ปีกุน สัปตศก จุลศักราช 1357

ท่ามกลางผู้ชมเรือนหมื่น หญิงสาวร่างเล็กคนหนึ่งเดินขึ้นมากลางเวทีด้วยสองเท้าที่เปล่าเปลือย ฉับพลันเมื่อมือกีตาร์ที่อยู่เบื้องซ้ายของเธอซึ่งกำลังเล่นท่อนริฟฟ์ช้าเนิบได้สับคอร์ดด้วยจังหวะที่เร่งรีบกระชั้นขึ้นมา เสียงกลองได้พลันระเบิดจังหวะขึ้นมาพร้อมกับมือเบสที่ยืนอยู่เบื้องขวาของตัวเธอที่ขยับเคลื่อนเลื่อนกายไปตามท่วงทำนองอันรุกเร้าใจนั้น…
“แล้วเธอ แล้วเธอ เข้าใจ ข้างใน ว่าเรา เข้ากัน เข้าใจ ไว้ใจ”

วินาทีนั้นเป็นส่วนหนึ่งของจุดเริ่มต้นในทุกๆ อย่าง

ก่อนหน้าที่ผู้ชายคนนี้จะขยับจากเบื้องข้างเวทีและก้าวมายืนอยู่เบื้องหน้าในฐานะนักร้องและผู้นำวง

“ช่วงนั้นเป็นช่วงวัยที่ผมหมกมุ่นมาก ขลุกอยู่กับดนตรีตลอดเวลา จะพูดจะคิดจะทำอะไรก็เป็นเรื่องของดนตรีทั้งนั้น”

จากความหมกมุ่นที่เกิดขึ้นเพื่อหนุนหลังความรัก และความฝันที่บันดาลใจจากเสียงดนตรีและช่วงวัยฮอร์โมนกำลังปะทุและพุ่งพล่านก็มีพลานุภาพมากมายเพียงพอที่จะทำให้ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา ข้ามผ่านตัวตน และแฝงเร้นอัตลักษณ์แต่เดิมมาอยู่ภายใต้นามแฝงแห่งผู้ปฏิบัติโยคะที่ไม่เคยอิ่มเอมในการเสพเมถุนธรรมที่ว่า

‘โยคี เพลย์บอย’

วิธีอยู่รอดของศิลปินโดย โป้ Yokee Playboy กับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในรอบ 24 ปี

เป็นนามแฝงอันย้อนแย้งทั้งในความหมายและพฤติการณ์ หากตัวเขาได้ยืนยันและได้กลายเป็นหมุดหมายประวัติศาสตร์หนึ่ง ทั้งของวงการดนตรีและโลกส่วนตัวของเขาว่า นี่คือฉายาที่เขาเลือกแล้วว่าจะผนึกแน่นกับตัวตนของเขาในวงการดนตรีไปตราบจนกว่าชีวิตในวงการจะหาไม่

ย้อนกลับไป ณ ช่วงเวลาหลายปีก่อนหน้านั้น

ความรักในระดับที่เรียกได้ว่าหมกมุ่นของโป้ มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นนักดนตรีไทยฝีมือดี ซึ่งในที่สุดได้กลายมาเป็นก้าวแรกให้เขาได้มาพบและขยับขยายมาสู่โลกของดนตรีสากลแห่งโลกซีกตะวันตก

“สมัยเรียนมัธยมมีวงหนึ่งเขาต้องการคนไปเป่าขลุ่ยเพลงเพลงหนึ่ง เขาก็เลยชวนผมไป แล้วพอเราได้ไปซ้อมดนตรีกันที่ที่หนึ่งก็ปรากฏว่าวงของ คุณเจอรี่ (ศศิศ มิลินทวณิช) เล่นอยู่ห้องข้างๆ แล้วเขาเล่นเก่งกว่า เราก็เลยเริ่มสนใจ จากนั้นผมก็เข้าไปช่วยเล่นในตำแหน่งมือกีตาร์“ 

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของวง ‘คะแนน’ ที่มีสมาชิกเป็นนักเรียนร่วมรุ่นของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ซึ่งที่มาของชื่อวงนั้นบันดาลใจมาจากแนวคิดอันเรียบง่ายประสานักเรียนที่ว่า

“เพราะสมัยเด็กๆ ทุกคนต่างก็อยากจะได้คะแนนจากอาจารย์มากขึ้น คือจะเป็นพวกคะแนนสงสาร เราเลยตั้งชื่อว่า วงคะแนน ครับ”  

เมื่อได้สมาชิกมารวมตัวกันจนครบตำแหน่งเครื่องดนตรีที่ต้องการแล้ว ก้าวต่อไปก็คือเรื่องของความมุมานะพยายามถ่ายทอดบทเพลงแห่งแรงบันดาลใจให้ออกมาใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด ซึ่งโดยไม่รู้ตัว ความพยายามชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าในการฝึกฝนผ่านหนังสือรวมคอร์ดกีตาร์และเทปคาสเซตต์ของศิลปินที่พวกเขาชื่นชอบก็นับเป็นการเคี่ยวกรำให้พื้นฐานการเล่นดนตรีของแต่ละคนนั้นแข็งแกร่งขึ้นเป็นลำดับ

“พอเพื่อนในกลุ่มตั้งวงขึ้นมาแล้ว เราก็เริ่มแกะเพลงกัน ซึ่งก็ได้ทักษะจากการแกะเพลงในช่วงนั้น และช่วยในตอนโตได้เยอะเลย ยุคนั้นก็เล่นพวกเพลงร็อกเป็นส่วนใหญ่ คาราบาวก็เล่น เด็กสมัยนั้นคือชอบเพลงที่มีโซโล่ แล้วก็จะพยายามจัดโซโล่แล้วมาโชว์กัน มาดูกันว่าของใครจะเหมือนกว่ากัน อย่างท่อนโซโล่ของคาราบาว เจอรี่เขาจะแกะออกมาเหมือนเลย แต่ส่วนใหญ่แล้วผมจะเล่นกีตาร์ริทึมเป็นหลักครับ”

หลังจากนั้นเส้นทางชีวิตของโป้ก็ดำเนินไปสู่สังคมใหม่ๆ ซึ่งในที่สุดก็กลายเป็นการเปิดประตูแห่งโอกาสให้ตัวเขาไปสู่อนาคตที่ไม่มีใครแม้แต่ตัวเขาจะกล้าคาดคิด

วิธีอยู่รอดของศิลปินโดย โป้ Yokee Playboy กับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในรอบ 24 ปี
วิธีอยู่รอดของศิลปินโดย โป้ Yokee Playboy กับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในรอบ 24 ปี

“หลังจากเรียนจบจากสาธิตฯ ปทุมวัน ผมก็เข้าไปจุฬาฯ ปีหนึ่ง (คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาศิลปศึกษา) โดยรุ่นของ พี่ป๊อด (ธนชัย อุชชิน) จะเป็นรุ่นพี่ผมปีหนึ่ง ส่วนใหญ่เวลาพวกเราเรียนเสร็จก็จะมานั่งเล่นดนตรีกันใต้ตึก ก่อนที่วันหนึ่งจะนึกสนุกขึ้นมาว่าลองไปเล่นเปิดหมวกกันดีกว่า ก็เลยลองเปิดหมวกกันหน้าคณะ ชักสนุก พี่ป๊อดเลยชวนว่า งั้นเรา คือพี่ป๊อด ผม แล้วก็ นภ พรชำนิ เพื่อนสมัยเด็กของป๊อดไปเปิดหมวกที่ใต้โรงหนังกัน โดยจะทำเมนูให้คนเลือกเพลง เพลงส่วนใหญ่เป็นสากล จะเป็นเพลงของ R.E.M, Lenny Kravitz, Simply Red ตอนนั้นผมเลยมีโอกาสได้ฟังเพลงหลากหลายมากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม เส้นทางชีวิตสายลมแห่งโชคชะตาก็มีอันได้พัดพาให้โป้ต้องข้ามฟากฝั่งของสถาบันแถบสามย่านไปสู่ชานเมืองกรุงเทพฯ ฝั่งรังสิต ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต 

ที่นั่นทำให้เขาได้พบกับกลุ่มคนที่กลายมาเป็นสหายทั้งในด้านดนตรีและด้านการใช้ชีวิต ณ เวลาต่อมาอีกยาวนาน คือรุ่นพี่คณะ ทว่าอยู่ในช่วงวัยเดียวกัน นั่นคือ บอย-ตรัย ภูมิรัตน ซึ่งได้มีส่วนสำคัญในการสานต่อความรักในเสียงดนตรีของโป้ให้ลงลึกและทอดยาวไกลออกไปอีก

“ในช่วงนั้นผมก็จะเล่นดนตรีกับกลุ่มปีเดียวกับผม บอยเขาก็จะมีวงของเขาอีกปีหนึ่ง แต่ต่อมาก็มีโอกาสได้มาจอยกันด้วยมีไอเดียอยากหางานพิเศษ คุณบอยเลยชวนไปเล่นที่ผับหน้าปากซอยที่เข้า ม.รังสิต เป็นช่วงระยะสั้นๆ เป็นกีตาร์สองคนครับ แล้วพอสักพักหนึ่งก็ได้เล่นดนตรีเป็นงานพิเศษหน้า ม.รังสิต ต่อ โดยเล่นกับวงรุ่นพี่ของบอย” 

หากจุดเปลี่ยนที่ทำให้ชีวิตโป้ดำเนินมาถึงจุดที่ไม่อาจย้อนกลับอย่างแท้จริง เมื่อเขาได้รับโทรศัพท์สายหนึ่ง ซึ่งเสียงที่ปลายสายนั้นเป็นเพื่อนเก่าของเขา คือ โต้ง-มณเฑียร แก้วกำเนิด

“ผมเป็นคนเพื่อนเยอะ ก็จะมีเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งก็คือคุณโต้ง ซึ่งก็เป็นเพื่อนของคุณเจอรี่ด้วย  อยู่มาวันหนึ่งเขาก็โทรมาชวนว่า เฮ้ย! เนี่ยมีนักร้องใหม่จะออกกับเบเกอรี่ฯ เป็นผู้หญิงชื่ออรอรีย์ ตอนนี้เขากำลังต้องการมือกีตาร์ซัพพอร์ต เป็นกีตาร์อะคูสติกสองตัว ไปเล่นในงานงานหนึ่ง  เป็นงานที่เขาเล่นเปิดให้กับโมเดิร์นด็อก ที่สนามกีฬากองทัพบก พอหลังจากงานนั้นทางเบเกอรี่ฯ ก็เลยชักชวนให้ผมทำงานร่วมกับคุณอรอรีย์ต่อ”

เมื่อตอบรับคำเชิญชวนดังกล่าว ตัว P ชองชื่อ โป้ ก็กลายเป็นตัวอักษรแรกของชื่อวง P.O.T.D ที่ย่อมาจากชื่อเล่นของเขาและอีก 3 สมาชิก คือ  O-อร T-โต้ง และ D-เดฟ

วิธีอยู่รอดของศิลปินโดย โป้ Yokee Playboy กับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในรอบ 24 ปี

แล้วเรื่องราวหลังจากนั้นก็เป็นประวัติศาสตร์ เมื่อในที่สุดเขาก็เริ่มแต่งเพลงและถ่ายทอดเสียงร้องให้กับศิลปินในค่ายเบเกอรี่มิวสิค อย่าง สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ ซึ่งได้กลายเป็นย่างก้าวแรกของการทำงานเพลงของตัวเองขึ้นมาในที่สุด

“ในช่วงที่ทำงานกับคุณอร ตอนนั้นเริ่มมีไฟและเริ่มรู้สึกอยากทำงานของตัวเอง ก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ตอนนั้นเข้าไปแล้วก็รู้จักกับคนข้างในของทางเบเกอรี่มิวสิค เลยมีโอกาสได้แต่งเพลงให้กับพี่สมเกียรติเป็นเพลงแรกเลยคือ ตอนนี้ จากนั้น พี่สมเกียรติก็เลยชวนให้ร้องเพลงในอัลบั้มนั้น (Zequence) ซึ่งเป็นเพลงแรกที่ร้องเลยคือเพลง ทางออก หลังจากนั้นก็เลยได้แต่งเพลงให้กับนักดนตรีคนนั้นคนนี้ในเบเกอรี่ฯ เรื่อยๆ มา จน พี่สุกี้ (กมล สุโกศล แคลปป์ ผู้บริหารเบเกอรี่ฯ) ทาบทามว่า เฮ้ย! ลองทำแนวเพลงของตัวเองมั้ย มันก็เลยเป็นที่มาของการที่ได้ร่วมงานกับคุณใหญ่ในอัลบั้มโยคี เพลย์บอย ชุดแรก (Yokee Playboys) ช่วงเรียนอยู่ประมาณปีสี่”

แล้วจากนั้นตลอด 1 รอบปีนักษัตร ถัดจากปีที่อัลบั้มชุดแรกของ โยคี เพลย์บอย ออกวางจำหน่าย เส้นทางของโป้ในนาม ‘โยคี เพลย์บอย’ ก็ได้ทอดยาวออกไป แม้อาจมีบางช่วงที่มีรอยสะดุดหรือห่างหายไปบ้าง ทว่าก็ไม่เคยสาบสูญไปจากวงการและความสนใจของคนรักดนตรี

ปีชวด อัฐศก จุลศักราช 1358 ผ่านไป… ปีฉลู นพศก จุลศักราช 1359 ผ่านไป… 

กระทั่งเวียนวนมาบรรจบครบรอบในปีชวด สัมฤทธิศก จุลศักราช 1370 

อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่วงการเพลงถูกรุกรานด้วยเทคโนโลยี จนเป็นจุดเริ่มต้นของ Disruptive Era ที่วงการดนตรีทั่วโลกมีอันต้องหยุดชะงักด้วยความก้าวหน้าของนวัตกรรมการเสพดนตรี ที่นำไปสู่ย่างก้าวอันถดถอยของทั้งค่ายเพลงและศิลปินที่ต้องเผชิญอย่างไม่อาจเลี่ยง

โป้และโยคีเพลย์บอยก็มิใช่ข้อยกเว้น หากเขากลับเลือกที่จะจูบรับให้กับยุคสมัยแห่งความเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยการออกจากพื้นที่ปลอดภัยอย่างค่ายเพลง หันไปยืนหยัดด้วย 2 ขา 1 สมองของตัวเอง

ซึ่งเป็นทางเลือกที่เขายังคงยืนยันว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเขามาจวบจนปัจจุบัน

“ตอนนั้นกลับไปทำงานสถาปนิกแล้วด้วย แต่ตอนหลังก็เปลี่ยนใจกลับมาทำเต็มตัวอีกที โดยตั้งเป็นบริษัท โยคีเพลย์บอย ขึ้นมาเพื่อดูแลวง ตอนนั้นเป็นการเริ่มมองว่า ถ้าสมมุติว่าต่อไปการอยู่ค่ายกับการดูแลตัวเองอย่างไหนจะดีกว่ากัน ก็ลองดู ตอนแรกๆ ก็งงเหมือนกันว่าเราออกงานใหม่ไปแล้วก็จะโปรโมตยังไง ตอนนี้ก็ทำมาเรื่อยๆ เริ่มโอเคครับ” โป้ รำลึก ก่อนที่จะตอบคำถามถึงประเด็นสำคัญที่เป็นยาขมเสมอมาของคนที่ตั้งตนเป็นศิลปินหรือนักสร้างสรรค์ผลงาน คือการบริหารจัดการในเรื่องของเงินๆ ทองๆ ซึ่งแน่นอนว่าตัวเขาเองก็เคยอยู่ในข่ายนั้น จวบกระทั่งเส้นทางชีวิตต้องดำเนินไปถึงจุดที่ต้องดูแลผลงานที่กลายมาเป็นธุรกิจของตัวเองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

“ตอนนี้ผมลุยทุกสถานการณ์แล้วครับ ไม่แหยงเรื่องตัวเลขแล้ว และมองว่าเป็นอะไรที่น่าเรียนรู้ด้วยซ้ำ แต่รู้แล้วเราจะทำเองหรือให้ใครมาทำนี่อีกเรื่องหนึ่ง แต่ต้องรู้ไว้ จะได้ดูแลตัวเองได้ครับ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นธุรกิจเต็มตัว แต่ยังคงเน้นในส่วนของโปรดักชัน และจะเซ็ตเรื่องธุรกิจไว้ให้คนอื่นมาช่วยดีลต่อไป”

วิธีอยู่รอดของศิลปินโดย โป้ Yokee Playboy กับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในรอบ 24 ปี

จากก้าวแรกอันกล้าหาญนั้น ก็นำไปสู่การเริ่มต้นสร้าง Commune เป็นของตัวเอง เริ่มสร้างช่องทางของเราเอง เช่น YouTube Official หรือ เฟซบุ๊กของวง “เริ่มเล็กๆ แล้วให้มันค่อยๆ ไปนี่แหละครับ ดีแล้ว ซึ่งจนถึงตอนนี้เราก็มีแฟนมาติดตามมากขึ้นๆ”

ถึงจุดนี้โป้ก็ยืนยันได้อย่างเต็มปากว่า ที่สุดแล้ว Disruptive Technology ที่เคยทำลายวงการดนตรีนั้นก็กลับมาเป็นเครื่องมือสร้างชีวิตให้กับผู้ผลิตงานดนตรีได้ ตราบเท่าที่รู้จักใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 “โซเชียลมีเดียมีประโยชน์มากครับ ด้วยเทคโนโลยี ด้วยสิ่งที่บอกไปนี่มันก็ทำให้เกิด Artist ที่ครัวบ้านไหนก็ได้ เกิดการแข่งขัน เราก็พอมองออกว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ผมพบว่าการเป็นตัวของตัวเองเนี่ยละครับดีที่สุดแล้ว และพยายามเซ็ตระบบเตรียมไว้ เซ็ตช่องทางยูทูบไว้ใช้ในการปล่อยงาน ในการกระจายข่าวของพวกเรา ก็เป็นการรักษาฐานแฟนเพลงไปด้วย เขาได้ใกล้ชิดกับเรามากขึ้น”  แนวคิดการอยู่รอดของศิลปิน ณ ยุคสมัยแห่งปัจจุบันต่างพร่างพรูออกมาอย่างน่าสนใจ

“ถึงตรงนี้ผมก็เริ่มรู้ว่าต้องทำยังไง อย่างที่ทำผลงานเพลงออกมาเป็น Episode ผมก็คิดขึ้นมาเอง ผมมองว่าสิบเพลงนี่มันใช้ต้นทุนสูงและใช้ระยะเวลาเยอะไปกับภาวะปัจจุบัน มันจะทำให้ขาดการติดต่อกับแวดวงนานไป ไม่คุ้ม ควรจะทำซีรีส์อย่างที่ทำดู ออกมาสักสองสามเพลง แล้วไม่ควรออกมาเพลงเดียวด้วย แล้วถ้าเพลงมันติด ปัจจุบันมันก็ไปเร็วเหมือนกัน มันไม่ได้อยู่นาน ผมเลยคิดว่ามันน่าจะเป็นซีรีส์เพลงสองสามเพลง ถ้าตัวหนึ่งติด ตัวหนึ่งต่อ ก็ยังดี แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ มันทำให้เรายังมีพื้นที่นานขึ้นอีก”  

ขณะเดียวกันโป้ก็เลือกมองโลกด้วยสายตาที่ยึดมั่นในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น นั่นจึงเป็นที่มาของ ร้าน ‘ปรุง’ ร้านอาหารที่เขากับภรรยาร่วมกันปลูกปั้นมา ในเวลาไล่เลี่ยกันกับการเริ่มต้นสร้างครอบครัวเล็กๆ ของทั้งคู่ ซึ่งทั้งสองแพร่งทางนั้นถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเขาทั้งในฐานะศิลปิน และในฐานะผู้ชายที่รักดนตรีอีกคนหนึ่ง

“จนถึงตอนอายุใกล้ๆ สี่สิบ ผมก็ยังคงหมกมุ่นในเรื่องของดนตรีอย่างที่เป็นมาตลอดนะครับ คือทั้งชีวิตทำอยู่อย่างเดียว ทั้งงานอดิเรก งานจริง เป็นเรื่องเดียวกันหมดเลยยี่สิบสี่ชั่วโมง ทำอยู่แต่เรื่องเดียว คุยก็คุยแต่เรื่องดนตรี ไม่เคยออกจากเรื่องนี้เลย จนวันหนึ่งตอนวัยใกล้เลขสี่ แล้ว เป็นยุคที่โตแล้ว เป็นยุคที่เริ่มรู้สึกกลัว และเริ่มตระหนักว่าทำไมเราถึงไม่ประสบความสำเร็จกับการมีแฟนเลย มันไม่พาเราไปถึงจุดไหนเลย และมันไม่เติมเต็มซะที จนพบว่าตัวเองต้องการมีครอบครัวเท่านั้นเอง จึงได้เริ่มมองกลับมาและพบว่า เออ โลกยังมีมุมอื่นอยู่ด้วยนะ ลองออกมาดูข้างนอก ก็จะได้เห็นตัวเองชัดขึ้น จะได้รู้ว่าตัวเองอยากมีครอบครัวด้วยนะ อย่ามัวแต่ทำอะไรบ้าๆ บอๆ อย่างนั้นเพียงอย่างเดียว” 

วิธีอยู่รอดของศิลปินโดย โป้ Yokee Playboy กับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในรอบ 24 ปี

อย่างไรก็ดี แม้ว่าโป้จะได้ค้นพบคำตอบของชีวิตที่เขาเฝ้าถามมาตลอดในระยะเวลาอันยาวนาน แต่ในอีกด้านหนึ่ง การกรำชีวิตที่ผ่านมาก็ได้ดำเนินมาถึงจุดที่เขาต้องเริ่มจ่ายคืนให้กับวันเวลาอันหนักหนาที่ผ่านมาแล้ว

“เมื่อไม่กี่ปีก่อน ผมเริ่มมีปัญหาสุขภาพคือมีไขมันพอกตับ ซึ่งสัญญาณแรกมาจากที่ผมทานอาหารแค่นิดเดียว แต่ท้องอืด ส่งผลให้มีความดันบริเวณชายโครง ทำให้มีอาการอึดอัดง่าย เรี่ยวแรงไม่ค่อยมี และเริ่มออกกำลังกายหนักๆ ไม่ค่อยได้ แต่สิ่งที่น่ากลัวคือไขมันในช่องท้องมากกว่าเรื่องของความอ้วน ทำให้ผมตัดสินใจว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งแล้ว”

นั่นจึงเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่ทำให้โป้ตัดสินใจจัดคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในรอบ 24 ปีของโยคีเพลย์บอยขึ้นมา

“ที่ผ่านมาเราอาจจะเคยได้ไปเล่น ไปเป็นแขกรับเชิญให้กับวงเพื่อนๆ ตามคอนเสิร์ตใหญ่ต่างๆ แต่นี่คือคอนเสิร์ตของโยคีเพลย์บอยที่เราจัดขึ้นเอง เป็นครั้งแรกเลยที่ใหญ่ที่สุดในรอบยี่สิบสี่ปี ก็เท่ากับรอบชีวิตหนึ่งแล้ว เกิดมา โตขึ้นมาเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว นี่คือระยะเวลาที่เราเติบโตมากับแฟนเพลงของพวกเรา”

  นอกจาก Reborn Concert ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 จะเป็นดั่งหมุดหมายของการเฉลิมฉลองสำหรับ 2 รอบปีนักษัตรของโยคี เพลย์บอย ซึ่งถึงตอนนี้ได้เติบโตขึ้นทั้งทางด้านความคิดและมุมมองของชีวิต ณ ปัจจุบันที่จัดสมดุลให้กับความฝัน ความรัก และความจริง ได้อย่างพอดีต่อทั้งสถานการณ์ของชีวิตแล้วก็หัวใจ 

บนเงื่อนไขที่ว่า ดนตรียังคงเป็นส่วนสำคัญกับตัวเขาเสมอ อย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไป

“ผมถือว่ามีทุกวันนี้ได้เนี่ย ดนตรีเข้ามามีส่วนพัวพันเยอะมากจริงๆ ไม่ว่าจะทีสีสจบของผมก็เกี่ยวข้องกับดนตรี มันหล่อหลอมให้ผมโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ทำหน้าที่ได้ดีพอสมควรในสังคม ทำให้ชีวิตไม่แข็งไป ไม่แรงไป ไม่อ่อนไป ไปแบบ โฟลวๆ โล่งๆ สบายๆ แล้วก็ช่วยทำให้ชีวิตดำเนินไปอย่างสวยงาม อย่างน้อยก็ในความคิดของผมนะครับ ทุกวันนี้ผมก็เอางานเป็นตัวตั้งก่อน แล้วที่เหลือค่อยมาจัดการชีวิตส่วนตัวอีกที แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนักดนตรีต้องมีการวางแผนทางการเงินที่ดีด้วยนะครับ”  โป้กล่าวย้ำประเด็นที่เขาให้ความสำคัญอย่างหนักแน่นเป็นการทิ้งท้าย

วิธีอยู่รอดของศิลปินโดย โป้ Yokee Playboy กับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในรอบ 24 ปี

 ปีชวด โทศก จุลศักราช 1382

 “ผมเชื่อว่าต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างที่ทำให้ผมเป็นอย่างนี้ครับ ก็เลยไม่สงสัยอะไร แล้วก็แค่ทำให้มันเต็มที่” คือคำกล่าวสำคัญหนึ่งในระหว่างการสนทนา ซึ่งได้ยืนยันถึงจุดยืนที่ผู้ชายเจ้าของฉายา ‘โยคี เพลย์บอย’ ได้ยืนหยัดมาตลอดเส้นทางชีวิตที่เขาเลือก

โดยมีช่วงเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมาซึ่งได้พิสูจน์แล้วถึงความเต็มที่ที่เขาได้กล่าวถึงนั้น

รวมไปถึงงานใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นนับจากนี้

ที่โลกจะได้ประจักษ์กันอีกครา

ว่าแม้โยคี เพลย์บอย ผู้นี้จะต้องล้มลุกคลุกคลานหรือต้องสะดุดไปบ้าง แต่เขาก็พร้อมที่ลุกขึ้นมายืนหยัดอย่างเข้มแข็งได้เสมอ

ไม่ต่างอะไรกับการถือกำเนิดใหม่อีกครั้ง และอีกครั้ง

ทว่าในฐานะของโยคี เพลย์บอย คนเดิม คนนี้เท่านั้น

วิธีอยู่รอดของศิลปินโดย โป้ Yokee Playboy กับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในรอบ 24 ปี

Writer

พีรภัทร โพธิสารัตนะ

คนรักดนตรีที่เริ่มต้นชีวิตนัก(อยาก)เขียนด้วยการเป็นนักวิจารณ์ดนตรีอิสระที่มีผล งานลงในนิตยสาร a day, Hamburger, Esquire และอีกมากมาย รวมถึงเคยถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตคนดังออกมาเป็นตัวหนังสือประเภทอัตชีวประวัติ มาแล้วหลายคน หลายเรื่องในหลายเล่ม ผ่านทั้งชื่อจริงและนามปากกาอย่าง ภัทรภี พุทธวัณณ นิทาน สรรพสิริ และวรวิทย์ เต็มวุฒิการ ก่อนหน้าที่จะผันตัวเองเป็น “บรรณาธิการตัวเล็ก” ให้กับนิตยสาร DDTแล้วนับจากนั้นบรรณาธิการตัวเล็กคนนี้ก็ไม่อาจหลีกหนีไปจากมนต์เสน่ห์ของานหนังสือได้อีกเลย ปัจจุบันทำหน้าที่บรรณาธิการบริหารให้กับนิตยสารแจกฟรีภาษาจีนที่ชื่อ “Bangkok Youth” และยังคงฟังเพลง เขียนหนังสือ และเสาะหาเรื่องดีๆ มาประดับความคิดอ่านอยู่เสมอ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ครั้นสิ้นสุดบทสนทนาอันยาวนานกับ เกม-สิทธิโชค ศรีโช บนโต๊ะกินข้าวที่ลานตาไปด้วยอาหารที่เขาออกแบบมาเพื่อเราโดยเฉพาะ เราคิดอยู่นานว่าจะนิยามตัวชาวขอนแก่นรายนี้ว่าอย่างไรให้ครอบคลุมตัวตนและสิ่งที่เขาทำมาทั้งหมด

เขาเคยเป็นนักศึกษานิเทศศิลป์ที่หลงใหลใน Cookbook มากกว่าตำราออกแบบ

เคยเป็นเด็กจบใหม่ที่พกช้อนทองเหลืองติดตัว เพราะฝันอยากเป็นนักชิมมืออาชีพ

เคยเป็นบรรณาธิการด้านอาหารของนิตยสาร Health & Cuisine อันเลื่องชื่อในวันวาน

เคยเป็นคนเขียนสคริปต์รายการอาหารที่มีคนดูแตะหลักแสนเพียงชั่วข้ามคืน

เคยเป็นนักออกแบบอาหารเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของน้อง ๆ เด็กนักเรียน

และกำลังเป็นยูทูบเบอร์ที่นำเสนอเรื่องราวของอาหารอีสานเมนูต่าง ๆ อย่างเจาะลึก ถึงขั้นพาไปชมแหล่งผลิตวัตถุดิบในแต่ละจาน

เชิญคุณผู้อ่านกลั้นน้ำลายไว้อย่าให้สอ แล้วไปอ่านเรื่องราวชีวิตที่หอมกรุ่นด้วยกลิ่นของอร่อยของ ‘กูรูอาหาร’ แห่งเมืองดอกคูนกันเถอะ

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

คนบ้านไผ่

“บ้านไผ่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีของกินอร่อยครับ คนจากหลาย ๆ อำเภอเข้ามาที่บ้านไผ่ก็เพื่อมาหาซื้อของกิน” เกมให้คำจำกัดความบ้านเกิดของตนเอง

“ที่นี่อยู่ห่างจากตัวเมืองมา 44 กิโลเมตร เป็นจุดความเจริญจุดแรก ๆ ของจังหวัดขอนแก่น เพราะมีรถไฟจากภาคกลางเชื่อมความเจริญมาถึง สมัยก่อนบ้านไผ่เป็นแค่เมืองเล็ก ๆ เมื่อรถไฟผ่านก็เกิดการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนเข้ามา เช่น คนจีน คนโคราช บ้านไผ่จึงค่อย ๆ พัฒนาจากกิ่งอำเภอเป็นอำเภอในที่สุด”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย
เมนู Amuse Bouche นี้มีชื่อว่า ‘มาตุ้ม มาโฮม’ แปลว่า การมารวมตัวกัน เกิดจากการนำอาหารของชาวจีน เวียดนาม และโคราช ในบ้านไผ่ มาจัดรวมไว้ในเชี่ยนหมากอีสาน

ความเจริญของอำเภอบ้านไผ่ที่เกมลืมตาดูโลก พิสูจน์ได้จากการมีโรงหนังถึง 3 แห่งในอำเภอเดียว มีห้างสรรพสินค้าซึ่งภายในมีลานสเก็ต และยังมีเหลาหรือภัตตาคารจีนหลายแห่ง

“ร้านอาหารร้านไหนที่คนเขาว่ามันอร่อยและพอจะพาไปได้ ยาย ตา หรือพ่อแม่ก็จะพาเราไปกิน ส่วนใหญ่ก็เป็นเหลาจีน เราได้กินผัดโป๊ยเซียน หอยจ๊อ กระเพาะปลา ไม่ก็ข้าวผัด นอกจากอาหารจีน ก็ยังมีร้านไอศกรีมโฮมเมดที่คนจีนมาทำ มีร้านขายเค้กของคนจีนสมัยก่อนที่บีบหน้าเป็นรูปกุหลาบ มีรอยัลไอซิ่ง ที่ตอนเด็ก ๆ ตื่นตาตื่นใจ อีกครั้งหนึ่งที่เป็นประสบการณ์ชีวิต คือครั้งแรกที่ได้กินข้าวผัดอเมริกันในร้านที่ขายอาหารแนวฝรั่ง กลับมาแล้วอาเจียนเลย เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้กินข้าวที่เอาไปผัดกับเนย

“อาหารเฉพาะตัวของบ้านไผ่ก็มีเยอะนะครับ มีคำกล่าวว่า “ใครมาบ้านไผ่แล้วไม่กินกุนเชียงก็เหมือนยังไม่มาบ้านไผ่” สมัยเด็ก ๆ เราเรียกมันว่า ‘หมูหวาน’ แล้วพอมาเจอหมูหวานในกรุงเทพฯ ก็งงว่าทำไมมันไม่เหมือนหมูหวานที่บ้านเรา หรืออย่างกวยจั๊บบ้านไผ่ก็จะเป็นกวยจั๊บเส้นใหญ่ ไม่เหมือนของอุบลฯ ที่เป็นเส้นเล็ก เจอเพื่อนสมัยเรียนมหาลัยเป็นคนอุบลฯ ก็เถียงกันเป็นบ้าเป็นหลังเลยว่า กวยจั๊บของจริงมันต้องเป็นเส้นใหญ่หรือเส้นเล็ก แล้วยังมีผัดไทยใส่ซอสเย็นตาโฟ ใส่หมู ใส่เต้าเจี้ยว วิธีการปรุงคล้าย ๆ หมี่โคราช เพราะคนขายย้ายมาจากโคราช เราเรียกมันว่าผัดไทยสีชมพู ถ้าเป็นคนภาคกลางคงไม่เรียกสิ่งนี้ว่าผัดไทย (ยิ้ม)”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย
ผัดไทยสีชมพูประจำอำเภอบ้านไผ่ พหุลักษณ์ประจำอำเภอ

ครอบ-ครัว

ไม่เพียงเกิดมาในท้องถิ่นที่ลือชาด้านของกินเท่านั้น ครอบครัวของเกมยังให้ความสำคัญกับอาหารและการกินอย่างยิ่งยวด นำโดยญาติผู้ใหญ่ซึ่งเป็นเสมือนประมุขของบ้านอย่างคุณยาย

ยายของเกมเคยเป็นแม่ค้าขายกับข้าว บ้านที่เขาอยู่เป็นบ้านหลังใหญ่ที่สมาชิกนับสิบชีวิต ความเป็นผู้อาวุโสประจำครอบครัวประกอบกับอาชีพดั้งเดิม ส่งผลให้ยายใส่ใจเรื่องปากท้องของคนในบ้านเป็นพิเศษ

“สมัยก่อนครอบครัวเราจะอยู่รวมกันเป็นบ้านใหญ่ กิจกรรมที่จะเกิดขึ้นตลอดในแต่ละวันคือการทำอาหาร พวกพี่ ๆ ผู้หญิงเขาถูกยายกวดขันให้ต้องเข้าครัว ไปหัดทำกับข้าวตามค่านิยมคนไทยสมัยก่อน ส่วนเราเขาก็ปล่อยให้วิ่งเล่น เราก็ชอบวิ่งเข้าไปเล่นในครัว เพราะเราไม่ได้ถูกกดดันเหมือนพวกพี่สาว ห้องครัวที่บ้านเลยเป็นพื้นที่สนุกของเรา (หัวเราะ)

“ยายเป็นคนจ่ายตลาดวันละหลายรอบ จ่ายตลาดเช้าแล้วยังจ่ายตลาดเย็นด้วย เวลากลับมาทำอาหาร ยายจะตั้งอาหารเป็นสำรับ ภาษาอีสานเรียกว่า ‘พา’ ในพาข้าวที่บ้านจะมีอาหารหลากหลาย เขาต้องทำอาหารเลี้ยงให้เพียงพอกับคนทั้งหมด เราเลยไปช่วยยายหิ้วของที่ตลาดบ้าง เลยทำให้เราได้ใกล้ชิดอาหาร”

เปลี่ยนจากวิ่งเล่นมายืนหน้าเตา

“เราเริ่มทำอาหารครั้งแรกแบบสนุก ๆ ตอนอยู่อนุบาล อาหารหลักที่บ้านเรากินกันคือส้มตำ ความที่บ้านมีคนอยู่เยอะมาก ยายก็จะเตรียมเครื่องไว้เลย ใครอยากกินก็ตำเอาเอง นั่นคือการทดลองทำอาหารครั้งแรก” เกมย้อนระลึกถึงครั้งแรกในชีวิตที่พลิกบทบาทจาก ‘ผู้กิน’ มาเป็น ‘ผู้ทำ’

จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นในช่วงที่เขาเรียนชั้นประถม เมื่อพ่อกับแม่เลือกย้ายออกมาจากบ้านใหญ่ของยายมาสร้างบ้านของครอบครัวตัวเอง และเลือกปลูกฝังวิชางานบ้านงานเรือนให้ลูกชายลูกสาวอย่างเท่าเทียมกัน

“แม่เรามีแรงกดดันในตอนเด็ก คือเขาเป็นลูกสาวคนโตและเป็นคนไทยที่ต้องทำทุกอย่างในบ้าน เขาเลยมีความคิดว่าเกิดเป็นคนไม่ว่าเพศไหน ถ้ากินเป็นก็ต้องทำเป็น ถ้าใช้เสื้อผ้าได้ คุณก็ต้องซักเสื้อผ้าได้”

ด้วยความคิดนั้น ลูกชายอย่างเกมจึงถูกสั่งสอนให้ฝึกทำกับข้าวด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง ในช่วงแรกแม่ซึ่งเป็นครูก็สอนทำเมนูง่าย ๆ ให้ อย่างไข่ดาว ไข่เจียว หรือ ‘หมูเค็ม’ ตามคำเรียกของคนบ้านไผ่ ซึ่งหมายถึงหมูรวนซีอิ๊วดำ เหยาะน้ำตาลกับซอสหรือน้ำปลาสักเล็กน้อย

แต่นั่นก็คือจุดเริ่มต้นของความรักที่เด็กน้อยคนหนึ่งมีต่อชีวิตการทำครัว เมื่อขึ้นชั้น ป.3 เกมเริ่มทำกับข้าวด้วยตัวเองคล่องแล้ว ไม่ว่าของชอบส่วนตัวอย่างขนมจีนน้ำยาลาว อาหารจานหลักในบ้านอย่างผัดผัก หรืออาหารงานบุญที่บ้านยายทำทุกเทศกาลอย่างแกงเห็ด ล้วนผ่านปลายตะหลิวของเกมมาทั้งสิ้น

“แม่มีทักษะการสอนที่ดีเพราะเป็นครู เราก็แทบไม่ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจากการทำอาหาร ภายใต้การสอนแม่จะคอยดูอยู่ห่าง ๆ” เขายกความดีความชอบให้คุณแม่ซึ่งเป็นครูสอนทำอาหารคนแรกในชีวิต

เลขวัยที่เพิ่มพูนขึ้นยังแปรเปลี่ยนความสนุกไปในทิศทางใหม่ จากห้องครัวที่เคยเป็นพื้นที่สนุกเพราะได้เข้าไปเล่นซน เกมกลับมีความสุขกับพื้นที่นี้เมื่อได้ยืนนิ่ง ๆ ปรุงอาหารอยู่หน้าเตาไฟ และได้พักผ่อนหย่อนใจด้วยการชมรายการสอนทำอาหารผ่านหน้าจอโทรทัศน์

“จุดที่ทำให้เราเข้าไปอยู่ในโลกของการกินเลยก็คือตอนเป็นเด็ก เราจะถือปากกากับกระดาษจดสูตรอาหารตามรายการทำอาหารทางโทรทัศน์ แล้วด้วยทักษะการเลกเชอร์ของเด็ก เราก็จดไม่ทัน หรือบางอย่างจดทันแต่มาทำตามแล้วทำไม่ได้ เราก็เลยจะจินตนาการว่าคนที่มาให้สูตรมันหวงสูตร ก็เลยบอกกับตัวเองว่าถ้าเรามีโอกาสเป็นคนบอกสูตรนะ เราจะบอกสูตรให้หมดเลย ไม่หวงอะไรทั้งสิ้น”

แล้วอีกหลายปีต่อมา ความตั้งใจนั้นก็กลายเป็นจริง

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

เข้ากรุง

พอถึงวัยเข้าเรียนอุดมศึกษา หนุ่มบ้านไผ่อย่างเกมเลือกศึกษาต่อด้านออกแบบนิเทศศิลป์จาก ม.ดังในบ้านเกิดอย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเขาได้แอบกระซิบกับเราว่า ในเวลาที่เพื่อน ๆ ง่วนอ่านหนังสือออกแบบศิลปะ เขาชอบจะดอดไปอ่านตำราอาหารมากกว่า

เกมร่ำเรียนการออกแบบจนจบ แล้วเลือกเปิดร้านเหล้าพร้อมกับทำกับแกล้มขายเพื่อสะสมทุนรอน ตอนหลังร้านเหล้าแห่งนั้นได้ปิดตัวลงไป บัณฑิตหนุ่มจากอีสานจึงตบเท้าเข้าเมืองกรุงเพื่อหาอาชีพที่เหมาะกับตัวเขา ซึ่งก็ได้งานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ของแบรนด์เสื้อผ้าแห่งหนึ่ง ทว่าชีวิตในสายงานออกแบบกราฟิกของเกมก็มาถึงจุดจบในเวลาอันสั้น เขาทำงานที่นั่นได้ไม่ถึงปี ที่ทำงานก็ปิดตัวลง ในจังหวะชีวิตที่เขารู้ตัวเองว่าอยากเป็นนักเขียนแนวอาหาร   

“นิตยสารอาหารตอนนั้นมีอยู่ 3 – 4 เล่ม มี แม่บ้าน, ครัว, Gourmet & Cuisine แล้วก็ Health & Cuisine พอได้อ่านนิตยสารพวกนี้แล้วก็ชอบนะ อย่าง Health & Cuisine เขาจะชอบพูดถึงอาหารบางอย่างที่เป็นอาหารฟิวชัน นำวัตถุดิบที่เป็นต่างชาติมาผสมผสานกับความเป็นไทย มีสอนทำอาหารต่างชาติและอาหารไทยง่าย ๆ เพื่อสุขภาพ เรารู้สึกว่ายังเข้าไม่ถึง แต่อยากรู้จักมันให้มากขึ้น”

ช่วงนั้น Health & Cuisine ยังไม่เปิดรับคนใหม่ แต่สำนักพิมพ์อมรินทร์ผู้พิมพ์นิตยสารฉบับนั้นได้เปิดตัวนิตยสารแนวแม่และเด็กชื่อ Real Parenting และกำลังเปิดรับสมัครกองบรรณาธิการอยู่พอดี

“รีบไปสมัครที่นั่นเลย ถึงไม่ได้อยากทำงานกับนิตยสารนี้ แต่ก็อยากเข้าไปก่อนเพื่อที่จะหาช่องทางย้ายไปสังกัด Health & Cuisine ที่อยู่ในสำนักพิมพ์เดียวกัน กรรมการที่สัมภาษณ์ท่านก็ชมว่าพูดเก่งดีนะ แต่ทั้งหมดที่พูดมาไม่เห็นเกี่ยวกับแม่และเด็กเลยนี่ เลยถามเราว่ามีเล่มไหนอยากทำเป็นพิเศษมั้ย พอรู้ว่า Health & Cuisine เขาก็ว่างานยังไม่ว่าง ให้ไปอยู่นิตยสาร สุดสัปดาห์ พร้อมกับโอกาสทดลองงาน 1 เดือน”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

บรรณาธิการนิตยสาร

ช่วง 1 เดือนที่ทำงานอยู่กับนิตยสาร สุดสัปดาห์ เป็นช่วงเวลาที่เกมเครียดมาก เพราะ…

“วิถีชีวิตเราไม่ใช่คนสุดสัปดาห์ ที่พอเลิกงานเขาจะต้องไปอัปเดตเทรนด์ ไปสยาม ดูหนัง ฟังเพลง เราไม่ใช่ เราอยากเลิกงานแล้วกลับบ้านทำขนม กินอาหาร เพราะนั่นคือตัวเรา”

แต่ด้วยความตั้งใจที่เกมแสดงออกมาให้ทุกคนเห็น ประจวบเหมาะกับมีคนลาออกจากนิตยสารในดวงใจพอดี เกมจึงได้รับโอกาสทองที่เขาตั้งตาคอยมาตลอด คือการได้ร่วมงานกับนิตยสาร Health & Cuisine

“ตอนนั้นรู้สึกว่ามีความสุขมาก นี่มันเป็นงานในฝันของเรา” เกมยิ้มบอกด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย “สมัยก่อนเราจะพกช้อนส้อมทองเหลือง ตอนทำงานกราฟิกอยู่โรงงานก็จะไม่กินอาหารจากช้อนส้อมโรงงานเลย เพราะใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักชิม ก็เลยจะกินด้วยช้อนส้อมนี้ ตอนจะสัมภาษณ์เข้า Health & Cuisine เราก็เอาช้อนส้อมทองเหลืองไปโชว์ว่าเรามีช้อนทองเหลืองส่วนตัว เราชอบทำและชอบชิมอาหารมาก”

ทำงานอยู่ที่นี่ได้สักระยะ บรรณาธิการที่สัมภาษณ์เกมเมื่อตอนรับเข้าทำงานก็จำได้ว่าเขามีช้อนส้อมนักชิมอยู่ติดตัว เมื่อมีการเปิดคอลัมน์ชิมอาหารแนวใหม่ เขาจึงได้รับเลือกให้ดูแลบทความส่วนนี้

“ที่จริงตอนนั้นมีคอลัมน์ชิมที่เป็นคอลัมน์ใหญ่อยู่แล้ว เป็นแนวชิมอาหารแล้วประเมินว่าร้านนี้ได้หรือไม่ได้ ทำงานเหมือนมิชลินสตาร์ แต่เขาเปิดคอลัมน์เล็กให้เรา เป็นเนื้อหาประเภท 10 ร้านผัดไทยเจ้าดังที่ไม่ควรพลาด แล้วต้องมีข้อมูลประกอบว่าผัดไทยคืออะไร มีที่มาที่ไปแบบไหน ก็ต้องไปหาข้อมูล มันทำให้เราได้ศึกษาองค์ความรู้ของอาหารนั้น ๆ เกิดเป็นความเชี่ยวชาญมากขึ้น ก็เลยเป็นทักษะที่ติดตัวมา”

นักออกแบบอาหาร

เกมทำงานอยู่ที่ Health & Cuisine ได้ 2 ปีเศษ ๆ นิตยสารแห่งนี้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตัวเขาย้ายไปอยู่แผนกเอเจนซี่ทำหนังสือในเครืออมรินทร์ได้ครึ่งปี อมรินทร์ก็ทำธุรกิจเสริมเป็นรายการโทรทัศน์ของ Health & Cuisine และตัวเขาได้รับข้อเสนอให้เป็นผู้ลองคิดสูตรมานำเสนอผ่านรายการ

“ยุคสมัยนั้นยังไม่มีช่องอมรินทร์ทีวีอย่างทุกวันนี้ มีแต่ช่อง 3, 5, 7, 9 ซึ่งบังเอิญว่ารายการของ Health & Cuisine ได้รับแอร์ไทม์ (เวลาออกอากาศ)

“ถึงแม้ว่าตอนนั้นเราจะออกมาแล้ว แต่เราก็ยังเป็นคนของ Health & Cuisine โดยสายเลือด เขาก็เลยชวนเราไปทำงานว่าเป็นฟู้ดสไตลิสต์มั้ย เขียนสคริปต์ เป็นครีเอทีฟมั้ย เราก็เลยได้เรียนรู้เกี่ยวกับวงการทีวีที่เกี่ยวกับอาหาร แต่ตรงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เราต้องคิดสูตรอาหารเองเพื่อที่จะนำมาถ่ายทำลงรายการ เราต้องเป็นคนเขียนสคริปต์เอง และต้องดีลร้านต่าง ๆ ตอนนั้นลูกค้าเป็นซอส Kikkoman เราต้องกินอาหารญี่ปุ่นแทบทั่วสุขุมวิท เป็นกำไรที่เราได้จากงานนี้”

บทบาทการเป็นนักออกแบบสูตรอาหารของเกมจึงเริ่มขึ้นด้วยเหตุนี้

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต
อาหารจานหลัก ‘คันได้กินซี้นต่อน อย่าลืมแจ่วแพรวผัก’ อ่อมซี้นหมูสามชั้น ใส่บักบวบ (บวบ) และบักอึ (ฟักทอง) ทานคู่กับข้าวเหนียวนึ่ง 
‘กะแล่มบักม่วงสุก กับ ขนมไข่เหี้ยเพียพระยา’ ขนมหวานที่ทำจากขนมไข่เหี้ย กะแล่ม (ไอศกรีม) ซอสมะม่วงแก้วขมิ้นดิบผสมไวน์ขาว ถั่วเขียวเลาะเปือกคั่วสุก วัตถุดิบเหล่านี้สะท้อนความเป็นอีสานและอำเภอบ้านไผ่ได้เป็นอย่างดี
สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต
‘ยิ้ม เป้ย เป้ย’ เป็นภาษาอีสานแปลว่า ‘ยิ้มหวาน’ เกมตั้งชื่อเมนูนี้ให้กับมาการิตาสีชมพู ผสมจากน้ำคั้นลูกหม่อนสุก โซดา วอดก้า และน้ำมะนาวอินทรีย์ผสมใบกัญชาหางกระรอกภูพาน ตรา Happy Lemon จากวิสาหกิจชุมชนบ้านโสกจาน ขอบแก้วเคลือบด้วยเกลือบ่อกฐิน จากแหล่งทำเกลือสินเธาว์ของอำเภอบ้านไผ่

คลิปสอนทำอาหาร

เกมทำงานโทรทัศน์อยู่ได้ประมาณ 3 ปี บรรณาธิการนิตยสารแผนกอาหารคนเดิมก็โบกมือลาต้นสังกัดไปอยู่ที่อื่น เกมจึงได้กลับมาทำงานนิตยสารใหม่ในฐานะบรรณาธิการอาหาร

เขากล่าวถึงช่วงเวลานั้นด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มว่าทั้งสนุกทั้งเหนื่อย เพราะต้องอ่านต้นฉบับของลูกน้องที่ออฟฟิศ ตรวจสอบคุณภาพ พิสูจน์อักษร ควบคู่กับทำคอลัมน์ของตนเองไปด้วย

“สิ่งหนึ่งที่แม็กกาซีนเล่มนี้มี แล้วเล่มอื่นอาจจะไม่มี คือสูตรอาหารทุกสูตรไม่ว่าจะมาจากคิดค้นขึ้นเอง หรือมาจากคนอื่น ต้องผ่านการทดลองทั้งหมด

“เวลาใครรู้ว่าเราทำงานอยู่นิตยสาร เขาก็เลยจะคาดหวังว่าเราต้องทำอาหารเป็นและทำได้ดีทุกอย่าง คำถามที่คนรู้จักมาถามเราก็เช่นว่า ผัดหมี่กระเฉดยังไงไม่ให้เส้นขาด? เจียวไข่ยังไงไม่ให้ไข่เจียวยุบ? ผัดวุ้นเส้นยังไงไม่ให้เส้นมันกอดกัน? เราเลยคิดว่านี่คือปัญหาของคนทำอาหาร ในคลิปวิดีโอสอนทำอาหารสมัยนั้นก็มีแต่สอนว่าทำยังไง ไม่ได้สอนวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ พอได้สมมติฐานปุ๊บ เราก็เลยลองทำคลิปเลย”

นั่นคือที่มาของคลิปสอนทำอาหารชื่อ ‘เคล็ดไม่ลับแค่คุณไม่รู้’ ที่ตัวเขาและเหล่าทีมงานช่วยกันถ่ายทำและตัดต่อด้วยกล้องมือถือทั้งหมด

“คลิปแรกของพวกเราเป็นเรื่องแกงเขียวหวาน ทำแกงเขียวหวานยังไงให้มะเขือยังเขียว ปล่อยออกไปครั้งแรกมีคนมาดู 35,000 คน ช็อกมาก เพราะคิดว่าคนดูแค่ 200 คนก็ดีมากแล้วนะ

“พอคลิปที่ 2 เจียวไข่ยังไงให้ไข่เจียวยังไม่ยุบ คลิปนั้นภายในข้ามคืนก็มีคนมาดูเป็นแสน ผ่านไปไม่ถึงเดือนก็ขยับขึ้นเป็น 3 แสน 5 แสน เรารู้ว่าอันนี้คือสิ่งที่ใช่ กลายเป็นว่าทำคลิปออกมา ยอดจะเป็นแสน บ้างก็ 8 หมื่น บางทีก็สะสมกันไปถึงเป็นล้าน”

อย่างไรก็ดี ความสุขในการทำคลิปสอนทำอาหารที่เล่าถึงวิธีแก้ปัญหาที่คนครัวทุกคนต้องเจอก็อยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากนิตยสารอันเป็นที่รักยิ่งของเกมต้องปิดตัวลง

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

กลับบ้านไผ่

“ที่จริงเราเป็นคนที่ออฟฟิศไม่ยอมให้ออก อยากให้ไปต่อในฝ่ายออนไลน์ แม้ว่านิตยสารจะเลิกผลิตไปแล้ว แต่เพราะนิตยสารเป็นสิ่งที่ตัวเรารักมาก พอมันไม่อยู่แล้วเราก็ไม่รู้จะอยู่ต่อไปทำไม ก็เลยไปไหว้งาม ๆ ขอออกจากงานมาพร้อมกับเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ”

น้ำเสียงของเกมเหมือนคนปลงตกได้ เมื่อเขาเล่าให้เราฟังถึงสาเหตุที่กลับมาอยู่บ้านที่อำเภอบ้านไผ่

15 ปีในกรุงเทพฯ สอนหลักสูตรชีวิตให้กับเกมมากมายไม่แพ้สูตรอาหารที่เขาค้นคิดในช่วงนั้น ทันทีที่ออกจากงานนิตยสาร เกมมุ่งมั่นอยากหันมาฝึกงานเกษตรเพื่อให้เข้าถึงต้นรากของสายพานอาหาร

“เราได้ไปยืนอยู่ในหลายจุดของอาหารแล้ว แต่ยังไม่เคยไปถึงต้นน้ำของอาหารเลย” ความคิดนี้ดลใจให้กูรูอาหารชาวอำเภอบ้านไผ่ไปหัดเรียนทำนาที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรตินานถึง 6 เดือน เพาะผัก ปลูกข้าว เลี้ยงเป็ด ใช้ชีวิตเยี่ยงชาวนาบนผืนนา 1 ไร่ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์จัดไว้ให้ ก่อนจะลงเอยด้วยการปลูกพืชผักสวนครัวรอบตัวบ้าน เพื่อความคล่องตัวและประหยัดต้นทุนทางการผลิต

“ภาษาอีสานเรียกว่า ‘บืน’ ให้นึกถึงปลาที่พยายามกระเสือกกระสนตัวมันเองขึ้นมาบนพื้น” เขาอุปมาตัวเองด้วยศัพท์ภาษาที่ราบสูง “ตัวเราก็ต้องบืนเหมือนกัน พยายามที่จะอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เราเลือกมาอยู่ด้วยตัวเองให้ได้”  

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

ย่างเข้าสู่ปีที่ 5 แล้วที่อดีตบรรณาธิการอาหารได้หวนคืนถิ่น แม้จะเคยต้อง ‘บืน’ ตัวเองเพื่อกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด แต่วันนี้เขากลับได้พบความสุขใหม่ในถิ่นเก่า เริ่มจากการทำอาหารง่าย ๆ จากวัตถุดิบที่เพาะปลูกรอบรั้วบ้านตัวเองไว้ส่งขายเลี้ยงชีพ

เขายังคงรับเขียนบทความอาหารหรือเนื้อหาต่าง ๆ ที่ตนเองชื่นชอบอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการกลับบ้านคราวนี้ช่วยให้เขาได้ทำความเข้าใจกับรากเหง้าความเป็นขอนแก่นในตัวเอง ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา และวัฒนธรรม จนเป็นผู้รู้เรื่องขอนแก่นที่คนทั่วไปให้การยอมรับ และเคยได้เขียนเล่าข้อมูลความเป็นมาของจังหวัดในห้องขอนแก่น 500 ปี ในพิพิธภัณฑ์กรมธนารักษ์มาแล้ว

ความรู้ด้านการออกแบบของเขายังได้รับการนำไปต่อยอดเป็นประโยชน์แก่จังหวัดขอนแก่น อาทิ การที่เขาได้รับเลือกเป็นผู้จัดการโครงการ Lunch and Learn Project ซึ่ง TCDC ขอนแก่น จัดขึ้นเพื่อออกแบบอาหารกลางวันที่ทั้งถูกปากและถูกหลักโภชนาการ แก่เด็กนักเรียนในโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย เป็นโครงการที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก

และเขายังเริ่มต้นใหม่กับการทำคลิปสอนทำอาหารในยูทูบ ในช่อง SRI Cooking Channel ซึ่งไม่เพียงทำคอนเทนต์สอนเคล็ดลับวิธีการปรุง หากยังพาผู้ชมไปทำความรู้จักกับขั้นตอนการผลิตวัตถุดิบ และพาชมของดีในจังหวัดขอนแก่น ด้วยการเล่าเรื่องที่สนุกสนาน มากสีสัน เปี่ยมแปล้ด้วยสาระ

“ความเป็นอีสานถูกเผยแพร่เยอะขึ้นก็จริง แต่ว่ามันยังไม่พอ ดังนั้นนอกจากเรามีความรู้ความสามารถแล้ว เรายังมีพื้นที่สื่อ ก็จะใช้พื้นที่สื่อของเราในการบอกเล่าเรื่องราวของอีสานออกไป” ชายหนุ่มที่พวกเราตั้งสมญาแก่เขาว่า ‘กูรูอาหารแห่งบ้านไผ่’ เปิดเผยเป้าหมายในการทำสื่อวิดีโอของเขา

“สิ่งที่เราทำเป็นประจำคือให้กำลังใจผู้ประกอบการ เพราะเวลาเราไปกินก็ชอบพูดคุย ด้วยสันดานคนเป็นสื่อก็ชอบเจ๊าะแจ๊ะพูดคุย แล้วพอเราเริ่มสนิทก็จะได้รู้ข้อมูลเบื้องลึก โดยเฉพาะพ่อครัวแม่ครัวในอีสาน คนทำธุรกิจ ต้องเผชิญอะไรหลาย ๆ อย่าง เช่น กับดักความยากจน ก็จะให้กำลังใจเสมอ ด้วยความที่เรามีทักษะทางอาหาร บางอย่างที่เราแนะนำกับเขาได้ว่าทำแบบนี้แล้วมันจะดีขึ้น เราก็จะให้คำแนะนำเขาเลย

“เรามองว่ามันจะทำให้คนที่ทำอาหารอีสานเองก็อยู่ได้ แล้วเขาก็จะพัฒนาตัวชิ้นงานของเขาให้ดีขึ้น ส่วนคนที่ไม่รู้จักอาหารอีสาน เราก็จะใช้พื้นที่สื่อของเราทำให้เขารู้จักนี่แหละครับ”

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load