27 พฤศจิกายน 2563
19 K

บ้านไม้หลังงามสีขาวขลิบเหลืองที่ตั้งโดดเด่นอยู่ปลายซอยแจ้งวัฒนะ 14 เป็นเรือนโบราณที่มีสถาปัตยกรรมแปลกแยกแตกต่างจากบ้านหลังอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด เมื่อร้อยปีก่อน บ้านไม้หลังนี้ได้ก่อร่างสร้างฐานขึ้นอยู่ริมหาดชะอำ มีสถานะเป็นตำหนักในเขตที่ประทับของพระบรมวงศ์พระองค์สำคัญ ก่อนผันมาสู่การครอบครองของครอบครัวสามัญชน และได้กลายเป็นบ้านตากอากาศที่สร้างความสุขกายสบายใจให้กับสมาชิกครอบครัวนี้ตลอดฤดูร้อนเป็นเวลานานหลายสิบปี 

เมื่อการท่องเที่ยวในระดับอุตสาหกรรมรุกคืบเข้ามาเปลี่ยนชะอำให้มีสภาพพลุกพล่านสับสนจนเกินแก้ไข ท้องทะเลสวยใสและชายหาดที่เคยสงบงามกลายเป็นเพียงอดีตที่ไม่มีวันหวนกลับ แม้ว่าชะอำไม่สามารถเป็นหมุดหมายให้พักกายพักใจอีกต่อไป แต่ความรักและผูกพันต่อบ้านริมทะเลหลังนี้ไม่เคยจืดจางไปจากใจ การย้ายบ้านแห่งความสุขหลังนี้สู่กรุงเทพฯ จึงเกิดขึ้นด้วยความร่วมแรงร่วมใจของเหล่าทายาท เพื่อเปลี่ยนมุมเล็กๆ กลางกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นชะอำน้อยๆ ขึ้นมาแทน

วันนี้ทายาทตระกูลสูตะบุตรและจุลสมัย อันประกอบด้วย ศ. ดร.ธีระ สูตะบุตร, ดร.สุนงนาท สูตะบุตร, รศ.อรชุมา ยุทธวงศ์, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, คุณนัทยา มาศะวิสุทธิ์, ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน และ คุณวรายุ ประทีปะเสน จะพาเรากลับไปสู่ความทรงจำอันแสนสุขบนหาดชะอำกันอีกครั้ง ผ่านเรื่องเล่าของบ้านไม้หลังงามนามว่า ‘ปลุกปรีดี’

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

เกษมสม ผงมสุข ปลุกปรีดี

เส้นทางรถไฟสายใต้ถือกำเนิดขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อสร้างความสะดวกในการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปจนจรดปลายแหลมมลายู ใน พ.ศ. 2454 นายเฮนรี กิททินส์ (Henry Gittins) เจ้ากรมรถไฟหลวงสายใต้ ได้ค้นพบชายหาดขาวสะอาดและหมู่หินงามประหลาดที่ทอดตัวลงสู่น้ำทะเลใส เหมาะสมอย่างยิ่งจะเป็นสถานที่ตากอากาศ จึงได้นำความขึ้นกราบทูลพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ที่ปรึกษากรมรถไฟหลวงในขณะนั้นให้เสด็จมาทอดพระเนตร อากาศอันบริสุทธิ์และความงามของหาดแห่งนี้เป็นที่พอพระทัยอย่างมาก จึงได้ทรงชักชวนพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และคหบดีให้มาตากอากาศกันที่นี่ โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ ได้ทรงจับจองที่ดินและสร้างตำหนักขึ้นเป็นพระองค์แรก ต่อมาได้ทรงขนานนามสถานที่นี้ใหม่ว่า ‘หัวหิน’ แทน ‘บ้านสมอเรียง’ อันเป็นชื่อเดิม

นับจากนั้น หัวหินได้กลายเป็นถิ่นตากอากาศอันหรูหรา อุดมไปด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนาง ข้าราชการ คหบดีจากกรุงเทพฯ ต่างเข้ามาจับจองที่ดินจนจรดชายหาดเพื่อสร้างที่พำนัก มีโฮเต็ลรถไฟรองรับชาวต่างประเทศที่เดินทางมาจากมลายูและสิงคโปร์ มีสนามกอล์ฟอันอุดมไปด้วยนักเรียนนอกและผู้มีฐานะ ขณะนั้นได้มีพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นชอบกับการถือครองที่ดินเพื่อจัดสรรเป็นหาดส่วนตัวอย่างที่เป็นอยู่ จึงได้ชวนกันสำรวจหาสถานที่ตากอากาศแห่งใหม่แทน

“พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงเป็นผู้ออกสำรวจพื้นที่ชะอำเป็นพระองค์แรก และไม่โปรดให้จัดการพัฒนาที่ดินในลักษณะเดียวกันกับหัวหิน สำหรับชะอำนั้น ไม่โปรดให้ถือครองหาดเป็นพื้นที่ส่วนตัว แต่โปรดให้เว้นพื้นที่หน้าบ้านเอาไว้เพื่อทำเป็นถนนสาธารณะ ชาวบ้านสัญจรผ่านไปมาและลงเล่นน้ำทะเลได้ ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อคนท้องในถิ่นและผู้มาพักตากอากาศอย่างเท่าเทียมกัน ชาวบ้านจึงใกล้ชิดและผูกพันกับพระองค์ท่านมาก จนทรงดำรงตำแหน่งนายอำเภอชะอำเป็นรายแรก” ดร.ยุวรัตน์ เล่าถึงที่มาของหาดสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย 

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

ใน พ.ศ. 2464 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ตัดสินพระทัยสร้างที่ประทับขึ้นที่ชะอำ ประทานนามว่า ‘วังหทัยหมื่น’ อันประกอบไปด้วยตำหนักหลายหลัง โดยมีอยู่ 3 หลังที่ปรากฏนามคล้องจองกันว่า เกษมสม ผงมสุข ปลุกปรีดี ซึ่งถือเป็นเรือนกลุ่มแรกๆ ที่สร้างขึ้นในพื้นที่ ก่อนจะมีพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการย้ายเข้ามาสร้างบ้านตากอากาศที่ชะอำตามมาอีกเป็นจำนวนมาก

“เนื่องจากพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงมีพระปรีชาสามารถทางด้านการประพันธ์ ทรงเป็นผู้ก่อตั้งคณะละครปรีดาลัยที่โด่งดังมากในสมัยนั้น จึงประทานชื่อกลุ่มตำหนักให้คล้องจองกันหมด แม้แต่ชื่อห้องต่างๆ ของแต่ละตำหนักด้วย อย่างตำหนักปลูกปรีดีก็มีชื่อห้องที่คล้องจองกันว่า ฟกฟื้น ชื่นชีวัน ขวัญชีวี และศรีชีวาตม์ ที่ล้วนมีความหมายว่ามาอยู่แล้วหายเหนื่อย มีแต่ความสุข ความอิ่มเอมใจ” ดร.ยุวรัตน์ อธิบายเสริมถึงที่มาของนามอันคล้องจองไพเราะ 

ใน พ.ศ. 2470 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปพระพันธ์พงศ์ ประทานที่ดินและตำหนักปลุกปรีดีให้แก่หม่อมเจ้าหญิงวรรณีศรีสมร วรวรรณ พระธิดา

“หลังจากที่หม่อมเจ้าวรรณีศรีสมรสิ้นชีพิตักษัย คุณทวดเลื่อน จุลสมัย ภรรยาอำมาตย์โทพระประสารอักษรพรรณ (หมัย จุลสมัย) ปลัดกรมบัญชาการกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น ตัดสินใจซื้อเรือนไม้หลังนี้ผ่านทางหลวงจำนงค์นรินทรรักษ์ ปลัดกรมผู้เคยถวายงานให้กับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ราคาซื้อขายใน พ.ศ. 2486 คือสองพันห้าร้อยบาท ซึ่งรวมทั้งตัวบ้านพร้อมที่ดินเจ็ดไร่ คนที่เล่าให้ฟังคือยายจิตต์ จันทรง ผู้เฝ้าดูแลบ้านปลุกปรีดีมาโดยตลอด” 

คุณนัทยาเปิดเผยเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่ทำให้ตำหนักปลุกปรีดีกลายมาเป็นบ้านปลุกปรีดี บ้านพักตากอากาศที่สร้างความสุขทุกฤดูร้อนให้กับสมาชิกครอบครัวสูตะบุตรและจุลสมัยนับแต่นั้นเป็นต้นมา

บ้านตากอากาศ 

บ้านปลุกปรีดีเป็นเรือนไม้สองชั้น ยกใต้ถุนสูง ตกแต่งด้วยลายฉลุตามแบบแผนของบังกะโลตากอากาศในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งได้รับอิทธิพลจากรูปแบบสถาปัตยกรรมเช่นเดียวกันกับพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ซึ่งสร้างขึ้นในพื้นที่และเวลาใกล้เคียงกัน

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

ดร.ยุวรัตน์ อธิบายให้ฟังว่า การสร้างบ้านตากอากาศนั้นต้องคำนึงถึงทิศทางการรับลมเย็นเป็นสำคัญ ดังนั้นตัวบ้านจะหันอยู่ในแกนเหนือ-ใต้ ซึ่งเป็นทิศรับลมในบริเวณชายทะเลชะอำ ส่วนสำคัญที่สุดของบ้านคือชาน (Verandah) ขนาดกว้างใหญ่ เพราะเป็นพื้นที่ที่สมาชิกใช้เวลามากที่สุด ทั้งนั่งเล่นนอนเล่นสังสรรค์กันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ระเบียงไม้โปร่งโล่งช่วยเปิดทางรับลม ไม้ฉลุลายเรขาคณิตประดับไว้โดยรอบเพื่อช่วยกรองแสงแดด ใต้หลังคาปั้นหยามีพื้นที่ว่างเหนือฝ้าเพดาน คอยทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนไม่ให้แผ่ลงมาที่ตัวเรือน ประตูและหน้าต่างเกือบทั้งหมดตั้งเรียงอยู่ในแนวเดียวกัน เพื่อให้ลมผ่านเข้าออกได้โดยไม่มีทางตัน (Through Ventilation)

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

ส่วนห้องนอนหลักคือ ห้องฟกฟื้น และ ชื่นชีวัน ซึ่งเป็นห้องนอนของเจ้าของบ้าน ถือว่าเป็นพื้นที่สำคัญ ตั้งอยู่ถัดจากชานในแกนทิศตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อรับลมเย็นในเวลากลางคืน ระเบียงหน้าห้องทั้งสองเป็นระเบียงฝาไหลที่เลื่อนเปิดปิดได้ตามความต้องการ ระเบียงฝาไหลจัดเป็นประดิษฐกรรมต่างถิ่นที่ไม่ค่อยพบตามบ้านชายทะเลแถบนี้ แต่กลับพบได้ทั่วไปทางแถบภาคเหนือและอีสาน สันนิษฐานว่าเป็นการก่อสร้างโดยแทรกประสบการณ์ส่วนตัวของช่างต่างถิ่นที่มาร่วมต่อเติมบ้านปลุกปรีดีในยุคต่อมา

ตรงระเบียงนี้มักเป็นที่นอนของสมาชิกรุ่นเยาว์ของครอบครัว เพราะรับลมเย็นสบายกว่าในห้อง แถมยังได้มองดูดาวเพลินๆ ไปด้วย สมัยก่อนชะอำไม่มียุง จึงไม่จำเป็นต้องนอนในมุ้งเสียด้วยซ้ำ ฝาไหลยังช่วยปรับอุณหภูมิให้ผู้นอนรู้สึกสบายขึ้น เพราะหากลมพัดแรงจัดจนหนาว หรือเมื่อฝนตกหนักและสาดเข้ามาก็เลื่อนปิดได้ทันที

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

ส่วนห้องนอนอีกสองห้องคือ ห้องขวัญชีวี กับ ศรีชีวาตม์ เป็นห้องนอนขนาดไม่ใหญ่ สร้างตามขนาดโครงสร้างของคนไทยสมัยก่อน มักใช้รับรองแขกและผู้ติดตามซึ่งนอนเรียงกันได้อย่างสบาย ประตูและหน้าต่างจะเปิดทิ้งไว้เสมอเพื่อให้ลมเย็นพัดผ่านตลอดเวลา

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

ลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่ควรสังเกตคือ หลังคาปั้นหยาจะยื่นจั่วเฉพาะจุดที่เน้นเป็นสำคัญ เช่น บริเวณหน้าบ้านเหนือระเบียงห้องฟกฟื้นและชื่นชีวัน อันมีตัวอักษรจารึกชื่อบ้านปลุกปรีดี ข้อดีของหลังคาลักษณะนี้คือระบายน้ำได้เร็วทุกทิศทาง เพราะฝนทะเลใต้ค่อนข้างชุกและสาดแรง การยื่นชายคากว้างเช่นนี้ก็เพื่อช่วยป้องกันฝนสาดนั่นเอง 

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

สำหรับผนังด้านนอกตัวบ้านเป็นผนังตีซ้อนเกล็ดแนวทางนอน เพื่อทำหน้าที่ป้องกันและระบายน้ำฝนให้มากที่สุด ส่วนผนังในตัวบ้านตีทับแนวทางตั้ง เพราะเส้นแนวตั้งช่วยนำสายตาให้ผู้อาศัยรู้สึกว่าพื้นที่ภายในนั้นโปร่งโล่งมากยิ่งขึ้น 

บันไดบ้านนั้นมีอยู่หลายบันไดและใช้งานแตกต่างกันไป ความที่หน้าบ้านหันเข้าหาดซึ่งมีถนนตัดผ่าน จึงถือว่าเป็นเส้นทางสัญจรหลักที่แขกไปใครมาก็จะผ่านมาทางหน้าบ้านก่อนเสมอ ดังนั้นบันไดหน้าที่ทอดจากตัวเรือนลงสู่ทะเล มักเป็นบันไดที่ออกแบบให้ ‘แกรนด์’ กว่าบันไดอื่นๆ โดยมักใช้แผ่นไม้ขนาดกว้าง เดินสบาย จัดวางเรียงเป็นขั้นอย่างได้จังหวะสวยงาม และทอดตรงลงไปยังลานทรายด้านล่างที่มีต้นลั่นทมคู่ปลูกประดับ พร้อมอ่างบรรจุน้ำสะอาดรอไว้ใช้ชะล้างฝุ่นและทรายก่อนขึ้นบ้าน บันไดหน้าจะตั้งอยู่กลางเรือน และสงวนไว้สำหรับแขกที่ไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนกันเท่านั้น เมื่อแขกขึ้นมาก็จะพบกับเจ้าบ้านที่นั่งรอต้อนรับอยู่ตรงชานเรือนพอดี 

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

นอกจากนี้บันไดหน้ายังทำหน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งเป็นประจำทุกปี

“เราถ่ายภาพหมู่พร้อมกันทั้งครอบครัวกับบันไดนี้ทุกฤดูร้อน เป็นภาพบังคับที่ปฏิบัติกันมารุ่นสู่รุ่น เป็นเหมือนบันทึกที่ทำให้เราเห็นว่าบ้านเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร พี่ๆ น้องๆ แต่ละคนเติบโตขึ้นแค่ไหน” คุณนัทยาเล่าพร้อมหยิบภาพถ่ายสำคัญให้ชม

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

ส่วนบันไดหลังอยู่หลังบ้านและเชื่อมกับเรือนครัวซึ่งปลูกแยกออกไปต่างหาก สำหรับให้คนครัวนำอาหารมาส่งเมื่อถึงเวลาหิว นอกจากนี้ยังมีบันไดข้างไว้สำหรับเด็กๆ ที่เพิ่งเล่นน้ำทะเลหรือเล่นทรายกันจนตัวเปียกตัวเลอะ จะได้ล้างเนื้อล้างตัวให้สะอาดหมดจด แล้วจึงกลับขึ้นบ้านโดยไม่ทำให้บริเวณชานบ้านด้านหน้าต้องเปียกเลอะไปด้วย

ส่วนเรือนครัวนั้นเป็นเรือนโล่งขนาดพอเหมาะ ปูพื้นไม้เว้นเป็นร่องห่างเพื่อให้เศษอาหารหรือน้ำไหลลงสู่พื้นทรายด้านล่าง ภายในมีตู้กับข้าวไม้กรุมุ้งลวด มีเตาถ่านทำด้วยหินขัดสูงประมาณเตาแก๊ส มีโอ่งใส่น้ำสำหรับใช้ทำกับข้าวหรือล้างภาชนะ และเมื่อถึงเวลาทำกับข้าวเมื่อใด จะมีผู้คนวนเวียนมาช่วยหั่นและช่วยชิมกันจนแก้มตุ่ย

บ้านปลุกปรีดีทาด้วยสีขาวและเหลือง ซึ่งพบว่าเป็นสีที่มักใช้กันโดยทั่วไปในชะอำและหัวหิน

“จากการเก็บข้อมูลก็จะพบว่า บ้านในแถบนั้นเป็นสีเหลือง ขาว เขียว หรือไม่ก็ฟ้าเป็นหลัก ทั้งนี้เพราะสีเหล่านี้เป็นสีที่สอดคล้องกับสภาพธรรมชาติแวดล้อมหรือพืชพรรณในท้องถิ่น เช่น ดอกคูณเป็นพืชที่ปลูกอยู่มากในแถบนั้น เวลาออกดอกก็จะเหลืองสะพรั่งไปทั้งหมด ท้องทะเลก็เป็นสีคราม น้ำเงิน ฟ้า ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้ทำให้ช่างเลือกใช้สีที่ไม่โดดไปจากสภาพตามธรรมชาติ” ดร.ยุวรัตน์ อธิบายที่มาของการเลือกใช้สีขาวขลิบเหลือง และสีเหลืองที่ปรากฏในปัจจุบันเป็นเฉดสีที่เป็นภาพจำของผู้ใหญ่รุ่นก่อนๆ ที่เคยไปใช้ชีวิตตลอดช่วงฤดูร้อน ณ บ้านปลุกปรีดีครั้งละนานนับเดือน

การตากอากาศหมายถึงการมาพักฟื้นร่างกาย ดังนั้นบ้านตากอากาศจึงไม่ต่างอะไรกับการเป็นบ้านหลังที่สอง ซึ่งต้องออกแบบให้ผู้อยู่รู้สึกสบายตัวสบายใจมากที่สุด 

ชะอำในความทรงจำ

นิตยา มาศะวิสุทธิ์ เคยบันทึกถึงบรรยากาศของการเตรียมตัวไปตากอากาศที่ชะอำในช่วง พ.ศ. 2490 ไว้ในหนังสือ บ้านปลุกปรีดี ว่า

“เราตื่นเต้นทุกครั้งที่เห็นยายจ๋า (นางเลื่อน จุลสมัย) เริ่มเอาที่นอนหมอนมุ้งและถุงสีเขียวใบใหญ่ออกมาตากแดด เพราะนั่นหมายความว่าเวลาที่จะได้ไปชะอำใกล้เข้ามาแล้ว นอกจากจัดเตรียมหมอนมุ้งสำหรับไปชะอำแล้ว สิ่งที่ยายจ๋าทำไม่ให้ขาด คือไปสำเพ็ง พาหุรัด เพื่อจับจ่ายซื้อของไปฝากชาวชะอำ ซึ่งมักเป็นผ้าซิ่น ผ้าลาย เสื้อคอกระเช้า ยาสามัญประจำบ้าน และถ้ามีหมากสดก็จะซื้อติดมือไปด้วย”

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

ศ. ดร.ธีระ และ ดร.สุนงนาท ช่วยกันเล่าเสริมว่า สมัยเด็กๆ ชะอำเป็นที่ที่สงบมาก ไม่จอแจ เมื่อก่อนต้องไปทางรถไฟจากสถานีบางกอกน้อย พอไปถึงสถานีชะอำก็จะมีรถสามล้อถีบจอดรออยู่ 2 คัน คือรถของนายวันกับนายเตือน ซึ่งต้องโทรเลขไปแจ้งไว้ล่วงหน้าเพื่อนัดหมายให้มารอรับ และทั้งชะอำก็จะมีรถสามล้อถีบอยู่แค่ 2 คันนี้เท่านั้น ผู้ใหญ่นั่งคุมของไปบนรถ เด็กๆ ก็เดินเรียงแถวกันไปเป็นกิโลกว่าจะถึงบ้านปลุกปรีดี แต่เดินแค่ไหนก็ไม่เมื่อย ไม่เหนื่อย ไม่มีใครโยเย เพราะอยากไปถึงทะเลเร็วๆ แค่เห็นเส้นทะเลตัดขอบฟ้าก็ระโดดโลดเต้นดีใจแทบแย่

ดร.สุนงนาถ และ รศ.อรชุมา อาสาเป็นตัวแทนฝ่ายหญิงเผยถึงกิจกรรมสนุกๆ ประจำวัน

“พอมาถึงปั๊บก็จะวิ่งลงทะเลไปเลย หาดสงบแล้วก็กว้างมาก พวกเราจะเล่นน้ำทะเลกันทั้งวัน กลับมาทีตัวดำเป็นเหนี่ยง แต่ละวันมีอะไรให้ทำตลอดค่ะ ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองวุ่นมากๆ ไม่มีเวลาว่างเลย (หัวเราะ) เริ่มตั้งแต่ไปคราดหอยตลับกับชาวบ้านที่ริมหาด ไม่ก็หาหอยเสียบเอามาดองน้ำปลาในขวดแก้ว ก่อปราสาททรายกับพี่ๆ น้องๆ ขุดหลุมลอดใต้ปราสาทของใครของมัน แล้วถ้าขุดไปเรื่อยๆ จนมือเราไปจับกับมือของอีกคนได้ก็จะดีใจมากๆ 

“บางที่ก็เก็บเม็ดมะกล่ำตาหนูจากต้นที่ปลูกอยู่หลังบ้านเอามาเล่นอีตักที่ต้องค่อยๆ ตักทีละเม็ด โดยไม่ให้โดนเม็ดอื่น ถ้าใครโดนก็ถือว่าแพ้ หรือไม่ก็เอาก้านใบสนมาต่อแล้วให้ทายว่าต่อที่ข้อไหน ในคืนเดือนมืดก็จะออกไปจับปูลมกัน ถือกระบอกไฟฉายส่องหาปู แต่ตัวเองไม่ค่อยถนัดเพราะเป็นคนขี้กลัว พอจับเสร็จก็เอาปูที่จับได้มาทอด ไม่มีใครอยากฆ่าปูเพราะสงสาร เลยเอาไม้พาดวางไว้เหนือกระทะให้ปูเดินไปตกเอง ยังจำเสียงน้ำมันฉ่าๆ ได้เลย บนชานบ้านก็เล่น A E I O U กัน คิดดูว่าชานบ้านกว้างจนเด็กๆ วิ่งเล่นกันได้”

คราวนี้ถึงตา ศ. ดร.ธีระ และ รศ.หริรักษ์ เป็นตัวแทนฝ่ายชายเล่ากิจกรรมซนๆ ให้ฟังบ้าง

“นอกจากเล่นทะเลแล้ว บนบกก็สนุกนะครับ ตื่นเช้ามานี่จะชวนกันเดินไปสวนตาลที่อยู่ห่างบ้านไปสักกิโลสองกิโล ไปดูชาวบ้านเก็บน้ำตาลสด เขาจะปีนขึ้นต้นตาลสูงๆ ไปเก็บกระบอกไม้ไผ่บรรจุน้ำตาลลงมา แล้วเราจะได้ดื่มน้ำตาลสดๆ กันตรงโคนต้นตาลเลย จากนั้นก็ตามไปดูเขาเคี่ยวน้ำตาลปึกที่เตา แล้วเราก็ไปอุดหนุนน้ำตาลสด ถือกลับมาบ้านอีกเป็นขวดๆ ตอนเดินจากสวนตาลกลับบ้านนี่ก็แวะตลอดทางนะครับ มีสวนฝรั่งสวนมะม่วงตรงไหนก็แวะไปเรื่อย ชาวบ้านใจดี และความที่ชะอำอยู่ใกล้สนามบินบ่อฝ้าย เราก็จะคอยวิ่งไล่ตามเครื่องบินเวลาลดระดับก่อนร่อนลง”

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

นอกจากทะเลและสวนตาลแล้ว บางครั้งผู้ใหญ่จะพาไปเดินป่าหลังบ้าน หรือไม่ก็พาไปปีนเขาเจ้าลายให้ได้ผจญภัยกันอย่างสนุกสนาน ส่วนมุมโปรดในบ้านปลุกปรีดีของเด็กๆ ก็คือใต้ถุนบ้านที่เป็นดั่งลานทรายใหญ่ให้ได้เล่นสนุกกันอีก 

“ใต้ถุนบ้านจะมีแมลงชนิดหนึ่งที่เรียกว่าแมลงช้างอยู่ใต้ทราย ด้านบนจะเป็นแอ่งรูปกรวย ผมก็จะเอามดแดงหยอดลงไปล่อให้แมงช้างมันตะกุยทรายขึ้นมา พอเราขึ้นมาเราก็รีบช้อนแมงช้างมาเก็บไว้ พอได้จำนวนหนึ่งก็จะเอามันมาสู้กัน” รศ.หริรักษ์ ระลึกความหลัง

กิจกรรมที่ทุกคนลงความเห็นว่าสนุกที่สุด คือการขุดหลุมพรางที่ต่างคนต่างขุดหลุมทรายเอาไว้แล้วพรางด้วยใบไม้บนปากหลุม เจ้าตัวรอลุ้นว่าจะมีใครตกลงไปหรือไม่ และถ้าทำได้สำเร็จก็จะเฮกันลั่นทีเดียว

ไม่เฉพาะเด็กเท่านั้นที่มีความสุข ผู้ใหญ่เองก็สำราญไม่แพ้กัน เพราะว่าจะได้เดินไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูงคนรู้จักที่พากันมาตากอากาศในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้มีแขกแวะเวียนมาเยี่ยมมาคุยกันไปทั้งวัน

เมื่อเหนื่อยมาแต่เช้าจรดเย็นแล้ว เวลาค่ำก็จะมานอนเรียงกันที่ระเบียงฝาไหลหน้าห้องฟกฟื้น รับลมเย็นสบาย ฟังเสียงคลื่นและดูดาวไปด้วยกัน อาจแถมด้วยกิจกรรมหลอกผีกันอีกเล็กน้อยพอให้ตื่นเต้น กิจกรรมที่ทำจะซ้ำไปซ้ำมาตลอดช่วงปิดเทอมฤดูร้อน แต่ยังคงสนุกเสมอเมื่อเริ่มต้นวันใหม่ และยังแจ่มชัดในความทรงจำของทุกคนจนถึงทุกวันนี้

เมื่อถึงเวลาต้องกลับกรุงเทพฯ ผู้ใหญ่จะชวนเด็กๆ ให้มาวัดส่วนสูงกับเสาไม้ต้นหนึ่งในบ้าน โดยใช้ปากกาขีดเส้นระนาบเดียวกับศีรษะของเด็กแต่ละคนลงบนเสาไม้ พร้อมลงชื่อและวันที่กำกับไว้ว่าใครสูงเท่าไหร่ พอมาอีกปีก็มาเทียบส่วนสูงเดิม แล้วก็ขีดส่วนสูงใหม่ซ้อนขึ้นไปเรื่อยๆ ทับกันไปกันมา

“ประตูบ้านปลุกปรีดีแทบไม่เคยปิดเลย ตอนเด็กๆ จำได้ว่ามีคุณยายใจดีถีบจักรยานเข้ามาขายน้ำตาลสดหรือขายข้าวเกรียบว่าวถึงในบ้าน มีแม่ค้าหาบขนมเข้ามาอย่างขนมตาล ไม่ก็หอยเสียบดอง เวลาแวะมาทีก็มานั่งดื่มน้ำให้หายเหนื่อย พูดคุยสอบถามสารทุกข์สุขดิบกันอยู่นานจนเป็นเหมือนญาติกันเลย หรือคุณยายคนหนึ่งที่ชื่อว่ายายหมา แกเป็นคนบ้าจี้ เด็กๆ จะชอบไปเล่นจี้เอวแกให้พูดทะลึ่งตึงตังแล้วเราก็หัวเราะกันสนุกสนาน ร้านอาหารของชาวบ้านจะมีอยู่ร้านเดียวมีชื่อว่าบาร์เย็นใจที่เราแวะไปอุดหนุนอยู่เสมอ และเป็นแบบนี้มาตั้งแต่รุ่นคุณทวด รุ่นคุณตาคุณยาย รุ่นพ่อแม่ จนมาถึงรุ่นเรา” คุณนัทยาเล่าอย่างมีความสุข 

ความทรงจำที่ชะอำไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสถานที่ แต่ยังมีผู้คนเป็นส่วนประกอบสำคัญไม่แพ้กัน ไม่แปลกเลยที่การมาที่ชะอำแต่ละครั้งจะต้อง “ไปสำเพ็ง พาหุรัด เพื่อจับจ่ายซื้อของไปฝากชาวชะอำ” อย่างที่บันทึกไว้ เพราะรักและผูกพันกันประดุจญาติพี่น้องไปเสียแล้ว

ความสุขที่ปลุกได้

ช่วงหลังๆ ชะอำเริ่มเผชิญความเปลี่ยนแปลงด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นจนล้น และส่วนมากเลือกจะสังสรรค์เสียงดังกันริมหาดแบบไม่หลับไม่นอนไปจนรุ่งเช้า แผงสินค้าจำนวนมากตั้งระเกะระกะอยู่หน้าบ้านจนถึงขั้นปิดทางเข้าออก จากบ้านที่ทุกคนรอคอยที่จะกลับไปเยือนทุกฤดูร้อน กลายเป็นบ้านที่ไม่มีใครกลับไปอีกเป็นเวลาหลายปีจนเริ่มเสื่อมสภาพลง

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

“ประมาณ พ.ศ. 2553 ได้มีการตัดสินใจที่จะขายที่ที่ชะอำ เพราะสภาพแวดล้อมที่ชะอำเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก คนที่มาซื้อที่ดินก็อยากได้เฉพาะที่ แต่ไม่อยากได้บ้านหลังนี้ พวกเราทุกคนรู้สึกเสียดายมากๆ โดยเฉพาะแม่ (สตรี ประทีปะเสน หลานคุณยายเลื่อน จุลสมัย) ที่ตัดสินใจว่าต้องรักษาบ้านปลุกปรีดีเอาไว้ให้ได้” คุณวรายุ เอ่ย ส่วนผู้ให้สัมภาษณ์ทุกคนต่างพยักหน้าอย่างแข็งขันและยืนยันว่าตอนนั้นรู้สึกใจหายมากๆ เมื่อคิดว่าจะไม่มีบ้านปลุกปรีดีอีกต่อไปแล้ว การหารือเรื่องการย้ายบ้านปลุกปรีดีมาที่กรุงเทพฯ จึงเป็นดั่งเสียงสวรรค์

และเมื่อตัดสินใจร่วมกันอย่างเด็ดขาดแล้ว สิ่งแรกที่ต้องสำรวจคือจะนำบ้านปลุกปรีดีไปตั้งไว้ที่ไหน 

“แม่มีที่ดินเปล่าอยู่ที่ซอยแจ้งวัฒนะ 14 ก็เลยรีบวัดขนาดของบ้านปลูกปรีดีที่ชะอำ พร้อมกับวัดขนาดที่ดินเปล่าผืนนี้ ปรากฏว่าเข้ากันได้พอดีเป๊ะ แล้วยังเหลือพื้นที่ข้างๆ ให้ปลูกต้นไม้เพื่อสร้างบรรยากาศแบบชะอำได้ด้วย ก็เลยปรึกษากับ ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน ผู้เป็นทั้งญาติและสถาปนิกอนุรักษ์เพื่อดำเนินการโดยเร็วที่สุด เพราะเจ้าของที่ดินรายใหม่ต้องการที่ดินของเราที่ชะอำแล้ว” คุณวรายุเล่าต่อ

เมื่อเวลาน้อย จึงต้องวางแผนงานอย่างรัดกุม ประการแรกคือการเลือกกลุ่มช่างที่มีประสบการณ์กับงานไม้เก่า และช่างกลุ่มเดียวกันนี้ก็จะต้องรับผิดชอบทั้งการรื้อบ้านปลุกปรีดีที่ชะอำพร้อมกับนำมาประกอบคืนที่กรุงเทพฯ ด้วย เพราะจะจำรายละเอียดของไม้และบ้านได้มากที่สุด

เมื่อได้กลุ่มช่างที่ไว้ใจได้แล้ว ก่อนจะรื้อก็ต้องสำรวจขนาดและสัดส่วนของบ้านทั้งหมด รีบบันทึกตำแหน่งเสาบ้านให้ครบ เพื่อที่จะได้เตรียมพื้นที่ทางกรุงเทพฯ ไว้รอรับ รวมทั้งสำรวจแบบบ้านด้วยว่ามีประตู หน้าต่าง ลูกกรง ฯลฯ ตั้งอยู่ตำแหน่งไหนบ้าง พร้อมถ่ายภาพเก็บไว้ทั้งหมด

“พอถ่ายรูปเสร็จแล้วก็รื้อเลย แล้วก็ลำเลียงไม้จากชะอำมาที่กรุงเทพฯ สภาพไม้ขาดความสมบูรณ์ไปบ้างเพราะเป็นไม้เก่า จึงอาจเสียหายระหว่างรื้อถอนและขนย้าย พอดีว่า พ.ศ. 2554 เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่กรุงเทพฯ และทำให้เราได้ข้อมูลสำคัญว่า น้ำท่วมในซอยนี้ได้สูงถึงหนึ่งจุดสองเมตร ดังนั้นเราจึงตัดสินใจถมดินเพิ่มขึ้นไปอีกหลายเมตร ดังนั้นจึงต้องนำไม้ที่รื้อมาเก็บรักษาเพื่อรอการปรับพื้นที่อีกพักใหญ่” ดร.ยุวรัตน์เล่าให้ฟัง

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

หลังจากนั้นก็ต้องใช้เวลาอีกกว่าปีเพื่อประกอบไม้ทุกชิ้นให้กลับไปเป็นเรือนปลุกปรีดีหลังเดิมจนสำเร็จ ซึ่งผลงานนี้สร้างความภูมิใจให้ทั้งสถาปนิกและทายาททุกคน เพราะบ้านปลุกปรีดีได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นประจำ พ.ศ. 2558 จากสมาคมสถาปนิกสยามฯ ทั้งนี้วัสดุโครงสร้างที่เห็นในปัจจุบันเป็นวัสดุต้นฉบับเกือบทั้งหมด มีเฉพาะหลังคากระเบื้องว่าวและเชิงชายเท่านั้นที่เปลี่ยนไปใช้วัสดุปัจจุบันแทนเพราะของเดิมชำรุดเสียหายมาก

ส่วนผนัง พื้น ฝ้าเพดานนั้น ไม้เก่าที่เป็นวัสดุเดิมมีความเสียหายมากพอสมควร สถาปนิกจึงตัดสินใจเลือกใช้ไม้เก่าทั้งหมดเฉพาะบริเวณที่มือสัมผัสได้ เช่น ผนัง ส่วนไม้ที่ซื้อใหม่จะนำไปใช้กับส่วนที่ไกลจากการสัมผัส เช่น เพดาน เป็นต้น 

“บ้านปลุกปรีดีเป็นบ้านตากอากาศ เมื่อตั้งอยู่ชะอำ ด้านยาวของบ้านจะหันเข้าหาหาดเพื่อไปรับลมทางทิศตะวันออก พอย้ายมาที่กรุงเทพฯ ลมจะพัดเข้าทางทิศใต้ ก็ลุ้นอยู่มากว่าจะเป็นอย่างไร แต่นับว่าโชคดีมากๆ ที่ที่ดินเปล่าผืนนี้ด้านยาวหันไปทางทิศใต้พอดี ดังนั้นบ้านปลุกปรีดีที่กรุงเทพฯ ก็จะหันเข้ารับลมด้วยเช่นกัน การอนุรักษ์ครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าสถาปัตยกรรม แต่ยังอนุรักษ์หน้าที่และบรรยากาศของบ้านหลังนี้ไว้ได้ด้วย ทุกวันนี้เวลามานั่งที่บ้านปลุกปรีดีก็จะรู้สึกเหมือนมีลมทะเลพัดเข้ามาตลอด” ดร.ยุวรัตน์ กล่าวอย่างดีใจ

สิ่งสำคัญที่ต้องอนุรักษ์ไว้ด้วยคือบรรยากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแสงและเงา เพื่อเปลี่ยนมุมเล็กๆ แห่งนี้ให้เป็นชะอำในความทรงจำได้ใกล้เคียงที่สุด 

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

“ลักษณะเด่นของบ้านที่ชะอำคือต้องมีเงาของต้นไม้แผ่เข้ามาด้วย อย่างเงาของต้นสนหรือเงาของกิ่งลั่นทมหน้าบ้าน เวลาเรานอนที่ชานก็จะมองเห็นทิวสนลู่ไปตามแรงลมด้วย หรือแสงแดดที่ส่องผ่านมาตามลายฉลุใต้ฝ้าเพดานจนเกิดเป็นลายบนพื้นเรือน สิ่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้”

ต้นสนจำนวนหนึ่งจึงปลูกเรียงอยู่ริมรั้ว โดยได้ตรวจสอบแล้วว่าเป็นพันธุ์เดียวกันกับที่ชะอำ ส่วนต้นลั่นทมหน้าบ้านนั้นเป็นการตอนกิ่งต้นเดิมและนำมาปลูกไว้ที่นี่ เช่นเดียวกับต้นเชอรี่ไทยหน้าบันไดและหน้าต้นมะขามเทศหลังบ้าน แม้แต่ทรายที่โรยอยู่ด้านหน้าหรืออ่างปูนทรงเหลี่ยมสำหรับใส่น้ำจืดล้างเท้าก็เป็นของเดิม และนำมาจากสถานที่จริงเพื่อสร้างบรรยากาศที่คุ้นเคย

อย่างไรก็ตาม บางสิ่งบางอย่างก็ต้องปรับสภาพให้เหมาะสมกับบริบทปัจจุบันด้วย เช่น การยกฐานเสาให้สูงขึ้นเพื่อให้ใต้ถุนบ้านสูงขึ้นกว่าเดิม ก่อให้เกิดพื้นที่ใช้สอยอันเป็นประโยชน์มากมาย กลายเป็นบริเวณพบปะสังสรรค์ของสมาชิกในครอบครัวและแขกเหรื่อ การเสริมทางขึ้นบ้านตามแนวอารยสถาปัตย์เพื่อรองรับญาติผู้ใหญ่ที่ต้องอาศัยรถเข็น การเพิ่มและขยายห้องน้ำและห้องครัวเป็นต้น

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

ห้องบางห้องก็ปรับสภาพใหม่ เช่น รื้อฝากั้นออกเพื่อให้ห้องกว้างขึ้น แต่ยังรักษาเครื่องเรือนแท้ๆ ดั้งเดิมเอาไว้ หรือพยายามเสาะหาเฉพาะเครื่องเรือนร่วมสมัยเพื่อนำมาใช้ตกแต่งเสริมเข้าไปในบางจุด สิ่งสำคัญคือตัวอักษรไม้ที่จารึกชื่อบ้านว่าปลุกปรีดีซึ่งมองเห็นได้อย่างโดดเด่นในวันนี้ ยังเป็นของดั้งเดิมที่ประดับอยู่บนตำแหน่งเดียวกันนี้มาตลอดร้อยปี

“มีสิ่งหนึ่งที่เราพยายามอนุรักษ์ไว้แต่ไม่สำเร็จ นั่นคือเสาบันทึกความสูง ตอนที่ย้ายเสามา ช่างไม้ก็หวังดี พยายามขัดไม้จนรอยขีดหายไปหมด เลยไม่รู้เลยว่าเป็นเสาไหน” ดร. ยุวรัตน์ เล่าด้วยความเสียดาย แต่คุณวรายุได้เล่าเสริมว่าประเพณีนี้ได้เวียนกลับมาอีกครั้งเมื่อได้เริ่มมีการบันทึกความสูงของลูกๆ หลานๆ รุ่นปัจจุบันกันอีกครั้งบนเสาบ้านปลุกปรีดีที่กรุงเทพฯ

ทุกวันนี้บ้านปลุกปรีดีเป็นพื้นที่ส่วนกลางของครอบครัวที่มักใช้สำหรับพบปะสังสรรค์ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ รวมทั้งเป็นที่จัดงานเลี้ยงในโอกาสสำคัญของครอบครัว

ทุกครั้งที่สมาชิกทุกคนกลับมาที่บ้านหลังนี้ ภาพความทรงจำของชะอำในอดีตก็พร้อมจะออกมาโลดแล่นอยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมสนุกๆ มิตรภาพอันทรงคุณค่ากับชาวชะอำหลายต่อหลายคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ณ ช่วงเวลานั้น

บ้านปลุกปรีดียังคงปลุกความสุขให้กับทุกคนในครอบครัวอยู่เสมอ ดังเช่นที่เป็นมาในอดีตไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ขอขอบพระคุณทายาทครอบครัวสูตะบุตรและจุลสมัยผู้ให้สัมภาษณ์ทุกท่าน

  • ศ. ดร. ธีระ สูตะบุตร 
  • ดร. สุนงนาท สูตะบุตร (ทายาทสกุลจุลสมัย)
  • รศ. อรชุมา ยุทธวงศ์ (ทายาทสกุลสูตะบุตร)
  • รศ. หริรักษ์ สูตะบุตร 
  • คุณนัทยา มาศะวิสุทธิ์ (ทายาทสกุลสูตะบุตร)
  • ดร. ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน (ทายาทสกุลสูตะบุตร)
  • คุณวรายุ ประทีปะเสน (ทายาทสกุลสูตะบุตร) 

ขอขอบพระคุณภาพถ่ายในอดีตจาก

  • หนังสือโคลงสุภาพเรื่อง นิราศชะอำ ฝีพระโอษฐ์ กรมพระนราธิปฯ
  • ทายาทครอบครัวสูตะบุตรและจุลสมัย
  • คุณชวชล เศรษฐอุดม

เอกสารอ้างอิง

  • บ้านปลุกปรีดี โดย นิตยา มาศะวิสุทธิ์
  • เม้าเม้า อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ นิตยา มาศะวิสุทธิ์ 
  • ชะอำฟองคลื่นศักดินา โดย สรศัลย์ แพ่งสภา 
  • การศึกษาเพื่อเสนอแนวความคิดในการอนุรักษ์บ้านพักตากอากาศชายทะเลหัวหินในช่วงปี พ.ศ. 2454 – 2488 วิทยานิพนธ์หลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต ปีการศึกษา 2542 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

มีวัดลับวัดหนึ่งที่มีความพิเศษอยู่หลายประการ กล่าวคือ พระอุโบสถสร้างขึ้นบนตำแหน่งอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และถือว่าเป็นมงคลยิ่ง เป็นวัดที่ประดิษฐานองค์พระประธานในลักษณะที่ไม่เหมือนวัดไหนๆ จนอาจกล่าวได้ว่ามีวัดนี้เพียงวัดเดียวในโลก มีศิลป์สถาปัตย์ทั้งไทย จีน ฝรั่ง ผสมผสานกันอย่างลงตัวและงดงามยิ่ง เป็นวัดที่ปราศจากภิกษุสงฆ์จำพรรษามากว่าหนึ่งร้อยปีแล้ว และวัดนั้นมีนามว่า ‘วัดวงศมูลวิหาร’

หากเอ่ยนามวัดวงศมูลฯ ผมเชื่อว่าน้อยคนนักจะมีโอกาสได้ไปเยือนหรือแม้แต่เคยได้ยินชื่อ เดิมทีวัดนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็น ‘วัดในวัง’ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็กลับกลายมาเป็น ‘วัดในกรม’ ไปเสีย วัดวงศมูลฯ จึงกลายเป็นวัดลับที่หลบเร้นอยู่ในพื้นที่สงวนอยู่เสมอ ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราน่าจะไปทอดน่องท่องวัดนี้แบบเจาะลึกกันเสียที เพื่อจะได้เรียนรู้และร่วมภูมิใจไปกับมรดกสำคัญของชาติแห่งนี้

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1
พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

วัดในวัง

วัดวงศมูลฯ เดิมสะกดว่า ‘วัดวงษมูล’ ทั้งยังมีปรากฏในเอกสารโบราณที่เรียกนามวัดนี้ว่า ‘วัดทรงประมูล’ อีกด้วย เป็นวัดที่สร้างขึ้นบนพื้นที่อันเคยเป็นที่ประทับของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เมื่อครั้งยังเป็นสามัญชน ดำรงตำแหน่งสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก อันเป็นตำแหน่งสูงสุดของกองทัพในสมัยกรุงสมัยธนบุรี โดยเราเรียกขานพื้นที่นี้ว่าพระนิเวศน์เดิม

เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์และย้ายไปประทับ ณ พระบรมมหาราชวังเป็นการถาวรแล้ว รัชกาลที่ 1 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชโอรสพระองค์สำคัญเสด็จมาประทับที่พระนิเวศน์เดิม ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร และสมเด็จพระเจ้ายาลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์

 ต่อมาเมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แล้ว ได้พระราชทานอุปาราชาภิเษกสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ และโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายจากพระนิเวศน์เดิมไปประทับที่พระราชวังบวรสถานมงคลแทน

สมเด็จพระบวรราชเจ้าฯ จึงทรงแบ่งพื้นที่พระนิเวศน์เดิมเพื่อพระราชทานพระราชโอรส หนึ่งในนั้นคือพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประยงค์ กรมขุนธิเบศร์บวร พระราชโอรสพระองค์ใหญ่

ต่อมาประมาณ พ.ศ. 2394 ในช่วงตันรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมขุนธิเบศร์บวร ได้ทรงยกที่วังประมาณ 5 ไร่เพื่อสร้างวัดวงศมูลฯ โดยตำแหน่งพระอุโบสถนั้น สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตรงที่ตั้งของจวนหลวงเดิมที่รัชกาลที่ 1 เคยประทับมาก่อน ด้วยถือว่าเป็นตำแหน่งมงคลยิ่ง และในขณะนั้นไม่ปรากฏจวนหลวงเดิมให้เห็นอีกต่อไป เพราะรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้รื้อและชะลอไปปลูกเป็นหอพระไตรปิฎกที่วัดระฆังโฆษิตารามมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี

การก่อสร้างวัดวงศมูลฯ ดำเนินต่อมาอีก 6 ปี จน พ.ศ. 2400 พระราชวรวงศ์เธอ กรมขุนธิเบศร์บวรก็ประชวรหนักและสิ้นพระชนม์ลง โดยการก่อสร้างยังคงค้างอยู่ รัชกาลที่ 4 จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ายุคันธร กรมหมื่นอนันตการฤทธิ์ พระราชโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ทรงเป็นแม่กองทำการก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จ และพระราชทานนามวัดนี้ว่าวัดวงศมูลวิหาร

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

คำว่าวงศมูลนั้นหมายถึงต้นวงศ์ สันนิษฐานว่าเหตุที่พระราชทานนามเช่นนี้ก็ด้วยทรงตระหนักว่าพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมขุนธิเบศร์บวรตั้งพระทัยที่จะทรงสร้างวัดแห่งนี้เพื่อเป็นวัดประจำตระกูลและถวายเป็นพระกุศลแด่พระบิดา ซึ่งก็คือสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์นั่นเอง

วัดในกรม

เมื่อถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 วัดวงศมูลฯ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ.2418 และมีพระสงฆ์จำพรรษาเรื่อยมา โดยมีสถานะเป็นพระอารามหลวง ปรากฏหลักฐานการเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานผ้าพระกฐินของรัชกาลที่ 5 ด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2422 และยังคงได้รับพระราชทานกฐินหลวงและเทียนพรรษาเป็นประจำทุกปี

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

ในช่วง พ.ศ. 2420 – 2430 รัชกาลที่ 5 ทรงรวบทหารเรือทุกสังกัดและจัดตั้งขึ้นเป็นกรมทหารเรือ ได้พระราชทานพื้นที่พระนิเวศน์เดิมให้สร้างเป็นที่ว่าการกรมทหารเรือ ต่อมาเมื่อภารกิจของกรมทหารเรือขยายตัวมากขึ้น ก็ได้พระราชทานพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อสร้างกรมอู่ทหารเรือ รวมทั้งหน่วยงานสำคัญอื่นๆ จึงทำให้วัดวงศมูลฯ กลายมาเป็นวัดในกรมไปแทน เพราะถูกโอบล้อมด้วยหน่วยงานต่างๆ ของกองทัพเรือทั้ง 3 ด้าน

เมื่อถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงมีลายพระหัตถ์ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตยุบเลิกวัดวงศมูลฯ เพราะพิจารณาแล้วว่าไม่อาจพัฒนาให้เจริญขึ้นได้อีกด้วยข้อจำกัดทางพื้นที่ ได้มีลายพระหัตถ์ลงวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2459 ประทานเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เสนาบดีกระทรวงธรรมการในขณะนั้น ระบุใจความสำคัญว่า

“ฉันขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถอนพระสงฆ์จากวัดวงศมูลวิหารไปสมทบวัดอื่น ไม่ตั้งอีกต่อไป มอบวัดนั้นให้กระทรวงทหารเรือรักษา แต่ให้คงเป็นสมบัติของพระพุทธศาสนาอยู่อย่างเดิม เสนาสนะอันจะรื้อทิ้งไปปลูกวัดอื่นได้ จักย้ายไป ที่รื้อไม่ได้ กระทรวงทหารเรือจักอาศัยใช้สอยได้อยู่ ดังที่เคยเป็นมาแล้ว ส่วนพระอุโบสถจะอาศัยเป็นที่ไหว้พระสวดมนต์ แลทำพิธีในการพระศาสนาของพวกทหารเรือได้อยู่” 

ทั้งนี้ รัชกาลที่ 6 ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามพระดำริของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ และตั้งแต่ พ.ศ. 2459 เป็นต้นมาก็ไม่ปรากฏชื่อวัดวงศมูลวิหารในบัญชีกฐินพระราชทานอีก 

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

ตลอดเวลากว่าร้อยปี แม้วัดวงศมูลฯ จะปราศจากภิกษุสงฆ์จำพรรษา แต่ยังคงเป็นศาสนสถานสำคัญที่กองทัพเรือร่วมใจดูแล บำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพสวยงาม และเป็นปูชนียสถานสำคัญที่กองทัพเรือใช้ประกอบพิธีเพื่อสร้างศรัทธา ขวัญและกำลังใจกับข้าราชการทหารเรือทุกนายรวมทั้งประชาชนในท้องถิ่น และพื้นที่พระนิเวศน์เดิมแทบทั้งหมดได้กลายมาเป็นที่ตั้งของกองเรือลำน้ำ กรมพลาธิการทหารเรือ และกรมอู่ทหารเรือ ซึ่งหน้าที่ต่อและซ่อมเรือสำคัญๆ ของราชนาวีและของชาติ รวมทั้งเรือพระราชพิธีทั้งหมดด้วย

ที่นี่ที่เดียว

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1
พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

จุดเด่นที่ผมอยากเชิญชวนทุกท่านให้รีบไปชมกันก่อน คือการประดิษฐานองค์พระประธานที่แตกต่างจากวัดอื่นๆ จนผมกล้าฟันธงว่าเป็นหนึ่งเดียวในโลก

โดยปกติ พระอุโบสถจะวางอาคารด้านยาวตามแกนทิศตะวันออก-ตก ซึ่งพระประธานก็จะหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ในกรณีนี้คือการหันพระพักตร์ไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา ตามธรรมเนียมปฏิบัติของวัดริมน้ำ แต่สำหรับพระประธานที่วัดนี้ กลับหันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ และหันข้างให้แม่น้ำเจ้าพระยาแทน

ตอนแรกนั้นพระประธานหันพระพักตร์ไปทิศตะวันออกตามปกติ แต่พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นธิเบศร์บวร ทรงมีพระอาการประชวรบ่อยๆ ไม่ทรงหายขาดเสียที ทรงสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นด้วยเหตุที่พระประธานหันพระพักตร์มายังตำหนักประทับ ซึ่งปลูกขวางอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาก็เป็นได้ จึงโปรดฯ ให้ย้ายพระประธานมาไว้ในตำแหน่งปัจจุบัน และดัดแปลงประตูทางเข้าพระอุโบสถให้เป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

องค์พระประธานหน้าตักกว้าง 2.6 เมตร ประดิษฐานบนฐานชุกชีรูปแบบเรียบง่ายมีนามว่า ‘พระพุทธวงศมูลมิ่งมงคล’ ซึ่งเป็นนามประทานมาจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก (ปัจจุบันโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร) โดยเป็นพระพุทธรูปแบบปางมารวิชัย ศิลปะแบบรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 3 มีลักษณะพิเศษคือพระพักตร์แบบ ‘หน้าหุ่น’ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ บนพระเศียรมีพระอุษณีษะ (มวยผม) และพระรัศมีรูปเปลวไฟ ผ้าทาบบ่าเป็นแถบใหญ่แบบพระพุทธรูปในสมัยรัชกาลที่ 1 และ 2 ส่วนจีวรเรียบไม่มีรอยย่น

ไทย จีน ฝรั่ง 

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

จากองค์พระประธาน คราวนี้เรามาค่อยๆ ไล่ชมงานศิลป์สถาปัตย์ที่ผสมผสานทั้งไทย จีน ฝรั่ง อันสะท้อนพระราชนิยมในช่วงต้นแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งทำให้วัดนี้มีความพิเศษไปพร้อมๆ กันนะครับ

เริ่มด้วยตัวพระอุโบสถที่อาจกล่าวได้ว่า พระอุโบสถวัดวงศมูลฯ เป็นสถาปัตยกรรมแบบรัชกาลที่ 4 โดยแท้จริง ผังอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดยาว 5 ห้อง ( 5 ช่วงเสา) มีระเบียงรอบ 4 ด้าน หลังคาทรงจั่วซ้อน 2 ชั้น 3 ตับ หน้าจั่ว ช่อฟ้า ใบระกา เป็นไม้ปิดทองประดับกระจก ส่วนหน้าบันไม้จำหลักเป็นลายกระจังใบเทศ 

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

เสาระเบียงรอบพระอุโบสถ เป็นเสาสี่เหลี่ยมเรียบ ไม่ปรากฏบัวหัวเสา บัวฐานเสา และคันทวยประดับแต่อย่างใด ส่วนพนักระเบียงกรุกระเบื้องปรุสีเขียวหลายแบบหลายลาย อันเป็นพระราชนิยมมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 3 นอกจากนี้ยังมีศิลารูปสิงโตจีนรายรอบพระอุโบสถจำนวน 30 ตัว โดยศิลาเช่นนี้เรียกว่าอับเฉา ซึ่งใช้บรรจุถ่วงน้ำหนักใต้ท้องสำเภาที่นำสินค้าเข้าจากจีน ความที่สินค้าส่วนมากมีน้ำหนักเบา เช่น ผ้าแพร ผ้าไหม ไข่มุก แร่ทอง แร่เงิน จึงต้องถ่วงสำเภาด้วยศิลาไว้ไม่ให้โคลง บางครั้งจึงเรียกว่าอับเฉาสำเภา การตกแต่งวัดด้วยศิลาอับเฉาเช่นนี้เริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 และเฟื่องฟูมากในสมัยรัชกาลที่ 3 

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

การตกแต่งบานประตูหน้าต่างพระอุโบสถด้านนอกเป็นลายรดน้ำแบบลายก้านแย่งพุ่มข้าวบิณฑ์หน้าสิงห์ ซุ้มประตูหน้าต่างภายนอกประดับลวดลายปูนปั้นที่เรียกว่าซุ้มทรงอย่างเทศ (มาจากคำว่าอย่างต่างประเทศ) โดยซุ้มประตูและหน้าต่างทั่วไปผูกลายด้วยดอกไม้และใบไม้อย่างฝรั่ง ดูคล้ายกรอบรูปเขียนแบบยุโรป สิ่งพิเศษที่ควรสังเกต ก็คือซุ้มประตูทางเข้าด้านทิศเหนือที่จะมีการใช้ลวดลายดอกพุดตาน (ดอกโบตั๋น) ซึ่งแตกต่างจากซุ้มอื่นๆ โดยสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในคราวหลังเมื่อต้องแปลงอาคารให้รับกับการย้ายองค์ประธานให้มาอยู่ในตำแหน่งปัจจุบัน

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1
พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

จุดสังเกตสำคัญอีกจุดคือตรงกึ่งกลางซุ้มเหนือช่องประตูที่ทำเป็นรูป ‘ครุฑยุดนาคหน้าเสี้ยว’ อันปรากฏลักษณะของตัวครุฑที่ยืนเอี้ยวตัวแบบไม่สมมาตร ซึ่งบางตำราสันนิษฐานว่าเป็นตราประจำพระองค์ของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ กรมพระราชวังบวรในรัชกาลที่ 2 พระบิดาของพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมขุนธิเบศร์บวร ผู้โปรดฯ ให้สร้างพระอุโบสถนี้

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

เมื่อสำรวจศิลปกรรมรอบๆ พระอุโบสถแล้ว ผมขอชวนให้กลับเข้าไปด้านในอีกครั้ง เพราะยังมีสิ่งพิเศษที่ห้ามพลาด นั่นคือทางฝั่งขวาและซ้ายขององค์พระประธาน มีซุ้มหินอ่อนศิลปะแบบโกธิก (Gothic) ข้างละหนึ่งซุ้ม ซุ้มฝั่งขวาประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ (ความสูง 152 ซม.) และซุ้มฝั่งซ้ายประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปางห้ามพระแก่นจันทร์ (ความสูง 86 ซม.) โดยทั้งสององค์เป็นศิลปะแบบรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ 5 สังเกตได้จากพระพุทธรูปครองจีวรแบบห่มคลุมและมีรอยยับย่นเสมือนจริง ทั้งรูปแบบขององค์พระและซุ้มหินอ่อนสร้างขึ้นในช่วงเวลาที่ศิลปะแบบผสมผสานระหว่างไทยและตะวันตกกำลังอยู่ในพระราชนิยม ซึ่งยังปรากฏให้เห็นจากสถาปัตยกรรมร่วมสมัยอีกหลายแห่ง เช่น อนุสาวรีย์หลายองค์ที่สุสานหลวง วัดราชบพิธฯ เป็นต้น

พระอุโบสถวัดวงศมูลวิหารนั้นมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และมีคุณค่าทางศิลปกรรมเป็นอย่างยิ่ง ใน พ.ศ. 2545 กรมศิลปากรจึงได้ดำเนินการสำรวจและประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถานของชาติ ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2545 เพื่อธำรงรักษาสถานที่สำคัญแห่งนี้ไว้ให้คงอยู่ตลอดไป โดยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กองทัพเรือยังใช้พระอุโบสถนี้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา บรรพชาอุปสมบทภิกษุ และพิธีกรรมบวงสรวงในโอกาสสำคัญๆ เสมอมา

หอพระไตรปิฎกวัดระฆังโฆษิตาราม

การเดินทอดน่องท่องวัดวงศมูลฯ จะไม่เสร็จสมบูรณ์ หากเราไม่ได้แวะเวียนไปชมหอพระไตรปิฎกที่วัดระฆังโฆษิตาราม (เดิมชื่อว่าวัดบางหว้าใหญ่) เพราะจวนหลวงเดิมของรัชกาลที่ 1 ย้ายมาตั้งอยู่ที่นี่

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

สมัยกรุงธนบุรี เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ยังทรงเป็นสามัญชนและรับราชการอยู่กับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นพระราชวรินทร์ ได้ย้ายนิวาสสถานมาอาศัยอยู่ที่จวนหลวงในเขตพระนิเวศน์เดิม

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีพระบรมราชโองการให้พระราชวรินทร์เป็นแม่ทัพขึ้นไปตีเมืองโคราช ในสงครามครั้งนั้น พระราชวรินทร์ได้ตั้งจิตอิษฐานว่าจะถวายจวนมาปลูกที่วัดบางหว้าใหญ่เพื่อเป็นพุทธบูชา จึงสั่งให้รื้อจวนหลวงจากพระนิเวศน์เดิมมาปลูกถวายที่วัดนี้ ในขณะนั้นจวนหลวงยังเป็นบ้านขุนนางที่สร้างอย่างง่ายๆ มีบันทึกว่า “เป็นหอนั่งและหอนอน หลังคามุงจาก ฝาสำหรวด กั้นด้วยกระแชง”

ต่อมาเมื่อปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว ได้ทรงระลึกถึงจวนหลวงหลังนั้น มีพระราชประสงค์จะปฏิสังขรณ์ให้งดงามและถวายเป็นหอพระไตรปิฎก ขณะนั้นได้มีการขุดพบระฆังใบใหญ่ได้ในวัดบางหว้าใหญ่ มีเสียงร่ำลือว่าเป็นระฆังที่มีเสียงไพเราะเป็นอย่างยิ่ง เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท จึงโปรดเกล้าฯ ให้ขุดสระรูปสี่เหลี่ยมขึ้นตรงบริเวณที่พบระฆังนั้น ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระอุโบสถ แล้วรื้อจวนหลวงชะลอมาปลูกลงในสระดังกล่าว โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรทรงเป็นแม่กองอำนวยการดำเนินงานทั้งหมด ในคราวนี้ได้ทรงบูรณะจวนเดิมให้ใหญ่โตงดงามขึ้น 

“เป็นรูปเรือนสามหลังแฝด ห้องกลางเป็นห้องโถง เปลี่ยนหลังคามุงจากเป็นมุงกระเบื้อง ชายคามีกระเบื้องกระจังดุษรูปเทพประนม เรียงรายเป็นระยะๆ เปลี่ยนฝาสำหรวดและฝากั้นกระแซงเป็นฝาไม้สัก ลูกฟักปกนภายในเรียบเขียนรูปภาพ บานประตูหอด้านใต้เขียนลายรดน้ำ บานประตูหอกลางโถง แกะเป็นนกวายุภักษ์ประกอบด้วยกนกเครือเถา บานประตูนอกชานแกะเป็นมังกรลายกนกดอกไม้ มีซุ้มข้างบนเป็นลายกนกดอกไม้เหมือนกัน ภายนอกติดคันทวยสวยงาม”

กล่าวได้ว่าหอพระไตรปิฎกของวัดระฆังโฆษิตารามนั้น เป็นหอไตรเพียงหลังเดียวที่มีเอกลัษณ์พิเศษ โดยเป็นเรือนสามจั่วที่ดัดแปลงมาจากเรือนขุนนางเดิม สะท้อนให้เห็นวิธีการก่อสร้างและปลูกเรือนไทยในสมัยรัชกาลที่ 1 อีกด้วย

เมื่อการปฏิสังขรณ์ได้แล้วเสร็จ รัชกาลที่ 1 จึงเสด็จพระราชดำเนินมาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลด้วยพระองค์เอง ทรงปลูกต้นจันทน์ไว้ในทิศทั้งแปด (จึงมีผู้เรียกหอพระไตรปิฎกแห่งนี้ว่าตำหนักจันทน์) เสร็จแล้วทรงประกาศพระราชอุทิศเป็นหอพระไตรปิฎก ได้ทรงขอระฆังเสียงไพเราะไปไว้วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วโปรดเกล้าฯ ให้หล่อระฆังมาพระราชทานแทนไว้ 5 ลูก พระราชทานนามว่าวัดระฆังโฆสิตารามแทนวัดบางหว้าใหญ่ และเป็นนามที่ใช้สืบมาจนปัจจุบัน

เป็นอย่างไรบ้างครับสำหรับการเจาะลึกวัดลับทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และศิลป์สถาปัตย์ เพื่อพาให้ผู้อ่านทุกท่านไปรู้จักกับวัดวงศมูลวิหาร วัดเล็กๆ ที่พิเศษและสำคัญแห่งนี้ รวมทั้งพาเดินต่อไปอีกนิด เพื่อไปชมหอพระไตรปิฎกแห่งวัดระฆังโฆษิตารามที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันเกี่ยวเนื่องกัน

อ่านจนจบบทความนี้แล้วอยากจะให้จัดกิจกรรม Walk with The Cloud พาไปทอดน่องท่องวัดวงศมูลฯ พร้อมกับวัดระฆังฯ บ้างไหมครับ

อ้าว…. ไหนขอเสียงหน่อยซิ

ขอขอบพระคุณ

พลเรือเอกลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ

พลเรือโทธานี แก้วเก้า เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ 

พลเรือตรีสกล สิริปทุมรัตน์ ผู้อำนวยการอู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ

พลเรือตรีหญิงอารยา อัมระปาล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพเรือ

นาวาโทหญิง รศนา สมพงษ์ ผู้ช่วยภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑ์อู่เรือหลวงเฉลิมพระเกียรติ ฯ 

คุณวทัญญู เทพหัตถี

เอกสารอ้างอิง

1. หนังสือ 100 ปีกรมอู่ทหารเรือ (อรุณการพิมพ์ พ.ศ. 2533)

2. หนังสือ อู่เรือหลวง 123 ปี เรื่องดีๆ ที่ฝั่งธน (สำนักพิมพ์พยัญชนะ พ.ศ. 2556)

3. หนังสือ หอพระไตรปิฎกวัดระฆังโฆษิตาราม (บริษัทเชลล์ในประเทศไทย จัดพิมพ์ พ.ศ. 2525) 

4. www.silpathai.net/หอไตรวัดระฆัง

เอื้อเฟื้อข้อมูลโดย คุณวทัญญู เทพหัตถี

เอื้อเฟื้อพระรูปพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนันตการฤทธิ์ และแผนที่เก่าฝั่งธนบุรีโดย ผ.ศ. ด.ร. พีรศรี โพวาทอง

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load