ปีกุน สัปตศก จุลศักราช 1357

ท่ามกลางผู้ชมเรือนหมื่น หญิงสาวร่างเล็กคนหนึ่งเดินขึ้นมากลางเวทีด้วยสองเท้าที่เปล่าเปลือย ฉับพลันเมื่อมือกีตาร์ที่อยู่เบื้องซ้ายของเธอซึ่งกำลังเล่นท่อนริฟฟ์ช้าเนิบได้สับคอร์ดด้วยจังหวะที่เร่งรีบกระชั้นขึ้นมา เสียงกลองได้พลันระเบิดจังหวะขึ้นมาพร้อมกับมือเบสที่ยืนอยู่เบื้องขวาของตัวเธอที่ขยับเคลื่อนเลื่อนกายไปตามท่วงทำนองอันรุกเร้าใจนั้น…
“แล้วเธอ แล้วเธอ เข้าใจ ข้างใน ว่าเรา เข้ากัน เข้าใจ ไว้ใจ”

วินาทีนั้นเป็นส่วนหนึ่งของจุดเริ่มต้นในทุกๆ อย่าง

ก่อนหน้าที่ผู้ชายคนนี้จะขยับจากเบื้องข้างเวทีและก้าวมายืนอยู่เบื้องหน้าในฐานะนักร้องและผู้นำวง

“ช่วงนั้นเป็นช่วงวัยที่ผมหมกมุ่นมาก ขลุกอยู่กับดนตรีตลอดเวลา จะพูดจะคิดจะทำอะไรก็เป็นเรื่องของดนตรีทั้งนั้น”

จากความหมกมุ่นที่เกิดขึ้นเพื่อหนุนหลังความรัก และความฝันที่บันดาลใจจากเสียงดนตรีและช่วงวัยฮอร์โมนกำลังปะทุและพุ่งพล่านก็มีพลานุภาพมากมายเพียงพอที่จะทำให้ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา ข้ามผ่านตัวตน และแฝงเร้นอัตลักษณ์แต่เดิมมาอยู่ภายใต้นามแฝงแห่งผู้ปฏิบัติโยคะที่ไม่เคยอิ่มเอมในการเสพเมถุนธรรมที่ว่า

‘โยคี เพลย์บอย’

วิธีอยู่รอดของศิลปินโดย โป้ Yokee Playboy กับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในรอบ 24 ปี

เป็นนามแฝงอันย้อนแย้งทั้งในความหมายและพฤติการณ์ หากตัวเขาได้ยืนยันและได้กลายเป็นหมุดหมายประวัติศาสตร์หนึ่ง ทั้งของวงการดนตรีและโลกส่วนตัวของเขาว่า นี่คือฉายาที่เขาเลือกแล้วว่าจะผนึกแน่นกับตัวตนของเขาในวงการดนตรีไปตราบจนกว่าชีวิตในวงการจะหาไม่

ย้อนกลับไป ณ ช่วงเวลาหลายปีก่อนหน้านั้น

ความรักในระดับที่เรียกได้ว่าหมกมุ่นของโป้ มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นนักดนตรีไทยฝีมือดี ซึ่งในที่สุดได้กลายมาเป็นก้าวแรกให้เขาได้มาพบและขยับขยายมาสู่โลกของดนตรีสากลแห่งโลกซีกตะวันตก

“สมัยเรียนมัธยมมีวงหนึ่งเขาต้องการคนไปเป่าขลุ่ยเพลงเพลงหนึ่ง เขาก็เลยชวนผมไป แล้วพอเราได้ไปซ้อมดนตรีกันที่ที่หนึ่งก็ปรากฏว่าวงของ คุณเจอรี่ (ศศิศ มิลินทวณิช) เล่นอยู่ห้องข้างๆ แล้วเขาเล่นเก่งกว่า เราก็เลยเริ่มสนใจ จากนั้นผมก็เข้าไปช่วยเล่นในตำแหน่งมือกีตาร์“ 

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของวง ‘คะแนน’ ที่มีสมาชิกเป็นนักเรียนร่วมรุ่นของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ซึ่งที่มาของชื่อวงนั้นบันดาลใจมาจากแนวคิดอันเรียบง่ายประสานักเรียนที่ว่า

“เพราะสมัยเด็กๆ ทุกคนต่างก็อยากจะได้คะแนนจากอาจารย์มากขึ้น คือจะเป็นพวกคะแนนสงสาร เราเลยตั้งชื่อว่า วงคะแนน ครับ”  

เมื่อได้สมาชิกมารวมตัวกันจนครบตำแหน่งเครื่องดนตรีที่ต้องการแล้ว ก้าวต่อไปก็คือเรื่องของความมุมานะพยายามถ่ายทอดบทเพลงแห่งแรงบันดาลใจให้ออกมาใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด ซึ่งโดยไม่รู้ตัว ความพยายามชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าในการฝึกฝนผ่านหนังสือรวมคอร์ดกีตาร์และเทปคาสเซตต์ของศิลปินที่พวกเขาชื่นชอบก็นับเป็นการเคี่ยวกรำให้พื้นฐานการเล่นดนตรีของแต่ละคนนั้นแข็งแกร่งขึ้นเป็นลำดับ

“พอเพื่อนในกลุ่มตั้งวงขึ้นมาแล้ว เราก็เริ่มแกะเพลงกัน ซึ่งก็ได้ทักษะจากการแกะเพลงในช่วงนั้น และช่วยในตอนโตได้เยอะเลย ยุคนั้นก็เล่นพวกเพลงร็อกเป็นส่วนใหญ่ คาราบาวก็เล่น เด็กสมัยนั้นคือชอบเพลงที่มีโซโล่ แล้วก็จะพยายามจัดโซโล่แล้วมาโชว์กัน มาดูกันว่าของใครจะเหมือนกว่ากัน อย่างท่อนโซโล่ของคาราบาว เจอรี่เขาจะแกะออกมาเหมือนเลย แต่ส่วนใหญ่แล้วผมจะเล่นกีตาร์ริทึมเป็นหลักครับ”

หลังจากนั้นเส้นทางชีวิตของโป้ก็ดำเนินไปสู่สังคมใหม่ๆ ซึ่งในที่สุดก็กลายเป็นการเปิดประตูแห่งโอกาสให้ตัวเขาไปสู่อนาคตที่ไม่มีใครแม้แต่ตัวเขาจะกล้าคาดคิด

วิธีอยู่รอดของศิลปินโดย โป้ Yokee Playboy กับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในรอบ 24 ปี
วิธีอยู่รอดของศิลปินโดย โป้ Yokee Playboy กับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในรอบ 24 ปี

“หลังจากเรียนจบจากสาธิตฯ ปทุมวัน ผมก็เข้าไปจุฬาฯ ปีหนึ่ง (คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาศิลปศึกษา) โดยรุ่นของ พี่ป๊อด (ธนชัย อุชชิน) จะเป็นรุ่นพี่ผมปีหนึ่ง ส่วนใหญ่เวลาพวกเราเรียนเสร็จก็จะมานั่งเล่นดนตรีกันใต้ตึก ก่อนที่วันหนึ่งจะนึกสนุกขึ้นมาว่าลองไปเล่นเปิดหมวกกันดีกว่า ก็เลยลองเปิดหมวกกันหน้าคณะ ชักสนุก พี่ป๊อดเลยชวนว่า งั้นเรา คือพี่ป๊อด ผม แล้วก็ นภ พรชำนิ เพื่อนสมัยเด็กของป๊อดไปเปิดหมวกที่ใต้โรงหนังกัน โดยจะทำเมนูให้คนเลือกเพลง เพลงส่วนใหญ่เป็นสากล จะเป็นเพลงของ R.E.M, Lenny Kravitz, Simply Red ตอนนั้นผมเลยมีโอกาสได้ฟังเพลงหลากหลายมากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม เส้นทางชีวิตสายลมแห่งโชคชะตาก็มีอันได้พัดพาให้โป้ต้องข้ามฟากฝั่งของสถาบันแถบสามย่านไปสู่ชานเมืองกรุงเทพฯ ฝั่งรังสิต ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต 

ที่นั่นทำให้เขาได้พบกับกลุ่มคนที่กลายมาเป็นสหายทั้งในด้านดนตรีและด้านการใช้ชีวิต ณ เวลาต่อมาอีกยาวนาน คือรุ่นพี่คณะ ทว่าอยู่ในช่วงวัยเดียวกัน นั่นคือ บอย-ตรัย ภูมิรัตน ซึ่งได้มีส่วนสำคัญในการสานต่อความรักในเสียงดนตรีของโป้ให้ลงลึกและทอดยาวไกลออกไปอีก

“ในช่วงนั้นผมก็จะเล่นดนตรีกับกลุ่มปีเดียวกับผม บอยเขาก็จะมีวงของเขาอีกปีหนึ่ง แต่ต่อมาก็มีโอกาสได้มาจอยกันด้วยมีไอเดียอยากหางานพิเศษ คุณบอยเลยชวนไปเล่นที่ผับหน้าปากซอยที่เข้า ม.รังสิต เป็นช่วงระยะสั้นๆ เป็นกีตาร์สองคนครับ แล้วพอสักพักหนึ่งก็ได้เล่นดนตรีเป็นงานพิเศษหน้า ม.รังสิต ต่อ โดยเล่นกับวงรุ่นพี่ของบอย” 

หากจุดเปลี่ยนที่ทำให้ชีวิตโป้ดำเนินมาถึงจุดที่ไม่อาจย้อนกลับอย่างแท้จริง เมื่อเขาได้รับโทรศัพท์สายหนึ่ง ซึ่งเสียงที่ปลายสายนั้นเป็นเพื่อนเก่าของเขา คือ โต้ง-มณเฑียร แก้วกำเนิด

“ผมเป็นคนเพื่อนเยอะ ก็จะมีเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งก็คือคุณโต้ง ซึ่งก็เป็นเพื่อนของคุณเจอรี่ด้วย  อยู่มาวันหนึ่งเขาก็โทรมาชวนว่า เฮ้ย! เนี่ยมีนักร้องใหม่จะออกกับเบเกอรี่ฯ เป็นผู้หญิงชื่ออรอรีย์ ตอนนี้เขากำลังต้องการมือกีตาร์ซัพพอร์ต เป็นกีตาร์อะคูสติกสองตัว ไปเล่นในงานงานหนึ่ง  เป็นงานที่เขาเล่นเปิดให้กับโมเดิร์นด็อก ที่สนามกีฬากองทัพบก พอหลังจากงานนั้นทางเบเกอรี่ฯ ก็เลยชักชวนให้ผมทำงานร่วมกับคุณอรอรีย์ต่อ”

เมื่อตอบรับคำเชิญชวนดังกล่าว ตัว P ชองชื่อ โป้ ก็กลายเป็นตัวอักษรแรกของชื่อวง P.O.T.D ที่ย่อมาจากชื่อเล่นของเขาและอีก 3 สมาชิก คือ  O-อร T-โต้ง และ D-เดฟ

วิธีอยู่รอดของศิลปินโดย โป้ Yokee Playboy กับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในรอบ 24 ปี

แล้วเรื่องราวหลังจากนั้นก็เป็นประวัติศาสตร์ เมื่อในที่สุดเขาก็เริ่มแต่งเพลงและถ่ายทอดเสียงร้องให้กับศิลปินในค่ายเบเกอรี่มิวสิค อย่าง สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ ซึ่งได้กลายเป็นย่างก้าวแรกของการทำงานเพลงของตัวเองขึ้นมาในที่สุด

“ในช่วงที่ทำงานกับคุณอร ตอนนั้นเริ่มมีไฟและเริ่มรู้สึกอยากทำงานของตัวเอง ก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ตอนนั้นเข้าไปแล้วก็รู้จักกับคนข้างในของทางเบเกอรี่มิวสิค เลยมีโอกาสได้แต่งเพลงให้กับพี่สมเกียรติเป็นเพลงแรกเลยคือ ตอนนี้ จากนั้น พี่สมเกียรติก็เลยชวนให้ร้องเพลงในอัลบั้มนั้น (Zequence) ซึ่งเป็นเพลงแรกที่ร้องเลยคือเพลง ทางออก หลังจากนั้นก็เลยได้แต่งเพลงให้กับนักดนตรีคนนั้นคนนี้ในเบเกอรี่ฯ เรื่อยๆ มา จน พี่สุกี้ (กมล สุโกศล แคลปป์ ผู้บริหารเบเกอรี่ฯ) ทาบทามว่า เฮ้ย! ลองทำแนวเพลงของตัวเองมั้ย มันก็เลยเป็นที่มาของการที่ได้ร่วมงานกับคุณใหญ่ในอัลบั้มโยคี เพลย์บอย ชุดแรก (Yokee Playboys) ช่วงเรียนอยู่ประมาณปีสี่”

แล้วจากนั้นตลอด 1 รอบปีนักษัตร ถัดจากปีที่อัลบั้มชุดแรกของ โยคี เพลย์บอย ออกวางจำหน่าย เส้นทางของโป้ในนาม ‘โยคี เพลย์บอย’ ก็ได้ทอดยาวออกไป แม้อาจมีบางช่วงที่มีรอยสะดุดหรือห่างหายไปบ้าง ทว่าก็ไม่เคยสาบสูญไปจากวงการและความสนใจของคนรักดนตรี

ปีชวด อัฐศก จุลศักราช 1358 ผ่านไป… ปีฉลู นพศก จุลศักราช 1359 ผ่านไป… 

กระทั่งเวียนวนมาบรรจบครบรอบในปีชวด สัมฤทธิศก จุลศักราช 1370 

อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่วงการเพลงถูกรุกรานด้วยเทคโนโลยี จนเป็นจุดเริ่มต้นของ Disruptive Era ที่วงการดนตรีทั่วโลกมีอันต้องหยุดชะงักด้วยความก้าวหน้าของนวัตกรรมการเสพดนตรี ที่นำไปสู่ย่างก้าวอันถดถอยของทั้งค่ายเพลงและศิลปินที่ต้องเผชิญอย่างไม่อาจเลี่ยง

โป้และโยคีเพลย์บอยก็มิใช่ข้อยกเว้น หากเขากลับเลือกที่จะจูบรับให้กับยุคสมัยแห่งความเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยการออกจากพื้นที่ปลอดภัยอย่างค่ายเพลง หันไปยืนหยัดด้วย 2 ขา 1 สมองของตัวเอง

ซึ่งเป็นทางเลือกที่เขายังคงยืนยันว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเขามาจวบจนปัจจุบัน

“ตอนนั้นกลับไปทำงานสถาปนิกแล้วด้วย แต่ตอนหลังก็เปลี่ยนใจกลับมาทำเต็มตัวอีกที โดยตั้งเป็นบริษัท โยคีเพลย์บอย ขึ้นมาเพื่อดูแลวง ตอนนั้นเป็นการเริ่มมองว่า ถ้าสมมุติว่าต่อไปการอยู่ค่ายกับการดูแลตัวเองอย่างไหนจะดีกว่ากัน ก็ลองดู ตอนแรกๆ ก็งงเหมือนกันว่าเราออกงานใหม่ไปแล้วก็จะโปรโมตยังไง ตอนนี้ก็ทำมาเรื่อยๆ เริ่มโอเคครับ” โป้ รำลึก ก่อนที่จะตอบคำถามถึงประเด็นสำคัญที่เป็นยาขมเสมอมาของคนที่ตั้งตนเป็นศิลปินหรือนักสร้างสรรค์ผลงาน คือการบริหารจัดการในเรื่องของเงินๆ ทองๆ ซึ่งแน่นอนว่าตัวเขาเองก็เคยอยู่ในข่ายนั้น จวบกระทั่งเส้นทางชีวิตต้องดำเนินไปถึงจุดที่ต้องดูแลผลงานที่กลายมาเป็นธุรกิจของตัวเองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

“ตอนนี้ผมลุยทุกสถานการณ์แล้วครับ ไม่แหยงเรื่องตัวเลขแล้ว และมองว่าเป็นอะไรที่น่าเรียนรู้ด้วยซ้ำ แต่รู้แล้วเราจะทำเองหรือให้ใครมาทำนี่อีกเรื่องหนึ่ง แต่ต้องรู้ไว้ จะได้ดูแลตัวเองได้ครับ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นธุรกิจเต็มตัว แต่ยังคงเน้นในส่วนของโปรดักชัน และจะเซ็ตเรื่องธุรกิจไว้ให้คนอื่นมาช่วยดีลต่อไป”

วิธีอยู่รอดของศิลปินโดย โป้ Yokee Playboy กับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในรอบ 24 ปี

จากก้าวแรกอันกล้าหาญนั้น ก็นำไปสู่การเริ่มต้นสร้าง Commune เป็นของตัวเอง เริ่มสร้างช่องทางของเราเอง เช่น YouTube Official หรือ เฟซบุ๊กของวง “เริ่มเล็กๆ แล้วให้มันค่อยๆ ไปนี่แหละครับ ดีแล้ว ซึ่งจนถึงตอนนี้เราก็มีแฟนมาติดตามมากขึ้นๆ”

ถึงจุดนี้โป้ก็ยืนยันได้อย่างเต็มปากว่า ที่สุดแล้ว Disruptive Technology ที่เคยทำลายวงการดนตรีนั้นก็กลับมาเป็นเครื่องมือสร้างชีวิตให้กับผู้ผลิตงานดนตรีได้ ตราบเท่าที่รู้จักใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 “โซเชียลมีเดียมีประโยชน์มากครับ ด้วยเทคโนโลยี ด้วยสิ่งที่บอกไปนี่มันก็ทำให้เกิด Artist ที่ครัวบ้านไหนก็ได้ เกิดการแข่งขัน เราก็พอมองออกว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ผมพบว่าการเป็นตัวของตัวเองเนี่ยละครับดีที่สุดแล้ว และพยายามเซ็ตระบบเตรียมไว้ เซ็ตช่องทางยูทูบไว้ใช้ในการปล่อยงาน ในการกระจายข่าวของพวกเรา ก็เป็นการรักษาฐานแฟนเพลงไปด้วย เขาได้ใกล้ชิดกับเรามากขึ้น”  แนวคิดการอยู่รอดของศิลปิน ณ ยุคสมัยแห่งปัจจุบันต่างพร่างพรูออกมาอย่างน่าสนใจ

“ถึงตรงนี้ผมก็เริ่มรู้ว่าต้องทำยังไง อย่างที่ทำผลงานเพลงออกมาเป็น Episode ผมก็คิดขึ้นมาเอง ผมมองว่าสิบเพลงนี่มันใช้ต้นทุนสูงและใช้ระยะเวลาเยอะไปกับภาวะปัจจุบัน มันจะทำให้ขาดการติดต่อกับแวดวงนานไป ไม่คุ้ม ควรจะทำซีรีส์อย่างที่ทำดู ออกมาสักสองสามเพลง แล้วไม่ควรออกมาเพลงเดียวด้วย แล้วถ้าเพลงมันติด ปัจจุบันมันก็ไปเร็วเหมือนกัน มันไม่ได้อยู่นาน ผมเลยคิดว่ามันน่าจะเป็นซีรีส์เพลงสองสามเพลง ถ้าตัวหนึ่งติด ตัวหนึ่งต่อ ก็ยังดี แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ มันทำให้เรายังมีพื้นที่นานขึ้นอีก”  

ขณะเดียวกันโป้ก็เลือกมองโลกด้วยสายตาที่ยึดมั่นในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น นั่นจึงเป็นที่มาของ ร้าน ‘ปรุง’ ร้านอาหารที่เขากับภรรยาร่วมกันปลูกปั้นมา ในเวลาไล่เลี่ยกันกับการเริ่มต้นสร้างครอบครัวเล็กๆ ของทั้งคู่ ซึ่งทั้งสองแพร่งทางนั้นถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเขาทั้งในฐานะศิลปิน และในฐานะผู้ชายที่รักดนตรีอีกคนหนึ่ง

“จนถึงตอนอายุใกล้ๆ สี่สิบ ผมก็ยังคงหมกมุ่นในเรื่องของดนตรีอย่างที่เป็นมาตลอดนะครับ คือทั้งชีวิตทำอยู่อย่างเดียว ทั้งงานอดิเรก งานจริง เป็นเรื่องเดียวกันหมดเลยยี่สิบสี่ชั่วโมง ทำอยู่แต่เรื่องเดียว คุยก็คุยแต่เรื่องดนตรี ไม่เคยออกจากเรื่องนี้เลย จนวันหนึ่งตอนวัยใกล้เลขสี่ แล้ว เป็นยุคที่โตแล้ว เป็นยุคที่เริ่มรู้สึกกลัว และเริ่มตระหนักว่าทำไมเราถึงไม่ประสบความสำเร็จกับการมีแฟนเลย มันไม่พาเราไปถึงจุดไหนเลย และมันไม่เติมเต็มซะที จนพบว่าตัวเองต้องการมีครอบครัวเท่านั้นเอง จึงได้เริ่มมองกลับมาและพบว่า เออ โลกยังมีมุมอื่นอยู่ด้วยนะ ลองออกมาดูข้างนอก ก็จะได้เห็นตัวเองชัดขึ้น จะได้รู้ว่าตัวเองอยากมีครอบครัวด้วยนะ อย่ามัวแต่ทำอะไรบ้าๆ บอๆ อย่างนั้นเพียงอย่างเดียว” 

วิธีอยู่รอดของศิลปินโดย โป้ Yokee Playboy กับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในรอบ 24 ปี

อย่างไรก็ดี แม้ว่าโป้จะได้ค้นพบคำตอบของชีวิตที่เขาเฝ้าถามมาตลอดในระยะเวลาอันยาวนาน แต่ในอีกด้านหนึ่ง การกรำชีวิตที่ผ่านมาก็ได้ดำเนินมาถึงจุดที่เขาต้องเริ่มจ่ายคืนให้กับวันเวลาอันหนักหนาที่ผ่านมาแล้ว

“เมื่อไม่กี่ปีก่อน ผมเริ่มมีปัญหาสุขภาพคือมีไขมันพอกตับ ซึ่งสัญญาณแรกมาจากที่ผมทานอาหารแค่นิดเดียว แต่ท้องอืด ส่งผลให้มีความดันบริเวณชายโครง ทำให้มีอาการอึดอัดง่าย เรี่ยวแรงไม่ค่อยมี และเริ่มออกกำลังกายหนักๆ ไม่ค่อยได้ แต่สิ่งที่น่ากลัวคือไขมันในช่องท้องมากกว่าเรื่องของความอ้วน ทำให้ผมตัดสินใจว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งแล้ว”

นั่นจึงเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่ทำให้โป้ตัดสินใจจัดคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในรอบ 24 ปีของโยคีเพลย์บอยขึ้นมา

“ที่ผ่านมาเราอาจจะเคยได้ไปเล่น ไปเป็นแขกรับเชิญให้กับวงเพื่อนๆ ตามคอนเสิร์ตใหญ่ต่างๆ แต่นี่คือคอนเสิร์ตของโยคีเพลย์บอยที่เราจัดขึ้นเอง เป็นครั้งแรกเลยที่ใหญ่ที่สุดในรอบยี่สิบสี่ปี ก็เท่ากับรอบชีวิตหนึ่งแล้ว เกิดมา โตขึ้นมาเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว นี่คือระยะเวลาที่เราเติบโตมากับแฟนเพลงของพวกเรา”

  นอกจาก Reborn Concert ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 จะเป็นดั่งหมุดหมายของการเฉลิมฉลองสำหรับ 2 รอบปีนักษัตรของโยคี เพลย์บอย ซึ่งถึงตอนนี้ได้เติบโตขึ้นทั้งทางด้านความคิดและมุมมองของชีวิต ณ ปัจจุบันที่จัดสมดุลให้กับความฝัน ความรัก และความจริง ได้อย่างพอดีต่อทั้งสถานการณ์ของชีวิตแล้วก็หัวใจ 

บนเงื่อนไขที่ว่า ดนตรียังคงเป็นส่วนสำคัญกับตัวเขาเสมอ อย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไป

“ผมถือว่ามีทุกวันนี้ได้เนี่ย ดนตรีเข้ามามีส่วนพัวพันเยอะมากจริงๆ ไม่ว่าจะทีสีสจบของผมก็เกี่ยวข้องกับดนตรี มันหล่อหลอมให้ผมโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ทำหน้าที่ได้ดีพอสมควรในสังคม ทำให้ชีวิตไม่แข็งไป ไม่แรงไป ไม่อ่อนไป ไปแบบ โฟลวๆ โล่งๆ สบายๆ แล้วก็ช่วยทำให้ชีวิตดำเนินไปอย่างสวยงาม อย่างน้อยก็ในความคิดของผมนะครับ ทุกวันนี้ผมก็เอางานเป็นตัวตั้งก่อน แล้วที่เหลือค่อยมาจัดการชีวิตส่วนตัวอีกที แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนักดนตรีต้องมีการวางแผนทางการเงินที่ดีด้วยนะครับ”  โป้กล่าวย้ำประเด็นที่เขาให้ความสำคัญอย่างหนักแน่นเป็นการทิ้งท้าย

วิธีอยู่รอดของศิลปินโดย โป้ Yokee Playboy กับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในรอบ 24 ปี

 ปีชวด โทศก จุลศักราช 1382

 “ผมเชื่อว่าต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างที่ทำให้ผมเป็นอย่างนี้ครับ ก็เลยไม่สงสัยอะไร แล้วก็แค่ทำให้มันเต็มที่” คือคำกล่าวสำคัญหนึ่งในระหว่างการสนทนา ซึ่งได้ยืนยันถึงจุดยืนที่ผู้ชายเจ้าของฉายา ‘โยคี เพลย์บอย’ ได้ยืนหยัดมาตลอดเส้นทางชีวิตที่เขาเลือก

โดยมีช่วงเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมาซึ่งได้พิสูจน์แล้วถึงความเต็มที่ที่เขาได้กล่าวถึงนั้น

รวมไปถึงงานใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นนับจากนี้

ที่โลกจะได้ประจักษ์กันอีกครา

ว่าแม้โยคี เพลย์บอย ผู้นี้จะต้องล้มลุกคลุกคลานหรือต้องสะดุดไปบ้าง แต่เขาก็พร้อมที่ลุกขึ้นมายืนหยัดอย่างเข้มแข็งได้เสมอ

ไม่ต่างอะไรกับการถือกำเนิดใหม่อีกครั้ง และอีกครั้ง

ทว่าในฐานะของโยคี เพลย์บอย คนเดิม คนนี้เท่านั้น

วิธีอยู่รอดของศิลปินโดย โป้ Yokee Playboy กับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในรอบ 24 ปี

Writer

พีรภัทร โพธิสารัตนะ

คนรักดนตรีที่เริ่มต้นชีวิตนัก(อยาก)เขียนด้วยการเป็นนักวิจารณ์ดนตรีอิสระที่มีผล งานลงในนิตยสาร a day, Hamburger, Esquire และอีกมากมาย รวมถึงเคยถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตคนดังออกมาเป็นตัวหนังสือประเภทอัตชีวประวัติ มาแล้วหลายคน หลายเรื่องในหลายเล่ม ผ่านทั้งชื่อจริงและนามปากกาอย่าง ภัทรภี พุทธวัณณ นิทาน สรรพสิริ และวรวิทย์ เต็มวุฒิการ ก่อนหน้าที่จะผันตัวเองเป็น “บรรณาธิการตัวเล็ก” ให้กับนิตยสาร DDTแล้วนับจากนั้นบรรณาธิการตัวเล็กคนนี้ก็ไม่อาจหลีกหนีไปจากมนต์เสน่ห์ของานหนังสือได้อีกเลย ปัจจุบันทำหน้าที่บรรณาธิการบริหารให้กับนิตยสารแจกฟรีภาษาจีนที่ชื่อ “Bangkok Youth” และยังคงฟังเพลง เขียนหนังสือ และเสาะหาเรื่องดีๆ มาประดับความคิดอ่านอยู่เสมอ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

นี่คือปีที่ 32 ที่ สำราญ ภูลายยาว แบ็คโทล หรือ พี่ติ๋ว ย้ายจากประเทศไทยไปใช้ชีวิตอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์

หลายคนรู้จักเธอในฐานะเจ้าของเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘สาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน’ ที่เธอจะไลฟ์ขณะทำและกินอาหาร พร้อมตอบคำถามที่คนสงสัย ทั้งเรื่องชีวิตในต่างแดน เคล็ดลับการเข้าครัว ไปจนถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่เธอประสบพบเจอ

ปัจจุบัน เพจ ‘สาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน’ มียอดผู้ติดตามอยู่ที่ 1.4 ล้านคน

ยอดผู้ชมไลฟ์ในแต่ละครั้งไม่เคยต่ำกว่า 5,000 

อย่างไรก็ดี เบื้องหลังชีวิตของเธอมีอะไรมากกว่านั้นมาก

จากวันที่ข้ามน้ำข้ามทะเลจากบ้านเกิด ถึงวันนี้ที่มีครอบครัวที่น่ารักและงานอดิเรกแสนสนุก เธอผ่านทั้งเหตุการณ์เฉียดตาย ช่วงที่ร้องไห้เพราะถูกพรากจากลูก ชีวิตที่ไม่มีเงินติดตัว กระทั่งวันที่หัวใจกลับมาพองโต

The Cloud เชื่อว่าประสบการณ์ชีวิตของสาวอีสานคนนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านไม่มากก็น้อย

15 นาฬิกา เวลาประเทศไทย เราวิดีโอคอลถึงใจกลางกรุงเบิร์น ในวันเกิดของพี่ติ๋ว

รอยยิ้มอันเป็นกันเองปรากฏตรงหน้า ฉาบด้วยแสงจ้าของแดดยามเช้า พี่ติ๋วอยู่ในเสื้อเชิ้ตชีฟองสีขาว ประทับลายดอกไม้สีน้ำเงิน 

ที่ใส่เสื้อยืดสีฟ้า นั่งยิ้มร่าอยู่ติดกันคือบรูโน่ สามีของพี่ติ๋ว

“เดี๋ยวจะถามแบบเรียงตามเวลาไปนะครับ” เราเอ่ย

“พี่ติ๋วทำการบ้านมาตอบแบบเรียงเวลาเหมือนกันค่ะ” เธอตอบพร้อมชูกระดาษหนึ่งปึกเป็นหลักฐานว่าเตรียมข้อมูลประวัติชีวิตของตัวเองมาเป็นอย่างดี

และต่อไปนี้คือ 10 ตอนของละครชีวิต ที่มีพี่ติ๋วแสดงนำ

01

แก่งั่กขนาดนี้มาไลฟ์ทำไม

“ถ้าชีวิตพี่ติ๋วเป็นหนังสือหรือละคร มันคือละครที่มีทุกมุมทุกบทจริงๆ ผ่านมาถึงวันนี้ได้ต้องแกร่งมาก”

การย้ายจากไทยไปอยู่สวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนที่หลายคนยกให้เป็นสรวงสวรรค์ มีครอบครัวที่อบอุ่น และเปิดเพจที่มีผู้ติดตามหลักล้าน ดูเป็นฉากจบของนิทานหรือละครที่หลายคนใฝ่ฝันให้เกิดกับชีวิตของตัวเอง

แต่กว่าละครจะลงเอยแบบ ‘แฮปปี้ เอนดิ้ง’ ตัวละครก็ต้องผ่านเรื่องราวยาวนาน มีช่วงที่โดดเด่น มีวันที่ดำดิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนี่เป็นละครชีวิต

“ช่วงแรกที่ไลฟ์มีคนบุลลี่เยอะนะ สาวกาฬสินธุ์เหรอ โห แก่งั่กแล้ว มาทำอะไร”

พี่ติ๋วได้รับคำวิจารณ์แง่ลบมากมายในช่วงตั้งไข่ของเพจสาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน ตอนนั้นเธอยังเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีแฟนคลับ เธอเพียงถือโทรศัพท์ กดปุ่มไลฟ์ เล่าเรื่องสัพเพเหระขณะกินอาหารไทยที่เธอทำเอง

บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน

“เราเริ่มจากยอดคนดูหนึ่งคน สองคน คนไม่ชอบก็มี แต่คนที่ชอบก็ติดตามเราตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้ ปัจจุบันมีคนติดตามล้านสี่แน่ะ”

แม้เสียกำลังใจในช่วงเริ่มต้น เธอก็ทำเพจต่อด้วยความมุ่งมั่นจนกลายเป็นขวัญใจคนใหม่ในโลกออนไลน์ การตอบคำถามแบบติดตลกแต่ตรงไปตรงมา ประกอบกับท่าทางอารมณ์ดีทำให้เธอมีแฟนคลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“เราจะไม่เฟกเด็ดขาด พูดเรื่องจริงอย่างเดียว รู้อะไรมาเราก็บอก สวิตเซอร์แลนด์เป็นยังไง กฎหมาย ความเป็นอยู่ เราพอรู้ ก็อยู่มาตั้งสามสิบกว่าปี เราอาจจะไม่ได้ทำเป็นคลิปเล่าให้ฟังซะทีเดียว แต่ถ้ามีใครถาม เราก็ยินดีตอบ”

ชีวิตของเธอตอนนี้เป็นเหมือนที่ปรึกษาปัญหาในต่างแดน เธอเจอมาหลายอย่าง และพร้อมแบ่งปันทุกอย่างเท่าที่ทำได้ โดยมองว่าการพูดถึงวันที่ล้ม ไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด

“การเล่าเรื่องของตัวเองในช่วงที่ต้องเจอมรสุมในประเทศที่ไม่ใช่บ้านเกิด ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย ทุกวันนี้น้องหลายคนก็โทรหลังไมค์มาปรึกษา พี่ติ๋วก็ช่วยเต็มที่ หลายอย่างพี่ติ๋วผ่านมาแล้ว ไม่ใช่เรื่องน่าอาย เราต้องแกร่งมากนะถึงจะผ่านมาได้ 

“ทุกวันนี้หลายคนมาแสดงความยินดีที่เรามีความสุข พี่ติ๋วก็จะเล่าตลอดว่า กว่าจะมีวันนี้ เราผ่านอะไรมาบ้าง ชีวิตของทุกคนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เป็นไปไม่ได้ที่จะมีความสุขตลอด ต้องผ่านอะไรร้ายๆ มาก่อน ชีวิตถึงจะมีความสุข”

สาวกาฬสินธุ์เข้าใจเรื่องนี้ดี เพราะกว่าจะมีความสุขได้อย่างวันนี้ เธอผ่านความทุกข์มามากจริงๆ

บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน
02

พาฝรั่งเข้าหมู่บ้าน

ย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีก่อน เด็กหญิงสำราญ ภูลายยาว ในวัย 6 ขวบ ย้ายจากมหาสารคามมาอาศัยที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เธอมีชีวิตติดดิน ไม่ร่ำรวย แต่มีความสุข

“พี่ติ๋วเป็นลูกครึ่ง พ่อเป็นคนกาฬสินธุ์ แม่เป็นคนมหาสารคาม ครอบครัวเราไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็อยู่กันอบอุ่น พี่ติ๋วมีพี่น้องเจ็ดคน ก็สนุกกันแบบลูกทุ่งลูกอีสาน สอยมะม่วง ขโมยมะม่วง ยิงกิ้งก่า หาความสุขตามธรรมชาติ”

แต่ความสุขของเด็กหญิงสำราญก็อยู่ได้ไม่นานนัก เมื่ออายุย่าง 16 เธอตัดสินใจเข้าไปหางานทำที่กรุงเทพฯ ด้วยหวังอยากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

เด็กหญิงทำงานส่งเงินให้ที่บ้านเป็นประจำทุกเดือน

“พี่ติ๋วมีแฟนคนแรกเป็นคนกรุงเทพฯ เรายังอายุน้อย ไม่มีวุฒิภาวะ พอสิบแปดเราก็มีลูก ตอนนั้นรู้เลยว่าตัวเองไม่สามารถเป็นเมียที่ดีของสามี หรือเป็นแม่ที่ดีของลูกได้”

พี่ติ๋วไม่มีชีวิตวัยรุ่น พ้นวัยเด็กก็ถึงวัยทำงาน ทำได้ไม่นานก็มีสามี รู้ตัวอีกทีก็เป็นแม่คนแล้ว 

เธอกลายเป็นแม่ในวันที่ยังอยากสนุกกับชีวิตให้มากกว่านี้

“พอได้เจอโลกกว้าง ได้เห็นแสงสีและคาเฟ่ เราก็รู้เลยว่า ตัวเองยังไม่อยากอยู่บ้านเลี้ยงลูก ยังอยากใช้ชีวิต อยากทำอะไรสนุกๆ พูดภาษาบ้านๆ ก็คือใจแตก ท้ายที่สุดจึงเลิกรากันไป เราเป็นฝ่ายเดินออกจากครอบครัว”

เหมือนพี่ติ๋วได้โอกาสที่ 2 ในการใช้ชีวิตวัยรุ่น ทำตามหัวใจ และมองหาความหมายของชีวิต หลังเลิกรากับแฟนคนแรก เธอออกตระเวนทำงานหลายที่ ทั้งโรงงาน ร้านอาหาร ก่อนจะได้เจอรักครั้งใหม่กับชาวต่างชาติที่สถานเริงรมย์แห่งหนึ่ง

“รู้มั้ย เจอกันคืนเดียว พี่ติ๋วตามเขาไปถึงสมุยเลย ไปอยู่เกาะสมุยกับเขาหกเดือน จนที่บ้านคิดว่าพี่ติ๋วตายไปแล้ว” สาวอีสานหัวเราะ

หลังคบหาดูใจกับหนุ่มสวิตฯ บนเกาะสวรรค์ราวครึ่งปี พี่ติ๋วก็พาเขาไปแนะนำให้ที่บ้านรู้จัก

“เราเป็นคนแรกเลยที่พาฝรั่งเข้าหมู่บ้าน คนที่นั่นไม่มีใครรู้จักฝรั่ง ทุกคนตกใจมาก เพราะว่าแฟนคนนี้จะออกแนว บ็อบ มาร์เลย์ (Bob Marley) ถักเปียทั้งหัว เหมือนฮิปปี้ ครั้งแรกที่แม่เห็น แม่ถามเราว่า ‘นี่มึงเอาตัวอะไรมาด้วย’” สาวกาฬสินธุ์เล่าไปขำไป

“เราไม่รู้เลยว่า เขาอยากพาเรามาเมืองนอก ตอนเขาขอแต่งงาน เราก็เลยตอบตกลง แต่งเสร็จกลายเป็นว่าเขาชวนมาอยู่สวิตฯ เราบอกว่ามาไม่ได้ ต้องทำงานเลี้ยงดูพ่อแม่ เขาก็เสนอว่าจะส่งเงินให้พ่อแม่เราสามร้อยฟรังก์สวิสต่อเดือน บวกลบคูณหารแล้วมากกว่าที่พี่ติ๋วหาได้อีก สุดท้ายจึงตอบตกลง ถ้าเธอสัญญาจะให้เงินพ่อแม่ฉัน ฉันไปกับเธอก็ได้” 

สาวกาฬสินธุ์ที่กำลังจะอายุครบ 24 ใน ค.ศ. 1989 จึงพลัดถิ่นตั้งแต่วันนั้น

บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน
บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน
03

เดินเรื่องหย่า พาลูกหนี

พี่ติ๋วตีตั๋วไปสวิตเซอร์แลนด์โดยแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประเทศนี้เลย ไม่มีเพื่อน ไม่รู้ภาษา เรียกได้ว่าเริ่มต้นจากศูนย์

“เราไม่มีเพื่อน ช่วงสามสี่เดือนแรกนี่เหงามากเลยนะ ยุคนั้นไม่มีอินเทอร์เน็ตด้วย ทุกอย่างต่างจากเมืองไทยมาก ตอนมาถึงใหม่ๆ ก็ตกใจ สามทุ่มแล้วฟ้ายังไม่มืด เราไม่เคยรู้ว่าหน้าร้อนของยุโรปเป็นแบบนี้ รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกัน” พี่ติ๋วเงียบไปครู่หนึ่ง 

“แต่ที่ตื่นเต้นกว่าคือการอยู่กับสามี พอไปถึงเรามีลูกด้วยกันคนหนึ่ง ชื่อนาตาช่า เราตื่นเต้นเพราะทะเลาะกับสามีทุกวัน เขาดื่มแอลกอฮอล์หนักมาก พอทะเลาะมากเข้า เราก็เริ่มกังวล”

พี่ติ๋วเล่าต่อว่า อันที่จริงเธอก็พอรู้ว่าสามีชาวสวิตฯ เป็นพวกชอบดื่ม อยู่กลุ่มสายเขียว แต่เข้าใจว่าคงดื่มเพื่อความสุขเป็นครั้งคราว พอมาถึงสวิตเซอร์แลนด์ จึงได้รู้ความจริงว่าเขาติดเหล้าหนักมาก 

“ตกเย็นเขาจะหาเรื่องเราทุกวัน หนักสุดคือเขาดึงผมพี่ติ๋ว แล้วเอามีดทำครัวมาจี้คอ เหมือนจะปาดคออยู่แล้ว ครั้งนั้นคือตกใจมากที่สุดในชีวิต รู้เลยว่าถ้าอยู่ที่นั่นต่อ เรากับลูกก็คงไม่ปลอดภัย 

“เรารู้จักกับพี่สาวคนหนึ่ง เขาเห็นชีวิตเราแล้วสงสารก็เลยอาสาพาหนี วันรุ่งขึ้นพี่ติ๋วเก็บสิ่งของที่จำเป็นแล้วไปเลย หนีไปอยู่กับพี่สาวคนนั้นที่บาเซิล (Basel) ระหว่างนั้นก็เดินเรื่องหย่า นาตาช่าเพิ่งอายุได้เก้าเดือนเอง”

ชีวิตการมีสามีเป็นชาวต่างชาติไม่ได้สวยหรูดั่งภาพวาดที่เธอจินตนาการไว้ หลังผ่านวินาทีเฉียดตาย เธอติดต่อทนาย ตรวจสุขภาพ และเตรียมเอกสารให้พร้อมสำหรับการหย่า 

สาววัย 25 ต่อสู้ชีวิต และต้องดูแลอีกหนึ่งชีวิตที่ยังไม่ครบขวบ

“ทุกอย่างตอนนั้นแย่มากจริงๆ ตอนพาลูกหนีมีเงินแค่ร้อยฟรังก์สวิสติดตัว แต่เราก็สู้จนผ่านมาได้ ความจริงทุกคนที่ไทยก็ชวนให้กลับไปอยู่บ้าน แต่ไม่รู้คิดยังไงเราถึงไม่อยากกลับ หนึ่งน่าจะเพราะนาตาช่า เราอยากหย่า แต่ก็คิดว่าพ่อลูกควรได้เจอกันบ้าง และสองคือเราไม่มีตังค์ด้วย”

บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน
04

สิ่งที่เงินซื้อไม่ได้

ระหว่างรอกระบวนการทางกฎหมาย ความท้าทายของพี่ติ๋วคือการหางาน เมื่อภาษายังไม่คล่องแคล่ว ก็เหลืองานไม่กี่แนวที่เธอสามารถทำได้

“ไม่ต้องถามหรอกว่างานอะไร รู้กันอยู่ ภาษาไม่มี จะทำอะไรได้ แต่พี่ติ๋วโชคดีอย่างหนึ่งคือเวลาต้องทำงานไม่ดี จะมีคนช่วยดึงออกมาตลอด อย่างตอนทำงานอยู่กรุงเทพฯ แค่สองเดือนก็เจอพ่อนาตาช่า ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ทำงานไม่นานก็ได้รู้จักกับแฟนคนอิตาลี รู้จักกันวันเดียว เขาก็ชวนเราไปอยู่ด้วย” 

สาวกาฬสินธุ์รีบเก็บเสื้อผ้าใส่ถุงขยะพลาสติกแล้วย้ายไปอยู่กับคนอิตาลี หนุ่มคนนี้เกิดและโตที่สวิตฯ ประกอบกิจการร้านอาหารกึ่งบาร์ พี่ติ๋วจึงได้งัดวิชาทำอาหารที่เคยฝึกปรือตอนอยู่เมืองไทยออกมาใช้อีกครั้ง

“เราพอรู้เรื่องอาหารอยู่แล้ว เลยช่วยเสนอเขาว่าทำเมนูนี้ดีมั้ย เมนูนั้นก็น่าลองนะ เขาก็เชื่อเรา เมื่อก่อนเราสวย หุ่นดี แฟนคนนี้เด็กกว่าพี่ติ๋วตั้งสิบปีแน่ะ” เล่าถึงตรงนี้ ทั้งพี่ติ๋วและบรูโน่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็หัวเราะออกมา

“พี่ติ๋วมีแฟนอายุน้อยทุกคนเลย ไม่รู้เพราะอะไร เหมือนเราดึงดูดคนอายุน้อย วัยกลางคนไม่มีมาจีบนะ ก็บอกเพื่อนเหมือนกันว่าอยากได้ผัวแก่ๆ บ้าง แต่ก็ไม่ได้ เราไม่ได้เป็นคนเลือก อันนี้เรื่องจริง นี่ไง เด็กหลอกพี่ติ๋วนะ ไม่ใช่พี่ติ๋วหลอกมัน” สาวในเสื้อเชิ้ตชีฟองแขนยาวพูดพลางอมยิ้ม

การได้เจอหนุ่มคนนี้เหมือนจะทำให้พี่ติ๋วได้สร้างความทรงจำดีๆ ในต่างแดนเป็นครั้งแรก นอกจากตัวพี่ติ๋วจะมีความสุขกับการทำงาน ลูกน้อยอย่างนาตาช่าก็ได้รับความรักอันอบอุ่นจากพ่อแม่ของแฟนชาวอิตาลีที่มาทำงานที่สวิตฯ ร่วม 40 ปีแล้ว พวกเขาเอาใจใส่และหวังดีกับลูกสาวเธอเหมือนเป็นหลานแท้ๆ ของตัวเอง 

“อยู่กับเขาห้าหกปี มีความสุขมากๆ มีแฟนที่ดี ดูแลและซัพพอร์ตเรา พ่อแม่เขาก็ช่วยเลี้ยงลูก รู้สึกว่าชีวิตมาถูกทางแล้ว แต่จริงๆ ไม่ใช่”

พ่อของแฟนสาวกาฬสินธุ์เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ ความสัมพันธ์ในครอบครัวจึงถึงจุดเปลี่ยน แม่ของแฟนต้องย้ายมาอยู่ด้วยกันที่บ้าน ที่พักอาศัยที่ครั้งหนึ่งเคยสนิทสนมกลมเกลียวเริ่มมีเหตุทะเลาะเบาะแว้ง

“พี่ติ๋วกับแฟนไม่ได้ทะเลาะกันนะ แต่แม่เขาเข้ามายุ่งมากเกินไป เขาจะคอยบอกตลอดว่า ลูกเขาไม่ชอบอย่างนี้ ต้องทำแบบนี้ กลายเป็นว่าเราทำอะไรก็ไม่ถูกใจสักอย่าง ก็เลยทะเลาะกัน เราเข้าใจเขานะ เขารักลูกชายมาก และเพิ่งเสียสามีไปด้วย” 

เมื่อลองปรับความเข้าใจแล้วไม่เป็นผล การให้แม่ย้ายกลับไปอยู่บ้านเกิดที่อิตาลีก็ไม่ใช่ทางออกที่เป็นไปได้ สุดท้ายพี่ติ๋วและลูกจึงตัดสินใจก้าวออกมา

เธอบอกแฟนชาวอิตาลีก่อนย้ายออกจากบ้านว่า “เมียน่ะ มีเงินอาจจะซื้อได้ แต่แม่น่ะ มีเงินก็ซื้อไม่ได้”

05

อย่าหวังว่าจะได้อยู่กับลูก

ระหว่างที่อาศัยอยู่กับแฟนชาวอิตาลี เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกับพี่ติ๋ว คือการชนะคดีได้สิทธิ์เลี้ยงดูบุตร

ช่วงที่นาตาช่าอายุได้ 5 ขวบ ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้เป็นพ่อเลี้ยงดูนาตาช่า เพราะมีปัญหาติดสุราเรื้อรัง อีกทั้งหากต้องการพบลูกก็จำเป็นต้องมีบุคคลที่ 3 อยู่ด้วย 

“พอเราเป็นฝ่ายชนะในศาล ยังจำได้เลย เขาบอกพี่ติ๋วว่า อย่าหวังว่าฉันจะให้เงินเธอ อย่าหวังว่าเธอจะได้อยู่กับลูก เขาพูดแบบนั้น แต่เราก็ไม่เคยระแคะระคาย ไม่ได้คิดว่าเขาจะหาโอกาสเอาลูกเราไปจริงๆ เป็นใครก็คงคิดว่าเขาพูดไปเพราะโกรธ เขาจะทำอะไรได้ ทั้งติดเหล้า ติดยา ไม่คิดเลยว่าผ่านมาสองปี เขายังมีความคิดที่จะพรากลูกไปจากเรา”

เหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นตอนนาตาช่าอายุได้ 7 ขวบ ตอนนั้นพี่ติ๋วย้ายออกมาอยู่กับลูกในบ้านที่รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ช่วยจัดสรร ผู้เป็นพ่อขอพาลูกไปค้างที่บ้านหนึ่งคืน พี่ติ๋วที่ไม่เคยกีดกันความสัมพันธ์พ่อลูก ก็ตกปากรับคำโดยไม่ได้เอะใจอะไร

“พี่ติ๋วเป็นคนเอาลูกไปส่งด้วยนะ พกหนังสือเรียนไปด้วย ก็นัดแนะกับเขาว่า พรุ่งนี้ลูกต้องไปโรงเรียน อย่าลืมไปส่ง เขาก็รับปาก ปรากฏว่าเช้ามาครูที่โรงเรียนโทรมาถามว่า ทำไมเด็กไม่ไปโรงเรียน”

เวลานั้นพี่ติ๋วนึกคำพูดที่อดีตสามีเคยกล่าวไว้ออกทันที เธอรีบวิ่งระยะทางกว่าหนึ่งกิโลเมตรตรงไปยังบ้านของพ่อนาตาช่า

พี่ติ๋วในสภาวะตระหนกตกใจ เห็นลูกร้องไห้อยู่ริมหน้าต่าง เธอใช้กำปั้นทุบประตูครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่มีคนเปิดประตูให้

“พี่ติ๋วโทรหาแฟนเก่าคนอิตาลี แม่เขาก็มาช่วยด้วยอีกแรง เขาเลี้ยงนาตาช่ามา ก็คงรักหลานอยู่ไม่น้อย มีเพื่อนคนไทยอีกสองคนมาช่วยด้วย”

ไม่นานก็มีโทรศัพท์ติดต่อมาบอกว่า พ่อพาเด็กมาส่งไว้ที่อำเภอ ทุกคนจึงมุ่งหน้าไปที่นั่น

“เขาใส่ร้ายพี่ติ๋วสารพัด บอกว่าพี่ติ๋วเล่นยาต่อหน้าลูก มีเซ็กส์ต่อหน้าลูก เอายานอนหลับให้ลูกกินเพื่อที่จะได้ไปเที่ยว มันไม่ใช่เรื่องจริง เพื่อนพี่ติ๋วเป็นพยานได้ ทุกคนช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ แต่เหมือนเจ้าหน้าที่จะไม่ชอบคนต่างชาติ พอเห็นหน้าเราปุ๊บ เขาจะเอาแต่ถามว่า ไม่กลับเมืองไทยเหรอ ไม่คิดจะกลับเหรอ”

แม้จะไม่รู้ภาษา เธอก็พยายามทำทุกขั้นตอนเผื่อว่าเจ้าหน้าที่จะเห็นใจ อย่างไรก็ดี มันไม่เป็นผล สุดท้ายแม่ก็ไม่ได้ลูกสาวกลับมา นาตาช่าต้องอยู่ที่สถานรับเลี้ยงเด็กนานถึง 7 ปี

“เราท้อมาก เหมือนตกนรก ถ้าไม่แกร่งจริงอาจจะติดเหล้าหรือเป็นโรคซึมเศร้าไปแล้ว ตอนนั้นก็คิดอยากฆ่าตัวตายเหมือนกัน โชคดีบ้านที่นี่ไม่มีขื่อให้แขวนคอ จะซื้อยานอนหลับก็ไม่ได้ เพราะที่นี่ไม่ให้ซื้อถ้าไม่มีใบสั่งจากแพทย์ ทางเลือกสุดท้ายคือต้องปาดคอหรือกรีดข้อมือตัวเอง แต่พี่ติ๋วกลัววิธีพวกนี้ ไม่กล้าทำ”

เธอพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อเอาตัวเองออกจากจุดที่ทุกข์ทรมาน สาวอีสานทำทุกอย่างที่ช่วยให้มีรอยยิ้มไหลผ่านเข้ามาในชีวิต คนไทยไปที่ไหน เธอจะตามไปที่นั่น เพื่ออย่างน้อยจะได้ลืมเรื่องเศร้า

06

เทพบุตรซาตาน

อย่างที่กล่าวไปตอนต้น ละครชีวิตกว่าจะมีตอนจบที่สุขล้น ย่อมต้องผ่านจุดที่สุดเศร้า และเรื่องราวเลวร้ายที่พี่ติ๋วต้องเจอก็ยังไม่จบ

หลังแยกทางกับแฟนอิตาลี พี่ติ๋วก็คิดว่าถึงเวลาเสียทีที่เธอจะต้องมีบ้านเป็นของตัวเอง

สวัสดิการของสวิตเซอร์แลนด์ดีแสนดีสมฉายาสวรรค์แห่งยุโรป ทั้งช่วยเหลือด้านการเงิน ทำประกันชีวิต และจัดหาที่อยู่อาศัย

“สวัสดิการที่นี่ดีมาก เขาให้เดือนละพันแปดร้อยฟรังก์สวิสสำหรับเรากับลูก เราจึงเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวเต็มตัวตั้งแต่ตอนนั้น”

โชคชะตาพาคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวมาพบกับหนุ่มรูปงาม ที่ภายหลังพี่ติ๋วนิยามว่า เขาคือซาตานในคราบเทพบุตร

หลังคบหาดูใจกันได้พักใหญ่ ข่าวร้ายจากเมืองไทยก็มาถึงหู

“พ่อโทรมาบอกว่าแม่เสียแล้วนะ พี่ติ๋วไม่พร้อมเลย ไม่มีเงินกลับบ้าน ตอนนั้นเราออกมาทำงานเอง ไม่ได้รับเงินหลวงแล้ว ก็ทำร้านอาหารบ้าง สวนสัตว์บ้าง มีเงินเก็บไม่เยอะ 

“แฟนไม่ช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว คนที่ช่วยพี่ติ๋วคือเพื่อนๆ ทั้งคนไทยและคนสวิตฯ น้องคนหนึ่งบอกว่า เธอไปดูตั๋วเลย เดี๋ยวฉันจ่ายให้ พี่สาวที่ช่วยเรามาตลอดก็ไปบอกคนไทยในบาเซิลว่า แม่ติ๋วเสียนะ ใครอยากร่วมทำบุญบ้าง กลายเป็นว่าเรามีเงินกลับเมืองไทยเยอะมาก จากที่ไม่มีเงินติดตัวเลยแม้แต่บาทเดียว รู้สึกตัวเองเป็นคนมีบุญ ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีคนช่วยเหลืออยู่ตลอด”

บางทีสิ่งที่ช่วยเธออาจไม่ใช่แต้มบุญ แต่เป็นความจริงใจที่เธอมีให้พวกพ้องเสมอมา แต่ก็ด้วยความจริงใจนี้เองที่ทำให้เธอถูกเอารัดเอาเปรียบในหลายครั้ง

พี่ติ๋วกลับไทยเพื่อมาร่วมงานศพแม่ผู้ล่วงลับ แฟนที่พี่ติ๋วเรียกว่าเทพบุตรซาตาน ไม่มีโทรมาถามสารทุกข์สุกดิบแม้แต่สายเดียว

“สุดท้ายเราก็เลยโทรไป ตอนนั้นค่าโทรไปต่างประเทศแพงมาก นาทีหนึ่งยี่สิบกว่าบาท โทรไปปุ๊บ เขาพูดว่า โอ้ เธอโทรมาก็ดีแล้ว ขอให้เที่ยวให้สนุกนะ ไม่ต้องห่วงทางนี้ ฉันคืนบ้านเรียบร้อยแล้ว เราเลิกกันเถอะ”

หญิงสาวที่เพิ่งสูญเสียแม่เต็มไปด้วยความสับสนปนเศร้า ชายคนนี้บอกเลิกเธอทางโทรศัพท์ ส่งบ้านที่สวิตเซอร์แลนด์คืนให้รัฐโดยไม่ปรึกษา ทั้งยังหอบเงินมัดจำค่าบ้านที่พี่ติ๋วเป็นคนจ่ายไปด้วย 

“ปัญหาคือเขาเอาเงินมัดจำเราไปตั้งเกือบหกพันฟรังก์สวิสไม่คืนให้เราสักสลึงเดียว เขาอ้างว่า ในบ้านมีของพังเยอะมาก สีลอกมั่ง อะไรมั่ง เขาต้องจ่ายค่าซ่อมบ้านเกินค่ามัดจำอีก ตอนนั้นเราทำอะไรไม่ถูก ก็คิดว่า เออ ช่างมันเถอะ”

สาวกาฬสินธุ์บินกลับสวิตเซอร์แลนด์ทั้งน้ำตา ขามาร้องไห้ที่เสียแม่ ขากลับร้องไห้เพราะโดนแฟนบอกเลิก

“ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต เหมือนเป็นคนใจสลาย เราสัญญากับตัวเองทันทีว่า ต่อไปนี้ผู้ชายจะเป็นเหมือนถุงเท้า คือใช้แล้วทิ้ง ใส่แล้วถอด หลังจากนี้จะไม่ให้ใจใครเด็ดขาด ถ้าจะคบจริงจังก็ต้องเป็นคนที่ดูแลและรักเราจริง จะไม่คบแบบกะโหลกกะลาอีกแล้ว”

07

ลองเปิดใจสักตั้ง

อีกครั้งและอีกครั้งที่สาวอีสานยังลุกขึ้นสู้ เธอเริ่มต้นชีวิตใหม่โดยย้ายไปอยู่ธูน (Thun) เมืองติดทะเลสาบของสวิตเซอร์แลนด์ 

พี่ติ๋วรู้จักกับรุ่นพี่ที่เป็นเจ้าของสถานเริงรมย์ที่นั่น ก่อนจะตัดสินใจเซ้งร้าน จนได้กลายเป็นเจ้าของกิจการครั้งแรกในชีวิต

“ช่วงนั้นถ้ารู้จักเก็บตังค์ พี่ติ๋วคงรวยไปแล้ว แต่ก็นะ เงินที่ได้มาง่าย มันก็ไปง่ายเหมือนกัน”

สาวกาฬสินธุ์ดูแลกิจการของเธอเป็นอย่างดี กระทั่งได้รู้จักหนุ่มรุ่นน้องคนหนึ่งที่มีท่าทีอยากจริงจังกับเธอ ชายคนนี้คือบรูโน่

ทั้งคู่รู้จักกันในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1999 และได้ไปดื่มแชมเปญฉลองสหัสวรรษใหม่ด้วยกันอย่างชื่นมื่น

“เริ่มไปมาหาสู่กัน แต่ยังไม่ได้เป็นแฟน เป็นแค่คู่หู (หัวเราะ) บรูโน่ก็คงไม่ได้คิดว่าเราเป็นแฟนหรอก เราเองก็ไม่กล้าคิด เพราะแก่กว่าเขาตั้งสิบสองปี”

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

ณ ตอนนั้น ทางฝั่งบรูโน่ก็ยังไม่ตกลงปลงใจว่าอยากให้พี่ติ๋วเป็นแม่ของลูก เขายังคงเที่ยวเล่น เรียนรู้ และเลือกคบผู้หญิงตามประสาวัยรุ่น

“พ่อบรูโน่สอนมาว่า ก่อนจะซื้อรถก็ต้องลองก่อนว่าคันไหนขับดี ก่อนจะเลือกใครเป็นแม่ของลูกก็ต้องลองคบและศึกษาก่อนเหมือนกัน” หนุ่มสวิตฯ เอ่ยขึ้นเป็นภาษาไทย แม้จะผิดเพี้ยนบ้าง แต่นับว่าชัดเจนมากแล้วสำหรับชาวต่างชาติ

“แหม เปรียบเป็นรถเลยนะ” พี่ติ๋วสวน 

“ให้ยูเป็นเฟอร์รารี่เลย”

เมื่อศึกษากันได้พักใหญ่ ความตั้งใจที่จะคบผู้ชายเหมือนใส่ถุงเท้าก็เริ่มเปลี่ยน และคนที่เปลี่ยนความตั้งใจนี้ได้ก็คือเด็กหนุ่มที่เด็กกว่าพี่ติ๋วเกินสิบปี

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

“ตอนนั้นร้านที่เราเป็นเจ้าของเจอวิกฤต กฎหมายสวิตเซอร์แลนด์เข้มงวดมากขึ้น เราเริ่มขาดทุน กลุ้มใจจนเริ่มล้มป่วย คนเดียวที่คอยซื้อข้าวซื้อน้ำให้เราก็คือผู้ชายคนนี้ ความจริงทุกคนก็รู้ว่าเราป่วย แต่ไม่มีใครว่างมาช่วย มีแค่บรูโน่ที่แม้จะอยู่เบิร์น แต่ก็ยอมขับรถมาดูแลเรา เขาพร้อมอยู่กับเรา แม้ในวันที่เราไม่เหลืออะไรเลย”

และแล้วฉากโรแมนติกในละครชีวิตก็มาถึง ชายหนุ่มขอหญิงสาวเป็นแฟน 

“เขาว่า ถ้าอยากจะเป็นแฟนก็ต้องออกจากจุดนี้แล้วไปใช้ชีวิตธรรมดากับเขา ให้เวลาคิดหนึ่งคืน ดูมันให้เวลาคิดเยอะมาก” พี่ติ๋วหันหน้าไปทางสามี พร้อมทำเสียงประชดประชัน

ค่ำคืนแห่งการตัดสินใจ เธอคิดไปมาหลายตลบ เพื่อนฝูงทุกคนลงความเห็นว่าฝรั่งคนนี้ ก็คงเป็นอีกคนที่เข้ามาหลอกเธอ

“ไม่มีหรอกเด็กอายุเท่านี้ที่จะมารับเลี้ยงเรา มันไม่ได้รักหรอก มันแค่หลง เดี๋ยวสี่ห้าปีมันก็ทิ้งมึง” เพื่อนพี่ติ๋วว่า

อย่างไรก็ดี เช้าวันรุ่งขึ้น พี่ติ๋วกระทำการตรงข้ามกับทุกสิ่งที่ผองเพื่อนเตือนเธอ 

“เอาวะ ลองสักตั้ง” เธอบอกตัวเองเช่นนั้น พร้อมเลือกเส้นทางสร้างครอบครัวอีกครั้ง เพราะมองว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว เจอคนไม่ดีมาก็มาก เจออีกคนจะเป็นไรไป

“เรารู้นะว่าตัวเองไม่ค่อยเหมือนผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ อาจจะเพราะเราอยู่เมืองฝรั่งด้วย ก็เลยลองคบกับคนนั้นคนนี้ โดยไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องน่าเกลียด ถ้าเรายังไม่แต่งงาน ยังไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับใคร เราก็ลองได้ ชีวิตเป็นของเรา และชีวิตคือการทดลอง เราควรหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง พี่ติ๋วถึงได้มาเจอบรูโน่ไง 

“เราก็ไม่รู้หรอกว่าอนาคตจะเป็นยังไง อะไรจะเกิดขึ้น แต่พี่ติ๋วเชื่อเรื่องการลอง อาจจะดูใจกล้าเกินไปสำหรับผู้หญิงไทยล่ะมั้ง” พี่ติ๋วพูดยิ้มๆ

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู
08

พาลูกกลับบ้าน

เป็นเวลากว่า 7 ปีที่นาตาช่าต้องอยู่ในสถานดูแลของรัฐ การได้พบบรูโน่ทำให้ผู้เป็นแม่กลับมามีความหวังที่จะได้ลูกคืนมาอีกครั้ง

“ปัญหาคือแต่ก่อน เราอ่านจดหมายที่ทางการส่งมาไม่ออก ไม่มีคนช่วย พอมีบรูโน่ช่วยอ่าน ช่วยแปลอย่างจริงจัง เราก็เดินเรื่องได้ดีขึ้น คราวนี้เจ้าหน้าที่ก็ช่วยเรา 

“ความจริงนาตาช่าต้องอยู่บ้านหลวงจนถึงอายุสิบแปด แต่บรูโน่ช่วยให้เธอได้กลับมาอยู่กับพี่ติ๋วตอนอายุสิบสี่” พี่ติ๋วย้อนถึงความพยายามในการพาลูกกลับบ้าน

“มันยากมากจริงๆ เธอคุยกับตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจ สมัยนั้นอุปกรณ์แปลภาษาก็ไม่ดี ผมก็เข้ามาช่วยเธอตรงนี้ เธอมีสิทธิ์ความเป็นแม่เต็มที่อยู่แล้ว สุดท้ายก็เลยได้ลูกกลับมา” บรูโน่เล่าเสริม

หลังนาตาช่ากลับมาอยู่บ้านได้ไม่นาน พี่ติ๋วก็ตั้งท้องอีกครั้งในวัย 40 ด้วยความมั่นใจว่า ทั้งเธอและสามีพร้อมจะดูแลลูกน้อยคนนี้อย่างอบอุ่น

แต่อีกคนที่ต้องการการดูแลไม่แพ้กันคือนาตาช่าที่กำลังจะมีน้องสาว การห่างหายจากแม่ไป 7 ปีต้องอาศัยระยะเวลาในการปรับตัว

 “วันแรกที่กลับมา นาตาช่าเป็นเด็กวัยรุ่นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เล่นสเก็ตบอร์ด เจาะตรงโน้นตรงนี้เต็มไปหมด มีเกเรตามประสา ไปเรียนได้ปีหนึ่งก็ขอดร็อปไม่เรียนต่อ”

บทเรียนสำคัญที่พี่ติ๋วสอนลูกทั้งสองอยู่เสมอคือ ‘ลองได้ แต่ต้องรู้ตัวเอง’

“เราให้คำแนะนำเขาในเรื่องการใช้ชีวิตอยู่ตลอด อย่างเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พี่ติ๋วจะบอกเขาว่า ดูแม่ แม่ลองมาทุกอย่าง โลกนี้ไม่มีใครเพอร์เฟกต์ เราลองได้ แต่อย่ามากเกินไป ต้องรู้ตัวเอง”

การเลี้ยงดูอย่างเข้าใจที่พี่ติ๋วให้คำจำกัดความว่า ‘เลี้ยงลูกแบบเพื่อน’ ทำให้นาตาช่าและนาตาลีที่ยังเล็ก กล้าเปิดใจกับพ่อแม่ ไม่ว่ามีปัญหาอะไร ทั้งคู่จะเล่าให้เธอและบรูโน่ฟังอย่างตรงไปตรงมา

“เราคิดว่าตัวเองเป็นแม่ที่ทันสมัยนะ คุยกับลูกแบบเพื่อน เราจะไม่ทำแบบ ‘กูเป็นแม่มึง มึงต้องฟังกู’ แต่จะแนะนำแบบเพื่อนคุยกัน แชร์กัน ไม่มีการบังคับ เขาอยากทำอะไร เรากับบรูโน่สนับสนุนตลอด เพื่อนก็ต้องสนับสนุนเพื่อนเนอะ”

และก็อาจเป็นเพราะการเลี้ยงดูแบบเพื่อนถึงเพื่อนนี่เอง ที่ทำให้นาตาช่าผู้เคยคิดจะเลิกเรียน กลับมาตั้งใจศึกษาต่อและกลายเป็นพยาบาลในที่สุด

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

“วันที่เขารับประกาศนียบัตรในหอประชุม พี่ติ๋วดีใจมาก ไม่อยากจะเชื่อ ลูกสาวจบพยาบาลได้ไง จากเด็กเกเร แทบไม่เข้าเรียน กลายเป็นเด็กตั้งใจ โชคดีที่เขาหาตัวเองเจอตอนยังไม่สาย ชีวิตเขาก็ล้มลุกคลุกคลานมาคล้ายๆ กับเรา”

ถึงตรงนี้คงกล่าวได้ว่า ตั้งแต่ได้พบกับชายที่ชื่อบรูโน่ ชีวิตของพี่ติ๋วก็ดีขึ้นในทุกๆ ด้าน เข้าใกล้ตอนจบของละครชีวิตเรื่องนี้

“ชีวิตดีขึ้นทุกอย่าง เสียอย่างเดียว บรูโน่ชอบบ่นว่าเมียปากหมา” ทั้งคู่หัวเราะ

09

กินไป ไลฟ์ไป

ชีวิตครอบครัวกำลังไปได้สวย เช่นเดียวกับงานอดิเรกที่กำลังงอกงาม เราถามพี่ติ๋วถึงจุดเริ่มต้นของเพจสาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน

“เมื่อก่อนพี่ติ๋วทำกับข้าวเลี้ยงเพื่อนฝูงอาทิตย์ละสองสามวัน เล็บพี่ติ๋วไม่เคยยาว เราทำกับข้าว เตรียมเอง ล้างเอง เพื่อนมาถึง อาหารจะพร้อมแล้ว มื้อหนึ่งเราหมดไปหลายร้อย ในขณะที่เพื่อนพกของแบรนด์เนมแล้วมาเล่าสู่กันฟังว่าเพิ่งได้กระเป๋าใบใหม่

“ผู้หญิงเนอะ เวลาอวดกันปุ๊บ คนที่ซวยคือผัว หลายคนพูดว่าสงสารบรูโน่ ทำงานงกๆ แต่เมียเอาเงินไปเลี้ยงคนอื่น มีรุ่นน้องถามว่า เราทำไปทำไม ก็เลยกลับมานั่งคิด นอกจากเสียเงินซื้อวัตถุดิบแล้ว ยังต้องมาทะเลาะกับผัวอีก เลยบอกบรูโน่ว่าจะเลิกแล้ว ไม่ทำตัวแบบเดิมแล้ว”

แต่ด้วยความเป็นคนก้นครัว รักการปรุงอาหาร และชอบการสังสรรค์ เมื่อไม่ได้ชวนเพื่อนมาปาร์ตี้ที่บ้าน พี่ติ๋วจึงลองไลฟ์ในเฟซบุ๊ก ทำกับข้าวเสร็จก็มานั่งกินพร้อมกับตอบคอมเมนต์ ทำไปได้สักพักก็พบว่านี่คือความสุขรูปแบบใหม่ของเธอ

ตอนนั้นเองที่บรูโน่ สามีนักซัพพอร์ตชักชวนให้เปิดเพจอย่างจริงจัง โดยจะเป็นเพจว่าด้วยการพาทำกับข้าว ไลฟ์พูดคุยและกินอาหาร ปิดท้ายด้วยการพาเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์

“นั่งคิดกันว่าชื่อเพจอะไรดี ก็เห็นว่าเรามาจากกาฬสินธุ์นี่หว่า ใช้เป็นสาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน แล้วกัน เรียกสั้นๆ ว่าสาวกาฬสินธุ์ ภาษาอังกฤษก็ Kalasingirl”

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู
ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

ภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี แฟนคลับที่มีก็เพิ่มจากหลักร้อยเป็นหลักล้าน

“ดีใจมากเลย คนที่ติดตามเรา เขามาด้วยใจแท้ๆ เราไม่ได้โปรโมตหรือยิงโฆษณาอะไร เพราะเราคิดว่าการมียอดผู้ติดตามเยอะๆ แต่ตอนไลฟ์ไม่มีคนดูก็ไม่น่าดีใจ เราอยากมีแฟนคลับที่ติดตามเพราะชอบเราจริงๆ เข้ามาคุยกัน เหมือนเป็นการเอาชีวิตต่างแดนของเรามาเผยแพร่ให้เพื่อนฟัง”

แฟนคลับที่ติดตามการไลฟ์ไกลบ้านของพี่ติ๋วต้องคอยลุ้นอยู่เสมอว่า เมนูที่จะได้เจอในวันนี้คืออะไร เพราะพี่ติ๋วประกอบอาหารได้หลากหลายทั้งไทยและเทศ

“พี่ติ๋วมีประสบการณ์ด้านอาหารมาเยอะ เป็นเชฟยืนเตาคนเดียวก็เคย ครูสอนทำอาหารคนแรกของพี่ติ๋วคือแม่ของแฟนคนแรกที่ไทย สมัยนั้นเราต้องทำอาหารให้ทั้งครอบครัว บางมื้อเป็นสิบคน ทำแบบนั้นอยู่สามสี่ปีจนชำนาญ ที่สำคัญเราชอบด้วย กินปุ๊บจะรู้เลยว่ามีวัตถุดิบอะไรอยู่ในคำนั้นบ้าง เราจำแม่นมาก ไม่ต้องจดเลย ทำครั้งเดียวก็อยู่ในความทรงจำ การทำอาหารคงเป็นพรสวรรค์ของเรา”

10

สุขแบบเรียบง่าย

เมื่อละครถึงตอนจบ สิ่งหนึ่งที่เรามองหาคือละครเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่างไร

“ทุกคนเคยล้มกันทั้งนั้น แต่ล้มแล้วก็ต้องผงาดขึ้นมาสู้ใหม่ให้ได้ เหมือนที่ครั้งหนึ่งพี่ติ๋วเคยเกือบฆ่าตัวตาย แต่ก็ยังสู้ สิ่งที่เจอหลายครั้งก็เป็นบทเรียนราคาแพง แต่ก็ทำให้เราแกร่งขึ้น ใช้ชีวิตไปข้างหน้าได้ดีขึ้น 

“พี่ติ๋วได้เรียนรู้หลายอย่างมากๆ ตลอดสามสิบสองปีนี้ โดยเฉพาะการเลือกคบคน สำหรับคนที่มาอยู่ต่างประเทศ พี่ติ๋วเข้าใจนะว่าเหงา แต่คนที่เข้ามาหาเรา บางครั้งก็ไม่ใช่คนที่ดี เราจึงต้องดูและศึกษาให้ดีจริงๆ”

ละครชีวิตเรื่องนี้ นางเอกอย่างพี่ติ๋วต้องผ่านด่านชีวิตมากมาย กว่าจะถึงตอนสุดท้ายที่มีความสุข กระนั้นความสุขของเธอในวันนี้กลับเป็นสิ่งเรียบง่ายอย่างการได้อยู่กับครอบครัว

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู
ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

“ความสุขในชีวิตของพี่ติ๋วคงจะเป็นปัจจุบันที่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว อยู่กับบรูโน่ที่แต่งงานกันมายี่สิบสองปี มีนาตาลีและนาตาช่า ที่ถึงจะไปอยู่เนเธอร์แลนด์ก็ยังไปมาหาสู่กันตลอด อยู่เมืองนอกก็ไม่ได้มีความสุขในทันที ดิ้นรนอยู่หลายปี จะมีความสุขจริงๆ ก็วันนี้ที่พูดได้ว่าสุขอย่างเต็มอก ไม่มีความทุกข์”

“ไม่มีเลยเหรอ” เราถาม

“อืม จะทุกข์ก็เฉพาะตอนคิดถึงพี่น้องที่ไทย ทุกวันนี้ปัญหาโควิดรุนแรงมาก พี่ชายพี่ติ๋วมีร้านอาหารอีสานที่เชียงใหม่ก็วิกฤตหนัก เอาตรงๆ นะ เราเห็นคนที่ไทยแล้วรู้สึกสงสาร มีโควิด แถมเศรษฐกิจไม่ดี พี่ติ๋วก็หวังว่า วันหนึ่งประเทศไทยจะกลับมาฟู่ฟ่า มีเงินมีทองจับจ่ายใช้สอย มีธุรกิจที่ดี คนไทยได้ยิ้มและหัวเราะ”

หลังวางสายทางไกลไทย-สวิตเซอร์แลนด์ ก็ถึงคราวที่ครอบครัวจะได้ฉลองวันเกิดปีที่ 56 ของสาวกาฬสินธุ์ ผู้พลัดถิ่น และต้องย้ายไปอยู่ไกลบ้าน

แต่จะพูดว่าอยู่ไกลบ้านก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะคงไม่มีที่ไหนควรค่าแก่การถูกเรียกว่าบ้าน ได้ดีไปกว่าสถานที่ที่รายล้อมไปด้วยบุคคลอันเป็นรัก

วันนี้ สาวกาฬสินธุ์ได้เจอบ้านที่แท้จริงของเธอแล้ว

จบบริบูรณ์

ภาพ : สาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load