ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์ หรือ ป๊อก-ปิยธิดา วรมุสิก

เป็นนักแสดงที่เราคงไม่ต้องเสียเวลาแนะนำผลงาน และบรรยายความสามารถ

เรามีโอกาสได้แวะไปคุยกับเธอที่กองถ่ายละคร สถานที่ซึ่งเธอใช้เวลาราวครึ่งชีวิตอยู่กับมัน

เธอว่า เธอไม่ใช่นางเอกที่เรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้ อาจจะตรงข้ามด้วยซ้ำ

ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

เราเลยนั่งคุยกันเรื่องชีวิตที่ไม่ใช่นางเอก ไม่ใช่เมียหลวง (เธอว่า ชีวิตจริงไม่ขอเป็นเมียหลวง เป็นเมียเดียวก็พอ) แต่เป็นชีวิตด้านอื่นๆ ที่คนทั่วไปอาจไม่เคยเห็น

ทั้งบทบาทการเป็นผู้จัดละครโทรทัศน์ ซึ่งทำร่วมกับ ตั๊ก นภัสรัญชน์, ปีเตอร์ นพชัย และผู้พันเบิร์ด ละครเรื่อง ตี๋ใหญ่ ที่เขียนบทและกำกับโดยปีเตอร์นั้นถือว่าเป็นละครแอคชันที่อินดี้ใช้ได้

เรื่องความรักในอาหาร การใช้เวลา 4 ปี เรียนทำอาหารที่ เลอ กอร์ดอง เบลอ ซึ่งฝีมือลายมือของเธอ ก็ระดับท็อปทรีของรุ่น

ทีแรกตั้งใจว่า จะไม่คุยเรื่องความรัก แต่ไม่ว่าจะคุยเรื่องอะไร สุดท้ายเธอก็จะวกมาหา ตั๊ก-นภัสรัญชน์ มิตรธีรโรจน์ (นภัสกร มิตรเอม) ผู้ชายคนที่เพียงแค่ได้พบกันครั้งแรก เธอก็ตัดสินใจว่า อยากใช้ชีวิตร่วมกัน

เราถามว่า ผู้ชายคนนี้มีอะไรดี ถึงยอมทำให้เธอทิ้งแผนการไปเรียนทำอาหารที่ เลอ กอร์ดอง เบลอ ลอนดอน

“เขาไม่แซ่บเหรอคะ” คือคำตอบ

ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์
ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

คุณใช้ชีวิตในกองถ่ายละครมายี่สิบกว่าปี อะไรคือสิ่งที่น่าเบื่อที่สุด

การขับรถฝ่าการจราจรมากองถ่าย ถ้านัดแปดโมงเก้าโมงเราจะโกรธมาก เพราะมันเป็นช่วงชั่วโมงเร่งด่วน แต่ถ้านัดเช้าไปเลย ออกจากบ้านตีห้า ก็ขับรถสบายๆ เลิกกองสี่ทุ่มก็กลับบ้านสบาย เราชอบทำงานแบบนี้มากกว่า

คุณไม่มีทั้งคนขับรถและผู้จัดการส่วนตัว

ไม่มี

เป็นความตั้งใจ

เรื่องไม่มีผู้จัดการเนี่ยทุกคนถามตลอดว่า ดำรงชีพมาได้ยังไง ก็มันเป็นไปแล้ว คือเราเข้าวงการตอนเรียนปีสี่จากการเล่นเอ็มวีให้แกรมมี่ ตอนนั้นยังใช้โทรศัพท์บ้าน จะติดต่ออะไรก็โทรเข้าบ้าน พอเข้าแกรมมี่มาเขาก็ชวนเล่นละคร ก็ยังติดต่อผ่านโทรศัพท์บ้าน ก็เลยไม่เคยผ่านผู้จัดการตั้งแต่ตอนนั้น

คนที่ดีลงานคือ

เราเอง (หัวเราะ) รับงานเอง ตัดสินใจเองคนเดียว

ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

เรื่องเงินเรื่องทองก็คุยเอง

คุยเองหมดเลย ตอนเด็กๆ ก็จะ อายจัง จะบอกเขายังไงดีนะว่าเราอยากได้เท่านี้ พอโตมาก็มองว่าเป็นเรื่องที่เราต้องคุยให้มันจบๆ จะได้ทำงานอย่างสบายใจ ก็คุยเป็นเรื่องปกตินะ พอเซ็นสัญญากับช่องสาม ช่องก็ช่วยดูให้ พอหมดสัญญา เราก็โตพอจะดูแลตัวเองได้ แล้วก็ไม่มีใครกล้าเสนอตัวมาเป็นผู้จัดการให้ด้วย เขาคงเห็นว่าเราเบอร์นี้แล้ว เราก็เลยดูแลตัวเองมาตลอด อาจจะโชคดีนะที่จับพลัดจับผลูอยู่มาได้จนถึงปัจจุบัน

คนขับรถก็เคยหามานานมาก แต่ก็ไม่เจอที่ตรงใจ เราเป็นคนที่ชอบทำอะไรคนเดียว ต่อให้เหนื่อยยังไง เราก็รู้สึกเฉยๆ กับการขับรถ คือเราไม่สามารถพาใครคนหนึ่งมาด้วยแล้วใจร้ายพอที่จะให้เขารอเราตั้งแต่หกโมงถึงสี่ทุ่ม เราเกรงใจเขามากกว่า ก็เลยสะดวกใจจะขับรถเองมากกว่า มันก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรนะ

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่ามีหลักในการรับละครง่ายๆ แค่ ชอบก็รับ ไม่ชอบก็ไม่รับ บทแบบไหนที่ชอบ และแบบไหนที่ไม่ชอบ

อ่านบทปุ๊บ เรารู้สึกว่าอยู่กับละครเรื่องนี้ได้สามสี่เดือนโดยไม่เบื่อ ไม่รำคาญใจ เฮ้อ ต้องไปกองถ่ายแล้วไม่สนุกเลย เราจะไม่ยอมให้ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นกับเราเด็ดขาด เราทำงานโดยใช้ใจสั่งอย่างเดียวจริงๆ ไม่เคยมีเหตุผลว่า รับเถอะ เรื่องนี้ตอนเยอะ ได้ค่าตอนเยอะ ไม่อะ เราจะเลือกทุกอย่างที่ทำแล้วมีความสุข เราเคยฝืนรับเหมือนกัน ถ่ายไปก็ไม่มีความสุข เมื่อไหร่จะจบ เราจะไม่ยอมให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับเราอีก

บทแบบไหนที่ทำให้คุณไม่ความสุข

บทที่เราไม่ชอบ เราไม่อยากเล่นแบบนี้ มันไม่สมเหตุสมผล การทำคนดูเชื่อตามมันต้องการความเชื่อแรกคือความเชื่อของเรา ถ้าเราไม่เชื่อ คนเขาก็จะเห็นแต่ป๊อก ปิยธิดา ไม่เห็นตัวละครตัวนั้น

จะเป็นแนวไหนเราเล่นได้หมด แอคชัน ผี เศร้า ตลก เพราะเราเป็นนักแสดงรับจ้าง การได้เล่นอะไรที่ไกลตัวก็สนุกดี บางเรื่องให้เล่นเป็นคนแก่ บางคนอาจจะ โอ๊ย ไม่ได้หรอก ไกลตัว เป็นคนไม่สวยก็ไม่เอา คือเขาไม่ได้บอกให้ชีวิตจริงเราเป็นแบบนั้น เราเป็นแค่ในละคร บางคนบอกว่าฉันยังอายุน้อยเล่นบทมีลูกไม่ได้ เดี๋ยวก่อน คุณเป็นนักแสดง เขาไม่ได้เอาลูกไปยัดเยียดให้คุณเลี้ยงที่บ้านนะ

ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

ในฐานะผู้จัด คุณได้เรียนรู้อะไรที่ตอนเป็นนักแสดงไม่เคยรู้บ้าง

เรื่องการดูแล เพราะเราเป็นนักแสดง ถูกดูแลมาจนชิน เราไม่ถนัดการดูแลคน เลยเป็นผู้จัดที่ดูเหมือนไม่แคร์นักแสดง เขาสะดวกสบายดีหรือเปล่า ต้องให้โปรดิวเซอร์ดูแล เราเป็นคนที่ลืมและพลาดเรื่องนี้มาก พอเราไปที่กองถ่าย เราก็ช่วยดูงานโน้นงานนี่ เราเป็นคนที่หน้าที่น้อยที่สุดแล้วในกลุ่มพาร์ตเนอร์ ไปกองยังไม่ช่วยดูแลนักแสดงอีก แย่จังเลย ฝากขอโทษนักแสดงที่เคยผ่านงานของพวกเราแล้วเจอเราด้วยนะ (หัวเราะ)

บริษัท กลมกล่อมโปรดักชั่น ของคุณแบ่งงานกันยังไง

เราหุ้นกันสามบ้าน คือบ้านพี่ปีเตอร์ (นพชัย ชัยนาม) กับแฟน พี่ปีเตอร์กำกับ แฟนเขาเป็นโปรดิวเซอร์ บ้านผู้พันเบิร์ด (วันชนะ สวัสดี) กับภรรยา ภรรยาผู้พันเบิร์ดเป็นเพื่อนเรา ช่วยดูแลเรื่องบัญชีทั้งหมด ส่วนเรากับพี่ตั๊ก (นภัสรัญชน์ มิตรธีรโรจน์) ดูแลเรื่องการแสดง และภาพรวม

ตี๋ใหญ่ เวอร์ชันที่ปีเตอร์เขียนบทและกำกับ ต่างจาก ตี๋ใหญ่ เวอร์ชันก่อนๆ ยังไง

พี่ปีเตอร์ได้เรื่องมาก็เอามานั่งเขียน นั่งปรับ เขียนไปเขียนมามันไม่เหมือนเดิมแล้ว ก็เลยเปลี่ยนชื่อดีกว่า เป็น ตี๋ใหญ่ดับดาวโจร ภาคสองเป็น ตี๋ใหญ่ดับเครื่องชน ของเราเป็นแค่คนที่มีชื่อเดียวกัน และเกิดฤกษ์เดียวกับมหาโจร มาดูกันซิว่า คนที่เกิดฤกษ์เดียวกับมหาโจรจะมีวิถีแบบเดียวกับคนเก่าหรือเปล่า ทำออกมาเป็นแนวบู๊แอคชัน

แค่พล็อตก็อินดี้แล้ว

ก็ดีใจนะที่ได้ทำละครให้ช่อง MONO 29 เพราะเขาปล่อยให้เราทำเต็มที่ อยากทำอะไรก็ทำ (หัวเราะ) บางซีนก็โหดอยู่ ก็ใช้วิธีย้อมสีเอา คือมือปืนคนหนึ่งมาขอลาเจ้าพ่อเพื่อเลิกอาชีพมือปืน จะไปบวช สึกแล้วก็จะไปเลี้ยงลูก ก็เอาผ้าไตรมากราบ เฮียสั่งให้ปูผ้ากับพื้น แล้วก็ยิงตาย แล้วก็ใช้ผ้านั้นห่อศพ มันเป็นแบบนี้น่ะ หรือว่าซีนที่มีการฆ่ากันตาย เราจะขอเลือดเยอะๆ นะ เพราะละครปกติใช้เลือดไม่เยอะ เราขอแบบสาดเลย เพราะรู้สึกว่าของจริงมันน่ากลัว

เราไม่ได้อยากทำละครให้เท่อย่างเดียว อาชีพมือปืนในละครดูเท่ แต่อยากให้คนเห็นว่ามันไม่ได้เท่นะ มันน่ากลัวกว่าที่เห็น แล้วอย่าไปทำตามเลย

ละครเรื่องต่อไปของกลมกล่อมจะเป็นแนวไหน

แอคชันดราม่าเหมือนเดิม วางพล็อตไว้สองสามเรื่อง เป็นเรื่องอิงประวัติศาสตร์หน่อยๆ เอาประวัติศาสตร์มาล้อ ว่าสามารถเกิดเหตุการณ์นี้แทรกไปได้ เป็นช่วงรัชกาลที่ 4 พี่ตั๊กเขาเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ เวลาประชุมกันนี่พวกเขาแม่นเรื่องข้อมูลมาก ตอนนี้พี่ตั๊ก พี่เบิร์ด พี่ปีเตอร์ กำลังเบรนสตรอมกันอยู่ เราก็ สู้ๆ ค่า ป๊อกไปถ่ายละครก่อนนะ (หัวเราะ)

คุณสนใจการทำอาหารตั้งแต่เมื่อไหร่

เราชอบทำอาหารอยู่แล้ว พี่สาว (ณัฐธยาน์ ปางพุฒิพงศ์) ก็ทำร้าน Coffee Beans by Dao พี่ดาวเรียนจบ เลอ กอร์ดอง เบลอ ที่ลอนดอน เราก็รู้สึกว่าดีจังเลย ช่วงนั้นเบื่อชีวิตประจำวัน เบื่อเรื่องงาน มีเงินเก็บแล้ว เลยอยากลาละครไปสักเกือบๆ ปี เคลียร์คิวเรียบร้อย กะจะไปเรียนที่เลอ กอร์ดอง เบลอ เก้าเดือน ยังไม่ทันจะหาที่อยู่ก็เจอพี่ตั๊กก่อน ก็เลยแบบ อยู่เมืองไทยก่อนแล้วกัน รับละครต่อ (หัวเราะ) พอเจอพี่ตั๊กก็เป็นโอกาสอันดีที่เราได้ไปเล่นละครเวที

ถ้าได้ไปเรียนจนจบคอร์สจริงๆ ตั้งใจว่าจะกลับมาทำอะไร

ไม่ได้คิดนะ เราเป็นคนที่คิดพื้นฐานมาก ชอบก็เรียน สงสัยก็เรียน ไม่ได้คิดว่าจะกลับมาเปิดร้าน หรือมีความฝันอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ช่วงนั้น (ประมาณ พ.ศ. 2544) หาเงินได้พอสมควรแล้ว ก็คิดว่าพอแล้ว อยากไปเรียนทำอาหารบ้าง เป็นหลักสูตร Grand Diploma เรียนทั้งอาหารคาวและหวาน

แล้วพอไม่ได้ไปเรียนทำอาหาร คุณแก้เบื่องานละครโทรทัศน์ยังไง

พอเจอพี่ตั๊กก็ตัดสินใจอยู่เมืองไทยต่อ แล้วก็ได้ไปเล่นละครเวทีอยู่เกือบปี ไม่ได้รับละครทีวีเลย พอไปคลุกคลีตรงนั้นมันก็สนุกดี ได้เล่นละครเวทีของคณะ Dreambox แล้วก็ไปเล่นร่ายพระไตรปิฎกให้ครูเล็ก (ภัทราวดี มีชูธน) อีกพักใหญ่ จนมีผู้ใหญ่ถามว่า จะไม่รับละครทีวีแล้วเหรอ เราก็รับค่ะๆ เพราะเป็นรายได้หลัก ก็เลยกลับมาเล่นละครทีวีต่อ

ช่วงนั้นเรารู้สึกว่าได้พัฒนาความรู้เรื่องการแสดงมากขึ้น เออ ดีแฮะ มันมีเทคนิคเยอะกว่าที่เราคิดมากมาย มีการใช้เสียง แสดงออกทางร่างกาย เลยพยายามขวนขวายเรื่องเกี่ยวกับการแสดง ขอเขาไปนั่งดูพากย์รายการ ทีวีแชมเปี้ยนตั้งแต่แปดโมงถึงทุ่ม ทุกวัน อาทิตย์นึง เราก็เอาเรื่องการใช้เสียงมาปรับใช้กับการแสดงของเรา

ยังได้กลับไปเล่นละครเวทีอีกไหม

เล่นอีกห้าหกเรื่อง มีเวลาก็เจียดไปซ้อม พี่ตั๊กเป็นคนจุดประกายให้เรารู้ว่า การแสดงคืออะไร ทุกครั้งที่กลับไปเล่นละครเวที ก็เหมือนมีเพื่อนคอยให้คำปรึกษา ช่วงนั้นเรียนเทควันโดด้วยจ้า เพราะต้องเล่นละคร ต้องเรียนวิธีการเคลื่อนไหวร่างกายด้วย ซึ่งพี่ตั๊กก็สอนอีก เพราะเขาได้ทั้งมวย เทควันโด เรารู้สึกว่ามีทุนทางการแสดงเพิ่มอีกแล้ว ได้เอาความรู้เล็กๆ น้อยๆ มาปรับใช้ ก็สนุกกับการเล่นละครทีวีมากขึ้น

ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

แล้วคุณกลับมาเรียนทำอาหารตอนไหน

หลังจากแต่งงาน พอแต่งงานแล้วก็อยากทำขนม เราก็เล่น พี่ตั๊กรู้สึกว่าข้าวของ วัตถุดิบมันเสียหาย เค้กนี่แบบ บ้าบอคอแตกมาก หมาอ้วนมากช่วงนั้น (หัวเราะ) พี่ตั๊กเขาเรียนจบมาด้านอาหาร ตอนแรกเรียนการโรงแรมที่ I-TIM แล้วก็ไปต่อมหิดลอินเตอร์ด้านการโรงแรม เขาเคยไปฝึกงานโรงแรม ทำอาหารเก่งเลย เขาเห็นว่า ถ้าเราชอบก็ไปเรียนเลยไหม มีรุ่นน้องพี่ตั๊กเป็นเชฟอยู่ที่เลอ กอร์ดอง เบลอ (ดุสิตธานี) เขาก็มาชวนไปเรียนตั้งแต่ยังเปิดใหม่ๆ

พอไปเรียนแล้วไม่มีใครเหมือนเราเลย มีคนถามว่า อยากเปิดร้านเหรอ เราบอกเปล่า แค่อยากรู้เลยมาเรียน แต่มันกลายเป็นว่าดีมาก เพราะเราไปลงเรียนในโรงเรียนของมืออาชีพ มันสนุกมาก เรียนทุกวันเสาร์ ใช้คอร์สนึงปีครึ่ง ของคาวของหวาน ก็สามปี แล้วก็ต่อขนมปังอีกประมาณสามเดือน รวมๆ แล้วก็เกือบสี่ปี เวลารับละครก็จะบอกว่า วันเสาร์ไม่ได้นะคะ

บรรยากาศตอนเรียนเป็นยังไงบ้าง

เราเรียนครบหมด ขาดแค่ครัวไทย เรียนแล้วก็สนุก เหมือนได้เข้ามหาวิทยาลัยอีกรอบ ได้เจอเพื่อน ออกไปกินข้าวกลางวัน ไปแฮงก์เอาต์หลังเลิกเรียน แต่คนอื่นๆ เขาอยากเปิดร้านเปิดอะไร มีแต่เรานี่แหละที่แค่อยากได้ความรู้ติดตัว พี่ป้อม (ม.ล.ขวัญทิพย์ เทวกุล) สอนว่า นิพพานของคนเรียนทำอาหารหรือชอบทำอาหารไม่ใช่การเปิดร้าน แต่เป็นการเรียนรู้เพื่อเข้าใจศาสตร์นั้นอย่างจริงจังก็ได้ ถ้าเราสงสัยอะไร มาเรียนมันก็ถูกต้องแล้วไม่ใช่เหรอ อย่างน้อยก็รู้ว่า อาหารคืออะไร ทำยังไง หลังจากนี้จะเปิดร้าน จะไปเป็นผู้เชี่ยวชายด้านอาหาร นักวิจารณ์ นักชิม หรืออะไรก็แล้วแต่ อย่างน้อยก็มีความรู้

ตอนสอบเหมือนการแข่งในรายการ มาสเตอร์เชฟ ไหม

ไม่ค่ะ สร้างสรรค์ไม่ได้ ต้องทำตามแบบที่เชฟสอนให้ได้ เป็นแบบฝรั่งเศสดั้งเดิม ต้องทำไก่ให้ได้รสชาติแบบนี้ สไตล์นี้เท่านั้น มีสร้างสรรค์แค่ตอนสอบไฟนอลที่เราต้องคิดสูตรอาหารเอง

คุณทำได้ดีแค่ไหน

ของหวานได้ท็อปไฟว์ของรุ่น ของคาวได้ท็อปทรี

ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

แสดงว่าคุณชอบสร้างสรรค์สูตรอาหาร

ใช่ เราอยากทำจานสวยๆ ในสไตล์เรา ชอบการครีเอตมากกว่าทำตามสูตร พอมาทำในชีวิตจริงกลายเป็นว่าไม่นิ่งสักสูตร เพราะค้นคว้าตลอด ฉันเป็นนักวิทยาศาสตร์ ใส่โน่นเติมนี่ ใส่ไปเท่าไหร่ อ๋อ ลืม (หัวเราะ) ขนมสูตรเรานี่เพื่อนบอก อร่อยจังเลย ทำอีกสิ เอ่อ ลืมแล้วอะว่าตวงอะไรใส่ไปเท่าไหร่ ตอนนั้นรู้แค่ใส่แบบนี้แล้วจะดี

หมาที่บ้านผอมหรือยัง

หมาไม่ผอมค่ะ (หัวเราะ) เราชอบทำขนมเพราะได้อยู่ในห้องแอร์ อาหารคาวส่วนใหญ่เป็นพี่ตั๊กทำ เขาชอบลงครัวของคาว แล้วจะไปแข่งกับเขาทำไม เคยทำแข่ง แต่เหนื่อยอะ หัวเหม็นด้วย ก็เลย อ้ะ เชิญค่ะ เดี๋ยวป๊อกทำของหวาน ส่วนใหญ่ก็ทำมาแจก เพราะเราคิดต้นทุนไม่เป็นเลย ไม่ชอบเรื่องตัวเลข ขนาดเขาให้ทำ Cookbook ตอนเรียนจบ ก็ยัง…ฉันมาเรียนทำอาหารนะ ไม่ได้มาเรียนนิเทศ (หัวเราะ)

ถึงคุณจะไม่ได้เปิดร้าน แต่ก็ได้เป็นพิธีกรรายการ มาสเตอร์เชฟ

ใช่ค่ะ เป็นการเปิดตัวสู่วงการอาหารอย่างแท้จริง เขาอยากได้พิธีกรที่มีความรู้เรื่องอาหารจริงๆ เวลาคุยจะได้อิน ไม่ใช่แค่พูดตามสคริปต์ เราต้องเป็นพิธีกรที่คอยนำเข้า คอยกดดันด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม จริงๆ รายการอาจจะอยากได้อย่างอื่นแหละ แต่นิสัยเรามันเป็นอย่างนี้ ยิ้มแย้มแต่ว่าเชือดคอ (หัวเราะ) เขาก็เลยชอบ เป็นพี่ใจดียิ้มๆ แต่จริงๆ แอบร้าย

พูดได้ไหมว่า มาสเตอร์เชฟ ทำให้ชื่อของคุณถูกพูดถึงอีกครั้ง

ต้องขอบคุณรายการมาก ที่ทำให้เราได้กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง เพราะรายการมันสนุกจริงๆ เราเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ตอนนั้นคิดว่าเราเป็นอะไรก็ได้ในรายการ ขอแค่มีส่วนร่วมอยู่ตรงนั้น เป็นแค่พิธีกรเปิดแผ่นป้ายเล็กๆ น้อยๆ ก็ได้ เราอยากทำ เวลาไปถ่ายรายการ เราไม่รู้สึกว่าไปทำงาน เหมือนไปดู ไปเรียนรู้จากพี่ๆ กรรมการ วิธีชิมอาหาร วิเคราะห์อาหาร อาหารมีเรื่องราวมากกว่าที่เราคิด เราก็แอบเก็บเกี่ยวจากพวกพี่ๆ ซึ่งได้เยอะจริงๆ

เสียดายไหมที่คุณแทบไม่ได้ใช้ความรู้ด้านอาหารที่มีในรายการเลย

ไม่ กลัวโชว์โง่มากกว่า (หัวเราะ) กรรมการทั้งสามท่านเก่งมาก เราควรเป็นเด็กที่เก็บเกี่ยวความรู้มากกว่า แต่เวลาที่เราถามคำถามกรรมการ เราก็จะมีพื้นฐานในการป้อนคำถามแทนผู้ชมทางบ้าน ไม่ได้ถามสะเปะสะปะ พอเรารู้ระดับหนึ่งก็ช่วยเสริมให้คนดูกระจ่างยิ่งขึ้นได้ อย่างกรรมการพูดศัพท์อะไรขึ้นมา เราก็รู้ว่าคนทางบ้านไม่เข้าใจแน่ๆ เราก็ต้องถามว่า มันคืออะไรคะ อ๋อ ถ้าเป็นอย่างนี้ มันก็เป็นลิ่มสิคะ คือเราก็สามารถรู้ได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้รู้มากจนทำตัวเจ๋ง เอาไว้ให้รู้เท่าพี่ๆ เขาแล้วค่อยมาโชว์ทีเดียว ถ้าโชว์ตอนนี้โง่แน่ๆ (หัวเราะ)

นอกจากความรู้แล้ว คุณได้อะไรจากรายการ มาสเตอร์เชฟ อีก

ได้คอนเนกชันกับเชฟ ไม่ว่าจะเป็นเชฟที่มาในรายการ พวกพี่ๆ กรรมการ หรือในรายการ ไอรอนเชฟ ที่พี่ตั๊กเป็นพิธีกร เราก็ได้รู้จักน้องๆ เชฟรุ่นใหม่ไฟแรง เรามองแล้วว่าในอนาคตเขาจะเป็นเชฟที่เก่งมากแน่ๆ เราก็ดีใจที่ได้ตีสนิทเขาไว้ก่อนที่เขาจะดังมาก จะได้บอกคนอื่นได้ว่า ฉันรู้จักเขาตั้งแต่ยังเด็กๆ นะ (หัวเราะ)

คุณมีแผนจะเอาความรู้ด้านอาหารที่มีไปทำอะไรอีกไหม

อย่างน้อยเราก็อุ่นใจว่า ถ้าวันหนึ่งที่เราไม่ได้อยากเล่นละครแล้ว ก็ยังมีอาชีพอื่นรองรับได้ ในขณะที่สถานการณ์ต่างๆ แย่ คนก็ยังต้องกินอาหาร อย่างน้อยเรายังทำอาหารกล่องขายออนไลน์ได้ หรือเปิดร้านก็ยังได้ เรารู้ว่าเราสองคนผัวเมียไม่อับจนอาชีพแล้ว

เรามีแผนว่าอยากใช้ชีวิตต่างจังหวัด แต่จะอยู่ยังไงให้มีอาชีพ การเอาเงินเก็บไปใช้โดยไม่มีอาชีพ เดี๋ยวมันก็ตัน เราก็จะเบื่อด้วย พี่ตั๊กเขาชอบเรื่องเกษตรอยู่แล้ว ถ้าเราไปอยู่ต่างจังหวัด ก็จะมีแหล่งผลิตอาหารของตัวเอง ในอนาคตการผลิตอาหารได้คือสิ่งที่สำคัญที่สุดแล้ว อาชีพอื่นมันขายของในอากาศ แต่ยังไงคนก็ต้องกิน อย่างน้อยเราสองคนก็ผลิตอาหาร แปรรูปอาหาร เป็นอาชีพได้

ร้านอาหารของพวกคุณจะเป็นแบบไหน

อยากมีไม่เกินสิบที่นั่ง แต่ถ้าไปอยู่บนดอย อยู่ที่เมืองเลย เมืองน่าน ใครจะไป (หัวเราะ)

ตั้งใจจะอยู่ในเมืองเล็กๆ เลย

ใช่ เพราะเราเบื่อเรื่องรถติดในกรุงเทพฯ เราอยากเปิดร้านเล็กๆ พี่ตั๊กอยากเปิดเป็นมินิโฮเทล มีสักสิบห้อง ทำอาหารให้แขกทานเอง เป็นโครงการยาวๆ ที่คิดไว้ คงต้องใช้ทุนสูง แต่อย่างน้อยเราก็มีที่ของเราอยู่บ้างแล้ว อาจจะไปพัฒนาตรงนั้น

ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

เท่าที่ได้ฟัง เหมือนคุณตั๊กจะเป็นทุกอย่างในชีวิตของคุณเลยนะ

ใช่ บอกได้เลยว่าพี่ตั๊กเป็นทุกอย่างจริงๆ เพราะเรามีกันแค่สองคนน่ะ แต่เราคงไม่ใช่ทุกอย่างของเขา เราเป็นที่พึ่งอะไรให้เขาไม่ได้เลย นอกจากกวนไปวันๆ ทำตัวสวยไปวันๆ ว้า แย่จังเลย (หัวเราะ)

คุณบอกว่า ยอมล้มแผนไปเรียนที่ลอนดอนเมื่อเจอคุณตั๊ก คุณหมายถึงตอนที่เพิ่งเจอกัน หรือตอนเพิ่งเป็นแฟนกัน

เจอในที่นี้เนี่ย (คิด) บอกก็ได้ พอเจอครั้งแรก เราก็คิดเลยว่าเราจะเป็นแฟนกัน เราก็รู้อยู่แล้วว่า เขาคือ ตั๊ก นภัสกร แต่ไม่เคยเจอกันมาก่อน พอได้นั่งคุยกันจริงๆ จังๆ ก็รู้สึกว่าต้องเป็นแฟนกัน รู้ตั้งแต่วันนั้นเลย

นับจากวันที่เจอกันครั้งแรก นานแค่ไหนถึงตกลงเป็นแฟนกัน

ไม่กี่วันหรอกค่ะ ไม่น่าเกินอาทิตย์ (หัวเราะ) ขอโทษจริงๆ ที่ต้องเอามาบอกในที่สาธารณะ แต่มันคือเรื่องจริง (ยิ้ม)

อะไรทำให้คุณเลือกผู้ชายคนนี้ แทนการไปเรียนทำอาหารที่ลอนดอน

เขาไม่แซ่บเหรอคะ (หัวเราะ) การเจอเขามันทำให้เรากลับมาคิดเรื่องการสร้างรากฐานให้ตัวเองมากกว่า มันทำให้รู้สึกว่า เราไปเรียนโดยไม่มีความมั่นคงใดๆ ไม่มีจุดมุ่งหมายที่แท้จริง มันเลื่อนลอยมาก แต่พอเจอเขา เรารู้สึกถึงการสร้างครอบครัวแล้ว ทั้งความมั่นคงในอาชีพ เรื่องเงินทอง เหมือนได้กลับมาตั้งใจใช้ชีวิตเป็นผู้ใหญ่จริงๆ สักที เพราะตอนที่เจอพี่ตั๊กเราอายุยี่สิบหก เราก็อยากจะคบกับเขาไปยาวๆ เราอยู่กับเขาได้อย่างเป็นธรรมชาติ เขาก็สบายใจที่จะอยู่กับเรา เรามีบางอย่างที่เหมือนกัน คุยกันได้เกือบทุกเรื่องจริงๆ เหมือนเพื่อน เหมือนพี่ เหมือนกันไปหมด

คุณเคยบอกว่า เหมือนคุณทั้งสองคนมีด้ายแดงผูกติดกันอยู่

จนมาเจอพี่ตั๊ก เราถึงรู้สึกว่า เราอาจจะมีด้ายแดงผูกกันโดยที่เราไม่รู้ตัว ตอนเด็กๆ คุณอาเราอยู่ที่จังหวัดตาก ทุกปิดเทอมใหญ่เราจะไปใช้ชีวิตที่อำเภอเมือง จังหวัดตาก คุณลุงของพี่ตั๊กก็อยู่จังหวัดตาก ทุกปิดเทอมใหญ่เขาก็ไปใช้ชีวิตที่อำเภอเมืองฯ จังหวัดตาก เหมือนกัน มันมีเหตุการณ์หลายอย่างที่รู้สึกว่า เราน่าจะเจอกัน เกือบเจอกัน ถ้าเราสาวด้ายแดงจริงๆ มันอาจจะเฉียดกันไปเฉียดกันมาหลายครั้งมาก แต่ก็ไม่เคยเจอกัน เราก็เลยแอบคิดเองว่า อืม ด้ายแดง มันต้องเป็นเขาแน่ๆ (ยิ้ม)

ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

คุณได้รับฉายาว่าเป็นเมียหลวงแห่งชาติ…

เอาแค่ในละครก็แล้วกัน ชีวิตจริงขอเป็นเมียเดียว เพราะเอาเข้าจริง การจะเป็นอย่างนั้นไม่ใช่เรื่องสนุกเลย

การเป็นภรรยาในชีวิตจริง เหมือนบทเมียหลวงแสนดีที่คุณเล่นไหม

ไม่เหมือนเลยค่ะ เพราะว่าเราเป็นประเภททำงาน ทำทั้งสองคน ไม่โทรตามกัน รู้แต่ว่าวันนี้ออกจากบ้านไปถ่ายที่ไหน จะโทรหากันตอนจะกลับบ้าน เสร็จแล้วนะ กำลังจะกลับ แค่นั้น เราไม่ใช่ผู้หญิงที่คอยโทรตาม เขาก็ไม่ตาม แค่รับรู้ว่าใครอยู่ที่ไหนทำอะไรก็พอ เป็นชีวิตสบายๆ เหมือนเราเป็นพาร์ตเนอร์กัน คำว่าสามีภรรยามันดูมีความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ แต่สำหรับเรา มันก็ไม่ได้ต่างจากวันแรกๆ ที่ได้คบกัน แค่ย้ายมาอยู่บ้านเดียวกัน ได้เจอกันทุกคืนเท่านั้นเอง นอกนั้นเราก็ยังรู้สึกว่าเป็นแฟนกันเหมือนเดิม

พอเหนื่อยๆ กลับบ้าน เราได้นอนกอดเขาทุกคืนก็โอเคแล้ว ถ้ามากกว่านั้นเราอาจจะอึดอัดก็ได้นะ เรารู้สึกว่าห่างหน่อยก็โอเคนะ ถ้าเป็นสามีภรรยาที่ทำงานด้วยกันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ตายเหมือนกันนะ อยู่อย่างนี้แล้วรู้สึกว่าคิดถึงจังเลย ไลน์หาก็แล้วกัน นี่คือพิเศษมากนะ (หัวเราะ)

ได้ออกไปใช้ชีวิตด้วยกันบ้างไหม

น้อยมาก ช่วงนี้น้อยมากจริงๆ การได้นั่งรถไปไหนด้วยกันคือความโรแมนติก ถึงจะไปแค่โฮมโปรก็เถอะ (หัวเราะ) วันไหนได้นั่งคู่กัน หันไปแล้วแบบ โอ๊ย วันนี้ได้นั่งรถไปด้วยกันอะ ดีจังเลย ปกติเราขับรถคนละคันไปทำงาน ต่างคนต่างมีหน้าที่รับผิดชอบ เราก็มีความสุขที่เขาสนุกกับกิจกรรมของเขา เขาก็มีความสุขที่เราสนุกกับกิจกรรมของเราเหมือนกัน

ได้ช่วยกันทำครัวบ้างไหม

เข้าครัวก็ทะเลาะกันนะ (หัวเราะ) เราทะเลาะกันแค่เรื่องบ้าๆ บอๆ แต่ชีวิตจริงเราทะเลาะกันน้อยมาก น้อยมากจริงๆ

อะไรคือสิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจผิดมากที่สุดเกี่ยวกับคุณ

ทุกคนจะคิดว่าเราเป็นคนใจดี จริงๆ เราเป็นคนร้ายกาจ คนชอบคิดว่าเราเป็นคนเรียบร้อย แต่เราก็มีไลฟ์สไตล์ของเรา ออกไปเที่ยว ไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ บ้าง คนเห็นเราตามสถานที่เที่ยวตอนกลางคืนแล้ว อุ๊ย ตกใจ เราก็โตแล้วนะ แล้วก็ไม่ใช่คนที่เรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้ อีกเรื่องคือคนชอบคิดว่าเราเก่ง จริงๆ แล้วไม่เก่ง เก่งแต่ปาก (หัวเราะ)

คุณอยากได้รับการจดจำว่าเป็นนักแสดงแบบไหน

เป็นนักแสดงคนหนึ่งซึ่งพยายามไม่เอาเรื่องส่วนตัวกับเรื่องในละครมาเกี่ยวข้องกันนัก ในสื่อโซเชียลต่างๆ เราชอบลงแค่เรื่องงาน เพราะเราอยากให้คนจดจำเราในเรื่องงานด้วย ไม่ใช่ว่า อ๋อ ป๊อก ปิยธิดา แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า เราเล่นเรื่องอะไรแล้วเจ๋ง เราชอบเวลาไปเดินที่ไหนแล้วมีคนเรียกเราเป็นชื่อตัวละคร หรือรายการที่เราทำ เราชอบให้คนจดจำเราด้วยผลงานที่โดนใจเขา เรื่องส่วนตัวไม่ต้องจำเรามากก็ได้ เพราะเราก็แค่นักแสดงคนหนึ่ง ไม่ใช่เซเลบที่จะมานั่งเปิดเผยทุกแง่ทุกมุมในชีวิตส่วนตัว จะทานอะไร จะอะไรยังไง ไม่ต้องรู้ทุกเรื่องหรอก (หัวเราะ)

ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“คุณไม่ควรมาร้องเพลงหมอลำที่นี่ เพราะว่าที่นี่มันเป็นที่ของชนชั้นสูง แต่เพลงหมอลำของคุณคือเพลงของชนชั้นต่ำ”

ครั้งหนึ่ง รัสมี เวระนะ หรือที่เราคุ้นเคยในชื่อ รัสมี Isan Soul เคยพูดถึงประโยคนี้ที่เธอเคยได้รับในอดีต

รัสมีเกิดและเติบโตที่จังหวัดอุบลราชธานี จิตวิญญาณของเธอถูกหล่อหลอมด้วยวัฒนธรรมดนตรีทางภาคอีสานอย่างหมอลำและลูกทุ่งมาตั้งแต่จำความได้ คุณพ่อของเธอเป็นทั้งนักแต่งเพลงและนักดนตรีเจรียง ซึ่งเป็นศิลปะการขับร้องและแสดงของเขมร และช่วงวัยรุ่นเธอเคยใช้ชีวิตอยู่ในวงหมอลำราว 6 – 7 ปี

‘รากเหง้า’ และ ‘จิตวิญญาณ’ คือ 2 คำที่รัสมีใช้บ่อยจนสังเกตได้ในการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างๆ ที่ผ่านมา

และเธอก็เน้นย้ำทุกครั้งว่า หมอลำคือรากเหง้าและจิตวิญญาณของเธอ

จุดเปลี่ยนของชีวิตมาเยือนเมื่อโชคชะตาพัดพาให้เธอไปปักหลักในจังหวัดเชียงใหม่ ที่นั่นเองที่ทำให้เธอพบเจอนักดนตรีหลากหลาย และหมอลำซึ่งอยู่อาศัยในตัวเธอมานานได้เปล่งประกายอีกครั้งในรูปแบบใหม่หรือที่ใครๆ เรียกว่า หมอลำร่วมสมัย

อัลบั้มแรกของเธอที่ชื่อ Isan Soul EP. ที่เธอทำร่วมกับ สาธุการ ทิยาธิรา มือกีตาร์ มีส่วนผสมทั้งกลิ่นดนตรีท้องถิ่นและกลิ่นของดนตรีสากล แม้จะไม่เหมือนหมอลำแบบดั้งเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ใครได้ฟังย่อมสัมผัสได้ถึงรากเหง้าและจิตวิญญาณของเธอที่สะท้อนอยู่ในท่วงทำนองเหล่านั้น

ผมเองไม่แน่ใจว่าเป็นหมอลำที่พาเธอมาไกลขนาดนี้ หรือเป็นเธอเองที่พาหมอลำมาสู่จุดที่ผู้คนยอมรับกันแน่

ปีที่แล้วเธอเพิ่งคว้ารางวัลใหญ่จากเวทีคมชัดลึก อวอร์ด มาครอง 3 สาขา ทั้งสาขาศิลปินหญิงเดี่ยวยอดเยี่ยม อัลบั้มยอดเยี่ยม  และรางวัลเพลงยอดเยี่ยม จากเพลง มายา ซึ่งเคยขึ้นอันดับ 1 ในคลื่นวิทยุอย่าง Cat Radio มาแล้ว

ล่าสุดเมื่อรู้ว่าเธอกำลังทำซิงเกิลใหม่ที่ชื่อ อารมณ์ ผมจึงนัดพบเธอในช่วงบ่ายที่โรงแรมแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ ก่อนจะถึงเวลาที่เธอต้องไปร้องในงานงานหนึ่งที่สยามพารากอน

“คุณไม่ควรมาร้องเพลงหมอลำที่นี่ เพราะว่าที่นี่มันเป็นที่ของชนชั้นสูง แต่เพลงหมอลำของคุณคือเพลงของชนชั้นต่ำ”

แล้วการได้พบเธอวันนี้ ก็ทำให้ผมนึกถึงประโยคนั้นที่เธอพูดบนเวที TEDxBuengKaenNakorn

รัสมี Isan Soul ผู้ทำให้หมอลำไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในโลกดนตรีร่วมสมัย รัสมี Isan Soul ผู้ทำให้หมอลำไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในโลกดนตรีร่วมสมัย

เวลาย้อนมองกลับไปวันแรกๆ คุณรู้สึกว่าตัวเองพาหมอลำมาไกลกว่าเดิมไหม

เรารู้สึกว่าเราทำให้หมอลำเป็นที่ยอมรับมากขึ้น ในที่นี้เราไม่ได้ว่าหมอลำดั้งเดิมหรือหมอลำอย่างอื่นไม่ดีนะ คือสำหรับเรา มันรู้สึกดีเวลาที่เราได้เห็นรูปตัวเองในนิตยสารดีๆ เราไม่ได้คิดตรงนี้มาก่อนด้วยมั้งว่าจะต้องประสบผลสำเร็จอะไร แต่พอเป็นแบบนี้เรารู้สึกว่าดอกไม้มันบานเรื่อยๆ

ทุกวันนี้ได้กลับบ้านเกิดที่จังหวัดอุบลราชธานีบ้างไหม

กลับบ้าง เวลามีงาน มีคอนเสิร์ตแถวๆ อีสาน เราก็จะขับรถกลับบ้าน เพราะบ้านเราอยู่นอกจากตัวเมืองไปประมาณร้อยกิโล

เวลากลับบ้าน กลับอีสาน คนที่นั่นเขาเข้าใจสิ่งที่คุณทำไหม

ไม่เข้าใจ บางทีเป็นญาติตัวเองด้วยที่ไม่เข้าใจ อย่างที่อีสานจะมีพิธีผูกแขนใช่ไหม ผู้ใหญ่บางคนก็จะบอกว่า ‘ไม่ผูกแขนให้ ไม่ชอบเพลง’ คือเหมือนพูดเล่นนั่นแหละ พูดเล่นแกมจริง เราก็ถามเขาว่า ‘จริงเหรอคุณอา’ เขาก็ ‘เออ ไม่ชอบ ทำเพลงอะไร’ แต่สุดท้ายเขาก็มาผูกแขนให้เรานั่นแหละ คือมันจะมีอย่างนี้บ้าง มีคำถามว่า ทำไม ทำเพลงอะไร ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ แต่บางคนก็เป็นอีกฟากหนึ่งไปเลย บอกว่านี่แหละดี ก็ไม่ต้องไปสนใจ มีทั้งสองอย่าง

ที่ว่าผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ รู้ไหมทำไมเขาไม่เข้าใจ

เราว่ามันน่าจะเป็นสิ่งที่เขาไม่คุ้นเคย ไม่เคยได้ยิน เหมือนเขากินหวานมาตลอดชีวิต แล้วอยู่ๆ เรามาใส่รสเค็มเข้าไป เฮ้ย มันคืออะไร มันแปลก เขารู้สึกว่าเขาไม่ชอบ แต่เราเชื่อว่าพอเรากินเข้าไปจนชินจะรู้สึกว่ามันโอเคนะ เราคิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องความไม่เคยชินของเขามากกว่า ที่เขาเคยฟังเพลงแบบนี้ หมอลำอย่างนี้ มาทั้งชีวิตหรือครึ่งชีวิต แต่วันหนึ่งเราซึ่งเป็นคนที่เกิดมากับเขาอยู่ๆ ก็เปลี่ยน

มีประโยคไหนที่ได้ยินแล้วกระทบใจบ้างมั้ย

เคยมีครั้งหนึ่ง มีคนพูดประมาณว่า คุณกำลังถูกวัฒนธรรมตะวันตกกลืนกินอยู่คุณรู้มั้ย ปกติเราจะไม่ค่อยตอบโต้ผู้ใหญ่ แต่พอเจอแบบนี้เรารู้สึกว่า ทำไมเหรอคะ หมายความว่ายังไง หมายความว่าเพลงที่เราทำอยู่เราโดนกลืนเหรอ ไม่ใช่นะ เราทำให้ดนตรีเขาดีต่างหาก เรามองคนละมุม

เมื่อก่อนพ่อเราก็ว่านะ คือพ่อเราแต่งเพลงให้ แต่เราไม่ได้บอกพ่อว่าเอาเพลงมาทำแบบนี้ ครั้งแรกจำได้ พ่อลงมาคอนเสิร์ตแล้วแกได้ยินเราร้อง แกก็มีติ เราก็รู้สึกสะเทือนเพราะเป็นคนใกล้ตัว แต่ไม่เป็นไร เราจะไม่ท้อถอย เราต้องยืนหยัด แรกๆ ก็ต่อต้านกันเยอะ

เราทำเพื่อต่อยอดหมอลำแท้ๆ แต่กลายเป็นว่าคนที่เป็นรากเขาไม่ได้ยอมรับเรา คุณรู้สึกยังไง

การที่คนเฒ่าคนแก่เขาจะมาพูดแบบนี้เราก็โอเคในความคิดของเขา แต่เราจะพูดตลอดว่า เราไม่ได้ลบหลู่ครูบาอาจารย์นะ ครูบาอาจารย์นั่นแหละที่ทำให้เรามีวันนี้ เพราะคุณทำมาดีไง งานของคุณดีเราจึงหยิบงานนั้นมาใช้ต่อง่าย เราว่าเพลงหมอลำถูกดัดแปลงมาก่อนเราอีก มันมีมาตั้งแต่คนที่ทำหมอลำเรกเก้ในยุคสมัยหนึ่งซึ่งนานแล้ว

รัสมี Isan Soul ผู้ทำให้หมอลำไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในโลกดนตรีร่วมสมัย รัสมี Isan Soul ผู้ทำให้หมอลำไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในโลกดนตรีร่วมสมัย

คือคุณไม่ได้มองว่าหมอลำแบบเดิมมันเชยจึงเอามาเปลี่ยนใช่ไหม

ไม่เลย สำหรับเราเรารู้สึกว่าหมอลำเท่มาก เราเองฟังเพลงทุกประเภท ฟังมาหมด แต่พอกลับไปฟังหมอลำเราก็ยังรู้สึกมันเท่ ไม่แพ้เพลงใดๆ เลย

คุณรู้สึกว่าหมอลำเท่ตั้งแต่วันแรกๆ ที่ชีวิตรู้จักหมอลำเลยมั้ย

โห กว่าจะรู้ก็โตแล้วนะ เมื่อก่อนเราก็ยังรู้สึกอาย ตอนเป็นหมอลำไปประกวดรู้สึกว่าสายเพลงลูกทุ่งสายหมอลำสู้สายเพลงป๊อปหรือเพลงสากลไม่ได้เลยนะ เรารู้สึกว่ามันไม่เท่เลย

แล้วมันเกิดจากหลายๆ อย่างด้วย เหมือนที่เราพูดบนเวที TEDx เรื่องกำแพงต่างๆ เราเป็นคนอีสาน ร้องหมอลำ และเป็นคนไม่สวย จะเป็นนักร้องได้ยังไง แต่ว่าตอนนี้กำแพงเหล่านั้นเราทำลายมันหมดแล้ว มันไม่มีแล้ว

                                                             

คุณทำลายกำแพงที่ว่ายังไง เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านั้นคุณก็เปลี่ยนมันไม่ได้

เราไม่ค่อยได้สนใจมัน เราเป็นคนที่เมื่อเขียนเพลงก็รู้สึกว่าเราได้ปลดปล่อยแล้ว อย่างเวลาเราเจออะไร เราจะชอบแต่งกลอน เขียนเพลง แค่นี้เราโอเคแล้ว เราได้เยียวยาตัวเอง

คนที่เขาดูถูก มีอะไรเขาพูดออกมาใช่มั้ย นี่เป็นความเห็นในเรื่องของอีสานของเขาใช่มั้ย ฉันอาจจะเสียงดังไม่เท่าคุณนะ แต่ฉันขอเขียนแบบนี้แล้วกัน วันหนึ่งมันอาจจะดังกว่าเสียงที่คุณพูดมา มันก็เหมือนกับการตอบโต้ของคนสองคน เพียงแต่ว่าเราใช้อาวุธคนละอย่าง

การเขียนเพลงเป็นอาวุธได้เหรอ

แน่นอน แน่นอน แน่นอน (เน้นเสียง) มันเป็นลูกปืนได้เลย เพลงนี่เปลี่ยนแต่ละยุคแต่ละสมัยมามากแล้วนะ เรื่องสีผิวในสหรัฐอมเริกาหรือที่อื่นๆ มันเป็นอาวุธอย่างหนึ่ง ถ้าใช้ให้ถูก

สำหรับคุณการเป็นคนอีสานมีอะไรที่น่าเจ็บปวดมั้ย

มันก็มี สิ่งที่เราไม่โอเคกับมันก็เยอะ เราไม่ได้พูดถึงเรื่องวัฒนธรรมนะ บางทีเรารู้สึกว่าอีสานถูกครอบงำโดยอะไรบางอย่างหรือโดยสื่อ ทำให้คนหลงลืมความเรียบง่ายจริงๆ ของชีวิต ทำไมเราต้องดิ้นรนหาเงินเยอะแยะเพื่อไปผ่อนรถคันใหญ่ๆ มาทำงานกรุงเทพฯ ส่งเงินกลับไปให้พ่อแม่ บางทีเรากลับบ้านเรามักจะได้ยินคนสอนลูกว่าโตเร็วๆ จะได้ไปทำงานหาเงินส่งมาทางบ้าน อันนี้คือไม่ต้องไปไหนไกลเลย บ้านเราก็เป็น ตรงนี้เรามองเห็นแล้วเราเจ็บปวดนะ

มันน่าเจ็บปวดยังไง

เรารู้สึกว่าการพูดแบบนี้ ถามว่าตัวคนที่โดนผลักดันเขามีความสุขจริงๆ หรือเปล่า ไปทำงานเขาไปเจออะไร ไปทำงานอะไร ค้ายาหรือเปล่า ขายตัวหรือเปล่า เพื่อที่จะส่งเงินกลับมา เรารู้สึกไม่โอเคเกี่ยวกับเรื่องนี้เท่าไหร่ มันไม่เกี่ยวกับเรื่องความกตัญญูอะไรนะ มันคนละเรื่อง และเราก็ไม่ได้บอกว่าคุณต้องกลับบ้านไปปลูกผักหรืออะไร แต่ถ้าความคิดของคนมันเปลี่ยน มันอาจจะมีทางออกบางอย่าง

รัสมี Isan Soul ผู้ทำให้หมอลำไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในโลกดนตรีร่วมสมัย รัสมี Isan Soul ผู้ทำให้หมอลำไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในโลกดนตรีร่วมสมัย

ย้อนกลับไปเรื่องหมอลำ อยากรู้ว่าจริงๆ แล้วคุณเชื่อในการประยุกต์เพื่อให้มันอยู่รอดหรือเชื่อว่าต้องคงความเป็นรากเหง้าแท้ๆ เอาไว้กันแน่

เราว่าประยุกต์มันก็ดี อย่างเราเอามาประยุกต์ก็ทำให้คนที่ฟังหลากหลายมากขึ้น ฝรั่งก็ฟัง คนไทยภาคกลาง ภาคใต้ก็ฟัง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในคนอีสานอย่างเดียว อย่างที่บอก ครูก็คือครู อยู่บนหิ้งอยู่แล้ว แต่ขอหยิบของครูออกจากช่องแช่แข็งมาได้มั้ย แล้วเราไม่ได้ทำอะไรที่เสียหายอยู่แล้ว เราแค่อยากพิสูจน์ว่าหมอลำเป็นเพลงที่เข้าไปอยู่กับดนตรีประเภทไหนก็ได้

ตอนที่ทำเพลงในชุดอีสานโซล เราพยายามหาหมอแคนหามือพิณนะ แต่ด้วยความที่เราอยู่เชียงใหม่ การจะหาคนมาเล่นมันยากมาก แล้วอย่างหมอแคนเวลาเราโทรหาเขาก็จะถามว่าเราทำทำไม จุดประสงค์ทำไปเพื่ออะไร โอเค มันเป็นสิทธิ์ของเขาที่จะถาม เพียงแต่เรารู้สึกว่าเราไม่มีเหตุผลในการทำว่าทำทำไม มันมีอย่างเดียวคืออยากทำ คือหนูไม่รู้เหมือนกันว่าหนูทำเพื่ออะไร ทำทำไม อย่างเดียวที่รู้คืออยากทำเพลงค่ะพี่ แค่นี้เลย ไม่ได้ใช่มั้ย โอเค พอคนนี้ปฏิเสธ ไม่เป็นไร ถ้าอย่างนั้นเป็นกีตาร์ก็ได้ ใครก็ได้ แล้วเชียงใหม่มีนักดนตรีหลากหลาย ทั้งมือเปียโน คนเป่าแซ็กโซโฟน แล้วคุณสาธุการ ทิยาธิรา (มือกีตาร์ที่ทำอัลบั้มร่วมกัน) เขาเป็นคนเปิด เราก็เป็นคนเปิด อะไรก็ได้ ผนวกกับก่อนหน้านี้เราเคยร้องบลูส์ ร้องแจ๊ส มาก่อนด้วย เราเลยหยิบมาใช้กับตรงนี้ แล้วกลายเป็นความบังเอิญที่ลงตัวพอดี

แล้วมีอะไรที่คุณตั้งใจไม่แตะต้องมั้ย

เรามีสิ่งที่คงไว้ด้วย หลังๆ เราก็เดินทางไปหามือพิณ มือแคน ตามอีสานนะ ตอนนี้เรามีไซด์โปรเจกต์ด้วย ทำเป็นหมอลำแบบเพียวๆ เลย เพราะเราไม่อยากให้คนหาว่าเราว่าร้องหมอลำไม่ได้แล้วมาทำอะไร เราไปหานักดนตรีแถวอีสาน ไปอยู่กิน 2 – 3 วัน แต่งเพลง จากที่ไม่เคยแต่งลำเพลินเลย ก็ลองแต่ง หมอแคนเขาก็จะบอกสอนเรา เราจะไปหาหมอลำแบบที่เรายังไม่เคยแต่งเลย อย่างลำเพลิน ลำต่างหวาย มันสนุกตรงที่เรารู้ว่ามีหมอลำประเภทนี้ด้วยเหรอ แล้วร้องยังไง แต่งยังไง แล้วมันอาจจจะเป็นอัลบั้มอีพีเล็กๆ ออกมาสัก 4 – 5 เพลง หรืออาจจะเป็นอัลบั้ม เรายังไม่รู้ แต่ทุกวันนี้ถ้ามีเวลาว่างหรือมีทุน เราก็จะเดินทางไปที่ต่างๆ พยายามทำทั้งสองอย่างควบคู่ไปด้วยกัน เพราะเราไม่ได้รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับหมอลำ เพราะฉะนั้น เราต้องไปเสาะแสวงหาจากผู้รู้

ตอนที่ไปอยู่ในหมอลำแบบดั้งเดิมคุณอึดอัดบ้างมั้ย

จริงๆ มันก็ไม่ได้อยู่ในกรอบขนาดนั้น เพราะเราก็ทำกับเด็กวัยรุ่นที่ค่อนข้างจะเปิด บอกว่าให้เขาสอนพี่หน่อย ไลน์นี้เรียกยังไง แล้วเราพยายามทำดนตรีให้น้อยชิ้นที่สุด เช่น มีแค่เสียงเรากับแคนเลย หรือเล่นพิณ ก็คือยังคงมีความประยุกต์ แต่ว่า 80 – 90 เปอร์เซ็นต์เป็นหมอลำประเภทนั้นแบบดั้งเดิมแหละ แต่เราขอตวัดตรงหางหน่อย ให้มันเป็นแบบนี้ได้มั้ย หยุดแบบนี้ได้มั้ย แล้วน้องเขาก็จะงงกับเรา เอาอย่างนี้จริงๆ เหรอพี่ เราก็บอกว่าเอาอย่างนี้แหละ เขาก็ถามเราว่าจะโดนด่ามั้ย (หัวเราะ) เราก็บอกไม่เป็นไรหรอกๆ เราขอตวัดนิดนึง

ทุกวันนี้คุณเข้าใจหรือยังว่าหมอลำคืออะไร

เราว่ามันคือของเก่า ของเก่าที่ทำให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ซึ่งเมื่อก่อนถ้าเราไปพูดคนเขาอาจจะไม่ฟังก็ได้ แต่ถ้าเราลองแต่งเป็นกาพย์เป็นกลอนสวยๆ มีเมโลดี้แคนอยู่ข้างหลัง คนอาจจะฟังเรามากขึ้นก็ได้ และอีกอย่าง สำหรับเราหมอลำคือการเยียวยาจิตใจ รักษาจิตใจ และเป็นคำสอนด้วย ฟังแล้วได้อะไรบางอย่าง มีทั้งเรื่องศาสนาด้วย

หมอลำเยียวยาจิตใจได้ด้วยเหรอ

มีหมอลำอยู่ประเภทหนึ่งที่ไม่มีอะไรเลย นอกจากเสียงร้อง เคยได้ยินสรภัญญะมั้ย จะมีคนร้องเป็นสิบยี่สิบคน ใช้ในศาสนา เป็นคำสอนของพระเวสสันดร ก็จะเป็นเรื่องราวคำสอน แล้วพอได้ฟังมันสะกดเรามาก

หรือเวลาเราไปนั่งดูคนแก่ๆ เขาร้องหมอลำ เป่าแคน เรารู้สึกว่ามันขลัง มันไม่ใช่การเอนเตอร์เทนเลยนะ นึกออกไหม เราไปนั่งฟังอะไรที่มันน่าเบื่อด้วยซ้ำสำหรับเด็กรุ่นใหม่ มีแค่แคนตัวเดียว แล้วก็ลุงแก่ๆ นั่งร้อง แต่พอเรามาถึงจุดหนึ่งของชีวิตที่เราไปนั่งตรงนั้นแล้วเรารู้สึกว่านี่คือสุดยอด

รัสมี Isan Soul ผู้ทำให้หมอลำไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในโลกดนตรีร่วมสมัย

รัสมี Isan Soul ผู้ทำให้หมอลำไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในโลกดนตรีร่วมสมัย

เห็นว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งที่คุณหันเหไปร้องเพลงสากล ตอนนั้นตั้งใจเลิกร้องหมอลำเลยหรือเปล่า

ไม่ มันแค่เป็นวิธีการอยู่รอดอย่างหนึ่งของเรา เพลงสากลมันหากินได้ ถ้าเราคัฟเวอร์ได้สัก 20 เพลงเราก็ร้องในโรงแรมได้ทุกที่ แต่เราเบื่อมากเลยนะ เพราะเราต้องไปร้องในโรงแรมหรูๆ แล้วต้องร้องแต่เพลงสากล บางวันเราอยากร้องเพลงไทย พอเราร้องเพลงไทยเขาก็เดินมาบอกเราว่าอย่าร้องเพลงไทย เราก็โมโหนะ นี่ประเทศไทยใช่มั้ย ทำไมเราร้องไม่ได้วะ ตลกมาก

แล้วตอนไหนที่คุณเริ่มรู้สึกว่าการร้องหมอลำของตัวเองได้รับการยอมรับ

น่าจะเป็นช่วงแรกๆ ที่ได้รับรางวัลคมชัดลึก อวอร์ด

รางวัลนั้นสำคัญยังไง

เรารู้สึกว่าเราไม่ได้โดดเดี่ยว เรามีคนที่เห็นคุณค่างานเรา มีบรมจารย์มาให้รางวัลเรา ซึ่งเราทำอะไรไม่รู้ก๊อกๆ แก๊กๆ ทำเพื่อตอบสนองตัวเอง แต่ว่ากลับมีบางคนที่เห็นคุณค่า เราเริ่มรู้สึกว่ามันเริ่มดีนะ แล้วมีคนซื้อซีดีเรา สั่งซีดี ตามดูคอนเสิร์ต หลังจากนั้นงานเยอะขึ้น แทบทุกสุดสัปดาห์เราต้องมาเล่นที่กรุงเทพฯ ซึ่งตอนแรกๆ เรารับงานไม่เลือกเลย แต่เดี๋ยวนี้เราเลือกเฉพาะงานที่เหมาะกับเรา

งานแบบไหนที่เหมาะกับหมอลำแบบคุณ

งานที่คนเห็นค่ามัน ใครจะรู้ว่าลำเต้ยของเราจะได้มาโชว์ในแฟชั่นวีกอย่าง Digital Fashion Week Bangkok เราไปเล่นให้นางแบบเดินบนแคตวอล์ก ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งจะมีคนจ้างหมอลำไปร้องให้นางแบบเดินที่สยามพารากอน หรืออย่างวันนี้แบรนด์อย่าง Jim Thompson ก็ให้เรามาร้องหมอลำให้นางแบบเดิน มันทำให้เรารู้สึกว่ามีคนที่เห็นค่าของงานเรา งานที่เราเลือกคืองานที่ให้คุณค่ากับเรา คิดว่างานของเรามีค่า

คนมักจะบอกว่าฟังสิ่งที่คุณร้องไม่รู้เรื่อง เพราะมีทั้งภาษาอีสาน ภาษาเขมร การที่คนฟังเพลงคุณร้องไม่เข้าใจ เพลงนั้นยังนับว่ามีค่ามั้ย

เรารู้สึกว่าดนตรีเป็นภาษาสากลที่ทุกคนรู้สึกเหมือนกัน เราเคยเจอนักดนตรีชาวแอฟริกันคนหนึ่งชื่อคุณโจอี้ เขาเป็นนักดนตรีที่เก่งมาก เล่นเครื่องดนตรีเป็นทุกอย่าง เขาชอบมาเชียงใหม่ ทุกครั้งที่เขาเจอเราเขาจะบอกว่าเขาอยากเป็นเหมือนเรา เขาอยากร้องแล้วทำให้คนรู้สึกถึงรากเหง้า เขารู้สึกตรงนี้ เขารู้สึกทุกครั้ง แล้วเขาก็ร้องไห้เพราะสิ่งนี้ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงของเรา ซึ่งเขาว่าตัวเขาเองทำให้คนรู้สึกอย่างนั้นไม่ได้

ล่าสุดวันนี้ก็เจอชาวต่างชาติตอนไปซ้อม เขาบอกว่า ‘เธอรู้มั้ยว่า เวลาฟังบีทของเธอ ฉันรู้สึกตรงนี้’ แล้วเขาก็ลูบตรงท้อง ซึ่งเราไม่รู้นะ แต่คิดว่ามันน่าจะเป็นคำตอบว่าจริงๆ แล้วดนตรีเป็นสิ่งที่เยียวยาคนจากข้างใน ต่างชาติที่เขาฟังไม่รู้เรื่องบางคนมานั่งร้องไห้หน้าเวทีก็มี เราเลยรู้สึกว่าภาษาไม่ใช่สิ่งสำคัญเลย ดนตรีเป็นภาษาสากลอยู่แล้ว

รัสมี Isan Soul ผู้ทำให้หมอลำไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในโลกดนตรีร่วมสมัย

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load