ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์ หรือ ป๊อก-ปิยธิดา วรมุสิก

เป็นนักแสดงที่เราคงไม่ต้องเสียเวลาแนะนำผลงาน และบรรยายความสามารถ

เรามีโอกาสได้แวะไปคุยกับเธอที่กองถ่ายละคร สถานที่ซึ่งเธอใช้เวลาราวครึ่งชีวิตอยู่กับมัน

เธอว่า เธอไม่ใช่นางเอกที่เรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้ อาจจะตรงข้ามด้วยซ้ำ

ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

เราเลยนั่งคุยกันเรื่องชีวิตที่ไม่ใช่นางเอก ไม่ใช่เมียหลวง (เธอว่า ชีวิตจริงไม่ขอเป็นเมียหลวง เป็นเมียเดียวก็พอ) แต่เป็นชีวิตด้านอื่นๆ ที่คนทั่วไปอาจไม่เคยเห็น

ทั้งบทบาทการเป็นผู้จัดละครโทรทัศน์ ซึ่งทำร่วมกับ ตั๊ก นภัสรัญชน์, ปีเตอร์ นพชัย และผู้พันเบิร์ด ละครเรื่อง ตี๋ใหญ่ ที่เขียนบทและกำกับโดยปีเตอร์นั้นถือว่าเป็นละครแอคชันที่อินดี้ใช้ได้

เรื่องความรักในอาหาร การใช้เวลา 4 ปี เรียนทำอาหารที่ เลอ กอร์ดอง เบลอ ซึ่งฝีมือลายมือของเธอ ก็ระดับท็อปทรีของรุ่น

ทีแรกตั้งใจว่า จะไม่คุยเรื่องความรัก แต่ไม่ว่าจะคุยเรื่องอะไร สุดท้ายเธอก็จะวกมาหา ตั๊ก-นภัสรัญชน์ มิตรธีรโรจน์ (นภัสกร มิตรเอม) ผู้ชายคนที่เพียงแค่ได้พบกันครั้งแรก เธอก็ตัดสินใจว่า อยากใช้ชีวิตร่วมกัน

เราถามว่า ผู้ชายคนนี้มีอะไรดี ถึงยอมทำให้เธอทิ้งแผนการไปเรียนทำอาหารที่ เลอ กอร์ดอง เบลอ ลอนดอน

“เขาไม่แซ่บเหรอคะ” คือคำตอบ

ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์
ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

คุณใช้ชีวิตในกองถ่ายละครมายี่สิบกว่าปี อะไรคือสิ่งที่น่าเบื่อที่สุด

การขับรถฝ่าการจราจรมากองถ่าย ถ้านัดแปดโมงเก้าโมงเราจะโกรธมาก เพราะมันเป็นช่วงชั่วโมงเร่งด่วน แต่ถ้านัดเช้าไปเลย ออกจากบ้านตีห้า ก็ขับรถสบายๆ เลิกกองสี่ทุ่มก็กลับบ้านสบาย เราชอบทำงานแบบนี้มากกว่า

คุณไม่มีทั้งคนขับรถและผู้จัดการส่วนตัว

ไม่มี

เป็นความตั้งใจ

เรื่องไม่มีผู้จัดการเนี่ยทุกคนถามตลอดว่า ดำรงชีพมาได้ยังไง ก็มันเป็นไปแล้ว คือเราเข้าวงการตอนเรียนปีสี่จากการเล่นเอ็มวีให้แกรมมี่ ตอนนั้นยังใช้โทรศัพท์บ้าน จะติดต่ออะไรก็โทรเข้าบ้าน พอเข้าแกรมมี่มาเขาก็ชวนเล่นละคร ก็ยังติดต่อผ่านโทรศัพท์บ้าน ก็เลยไม่เคยผ่านผู้จัดการตั้งแต่ตอนนั้น

คนที่ดีลงานคือ

เราเอง (หัวเราะ) รับงานเอง ตัดสินใจเองคนเดียว

ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

เรื่องเงินเรื่องทองก็คุยเอง

คุยเองหมดเลย ตอนเด็กๆ ก็จะ อายจัง จะบอกเขายังไงดีนะว่าเราอยากได้เท่านี้ พอโตมาก็มองว่าเป็นเรื่องที่เราต้องคุยให้มันจบๆ จะได้ทำงานอย่างสบายใจ ก็คุยเป็นเรื่องปกตินะ พอเซ็นสัญญากับช่องสาม ช่องก็ช่วยดูให้ พอหมดสัญญา เราก็โตพอจะดูแลตัวเองได้ แล้วก็ไม่มีใครกล้าเสนอตัวมาเป็นผู้จัดการให้ด้วย เขาคงเห็นว่าเราเบอร์นี้แล้ว เราก็เลยดูแลตัวเองมาตลอด อาจจะโชคดีนะที่จับพลัดจับผลูอยู่มาได้จนถึงปัจจุบัน

คนขับรถก็เคยหามานานมาก แต่ก็ไม่เจอที่ตรงใจ เราเป็นคนที่ชอบทำอะไรคนเดียว ต่อให้เหนื่อยยังไง เราก็รู้สึกเฉยๆ กับการขับรถ คือเราไม่สามารถพาใครคนหนึ่งมาด้วยแล้วใจร้ายพอที่จะให้เขารอเราตั้งแต่หกโมงถึงสี่ทุ่ม เราเกรงใจเขามากกว่า ก็เลยสะดวกใจจะขับรถเองมากกว่า มันก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรนะ

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่ามีหลักในการรับละครง่ายๆ แค่ ชอบก็รับ ไม่ชอบก็ไม่รับ บทแบบไหนที่ชอบ และแบบไหนที่ไม่ชอบ

อ่านบทปุ๊บ เรารู้สึกว่าอยู่กับละครเรื่องนี้ได้สามสี่เดือนโดยไม่เบื่อ ไม่รำคาญใจ เฮ้อ ต้องไปกองถ่ายแล้วไม่สนุกเลย เราจะไม่ยอมให้ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นกับเราเด็ดขาด เราทำงานโดยใช้ใจสั่งอย่างเดียวจริงๆ ไม่เคยมีเหตุผลว่า รับเถอะ เรื่องนี้ตอนเยอะ ได้ค่าตอนเยอะ ไม่อะ เราจะเลือกทุกอย่างที่ทำแล้วมีความสุข เราเคยฝืนรับเหมือนกัน ถ่ายไปก็ไม่มีความสุข เมื่อไหร่จะจบ เราจะไม่ยอมให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับเราอีก

บทแบบไหนที่ทำให้คุณไม่ความสุข

บทที่เราไม่ชอบ เราไม่อยากเล่นแบบนี้ มันไม่สมเหตุสมผล การทำคนดูเชื่อตามมันต้องการความเชื่อแรกคือความเชื่อของเรา ถ้าเราไม่เชื่อ คนเขาก็จะเห็นแต่ป๊อก ปิยธิดา ไม่เห็นตัวละครตัวนั้น

จะเป็นแนวไหนเราเล่นได้หมด แอคชัน ผี เศร้า ตลก เพราะเราเป็นนักแสดงรับจ้าง การได้เล่นอะไรที่ไกลตัวก็สนุกดี บางเรื่องให้เล่นเป็นคนแก่ บางคนอาจจะ โอ๊ย ไม่ได้หรอก ไกลตัว เป็นคนไม่สวยก็ไม่เอา คือเขาไม่ได้บอกให้ชีวิตจริงเราเป็นแบบนั้น เราเป็นแค่ในละคร บางคนบอกว่าฉันยังอายุน้อยเล่นบทมีลูกไม่ได้ เดี๋ยวก่อน คุณเป็นนักแสดง เขาไม่ได้เอาลูกไปยัดเยียดให้คุณเลี้ยงที่บ้านนะ

ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

ในฐานะผู้จัด คุณได้เรียนรู้อะไรที่ตอนเป็นนักแสดงไม่เคยรู้บ้าง

เรื่องการดูแล เพราะเราเป็นนักแสดง ถูกดูแลมาจนชิน เราไม่ถนัดการดูแลคน เลยเป็นผู้จัดที่ดูเหมือนไม่แคร์นักแสดง เขาสะดวกสบายดีหรือเปล่า ต้องให้โปรดิวเซอร์ดูแล เราเป็นคนที่ลืมและพลาดเรื่องนี้มาก พอเราไปที่กองถ่าย เราก็ช่วยดูงานโน้นงานนี่ เราเป็นคนที่หน้าที่น้อยที่สุดแล้วในกลุ่มพาร์ตเนอร์ ไปกองยังไม่ช่วยดูแลนักแสดงอีก แย่จังเลย ฝากขอโทษนักแสดงที่เคยผ่านงานของพวกเราแล้วเจอเราด้วยนะ (หัวเราะ)

บริษัท กลมกล่อมโปรดักชั่น ของคุณแบ่งงานกันยังไง

เราหุ้นกันสามบ้าน คือบ้านพี่ปีเตอร์ (นพชัย ชัยนาม) กับแฟน พี่ปีเตอร์กำกับ แฟนเขาเป็นโปรดิวเซอร์ บ้านผู้พันเบิร์ด (วันชนะ สวัสดี) กับภรรยา ภรรยาผู้พันเบิร์ดเป็นเพื่อนเรา ช่วยดูแลเรื่องบัญชีทั้งหมด ส่วนเรากับพี่ตั๊ก (นภัสรัญชน์ มิตรธีรโรจน์) ดูแลเรื่องการแสดง และภาพรวม

ตี๋ใหญ่ เวอร์ชันที่ปีเตอร์เขียนบทและกำกับ ต่างจาก ตี๋ใหญ่ เวอร์ชันก่อนๆ ยังไง

พี่ปีเตอร์ได้เรื่องมาก็เอามานั่งเขียน นั่งปรับ เขียนไปเขียนมามันไม่เหมือนเดิมแล้ว ก็เลยเปลี่ยนชื่อดีกว่า เป็น ตี๋ใหญ่ดับดาวโจร ภาคสองเป็น ตี๋ใหญ่ดับเครื่องชน ของเราเป็นแค่คนที่มีชื่อเดียวกัน และเกิดฤกษ์เดียวกับมหาโจร มาดูกันซิว่า คนที่เกิดฤกษ์เดียวกับมหาโจรจะมีวิถีแบบเดียวกับคนเก่าหรือเปล่า ทำออกมาเป็นแนวบู๊แอคชัน

แค่พล็อตก็อินดี้แล้ว

ก็ดีใจนะที่ได้ทำละครให้ช่อง MONO 29 เพราะเขาปล่อยให้เราทำเต็มที่ อยากทำอะไรก็ทำ (หัวเราะ) บางซีนก็โหดอยู่ ก็ใช้วิธีย้อมสีเอา คือมือปืนคนหนึ่งมาขอลาเจ้าพ่อเพื่อเลิกอาชีพมือปืน จะไปบวช สึกแล้วก็จะไปเลี้ยงลูก ก็เอาผ้าไตรมากราบ เฮียสั่งให้ปูผ้ากับพื้น แล้วก็ยิงตาย แล้วก็ใช้ผ้านั้นห่อศพ มันเป็นแบบนี้น่ะ หรือว่าซีนที่มีการฆ่ากันตาย เราจะขอเลือดเยอะๆ นะ เพราะละครปกติใช้เลือดไม่เยอะ เราขอแบบสาดเลย เพราะรู้สึกว่าของจริงมันน่ากลัว

เราไม่ได้อยากทำละครให้เท่อย่างเดียว อาชีพมือปืนในละครดูเท่ แต่อยากให้คนเห็นว่ามันไม่ได้เท่นะ มันน่ากลัวกว่าที่เห็น แล้วอย่าไปทำตามเลย

ละครเรื่องต่อไปของกลมกล่อมจะเป็นแนวไหน

แอคชันดราม่าเหมือนเดิม วางพล็อตไว้สองสามเรื่อง เป็นเรื่องอิงประวัติศาสตร์หน่อยๆ เอาประวัติศาสตร์มาล้อ ว่าสามารถเกิดเหตุการณ์นี้แทรกไปได้ เป็นช่วงรัชกาลที่ 4 พี่ตั๊กเขาเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ เวลาประชุมกันนี่พวกเขาแม่นเรื่องข้อมูลมาก ตอนนี้พี่ตั๊ก พี่เบิร์ด พี่ปีเตอร์ กำลังเบรนสตรอมกันอยู่ เราก็ สู้ๆ ค่า ป๊อกไปถ่ายละครก่อนนะ (หัวเราะ)

คุณสนใจการทำอาหารตั้งแต่เมื่อไหร่

เราชอบทำอาหารอยู่แล้ว พี่สาว (ณัฐธยาน์ ปางพุฒิพงศ์) ก็ทำร้าน Coffee Beans by Dao พี่ดาวเรียนจบ เลอ กอร์ดอง เบลอ ที่ลอนดอน เราก็รู้สึกว่าดีจังเลย ช่วงนั้นเบื่อชีวิตประจำวัน เบื่อเรื่องงาน มีเงินเก็บแล้ว เลยอยากลาละครไปสักเกือบๆ ปี เคลียร์คิวเรียบร้อย กะจะไปเรียนที่เลอ กอร์ดอง เบลอ เก้าเดือน ยังไม่ทันจะหาที่อยู่ก็เจอพี่ตั๊กก่อน ก็เลยแบบ อยู่เมืองไทยก่อนแล้วกัน รับละครต่อ (หัวเราะ) พอเจอพี่ตั๊กก็เป็นโอกาสอันดีที่เราได้ไปเล่นละครเวที

ถ้าได้ไปเรียนจนจบคอร์สจริงๆ ตั้งใจว่าจะกลับมาทำอะไร

ไม่ได้คิดนะ เราเป็นคนที่คิดพื้นฐานมาก ชอบก็เรียน สงสัยก็เรียน ไม่ได้คิดว่าจะกลับมาเปิดร้าน หรือมีความฝันอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ช่วงนั้น (ประมาณ พ.ศ. 2544) หาเงินได้พอสมควรแล้ว ก็คิดว่าพอแล้ว อยากไปเรียนทำอาหารบ้าง เป็นหลักสูตร Grand Diploma เรียนทั้งอาหารคาวและหวาน

แล้วพอไม่ได้ไปเรียนทำอาหาร คุณแก้เบื่องานละครโทรทัศน์ยังไง

พอเจอพี่ตั๊กก็ตัดสินใจอยู่เมืองไทยต่อ แล้วก็ได้ไปเล่นละครเวทีอยู่เกือบปี ไม่ได้รับละครทีวีเลย พอไปคลุกคลีตรงนั้นมันก็สนุกดี ได้เล่นละครเวทีของคณะ Dreambox แล้วก็ไปเล่นร่ายพระไตรปิฎกให้ครูเล็ก (ภัทราวดี มีชูธน) อีกพักใหญ่ จนมีผู้ใหญ่ถามว่า จะไม่รับละครทีวีแล้วเหรอ เราก็รับค่ะๆ เพราะเป็นรายได้หลัก ก็เลยกลับมาเล่นละครทีวีต่อ

ช่วงนั้นเรารู้สึกว่าได้พัฒนาความรู้เรื่องการแสดงมากขึ้น เออ ดีแฮะ มันมีเทคนิคเยอะกว่าที่เราคิดมากมาย มีการใช้เสียง แสดงออกทางร่างกาย เลยพยายามขวนขวายเรื่องเกี่ยวกับการแสดง ขอเขาไปนั่งดูพากย์รายการ ทีวีแชมเปี้ยนตั้งแต่แปดโมงถึงทุ่ม ทุกวัน อาทิตย์นึง เราก็เอาเรื่องการใช้เสียงมาปรับใช้กับการแสดงของเรา

ยังได้กลับไปเล่นละครเวทีอีกไหม

เล่นอีกห้าหกเรื่อง มีเวลาก็เจียดไปซ้อม พี่ตั๊กเป็นคนจุดประกายให้เรารู้ว่า การแสดงคืออะไร ทุกครั้งที่กลับไปเล่นละครเวที ก็เหมือนมีเพื่อนคอยให้คำปรึกษา ช่วงนั้นเรียนเทควันโดด้วยจ้า เพราะต้องเล่นละคร ต้องเรียนวิธีการเคลื่อนไหวร่างกายด้วย ซึ่งพี่ตั๊กก็สอนอีก เพราะเขาได้ทั้งมวย เทควันโด เรารู้สึกว่ามีทุนทางการแสดงเพิ่มอีกแล้ว ได้เอาความรู้เล็กๆ น้อยๆ มาปรับใช้ ก็สนุกกับการเล่นละครทีวีมากขึ้น

ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

แล้วคุณกลับมาเรียนทำอาหารตอนไหน

หลังจากแต่งงาน พอแต่งงานแล้วก็อยากทำขนม เราก็เล่น พี่ตั๊กรู้สึกว่าข้าวของ วัตถุดิบมันเสียหาย เค้กนี่แบบ บ้าบอคอแตกมาก หมาอ้วนมากช่วงนั้น (หัวเราะ) พี่ตั๊กเขาเรียนจบมาด้านอาหาร ตอนแรกเรียนการโรงแรมที่ I-TIM แล้วก็ไปต่อมหิดลอินเตอร์ด้านการโรงแรม เขาเคยไปฝึกงานโรงแรม ทำอาหารเก่งเลย เขาเห็นว่า ถ้าเราชอบก็ไปเรียนเลยไหม มีรุ่นน้องพี่ตั๊กเป็นเชฟอยู่ที่เลอ กอร์ดอง เบลอ (ดุสิตธานี) เขาก็มาชวนไปเรียนตั้งแต่ยังเปิดใหม่ๆ

พอไปเรียนแล้วไม่มีใครเหมือนเราเลย มีคนถามว่า อยากเปิดร้านเหรอ เราบอกเปล่า แค่อยากรู้เลยมาเรียน แต่มันกลายเป็นว่าดีมาก เพราะเราไปลงเรียนในโรงเรียนของมืออาชีพ มันสนุกมาก เรียนทุกวันเสาร์ ใช้คอร์สนึงปีครึ่ง ของคาวของหวาน ก็สามปี แล้วก็ต่อขนมปังอีกประมาณสามเดือน รวมๆ แล้วก็เกือบสี่ปี เวลารับละครก็จะบอกว่า วันเสาร์ไม่ได้นะคะ

บรรยากาศตอนเรียนเป็นยังไงบ้าง

เราเรียนครบหมด ขาดแค่ครัวไทย เรียนแล้วก็สนุก เหมือนได้เข้ามหาวิทยาลัยอีกรอบ ได้เจอเพื่อน ออกไปกินข้าวกลางวัน ไปแฮงก์เอาต์หลังเลิกเรียน แต่คนอื่นๆ เขาอยากเปิดร้านเปิดอะไร มีแต่เรานี่แหละที่แค่อยากได้ความรู้ติดตัว พี่ป้อม (ม.ล.ขวัญทิพย์ เทวกุล) สอนว่า นิพพานของคนเรียนทำอาหารหรือชอบทำอาหารไม่ใช่การเปิดร้าน แต่เป็นการเรียนรู้เพื่อเข้าใจศาสตร์นั้นอย่างจริงจังก็ได้ ถ้าเราสงสัยอะไร มาเรียนมันก็ถูกต้องแล้วไม่ใช่เหรอ อย่างน้อยก็รู้ว่า อาหารคืออะไร ทำยังไง หลังจากนี้จะเปิดร้าน จะไปเป็นผู้เชี่ยวชายด้านอาหาร นักวิจารณ์ นักชิม หรืออะไรก็แล้วแต่ อย่างน้อยก็มีความรู้

ตอนสอบเหมือนการแข่งในรายการ มาสเตอร์เชฟ ไหม

ไม่ค่ะ สร้างสรรค์ไม่ได้ ต้องทำตามแบบที่เชฟสอนให้ได้ เป็นแบบฝรั่งเศสดั้งเดิม ต้องทำไก่ให้ได้รสชาติแบบนี้ สไตล์นี้เท่านั้น มีสร้างสรรค์แค่ตอนสอบไฟนอลที่เราต้องคิดสูตรอาหารเอง

คุณทำได้ดีแค่ไหน

ของหวานได้ท็อปไฟว์ของรุ่น ของคาวได้ท็อปทรี

ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

แสดงว่าคุณชอบสร้างสรรค์สูตรอาหาร

ใช่ เราอยากทำจานสวยๆ ในสไตล์เรา ชอบการครีเอตมากกว่าทำตามสูตร พอมาทำในชีวิตจริงกลายเป็นว่าไม่นิ่งสักสูตร เพราะค้นคว้าตลอด ฉันเป็นนักวิทยาศาสตร์ ใส่โน่นเติมนี่ ใส่ไปเท่าไหร่ อ๋อ ลืม (หัวเราะ) ขนมสูตรเรานี่เพื่อนบอก อร่อยจังเลย ทำอีกสิ เอ่อ ลืมแล้วอะว่าตวงอะไรใส่ไปเท่าไหร่ ตอนนั้นรู้แค่ใส่แบบนี้แล้วจะดี

หมาที่บ้านผอมหรือยัง

หมาไม่ผอมค่ะ (หัวเราะ) เราชอบทำขนมเพราะได้อยู่ในห้องแอร์ อาหารคาวส่วนใหญ่เป็นพี่ตั๊กทำ เขาชอบลงครัวของคาว แล้วจะไปแข่งกับเขาทำไม เคยทำแข่ง แต่เหนื่อยอะ หัวเหม็นด้วย ก็เลย อ้ะ เชิญค่ะ เดี๋ยวป๊อกทำของหวาน ส่วนใหญ่ก็ทำมาแจก เพราะเราคิดต้นทุนไม่เป็นเลย ไม่ชอบเรื่องตัวเลข ขนาดเขาให้ทำ Cookbook ตอนเรียนจบ ก็ยัง…ฉันมาเรียนทำอาหารนะ ไม่ได้มาเรียนนิเทศ (หัวเราะ)

ถึงคุณจะไม่ได้เปิดร้าน แต่ก็ได้เป็นพิธีกรรายการ มาสเตอร์เชฟ

ใช่ค่ะ เป็นการเปิดตัวสู่วงการอาหารอย่างแท้จริง เขาอยากได้พิธีกรที่มีความรู้เรื่องอาหารจริงๆ เวลาคุยจะได้อิน ไม่ใช่แค่พูดตามสคริปต์ เราต้องเป็นพิธีกรที่คอยนำเข้า คอยกดดันด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม จริงๆ รายการอาจจะอยากได้อย่างอื่นแหละ แต่นิสัยเรามันเป็นอย่างนี้ ยิ้มแย้มแต่ว่าเชือดคอ (หัวเราะ) เขาก็เลยชอบ เป็นพี่ใจดียิ้มๆ แต่จริงๆ แอบร้าย

พูดได้ไหมว่า มาสเตอร์เชฟ ทำให้ชื่อของคุณถูกพูดถึงอีกครั้ง

ต้องขอบคุณรายการมาก ที่ทำให้เราได้กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง เพราะรายการมันสนุกจริงๆ เราเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ตอนนั้นคิดว่าเราเป็นอะไรก็ได้ในรายการ ขอแค่มีส่วนร่วมอยู่ตรงนั้น เป็นแค่พิธีกรเปิดแผ่นป้ายเล็กๆ น้อยๆ ก็ได้ เราอยากทำ เวลาไปถ่ายรายการ เราไม่รู้สึกว่าไปทำงาน เหมือนไปดู ไปเรียนรู้จากพี่ๆ กรรมการ วิธีชิมอาหาร วิเคราะห์อาหาร อาหารมีเรื่องราวมากกว่าที่เราคิด เราก็แอบเก็บเกี่ยวจากพวกพี่ๆ ซึ่งได้เยอะจริงๆ

เสียดายไหมที่คุณแทบไม่ได้ใช้ความรู้ด้านอาหารที่มีในรายการเลย

ไม่ กลัวโชว์โง่มากกว่า (หัวเราะ) กรรมการทั้งสามท่านเก่งมาก เราควรเป็นเด็กที่เก็บเกี่ยวความรู้มากกว่า แต่เวลาที่เราถามคำถามกรรมการ เราก็จะมีพื้นฐานในการป้อนคำถามแทนผู้ชมทางบ้าน ไม่ได้ถามสะเปะสะปะ พอเรารู้ระดับหนึ่งก็ช่วยเสริมให้คนดูกระจ่างยิ่งขึ้นได้ อย่างกรรมการพูดศัพท์อะไรขึ้นมา เราก็รู้ว่าคนทางบ้านไม่เข้าใจแน่ๆ เราก็ต้องถามว่า มันคืออะไรคะ อ๋อ ถ้าเป็นอย่างนี้ มันก็เป็นลิ่มสิคะ คือเราก็สามารถรู้ได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้รู้มากจนทำตัวเจ๋ง เอาไว้ให้รู้เท่าพี่ๆ เขาแล้วค่อยมาโชว์ทีเดียว ถ้าโชว์ตอนนี้โง่แน่ๆ (หัวเราะ)

นอกจากความรู้แล้ว คุณได้อะไรจากรายการ มาสเตอร์เชฟ อีก

ได้คอนเนกชันกับเชฟ ไม่ว่าจะเป็นเชฟที่มาในรายการ พวกพี่ๆ กรรมการ หรือในรายการ ไอรอนเชฟ ที่พี่ตั๊กเป็นพิธีกร เราก็ได้รู้จักน้องๆ เชฟรุ่นใหม่ไฟแรง เรามองแล้วว่าในอนาคตเขาจะเป็นเชฟที่เก่งมากแน่ๆ เราก็ดีใจที่ได้ตีสนิทเขาไว้ก่อนที่เขาจะดังมาก จะได้บอกคนอื่นได้ว่า ฉันรู้จักเขาตั้งแต่ยังเด็กๆ นะ (หัวเราะ)

คุณมีแผนจะเอาความรู้ด้านอาหารที่มีไปทำอะไรอีกไหม

อย่างน้อยเราก็อุ่นใจว่า ถ้าวันหนึ่งที่เราไม่ได้อยากเล่นละครแล้ว ก็ยังมีอาชีพอื่นรองรับได้ ในขณะที่สถานการณ์ต่างๆ แย่ คนก็ยังต้องกินอาหาร อย่างน้อยเรายังทำอาหารกล่องขายออนไลน์ได้ หรือเปิดร้านก็ยังได้ เรารู้ว่าเราสองคนผัวเมียไม่อับจนอาชีพแล้ว

เรามีแผนว่าอยากใช้ชีวิตต่างจังหวัด แต่จะอยู่ยังไงให้มีอาชีพ การเอาเงินเก็บไปใช้โดยไม่มีอาชีพ เดี๋ยวมันก็ตัน เราก็จะเบื่อด้วย พี่ตั๊กเขาชอบเรื่องเกษตรอยู่แล้ว ถ้าเราไปอยู่ต่างจังหวัด ก็จะมีแหล่งผลิตอาหารของตัวเอง ในอนาคตการผลิตอาหารได้คือสิ่งที่สำคัญที่สุดแล้ว อาชีพอื่นมันขายของในอากาศ แต่ยังไงคนก็ต้องกิน อย่างน้อยเราสองคนก็ผลิตอาหาร แปรรูปอาหาร เป็นอาชีพได้

ร้านอาหารของพวกคุณจะเป็นแบบไหน

อยากมีไม่เกินสิบที่นั่ง แต่ถ้าไปอยู่บนดอย อยู่ที่เมืองเลย เมืองน่าน ใครจะไป (หัวเราะ)

ตั้งใจจะอยู่ในเมืองเล็กๆ เลย

ใช่ เพราะเราเบื่อเรื่องรถติดในกรุงเทพฯ เราอยากเปิดร้านเล็กๆ พี่ตั๊กอยากเปิดเป็นมินิโฮเทล มีสักสิบห้อง ทำอาหารให้แขกทานเอง เป็นโครงการยาวๆ ที่คิดไว้ คงต้องใช้ทุนสูง แต่อย่างน้อยเราก็มีที่ของเราอยู่บ้างแล้ว อาจจะไปพัฒนาตรงนั้น

ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

เท่าที่ได้ฟัง เหมือนคุณตั๊กจะเป็นทุกอย่างในชีวิตของคุณเลยนะ

ใช่ บอกได้เลยว่าพี่ตั๊กเป็นทุกอย่างจริงๆ เพราะเรามีกันแค่สองคนน่ะ แต่เราคงไม่ใช่ทุกอย่างของเขา เราเป็นที่พึ่งอะไรให้เขาไม่ได้เลย นอกจากกวนไปวันๆ ทำตัวสวยไปวันๆ ว้า แย่จังเลย (หัวเราะ)

คุณบอกว่า ยอมล้มแผนไปเรียนที่ลอนดอนเมื่อเจอคุณตั๊ก คุณหมายถึงตอนที่เพิ่งเจอกัน หรือตอนเพิ่งเป็นแฟนกัน

เจอในที่นี้เนี่ย (คิด) บอกก็ได้ พอเจอครั้งแรก เราก็คิดเลยว่าเราจะเป็นแฟนกัน เราก็รู้อยู่แล้วว่า เขาคือ ตั๊ก นภัสกร แต่ไม่เคยเจอกันมาก่อน พอได้นั่งคุยกันจริงๆ จังๆ ก็รู้สึกว่าต้องเป็นแฟนกัน รู้ตั้งแต่วันนั้นเลย

นับจากวันที่เจอกันครั้งแรก นานแค่ไหนถึงตกลงเป็นแฟนกัน

ไม่กี่วันหรอกค่ะ ไม่น่าเกินอาทิตย์ (หัวเราะ) ขอโทษจริงๆ ที่ต้องเอามาบอกในที่สาธารณะ แต่มันคือเรื่องจริง (ยิ้ม)

อะไรทำให้คุณเลือกผู้ชายคนนี้ แทนการไปเรียนทำอาหารที่ลอนดอน

เขาไม่แซ่บเหรอคะ (หัวเราะ) การเจอเขามันทำให้เรากลับมาคิดเรื่องการสร้างรากฐานให้ตัวเองมากกว่า มันทำให้รู้สึกว่า เราไปเรียนโดยไม่มีความมั่นคงใดๆ ไม่มีจุดมุ่งหมายที่แท้จริง มันเลื่อนลอยมาก แต่พอเจอเขา เรารู้สึกถึงการสร้างครอบครัวแล้ว ทั้งความมั่นคงในอาชีพ เรื่องเงินทอง เหมือนได้กลับมาตั้งใจใช้ชีวิตเป็นผู้ใหญ่จริงๆ สักที เพราะตอนที่เจอพี่ตั๊กเราอายุยี่สิบหก เราก็อยากจะคบกับเขาไปยาวๆ เราอยู่กับเขาได้อย่างเป็นธรรมชาติ เขาก็สบายใจที่จะอยู่กับเรา เรามีบางอย่างที่เหมือนกัน คุยกันได้เกือบทุกเรื่องจริงๆ เหมือนเพื่อน เหมือนพี่ เหมือนกันไปหมด

คุณเคยบอกว่า เหมือนคุณทั้งสองคนมีด้ายแดงผูกติดกันอยู่

จนมาเจอพี่ตั๊ก เราถึงรู้สึกว่า เราอาจจะมีด้ายแดงผูกกันโดยที่เราไม่รู้ตัว ตอนเด็กๆ คุณอาเราอยู่ที่จังหวัดตาก ทุกปิดเทอมใหญ่เราจะไปใช้ชีวิตที่อำเภอเมือง จังหวัดตาก คุณลุงของพี่ตั๊กก็อยู่จังหวัดตาก ทุกปิดเทอมใหญ่เขาก็ไปใช้ชีวิตที่อำเภอเมืองฯ จังหวัดตาก เหมือนกัน มันมีเหตุการณ์หลายอย่างที่รู้สึกว่า เราน่าจะเจอกัน เกือบเจอกัน ถ้าเราสาวด้ายแดงจริงๆ มันอาจจะเฉียดกันไปเฉียดกันมาหลายครั้งมาก แต่ก็ไม่เคยเจอกัน เราก็เลยแอบคิดเองว่า อืม ด้ายแดง มันต้องเป็นเขาแน่ๆ (ยิ้ม)

ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

คุณได้รับฉายาว่าเป็นเมียหลวงแห่งชาติ…

เอาแค่ในละครก็แล้วกัน ชีวิตจริงขอเป็นเมียเดียว เพราะเอาเข้าจริง การจะเป็นอย่างนั้นไม่ใช่เรื่องสนุกเลย

การเป็นภรรยาในชีวิตจริง เหมือนบทเมียหลวงแสนดีที่คุณเล่นไหม

ไม่เหมือนเลยค่ะ เพราะว่าเราเป็นประเภททำงาน ทำทั้งสองคน ไม่โทรตามกัน รู้แต่ว่าวันนี้ออกจากบ้านไปถ่ายที่ไหน จะโทรหากันตอนจะกลับบ้าน เสร็จแล้วนะ กำลังจะกลับ แค่นั้น เราไม่ใช่ผู้หญิงที่คอยโทรตาม เขาก็ไม่ตาม แค่รับรู้ว่าใครอยู่ที่ไหนทำอะไรก็พอ เป็นชีวิตสบายๆ เหมือนเราเป็นพาร์ตเนอร์กัน คำว่าสามีภรรยามันดูมีความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ แต่สำหรับเรา มันก็ไม่ได้ต่างจากวันแรกๆ ที่ได้คบกัน แค่ย้ายมาอยู่บ้านเดียวกัน ได้เจอกันทุกคืนเท่านั้นเอง นอกนั้นเราก็ยังรู้สึกว่าเป็นแฟนกันเหมือนเดิม

พอเหนื่อยๆ กลับบ้าน เราได้นอนกอดเขาทุกคืนก็โอเคแล้ว ถ้ามากกว่านั้นเราอาจจะอึดอัดก็ได้นะ เรารู้สึกว่าห่างหน่อยก็โอเคนะ ถ้าเป็นสามีภรรยาที่ทำงานด้วยกันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ตายเหมือนกันนะ อยู่อย่างนี้แล้วรู้สึกว่าคิดถึงจังเลย ไลน์หาก็แล้วกัน นี่คือพิเศษมากนะ (หัวเราะ)

ได้ออกไปใช้ชีวิตด้วยกันบ้างไหม

น้อยมาก ช่วงนี้น้อยมากจริงๆ การได้นั่งรถไปไหนด้วยกันคือความโรแมนติก ถึงจะไปแค่โฮมโปรก็เถอะ (หัวเราะ) วันไหนได้นั่งคู่กัน หันไปแล้วแบบ โอ๊ย วันนี้ได้นั่งรถไปด้วยกันอะ ดีจังเลย ปกติเราขับรถคนละคันไปทำงาน ต่างคนต่างมีหน้าที่รับผิดชอบ เราก็มีความสุขที่เขาสนุกกับกิจกรรมของเขา เขาก็มีความสุขที่เราสนุกกับกิจกรรมของเราเหมือนกัน

ได้ช่วยกันทำครัวบ้างไหม

เข้าครัวก็ทะเลาะกันนะ (หัวเราะ) เราทะเลาะกันแค่เรื่องบ้าๆ บอๆ แต่ชีวิตจริงเราทะเลาะกันน้อยมาก น้อยมากจริงๆ

อะไรคือสิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจผิดมากที่สุดเกี่ยวกับคุณ

ทุกคนจะคิดว่าเราเป็นคนใจดี จริงๆ เราเป็นคนร้ายกาจ คนชอบคิดว่าเราเป็นคนเรียบร้อย แต่เราก็มีไลฟ์สไตล์ของเรา ออกไปเที่ยว ไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ บ้าง คนเห็นเราตามสถานที่เที่ยวตอนกลางคืนแล้ว อุ๊ย ตกใจ เราก็โตแล้วนะ แล้วก็ไม่ใช่คนที่เรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้ อีกเรื่องคือคนชอบคิดว่าเราเก่ง จริงๆ แล้วไม่เก่ง เก่งแต่ปาก (หัวเราะ)

คุณอยากได้รับการจดจำว่าเป็นนักแสดงแบบไหน

เป็นนักแสดงคนหนึ่งซึ่งพยายามไม่เอาเรื่องส่วนตัวกับเรื่องในละครมาเกี่ยวข้องกันนัก ในสื่อโซเชียลต่างๆ เราชอบลงแค่เรื่องงาน เพราะเราอยากให้คนจดจำเราในเรื่องงานด้วย ไม่ใช่ว่า อ๋อ ป๊อก ปิยธิดา แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า เราเล่นเรื่องอะไรแล้วเจ๋ง เราชอบเวลาไปเดินที่ไหนแล้วมีคนเรียกเราเป็นชื่อตัวละคร หรือรายการที่เราทำ เราชอบให้คนจดจำเราด้วยผลงานที่โดนใจเขา เรื่องส่วนตัวไม่ต้องจำเรามากก็ได้ เพราะเราก็แค่นักแสดงคนหนึ่ง ไม่ใช่เซเลบที่จะมานั่งเปิดเผยทุกแง่ทุกมุมในชีวิตส่วนตัว จะทานอะไร จะอะไรยังไง ไม่ต้องรู้ทุกเรื่องหรอก (หัวเราะ)

ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

“อาจารย์คงไม่รู้ตัวว่า อาจารย์ได้ขายวิญญาณให้กับนกและป่าเขาลำเนาไพรไปแล้ว”

นี่เป็นประโยคเดียวที่หลุดเข้ามาในความคิดของผม หลังจากจบบทสนทนาในบ่ายวันอาทิตย์นั้น

ใช่ เหมือนผมกล่าวเกินเลยไปสักหน่อย แต่ลองนึกภาพตามนะครับ

จะมีสักกี่คนที่หลงใหลกับการขีด ๆ เขียน ๆ รูปนกตั้งแต่ก่อนวัยเรียน จนบัดนี้อายุ 73 แล้ว ก็ยังไม่คิดจะวางดินสอ ปากกา และพู่กัน ดูจากสายตาที่มุ่งมั่นแล้ว ผมว่าภาพคุณปู่บนเก้าอี้โยกกับการอุ้มหลานนั้น ไม่ใช่แน่ ๆ รถโฟร์วีลที่จอดอยู่ในโรงรถยังพร้อมจะบุกป่าฝ่าดงเสมอ…

คุณปู่ที่ผมกำลังกล่าวถึงคนนี้ คือ

อาจารย์กมล โกมลผลิน นักวาดภาพนกอันดับหนึ่งของเมืองไทย

กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร

อาจารย์เป็นที่เคารพและรู้จักกันดีในหมู่นักดูนกทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เป็นผู้ร่วมวาดภาพนกที่มีการสำรวจพบในประเทศไทย ในหนังสือ ‘A Guide to the Birds of Thailand’ คัมภีร์เล่มสำคัญสำหรับนักดูนก 

ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่นักวาดภาพทั่วไปที่จับพู่กันและใช้สีน้ำเป็นจะได้รับการยอมรับเช่นนี้ ในฐานะของคนที่ร่ำเรียนศิลปะมาเหมือนกัน ผมชักอยากรู้ว่าอะไรหล่อหลอมให้อาจารย์รักและหลงใหลในนกและธรรมชาติเช่นนี้

“ผมเกิดและเติบโตมาในสวน สมัยนู้นคุณคงนึกไม่ถึงว่าบ้านผมไม่มีไฟฟ้า แค่ตลิ่งชันเองนะ บ้านผมอยู่ริมคลอง การสัญจรก็ใช้เรือ ผมเลยรู้จักสวนเป็นอย่างดี แล้วสวนยุคนั้น ไม่มีถนน มีแต่ธรรมชาติ จึงมีนกอยู่มากมาย”

อ้อ อาจารย์กมล ก็เป็นคนฝั่งธนฯ เหมือนกันกับผม 

ถึงตรงนี้ขอขยายความสักนิดว่า ในอดีตนั้น อำเภอตลิ่งชันอยู่ในเขตจังหวัดธนบุรี จังหวัดทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนฝั่งขวานั้นเรียกว่า ‘พระนคร’ ต่อมาใน พ.ศ. 2514 เกิดการผนวกรวมธนบุรีและพระนครเข้าด้วยกัน ในชื่อ ‘นครหลวงกรุงเทพธนบุรี’ และในปีถัดมาจึงเปลี่ยนเป็น ‘กรุงเทพมหานคร’ เมื่อเป็นเพียงจังหวัดรอบนอก ระบบสาธารณูปโภคจึงยังกระจายไม่ทั่วถึงเมื่อเทียบกับเมืองหลวง

“บ้านโบราณมันมีสองฝั่ง ตรงกลางเป็นชาน เรียกว่า ‘นอกชาน’ บ้านสองหลังนี้ข้างหน้าเป็นคลอง มีอยู่วันหนึ่ง นกเป็ดน้ำบินมากันเป็นพันตัว เต็มหลังคา มืดไปหมด เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรก ชะงักไปเลย บินสักพักก็หายไป”

อย่าว่าแต่อาจารย์เลย เป็นผมเจอนกมากมายขนาดนั้นก็คงตะลึงไม่ต่างกัน

แต่นั่นก็ช่วยยืนยันได้ว่า ตลิ่งชันเมื่อ 70 ปีก่อนยังมีความเป็นธรรมชาติสูงมากทีเดียว

“แล้วผมก็เลี้ยงนก ตอนเด็ก ๆ ชอบไปขโมยลูกนกในศาลพระภูมิตามสวน เอามาป้อนอาหาร ตอนโรงเรียนหยุด ไม่มีของเล่น โทรทัศน์ไม่มี ไฟฟ้าก็ไม่เข้ามา บางกอกน้อยเข้า บางหลวง บางแวกเข้า แต่ตรงกลางไม่เข้า”

เมื่อฟังอาจารย์กมลเล่าถึงบ้านในวัยเด็ก ผมเชื่อว่าสภาพแวดล้อมคือจุดเริ่มต้นในความสนใจศิลปะ ภาพในอดีตและปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ยังจดจำได้ดี บอกกับผมว่าอาจารย์เป็นนักสังเกตสิ่งต่าง ๆ ชั้นยอด เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของคนวาดภาพ ส่วนการนำลูกนกมาเลี้ยง ทำให้อาจารย์กมลได้ศึกษาสรีระและพฤติกรรมของนกไปในตัว

อาจารย์เริ่มวาดภาพตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ (ผมเริ่มอยากรู้ต่อ)

ถ้าคุณอยากรู้ ผมจะไปหยิบให้ (พูดยังไม่จบ อาจารย์ก็ลุกขึ้นเดินไปที่ตู้หนังสือ หยิบเอาสมุดเขียนหนังสือสมัยโบราณที่มีเส้นบรรทัด พร้อมกับสมุดสเก็ตช์เล่มเล็กที่เก็บรักษาอย่างดีมาจำนวนหนึ่ง)

มันเป็นสมุดที่ผมวาดตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงเรียน อันนี้เป็นสมุดตำรายาของตา แล้วผมก็วาดรูปสารพัด ผมวาด ๆ ไป แม่ก็นั่งรีดผ้า ผมชอบเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่สมัยโบราณ อย่างที่บอก สิ่งที่เราจะเล่นก็ไม่มี ของเล่นก็เล่นไปตามพื้นบ้าน แล้วนี่ก็เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตผม แม่บอกผมนั่งเขียนนอนเขียนทั้งวัน ก็ไม่ถึงกับเพอร์เฟกต์แต่บางครั้งมันก็บันทึกเหตุการณ์ ตอนนั้นก็มีอะไรปน ๆ อย่างเรือดำน้ำ มีใครเคยเห็นไหมล่ะ จอดอยู่ศิริราช ผมก็เขียนไว้อยู่ในนี้ 

กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร

(อาจารย์เปิดสมุดค้างที่หน้าหนึ่ง แม้มีเส้นบรรทัดพาดผ่านตลอดหน้า แต่ก็ไม่ได้บดบังความงามของภาพวาดนั้นเลย ภาพลายเส้นไร้เดียงสาแต่เก็บรายละเอียดของนกครบถ้วน จัดว่าเป็นภาพวาดที่ฉายแววศิลปินสำหรับเด็ก ๆ ในยุคนั้น ที่ยังไม่มีโรงเรียนสอนศิลปะสำหรับเด็กเหมือนในปัจจุบัน

ผมรับสมุดสเก็ตช์มาพลิกดูทีละหน้า เป็นสมุดวาดภาพสมัยอาจารย์เรียนศิลปากร ด้วยความทึ่งในผลงานวาด ที่แม้เป็นภาพชิ้นเล็ก แต่สมบูรณ์แบบทั้งเรื่องสัดส่วนและเทคนิคการใช้สี ตลอดจนรายละเอียดต่าง ๆ ที่ให้ความงามสมจริงมาก เมื่ออาจารย์พูดถึงศิลปากร ทำให้ผมนึกถึงเรื่องราวการฝึกวาดภาพนกของอาจารย์ในช่วงนั้น)

ได้ข่าวมาว่า อาจารย์สนใจนกถึงขนาดเดินเก็บซากนกมาวาด

ใช่ ๆ นี่ไง ที่ตลาดนัดสนามหลวง เขาโยนทิ้งในถังขยะ ผมก็ไปเก็บมา ความคิด ความรู้สึกขณะนั้น มันไม่ใช่เศษกระดาษนะ คุณดูสิ ความวิจิตรในขนของมันทำให้ผมหิ้วซากกลับไปเขียนที่ศิลปากร ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครสนใจ เพื่อน ๆ ก็คิดว่าผมฝึกมือ ผมเก็บมาไว้เยอะแยะ ช่วงที่ผมเก็บซากนกมาวาดคือตอนเรียนปี 1 ที่ศิลปากร

(ผมสะดุดกับคำว่า ‘ตลาดนัดสนามหลวง’ จำได้ว่าช่วงเวลานั้น ทุกเสาร์-อาทิตย์มีตลาดนัดที่นั่น ภายหลังย้ายมาจัดสร้างที่สวนจตุจักร ที่สนามหลวง ก็มีการจัดโซนขายสัตว์เลี้ยงและนก ไม่ใช่แค่นกเลี้ยงอย่างเดียว มีนกป่าด้วย)

ผมศึกษาเรื่องนกมานาน นกพวกนี้ไม่ใช่นกเมืองไทย แต่เป็นนกที่มาตามฤดูกาล

กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร

แล้วพ่อค้าก็ไปดักจับมาขายหรอครับ

เขาไม่รู้หรอก คงคิดว่านกเมืองไทย แต่สะดุดตาผม ก็ไปเก็บมา ไม่มีใครสนใจ นกตายแล้วเขาก็ทิ้ง

(ผมว่าวิธีการเก็บซากนกมาเป็นแบบในการวาดภาพ ทำให้อาจารย์กมลเรียนรู้เกี่ยวกับโครงร่าง ข้อต่อกระดูก การเรียงซ้อนของขนในแต่ละส่วน สีสันที่มีการไล่เฉดสีสวยงาม และลวดลายเฉพาะของนกแต่ละชนิด ทำให้ภาพวาดนกของอาจารย์ทุก ๆ ภาพมีชีวิตชีวา สมจริง)

อาจารย์ไปศึกษาของจริงที่สวนสัตว์เขาดิน เพื่อให้รู้จักกายภาพนกทุกแง่มุมด้วยใช่ไหมครับ 

ใช่ แต่ที่สำคัญมากกว่านั้นคือผมเห็นจริง แล้วเขียนมันจริง ๆ เขียนตรงนั้นเลย เรานั่งกินข้าวในป่า น้ำไหล เราก็บันทึก มันไม่ได้เป็น Ornithology แต่บางครั้งก็เป็นนะ เพราะว่าผมต้องบันทึกด้วย

ผมว่าการดูนกสนุก คุณจะดูช้างได้ยังไง ก็ผมอยู่ในสวน มันมีแต่กระรอก กระแต นก แล้วผมก็ต้องไปแอบนั่งอยู่ในสวน ตอนนั้นไม่มีกล้อง แต่ได้เห็นนก มันก็ซึมซับ อีกอย่างผมเป็นคนชอบศิลปะ ก็ประสานรวมกัน

ผมทำด้วยความสุข อย่างเล่มนี้ (หนังสือ A Guide to the Birds of Thailand) ผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะจ้างยังไง แต่ผมเอาสมุดสเก็ตช์ภาพนี้ให้เพื่อนฝรั่งดู เขาบอกมาทำพวกนี้เลย ไม่เคยเห็นใครทำแบบนี้มาก่อน

กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร

ขายต่างประเทศด้วยใช่ไหมครับ 

ใช่ เขาทำเป็นภาษาอังกฤษ เพราะยุคนั้นคนไทยไม่สนใจ เจ้าของหนังสือกับผู้เขียนก็ตกลงกันทำเป็นภาษาอังกฤษ แล้วค่อยมีฉบับภาษาไทยออกมาทีหลัง สรุปคือไทยก็ก็อปปี้เอาจากต้นฉบับ (หัวเราะ)

สมุดพวกนี้ไซส์แรกเป็นสมุดบันทึกของไทย บันทึกช่วยจำ มีเส้นบรรทัด แต่ผมก็เขียน ส่วนเล่มนี้ซื้อจากอังกฤษ สมัยก่อนหาซื้อสมุดไม่มีเส้นยาก นี่คือสมุดเล่มแรกที่ออกฟิลด์ เพราะขนาดพอดีกับกระเป๋ากางเกง พกพาง่าย ใช้งานได้สะดวกดี แล้วผมก็เขียนสีไม้ด้วย สีน้ำด้วย ตอนนั้นผมชอบไปศึกษาที่เขาดินนะ สเก็ตช์รูปร่าง

กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร
กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร

การทำงานภาคสนามของอาจารย์ มีกล้องหรืออุปกรณ์ช่วยไหม หรือดูด้วยสายตา

มีครับ นี่คือกล้องส่องทางไกล อุปกรณ์ที่คนดูนกต้องมี คนเดินป่าสมควรมี เพราะนกเคลื่อนไหวและบินอยู่ไกล กล้องนี้คือสิ่งที่ช่วยให้เราเห็นรูปร่างมัน ผมใช้กล้องนี้ก่อนนะ มันมีอารมณ์ที่เรียกว่าแพสชันที่ต้องการเก็บรูปนก แต่ผมไม่ได้สนใจกล้องถ่ายรูป เพราะผมเขียนแล้วผมมีความรู้สึก เส้นมันขาดหรือเยอะไปหน่อยก็ลดทอนลงมา ผมไม่ได้ต้องการความเหมือนจริงเป๊ะ แต่ถ้ามาใช้งานจริงจังแบบนี้ ผมก็วาดให้เหมือนจริงเป๊ะได้เหมือนกัน

สมัยก่อนรูปถ่ายเป็นสีขาวดำ จึงไม่ค่อยเป็นที่พึ่งเท่าไหร่ ที่สำคัญ ออกไปดูจริง ๆ มันมีรสชาติให้สเก็ตช์ ก่อนหน้านั้นผมก็สเก็ตช์อยู่บ้าน ออกไปดูบ้าง แต่พอทำเรื่องหนังสือ ผมก็มีทุนที่จะออกเดินทาง

ระหว่างเดินทาง อาจารย์ทำอาชีพอื่นด้วยไหม

ผมทำสมัยเรียน ผมเรียนศิลปากรตั้ง 8 ปี จนผมเป็น Super Senior

(จริงอยู่ว่าอาจารย์กมลจบการศึกษาจากคณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร แต่อาจารย์กลับเลือกไปทำงานบริษัท เริ่มต้นอาชีพจากกราฟิกดีไซเนอร์ ผันมาเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ จิวเวอรี่ดีไซเนอร์ และสุดท้ายจบที่ ปตท. แม้จะผ่านงานหลายรูปแบบ แต่ไม่มีสักช่วงเวลาที่อาจารย์ทิ้งความสนใจในการวาดนกและสัตว์ต่าง ๆ)

ระหว่างทำงานทิ้งเรื่องนกไปไหมครับ (ผมสงสัยในความแปลกแยกระหว่างงานต่าง ๆ ที่อาจารย์ทำ)

นี่ไงนก ยังเป็นนกอยู่ (อาจารย์หยิบผลงานออกแบบจิวเวอรี่รูปนกมาวางข้างหน้า)

มันเป็นตลับ มีบางอันเป็นรูปแมว ผมก็นั่งดูมันทุกวันเพื่อรำลึกความหลัง ตอนที่เข้าไปสมัครงาน เขาให้ทดสอบ เอากล่องทองเหลืองเป็นรูปวงรีแบบนี้มาให้ ต้องการให้สร้างรูปสัตว์บนฝากล่อง แล้วเอากล่องไปตั้งบนโต๊ะเครื่องแป้ง แล้วผมก็ปั้นรูปแมวนอน แหม่มบอกว่า มาทำงานพรุ่งนี้เลย สรุปก็ได้งานนั้น 

กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร

ต่อมาพรรคพวกชักชวนไปทำงาน ปตท. เป็น Public Relations Center ผลิตสิ่งพิมพ์ ช่วงเวลานั้นผมได้ทุนจากหลายประเทศ และเป็นประธาน Bangkok Bird Club สรุปแล้วไปเรียน Conservation Education ที่อังกฤษ สนุกดี มันก็อยู่ในวงการนี้ เอาความรู้ที่เกี่ยวกับนกมาสอนคน ในยุคนั้นก็โปรยเมล็ดพืชไว้ หว่านใหญ่เลย แล้วมันก็เห็นผล 

ตอนอยู่อังกฤษ ผมว่าเขาเป็นชาติเดียวในยุโรปที่สนใจเรื่องนกในยุคนั้น เขาทำ Education Center ได้ดีมาก ผมก็นำความรู้นี้กลับมาพูดให้องค์กรฟังว่า นกนำคนไปรู้จักธรรมชาติ เพราะไม่ได้อยู่ในป่าอย่างเดียว ในน้ำก็มี เมื่ออนุรักษ์น้ำก็เท่ากับอนุรักษ์ Wetland ที่ใช้เป็นอ่างเก็บน้ำ เป็นแหล่งกักเก็บน้ำด้วยเหมือนกัน

กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร

อาจารย์ค้นพบนกพันธุ์ใหม่หรือสิ่งมีชีวิตใหม่ ๆ บ้างไหมครับ

มี ๆ พวกผมนี่แหละที่เป็นพวกลุยไปหาข้อมูลนกใหม่ ๆ ส่วนใหญ่เป็นนกหิมาลัยย้ายถิ่นมา มันเป็นเรื่องปกติของธรรมชาติเหมือนมดหรือสิ่งมีชีวิตที่ต้องเคลื่อนย้ายถิ่น เหมือนพวกวัวกระทิงเพื่อหาทุ่งหญ้างาม ๆ มันไม่สนใจเขต สนใจแค่ว่าตรงไหนเป็นแหล่งอาหาร เมื่อตรงนี้มีแหล่งอาหารดีก็มุ่งหน้าไป มันเลยทิ้งแหล่งที่มันหากินไว้ข้างหลัง แล้วก็ย้ายเคลื่อนไปเคลื่อนมา ฉะนั้น นกที่มาบ้านเราในฤดูหนาว มันก็หนีความเย็น หนีความอัตคัดเรื่องอาหาร เช่น ผลไม้ฤดูนี้ไม่เต็มที่ก็ย้าย มีสองทาง ไม่มีใครย้ายตะวันออก-ตะวันตกหรอก เพราะว่าเขตหนาวอยู่ข้างบน เขตร้อนอยู่ข้างล่าง ขืนย้ายจากตะวันออกไปตะวันตกก็คืออากาศเขตเดียวกัน เหมือนคุณย้ายจากฮอกไกโดไปตุรกี 

ครั้งหนึ่ง อาจารย์เป็นผู้ค้นพบนกชนิดใหม่ในไทยด้วย

นกปากนกแก้วหัวสีส้ม (Rufous-headed Parrotbill) ผมไปสำรวจพบที่แม่เมย ผมเจอนกตัวนี้ก่อนแล้วก็โน้ตวาดรูปลงในสมุดสเก็ตช์ จากนั้นก็ส่งให้ฟิลลิปดู จากรายละเอียดที่ผมเห็นและบันทึกไว้น่าจะเป็นนกใหม่ หลังจากนั้นผมขึ้นไปอีกทีที่จุดเดิมก็ยังเจอ ห่างกันตั้งหลายปีนะ ห่างเป็นสิบ ๆ ปี นกสายพันธ์ุนี้ก็ยังปรากฏอยู่

ในยุคนั้นไม่มีคนออกไปดูนกกันพรึ่บพรั่บเหมือนยุคนี้ ตามันน้อย เดี๋ยวนี้ตามันถี่ เจอนกอะไรใหม่ก็หยิบกล้องมาถ่ายไว้ก่อน มันง่าย แต่สมัยก่อนเจอแล้วจดบันทึกถึงจะมีหลักฐาน ใช้วิธีเขียนในสมุดโน้ตเป็นหลักแล้วก็เขียนบันทึกรายละเอียดไว้ เช่น พบที่ไหน สูงจากพื้นดินเท่าไหร่ พฤติกรรมเป็นยังไง ปกติกระโดดไปกระโดดมาหรือว่าไต่ตามกิ่งไม้

เราต้องออกไปดูนก เพราะถ้าดูจากหน้าจอมาเขียนก็จะไม่รู้บุคลิกของนกที่แท้จริงใช่ไหมครับ

ใช่ จะไม่รู้จักเลย นกบางตัวกระโดด บางตัวเดิน เช่น นกเอี้ยงเดินได้ นกเขาเดินได้ แต่นกกระจอกไม่เดินทีละก้าว มันกระโดดเอา เพราะฉะนั้น การออกไปสังเกตนกพวกนี้ในธรรมชาติมันสำคัญมาก 

อาจารย์ว่ากิจกรรมดูนกกับคนรุ่นใหม่ จะมีต่อไปเรื่อย ๆ ไหม แล้วมีอะไรที่แตกต่างจากเดิมบ้าง

คิดว่าจะยิ่งคึกคักขึ้นนะ และแตกต่างออกไปตามยุคสมัย สมัยนั้นดูเอาความเพลิน เป็นความสุข ผมเสาะหาแล้วก็จดลงสมุด แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แค่ดูแล้ว มันต้องตะเกียกตะกายเพื่อ Record ของตัวเองในโซเชียลมีเดีย

เหมือนเล่นเกมสะสมแต้มไหมครับ

คล้าย ๆ มีส่วน มันไม่ใช่แค่แลกเปลี่ยนนะ ของฝรั่งเขามี สถานะของใครที่ได้มาก ก็จะเป็นคนโพสต์นัมเบอร์ที่เขาเห็น ไม่ใช่แค่เมืองไทยนะ World Species นกชนิดที่เห็น ที่เขาเดินทางไปทั่วโลก

อาจารย์มีรูปแบบการจัดทริปดูนกยังไงบ้างครับ

(คุณปุ๊ ภริยาอาจารย์ มาร่วมพูดคุยด้วย) เราโฆษณาก่อน มันมี 2 แบบ บางกรณีก็มีคนเข้ามาติดต่อเอง บางกรณีก็มีบริษัทที่จัดแล้วส่งมาให้เรา ก็จัดแจงติดต่อกับผู้จัดการ ตอนนี้ก็ยังทำอยู่ เสร็จแล้วเขาก็ประกาศโฆษณาจนครบจำนวน แต่ว่าช่วงนี้ขาลงแล้วนะ โควิดมันเยอะ สมัยก่อนนี้สนุก เราเคยไปออกงานต่างประเทศด้วย

เรียกได้ว่าชีวิตทั้งชีวิตอยู่กับธรรมชาติและการดูนก

(คุณปุ๊) ช่วงที่นำดูนก อาจารย์จะมีอีกรูปแบบหนึ่ง คือเขาจะเป็นคนนำดูนกจริง ๆ ไม่ใช่ศิลปิน 

แสดงว่าช่วงนั้นอาจารย์ไม่ได้หยิบสมุดไปวาดเลย นำดูนกอย่างเดียว

(คุณปุ๊) ก็หยิบนะ พอเวลาเจอพวกแมลง เขา Scope แล้ว ลูกค้าก็ดูวนไป อาจารย์ก็วาดบ้าง ในยุคแรกที่ไปอยู่กับอาจารย์กมลบ่อย ๆ อาจารย์จะนำเด็กรุ่นใหม่ ๆ ดูนก นำเด็กในชมรมของสมาคมออกไปดูนก นั่นคือวิธีการสอนให้รักธรรมชาติโดยมีนกเป็นตัวนำ แล้วอาจารย์กมลก็ยังเป็นไกด์พาต่างชาติดูนกด้วย อันนี้เป็นธุรกิจดำรงชีพ ซึ่งช่วง พ.ศ. 2530 – 2540 การเป็นไกด์นำคนดูนกไม่ใช่ง่าย ๆ ต้องรู้จักเสียง ตาต้องไว แต่ตอนนี้เลิกแล้ว เพราะลูกค้าไวกว่าเรา เราเริ่มมองไม่เห็นแล้ว (หัวเราะ) ไม่ค่อยเต็มที่แล้ว แต่อย่างน้อยเราก็พาเขาเข้าไปในจุดที่ต้องการได้

การดูนกให้อะไรกลับคืนแก่อาจารย์บ้างครับ

ให้มากเลย ให้สัจจะ ยกตัวอย่าง ต้นไม้ต้นหนึ่งผึ้งมาทำรังเต็มเลย มีกล้วยไม้ ผมต้องใช้เส้นทางนี้ผ่านประจำ 2 – 3 ปีต่อมา ฟ้าผ่าต้นไม้ใหญ่ตาย ใบค่อย ๆ ร่วง ไม่นานก็เริ่มผุกร่อน นกหัวขวานมีหน้าที่ไปทำให้ตอผุเปื่อยสลาย นกหัวขวานไม่ได้ทำหน้าที่จริง ๆ โดยตรงของมัน แต่ดำรงชีพเพื่อเจาะหาหนอนที่กำลังกินไส้ต้นไม้ มันก็เป็นไปตามนั้น ที่นี้มันก็หมุนเวียน ไม้ที่มันเจาะเป็นขุย ๆ หนอนด้วงที่เป็นอาหารนกหัวขวาน ก็ทำให้ต้นไม้ทั้งต้นที่เคยยืนตระหง่านทรุดลงกับดิน ค่อย ๆ กร่อนลงไป กลายเป็นปุ๋ย เมล็ดพืชที่อยู่ใกล้ ๆ ก็โตขึ้น

สรุปแล้วนี่คือเรื่องจริง วัฏฏะของชีวิต ไม่มี Waste ไม่มีสูญเปล่า ในธรรมชาติไม่มีสัตว์นอนตายจนเน่าหรอก เพราะมีสัตว์อีกชนิดเข้าไปกินเนื้อเสมอ นอกจากแบคทีเรียแล้วไม่เคยเหลือ คุณดูสิ มีแร้งชนิดหนึ่งที่กินแม้กระทั่งกระดูกคนตายที่หิมาลัย มันกินกระดูกใหญ่ ๆ จากซากที่หมาป่ากินไม่หมด โดยบินขึ้นไปสูง ๆ พอเห็นหินก้อนใหญ่ ก็ปล่อยกระดูกลงมาให้แตกเพล้งเพื่อกินไขกระดูก นี่คือความละเอียดที่พบเห็นจากการสังเกตเฝ้ามองธรรมชาติ

ได้เห็นธรรมชาติอย่างถ่องแท้ ได้เห็นวัฏฏะ ได้เห็นการบุบสลาย ดับแล้วก็เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมา

เรียกว่าสัจจะ สัจธรรม มันมีตัวอย่างที่สอนเราได้หมดเลย เช่น ต้นไม้ต้นหนึ่ง คุณรู้จักนกไต่ไม้ใช่ไหม นกไต่ไม้ไม่เคยเอาหัวขึ้น จะเอาหัวไต่ลง ในขณะเดียวกันนกหัวขวานก็ไม่เคยเอาหัวไต่ลง เอาหัวขึ้นแล้วมันก็เป็นแบบนี้ ผมเคยเขียนรูปนี้ด้วย ไอ้นกหัวขวานมาทางนี้ นกไต่ไม้ไปทางนู้น เพราะว่าเปลือกไม้มันเผยอกันคนละทิศ แต่ข้างล่างนกไต่ไม้มันก็กิน เพราะมีหนอนแอบ ส่วนนกหัวขวานก็กินหนอนข้างบน มันคือการ Sharing ในต้นไม้ต้นเดียว

ทราบมาว่าอาจารย์มีโปรเจกต์จะทำหนังสือรวบรวมภาพวาดนกและธรรมชาติ โดยคัดเลือกจากสมุดที่อาจารย์วาดสะสมมาตลอดทั้งชีวิต ทำไมอาจารย์ถึงมีความคิดที่จะลุกขึ้นมาทำสิ่งนี้ครับ

ไม่ได้ลุกขึ้นมา (หัวเราะ) นั่งคิดนอนคิดมานานแล้ว

ด้วยเริ่มแรกผมสเก็ตช์พวกนี้ก็เป็น Data Information เพื่อเอามาขยายเป็นรูปที่จะเพนต์ ทีนี้สะสมมาเรื่อย ๆ ไป ๆ มา ๆ มีมากถึง 63 เล่ม มันก็เป็นงานและอาจจะสร้างแรงบันดาลใจให้คนเข้าหาธรรมชาติโดยวิธีนี้ก็ได้ ไม่ต้องมีฝีมือมาก่อน จริง ๆ แล้วผมอยากให้วัฒนธรรมการเขียนรูปสืบทอดไปจนถึงเด็กรุ่นใหม่ด้วยซ้ำ การมองแล้วจดบันทึก ซึ่งตอนนี้มันกำลังจะหายไป ก็เลยทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เพราะว่าในความเป็นจริง การวาดรูปกับการถ่ายรูปไม่เหมือนกัน พอคนมาเรียนถ่ายรูปปุ๊บ ก็จะขี้เกียจกลับไปวาดรูป หนังสือเล่มนี้ก็อาจเป็นแรงบันดาลใจให้เขาได้เยอะขึ้น

หนังสือเล่มนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนออกไปหาธรรมชาติ สัมผัสมันด้วยตา บันทึกโดยการวาด

อีกอย่างหนึ่ง มันเป็นโลกส่วนตัวของคุณ คุณจะเขียนอะไรก็ได้ จะเขียนตัวหนังสือประกอบกับรูปก็ได้ นอกจากใช้เพื่อความสุขของตัวเอง ยังใช้ฝึกบันทึก และเป็นประโยชน์ต่อฝั่งวิทยาศาสตร์ ผมคาดหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นหนังสือที่นักดูนกรุ่นใหม่ นักวาด ต้องมีสะสม เพราะมันชี้นำและจุดประกายมาก เป็นเหมือนคัมภีร์ดูนกเล่มหนึ่ง

อาจารย์คาดว่าการอนุรักษ์นกและธรรมชาติจะมีทิศทางไปทางใด

ที่น่าเป็นห่วงก็คือรัฐบาลที่ชอบไปสัญญาว่าจะทำนี่ทำนู่น เขาคิดว่ามันจะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ได้โฟกัสที่การอนุรักษ์ แต่ไปโฟกัสที่การพัฒนาการท่องเที่ยวแล้วเพิ่ม Facility ทำให้ Habitat ของนกหายไป เช่น ป่าแหว่ง ทำเท่าไหร่ก็ทุเรศใช่ไหม พูดง่าย ๆ เหมือนฟันหลอ นึกภาพมันฮามากเลยนะ ป่ามันไม่ติดกัน เขาเรียกว่า Fragment

การพัฒนากับการอนุรักษ์มักจะสวนทางกันใช่ไหมครับ

ใช่ พอคุณยิ่งทำอะไรเยอะ ยิ่งมีกิจกรรมมาเสริมเศรษฐกิจ ก็เลยกลายเป็นว่าเพิ่มถนนเข้าไป ทำรีสอร์ตเข้าไป ทำให้ป่าถูกจำกัดพื้นที่การใช้ชีวิตสัตว์ อันนี้เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง

อาจารย์อยากบอกอะไรกับคนรุ่นหลังหรือรุ่นใหม่ในเรื่องการดูแลธรรมชาติหรือผืนป่าบ้าง

ถ้านึกดูดี ๆ คนไม่ได้หยุดที่รุ่นเรา จะมีคนรุ่นใหม่ไปเรื่อย ๆ ขอให้คิดก่อนเสมอ เช่น การใช้พลาสติก การทิ้งขยะ อย่าคิดว่าบ้านเราบ้านเดียวจะเป็นอะไรไป ถ้าเห็นแก่ตัว เราก็จะไม่คิดถึงสิ่งเหล่านี้ เราควรเก็บรักษาธรรมชาติไว้ก่อน เอาไว้ใช้ประโยชน์ยามจำเป็นที่สุด ผมอยากให้มีการควบคุม ไม่ให้เกิดการเบียดเบียนธรรมชาติหรือเบียดเบียนป่า

ตลอดการสนทนา นอกจากใบหน้าอาจารย์ ก็มีแต่ภาพวาดในสมุดสเก็ตช์ซึ่งวางเรียงรายบนโต๊ะที่สายตาผมมองดูอยู่ตลอด จะมีเป็นบางครั้งที่หันไปชื่นชมภาพวาดชิ้นใหญ่ที่ประดับบนผนัง เมื่อสมควรแก่เวลา ผมจึงขอให้อาจารย์สาธิตการวาดนกให้ชมสักภาพ แน่นอนว่าอาจารย์ไม่ปฏิเสธ เส้นดินสอขึ้นโครงอย่างฉับไว และพู่กันจุ่มสีน้ำปาดลงกระดาษเพียงไม่กี่ครั้ง นกตัวงามก็ปรากฏโฉมให้เห็น ช่างน่าตื่นตาอะไรอย่างนี้ ระหว่างทีมงานกำลังชื่นชมการสาธิตภาพวาด ผมได้ถือโอกาสสุดท้ายนี้กวาดสายตาไปรอบบ้าน นี่ไม่ใช่เพียงบ้านที่อบอุ่น แต่เสมือนแกลเลอรี่ขนาดกะทัดรัดเลยทีเดียว ภาพวาดนกและสัตว์ป่าในธรรมชาติถูกประดับลงทุกพื้นที่ว่างได้อย่างเหมาะเจาะ 

“แปลกจังครับอาจารย์ ผมคิดว่าจะได้เห็นนกสตัฟฟ์ตั้งประดับแบบฉากบ้านผู้เชี่ยวชาญในหนังฝรั่งซะอีก”

อาจารย์ยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังไปเปิดตู้ แล้วหยิบวัตถุในกระดาษห่ออย่างดีมา 2 – 3 ชิ้น บางชิ้นใหญ่เท่ากับมะม่วงผลโต ๆ แต่พอเปิดออกมาเท่านั้น ทำเอาทีมงานร้องว้าว กับร่างนกที่ยังสมบูรณ์ทั้งรูปทรงและขนสวย เพราะผ่านกรรมวิธีรักษาสภาพมาแล้ว

“เขา Skin ไม่ใช่ Stuffed นะ เป็นตัวที่เขาเอาส่วนข้างในออกหมดแล้ว”

ผมแอบมองท่าทีที่อาจารย์สัมผัสนกตัวนั้นอย่างทะนุถนอม แผ่วเบาราวกับยังมีชีวิต อาจารย์เก็บรักษาเสมือนสิ่งล้ำค่า เทิดทูนบูชา มากกว่าจะนำมาโอ้อวดใคร ๆ นั่นทำให้ผมมองเห็นความรักที่แท้จริง

 แน่นอนว่าผมยังยืนยันประโยคเดิม

“อาจารย์คงไม่รู้ตัวว่า อาจารย์ได้ขายวิญญาณให้กับนกและป่าเขาลำเนาไพรไปแล้ว”

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

คณิต ภาพย์ธิติ

กราฟิกดีไซเนอร์เฒ่าอารมณ์ดี ที่พูดคุยกับโลกภายนอกผ่านภาพสีน้ำกับน้องโสร่งแดง ณ หุบเขาอันไกลโพ้น

Photographer

ยุพดี สัตตะรุจาวงษ์

ช่างภาพจากคณะวิทยาศาสตร์ ผสมผสานงานศิลปะ มีใจรักการทำอาหารและขนม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load