

วันนั้น จวบจนถึงในวันนี้ เรื่องราวมากมายฉันก็รู้ดี ผ่านสิ่งที่ทรมาน
จดจำ วันคืนที่มีความหมาย เจ็บปวดเท่าไหร่ฉันไม่เคยเสียดาย จะดีหรือร้ายฉันจะขอบคุณ

ป๊อด โมเดิร์นด็อก ป๊อด โมเดิร์นด็อก

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ป่วยก็ควรพัก แต่ผู้หญิงคนนี้ป่วยหนักแล้วไปเก็บกาแฟ

เหนื่อยก็ควรพอ แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่เคยท้อเพื่อไปสมาคมกาแฟ

ทุกโปรเจกต์การตลาด ถ้าอาจารย์ไม่สั่ง ผู้หญิงคนนี้ก็จะขายแต่กาแฟ

เชื่อแล้วว่า นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย คือผู้คลั่งไคล้ ‘กาแฟ’ อย่างแท้จริง

เธอนิยามชีวิตตัวเองว่าถึงขั้นรากเลือด เพราะเคยมีคืนวันที่ต้องประคองการเรียนไปพร้อมกับการทำงานประจำและงานที่สมาคมฯ ซึ่งอย่างหลังสุดไม่เลือกก็คงได้ แต่สำหรับหญิงสาวที่ก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอบริษัทกาแฟครบวงจรตั้งแต่อายุเพียง 27 ปี และได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทยตอนอายุ 32 ปี สิ่งนี้มีความหมายมากเกินกว่าจะตัดทิ้ง

The Cloud มีโอกาสพูดคุยถึงชีวิตที่ (ยัง) ขาดกาแฟไม่ได้ของนุ่น ตั้งแต่วันที่เธอแอบลิ้มลองกาแฟหยดแรกในวัยประถม วันที่เธอแบกร่างป่วย ๆ ไปเก็บกาแฟ วันที่เธอส่งอีเมลขอดูโรงคั่วในต่างประเทศแล้วได้รับอนุญาตแบบงง ๆ จนถึงวันที่กาแฟมอบบทเรียนชีวิตให้เธอรู้จักตั้งเป้าหมายเพื่อสังคม

ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

The Girl in the Coffee Land

เด็กหญิงคนหนึ่งเติบโตขึ้นในบ้านที่สมาชิกครอบครัวทุกคนดื่มกาแฟ วันเสาร์-อาทิตย์ผู้ใหญ่จะชงกาแฟในกระป๋องสเตนเลส โดยไม่ลืมชงโอวัลตินแยกให้เด็กน้อยดื่ม แต่ด้วยความเป็นเจ้าหนูจำไม ทำให้นุ่นอยากลองมากกว่าแค่โอวัลติน จนแม่ต้องออกปากเตือนว่า “กินกาแฟเยอะแล้วจะโง่นะ”

เรื่องนี้หลอกนุ่นไม่ได้ เพราะเธอรู้ตัวว่าหัวดี

หลังจากนั้นชีวิตของนุ่นและกาแฟก็มาบรรจบกันสมัย ป.5

“แม่เป็นคนชอบกินกาแฟ แต่ตอนนี้เขาไม่อินเท่าเรานะ (หัวเราะ) สมัยเด็กแม่พาไปซื้อของที่ตลาดปีนัง ซึ่งเคยมีกาแฟที่หนีภาษีขาย เราก็ดูแม่ซื้อ แต่หลัง ๆ แม่จะฝากเราซื้อ ด้วยความเป็นเจ้าหนูจำไม เราเลยสงสัยว่า กาแฟมีตั้งร้อยชนิดในร้าน ทำไมแม่ต้องฝากซื้ออันนี้ มันต่างกันอย่างไร

“พอสงสัยแบบนั้น เราก็เลยซื้อมาลองให้หมด!” เธอเล่าอย่างออกรส

การทดลองของนุ่นเริ่มขึ้นโดยเน้นกาแฟราคาถูกตามประสาเด็ก โหลแก้วบรรจุกาแฟต่างยี่ห้อ ต่างชนิด ต่างสูตร มีจุดสังเกตที่ฝาต่างสี เธอหยิบโหลแก้วที่เล็กที่สุดเพื่อนำมาชงดื่มแบบกาแฟดำ

“เราเอามาลองชิมว่ามันต่างกันอย่างไร ซึ่งจุดที่กระตุ้นความสงสัยของเราคือ ชิมแล้วมันดันต่าง! เราก็ลามไปชิมยี่ห้ออื่น เมื่อโตขึ้นอีก จากขวดก็ซื้อแบบซอง กลายเป็นเริ่มสนใจเครื่องดื่มชนิดนี้มาตั้งแต่นั้น”

เจ้าของเรื่องเล่าให้ฟังว่าเธอเรียนจบค่อนข้างเร็ว หลังสำเร็จการศึกษาที่โรงเรียนคอนแวนต์ เธอไปเรียนต่อที่ ACC หรือโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชยการ ตอนอายุเพียง 14 – 15 ปี ซึ่งแน่นอนว่าเธอยังดื่มกาแฟเป็นประจำและดื่มทุกชนิด ตั้งแต่กาแฟโบราณจนถึงกาแฟในห้างอย่าง Black Canyon และ coffeeToday

“Au Bon Pain ด้วย หารเงินกับเพื่อนซื้อเครื่องดื่ม Iced Mocha Blast ทุกวัน” เธอเสริม

ราวกับคนที่ชอบกลายเป็นคนที่ใช่ นุ่นเริ่มเดินลัดเลาะเข้าไปถึงหลังเคาน์เตอร์ เพื่อขอดูกรรมวิธีการชง แต่บางครั้งคำขอก็ถูกปฏิเสธพร้อมความสงสัยว่า ‘เด็กคนนี้เข้ามาทำอะไร’ แม้จะถูกโยนผ้าไล่ แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ นั่นจึงกลายมาเป็นนิสัยติดตัวที่ ‘ขอให้ได้ลองก่อน เพราะไม่มีอะไรเสียหาย’

หลังเรียนจบในวัยเพียง 21 ปี เธอเริ่มต้นทำงานที่จังหวัดระยองในโรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งที่นั่น เธอมีความสุขกับเครื่องกดกาแฟที่ให้พนักงานเอาเมล็ดไปเอง

แต่เมื่อความสนุกจบลงด้วยแก้วอันว่างเปล่า นุ่นย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ท่ามกลางหน้าที่การงานที่ดีและการประสบความสำเร็จ ความเพลิดเพลินกับการทำงานหายไปไหน หรือแท้จริงแล้ว เธอทำอะไรที่มีคุณค่าได้มากกว่านั้นหรือเปล่า

“สิ่งที่ทำให้นุ่นใจกล้าขึ้นคือ ช่วงปี 2012 – 2013 นุ่นไปเจอหนังสือเรื่อง บันทึกการเดินทางในโลกกาแฟ ของ ซาน-ชาตรี ตรีเลิศกุล มันเหมือนการอ่านอัตชีวประวัติของคน แต่ทำให้เราได้รู้จักอุตสาหกรรมกาแฟของต่างประเทศ”

หลังจากนั้น การเดินทางของนุ่นโดยมีกาแฟนำทางก็เริ่มขึ้น

ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

Coffee Star

เธอบอกกับเราผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่สัญญาณไม่เสถียรว่า เธอโชคดีที่ได้พบกับคนในวงการมากมาย ทั้งเจ้าของหนังสืออย่าง ซาน-ชาตรี ตรีเลิศกุล และ ไนซ์-ศิรฎา เตชะการุณ จาก P&F Coffee รวมไปถึง วัล-วัลลภ ปัสนานนท์ เจ้าของร้าน Nine One Coffee และอดีตนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

ก่อนหน้าที่จะพบกับวัลลภ นุ่นมีความฝันเหมือนวัยรุ่นทั่วไปที่อยากทำงานในต่างประเทศ แต่เมื่อได้ทำแล้ว เธอกลับค้นพบว่าตัวเองมองข้ามสิ่งดี ๆ ที่อยู่รอบตัวไปอย่าง ‘กาแฟไทย’ สุดท้ายนุ่นจึงย้อนกลับมาตีโจทย์ว่า หากเธอชอบมากขนาดนี้ จะทำอย่างไรให้คนรู้จักมันมากขึ้น

“แล้วก็มาถึงทริปเปลี่ยนโลกที่ไร่ของพี่วัล ตอนไปหาพี่วัล นุ่นป่วยหนัก ไข้ขึ้น หน้าแดง พี่วัลให้พัก แต่นุ่นไม่ยอม ไม่พัก ฉันจะไปเก็บกาแฟ เพราะอยากเก็บสิ่งที่ได้เรียนรู้ให้เต็มที่ ต้องสุดกับมัน”

นุ่นพูดขำ ๆ ว่า ทำให้ดีที่สุด แล้วไปหยุดที่โรงพยาบาล

ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

ก่อนหน้านี้ เธอเคยไปพักที่รีสอร์ตของวัลลภ เขามีนโยบายให้ผู้เข้าพักดื่มกาแฟฟรีเท่าไหร่ก็ได้ ทำให้นุ่นได้ลิ้มลองความพิเศษของกาแฟไทย ถึงขั้นที่รู้สึกว่า ‘นี่คือของดีมีอนาคต’

“แต่กาแฟไทยขาดอะไร” เธอตั้งคำถามและครุ่นคิดกับตัวเอง

“การสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ คืองานที่เราทำมาตลอด สิ่งนี้เป็นตัวช่วยในการโปรโมตให้ชาวต่างชาติรู้ เรามีของดี และอยากทำอะไรดี ๆ ให้ประเทศ สรุปเลยว่าตอนนั้นกาแฟไทยขาด Marketing (การตลาด) และ Operation Supply Chain (การบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ) เรายังไม่มีระบบเหมือนต่างประเทศ ไม่มีรัฐบาลคอยจัดการให้เป็นระบบ”

คิดเสร็จสรรพ นุ่นก็ไปเรียนปริญญาโทเรื่องกาแฟ ไม่ใช่! นุ่นไปเรียนปริญญาโทด้าน Marketing และ Supply Chain Operation เพื่อมาดูแลกาแฟไทย

“แล้วเชื่อไหมว่านุ่นทำโปรเจกต์เกี่ยวกับกาแฟมาตลอด ช่วงที่เรียนอยู่ ACC ทำเรื่อง Coffee Shop สมัยปริญญาตรียังแตะ ๆ เรื่องกาแฟมาตลอด พอเรียนปริญญาโทก็ตั้งใจทำแต่การตลาดกาแฟล้วน ยกเว้นอาจารย์มอบโจทย์ให้ถึงจะไปทำแบรนด์อื่น ยอมรับว่าแต่ก่อนเรียนให้จบเร็ว ความรู้ไม่เยอะ แต่ตอนเรียนปริญญาโท คือเราใส่ความพยายามและความต้องการต่อยอดความรู้เข้าไปอย่างเต็มที่”

ในที่สุด แนวคิดที่เรียนมาจึงถูกนำมาประยุกต์ใช้กับวงการนี้อย่างที่ตั้งใจ

“ย้อนกลับไปอีกว่า ความชอบที่มีต่อเครื่องดื่มชนิดนี้ยังทำให้เราอยากรู้อะไรอีกมากมาย ตอนที่ทำงานอยู่ระยอง บ้านอยู่สมุทรปราการ เรียน NIDA ไม่ไหวเลยย้ายมาทำงานที่กรุงเทพฯ เรายังทำงานกับบริษัทต่างชาติเหมือนเดิม ครั้งนี้เป็นบริษัทน้ำมันระดับโลก พอเขาส่งเราไปเมืองนอก เราก็ถึงจุดที่ไม่ได้ไปแค่ร้าน แต่ไปถึงโรงคั่วแล้ว

“นุ่นใช้วิธีเดิมคือเสิร์ชก่อนว่าจะไปเมืองไหน หาชื่อโรงคั่ว แล้วส่งอีเมลไป บอกว่าขอเข้าไปดูได้ไหม แบกกาแฟพี่วัลไปด้วย ส่งไปประมาณ 20 – 30 เจ้า ตอบกลับมา 4 เจ้า ซึ่งก็ดีนะ เขายังตอบกลับมา (หัวเราะ)”

เธอบอกว่าอย่าดูถูกเรื่องการส่งอีเมลแบบนี้เด็ดขาด เพราะมันทำให้เธอไปไกลถึงโรงคั่ว Small Batch และได้เห็นกระบวนการทุกอย่างมาแล้ว

ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

ความกระตือรือร้นของเธอไม่หยุดแค่นั้น แฟนพันธุ์แท้คนนี้เข้าคอร์สเรียนจนได้ใบประกาศนียบัตรมามากมาย และมีตำแหน่งด้านกาแฟการันตีความสามารถ ทั้ง Q Arabica Grader, COE Sensory Evaluation Training และ Thai Specialty Coffee Awards Sensory Judge 2020 – 2022 นอกจากนี้ เธอยังศึกษาจากหนังสือและงานวิจัยทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษมาแล้วกว่า 200 เล่ม

“พี่วัลสอนให้นุ่นเก็บกาแฟ พี่ซานสอนเรา Cupping ในแง่การทำธุรกิจก็ได้จาก พี่อ๋า-ศุภชัย ศรีวิตตาภรณ์ ประธานกรรมการ Bluekoff ตอนนั้นนุ่นสติแตกอย่างหนัก พอพี่ ๆ ทุกคนเห็นว่า เราอยู่ทุกที่ของกาแฟก็เลยชวนเรามาช่วยงานสมาคมฯ ซึ่งตอนนั้นยังไม่เป็นสมาคมฯ ด้วย นุ่นนั่งฟังอยู่เงียบ ๆ เรียนก็ยังไม่จบ งานประจำก็มี (หัวเราะ) จังหวะนี้รากเลือดจริง”

บางคนอาจสงสัยเช่นเดียวกับพ่อแม่ของนุ่นว่า ทำไมเธอจึงเลือกมาช่วยงานสมาคมฯ ทั้งที่ไม่ได้ค่าตอบแทนอะไร แถมยังทำให้ชีวิตวุ่นวายยิ่งกว่าเก่า แต่นุ่นมองกลับกันว่า นี่คือการเรียนรู้แบบ Fast Track

“Win-Win กันทั้งสองฝ่าย พ่อแม่บอกว่างานนี้ไม่ได้เงิน แถมเสี่ยงอันตราย (ไปดอย) แต่นุ่นว่าการได้นั่งตรงนั้นคือความโชคดี พอทำ Thailand Coffee Fest 2016 ปีแรกก็มันมาก วันธรรมดามาไม่ค่อยได้เพราะติดงานประจำ ส่วนเสาร์-อาทิตย์ก็โดดเรียนไปเลย จบสวยงาม มีประกวด 10 สุดยอดเมล็ดกาแฟไทย ทำให้เห็นความเจ๋งของกาแฟไทยอย่างที่ตั้งใจไว้”

นับจากนั้น นุ่นก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาวงการนี้อย่างเป็นทางการ

ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย
ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

Bluekoff to Blueprint

“สิ่งแรกที่คิดกับ Bluekoff คือเป็นธุรกิจที่ใหญ่และแมส ไม่ Specialty อย่างที่เราต้องการ แต่หลังจากที่ได้พบกับพี่ ๆ เราเห็นว่า Bluekoff เป็น Specialty แต่สเกลใหญ่มาก มีอะไรให้สนุกเยอะมาก ตั้งแต่บนดอย ทำเรื่องดินกับเกษตรกร มีโรงคั่ว โรงสี คาเฟ่ หน้าร้าน ครบวงจรในสิ่งที่คนอยากเรียนรู้ มันคือสนามเด็กเล่นดี ๆ นี่เอง”

พนักงานใหม่เริ่มงานกับศุภชัยด้วยความกังวลหลายด้าน แต่เมื่อเขารับฟัง เปิดใจ และสนับสนุนการทำงานอย่างไม่ยั้ง พร้อมคำนึงถึงความอยู่รอดของธุรกิจเจ้าเล็กเจ้าน้อยอยู่เสมอ ทำให้นุ่นถูกใจหลักการที่ตรงกัน สุดท้ายจึงตัดสินใจปักหลักอยู่ที่ Bluekoff ตั้งแต่นั้นมา

คุยกับ นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ ผู้บริหารที่คลั่งไคล้กาแฟ จนก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอ Bluekoff ตั้งแต่อายุ 27

“กาแฟอย่างเดียวไม่เคยทำให้รู้สึกเบื่อ จะมีเบื่อบ้างก็เรื่องงาน” เธอหัวเราะ แล้วเริ่มวิเคราะห์การทำงานให้ฟังอย่างตั้งใจ

นุ่นใช้หลักการ 2 ข้อคือ ทำทุกอย่างอย่างมืออาชีพและซื่อตรง นอกจากนี้ เธอมักจะกลับมารีวิวตัวเองเสมอว่า ตัดสินใจอะไรพลาดบ้างหรือไม่ แล้วครั้งต่อไปจะจัดการสิ่งเหล่านั้นอย่างไร

“เรามี Best Case Scenario, Ideal Scenario และ Worst Case Scenario เผื่อไว้ ถ้าทำออกมาแล้วสำเร็จ ก็ต้องแชร์ความสำเร็จให้คนรอบตัวด้วย เพราะนุ่นว่าไม่มีใครประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว สุดท้ายแล้วทุกคนก็จะช่วยกัน นอกนั้นคือทำอะไรก็ซัดให้เต็มข้อ จะได้ไม่ต้องมานั่งเฟลคูณสอง”

ทั้งหมดคือรายละเอียดความเป็นมืออาชีพที่นุ่นพูดถึงตั้งแต่ต้น และเป็นสาเหตุให้เธอปวดหัวในบางครั้ง “Expect the best, Prepare for the worst” อีกฝ่ายพูดไปตบโต๊ะไป

“ความเป็นมืออาชีพต้องมาพร้อมความถูกต้อง มันง่ายมากถ้าเราไม่ซื่อสัตย์ แต่พอเรามีหลักการที่ต้องซื่อสัตย์ มันเพิ่มความยากเข้าไป แต่เราจะมีชีวิตที่สบายใจขึ้น” เธอยิ้ม เราพยักหน้ารับ

เราลองถามเธอว่า ปัจจุบันร้อยเปอร์เซ็นต์ในห้วงความคิดของเธอเกี่ยวกับเครื่องดื่มชนิดนี้อย่างเดียวไหม เจ้าตัวขมวดคิ้วและบอกว่า “ไม่” แต่โดยรวมเธอคิดถึงเรื่องงานเป็นหลัก ทั้งงานสมาคมฯ และงานของ Bluekoff นอกจากนี้ก็มีเรื่องครอบครัวที่เพิ่งมาดีกันหลังทำงาน เพราะทางบ้านไม่เห็นด้วยเรื่องการทำงานเกี่ยวกับกาแฟมากนัก แต่ในวัยนี้ นุ่นเริ่มมองเห็นความโชคดีที่มีครอบครัวรออยู่ที่บ้าน เธอจึงพยายามจัดสรรเวลาให้ลงตัว

จบจากคำถามดังกล่าว เราเบรกความจริงจังด้วยการถามเธอว่า แล้วเสน่ห์ของกาแฟคืออะไร ทำไมเธอจึงยังอยู่กับมันได้ตลอด

อีกฝ่ายสบตากับเราด้วยสีหน้าผ่อนคลายทันที

“กาแฟเนี่ย” เธอเงยหน้ามองเพดานอย่างครุ่นคิด ท่าทางคำตอบจะเยอะมาก จนเรียบเรียงเป็นประโยคไม่ถูกอยู่นานสองนาน

“เสน่ห์ของมันคือการทำให้เราเรียนรู้ได้ตลอดเวลา มันน่าสนใจ สมมติคุณมีแฟนสักคน บางทีมันตันเพราะเรารู้ทุกอย่าง ไม่มีอะไรให้เซอร์ไพรส์ แต่กาแฟช่างมีอะไรให้ค้นหา ลึกลับซับซ้อน สายพันธุ์ใหม่ก็มา บางอย่างมีมานาน แต่กลับมีวิวัฒนาการต่อเนื่องไม่หยุด

“กาแฟไม่เคยทำร้ายใคร มันมีความเฉพาะตัวในแง่ของธุรกิจด้วย อย่างช่วงโควิด-19 ยอดขายก็สูงสุด” เธอยกตัวอย่างการปิดยอดขายของ Bluekoff ที่ทำให้ต้องยกมือเฮ! แต่นั่นก็เพราะทุกคนร่วมด้วยช่วยกัน และทุกคนมีความพยายามในการพัฒนาตัวเอง

คุยกับ นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ ผู้บริหารที่คลั่งไคล้กาแฟ จนก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอ Bluekoff ตั้งแต่อายุ 27

“นุ่นมาถึงจุดนี้ได้ใน Bluekoff และวงการกาแฟ ยอมรับว่าผู้ใหญ่ใจดี แต่เขาจะไม่สนับสนุนเลย ถ้าเราไม่ได้พัฒนาตัวเองมาก่อน ไม่ศึกษามาก่อน ไม่เตรียมตัวมาก่อน ณ โมเมนต์ที่เขาให้โอกาส นุ่นโคตรพร้อมที่จะรับโอกาส แม้กระทั่งการไปดูโรงคั่ว นุ่นไม่ได้รอโอกาส แต่นุ่นสร้างโอกาสด้วย มันอยู่ที่ว่าคุณพร้อมเปิดโอกาสให้ตัวเองแค่ไหน และคุณยินดีทำงานหนักเพื่อพัฒนาตัวเองไหม”

นุ่นสรุปให้ฟังอีกอย่างว่า ต้นทุนชีวิตของคนอาจไม่เท่ากัน แต่สิ่งที่เรามีเท่ากันคือ ‘เวลา’

หญิงสาวคนนี้รู้ว่าเธอจะบริหารเวลาอย่างไร เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าในความรู้และอาชีพการงาน จึงทำให้เธอมาไกลถึงจุดนี้ในวัยที่เพิ่งย่างเข้าเลข 3 ได้ไม่กี่ปี

“นุ่นทำงานเป็นซีอีโอตอนอายุ 27 เรื่องอายุมีผลต่อการทำงาน เนื่องจากประเทศไทยมีสิ่งที่เรียกว่า ‘วัยวุฒิ’ ที่ต่างชาติไม่มีกัน เขามี Seniority แต่วัยวุฒิเป็นสิ่งที่คนไทยค่อนข้างจริงจัง ปัญหาเรื่องอายุจะมีแค่ช่วง First Impression เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญกว่าคือเราดีลกับผู้ใหญ่อย่างไร คุณรีแอ็กกับสิ่งที่เกิดขึ้นแบบเด็ก ๆ หรือคุณหัดเรียนรู้จากคนที่เป็นผู้ใหญ่ว่าเขาจัดการอย่างไร”

การทำงานกับศุภชัยทำให้เธอรู้จักความใจเย็นและกลยุทธ์อ่อนนอก แข็งใน เตรียมพร้อมพบเจอกับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ โดยเปิดรับความต่างของแต่ละคน และตั้งใจ ‘ฟัง’ เพื่อความเข้าใจ จากนั้นจึง ‘พูดคุย’ ด้วยความใส่ใจ

ซีอีโอที่สละเวลารับประทานอาหารเที่ยงมาพูดคุยกับเราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับสายสำคัญ จังหวะนั้นเราเห็นรอยสักเล็ก ๆ ที่แขนของเธอ เมื่อนุ่นวางสาย เราจึงขอเปลี่ยนบทสนทนาไปเรื่องที่ผ่อนคลายกว่า คือความรักที่เธอมีต่อกาแฟถูกส่งผ่านรอยสักบนตัวบ้างไหม

“มันไม่ได้หมายถึงกาแฟโดยตรง แต่คือแรงบันดาลใจของชีวิตในการทำเพื่อกาแฟ” เธอโชว์รอยสักจากหนังสือชื่อ Manual of the Warrior of Light ของ Paulo Coelho ให้เราชม รอยนั้นมีลักษณะเหมือนดอกไม้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่มีอยู่ในหนังสือทุกหน้า

“ในนั้นมีบทที่บอกว่าเมื่อ Warrior of Light เจออุปสรรคจะทำอย่างไร เราว่าใช้หลักการของเขาทำให้ตัวเองมีประโยชน์ในการพัฒนากาแฟไทยได้ หนังสือเล่มนี้จึงเหมือนเกิดมาเพื่อเรา เพราะการที่เราจะเป็นผู้พัฒนากาแฟไทย โดยเฉพาะจุดที่ยืนอยู่ ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ หรือการพัฒนาที่ต้นน้ำ พอมันพัฒนาตลอด ภาพใหญ่มันยากและเยอะ หนังสือเล่มนี้ทำให้เรารู้สึกว่าต้องเป็น Warrior of Light ถึงจะรอด”

เธอบอกว่า ไม่สักเป็นรูปกาแฟ เพราะมันตรงเกินไป และรอยสักของเธอทุกรอยมีผลต่อระดับจิตวิญญาณ ไม่ใช่แค่ความชอบ

นุ่นโชว์รอยสักอื่นผ่านหน้าจอ มีทั้งรอยดาวินชี และสัญลักษณ์อินเดียนแดงที่หมายถึง Leadership Energy และ Humble เธอยังปิดท้ายหัวข้อด้วยว่า การสักเป็นความท้าทายชีวิตอย่างหนึ่ง ที่ต้องพร้อมทำงานหนักกว่าคนอื่นเพื่อพิสูจน์ตัวเอง เพราะสังคมบางส่วนยังมองคนมีรอยสักไม่ดีนัก

คุยกับ นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ ผู้บริหารที่คลั่งไคล้กาแฟ จนก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอ Bluekoff ตั้งแต่อายุ 27

เราคิดว่า เธอเป็นผู้หญิงที่ทำงานหนักในทุกด้าน ถ้าอย่างนั้นในวันที่เหนื่อย อะไรเป็นสิ่งเยียวยาเธอ

“วันไหนที่เหนื่อยเหมือนจะตาย แค่ได้ชิมกาแฟที่เข้า Top 10 ก็หายเหนื่อยแล้ว หรือถ้าคืนนั้นมีเวลาคิดทบทวนถึงเรื่องราวที่ผ่านมา รวมถึงความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่บ่งบอกว่าวงการกาแฟไทยกำลังเดินไปข้างหน้า เท่านั้นก็หายเหนื่อย เพราะจากที่เราเดินทางกันมา มันมาไกลมาก

“ส่วนการเยียวยารายวัน ถ้าเป็นโซฟาตัวเดิมกับเบียร์ 1 กระป๋องก็โอเคแล้ว” เธอเสริม

ตลอดการสนทนา เราตั้งข้อสังเกตว่า จุดมุ่งหมายของเธอถูกตั้งขึ้นและดำเนินไปเพื่อคนอื่นในสังคมเสมอ นุ่นบอกว่านั่นคือความเห็นแก่ตัวของเธอที่อยากทำตัวให้เป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้น การทำเพื่อคนในวงการกาแฟไทยจึงเป็นเป้าหมายอันเห็นแก่ตัวของเธอเอง

“ตอนนี้วงการพัฒนาขึ้นเยอะ การทำงานของเรากับเกษตรกรที่ต่างวัยกันยังคงมีอยู่ แต่ในอนาคต เรารู้ว่าวงการนี้จะไปไกลมาก เพราะคนรุ่นใหม่กลับบ้านไปทำมากขึ้น พวกเขากล้าลอง เจเนอเรชันเปลี่ยนและโต และจะไม่กลับไปที่เดิม ด้วยความที่คนรุ่นใหม่ตัดสินใจเร็ว สิ่งที่พลาดจะมีเยอะขึ้น แต่จะเกิดการพัฒนาที่รวดเร็ว

“ยกตัวอย่าง การประกวด 10 สุดยอด Thai Specialty Coffee Awards เมื่อปีที่แล้ว เกษตรกรพลาดเยอะมาก หมักกาแฟมาแบบน้ำส้มสายชู กรรมการก็ท้องเสีย คะแนนต่ำ ไม่ได้แย่ เพราะเป็นกระแสกาแฟหมัก เกษตรกรยังจับจุดไม่ถูก แต่เพราะเขาลองแล้วพลาด พอมาปีนี้ปรากฏว่า เกษตรกรรุ่นใหม่จับจุดได้ เขาแชร์ข้อมูลกันจนผลลัพธ์ดีมาก Top 20 คะแนนต่ำคือ 85 ซึ่งถือว่าสูง ภาพรวมกาแฟไทยอัปขึ้นมาเฉลี่ย 3 – 4 แต้ม แปลว่าเขาพลาดแล้วเรียนรู้ นี่คืออนาคตของกาแฟไทย เป็นวัฏจักรที่คล่องตัว ลอง-ผิด-ทำใหม่ นุ่นจะรอดูนวัตกรรมใหม่ ๆ ในอนาคต”

คุยกับ นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ ผู้บริหารที่คลั่งไคล้กาแฟ จนก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอ Bluekoff ตั้งแต่อายุ 27

เธอทิ้งท้ายว่า ในวัยเด็กเคยมีความฝันที่จะเก็บเงินเยอะ ๆ เพื่อเปิดร้านกาแฟในวัยเกษียณ แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าความฝันนั้นลอยหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่

ซีอีโออนาคตไกลนึกไม่ออกว่า ชีวิตจะเป็นไปในทิศทางใดหากไม่ได้ทำงานด้านนี้แล้ว

“การขาดกาแฟไปเหมือนชีวิตไร้จุดหมาย นอกจากงานบริหารที่มีความรู้อยู่แล้ว ก็คงต้องมองหาเป้าหมายชีวิตใหม่ เป็นเป้าหมายที่มีคุณค่าเพื่ออะไรสักอย่างเหมือนเดิม ตายไปจะได้ไม่เสียดาย แต่ตอนนี้ถ้าเราอยู่ในวงการแล้วทำตัวมีประโยชน์ได้ก็ดี นุ่นอยากเตรียม10 สุดยอดกาแฟไทยไปกระจายให้คนลองกิน อยากโปรโมตกาแฟไปเมืองนอก นี่คือเรื่องเล็ก ๆ ที่อยากทำ ก็กาแฟไทยมันดีอย่างนั้นแหละค่ะ (ยิ้ม)”

เราขอลาปลายสายไปรับประทานอาหารกลางวันอย่างอิ่มเอมใจ คงไม่มีใครเชื่อว่าความสงสัยใคร่รู้ของเด็กหญิงคนหนึ่ง จะสร้างผู้บริหารที่เปลี่ยนความชอบเป็นการงานที่มั่นคงได้ ทั้งงานนั้นยังไม่ได้มอบประโยชน์ให้เพียงตัวเอง แต่ยังเผื่อแผ่ถึงคนรอบข้างตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จากยอดดอยจนถึงใครสักคนที่สดชื่นและหายปวดหัวเมื่อได้ดื่มกาแฟ

ป.ล. ปัจจุบัน นุ่นดื่มกาแฟวันละ 2 แก้ว แก้วละประมาณ 300 ซีซี (เผื่อใครสงสัยว่าเธอติดกาแฟมากกว่าคนทั่วไปหรือเปล่า)

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load