ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์ หรือ ป๊อก-ปิยธิดา วรมุสิก

เป็นนักแสดงที่เราคงไม่ต้องเสียเวลาแนะนำผลงาน และบรรยายความสามารถ

เรามีโอกาสได้แวะไปคุยกับเธอที่กองถ่ายละคร สถานที่ซึ่งเธอใช้เวลาราวครึ่งชีวิตอยู่กับมัน

เธอว่า เธอไม่ใช่นางเอกที่เรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้ อาจจะตรงข้ามด้วยซ้ำ

ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

เราเลยนั่งคุยกันเรื่องชีวิตที่ไม่ใช่นางเอก ไม่ใช่เมียหลวง (เธอว่า ชีวิตจริงไม่ขอเป็นเมียหลวง เป็นเมียเดียวก็พอ) แต่เป็นชีวิตด้านอื่นๆ ที่คนทั่วไปอาจไม่เคยเห็น

ทั้งบทบาทการเป็นผู้จัดละครโทรทัศน์ ซึ่งทำร่วมกับ ตั๊ก นภัสรัญชน์, ปีเตอร์ นพชัย และผู้พันเบิร์ด ละครเรื่อง ตี๋ใหญ่ ที่เขียนบทและกำกับโดยปีเตอร์นั้นถือว่าเป็นละครแอคชันที่อินดี้ใช้ได้

เรื่องความรักในอาหาร การใช้เวลา 4 ปี เรียนทำอาหารที่ เลอ กอร์ดอง เบลอ ซึ่งฝีมือลายมือของเธอ ก็ระดับท็อปทรีของรุ่น

ทีแรกตั้งใจว่า จะไม่คุยเรื่องความรัก แต่ไม่ว่าจะคุยเรื่องอะไร สุดท้ายเธอก็จะวกมาหา ตั๊ก-นภัสรัญชน์ มิตรธีรโรจน์ (นภัสกร มิตรเอม) ผู้ชายคนที่เพียงแค่ได้พบกันครั้งแรก เธอก็ตัดสินใจว่า อยากใช้ชีวิตร่วมกัน

เราถามว่า ผู้ชายคนนี้มีอะไรดี ถึงยอมทำให้เธอทิ้งแผนการไปเรียนทำอาหารที่ เลอ กอร์ดอง เบลอ ลอนดอน

“เขาไม่แซ่บเหรอคะ” คือคำตอบ

ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์
ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

คุณใช้ชีวิตในกองถ่ายละครมายี่สิบกว่าปี อะไรคือสิ่งที่น่าเบื่อที่สุด

การขับรถฝ่าการจราจรมากองถ่าย ถ้านัดแปดโมงเก้าโมงเราจะโกรธมาก เพราะมันเป็นช่วงชั่วโมงเร่งด่วน แต่ถ้านัดเช้าไปเลย ออกจากบ้านตีห้า ก็ขับรถสบายๆ เลิกกองสี่ทุ่มก็กลับบ้านสบาย เราชอบทำงานแบบนี้มากกว่า

คุณไม่มีทั้งคนขับรถและผู้จัดการส่วนตัว

ไม่มี

เป็นความตั้งใจ

เรื่องไม่มีผู้จัดการเนี่ยทุกคนถามตลอดว่า ดำรงชีพมาได้ยังไง ก็มันเป็นไปแล้ว คือเราเข้าวงการตอนเรียนปีสี่จากการเล่นเอ็มวีให้แกรมมี่ ตอนนั้นยังใช้โทรศัพท์บ้าน จะติดต่ออะไรก็โทรเข้าบ้าน พอเข้าแกรมมี่มาเขาก็ชวนเล่นละคร ก็ยังติดต่อผ่านโทรศัพท์บ้าน ก็เลยไม่เคยผ่านผู้จัดการตั้งแต่ตอนนั้น

คนที่ดีลงานคือ

เราเอง (หัวเราะ) รับงานเอง ตัดสินใจเองคนเดียว

ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

เรื่องเงินเรื่องทองก็คุยเอง

คุยเองหมดเลย ตอนเด็กๆ ก็จะ อายจัง จะบอกเขายังไงดีนะว่าเราอยากได้เท่านี้ พอโตมาก็มองว่าเป็นเรื่องที่เราต้องคุยให้มันจบๆ จะได้ทำงานอย่างสบายใจ ก็คุยเป็นเรื่องปกตินะ พอเซ็นสัญญากับช่องสาม ช่องก็ช่วยดูให้ พอหมดสัญญา เราก็โตพอจะดูแลตัวเองได้ แล้วก็ไม่มีใครกล้าเสนอตัวมาเป็นผู้จัดการให้ด้วย เขาคงเห็นว่าเราเบอร์นี้แล้ว เราก็เลยดูแลตัวเองมาตลอด อาจจะโชคดีนะที่จับพลัดจับผลูอยู่มาได้จนถึงปัจจุบัน

คนขับรถก็เคยหามานานมาก แต่ก็ไม่เจอที่ตรงใจ เราเป็นคนที่ชอบทำอะไรคนเดียว ต่อให้เหนื่อยยังไง เราก็รู้สึกเฉยๆ กับการขับรถ คือเราไม่สามารถพาใครคนหนึ่งมาด้วยแล้วใจร้ายพอที่จะให้เขารอเราตั้งแต่หกโมงถึงสี่ทุ่ม เราเกรงใจเขามากกว่า ก็เลยสะดวกใจจะขับรถเองมากกว่า มันก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรนะ

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่ามีหลักในการรับละครง่ายๆ แค่ ชอบก็รับ ไม่ชอบก็ไม่รับ บทแบบไหนที่ชอบ และแบบไหนที่ไม่ชอบ

อ่านบทปุ๊บ เรารู้สึกว่าอยู่กับละครเรื่องนี้ได้สามสี่เดือนโดยไม่เบื่อ ไม่รำคาญใจ เฮ้อ ต้องไปกองถ่ายแล้วไม่สนุกเลย เราจะไม่ยอมให้ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นกับเราเด็ดขาด เราทำงานโดยใช้ใจสั่งอย่างเดียวจริงๆ ไม่เคยมีเหตุผลว่า รับเถอะ เรื่องนี้ตอนเยอะ ได้ค่าตอนเยอะ ไม่อะ เราจะเลือกทุกอย่างที่ทำแล้วมีความสุข เราเคยฝืนรับเหมือนกัน ถ่ายไปก็ไม่มีความสุข เมื่อไหร่จะจบ เราจะไม่ยอมให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับเราอีก

บทแบบไหนที่ทำให้คุณไม่ความสุข

บทที่เราไม่ชอบ เราไม่อยากเล่นแบบนี้ มันไม่สมเหตุสมผล การทำคนดูเชื่อตามมันต้องการความเชื่อแรกคือความเชื่อของเรา ถ้าเราไม่เชื่อ คนเขาก็จะเห็นแต่ป๊อก ปิยธิดา ไม่เห็นตัวละครตัวนั้น

จะเป็นแนวไหนเราเล่นได้หมด แอคชัน ผี เศร้า ตลก เพราะเราเป็นนักแสดงรับจ้าง การได้เล่นอะไรที่ไกลตัวก็สนุกดี บางเรื่องให้เล่นเป็นคนแก่ บางคนอาจจะ โอ๊ย ไม่ได้หรอก ไกลตัว เป็นคนไม่สวยก็ไม่เอา คือเขาไม่ได้บอกให้ชีวิตจริงเราเป็นแบบนั้น เราเป็นแค่ในละคร บางคนบอกว่าฉันยังอายุน้อยเล่นบทมีลูกไม่ได้ เดี๋ยวก่อน คุณเป็นนักแสดง เขาไม่ได้เอาลูกไปยัดเยียดให้คุณเลี้ยงที่บ้านนะ

ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

ในฐานะผู้จัด คุณได้เรียนรู้อะไรที่ตอนเป็นนักแสดงไม่เคยรู้บ้าง

เรื่องการดูแล เพราะเราเป็นนักแสดง ถูกดูแลมาจนชิน เราไม่ถนัดการดูแลคน เลยเป็นผู้จัดที่ดูเหมือนไม่แคร์นักแสดง เขาสะดวกสบายดีหรือเปล่า ต้องให้โปรดิวเซอร์ดูแล เราเป็นคนที่ลืมและพลาดเรื่องนี้มาก พอเราไปที่กองถ่าย เราก็ช่วยดูงานโน้นงานนี่ เราเป็นคนที่หน้าที่น้อยที่สุดแล้วในกลุ่มพาร์ตเนอร์ ไปกองยังไม่ช่วยดูแลนักแสดงอีก แย่จังเลย ฝากขอโทษนักแสดงที่เคยผ่านงานของพวกเราแล้วเจอเราด้วยนะ (หัวเราะ)

บริษัท กลมกล่อมโปรดักชั่น ของคุณแบ่งงานกันยังไง

เราหุ้นกันสามบ้าน คือบ้านพี่ปีเตอร์ (นพชัย ชัยนาม) กับแฟน พี่ปีเตอร์กำกับ แฟนเขาเป็นโปรดิวเซอร์ บ้านผู้พันเบิร์ด (วันชนะ สวัสดี) กับภรรยา ภรรยาผู้พันเบิร์ดเป็นเพื่อนเรา ช่วยดูแลเรื่องบัญชีทั้งหมด ส่วนเรากับพี่ตั๊ก (นภัสรัญชน์ มิตรธีรโรจน์) ดูแลเรื่องการแสดง และภาพรวม

ตี๋ใหญ่ เวอร์ชันที่ปีเตอร์เขียนบทและกำกับ ต่างจาก ตี๋ใหญ่ เวอร์ชันก่อนๆ ยังไง

พี่ปีเตอร์ได้เรื่องมาก็เอามานั่งเขียน นั่งปรับ เขียนไปเขียนมามันไม่เหมือนเดิมแล้ว ก็เลยเปลี่ยนชื่อดีกว่า เป็น ตี๋ใหญ่ดับดาวโจร ภาคสองเป็น ตี๋ใหญ่ดับเครื่องชน ของเราเป็นแค่คนที่มีชื่อเดียวกัน และเกิดฤกษ์เดียวกับมหาโจร มาดูกันซิว่า คนที่เกิดฤกษ์เดียวกับมหาโจรจะมีวิถีแบบเดียวกับคนเก่าหรือเปล่า ทำออกมาเป็นแนวบู๊แอคชัน

แค่พล็อตก็อินดี้แล้ว

ก็ดีใจนะที่ได้ทำละครให้ช่อง MONO 29 เพราะเขาปล่อยให้เราทำเต็มที่ อยากทำอะไรก็ทำ (หัวเราะ) บางซีนก็โหดอยู่ ก็ใช้วิธีย้อมสีเอา คือมือปืนคนหนึ่งมาขอลาเจ้าพ่อเพื่อเลิกอาชีพมือปืน จะไปบวช สึกแล้วก็จะไปเลี้ยงลูก ก็เอาผ้าไตรมากราบ เฮียสั่งให้ปูผ้ากับพื้น แล้วก็ยิงตาย แล้วก็ใช้ผ้านั้นห่อศพ มันเป็นแบบนี้น่ะ หรือว่าซีนที่มีการฆ่ากันตาย เราจะขอเลือดเยอะๆ นะ เพราะละครปกติใช้เลือดไม่เยอะ เราขอแบบสาดเลย เพราะรู้สึกว่าของจริงมันน่ากลัว

เราไม่ได้อยากทำละครให้เท่อย่างเดียว อาชีพมือปืนในละครดูเท่ แต่อยากให้คนเห็นว่ามันไม่ได้เท่นะ มันน่ากลัวกว่าที่เห็น แล้วอย่าไปทำตามเลย

ละครเรื่องต่อไปของกลมกล่อมจะเป็นแนวไหน

แอคชันดราม่าเหมือนเดิม วางพล็อตไว้สองสามเรื่อง เป็นเรื่องอิงประวัติศาสตร์หน่อยๆ เอาประวัติศาสตร์มาล้อ ว่าสามารถเกิดเหตุการณ์นี้แทรกไปได้ เป็นช่วงรัชกาลที่ 4 พี่ตั๊กเขาเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ เวลาประชุมกันนี่พวกเขาแม่นเรื่องข้อมูลมาก ตอนนี้พี่ตั๊ก พี่เบิร์ด พี่ปีเตอร์ กำลังเบรนสตรอมกันอยู่ เราก็ สู้ๆ ค่า ป๊อกไปถ่ายละครก่อนนะ (หัวเราะ)

คุณสนใจการทำอาหารตั้งแต่เมื่อไหร่

เราชอบทำอาหารอยู่แล้ว พี่สาว (ณัฐธยาน์ ปางพุฒิพงศ์) ก็ทำร้าน Coffee Beans by Dao พี่ดาวเรียนจบ เลอ กอร์ดอง เบลอ ที่ลอนดอน เราก็รู้สึกว่าดีจังเลย ช่วงนั้นเบื่อชีวิตประจำวัน เบื่อเรื่องงาน มีเงินเก็บแล้ว เลยอยากลาละครไปสักเกือบๆ ปี เคลียร์คิวเรียบร้อย กะจะไปเรียนที่เลอ กอร์ดอง เบลอ เก้าเดือน ยังไม่ทันจะหาที่อยู่ก็เจอพี่ตั๊กก่อน ก็เลยแบบ อยู่เมืองไทยก่อนแล้วกัน รับละครต่อ (หัวเราะ) พอเจอพี่ตั๊กก็เป็นโอกาสอันดีที่เราได้ไปเล่นละครเวที

ถ้าได้ไปเรียนจนจบคอร์สจริงๆ ตั้งใจว่าจะกลับมาทำอะไร

ไม่ได้คิดนะ เราเป็นคนที่คิดพื้นฐานมาก ชอบก็เรียน สงสัยก็เรียน ไม่ได้คิดว่าจะกลับมาเปิดร้าน หรือมีความฝันอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ช่วงนั้น (ประมาณ พ.ศ. 2544) หาเงินได้พอสมควรแล้ว ก็คิดว่าพอแล้ว อยากไปเรียนทำอาหารบ้าง เป็นหลักสูตร Grand Diploma เรียนทั้งอาหารคาวและหวาน

แล้วพอไม่ได้ไปเรียนทำอาหาร คุณแก้เบื่องานละครโทรทัศน์ยังไง

พอเจอพี่ตั๊กก็ตัดสินใจอยู่เมืองไทยต่อ แล้วก็ได้ไปเล่นละครเวทีอยู่เกือบปี ไม่ได้รับละครทีวีเลย พอไปคลุกคลีตรงนั้นมันก็สนุกดี ได้เล่นละครเวทีของคณะ Dreambox แล้วก็ไปเล่นร่ายพระไตรปิฎกให้ครูเล็ก (ภัทราวดี มีชูธน) อีกพักใหญ่ จนมีผู้ใหญ่ถามว่า จะไม่รับละครทีวีแล้วเหรอ เราก็รับค่ะๆ เพราะเป็นรายได้หลัก ก็เลยกลับมาเล่นละครทีวีต่อ

ช่วงนั้นเรารู้สึกว่าได้พัฒนาความรู้เรื่องการแสดงมากขึ้น เออ ดีแฮะ มันมีเทคนิคเยอะกว่าที่เราคิดมากมาย มีการใช้เสียง แสดงออกทางร่างกาย เลยพยายามขวนขวายเรื่องเกี่ยวกับการแสดง ขอเขาไปนั่งดูพากย์รายการ ทีวีแชมเปี้ยนตั้งแต่แปดโมงถึงทุ่ม ทุกวัน อาทิตย์นึง เราก็เอาเรื่องการใช้เสียงมาปรับใช้กับการแสดงของเรา

ยังได้กลับไปเล่นละครเวทีอีกไหม

เล่นอีกห้าหกเรื่อง มีเวลาก็เจียดไปซ้อม พี่ตั๊กเป็นคนจุดประกายให้เรารู้ว่า การแสดงคืออะไร ทุกครั้งที่กลับไปเล่นละครเวที ก็เหมือนมีเพื่อนคอยให้คำปรึกษา ช่วงนั้นเรียนเทควันโดด้วยจ้า เพราะต้องเล่นละคร ต้องเรียนวิธีการเคลื่อนไหวร่างกายด้วย ซึ่งพี่ตั๊กก็สอนอีก เพราะเขาได้ทั้งมวย เทควันโด เรารู้สึกว่ามีทุนทางการแสดงเพิ่มอีกแล้ว ได้เอาความรู้เล็กๆ น้อยๆ มาปรับใช้ ก็สนุกกับการเล่นละครทีวีมากขึ้น

ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

แล้วคุณกลับมาเรียนทำอาหารตอนไหน

หลังจากแต่งงาน พอแต่งงานแล้วก็อยากทำขนม เราก็เล่น พี่ตั๊กรู้สึกว่าข้าวของ วัตถุดิบมันเสียหาย เค้กนี่แบบ บ้าบอคอแตกมาก หมาอ้วนมากช่วงนั้น (หัวเราะ) พี่ตั๊กเขาเรียนจบมาด้านอาหาร ตอนแรกเรียนการโรงแรมที่ I-TIM แล้วก็ไปต่อมหิดลอินเตอร์ด้านการโรงแรม เขาเคยไปฝึกงานโรงแรม ทำอาหารเก่งเลย เขาเห็นว่า ถ้าเราชอบก็ไปเรียนเลยไหม มีรุ่นน้องพี่ตั๊กเป็นเชฟอยู่ที่เลอ กอร์ดอง เบลอ (ดุสิตธานี) เขาก็มาชวนไปเรียนตั้งแต่ยังเปิดใหม่ๆ

พอไปเรียนแล้วไม่มีใครเหมือนเราเลย มีคนถามว่า อยากเปิดร้านเหรอ เราบอกเปล่า แค่อยากรู้เลยมาเรียน แต่มันกลายเป็นว่าดีมาก เพราะเราไปลงเรียนในโรงเรียนของมืออาชีพ มันสนุกมาก เรียนทุกวันเสาร์ ใช้คอร์สนึงปีครึ่ง ของคาวของหวาน ก็สามปี แล้วก็ต่อขนมปังอีกประมาณสามเดือน รวมๆ แล้วก็เกือบสี่ปี เวลารับละครก็จะบอกว่า วันเสาร์ไม่ได้นะคะ

บรรยากาศตอนเรียนเป็นยังไงบ้าง

เราเรียนครบหมด ขาดแค่ครัวไทย เรียนแล้วก็สนุก เหมือนได้เข้ามหาวิทยาลัยอีกรอบ ได้เจอเพื่อน ออกไปกินข้าวกลางวัน ไปแฮงก์เอาต์หลังเลิกเรียน แต่คนอื่นๆ เขาอยากเปิดร้านเปิดอะไร มีแต่เรานี่แหละที่แค่อยากได้ความรู้ติดตัว พี่ป้อม (ม.ล.ขวัญทิพย์ เทวกุล) สอนว่า นิพพานของคนเรียนทำอาหารหรือชอบทำอาหารไม่ใช่การเปิดร้าน แต่เป็นการเรียนรู้เพื่อเข้าใจศาสตร์นั้นอย่างจริงจังก็ได้ ถ้าเราสงสัยอะไร มาเรียนมันก็ถูกต้องแล้วไม่ใช่เหรอ อย่างน้อยก็รู้ว่า อาหารคืออะไร ทำยังไง หลังจากนี้จะเปิดร้าน จะไปเป็นผู้เชี่ยวชายด้านอาหาร นักวิจารณ์ นักชิม หรืออะไรก็แล้วแต่ อย่างน้อยก็มีความรู้

ตอนสอบเหมือนการแข่งในรายการ มาสเตอร์เชฟ ไหม

ไม่ค่ะ สร้างสรรค์ไม่ได้ ต้องทำตามแบบที่เชฟสอนให้ได้ เป็นแบบฝรั่งเศสดั้งเดิม ต้องทำไก่ให้ได้รสชาติแบบนี้ สไตล์นี้เท่านั้น มีสร้างสรรค์แค่ตอนสอบไฟนอลที่เราต้องคิดสูตรอาหารเอง

คุณทำได้ดีแค่ไหน

ของหวานได้ท็อปไฟว์ของรุ่น ของคาวได้ท็อปทรี

ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

แสดงว่าคุณชอบสร้างสรรค์สูตรอาหาร

ใช่ เราอยากทำจานสวยๆ ในสไตล์เรา ชอบการครีเอตมากกว่าทำตามสูตร พอมาทำในชีวิตจริงกลายเป็นว่าไม่นิ่งสักสูตร เพราะค้นคว้าตลอด ฉันเป็นนักวิทยาศาสตร์ ใส่โน่นเติมนี่ ใส่ไปเท่าไหร่ อ๋อ ลืม (หัวเราะ) ขนมสูตรเรานี่เพื่อนบอก อร่อยจังเลย ทำอีกสิ เอ่อ ลืมแล้วอะว่าตวงอะไรใส่ไปเท่าไหร่ ตอนนั้นรู้แค่ใส่แบบนี้แล้วจะดี

หมาที่บ้านผอมหรือยัง

หมาไม่ผอมค่ะ (หัวเราะ) เราชอบทำขนมเพราะได้อยู่ในห้องแอร์ อาหารคาวส่วนใหญ่เป็นพี่ตั๊กทำ เขาชอบลงครัวของคาว แล้วจะไปแข่งกับเขาทำไม เคยทำแข่ง แต่เหนื่อยอะ หัวเหม็นด้วย ก็เลย อ้ะ เชิญค่ะ เดี๋ยวป๊อกทำของหวาน ส่วนใหญ่ก็ทำมาแจก เพราะเราคิดต้นทุนไม่เป็นเลย ไม่ชอบเรื่องตัวเลข ขนาดเขาให้ทำ Cookbook ตอนเรียนจบ ก็ยัง…ฉันมาเรียนทำอาหารนะ ไม่ได้มาเรียนนิเทศ (หัวเราะ)

ถึงคุณจะไม่ได้เปิดร้าน แต่ก็ได้เป็นพิธีกรรายการ มาสเตอร์เชฟ

ใช่ค่ะ เป็นการเปิดตัวสู่วงการอาหารอย่างแท้จริง เขาอยากได้พิธีกรที่มีความรู้เรื่องอาหารจริงๆ เวลาคุยจะได้อิน ไม่ใช่แค่พูดตามสคริปต์ เราต้องเป็นพิธีกรที่คอยนำเข้า คอยกดดันด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม จริงๆ รายการอาจจะอยากได้อย่างอื่นแหละ แต่นิสัยเรามันเป็นอย่างนี้ ยิ้มแย้มแต่ว่าเชือดคอ (หัวเราะ) เขาก็เลยชอบ เป็นพี่ใจดียิ้มๆ แต่จริงๆ แอบร้าย

พูดได้ไหมว่า มาสเตอร์เชฟ ทำให้ชื่อของคุณถูกพูดถึงอีกครั้ง

ต้องขอบคุณรายการมาก ที่ทำให้เราได้กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง เพราะรายการมันสนุกจริงๆ เราเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ตอนนั้นคิดว่าเราเป็นอะไรก็ได้ในรายการ ขอแค่มีส่วนร่วมอยู่ตรงนั้น เป็นแค่พิธีกรเปิดแผ่นป้ายเล็กๆ น้อยๆ ก็ได้ เราอยากทำ เวลาไปถ่ายรายการ เราไม่รู้สึกว่าไปทำงาน เหมือนไปดู ไปเรียนรู้จากพี่ๆ กรรมการ วิธีชิมอาหาร วิเคราะห์อาหาร อาหารมีเรื่องราวมากกว่าที่เราคิด เราก็แอบเก็บเกี่ยวจากพวกพี่ๆ ซึ่งได้เยอะจริงๆ

เสียดายไหมที่คุณแทบไม่ได้ใช้ความรู้ด้านอาหารที่มีในรายการเลย

ไม่ กลัวโชว์โง่มากกว่า (หัวเราะ) กรรมการทั้งสามท่านเก่งมาก เราควรเป็นเด็กที่เก็บเกี่ยวความรู้มากกว่า แต่เวลาที่เราถามคำถามกรรมการ เราก็จะมีพื้นฐานในการป้อนคำถามแทนผู้ชมทางบ้าน ไม่ได้ถามสะเปะสะปะ พอเรารู้ระดับหนึ่งก็ช่วยเสริมให้คนดูกระจ่างยิ่งขึ้นได้ อย่างกรรมการพูดศัพท์อะไรขึ้นมา เราก็รู้ว่าคนทางบ้านไม่เข้าใจแน่ๆ เราก็ต้องถามว่า มันคืออะไรคะ อ๋อ ถ้าเป็นอย่างนี้ มันก็เป็นลิ่มสิคะ คือเราก็สามารถรู้ได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้รู้มากจนทำตัวเจ๋ง เอาไว้ให้รู้เท่าพี่ๆ เขาแล้วค่อยมาโชว์ทีเดียว ถ้าโชว์ตอนนี้โง่แน่ๆ (หัวเราะ)

นอกจากความรู้แล้ว คุณได้อะไรจากรายการ มาสเตอร์เชฟ อีก

ได้คอนเนกชันกับเชฟ ไม่ว่าจะเป็นเชฟที่มาในรายการ พวกพี่ๆ กรรมการ หรือในรายการ ไอรอนเชฟ ที่พี่ตั๊กเป็นพิธีกร เราก็ได้รู้จักน้องๆ เชฟรุ่นใหม่ไฟแรง เรามองแล้วว่าในอนาคตเขาจะเป็นเชฟที่เก่งมากแน่ๆ เราก็ดีใจที่ได้ตีสนิทเขาไว้ก่อนที่เขาจะดังมาก จะได้บอกคนอื่นได้ว่า ฉันรู้จักเขาตั้งแต่ยังเด็กๆ นะ (หัวเราะ)

คุณมีแผนจะเอาความรู้ด้านอาหารที่มีไปทำอะไรอีกไหม

อย่างน้อยเราก็อุ่นใจว่า ถ้าวันหนึ่งที่เราไม่ได้อยากเล่นละครแล้ว ก็ยังมีอาชีพอื่นรองรับได้ ในขณะที่สถานการณ์ต่างๆ แย่ คนก็ยังต้องกินอาหาร อย่างน้อยเรายังทำอาหารกล่องขายออนไลน์ได้ หรือเปิดร้านก็ยังได้ เรารู้ว่าเราสองคนผัวเมียไม่อับจนอาชีพแล้ว

เรามีแผนว่าอยากใช้ชีวิตต่างจังหวัด แต่จะอยู่ยังไงให้มีอาชีพ การเอาเงินเก็บไปใช้โดยไม่มีอาชีพ เดี๋ยวมันก็ตัน เราก็จะเบื่อด้วย พี่ตั๊กเขาชอบเรื่องเกษตรอยู่แล้ว ถ้าเราไปอยู่ต่างจังหวัด ก็จะมีแหล่งผลิตอาหารของตัวเอง ในอนาคตการผลิตอาหารได้คือสิ่งที่สำคัญที่สุดแล้ว อาชีพอื่นมันขายของในอากาศ แต่ยังไงคนก็ต้องกิน อย่างน้อยเราสองคนก็ผลิตอาหาร แปรรูปอาหาร เป็นอาชีพได้

ร้านอาหารของพวกคุณจะเป็นแบบไหน

อยากมีไม่เกินสิบที่นั่ง แต่ถ้าไปอยู่บนดอย อยู่ที่เมืองเลย เมืองน่าน ใครจะไป (หัวเราะ)

ตั้งใจจะอยู่ในเมืองเล็กๆ เลย

ใช่ เพราะเราเบื่อเรื่องรถติดในกรุงเทพฯ เราอยากเปิดร้านเล็กๆ พี่ตั๊กอยากเปิดเป็นมินิโฮเทล มีสักสิบห้อง ทำอาหารให้แขกทานเอง เป็นโครงการยาวๆ ที่คิดไว้ คงต้องใช้ทุนสูง แต่อย่างน้อยเราก็มีที่ของเราอยู่บ้างแล้ว อาจจะไปพัฒนาตรงนั้น

ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

เท่าที่ได้ฟัง เหมือนคุณตั๊กจะเป็นทุกอย่างในชีวิตของคุณเลยนะ

ใช่ บอกได้เลยว่าพี่ตั๊กเป็นทุกอย่างจริงๆ เพราะเรามีกันแค่สองคนน่ะ แต่เราคงไม่ใช่ทุกอย่างของเขา เราเป็นที่พึ่งอะไรให้เขาไม่ได้เลย นอกจากกวนไปวันๆ ทำตัวสวยไปวันๆ ว้า แย่จังเลย (หัวเราะ)

คุณบอกว่า ยอมล้มแผนไปเรียนที่ลอนดอนเมื่อเจอคุณตั๊ก คุณหมายถึงตอนที่เพิ่งเจอกัน หรือตอนเพิ่งเป็นแฟนกัน

เจอในที่นี้เนี่ย (คิด) บอกก็ได้ พอเจอครั้งแรก เราก็คิดเลยว่าเราจะเป็นแฟนกัน เราก็รู้อยู่แล้วว่า เขาคือ ตั๊ก นภัสกร แต่ไม่เคยเจอกันมาก่อน พอได้นั่งคุยกันจริงๆ จังๆ ก็รู้สึกว่าต้องเป็นแฟนกัน รู้ตั้งแต่วันนั้นเลย

นับจากวันที่เจอกันครั้งแรก นานแค่ไหนถึงตกลงเป็นแฟนกัน

ไม่กี่วันหรอกค่ะ ไม่น่าเกินอาทิตย์ (หัวเราะ) ขอโทษจริงๆ ที่ต้องเอามาบอกในที่สาธารณะ แต่มันคือเรื่องจริง (ยิ้ม)

อะไรทำให้คุณเลือกผู้ชายคนนี้ แทนการไปเรียนทำอาหารที่ลอนดอน

เขาไม่แซ่บเหรอคะ (หัวเราะ) การเจอเขามันทำให้เรากลับมาคิดเรื่องการสร้างรากฐานให้ตัวเองมากกว่า มันทำให้รู้สึกว่า เราไปเรียนโดยไม่มีความมั่นคงใดๆ ไม่มีจุดมุ่งหมายที่แท้จริง มันเลื่อนลอยมาก แต่พอเจอเขา เรารู้สึกถึงการสร้างครอบครัวแล้ว ทั้งความมั่นคงในอาชีพ เรื่องเงินทอง เหมือนได้กลับมาตั้งใจใช้ชีวิตเป็นผู้ใหญ่จริงๆ สักที เพราะตอนที่เจอพี่ตั๊กเราอายุยี่สิบหก เราก็อยากจะคบกับเขาไปยาวๆ เราอยู่กับเขาได้อย่างเป็นธรรมชาติ เขาก็สบายใจที่จะอยู่กับเรา เรามีบางอย่างที่เหมือนกัน คุยกันได้เกือบทุกเรื่องจริงๆ เหมือนเพื่อน เหมือนพี่ เหมือนกันไปหมด

คุณเคยบอกว่า เหมือนคุณทั้งสองคนมีด้ายแดงผูกติดกันอยู่

จนมาเจอพี่ตั๊ก เราถึงรู้สึกว่า เราอาจจะมีด้ายแดงผูกกันโดยที่เราไม่รู้ตัว ตอนเด็กๆ คุณอาเราอยู่ที่จังหวัดตาก ทุกปิดเทอมใหญ่เราจะไปใช้ชีวิตที่อำเภอเมือง จังหวัดตาก คุณลุงของพี่ตั๊กก็อยู่จังหวัดตาก ทุกปิดเทอมใหญ่เขาก็ไปใช้ชีวิตที่อำเภอเมืองฯ จังหวัดตาก เหมือนกัน มันมีเหตุการณ์หลายอย่างที่รู้สึกว่า เราน่าจะเจอกัน เกือบเจอกัน ถ้าเราสาวด้ายแดงจริงๆ มันอาจจะเฉียดกันไปเฉียดกันมาหลายครั้งมาก แต่ก็ไม่เคยเจอกัน เราก็เลยแอบคิดเองว่า อืม ด้ายแดง มันต้องเป็นเขาแน่ๆ (ยิ้ม)

ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

คุณได้รับฉายาว่าเป็นเมียหลวงแห่งชาติ…

เอาแค่ในละครก็แล้วกัน ชีวิตจริงขอเป็นเมียเดียว เพราะเอาเข้าจริง การจะเป็นอย่างนั้นไม่ใช่เรื่องสนุกเลย

การเป็นภรรยาในชีวิตจริง เหมือนบทเมียหลวงแสนดีที่คุณเล่นไหม

ไม่เหมือนเลยค่ะ เพราะว่าเราเป็นประเภททำงาน ทำทั้งสองคน ไม่โทรตามกัน รู้แต่ว่าวันนี้ออกจากบ้านไปถ่ายที่ไหน จะโทรหากันตอนจะกลับบ้าน เสร็จแล้วนะ กำลังจะกลับ แค่นั้น เราไม่ใช่ผู้หญิงที่คอยโทรตาม เขาก็ไม่ตาม แค่รับรู้ว่าใครอยู่ที่ไหนทำอะไรก็พอ เป็นชีวิตสบายๆ เหมือนเราเป็นพาร์ตเนอร์กัน คำว่าสามีภรรยามันดูมีความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ แต่สำหรับเรา มันก็ไม่ได้ต่างจากวันแรกๆ ที่ได้คบกัน แค่ย้ายมาอยู่บ้านเดียวกัน ได้เจอกันทุกคืนเท่านั้นเอง นอกนั้นเราก็ยังรู้สึกว่าเป็นแฟนกันเหมือนเดิม

พอเหนื่อยๆ กลับบ้าน เราได้นอนกอดเขาทุกคืนก็โอเคแล้ว ถ้ามากกว่านั้นเราอาจจะอึดอัดก็ได้นะ เรารู้สึกว่าห่างหน่อยก็โอเคนะ ถ้าเป็นสามีภรรยาที่ทำงานด้วยกันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ตายเหมือนกันนะ อยู่อย่างนี้แล้วรู้สึกว่าคิดถึงจังเลย ไลน์หาก็แล้วกัน นี่คือพิเศษมากนะ (หัวเราะ)

ได้ออกไปใช้ชีวิตด้วยกันบ้างไหม

น้อยมาก ช่วงนี้น้อยมากจริงๆ การได้นั่งรถไปไหนด้วยกันคือความโรแมนติก ถึงจะไปแค่โฮมโปรก็เถอะ (หัวเราะ) วันไหนได้นั่งคู่กัน หันไปแล้วแบบ โอ๊ย วันนี้ได้นั่งรถไปด้วยกันอะ ดีจังเลย ปกติเราขับรถคนละคันไปทำงาน ต่างคนต่างมีหน้าที่รับผิดชอบ เราก็มีความสุขที่เขาสนุกกับกิจกรรมของเขา เขาก็มีความสุขที่เราสนุกกับกิจกรรมของเราเหมือนกัน

ได้ช่วยกันทำครัวบ้างไหม

เข้าครัวก็ทะเลาะกันนะ (หัวเราะ) เราทะเลาะกันแค่เรื่องบ้าๆ บอๆ แต่ชีวิตจริงเราทะเลาะกันน้อยมาก น้อยมากจริงๆ

อะไรคือสิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจผิดมากที่สุดเกี่ยวกับคุณ

ทุกคนจะคิดว่าเราเป็นคนใจดี จริงๆ เราเป็นคนร้ายกาจ คนชอบคิดว่าเราเป็นคนเรียบร้อย แต่เราก็มีไลฟ์สไตล์ของเรา ออกไปเที่ยว ไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ บ้าง คนเห็นเราตามสถานที่เที่ยวตอนกลางคืนแล้ว อุ๊ย ตกใจ เราก็โตแล้วนะ แล้วก็ไม่ใช่คนที่เรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้ อีกเรื่องคือคนชอบคิดว่าเราเก่ง จริงๆ แล้วไม่เก่ง เก่งแต่ปาก (หัวเราะ)

คุณอยากได้รับการจดจำว่าเป็นนักแสดงแบบไหน

เป็นนักแสดงคนหนึ่งซึ่งพยายามไม่เอาเรื่องส่วนตัวกับเรื่องในละครมาเกี่ยวข้องกันนัก ในสื่อโซเชียลต่างๆ เราชอบลงแค่เรื่องงาน เพราะเราอยากให้คนจดจำเราในเรื่องงานด้วย ไม่ใช่ว่า อ๋อ ป๊อก ปิยธิดา แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า เราเล่นเรื่องอะไรแล้วเจ๋ง เราชอบเวลาไปเดินที่ไหนแล้วมีคนเรียกเราเป็นชื่อตัวละคร หรือรายการที่เราทำ เราชอบให้คนจดจำเราด้วยผลงานที่โดนใจเขา เรื่องส่วนตัวไม่ต้องจำเรามากก็ได้ เพราะเราก็แค่นักแสดงคนหนึ่ง ไม่ใช่เซเลบที่จะมานั่งเปิดเผยทุกแง่ทุกมุมในชีวิตส่วนตัว จะทานอะไร จะอะไรยังไง ไม่ต้องรู้ทุกเรื่องหรอก (หัวเราะ)

ชีวิตที่ไม่ใช่นางเอกของ ป๊อก ปิยธิดา วรมุสิก ผู้จัดละครแอคชันแสนอินดี้และนร.เชฟท็อปทรีของรุ่น, ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ครั้นสิ้นสุดบทสนทนาอันยาวนานกับ เกม-สิทธิโชค ศรีโช บนโต๊ะกินข้าวที่ลานตาไปด้วยอาหารที่เขาออกแบบมาเพื่อเราโดยเฉพาะ เราคิดอยู่นานว่าจะนิยามตัวชาวขอนแก่นรายนี้ว่าอย่างไรให้ครอบคลุมตัวตนและสิ่งที่เขาทำมาทั้งหมด

เขาเคยเป็นนักศึกษานิเทศศิลป์ที่หลงใหลใน Cookbook มากกว่าตำราออกแบบ

เคยเป็นเด็กจบใหม่ที่พกช้อนทองเหลืองติดตัว เพราะฝันอยากเป็นนักชิมมืออาชีพ

เคยเป็นบรรณาธิการด้านอาหารของนิตยสาร Health & Cuisine อันเลื่องชื่อในวันวาน

เคยเป็นคนเขียนสคริปต์รายการอาหารที่มีคนดูแตะหลักแสนเพียงชั่วข้ามคืน

เคยเป็นนักออกแบบอาหารเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของน้อง ๆ เด็กนักเรียน

และกำลังเป็นยูทูบเบอร์ที่นำเสนอเรื่องราวของอาหารอีสานเมนูต่าง ๆ อย่างเจาะลึก ถึงขั้นพาไปชมแหล่งผลิตวัตถุดิบในแต่ละจาน

เชิญคุณผู้อ่านกลั้นน้ำลายไว้อย่าให้สอ แล้วไปอ่านเรื่องราวชีวิตที่หอมกรุ่นด้วยกลิ่นของอร่อยของ ‘กูรูอาหาร’ แห่งเมืองดอกคูนกันเถอะ

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

คนบ้านไผ่

“บ้านไผ่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีของกินอร่อยครับ คนจากหลาย ๆ อำเภอเข้ามาที่บ้านไผ่ก็เพื่อมาหาซื้อของกิน” เกมให้คำจำกัดความบ้านเกิดของตนเอง

“ที่นี่อยู่ห่างจากตัวเมืองมา 44 กิโลเมตร เป็นจุดความเจริญจุดแรก ๆ ของจังหวัดขอนแก่น เพราะมีรถไฟจากภาคกลางเชื่อมความเจริญมาถึง สมัยก่อนบ้านไผ่เป็นแค่เมืองเล็ก ๆ เมื่อรถไฟผ่านก็เกิดการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนเข้ามา เช่น คนจีน คนโคราช บ้านไผ่จึงค่อย ๆ พัฒนาจากกิ่งอำเภอเป็นอำเภอในที่สุด”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย
เมนู Amuse Bouche นี้มีชื่อว่า ‘มาตุ้ม มาโฮม’ แปลว่า การมารวมตัวกัน เกิดจากการนำอาหารของชาวจีน เวียดนาม และโคราช ในบ้านไผ่ มาจัดรวมไว้ในเชี่ยนหมากอีสาน

ความเจริญของอำเภอบ้านไผ่ที่เกมลืมตาดูโลก พิสูจน์ได้จากการมีโรงหนังถึง 3 แห่งในอำเภอเดียว มีห้างสรรพสินค้าซึ่งภายในมีลานสเก็ต และยังมีเหลาหรือภัตตาคารจีนหลายแห่ง

“ร้านอาหารร้านไหนที่คนเขาว่ามันอร่อยและพอจะพาไปได้ ยาย ตา หรือพ่อแม่ก็จะพาเราไปกิน ส่วนใหญ่ก็เป็นเหลาจีน เราได้กินผัดโป๊ยเซียน หอยจ๊อ กระเพาะปลา ไม่ก็ข้าวผัด นอกจากอาหารจีน ก็ยังมีร้านไอศกรีมโฮมเมดที่คนจีนมาทำ มีร้านขายเค้กของคนจีนสมัยก่อนที่บีบหน้าเป็นรูปกุหลาบ มีรอยัลไอซิ่ง ที่ตอนเด็ก ๆ ตื่นตาตื่นใจ อีกครั้งหนึ่งที่เป็นประสบการณ์ชีวิต คือครั้งแรกที่ได้กินข้าวผัดอเมริกันในร้านที่ขายอาหารแนวฝรั่ง กลับมาแล้วอาเจียนเลย เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้กินข้าวที่เอาไปผัดกับเนย

“อาหารเฉพาะตัวของบ้านไผ่ก็มีเยอะนะครับ มีคำกล่าวว่า “ใครมาบ้านไผ่แล้วไม่กินกุนเชียงก็เหมือนยังไม่มาบ้านไผ่” สมัยเด็ก ๆ เราเรียกมันว่า ‘หมูหวาน’ แล้วพอมาเจอหมูหวานในกรุงเทพฯ ก็งงว่าทำไมมันไม่เหมือนหมูหวานที่บ้านเรา หรืออย่างกวยจั๊บบ้านไผ่ก็จะเป็นกวยจั๊บเส้นใหญ่ ไม่เหมือนของอุบลฯ ที่เป็นเส้นเล็ก เจอเพื่อนสมัยเรียนมหาลัยเป็นคนอุบลฯ ก็เถียงกันเป็นบ้าเป็นหลังเลยว่า กวยจั๊บของจริงมันต้องเป็นเส้นใหญ่หรือเส้นเล็ก แล้วยังมีผัดไทยใส่ซอสเย็นตาโฟ ใส่หมู ใส่เต้าเจี้ยว วิธีการปรุงคล้าย ๆ หมี่โคราช เพราะคนขายย้ายมาจากโคราช เราเรียกมันว่าผัดไทยสีชมพู ถ้าเป็นคนภาคกลางคงไม่เรียกสิ่งนี้ว่าผัดไทย (ยิ้ม)”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย
ผัดไทยสีชมพูประจำอำเภอบ้านไผ่ พหุลักษณ์ประจำอำเภอ

ครอบ-ครัว

ไม่เพียงเกิดมาในท้องถิ่นที่ลือชาด้านของกินเท่านั้น ครอบครัวของเกมยังให้ความสำคัญกับอาหารและการกินอย่างยิ่งยวด นำโดยญาติผู้ใหญ่ซึ่งเป็นเสมือนประมุขของบ้านอย่างคุณยาย

ยายของเกมเคยเป็นแม่ค้าขายกับข้าว บ้านที่เขาอยู่เป็นบ้านหลังใหญ่ที่สมาชิกนับสิบชีวิต ความเป็นผู้อาวุโสประจำครอบครัวประกอบกับอาชีพดั้งเดิม ส่งผลให้ยายใส่ใจเรื่องปากท้องของคนในบ้านเป็นพิเศษ

“สมัยก่อนครอบครัวเราจะอยู่รวมกันเป็นบ้านใหญ่ กิจกรรมที่จะเกิดขึ้นตลอดในแต่ละวันคือการทำอาหาร พวกพี่ ๆ ผู้หญิงเขาถูกยายกวดขันให้ต้องเข้าครัว ไปหัดทำกับข้าวตามค่านิยมคนไทยสมัยก่อน ส่วนเราเขาก็ปล่อยให้วิ่งเล่น เราก็ชอบวิ่งเข้าไปเล่นในครัว เพราะเราไม่ได้ถูกกดดันเหมือนพวกพี่สาว ห้องครัวที่บ้านเลยเป็นพื้นที่สนุกของเรา (หัวเราะ)

“ยายเป็นคนจ่ายตลาดวันละหลายรอบ จ่ายตลาดเช้าแล้วยังจ่ายตลาดเย็นด้วย เวลากลับมาทำอาหาร ยายจะตั้งอาหารเป็นสำรับ ภาษาอีสานเรียกว่า ‘พา’ ในพาข้าวที่บ้านจะมีอาหารหลากหลาย เขาต้องทำอาหารเลี้ยงให้เพียงพอกับคนทั้งหมด เราเลยไปช่วยยายหิ้วของที่ตลาดบ้าง เลยทำให้เราได้ใกล้ชิดอาหาร”

เปลี่ยนจากวิ่งเล่นมายืนหน้าเตา

“เราเริ่มทำอาหารครั้งแรกแบบสนุก ๆ ตอนอยู่อนุบาล อาหารหลักที่บ้านเรากินกันคือส้มตำ ความที่บ้านมีคนอยู่เยอะมาก ยายก็จะเตรียมเครื่องไว้เลย ใครอยากกินก็ตำเอาเอง นั่นคือการทดลองทำอาหารครั้งแรก” เกมย้อนระลึกถึงครั้งแรกในชีวิตที่พลิกบทบาทจาก ‘ผู้กิน’ มาเป็น ‘ผู้ทำ’

จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นในช่วงที่เขาเรียนชั้นประถม เมื่อพ่อกับแม่เลือกย้ายออกมาจากบ้านใหญ่ของยายมาสร้างบ้านของครอบครัวตัวเอง และเลือกปลูกฝังวิชางานบ้านงานเรือนให้ลูกชายลูกสาวอย่างเท่าเทียมกัน

“แม่เรามีแรงกดดันในตอนเด็ก คือเขาเป็นลูกสาวคนโตและเป็นคนไทยที่ต้องทำทุกอย่างในบ้าน เขาเลยมีความคิดว่าเกิดเป็นคนไม่ว่าเพศไหน ถ้ากินเป็นก็ต้องทำเป็น ถ้าใช้เสื้อผ้าได้ คุณก็ต้องซักเสื้อผ้าได้”

ด้วยความคิดนั้น ลูกชายอย่างเกมจึงถูกสั่งสอนให้ฝึกทำกับข้าวด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง ในช่วงแรกแม่ซึ่งเป็นครูก็สอนทำเมนูง่าย ๆ ให้ อย่างไข่ดาว ไข่เจียว หรือ ‘หมูเค็ม’ ตามคำเรียกของคนบ้านไผ่ ซึ่งหมายถึงหมูรวนซีอิ๊วดำ เหยาะน้ำตาลกับซอสหรือน้ำปลาสักเล็กน้อย

แต่นั่นก็คือจุดเริ่มต้นของความรักที่เด็กน้อยคนหนึ่งมีต่อชีวิตการทำครัว เมื่อขึ้นชั้น ป.3 เกมเริ่มทำกับข้าวด้วยตัวเองคล่องแล้ว ไม่ว่าของชอบส่วนตัวอย่างขนมจีนน้ำยาลาว อาหารจานหลักในบ้านอย่างผัดผัก หรืออาหารงานบุญที่บ้านยายทำทุกเทศกาลอย่างแกงเห็ด ล้วนผ่านปลายตะหลิวของเกมมาทั้งสิ้น

“แม่มีทักษะการสอนที่ดีเพราะเป็นครู เราก็แทบไม่ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจากการทำอาหาร ภายใต้การสอนแม่จะคอยดูอยู่ห่าง ๆ” เขายกความดีความชอบให้คุณแม่ซึ่งเป็นครูสอนทำอาหารคนแรกในชีวิต

เลขวัยที่เพิ่มพูนขึ้นยังแปรเปลี่ยนความสนุกไปในทิศทางใหม่ จากห้องครัวที่เคยเป็นพื้นที่สนุกเพราะได้เข้าไปเล่นซน เกมกลับมีความสุขกับพื้นที่นี้เมื่อได้ยืนนิ่ง ๆ ปรุงอาหารอยู่หน้าเตาไฟ และได้พักผ่อนหย่อนใจด้วยการชมรายการสอนทำอาหารผ่านหน้าจอโทรทัศน์

“จุดที่ทำให้เราเข้าไปอยู่ในโลกของการกินเลยก็คือตอนเป็นเด็ก เราจะถือปากกากับกระดาษจดสูตรอาหารตามรายการทำอาหารทางโทรทัศน์ แล้วด้วยทักษะการเลกเชอร์ของเด็ก เราก็จดไม่ทัน หรือบางอย่างจดทันแต่มาทำตามแล้วทำไม่ได้ เราก็เลยจะจินตนาการว่าคนที่มาให้สูตรมันหวงสูตร ก็เลยบอกกับตัวเองว่าถ้าเรามีโอกาสเป็นคนบอกสูตรนะ เราจะบอกสูตรให้หมดเลย ไม่หวงอะไรทั้งสิ้น”

แล้วอีกหลายปีต่อมา ความตั้งใจนั้นก็กลายเป็นจริง

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

เข้ากรุง

พอถึงวัยเข้าเรียนอุดมศึกษา หนุ่มบ้านไผ่อย่างเกมเลือกศึกษาต่อด้านออกแบบนิเทศศิลป์จาก ม.ดังในบ้านเกิดอย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเขาได้แอบกระซิบกับเราว่า ในเวลาที่เพื่อน ๆ ง่วนอ่านหนังสือออกแบบศิลปะ เขาชอบจะดอดไปอ่านตำราอาหารมากกว่า

เกมร่ำเรียนการออกแบบจนจบ แล้วเลือกเปิดร้านเหล้าพร้อมกับทำกับแกล้มขายเพื่อสะสมทุนรอน ตอนหลังร้านเหล้าแห่งนั้นได้ปิดตัวลงไป บัณฑิตหนุ่มจากอีสานจึงตบเท้าเข้าเมืองกรุงเพื่อหาอาชีพที่เหมาะกับตัวเขา ซึ่งก็ได้งานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ของแบรนด์เสื้อผ้าแห่งหนึ่ง ทว่าชีวิตในสายงานออกแบบกราฟิกของเกมก็มาถึงจุดจบในเวลาอันสั้น เขาทำงานที่นั่นได้ไม่ถึงปี ที่ทำงานก็ปิดตัวลง ในจังหวะชีวิตที่เขารู้ตัวเองว่าอยากเป็นนักเขียนแนวอาหาร   

“นิตยสารอาหารตอนนั้นมีอยู่ 3 – 4 เล่ม มี แม่บ้าน, ครัว, Gourmet & Cuisine แล้วก็ Health & Cuisine พอได้อ่านนิตยสารพวกนี้แล้วก็ชอบนะ อย่าง Health & Cuisine เขาจะชอบพูดถึงอาหารบางอย่างที่เป็นอาหารฟิวชัน นำวัตถุดิบที่เป็นต่างชาติมาผสมผสานกับความเป็นไทย มีสอนทำอาหารต่างชาติและอาหารไทยง่าย ๆ เพื่อสุขภาพ เรารู้สึกว่ายังเข้าไม่ถึง แต่อยากรู้จักมันให้มากขึ้น”

ช่วงนั้น Health & Cuisine ยังไม่เปิดรับคนใหม่ แต่สำนักพิมพ์อมรินทร์ผู้พิมพ์นิตยสารฉบับนั้นได้เปิดตัวนิตยสารแนวแม่และเด็กชื่อ Real Parenting และกำลังเปิดรับสมัครกองบรรณาธิการอยู่พอดี

“รีบไปสมัครที่นั่นเลย ถึงไม่ได้อยากทำงานกับนิตยสารนี้ แต่ก็อยากเข้าไปก่อนเพื่อที่จะหาช่องทางย้ายไปสังกัด Health & Cuisine ที่อยู่ในสำนักพิมพ์เดียวกัน กรรมการที่สัมภาษณ์ท่านก็ชมว่าพูดเก่งดีนะ แต่ทั้งหมดที่พูดมาไม่เห็นเกี่ยวกับแม่และเด็กเลยนี่ เลยถามเราว่ามีเล่มไหนอยากทำเป็นพิเศษมั้ย พอรู้ว่า Health & Cuisine เขาก็ว่างานยังไม่ว่าง ให้ไปอยู่นิตยสาร สุดสัปดาห์ พร้อมกับโอกาสทดลองงาน 1 เดือน”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

บรรณาธิการนิตยสาร

ช่วง 1 เดือนที่ทำงานอยู่กับนิตยสาร สุดสัปดาห์ เป็นช่วงเวลาที่เกมเครียดมาก เพราะ…

“วิถีชีวิตเราไม่ใช่คนสุดสัปดาห์ ที่พอเลิกงานเขาจะต้องไปอัปเดตเทรนด์ ไปสยาม ดูหนัง ฟังเพลง เราไม่ใช่ เราอยากเลิกงานแล้วกลับบ้านทำขนม กินอาหาร เพราะนั่นคือตัวเรา”

แต่ด้วยความตั้งใจที่เกมแสดงออกมาให้ทุกคนเห็น ประจวบเหมาะกับมีคนลาออกจากนิตยสารในดวงใจพอดี เกมจึงได้รับโอกาสทองที่เขาตั้งตาคอยมาตลอด คือการได้ร่วมงานกับนิตยสาร Health & Cuisine

“ตอนนั้นรู้สึกว่ามีความสุขมาก นี่มันเป็นงานในฝันของเรา” เกมยิ้มบอกด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย “สมัยก่อนเราจะพกช้อนส้อมทองเหลือง ตอนทำงานกราฟิกอยู่โรงงานก็จะไม่กินอาหารจากช้อนส้อมโรงงานเลย เพราะใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักชิม ก็เลยจะกินด้วยช้อนส้อมนี้ ตอนจะสัมภาษณ์เข้า Health & Cuisine เราก็เอาช้อนส้อมทองเหลืองไปโชว์ว่าเรามีช้อนทองเหลืองส่วนตัว เราชอบทำและชอบชิมอาหารมาก”

ทำงานอยู่ที่นี่ได้สักระยะ บรรณาธิการที่สัมภาษณ์เกมเมื่อตอนรับเข้าทำงานก็จำได้ว่าเขามีช้อนส้อมนักชิมอยู่ติดตัว เมื่อมีการเปิดคอลัมน์ชิมอาหารแนวใหม่ เขาจึงได้รับเลือกให้ดูแลบทความส่วนนี้

“ที่จริงตอนนั้นมีคอลัมน์ชิมที่เป็นคอลัมน์ใหญ่อยู่แล้ว เป็นแนวชิมอาหารแล้วประเมินว่าร้านนี้ได้หรือไม่ได้ ทำงานเหมือนมิชลินสตาร์ แต่เขาเปิดคอลัมน์เล็กให้เรา เป็นเนื้อหาประเภท 10 ร้านผัดไทยเจ้าดังที่ไม่ควรพลาด แล้วต้องมีข้อมูลประกอบว่าผัดไทยคืออะไร มีที่มาที่ไปแบบไหน ก็ต้องไปหาข้อมูล มันทำให้เราได้ศึกษาองค์ความรู้ของอาหารนั้น ๆ เกิดเป็นความเชี่ยวชาญมากขึ้น ก็เลยเป็นทักษะที่ติดตัวมา”

นักออกแบบอาหาร

เกมทำงานอยู่ที่ Health & Cuisine ได้ 2 ปีเศษ ๆ นิตยสารแห่งนี้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตัวเขาย้ายไปอยู่แผนกเอเจนซี่ทำหนังสือในเครืออมรินทร์ได้ครึ่งปี อมรินทร์ก็ทำธุรกิจเสริมเป็นรายการโทรทัศน์ของ Health & Cuisine และตัวเขาได้รับข้อเสนอให้เป็นผู้ลองคิดสูตรมานำเสนอผ่านรายการ

“ยุคสมัยนั้นยังไม่มีช่องอมรินทร์ทีวีอย่างทุกวันนี้ มีแต่ช่อง 3, 5, 7, 9 ซึ่งบังเอิญว่ารายการของ Health & Cuisine ได้รับแอร์ไทม์ (เวลาออกอากาศ)

“ถึงแม้ว่าตอนนั้นเราจะออกมาแล้ว แต่เราก็ยังเป็นคนของ Health & Cuisine โดยสายเลือด เขาก็เลยชวนเราไปทำงานว่าเป็นฟู้ดสไตลิสต์มั้ย เขียนสคริปต์ เป็นครีเอทีฟมั้ย เราก็เลยได้เรียนรู้เกี่ยวกับวงการทีวีที่เกี่ยวกับอาหาร แต่ตรงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เราต้องคิดสูตรอาหารเองเพื่อที่จะนำมาถ่ายทำลงรายการ เราต้องเป็นคนเขียนสคริปต์เอง และต้องดีลร้านต่าง ๆ ตอนนั้นลูกค้าเป็นซอส Kikkoman เราต้องกินอาหารญี่ปุ่นแทบทั่วสุขุมวิท เป็นกำไรที่เราได้จากงานนี้”

บทบาทการเป็นนักออกแบบสูตรอาหารของเกมจึงเริ่มขึ้นด้วยเหตุนี้

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต
อาหารจานหลัก ‘คันได้กินซี้นต่อน อย่าลืมแจ่วแพรวผัก’ อ่อมซี้นหมูสามชั้น ใส่บักบวบ (บวบ) และบักอึ (ฟักทอง) ทานคู่กับข้าวเหนียวนึ่ง 
‘กะแล่มบักม่วงสุก กับ ขนมไข่เหี้ยเพียพระยา’ ขนมหวานที่ทำจากขนมไข่เหี้ย กะแล่ม (ไอศกรีม) ซอสมะม่วงแก้วขมิ้นดิบผสมไวน์ขาว ถั่วเขียวเลาะเปือกคั่วสุก วัตถุดิบเหล่านี้สะท้อนความเป็นอีสานและอำเภอบ้านไผ่ได้เป็นอย่างดี
สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต
‘ยิ้ม เป้ย เป้ย’ เป็นภาษาอีสานแปลว่า ‘ยิ้มหวาน’ เกมตั้งชื่อเมนูนี้ให้กับมาการิตาสีชมพู ผสมจากน้ำคั้นลูกหม่อนสุก โซดา วอดก้า และน้ำมะนาวอินทรีย์ผสมใบกัญชาหางกระรอกภูพาน ตรา Happy Lemon จากวิสาหกิจชุมชนบ้านโสกจาน ขอบแก้วเคลือบด้วยเกลือบ่อกฐิน จากแหล่งทำเกลือสินเธาว์ของอำเภอบ้านไผ่

คลิปสอนทำอาหาร

เกมทำงานโทรทัศน์อยู่ได้ประมาณ 3 ปี บรรณาธิการนิตยสารแผนกอาหารคนเดิมก็โบกมือลาต้นสังกัดไปอยู่ที่อื่น เกมจึงได้กลับมาทำงานนิตยสารใหม่ในฐานะบรรณาธิการอาหาร

เขากล่าวถึงช่วงเวลานั้นด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มว่าทั้งสนุกทั้งเหนื่อย เพราะต้องอ่านต้นฉบับของลูกน้องที่ออฟฟิศ ตรวจสอบคุณภาพ พิสูจน์อักษร ควบคู่กับทำคอลัมน์ของตนเองไปด้วย

“สิ่งหนึ่งที่แม็กกาซีนเล่มนี้มี แล้วเล่มอื่นอาจจะไม่มี คือสูตรอาหารทุกสูตรไม่ว่าจะมาจากคิดค้นขึ้นเอง หรือมาจากคนอื่น ต้องผ่านการทดลองทั้งหมด

“เวลาใครรู้ว่าเราทำงานอยู่นิตยสาร เขาก็เลยจะคาดหวังว่าเราต้องทำอาหารเป็นและทำได้ดีทุกอย่าง คำถามที่คนรู้จักมาถามเราก็เช่นว่า ผัดหมี่กระเฉดยังไงไม่ให้เส้นขาด? เจียวไข่ยังไงไม่ให้ไข่เจียวยุบ? ผัดวุ้นเส้นยังไงไม่ให้เส้นมันกอดกัน? เราเลยคิดว่านี่คือปัญหาของคนทำอาหาร ในคลิปวิดีโอสอนทำอาหารสมัยนั้นก็มีแต่สอนว่าทำยังไง ไม่ได้สอนวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ พอได้สมมติฐานปุ๊บ เราก็เลยลองทำคลิปเลย”

นั่นคือที่มาของคลิปสอนทำอาหารชื่อ ‘เคล็ดไม่ลับแค่คุณไม่รู้’ ที่ตัวเขาและเหล่าทีมงานช่วยกันถ่ายทำและตัดต่อด้วยกล้องมือถือทั้งหมด

“คลิปแรกของพวกเราเป็นเรื่องแกงเขียวหวาน ทำแกงเขียวหวานยังไงให้มะเขือยังเขียว ปล่อยออกไปครั้งแรกมีคนมาดู 35,000 คน ช็อกมาก เพราะคิดว่าคนดูแค่ 200 คนก็ดีมากแล้วนะ

“พอคลิปที่ 2 เจียวไข่ยังไงให้ไข่เจียวยังไม่ยุบ คลิปนั้นภายในข้ามคืนก็มีคนมาดูเป็นแสน ผ่านไปไม่ถึงเดือนก็ขยับขึ้นเป็น 3 แสน 5 แสน เรารู้ว่าอันนี้คือสิ่งที่ใช่ กลายเป็นว่าทำคลิปออกมา ยอดจะเป็นแสน บ้างก็ 8 หมื่น บางทีก็สะสมกันไปถึงเป็นล้าน”

อย่างไรก็ดี ความสุขในการทำคลิปสอนทำอาหารที่เล่าถึงวิธีแก้ปัญหาที่คนครัวทุกคนต้องเจอก็อยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากนิตยสารอันเป็นที่รักยิ่งของเกมต้องปิดตัวลง

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

กลับบ้านไผ่

“ที่จริงเราเป็นคนที่ออฟฟิศไม่ยอมให้ออก อยากให้ไปต่อในฝ่ายออนไลน์ แม้ว่านิตยสารจะเลิกผลิตไปแล้ว แต่เพราะนิตยสารเป็นสิ่งที่ตัวเรารักมาก พอมันไม่อยู่แล้วเราก็ไม่รู้จะอยู่ต่อไปทำไม ก็เลยไปไหว้งาม ๆ ขอออกจากงานมาพร้อมกับเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ”

น้ำเสียงของเกมเหมือนคนปลงตกได้ เมื่อเขาเล่าให้เราฟังถึงสาเหตุที่กลับมาอยู่บ้านที่อำเภอบ้านไผ่

15 ปีในกรุงเทพฯ สอนหลักสูตรชีวิตให้กับเกมมากมายไม่แพ้สูตรอาหารที่เขาค้นคิดในช่วงนั้น ทันทีที่ออกจากงานนิตยสาร เกมมุ่งมั่นอยากหันมาฝึกงานเกษตรเพื่อให้เข้าถึงต้นรากของสายพานอาหาร

“เราได้ไปยืนอยู่ในหลายจุดของอาหารแล้ว แต่ยังไม่เคยไปถึงต้นน้ำของอาหารเลย” ความคิดนี้ดลใจให้กูรูอาหารชาวอำเภอบ้านไผ่ไปหัดเรียนทำนาที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรตินานถึง 6 เดือน เพาะผัก ปลูกข้าว เลี้ยงเป็ด ใช้ชีวิตเยี่ยงชาวนาบนผืนนา 1 ไร่ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์จัดไว้ให้ ก่อนจะลงเอยด้วยการปลูกพืชผักสวนครัวรอบตัวบ้าน เพื่อความคล่องตัวและประหยัดต้นทุนทางการผลิต

“ภาษาอีสานเรียกว่า ‘บืน’ ให้นึกถึงปลาที่พยายามกระเสือกกระสนตัวมันเองขึ้นมาบนพื้น” เขาอุปมาตัวเองด้วยศัพท์ภาษาที่ราบสูง “ตัวเราก็ต้องบืนเหมือนกัน พยายามที่จะอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เราเลือกมาอยู่ด้วยตัวเองให้ได้”  

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

ย่างเข้าสู่ปีที่ 5 แล้วที่อดีตบรรณาธิการอาหารได้หวนคืนถิ่น แม้จะเคยต้อง ‘บืน’ ตัวเองเพื่อกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด แต่วันนี้เขากลับได้พบความสุขใหม่ในถิ่นเก่า เริ่มจากการทำอาหารง่าย ๆ จากวัตถุดิบที่เพาะปลูกรอบรั้วบ้านตัวเองไว้ส่งขายเลี้ยงชีพ

เขายังคงรับเขียนบทความอาหารหรือเนื้อหาต่าง ๆ ที่ตนเองชื่นชอบอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการกลับบ้านคราวนี้ช่วยให้เขาได้ทำความเข้าใจกับรากเหง้าความเป็นขอนแก่นในตัวเอง ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา และวัฒนธรรม จนเป็นผู้รู้เรื่องขอนแก่นที่คนทั่วไปให้การยอมรับ และเคยได้เขียนเล่าข้อมูลความเป็นมาของจังหวัดในห้องขอนแก่น 500 ปี ในพิพิธภัณฑ์กรมธนารักษ์มาแล้ว

ความรู้ด้านการออกแบบของเขายังได้รับการนำไปต่อยอดเป็นประโยชน์แก่จังหวัดขอนแก่น อาทิ การที่เขาได้รับเลือกเป็นผู้จัดการโครงการ Lunch and Learn Project ซึ่ง TCDC ขอนแก่น จัดขึ้นเพื่อออกแบบอาหารกลางวันที่ทั้งถูกปากและถูกหลักโภชนาการ แก่เด็กนักเรียนในโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย เป็นโครงการที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก

และเขายังเริ่มต้นใหม่กับการทำคลิปสอนทำอาหารในยูทูบ ในช่อง SRI Cooking Channel ซึ่งไม่เพียงทำคอนเทนต์สอนเคล็ดลับวิธีการปรุง หากยังพาผู้ชมไปทำความรู้จักกับขั้นตอนการผลิตวัตถุดิบ และพาชมของดีในจังหวัดขอนแก่น ด้วยการเล่าเรื่องที่สนุกสนาน มากสีสัน เปี่ยมแปล้ด้วยสาระ

“ความเป็นอีสานถูกเผยแพร่เยอะขึ้นก็จริง แต่ว่ามันยังไม่พอ ดังนั้นนอกจากเรามีความรู้ความสามารถแล้ว เรายังมีพื้นที่สื่อ ก็จะใช้พื้นที่สื่อของเราในการบอกเล่าเรื่องราวของอีสานออกไป” ชายหนุ่มที่พวกเราตั้งสมญาแก่เขาว่า ‘กูรูอาหารแห่งบ้านไผ่’ เปิดเผยเป้าหมายในการทำสื่อวิดีโอของเขา

“สิ่งที่เราทำเป็นประจำคือให้กำลังใจผู้ประกอบการ เพราะเวลาเราไปกินก็ชอบพูดคุย ด้วยสันดานคนเป็นสื่อก็ชอบเจ๊าะแจ๊ะพูดคุย แล้วพอเราเริ่มสนิทก็จะได้รู้ข้อมูลเบื้องลึก โดยเฉพาะพ่อครัวแม่ครัวในอีสาน คนทำธุรกิจ ต้องเผชิญอะไรหลาย ๆ อย่าง เช่น กับดักความยากจน ก็จะให้กำลังใจเสมอ ด้วยความที่เรามีทักษะทางอาหาร บางอย่างที่เราแนะนำกับเขาได้ว่าทำแบบนี้แล้วมันจะดีขึ้น เราก็จะให้คำแนะนำเขาเลย

“เรามองว่ามันจะทำให้คนที่ทำอาหารอีสานเองก็อยู่ได้ แล้วเขาก็จะพัฒนาตัวชิ้นงานของเขาให้ดีขึ้น ส่วนคนที่ไม่รู้จักอาหารอีสาน เราก็จะใช้พื้นที่สื่อของเราทำให้เขารู้จักนี่แหละครับ”

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

อดีตนิสิตอักษรผู้ชอบอ่านและชอบเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load