27 พฤศจิกายน 2563
19 K

บ้านไม้หลังงามสีขาวขลิบเหลืองที่ตั้งโดดเด่นอยู่ปลายซอยแจ้งวัฒนะ 14 เป็นเรือนโบราณที่มีสถาปัตยกรรมแปลกแยกแตกต่างจากบ้านหลังอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด เมื่อร้อยปีก่อน บ้านไม้หลังนี้ได้ก่อร่างสร้างฐานขึ้นอยู่ริมหาดชะอำ มีสถานะเป็นตำหนักในเขตที่ประทับของพระบรมวงศ์พระองค์สำคัญ ก่อนผันมาสู่การครอบครองของครอบครัวสามัญชน และได้กลายเป็นบ้านตากอากาศที่สร้างความสุขกายสบายใจให้กับสมาชิกครอบครัวนี้ตลอดฤดูร้อนเป็นเวลานานหลายสิบปี 

เมื่อการท่องเที่ยวในระดับอุตสาหกรรมรุกคืบเข้ามาเปลี่ยนชะอำให้มีสภาพพลุกพล่านสับสนจนเกินแก้ไข ท้องทะเลสวยใสและชายหาดที่เคยสงบงามกลายเป็นเพียงอดีตที่ไม่มีวันหวนกลับ แม้ว่าชะอำไม่สามารถเป็นหมุดหมายให้พักกายพักใจอีกต่อไป แต่ความรักและผูกพันต่อบ้านริมทะเลหลังนี้ไม่เคยจืดจางไปจากใจ การย้ายบ้านแห่งความสุขหลังนี้สู่กรุงเทพฯ จึงเกิดขึ้นด้วยความร่วมแรงร่วมใจของเหล่าทายาท เพื่อเปลี่ยนมุมเล็กๆ กลางกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นชะอำน้อยๆ ขึ้นมาแทน

วันนี้ทายาทตระกูลสูตะบุตรและจุลสมัย อันประกอบด้วย ศ. ดร.ธีระ สูตะบุตร, ดร.สุนงนาท สูตะบุตร, รศ.อรชุมา ยุทธวงศ์, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, คุณนัทยา มาศะวิสุทธิ์, ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน และ คุณวรายุ ประทีปะเสน จะพาเรากลับไปสู่ความทรงจำอันแสนสุขบนหาดชะอำกันอีกครั้ง ผ่านเรื่องเล่าของบ้านไม้หลังงามนามว่า ‘ปลุกปรีดี’

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

เกษมสม ผงมสุข ปลุกปรีดี

เส้นทางรถไฟสายใต้ถือกำเนิดขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อสร้างความสะดวกในการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปจนจรดปลายแหลมมลายู ใน พ.ศ. 2454 นายเฮนรี กิททินส์ (Henry Gittins) เจ้ากรมรถไฟหลวงสายใต้ ได้ค้นพบชายหาดขาวสะอาดและหมู่หินงามประหลาดที่ทอดตัวลงสู่น้ำทะเลใส เหมาะสมอย่างยิ่งจะเป็นสถานที่ตากอากาศ จึงได้นำความขึ้นกราบทูลพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ที่ปรึกษากรมรถไฟหลวงในขณะนั้นให้เสด็จมาทอดพระเนตร อากาศอันบริสุทธิ์และความงามของหาดแห่งนี้เป็นที่พอพระทัยอย่างมาก จึงได้ทรงชักชวนพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และคหบดีให้มาตากอากาศกันที่นี่ โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ ได้ทรงจับจองที่ดินและสร้างตำหนักขึ้นเป็นพระองค์แรก ต่อมาได้ทรงขนานนามสถานที่นี้ใหม่ว่า ‘หัวหิน’ แทน ‘บ้านสมอเรียง’ อันเป็นชื่อเดิม

นับจากนั้น หัวหินได้กลายเป็นถิ่นตากอากาศอันหรูหรา อุดมไปด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนาง ข้าราชการ คหบดีจากกรุงเทพฯ ต่างเข้ามาจับจองที่ดินจนจรดชายหาดเพื่อสร้างที่พำนัก มีโฮเต็ลรถไฟรองรับชาวต่างประเทศที่เดินทางมาจากมลายูและสิงคโปร์ มีสนามกอล์ฟอันอุดมไปด้วยนักเรียนนอกและผู้มีฐานะ ขณะนั้นได้มีพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นชอบกับการถือครองที่ดินเพื่อจัดสรรเป็นหาดส่วนตัวอย่างที่เป็นอยู่ จึงได้ชวนกันสำรวจหาสถานที่ตากอากาศแห่งใหม่แทน

“พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงเป็นผู้ออกสำรวจพื้นที่ชะอำเป็นพระองค์แรก และไม่โปรดให้จัดการพัฒนาที่ดินในลักษณะเดียวกันกับหัวหิน สำหรับชะอำนั้น ไม่โปรดให้ถือครองหาดเป็นพื้นที่ส่วนตัว แต่โปรดให้เว้นพื้นที่หน้าบ้านเอาไว้เพื่อทำเป็นถนนสาธารณะ ชาวบ้านสัญจรผ่านไปมาและลงเล่นน้ำทะเลได้ ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อคนท้องในถิ่นและผู้มาพักตากอากาศอย่างเท่าเทียมกัน ชาวบ้านจึงใกล้ชิดและผูกพันกับพระองค์ท่านมาก จนทรงดำรงตำแหน่งนายอำเภอชะอำเป็นรายแรก” ดร.ยุวรัตน์ เล่าถึงที่มาของหาดสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย 

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

ใน พ.ศ. 2464 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ตัดสินพระทัยสร้างที่ประทับขึ้นที่ชะอำ ประทานนามว่า ‘วังหทัยหมื่น’ อันประกอบไปด้วยตำหนักหลายหลัง โดยมีอยู่ 3 หลังที่ปรากฏนามคล้องจองกันว่า เกษมสม ผงมสุข ปลุกปรีดี ซึ่งถือเป็นเรือนกลุ่มแรกๆ ที่สร้างขึ้นในพื้นที่ ก่อนจะมีพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการย้ายเข้ามาสร้างบ้านตากอากาศที่ชะอำตามมาอีกเป็นจำนวนมาก

“เนื่องจากพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงมีพระปรีชาสามารถทางด้านการประพันธ์ ทรงเป็นผู้ก่อตั้งคณะละครปรีดาลัยที่โด่งดังมากในสมัยนั้น จึงประทานชื่อกลุ่มตำหนักให้คล้องจองกันหมด แม้แต่ชื่อห้องต่างๆ ของแต่ละตำหนักด้วย อย่างตำหนักปลูกปรีดีก็มีชื่อห้องที่คล้องจองกันว่า ฟกฟื้น ชื่นชีวัน ขวัญชีวี และศรีชีวาตม์ ที่ล้วนมีความหมายว่ามาอยู่แล้วหายเหนื่อย มีแต่ความสุข ความอิ่มเอมใจ” ดร.ยุวรัตน์ อธิบายเสริมถึงที่มาของนามอันคล้องจองไพเราะ 

ใน พ.ศ. 2470 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปพระพันธ์พงศ์ ประทานที่ดินและตำหนักปลุกปรีดีให้แก่หม่อมเจ้าหญิงวรรณีศรีสมร วรวรรณ พระธิดา

“หลังจากที่หม่อมเจ้าวรรณีศรีสมรสิ้นชีพิตักษัย คุณทวดเลื่อน จุลสมัย ภรรยาอำมาตย์โทพระประสารอักษรพรรณ (หมัย จุลสมัย) ปลัดกรมบัญชาการกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น ตัดสินใจซื้อเรือนไม้หลังนี้ผ่านทางหลวงจำนงค์นรินทรรักษ์ ปลัดกรมผู้เคยถวายงานให้กับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ราคาซื้อขายใน พ.ศ. 2486 คือสองพันห้าร้อยบาท ซึ่งรวมทั้งตัวบ้านพร้อมที่ดินเจ็ดไร่ คนที่เล่าให้ฟังคือยายจิตต์ จันทรง ผู้เฝ้าดูแลบ้านปลุกปรีดีมาโดยตลอด” 

คุณนัทยาเปิดเผยเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่ทำให้ตำหนักปลุกปรีดีกลายมาเป็นบ้านปลุกปรีดี บ้านพักตากอากาศที่สร้างความสุขทุกฤดูร้อนให้กับสมาชิกครอบครัวสูตะบุตรและจุลสมัยนับแต่นั้นเป็นต้นมา

บ้านตากอากาศ 

บ้านปลุกปรีดีเป็นเรือนไม้สองชั้น ยกใต้ถุนสูง ตกแต่งด้วยลายฉลุตามแบบแผนของบังกะโลตากอากาศในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งได้รับอิทธิพลจากรูปแบบสถาปัตยกรรมเช่นเดียวกันกับพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ซึ่งสร้างขึ้นในพื้นที่และเวลาใกล้เคียงกัน

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

ดร.ยุวรัตน์ อธิบายให้ฟังว่า การสร้างบ้านตากอากาศนั้นต้องคำนึงถึงทิศทางการรับลมเย็นเป็นสำคัญ ดังนั้นตัวบ้านจะหันอยู่ในแกนเหนือ-ใต้ ซึ่งเป็นทิศรับลมในบริเวณชายทะเลชะอำ ส่วนสำคัญที่สุดของบ้านคือชาน (Verandah) ขนาดกว้างใหญ่ เพราะเป็นพื้นที่ที่สมาชิกใช้เวลามากที่สุด ทั้งนั่งเล่นนอนเล่นสังสรรค์กันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ระเบียงไม้โปร่งโล่งช่วยเปิดทางรับลม ไม้ฉลุลายเรขาคณิตประดับไว้โดยรอบเพื่อช่วยกรองแสงแดด ใต้หลังคาปั้นหยามีพื้นที่ว่างเหนือฝ้าเพดาน คอยทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนไม่ให้แผ่ลงมาที่ตัวเรือน ประตูและหน้าต่างเกือบทั้งหมดตั้งเรียงอยู่ในแนวเดียวกัน เพื่อให้ลมผ่านเข้าออกได้โดยไม่มีทางตัน (Through Ventilation)

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

ส่วนห้องนอนหลักคือ ห้องฟกฟื้น และ ชื่นชีวัน ซึ่งเป็นห้องนอนของเจ้าของบ้าน ถือว่าเป็นพื้นที่สำคัญ ตั้งอยู่ถัดจากชานในแกนทิศตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อรับลมเย็นในเวลากลางคืน ระเบียงหน้าห้องทั้งสองเป็นระเบียงฝาไหลที่เลื่อนเปิดปิดได้ตามความต้องการ ระเบียงฝาไหลจัดเป็นประดิษฐกรรมต่างถิ่นที่ไม่ค่อยพบตามบ้านชายทะเลแถบนี้ แต่กลับพบได้ทั่วไปทางแถบภาคเหนือและอีสาน สันนิษฐานว่าเป็นการก่อสร้างโดยแทรกประสบการณ์ส่วนตัวของช่างต่างถิ่นที่มาร่วมต่อเติมบ้านปลุกปรีดีในยุคต่อมา

ตรงระเบียงนี้มักเป็นที่นอนของสมาชิกรุ่นเยาว์ของครอบครัว เพราะรับลมเย็นสบายกว่าในห้อง แถมยังได้มองดูดาวเพลินๆ ไปด้วย สมัยก่อนชะอำไม่มียุง จึงไม่จำเป็นต้องนอนในมุ้งเสียด้วยซ้ำ ฝาไหลยังช่วยปรับอุณหภูมิให้ผู้นอนรู้สึกสบายขึ้น เพราะหากลมพัดแรงจัดจนหนาว หรือเมื่อฝนตกหนักและสาดเข้ามาก็เลื่อนปิดได้ทันที

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

ส่วนห้องนอนอีกสองห้องคือ ห้องขวัญชีวี กับ ศรีชีวาตม์ เป็นห้องนอนขนาดไม่ใหญ่ สร้างตามขนาดโครงสร้างของคนไทยสมัยก่อน มักใช้รับรองแขกและผู้ติดตามซึ่งนอนเรียงกันได้อย่างสบาย ประตูและหน้าต่างจะเปิดทิ้งไว้เสมอเพื่อให้ลมเย็นพัดผ่านตลอดเวลา

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

ลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่ควรสังเกตคือ หลังคาปั้นหยาจะยื่นจั่วเฉพาะจุดที่เน้นเป็นสำคัญ เช่น บริเวณหน้าบ้านเหนือระเบียงห้องฟกฟื้นและชื่นชีวัน อันมีตัวอักษรจารึกชื่อบ้านปลุกปรีดี ข้อดีของหลังคาลักษณะนี้คือระบายน้ำได้เร็วทุกทิศทาง เพราะฝนทะเลใต้ค่อนข้างชุกและสาดแรง การยื่นชายคากว้างเช่นนี้ก็เพื่อช่วยป้องกันฝนสาดนั่นเอง 

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

สำหรับผนังด้านนอกตัวบ้านเป็นผนังตีซ้อนเกล็ดแนวทางนอน เพื่อทำหน้าที่ป้องกันและระบายน้ำฝนให้มากที่สุด ส่วนผนังในตัวบ้านตีทับแนวทางตั้ง เพราะเส้นแนวตั้งช่วยนำสายตาให้ผู้อาศัยรู้สึกว่าพื้นที่ภายในนั้นโปร่งโล่งมากยิ่งขึ้น 

บันไดบ้านนั้นมีอยู่หลายบันไดและใช้งานแตกต่างกันไป ความที่หน้าบ้านหันเข้าหาดซึ่งมีถนนตัดผ่าน จึงถือว่าเป็นเส้นทางสัญจรหลักที่แขกไปใครมาก็จะผ่านมาทางหน้าบ้านก่อนเสมอ ดังนั้นบันไดหน้าที่ทอดจากตัวเรือนลงสู่ทะเล มักเป็นบันไดที่ออกแบบให้ ‘แกรนด์’ กว่าบันไดอื่นๆ โดยมักใช้แผ่นไม้ขนาดกว้าง เดินสบาย จัดวางเรียงเป็นขั้นอย่างได้จังหวะสวยงาม และทอดตรงลงไปยังลานทรายด้านล่างที่มีต้นลั่นทมคู่ปลูกประดับ พร้อมอ่างบรรจุน้ำสะอาดรอไว้ใช้ชะล้างฝุ่นและทรายก่อนขึ้นบ้าน บันไดหน้าจะตั้งอยู่กลางเรือน และสงวนไว้สำหรับแขกที่ไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนกันเท่านั้น เมื่อแขกขึ้นมาก็จะพบกับเจ้าบ้านที่นั่งรอต้อนรับอยู่ตรงชานเรือนพอดี 

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

นอกจากนี้บันไดหน้ายังทำหน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งเป็นประจำทุกปี

“เราถ่ายภาพหมู่พร้อมกันทั้งครอบครัวกับบันไดนี้ทุกฤดูร้อน เป็นภาพบังคับที่ปฏิบัติกันมารุ่นสู่รุ่น เป็นเหมือนบันทึกที่ทำให้เราเห็นว่าบ้านเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร พี่ๆ น้องๆ แต่ละคนเติบโตขึ้นแค่ไหน” คุณนัทยาเล่าพร้อมหยิบภาพถ่ายสำคัญให้ชม

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

ส่วนบันไดหลังอยู่หลังบ้านและเชื่อมกับเรือนครัวซึ่งปลูกแยกออกไปต่างหาก สำหรับให้คนครัวนำอาหารมาส่งเมื่อถึงเวลาหิว นอกจากนี้ยังมีบันไดข้างไว้สำหรับเด็กๆ ที่เพิ่งเล่นน้ำทะเลหรือเล่นทรายกันจนตัวเปียกตัวเลอะ จะได้ล้างเนื้อล้างตัวให้สะอาดหมดจด แล้วจึงกลับขึ้นบ้านโดยไม่ทำให้บริเวณชานบ้านด้านหน้าต้องเปียกเลอะไปด้วย

ส่วนเรือนครัวนั้นเป็นเรือนโล่งขนาดพอเหมาะ ปูพื้นไม้เว้นเป็นร่องห่างเพื่อให้เศษอาหารหรือน้ำไหลลงสู่พื้นทรายด้านล่าง ภายในมีตู้กับข้าวไม้กรุมุ้งลวด มีเตาถ่านทำด้วยหินขัดสูงประมาณเตาแก๊ส มีโอ่งใส่น้ำสำหรับใช้ทำกับข้าวหรือล้างภาชนะ และเมื่อถึงเวลาทำกับข้าวเมื่อใด จะมีผู้คนวนเวียนมาช่วยหั่นและช่วยชิมกันจนแก้มตุ่ย

บ้านปลุกปรีดีทาด้วยสีขาวและเหลือง ซึ่งพบว่าเป็นสีที่มักใช้กันโดยทั่วไปในชะอำและหัวหิน

“จากการเก็บข้อมูลก็จะพบว่า บ้านในแถบนั้นเป็นสีเหลือง ขาว เขียว หรือไม่ก็ฟ้าเป็นหลัก ทั้งนี้เพราะสีเหล่านี้เป็นสีที่สอดคล้องกับสภาพธรรมชาติแวดล้อมหรือพืชพรรณในท้องถิ่น เช่น ดอกคูณเป็นพืชที่ปลูกอยู่มากในแถบนั้น เวลาออกดอกก็จะเหลืองสะพรั่งไปทั้งหมด ท้องทะเลก็เป็นสีคราม น้ำเงิน ฟ้า ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้ทำให้ช่างเลือกใช้สีที่ไม่โดดไปจากสภาพตามธรรมชาติ” ดร.ยุวรัตน์ อธิบายที่มาของการเลือกใช้สีขาวขลิบเหลือง และสีเหลืองที่ปรากฏในปัจจุบันเป็นเฉดสีที่เป็นภาพจำของผู้ใหญ่รุ่นก่อนๆ ที่เคยไปใช้ชีวิตตลอดช่วงฤดูร้อน ณ บ้านปลุกปรีดีครั้งละนานนับเดือน

การตากอากาศหมายถึงการมาพักฟื้นร่างกาย ดังนั้นบ้านตากอากาศจึงไม่ต่างอะไรกับการเป็นบ้านหลังที่สอง ซึ่งต้องออกแบบให้ผู้อยู่รู้สึกสบายตัวสบายใจมากที่สุด 

ชะอำในความทรงจำ

นิตยา มาศะวิสุทธิ์ เคยบันทึกถึงบรรยากาศของการเตรียมตัวไปตากอากาศที่ชะอำในช่วง พ.ศ. 2490 ไว้ในหนังสือ บ้านปลุกปรีดี ว่า

“เราตื่นเต้นทุกครั้งที่เห็นยายจ๋า (นางเลื่อน จุลสมัย) เริ่มเอาที่นอนหมอนมุ้งและถุงสีเขียวใบใหญ่ออกมาตากแดด เพราะนั่นหมายความว่าเวลาที่จะได้ไปชะอำใกล้เข้ามาแล้ว นอกจากจัดเตรียมหมอนมุ้งสำหรับไปชะอำแล้ว สิ่งที่ยายจ๋าทำไม่ให้ขาด คือไปสำเพ็ง พาหุรัด เพื่อจับจ่ายซื้อของไปฝากชาวชะอำ ซึ่งมักเป็นผ้าซิ่น ผ้าลาย เสื้อคอกระเช้า ยาสามัญประจำบ้าน และถ้ามีหมากสดก็จะซื้อติดมือไปด้วย”

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

ศ. ดร.ธีระ และ ดร.สุนงนาท ช่วยกันเล่าเสริมว่า สมัยเด็กๆ ชะอำเป็นที่ที่สงบมาก ไม่จอแจ เมื่อก่อนต้องไปทางรถไฟจากสถานีบางกอกน้อย พอไปถึงสถานีชะอำก็จะมีรถสามล้อถีบจอดรออยู่ 2 คัน คือรถของนายวันกับนายเตือน ซึ่งต้องโทรเลขไปแจ้งไว้ล่วงหน้าเพื่อนัดหมายให้มารอรับ และทั้งชะอำก็จะมีรถสามล้อถีบอยู่แค่ 2 คันนี้เท่านั้น ผู้ใหญ่นั่งคุมของไปบนรถ เด็กๆ ก็เดินเรียงแถวกันไปเป็นกิโลกว่าจะถึงบ้านปลุกปรีดี แต่เดินแค่ไหนก็ไม่เมื่อย ไม่เหนื่อย ไม่มีใครโยเย เพราะอยากไปถึงทะเลเร็วๆ แค่เห็นเส้นทะเลตัดขอบฟ้าก็ระโดดโลดเต้นดีใจแทบแย่

ดร.สุนงนาถ และ รศ.อรชุมา อาสาเป็นตัวแทนฝ่ายหญิงเผยถึงกิจกรรมสนุกๆ ประจำวัน

“พอมาถึงปั๊บก็จะวิ่งลงทะเลไปเลย หาดสงบแล้วก็กว้างมาก พวกเราจะเล่นน้ำทะเลกันทั้งวัน กลับมาทีตัวดำเป็นเหนี่ยง แต่ละวันมีอะไรให้ทำตลอดค่ะ ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองวุ่นมากๆ ไม่มีเวลาว่างเลย (หัวเราะ) เริ่มตั้งแต่ไปคราดหอยตลับกับชาวบ้านที่ริมหาด ไม่ก็หาหอยเสียบเอามาดองน้ำปลาในขวดแก้ว ก่อปราสาททรายกับพี่ๆ น้องๆ ขุดหลุมลอดใต้ปราสาทของใครของมัน แล้วถ้าขุดไปเรื่อยๆ จนมือเราไปจับกับมือของอีกคนได้ก็จะดีใจมากๆ 

“บางที่ก็เก็บเม็ดมะกล่ำตาหนูจากต้นที่ปลูกอยู่หลังบ้านเอามาเล่นอีตักที่ต้องค่อยๆ ตักทีละเม็ด โดยไม่ให้โดนเม็ดอื่น ถ้าใครโดนก็ถือว่าแพ้ หรือไม่ก็เอาก้านใบสนมาต่อแล้วให้ทายว่าต่อที่ข้อไหน ในคืนเดือนมืดก็จะออกไปจับปูลมกัน ถือกระบอกไฟฉายส่องหาปู แต่ตัวเองไม่ค่อยถนัดเพราะเป็นคนขี้กลัว พอจับเสร็จก็เอาปูที่จับได้มาทอด ไม่มีใครอยากฆ่าปูเพราะสงสาร เลยเอาไม้พาดวางไว้เหนือกระทะให้ปูเดินไปตกเอง ยังจำเสียงน้ำมันฉ่าๆ ได้เลย บนชานบ้านก็เล่น A E I O U กัน คิดดูว่าชานบ้านกว้างจนเด็กๆ วิ่งเล่นกันได้”

คราวนี้ถึงตา ศ. ดร.ธีระ และ รศ.หริรักษ์ เป็นตัวแทนฝ่ายชายเล่ากิจกรรมซนๆ ให้ฟังบ้าง

“นอกจากเล่นทะเลแล้ว บนบกก็สนุกนะครับ ตื่นเช้ามานี่จะชวนกันเดินไปสวนตาลที่อยู่ห่างบ้านไปสักกิโลสองกิโล ไปดูชาวบ้านเก็บน้ำตาลสด เขาจะปีนขึ้นต้นตาลสูงๆ ไปเก็บกระบอกไม้ไผ่บรรจุน้ำตาลลงมา แล้วเราจะได้ดื่มน้ำตาลสดๆ กันตรงโคนต้นตาลเลย จากนั้นก็ตามไปดูเขาเคี่ยวน้ำตาลปึกที่เตา แล้วเราก็ไปอุดหนุนน้ำตาลสด ถือกลับมาบ้านอีกเป็นขวดๆ ตอนเดินจากสวนตาลกลับบ้านนี่ก็แวะตลอดทางนะครับ มีสวนฝรั่งสวนมะม่วงตรงไหนก็แวะไปเรื่อย ชาวบ้านใจดี และความที่ชะอำอยู่ใกล้สนามบินบ่อฝ้าย เราก็จะคอยวิ่งไล่ตามเครื่องบินเวลาลดระดับก่อนร่อนลง”

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

นอกจากทะเลและสวนตาลแล้ว บางครั้งผู้ใหญ่จะพาไปเดินป่าหลังบ้าน หรือไม่ก็พาไปปีนเขาเจ้าลายให้ได้ผจญภัยกันอย่างสนุกสนาน ส่วนมุมโปรดในบ้านปลุกปรีดีของเด็กๆ ก็คือใต้ถุนบ้านที่เป็นดั่งลานทรายใหญ่ให้ได้เล่นสนุกกันอีก 

“ใต้ถุนบ้านจะมีแมลงชนิดหนึ่งที่เรียกว่าแมลงช้างอยู่ใต้ทราย ด้านบนจะเป็นแอ่งรูปกรวย ผมก็จะเอามดแดงหยอดลงไปล่อให้แมงช้างมันตะกุยทรายขึ้นมา พอเราขึ้นมาเราก็รีบช้อนแมงช้างมาเก็บไว้ พอได้จำนวนหนึ่งก็จะเอามันมาสู้กัน” รศ.หริรักษ์ ระลึกความหลัง

กิจกรรมที่ทุกคนลงความเห็นว่าสนุกที่สุด คือการขุดหลุมพรางที่ต่างคนต่างขุดหลุมทรายเอาไว้แล้วพรางด้วยใบไม้บนปากหลุม เจ้าตัวรอลุ้นว่าจะมีใครตกลงไปหรือไม่ และถ้าทำได้สำเร็จก็จะเฮกันลั่นทีเดียว

ไม่เฉพาะเด็กเท่านั้นที่มีความสุข ผู้ใหญ่เองก็สำราญไม่แพ้กัน เพราะว่าจะได้เดินไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูงคนรู้จักที่พากันมาตากอากาศในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้มีแขกแวะเวียนมาเยี่ยมมาคุยกันไปทั้งวัน

เมื่อเหนื่อยมาแต่เช้าจรดเย็นแล้ว เวลาค่ำก็จะมานอนเรียงกันที่ระเบียงฝาไหลหน้าห้องฟกฟื้น รับลมเย็นสบาย ฟังเสียงคลื่นและดูดาวไปด้วยกัน อาจแถมด้วยกิจกรรมหลอกผีกันอีกเล็กน้อยพอให้ตื่นเต้น กิจกรรมที่ทำจะซ้ำไปซ้ำมาตลอดช่วงปิดเทอมฤดูร้อน แต่ยังคงสนุกเสมอเมื่อเริ่มต้นวันใหม่ และยังแจ่มชัดในความทรงจำของทุกคนจนถึงทุกวันนี้

เมื่อถึงเวลาต้องกลับกรุงเทพฯ ผู้ใหญ่จะชวนเด็กๆ ให้มาวัดส่วนสูงกับเสาไม้ต้นหนึ่งในบ้าน โดยใช้ปากกาขีดเส้นระนาบเดียวกับศีรษะของเด็กแต่ละคนลงบนเสาไม้ พร้อมลงชื่อและวันที่กำกับไว้ว่าใครสูงเท่าไหร่ พอมาอีกปีก็มาเทียบส่วนสูงเดิม แล้วก็ขีดส่วนสูงใหม่ซ้อนขึ้นไปเรื่อยๆ ทับกันไปกันมา

“ประตูบ้านปลุกปรีดีแทบไม่เคยปิดเลย ตอนเด็กๆ จำได้ว่ามีคุณยายใจดีถีบจักรยานเข้ามาขายน้ำตาลสดหรือขายข้าวเกรียบว่าวถึงในบ้าน มีแม่ค้าหาบขนมเข้ามาอย่างขนมตาล ไม่ก็หอยเสียบดอง เวลาแวะมาทีก็มานั่งดื่มน้ำให้หายเหนื่อย พูดคุยสอบถามสารทุกข์สุขดิบกันอยู่นานจนเป็นเหมือนญาติกันเลย หรือคุณยายคนหนึ่งที่ชื่อว่ายายหมา แกเป็นคนบ้าจี้ เด็กๆ จะชอบไปเล่นจี้เอวแกให้พูดทะลึ่งตึงตังแล้วเราก็หัวเราะกันสนุกสนาน ร้านอาหารของชาวบ้านจะมีอยู่ร้านเดียวมีชื่อว่าบาร์เย็นใจที่เราแวะไปอุดหนุนอยู่เสมอ และเป็นแบบนี้มาตั้งแต่รุ่นคุณทวด รุ่นคุณตาคุณยาย รุ่นพ่อแม่ จนมาถึงรุ่นเรา” คุณนัทยาเล่าอย่างมีความสุข 

ความทรงจำที่ชะอำไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสถานที่ แต่ยังมีผู้คนเป็นส่วนประกอบสำคัญไม่แพ้กัน ไม่แปลกเลยที่การมาที่ชะอำแต่ละครั้งจะต้อง “ไปสำเพ็ง พาหุรัด เพื่อจับจ่ายซื้อของไปฝากชาวชะอำ” อย่างที่บันทึกไว้ เพราะรักและผูกพันกันประดุจญาติพี่น้องไปเสียแล้ว

ความสุขที่ปลุกได้

ช่วงหลังๆ ชะอำเริ่มเผชิญความเปลี่ยนแปลงด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นจนล้น และส่วนมากเลือกจะสังสรรค์เสียงดังกันริมหาดแบบไม่หลับไม่นอนไปจนรุ่งเช้า แผงสินค้าจำนวนมากตั้งระเกะระกะอยู่หน้าบ้านจนถึงขั้นปิดทางเข้าออก จากบ้านที่ทุกคนรอคอยที่จะกลับไปเยือนทุกฤดูร้อน กลายเป็นบ้านที่ไม่มีใครกลับไปอีกเป็นเวลาหลายปีจนเริ่มเสื่อมสภาพลง

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

“ประมาณ พ.ศ. 2553 ได้มีการตัดสินใจที่จะขายที่ที่ชะอำ เพราะสภาพแวดล้อมที่ชะอำเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก คนที่มาซื้อที่ดินก็อยากได้เฉพาะที่ แต่ไม่อยากได้บ้านหลังนี้ พวกเราทุกคนรู้สึกเสียดายมากๆ โดยเฉพาะแม่ (สตรี ประทีปะเสน หลานคุณยายเลื่อน จุลสมัย) ที่ตัดสินใจว่าต้องรักษาบ้านปลุกปรีดีเอาไว้ให้ได้” คุณวรายุ เอ่ย ส่วนผู้ให้สัมภาษณ์ทุกคนต่างพยักหน้าอย่างแข็งขันและยืนยันว่าตอนนั้นรู้สึกใจหายมากๆ เมื่อคิดว่าจะไม่มีบ้านปลุกปรีดีอีกต่อไปแล้ว การหารือเรื่องการย้ายบ้านปลุกปรีดีมาที่กรุงเทพฯ จึงเป็นดั่งเสียงสวรรค์

และเมื่อตัดสินใจร่วมกันอย่างเด็ดขาดแล้ว สิ่งแรกที่ต้องสำรวจคือจะนำบ้านปลุกปรีดีไปตั้งไว้ที่ไหน 

“แม่มีที่ดินเปล่าอยู่ที่ซอยแจ้งวัฒนะ 14 ก็เลยรีบวัดขนาดของบ้านปลูกปรีดีที่ชะอำ พร้อมกับวัดขนาดที่ดินเปล่าผืนนี้ ปรากฏว่าเข้ากันได้พอดีเป๊ะ แล้วยังเหลือพื้นที่ข้างๆ ให้ปลูกต้นไม้เพื่อสร้างบรรยากาศแบบชะอำได้ด้วย ก็เลยปรึกษากับ ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน ผู้เป็นทั้งญาติและสถาปนิกอนุรักษ์เพื่อดำเนินการโดยเร็วที่สุด เพราะเจ้าของที่ดินรายใหม่ต้องการที่ดินของเราที่ชะอำแล้ว” คุณวรายุเล่าต่อ

เมื่อเวลาน้อย จึงต้องวางแผนงานอย่างรัดกุม ประการแรกคือการเลือกกลุ่มช่างที่มีประสบการณ์กับงานไม้เก่า และช่างกลุ่มเดียวกันนี้ก็จะต้องรับผิดชอบทั้งการรื้อบ้านปลุกปรีดีที่ชะอำพร้อมกับนำมาประกอบคืนที่กรุงเทพฯ ด้วย เพราะจะจำรายละเอียดของไม้และบ้านได้มากที่สุด

เมื่อได้กลุ่มช่างที่ไว้ใจได้แล้ว ก่อนจะรื้อก็ต้องสำรวจขนาดและสัดส่วนของบ้านทั้งหมด รีบบันทึกตำแหน่งเสาบ้านให้ครบ เพื่อที่จะได้เตรียมพื้นที่ทางกรุงเทพฯ ไว้รอรับ รวมทั้งสำรวจแบบบ้านด้วยว่ามีประตู หน้าต่าง ลูกกรง ฯลฯ ตั้งอยู่ตำแหน่งไหนบ้าง พร้อมถ่ายภาพเก็บไว้ทั้งหมด

“พอถ่ายรูปเสร็จแล้วก็รื้อเลย แล้วก็ลำเลียงไม้จากชะอำมาที่กรุงเทพฯ สภาพไม้ขาดความสมบูรณ์ไปบ้างเพราะเป็นไม้เก่า จึงอาจเสียหายระหว่างรื้อถอนและขนย้าย พอดีว่า พ.ศ. 2554 เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่กรุงเทพฯ และทำให้เราได้ข้อมูลสำคัญว่า น้ำท่วมในซอยนี้ได้สูงถึงหนึ่งจุดสองเมตร ดังนั้นเราจึงตัดสินใจถมดินเพิ่มขึ้นไปอีกหลายเมตร ดังนั้นจึงต้องนำไม้ที่รื้อมาเก็บรักษาเพื่อรอการปรับพื้นที่อีกพักใหญ่” ดร.ยุวรัตน์เล่าให้ฟัง

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

หลังจากนั้นก็ต้องใช้เวลาอีกกว่าปีเพื่อประกอบไม้ทุกชิ้นให้กลับไปเป็นเรือนปลุกปรีดีหลังเดิมจนสำเร็จ ซึ่งผลงานนี้สร้างความภูมิใจให้ทั้งสถาปนิกและทายาททุกคน เพราะบ้านปลุกปรีดีได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นประจำ พ.ศ. 2558 จากสมาคมสถาปนิกสยามฯ ทั้งนี้วัสดุโครงสร้างที่เห็นในปัจจุบันเป็นวัสดุต้นฉบับเกือบทั้งหมด มีเฉพาะหลังคากระเบื้องว่าวและเชิงชายเท่านั้นที่เปลี่ยนไปใช้วัสดุปัจจุบันแทนเพราะของเดิมชำรุดเสียหายมาก

ส่วนผนัง พื้น ฝ้าเพดานนั้น ไม้เก่าที่เป็นวัสดุเดิมมีความเสียหายมากพอสมควร สถาปนิกจึงตัดสินใจเลือกใช้ไม้เก่าทั้งหมดเฉพาะบริเวณที่มือสัมผัสได้ เช่น ผนัง ส่วนไม้ที่ซื้อใหม่จะนำไปใช้กับส่วนที่ไกลจากการสัมผัส เช่น เพดาน เป็นต้น 

“บ้านปลุกปรีดีเป็นบ้านตากอากาศ เมื่อตั้งอยู่ชะอำ ด้านยาวของบ้านจะหันเข้าหาหาดเพื่อไปรับลมทางทิศตะวันออก พอย้ายมาที่กรุงเทพฯ ลมจะพัดเข้าทางทิศใต้ ก็ลุ้นอยู่มากว่าจะเป็นอย่างไร แต่นับว่าโชคดีมากๆ ที่ที่ดินเปล่าผืนนี้ด้านยาวหันไปทางทิศใต้พอดี ดังนั้นบ้านปลุกปรีดีที่กรุงเทพฯ ก็จะหันเข้ารับลมด้วยเช่นกัน การอนุรักษ์ครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าสถาปัตยกรรม แต่ยังอนุรักษ์หน้าที่และบรรยากาศของบ้านหลังนี้ไว้ได้ด้วย ทุกวันนี้เวลามานั่งที่บ้านปลุกปรีดีก็จะรู้สึกเหมือนมีลมทะเลพัดเข้ามาตลอด” ดร.ยุวรัตน์ กล่าวอย่างดีใจ

สิ่งสำคัญที่ต้องอนุรักษ์ไว้ด้วยคือบรรยากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแสงและเงา เพื่อเปลี่ยนมุมเล็กๆ แห่งนี้ให้เป็นชะอำในความทรงจำได้ใกล้เคียงที่สุด 

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

“ลักษณะเด่นของบ้านที่ชะอำคือต้องมีเงาของต้นไม้แผ่เข้ามาด้วย อย่างเงาของต้นสนหรือเงาของกิ่งลั่นทมหน้าบ้าน เวลาเรานอนที่ชานก็จะมองเห็นทิวสนลู่ไปตามแรงลมด้วย หรือแสงแดดที่ส่องผ่านมาตามลายฉลุใต้ฝ้าเพดานจนเกิดเป็นลายบนพื้นเรือน สิ่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้”

ต้นสนจำนวนหนึ่งจึงปลูกเรียงอยู่ริมรั้ว โดยได้ตรวจสอบแล้วว่าเป็นพันธุ์เดียวกันกับที่ชะอำ ส่วนต้นลั่นทมหน้าบ้านนั้นเป็นการตอนกิ่งต้นเดิมและนำมาปลูกไว้ที่นี่ เช่นเดียวกับต้นเชอรี่ไทยหน้าบันไดและหน้าต้นมะขามเทศหลังบ้าน แม้แต่ทรายที่โรยอยู่ด้านหน้าหรืออ่างปูนทรงเหลี่ยมสำหรับใส่น้ำจืดล้างเท้าก็เป็นของเดิม และนำมาจากสถานที่จริงเพื่อสร้างบรรยากาศที่คุ้นเคย

อย่างไรก็ตาม บางสิ่งบางอย่างก็ต้องปรับสภาพให้เหมาะสมกับบริบทปัจจุบันด้วย เช่น การยกฐานเสาให้สูงขึ้นเพื่อให้ใต้ถุนบ้านสูงขึ้นกว่าเดิม ก่อให้เกิดพื้นที่ใช้สอยอันเป็นประโยชน์มากมาย กลายเป็นบริเวณพบปะสังสรรค์ของสมาชิกในครอบครัวและแขกเหรื่อ การเสริมทางขึ้นบ้านตามแนวอารยสถาปัตย์เพื่อรองรับญาติผู้ใหญ่ที่ต้องอาศัยรถเข็น การเพิ่มและขยายห้องน้ำและห้องครัวเป็นต้น

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

ห้องบางห้องก็ปรับสภาพใหม่ เช่น รื้อฝากั้นออกเพื่อให้ห้องกว้างขึ้น แต่ยังรักษาเครื่องเรือนแท้ๆ ดั้งเดิมเอาไว้ หรือพยายามเสาะหาเฉพาะเครื่องเรือนร่วมสมัยเพื่อนำมาใช้ตกแต่งเสริมเข้าไปในบางจุด สิ่งสำคัญคือตัวอักษรไม้ที่จารึกชื่อบ้านว่าปลุกปรีดีซึ่งมองเห็นได้อย่างโดดเด่นในวันนี้ ยังเป็นของดั้งเดิมที่ประดับอยู่บนตำแหน่งเดียวกันนี้มาตลอดร้อยปี

“มีสิ่งหนึ่งที่เราพยายามอนุรักษ์ไว้แต่ไม่สำเร็จ นั่นคือเสาบันทึกความสูง ตอนที่ย้ายเสามา ช่างไม้ก็หวังดี พยายามขัดไม้จนรอยขีดหายไปหมด เลยไม่รู้เลยว่าเป็นเสาไหน” ดร. ยุวรัตน์ เล่าด้วยความเสียดาย แต่คุณวรายุได้เล่าเสริมว่าประเพณีนี้ได้เวียนกลับมาอีกครั้งเมื่อได้เริ่มมีการบันทึกความสูงของลูกๆ หลานๆ รุ่นปัจจุบันกันอีกครั้งบนเสาบ้านปลุกปรีดีที่กรุงเทพฯ

ทุกวันนี้บ้านปลุกปรีดีเป็นพื้นที่ส่วนกลางของครอบครัวที่มักใช้สำหรับพบปะสังสรรค์ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ รวมทั้งเป็นที่จัดงานเลี้ยงในโอกาสสำคัญของครอบครัว

ทุกครั้งที่สมาชิกทุกคนกลับมาที่บ้านหลังนี้ ภาพความทรงจำของชะอำในอดีตก็พร้อมจะออกมาโลดแล่นอยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมสนุกๆ มิตรภาพอันทรงคุณค่ากับชาวชะอำหลายต่อหลายคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ณ ช่วงเวลานั้น

บ้านปลุกปรีดียังคงปลุกความสุขให้กับทุกคนในครอบครัวอยู่เสมอ ดังเช่นที่เป็นมาในอดีตไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ขอขอบพระคุณทายาทครอบครัวสูตะบุตรและจุลสมัยผู้ให้สัมภาษณ์ทุกท่าน

  • ศ. ดร. ธีระ สูตะบุตร 
  • ดร. สุนงนาท สูตะบุตร (ทายาทสกุลจุลสมัย)
  • รศ. อรชุมา ยุทธวงศ์ (ทายาทสกุลสูตะบุตร)
  • รศ. หริรักษ์ สูตะบุตร 
  • คุณนัทยา มาศะวิสุทธิ์ (ทายาทสกุลสูตะบุตร)
  • ดร. ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน (ทายาทสกุลสูตะบุตร)
  • คุณวรายุ ประทีปะเสน (ทายาทสกุลสูตะบุตร) 

ขอขอบพระคุณภาพถ่ายในอดีตจาก

  • หนังสือโคลงสุภาพเรื่อง นิราศชะอำ ฝีพระโอษฐ์ กรมพระนราธิปฯ
  • ทายาทครอบครัวสูตะบุตรและจุลสมัย
  • คุณชวชล เศรษฐอุดม

เอกสารอ้างอิง

  • บ้านปลุกปรีดี โดย นิตยา มาศะวิสุทธิ์
  • เม้าเม้า อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ นิตยา มาศะวิสุทธิ์ 
  • ชะอำฟองคลื่นศักดินา โดย สรศัลย์ แพ่งสภา 
  • การศึกษาเพื่อเสนอแนวความคิดในการอนุรักษ์บ้านพักตากอากาศชายทะเลหัวหินในช่วงปี พ.ศ. 2454 – 2488 วิทยานิพนธ์หลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต ปีการศึกษา 2542 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

พี่สมชัย กวางทองพานิชย์ ผู้สืบทอดกิจการร้านค้าเชือก ก้วงเฮงเส็ง อันเก่าแก่ในย่านสำเพ็ง ซึ่งทุกคนรู้จักกันดีในฐานะนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คือผู้จุดประกายความคิดให้กับผมว่า การใส่ใจศึกษาเรื่องราวจากสรรพสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว จะช่วยเพิ่มพูนความรู้ให้กับเราเสมอ คราวก่อนพี่สมชัยพาผมไปเยือนร้าน ไทยย่งฮั่วเชียง อันเก่าแก่คู่สำเพ็ง และเรื่องราวจากร้านเชือกเล็ก ๆ แห่งนี้ได้ช่วยทำให้ผมได้รู้จักสำเพ็งขึ้นอีกมากมาย

“หลังจากเชือกแล้วจะเป็นอะไรต่อดีครับ” ผมถามพี่สมชัย

“ถังไม้กับเหล็กดีไหม” พี่สมชัยเสนอ

สำเพ็งเป็นย่านการค้าสำคัญของไทยมาตั้งแต่อดีต และเป็นการค้าระดับนานาชาติ เพราะมีเรือขนส่งสินค้าหลายสัญชาติ หลายขนาด และหลายประเภทจอดเรียงราย ตั้งแต่ท่าน้ำจักรวรรดิ ราชวงศ์ ตลอดแนวถนนทรงวาดจนถึงตลาดน้อย

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“เราเริ่มที่เชือก เพราะสำเพ็งเป็นย่านการค้า เชือกจึงเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ผูกโยงเรือไว้ด้วยกันหรือผูกเรือไว้กับท่า ต่อจากเชือก เราควรจะศึกษาเรื่องเกี่ยวกับถังไม้ เพราะเมื่อก่อนต้องใช้ถังไม้ลำเลียงน้ำจืดบรรจุไว้บนเรือก่อนออกเดินทางค้าขายรอนแรมในทะเลกว้าง แล้วก็ตามด้วยเหล็ก เพราะเป็นวัสดุที่ใช้ทำโซ่ ทำสมอเรือ ฯลฯ เฮียว่าถ้าเรายึดเอาเรือเป็นแกนกลาง เราก็ควรลองทำความรู้จักสำเพ็งผ่านเชือก ถังไม้ และเหล็กให้ครบ” พี่สมชัยสรุปและผมก็เห็นด้วย

ปรากฏการณ์ ผม x พี่สมชัย จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ถังไม้และเหล็กจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจอย่างไรบ้าง มาร่วมเดินตามพี่สมชัยไปพร้อมกับผมนะครับ

ถังถ่ายทางอากาศ

พี่สมชัยนัดพบผมที่สำนักงานแต่เช้าเพื่อให้ดูภาพสำคัญ

“อ้า… นี่คือวัดปทุมคงคาครับ เมื่อก่อนคือวัดสำเพ็ง” ผมรีบบอกเมื่อภาพโบราณภาพหนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ พี่สมชัยรีบขยายภาพนี้ให้ใหญ่ขึ้นหลายเท่า และแล้วผมก็สังเกตเห็นปากถังไม้ใบใหญ่ ๆ มีลักษณะเป็นวงกลมหลายต่อหลายวงวางเรียงต่อกันเต็มพื้นที่บริเวณแนวพระเจดีย์ ดูน่าตื่นตามาก

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ภาพถ่ายทางอากาศบริเวณวัดปทุมคงคาโดย Peter Williams-Hunt
แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ภาพเดียวกันเมื่อขยายขึ้นจะพบภาพปากถังไม้เป็นจำนวนมาก เป็นวงกลมวางเรียงรายกันอยู่ตามแนวพระเจดีย์และบริเวณอื่น ๆ

“ภาพนี้ระบุว่าถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2489 ตรงกับ ค.ศ. 1946 เป็นภาพถ่ายทางอากาศที่เผยให้เห็นวัดปทุมคงคาและถังไม้ตั้งวางอยู่เต็มไปหมด ส่วนอาคารปูนมุงกระเบื้องใกล้กับหัวมุมถนน คือที่ตั้งของร้านซุ้ยล้ง ร้านถังไม้เก่าแก่ที่เราจะเดินไปด้วยกันเช้านี้ เฮียขอสำเนาภาพนี้มาจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เป็นภาพถ่ายของ ปีเตอร์ วิลเลียมส์-ฮันท์ ” พี่สมชัยเอ่ย

Peter Williams-Hunt เป็นช่างภาพชาวอังกฤษที่ฝ่ายสัมพันธมิตรส่งเข้ายังประเทศไทย เพื่อบันทึกภาพถ่ายทางอากาศเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงใน พ.ศ. 2489 และเป็นภาพที่ช่วยเผยให้เห็นสภาพบ้านเมืองในอดีตได้อย่างชัดเจน และภาพที่เรากำลังดูอยู่นี้เป็น 1 ใน 1,671 ภาพ ที่เขาบันทึกไว้ทั้งหมด

“ภาพนี้บอกเฮียว่าถังไม้เป็นอุปกรณ์สำคัญของคนจีนในสำเพ็ง เห็นไหมว่ามีถังไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่เยอะมาก ๆ” พี่สมชัยชี้

“ตั้งแต่เด็ก ๆ เฮียเคยได้ยินมาว่า ครอบครัวคนจีนมีถังไว้ใช้ในชีวิตประจำวันหลายใบ ได้แก่ ถังซักผ้า ถังล้างหน้า ถังเก็บข้าวสาร ถังเก็บน้ำ ถังเก็บของเสีย ไม่ว่าจะถ่ายหนักถ่ายเบา และยังมีถังประเภทต่าง ๆ ที่แต่ละครอบครัวต้องตระเตรียมไว้ ถังไม้เป็นของสำคัญคู่ครอบครัวชาวจีนมาตั้งแต่โบราณ”

เมื่อดูภาพเสร็จ เราเริ่มออกเดินไปยังร้านถังไม้ซุ้ยล้ง พร้อมคุยกันไปเรื่อย ๆ 

“ชีวิตเฮียก็เกี่ยวพันกับถังไม้มาตั้งแต่จำความได้ สมัยก่อนไม่มีหรอกถังพลาสติก อาจมีถังสังกะสีบ้าง แต่ใคร ๆ ก็ใช้ถังไม้กันทั้งนั้น ที่จำได้คือถังล้างจาน เป็นถังไม้ตื้น ๆ ปากกว้าง ถังไม้ไม่เป็นสนิม ใช้ได้นาน ถังไม้อีกประเภทที่คุ้นเคยคือถังไม้ใบใหญ่ ๆ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณเมตรครึ่งถึง 2 เมตร สำหรับหมักน้ำปลา ทำกันจริงจังมาก นอกจากใช้เองแล้วก็ทำไว้ขายด้วย น้ำปลาที่หมักในถังไม้จะมีกลิ่นหอมเป็นธรรมชาติ”

ร้านซุ้ยล้ง

เราเดินคุยกันมาเรื่อย ๆ ไม่นานก็มาถึงร้านซุ้ยล้งพอดี สิ่งแรกที่ผมสังเกตเห็นก็คือสภาพร้านปัจจุบันนั้นมีลักษณะใกล้เคียงกับภาพถ่าย พ.ศ. 2489 ที่ผมเพิ่งดูเมื่อสักครู่ เรียกว่าแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย

ร้านซุ่ยล้งตั้งอยู่บนเขตทับซ้อนของซอยวานิช 1 กับถนนทรงวาด บริเวณนี้เป็นบริเวณที่เหลือรอดจากอัคคีภัยครั้งใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2449 และอัคคีภัยครั้งนั้นได้ส่งผลให้รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริที่จะตัดถนนทรงวาดขึ้น พร้อมกับขยายพื้นที่ทางเดินในซอยวานิช 1 ให้กว้างขวางกว่าแต่ก่อน ได้ทรงตราพระราชบัญญัติเพื่อกำหนดให้อาคารที่สร้างในเขตสำเพ็ง จะต้องเป็นอาคารปูนหลังคามุงกระเบื้องแทนอาคารไม้หลังคามุงจาก

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ภาพถ่ายทางอากาศที่เราเห็นเมื่อสักครู่ ช่วยยืนยันได้ว่าอาคารนี้เป็นอาคารปูนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2489 แต่เฮียสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอาคารปูนมาก่อนหน้านั้น น่าจะตั้งแต่ พ.ศ. 2449 เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงตัดถนนทรงวาด แม้ว่าบริเวณนี้จะไม่โดนไฟไหม้ แต่เมื่อทรงตราพระราชบัญญัติให้สร้างอาคารปูนแทนอาคารไม้ เฮียคิดว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้มีอิทธิพลต่ออาคารในย่านนี้เป็นอย่างมาก ขอเรียกว่าได้ก่อให้เกิดสถาปัตยกรรมแบบพิมพ์นิยมก็แล้วกัน 

“เพราะเมื่อทรงตราพระราชบัญญัติขึ้น อาคารในสำเพ็งจำนวนหนึ่งก็เปลี่ยนรูปแบบเป็นอาคารปูนสองชั้น ลักษณะเป็นห้องแถวเรียงต่อ ๆ กัน นอกจากนั้นยังมีคันกันไฟเพื่อชะลอไม่ให้ไฟลามจากอาคารหนึ่งสู่อาคารหนึ่ง ดังนั้นรูปแบบอาคารจึงออกมาเป็นลักษณะเดียวกันหมดทั้งย่าน เฮียเลยเรียกว่าเป็นอาคารแบบพิมพ์นิยม แต่อย่างไรก็ตาม เฮียไม่ใช่สถาปนิก และที่เล่าสู่กันฟังในวันนี้ถือเป็นข้อสันนิษฐานของเฮีย นอกจากนี้อาคารปูนเหล่านี้ยังมีกลิ่นอายตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกที่เผยแพร่เข้ามาในช่วงเดียวกัน สังเกตได้จากรูปทรงอาคารและลายฉลุที่ประดับอาคารอยู่พอให้ได้กลิ่นอาย”

พี่สมชัยบรรยายสิ่งที่กำลังคิด การศึกษาเรื่องราวในอดีตเริ่มได้โดยการตั้งสมมติฐานจากหลักฐานและความรู้เบื้องต้น สิ่งสำคัญคือการแบ่งปันข้อสันนิษฐานเหล่านี้ต่อผู้อื่น เมื่อใดที่มีการค้นพบข้อมูลใหม่ ๆ ก็นำมาแบ่งปันกันได้ ในที่สุดทุกคนก็ได้เรียนรู้ไปด้วยกัน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

จากภายนอก เราเดินเข้าไปในร้านซุ้ยล้ง พร้อมคุยกันต่อไปเรื่อย ๆ

“นอกจากสถาปัตยกรรมภายนอกแล้ว เฮียอยากชวนสังเกตการตกแต่งภายในด้วย ตรงมุมนี้ ถือว่าเป็นการตกแต่งภายในแบบพิมพ์นิยมสำหรับร้านค้าของคนจีนที่มาจากกวางตุ้ง เป็น Heritage ด้วยเช่นกัน” พี่สมชัยกล่าวพร้อมกับชวนผมให้ผมมองผ่านถังไม้หลายใบหลายขนาด ไปยังบริเวณที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในร้าน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ที่ประดิษฐานปึงเถ่า จัดตามธรรมเนียมกวางตุ้ง

“ดูด้านบนก่อนนะครับ นั่นคือที่ประดิษฐานปึงเถ่า ท่านเป็นเทพเจ้าคุ้มครองทั้งบ้านและผู้อยู่อาศัย ร้านนี้เป็นร้านคนกวางตุ้ง สังเกตได้จากโบว์แดงที่ทำจากผ้าดิบ หากเป็นคนแต้จิ๋ว จะใช้ผ้าอีกอย่าง คนแต้จิ๋วมักใช้ผ้าบาง ๆ ฟู ๆ แทน พอนึกออกใช่ไหมครับ ร้านซุ้ยล้งยังจัดแท่นบูชาปึงเถ่าตามแบบโบราณอย่างแท้จริง เพราะมีโลหะประดับอยู่ตรงกลางแบบนี้ แล้วการนำผ้ามาจับจีบรอบโลหะทรงกลม ซึ่งพบเห็นได้ในครอบครัวที่มาจากกวางตุ้งเป็นส่วนใหญ่”

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
แกซิ้งหรือป้ายบรรพชน เป็นแกซิ้งรุ่นใหม่ที่ปรากฏภาพถ่ายบนป้าย   

“ด้านซ้ายเป็นป้ายบรรจุคำมงคล เรียกว่าตุ้ยเลี้ยง เป็นเหมือนคำอวยพรให้ผู้อยู่อาศัยร่วมกันสืบทอดกิจการให้มั่นคงเจริญก้าวหน้าต่อไป ถัดลงมาคือป้ายบรรพชน เรียกว่าแกซิ้ง เป็นการแสดงกตัญญูต่อบรรพบุรุษ แกซิ้งที่เห็นอยู่นี้เป็นแกซิ้งที่มาในยุคหลัง ๆ เพราะปรากฏรูปภาพถ่ายของบรรพบุรุษรุ่นพ่อรุ่นแม่หรือรุ่นปู่อยู่ด้วย ถ้าเป็นสมัยก่อนในเมืองจีนจะไม่มีภาพถ่ายเช่นนี้ แกซิ้งป้ายนี้บอกทั้งชื่อและสถานที่เกิดของท่านในเมืองจีน และยังมีคำอวยพรให้ลูกหลานด้วยเช่นกัน” ผมฟังพี่สมชัยบรรยายอย่างเพลิดเพลิน สิ่งที่สังเกตได้คือจะมีคำอวยพรคู่กับทุกป้ายศักดิ์สิทธิ์ เพื่อมอบขวัญและกำลังใจให้ลูกหลานรักษาธุรกิจของครอบครัวสืบต่อไป

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ตี่จู้เอี๊ยะหรือเจ้าที่

“ส่วนด้านล่างคือตี่จู้เอี๊ยะ แปลง่าย ๆ คือเจ้าที่ เมื่อก่อนคนจีนโพ้นทะเลเดินทางมาตั้งรกรากในสยาม ส่วนมากจะมีความคิดว่าเราเป็นคนต่างถิ่น เข้ามายังพื้นที่ที่มีผู้อาศัยอยู่มาแต่เก่าก่อน จึงสมควรที่จะตั้งศาลเพื่อแสดงการเคารพบูชาเจ้าที่ดั้งเดิม เฮียว่าใคร ๆ ก็รู้จักตี่จู้เอี๊ยะดีเพราะเรามักเห็นกันอยู่เสมอ แต่วันนี้เราได้เห็นทั้งปึงเถ่า ตุ้ยเลี้ยง และแกซิ้งพร้อมกับตี่จู้เอี๊ยะด้วยเลย ร้านคนกวางตุ้งในสำเพ็งก็มักจะตกแต่งด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ไว้คู่กับร้านมาหลายรุ่น เพื่อเป็นมงคลต่อทั้งสมาชิกครอบครัวและธุรกิจ คนจีนเป็นคนมุมานะ ทำงานหนัก ต้องการพลังใจให้ฝ่าฟันไปข้างหน้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดนี้ช่วยเป็นกำลังใจได้เสมอ”

ผมว่านี่คือการให้คุณค่ากับสิ่งประดับตกแต่งร้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในร้าน ที่ช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมความคิดความเชื่อของผู้คนในสำเพ็งได้เป็นอย่างดี

ว่าด้วยเรื่องถังไม้

ในที่สุดผมก็ได้พบกับ คุณชูศักดิ์ ไชยโชติช่วง ผู้สืบทอดธุรกิจถังไม้ต่อจากบรรพบุรุษ และเป็นคนสำคัญที่เราอยากชวนคุยในวันนี้

“สวัสดีครับ เข้ามา เข้ามา ร้านซุ้ยล้งเป็นร้านเก่า เฮียทำต่อมาจากรุ่นเตี่ย ทำมานานแค่ไหนเหรอ…หลายสิบปีแล้ว อย่านับเลย (หัวเราะ)” เฮียชูศักดิ์คุยอย่างสนุกสนาน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ถังไม้เกิดขึ้นก่อนทุกอย่าง เฮียว่ามีอายุนับพัน ๆ แล้วปีนะ มันมากับพวกไห พวกโอ่ง ที่ทำจากดิน สมัยก่อนไม่มีถังพลาสติกนะ อาจมีกาละมังสังกะสีบ้าง แต่สนิมขึ้นแล้วก็บุบง่าย เมื่อก่อนคนสำเพ็งใช้ถังไม้กันทั้งนั้น”

ถังไม้มีความสำคัญในเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่อดีต การขนส่งสินค้าต้องใช้เรือเป็นพาหนะหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรือสำเภาหรือเรือกลไฟ นอกจากจะใช้ถังไม้ลำเลียงน้ำจืดบรรจุไว้บนเรือก่อนออกเดินทางแล้ว คนแถวสำเพ็งและทรงวาดยังค้าขายข้าวและผลิตผลทางการเกษตรกันเป็นหลักมานับร้อย ๆ ปี พ่อค้านิยมใช้ถังไม้เป็นที่เก็บรักษาข้าวสาร ข้าวโพด ถั่ว ฯลฯ ให้อยู่ในสภาพดี พร้อมตักแบ่งขายทันทีที่ลูกค้าแวะมา

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ถังตวงข้าวสารพร้อมที่ปาด

“อย่างถังนี้เป็นถังตวงข้าวสาร เมื่อก่อนเวลาใครมาซื้อข้าวสารที่สำเพ็ง ก็จะใช้ถังแบบนี้ตวงข้าวสารขึ้นมาจากถังไม้ใหญ่ ๆ แล้วก็เอาไม้ปาดให้ข้าวสารเสมอปากถัง ไม่ให้ข้าวล้นขึ้นมา เวลาคนมาสั่งว่า ‘ซื้อข้าวสารถังนึง’ คนขายก็จะตวงด้วยถังแบบนี้ บางถังมีตราครุฑประทับไว้ด้วย เพื่อรับรองว่าเป็นถังมาตรฐาน (หัวเราะ)”

นอกจากถังไม้จะมีความสำคัญในเชิงพาณิชย์แล้ว ก็ยังมีความสำคัญในวิถีชีวิตประจำวันของคนสำเพ็งด้วย

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ถังล้างจาน ถังซักผ้า ไปจนถัง (อ่าง) อาบน้ำ

“ถังตื้น ๆ ที่ปากกว้างนี่ก็มักจะเป็นถังล้างจาน ถังซักผ้า สำหรับครอบครัวขนาดกลางก็ขนาดนี้ ถ้าครอบครัวใหญ่หน่อย ขนาดปากถังก็กว้างขึ้น”

ข้อสันนิษฐานหนึ่งคือคนไทยสมัยก่อนมักปลูกบ้านริมน้ำหรืออาศัยอยู่ในแพ และมีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับน้ำ ในขณะที่คนจีนสำเพ็งเป็นคนค้าขาย ปลูกบ้านร้านค้าอยู่บนบก คนไทยซักผ้าล้างชามกันได้ริมน้ำ ขณะที่คนจีนในสำเพ็งอยู่ลึกเข้ามา ต้องอาศัยถังไม้ไปหาบน้ำจากแหล่งน้ำกลับมาบ้าน จะซักผ้าล้างจานก็ต้องอาศัยถังไม้เช่นกัน ถังไม้จึงมีบทบาทต่อคนสำเพ็งมากทีเดียว

“ถังมีหลายขนาดและมีรูปทรงที่แตกต่างกัน เช่น ปากถังก็มีทั้งกว้างและแคบ อย่างเรื่องความจุ มีทั้งแบบตื้นและลึก หรือรูปทรง ก็มีทั้งทรงกลมและทรงรี มีทั้งกว้างเสมอกัน หรือกว้างด้านบนแต่แคบลงด้านล่าง หรือแคบด้านบนแล้วบานออกด้านล่าง การนำถังไม้ไปใช้มีหลายวัตถุประสงค์ ขึ้นอยู่ว่าจะนำไปใช้อย่างไร ถ้าสั่งถังไม้ไปใช้หมักใช้ดองของกิน เราจะไม่รัดถังด้วยโลหะ ต้องใช้หวายรัด ไม่อย่างนั้นอันตราย น้ำส้มมันกัดเหล็กได้” เฮียชูศักดิ์อธิบาย การทำถังไม้ก็มีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาหลายอย่างทีเดียว

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ถังไอศกรีม

“ถังทรงนี้เมื่อก่อนเป็นถังไอศกรีม เขาจะเอาถังโลหะอีกใบที่ใส่ส่วนผสมไอศกรีมแช่ลงในถังไม้ทรงนี้ ในถังไม้ก็อัดน้ำแข็งกับเกลือเม็ดจนเต็ม แล้วก็มีเครื่องปั่นไอศกรีมที่มีมอเตอร์เชื่อมกับใบพัด จากนั้นก็เอาใบพัดกับมอเตอร์มาประกบด้านบน พอเดินเครื่องให้มอเตอร์ทำงาน มอเตอร์ก็จะหมุนใบพัดเพื่อปั่นส่วนผสมไอศกรีมที่อยู่ในหม้อโลหะไปเรื่อย ๆ ความเย็นจากน้ำแข็งและเกลือในถังไม้จะค่อย ๆ ซึมผ่านถังโลหะไปยังส่วนผสมจนทำให้กลายเป็นไอศกรีม แต่เดี๋ยวนี้ถังไอศกรีมเป็นถังสเตนเลสหมดแล้ว ถังแบบนี้เลยกลายเป็นถังประดับแทน บางคนก็นำไปเป็นถังใส่ของ ใส่ต้นไม้ หรือไปใช้ตกแต่ง”

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
พิมพ์เต้าหู้

ร้านซุ้ยล้งไม่ได้ทำแต่ถังไม้ แต่ยังมีของเด็ดอื่น ๆ ที่ทำจากไม้ด้วย

“ที่เห็นเป็นไม้ทรงสี่เหลี่ยมนี้คือพิมพ์สำหรับผลิตเต้าหู้ เทส่วนผสมสำหรับทำเต้าหู้ลงไปในพิมพ์เหลี่ยมนี้ แล้วเอาไม้ปิดทับด้านบนเพื่อกดส่วนผสมที่ทำจากถั่วเหลืองและรีดเอาน้ำออก ด้านล่างก็มีแผ่นไม้อีกแผ่นรองไว้ ซึ่งมักทำเป็นลายตารางเส้น ๆ เมื่อรีดน้ำออกไปหมดแล้ว ส่วนผสมก็จะจับตัวกันเป็นก้อนเต้าหู้ แล้วเราจึงค่อยแคะเต้าหู้ออกจากพิมพ์ ถ้าพลิกด้านล่างเต้าหู้ดูก็จะเห็นลายตารางเส้น ๆ แบบเดียวกับลายบนแผ่นไม้ เมื่อก่อนคนสำเพ็งทำอาหารเอง ทำเต้าหู้เอง หมักน้ำปลา หมักซอสถั่วเหลืองเอง ดองผักเอง ใช้ถังไม้ทั้งนั้น”

ในวันนี้ที่วิถีชีวิตคนสำเพ็งเปลี่ยนไป ร้านซุ้ยล้งต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง

“เรามีทั้งกลุ่มลูกค้ากลุ่มเดิมและกลุ่มใหม่ กลุ่มเดิมคือคนที่ยังชินกับการใช้ถังไม้ทำอะไรต่าง ๆ เช่น ใช้ถังไม้เก็บข้าวสาร เพราะช่วยรักษาไม่ให้มอดขึ้น ดูดซับความชื้นได้ดี ข้าวสารไม่แตกหักเสียหาย หรือใช้ถังไม้ใส่ของหมักดอง เพราะปลอดภัยกว่าดองในถังพลาสติกหรือถังโลหะ ให้สี กลิ่น และรสดีกว่า หรือถังไม้ใส่เฉาก๊วยหรือกวยจั๊บ เคยเห็นใช่ไหม คนทำก็รู้สึกว่าถังไม้ทำให้ของกินพวกนี้รสดีกว่า คนทานก็รู้สึกปลอดภัยกว่า เวลาเห็นคนตักเฉาก๊วยจากถังไม้ มันดูขลังกว่าเยอะ (หัวเราะ) 

“เแต่ก็นับว่าคนใช้น้อยลงนะ เพราะมีอุปกรณ์อื่น ๆ มาทดแทน นอกจากลูกค้ากลุ่มเดิมแล้ว ก็มีลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ชอบนำถังไม้ไปใช้ประดับ อย่างนำไปปลูกต้นไม้ ไปประดับบ้านตามมุมต่าง ๆ หรือถังสำหรับใช้ในห้องอบไอน้ำ หรือเซาน่าในพวกสปา โรงแรม หรือรีสอร์ต ช่วงที่ภาพยนตร์เรื่อง Pirates of the Caribbean กำลังฮิต ถังไม้ขายดีเลย (หัวเราะ)”

เฮียชูศักดิ์ยังคงสืบสานธุรกิจของครอบครัวด้วยความมุ่งมั่นให้ถังไม้ยังเป็นสินค้าคู่สำเพ็งต่อไป ผมแอบเห็นภาพถังไม้ใส่ต้นไม้หลายชนิดประดับอยู่บนระเบียงบ้านขึ้นมาบ้างแล้ว วันหลังต้องมาอุดหนุนเฮียเสียหน่อย

“มาเลย ถังไม้ร้านเฮียส่วนมากทำจากไม้สัก คุณภาพดีเยี่ยม” เฮียชูศักดิ์ยืนยันเป็นการส่งท้ายก่อนเราร่ำลากัน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

ว่าด้วยเหล็ก

จากร้านซุ้ยล้ง ผมเดินต่อไปตามซอยวานิช 2 ออกจากย่านสำพ็งสู่ตลาดน้อย บริเวณนี้คนส่วนใหญ่เรียกกันติดปากว่า ‘เซียงกง’ เป็นแหล่งรวมชิ้นส่วนเหล็กนานาชนิด อะไหล่รถ อะไหล่เครื่องจักรสารพัด เราเดินไปจนถึงบริเวณท่าเรือภาณุรังษี ซึ่งได้มีการจัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ตลาดน้อย เดิมพื้นที่นี้เป็นของราชพัสดุ ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกรมธนารักษ์ กระทรวงกลางคลัง พี่สมชัยชี้ให้ผมดูอาคารไม้โบราณขนาดใหญ่ที่หลงเหลือในบริเวณนั้น

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
อดีตโรงกลึงขนาดใหญ่ เคยเป็นโรงซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลเรือ

“ตลาดน้อยเคยเป็นแหล่งซ่อมเรือขนาดใหญ่มาก่อน อาคารไม้เหล่านี้เดิมเป็นโรงกลึงสำหรับทำชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเรือ และยังเป็นโรงซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลเรือที่มีคุณภาพ ซ่อมเพลาเรือใหญ่ ๆ ได้เลย อันนี้คืออีกหนึ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชุมชน และถ้ามองดี ๆ เราจะเห็นจุดเชื่อมของการที่ช่างตีเหล็กจากจีนเข้ามาอยู่อาศัยและดำเนินธุรกิจในย่านนี้มาแต่โบราณ” พี่สมชัยเริ่มเล่า

“ช่างตีเหล็กในย่านนี้ส่วนมากเป็นชาวแคะที่อยู่ในมณฑลฮกเกี้ยน สังเกตได้จากศาลเจ้าฮกเกี้ยนที่ตั้งอยู่ในบริเวณนี้มาแต่โบราณ แล้วถ้าเราไปเดินคุยกับช่างตีเหล็กที่นี่ ก็จะพบว่าบรรพบุรุษของหลายต่อหลายคนมาจากหย่งติ้ง ซึ่งเป็นเขตที่อยู่อาศัยของคนแคะในมณฑลฮกเกี้ยน” 

เมื่อผมกลับไปสืบค้นเรื่องราวเกี่ยวกับหย่งติ้ง ก็พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า หย่งติ้งมีหมู่บ้านที่สร้างบ้านจากดิน ชื่อว่าหมู่บ้านดินถู่โหลว ลักษณะบ้านดินนั้นเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น เพราะเป็นทรงวงแหวนขนาดใหญ่ เป็นสถาปัตยกรรมโบราณของชาวจีนแคะอายุกว่า 300 ปี ที่วันนี้รัฐบาลจีนอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเรียบร้อยแล้ว

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
หมู่บ้านถู่โหลว หย่งติ้ง
ภาพ : commons.wikimedia.org/wiki/File:Earth_buildings-Tianluokeng.jpg

“คนไทยแต่เดิมมีทักษะการตีเหล็กเพื่อเป็นอาวุธ อย่างดาบสั้น ดาบยาว ง้าว หรืออุปกรณ์การเกษตรอย่างเคียวเกี่ยวข้าว ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้กันในสังคมไทยมาเนิ่นนาน พอช่างตีเหล็กจากจีนเดินทางเข้ามา ก็นำทักษะการตีเหล็กสำหรับผลิตอุปกรณ์ใหม่ ๆ เข้ามาด้วย อุปกรณ์การครัวก็เช่น มีดอีโต้ มีดปังตอ หรือตะขอแขวนหมู เป็นต้น อาวุธก็เป็นหอกและทวน ซึ่งต่างจากไทย 

“เมื่อความเจริญทางการค้าพุ่งขึ้นถึงขีดสุดในสมัยรัชกาลที่ 3 และ 4 บริเวณนี้กลายเป็นท่าเรือสำคัญ ทำให้ต้องอาศัยฝีมือของช่างตีเหล็กในหลาย ๆ ด้าน อย่างการผลิตโซ่และสมอ การตีเหล็กเพื่อทำบานพับ กลอน หรือที่จับประตูและหน้าต่าง สำหรับสร้างและซ่อมห้องพักบนเรือกลไฟ การตีเหล็กเพื่อทำแนวระเบียงกั้นบนดาดฟ้าเรือ การตีเหล็กเพื่อผลิตตะปูและสลักที่ใช้ยึดชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเรือ เป็นต้น ซึ่งช่างตีเหล็กที่อพยพมาจากจีนคือแรงงานสำคัญในกระบวนการดังกล่าว เพราะมีประสบการณ์ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะมากกว่า”

แล้วความสามารถในการตีเหล็กของบรรพบุรุษจากฮกเกี้ยน ส่งผลอย่างไรต่อการพัฒนาเซียงกงให้กลายเป็นแหล่งชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์และเครื่องจักรนานาประเภทในปัจจุบัน

“การตีเหล็กทำให้เข้าใจเรื่องเหล็กเป็นอย่างดีว่ามีคุณสมบัติอย่างไร ความเชี่ยวชาญในการตีเหล็กมักเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะส่วน อย่างใครตีมีดเก่ง ก็ทำแต่มีด ใครตีโซ่เก่ง ก็ทำเฉพาะโซ่ ใครทำบานพับหรือที่จับเก่ง ก็ทำแต่สิ่งนั้น นั่นคือความเข้าใจเรื่องชิ้นส่วนประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นมาเป็นวัสดุหรือเครื่องจักรอะไรบางอย่าง เขาจึงแยกอะไหล่ ถอดอะไหล่ แกะอะไหล่ออกมาเป็นชิ้น ๆ ได้ 

“ถ้าลองสังเกตดี ๆ ร้านขายอะไหล่ในตลาดน้อยเป็นร้านที่ขายอะไหล่เฉพาะส่วน แต่ละร้านก็จะมีชิ้นส่วนนั้นชิ้นส่วนนี้ไม่เหมือนกัน คนนี้เชี่ยวชาญเฟืองท้าย คนนี้เชี่ยวชาญแหนบ คนนี้เชี่ยวชาญเกียร์ ฯลฯ ไม่เหมือนกัน ซึ่งทักษะเช่นนี้มาจากการที่ย่านนี้เป็นที่รวมช่างตีเหล็กที่มีความชำนาญต่อวัสดุแต่ละชิ้น จนแยกแยะส่วนประกอบได้”

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

จากท่าเรือภาณุรังษี เราเดินคุยกันไปเรื่อย ๆ ไล่ไปตามซอยวานิช 2 ผ่านกองชิ้นส่วนอะไหล่สารพัดชนิด เพื่อตามหาช่างตีเหล็กที่กล่าวกันว่าเป็นช่างคนสุดท้ายของตลาดน้อย

ร้านตีเหล็กเฮียเกรียงศักดิ์

“สวัสดีครับ เฮียชื่อ เกรียงศักดิ์ เกิดผลเจริญยิ่ง เป็นช่างตีเหล็กมานานกว่า 50 ปีแล้ว สืบทอดต่อจากพ่อ” เป็นความโชคดีของพี่สมชัยและผมมากที่พบเฮียเกรียงศักดิ์อยู่ในร้านพอดี ร้านของเฮียอยู่ในซอยย่อยที่ต้องอาศัยการเดินเท้าเข้าไปหาเท่านั้น

ผมรีบแนะนำตัวเองทันทีและขออนุญาตคุยกับเฮียไปเรื่อย ๆ ระหว่างที่เฮียกำลังทำงานในบ่ายวันนั้น และเฮียเกรียงศักดิ์ก็ใจดีมาก ๆ ที่กรุณาอนุญาตตามคำขอ

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“เมื่อก่อนไม่มีใครเป็นลูกมือให้พ่อ เฮียก็ไม่ใช่เด็กเรียนหนังสือเก่ง เลยมาเป็นลูกมือพ่อเอาดีทางตีเหล็ก และเริ่มทำตั้งแต่อายุ 18 เฮียว่าตีเหล็กไม่ยากนะ แต่เป็นงานที่ต้องอาศัยความอดทนสูง แน่นอนว่าต้องทนร้อน ทนพวกเขม่าและควันเวลาจุดเตาหลอม ทนความเมื่อย ค้อนหนักราว ๆ 2 กิโล เราต้องออกแรงตีทั้งวัน ทนต่อเสียงดังเวลาค้อนกระทบบนโลหะ โป๊ก ๆๆ” เฮียเกรียงศักดิ์บรรยายได้อรรถรสครบทั้งภาพ เสียง และความรู้สึก

ตึกแถวอันเป็นที่ตั้งของร้านตีเหล็กนั้นไม่ใช่ตึกโบราณอย่างร้านซุ้ยล้งที่เราไปแวะมาเมื่อสักครู่ แต่ก็เป็นตึกที่เฮียอาศัยประกอบอาชีพช่างตีเหล็กมานานหลายสิบปี สิ่งที่เฮียบอกว่าเป็น Heritage แน่ ๆ ก็คือการจัดสภาพร้านและอุปกรณ์ตีเหล็กทั้งหมด

“ร้านตีเหล็กในย่านนี้ก็สร้างเหมือนร้านเฮียทั้งหมดนั่นแหละ แบบนี้เลย เข้ามามีเตาหลอมวางมุมหนึ่ง ใกล้ ๆ ถุงถ่าน มีทั่งวางตรงกลาง เพราะต้องการพื้นที่ตีหรือดัดเหล็ก แล้วร้านก็จะมีสีออกเทา ๆ เพราะมีควันและเขม่าจับ ตั้งแต่เด็ก ๆ เฮียก็เห็นเตี่ยทำงานในสภาพแบบนี้ ร้านตีเหล็กในย่านนี้ก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว” เฮียเกรียงศักดิ์เล่า ภาพร้านเล็ก ๆ ของเฮียเพียงร้านเดียวช่วยให้ผมพอจินตนาการสภาพของตลาดน้อยสมัยที่เคยอุดมไปด้วยร้านตีเหล็กแบบนี้ได้

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

ต่อจากนั้นไม่นานเฮียเกรียงศักดิ์ก็เริ่มจุดเตาหลอม ซึ่งเป็นของเก่าคู่ร้านมากว่า 30 ปี โดยเริ่มจากการตักถ่านมาใส่ในเตาก่อนจุดไฟ

“ถ่านต้องเป็นถ่านไม้ไผ่ด้วยนะ ถ่านไม้ไผ่ร้อนเร็วและให้ความร้อนสูง เป็นถ่านที่เผาดี ไม่กัดเหล็ก”

วลีที่ว่า “เผาดี ไม่กัดเหล็ก” นั้น เป็นภาษาช่างตีเหล็กที่ใช้อธิบายคุณสมบัติของถ่านไม้ไผ่ เพราะถ่านไม้ไผ่จะให้ความร้อนคงที่สม่ำเสมอ นั่นคือการรักษาอุณหภูมิที่ต้องการไว้ไม่ให้เพิ่มขึ้นจนเกินความต้องการ ถ้าหากอุณหภูมิไม่คงที่ ปล่อยความร้อนออกมามากเกินไป ก็อาจหลอมละลายโลหะประเภทนั้น ๆ ไปได้ นอกจากนั้นยังไม่มีเขม่าขี้เถ้าจากถ่านมาติดกับเนื้อเหล็กจนทำให้ชิ้นงานไม่สวย

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“อุณหภูมิเตาหลอมจะมากหรือน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่ากำลังตีโลหะอะไร อย่างหัวแร้งบัดกรี ทำจากทองแดง ก็จะร้อนไม่มากเท่าเหล็ก ไม่งั้นละลายหมด ถ้าตีเหล็ก ก็ต้องอุณหภูมิสูงกว่า เฮียไม่มีปรอทวัดอุณหภูมิหรอกนะ เฮียกะเอา ร่างกายเรานี่แหละบอกอุณหภูมิได้ดีที่สุด” 

เสียงมอเตอร์พัดลมข้างเตาหลอมดังขึ้นเบา ๆ พัดลมถือเป็นอุปกรณ์สมัยใหม่ที่นำมาใช้เพื่อให้ถ่านติดไฟง่ายและเร่งความร้อนได้เร็วขึ้น แทนที่กระบอกลมที่เคยทำหน้าที่นี้มาก่อน

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

เมื่อร้อนได้ที่ เฮียเกรียงศักดิ์ก็นำแท่งเหล็กจำนวนหนึ่งมาวางไว้บนเตาหลอม รอจนเนื้อเหล็กหลอมกลายเป็นสีแดง ก่อนนำคีมคีบออกมาตีบนทั่งที่ตั้งอยู่ข้างเตา

“อุปกรณ์สำคัญคือทั่ง มันคือแท่งเหล็กกล้าสำหรับรองรับการตีเหล็ก อันนี้เป็นเหล็กจากเยอรมนี เมื่อก่อนร้านตีเหล็กแถวนี้ใช้ทั่งจากเยอรมนีบ้าง จากอังกฤษบ้าง เป็นอุปกรณ์สำคัญ ต้องเลือกให้ดีทั้งความแข็งแรงและขนาด ทั่งนี้เป็นของเตี่ย พอเฮียรับช่วงมา เฮียก็ซื้อต่อจากเตี่ยอีกที” เฮียเกรียงศักดิ์เล่าไปพร้อมกับสาธิตวิธีการตีเหล็กไป วันนี้เฮียกำลังตีคีมเหล็กคีบเบ้าหลอมสำหรับหล่อพระพุทธรูป ซึ่งเป็นสินค้าหลักที่มีลูกค้ารอคิวอยู่มากมาย

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“เฮียทำพวกอุปกรณ์หล่อพระพุทธรูป อย่างเหล็กคีบเบ้าหลอม ช้อนสำหรับเททอง แล้วก็เหล็กอุ้มหม้อหลอม นอกจากนั้นก็มีคอแร้งบัดกรี แค่นี้ก็ทำไม่ทันแล้ว (หัวเราะ) ตอนนี้เฮียทำคนเดียวเลย ไม่มีคนงานช่วย เมื่อก่อนมีลูกมืออยู่คน แต่หายไปเฉย ๆ ความจริงการตีเหล็กควรทำ 2 คนนะ จะได้ช่วยกัน จะง่ายขึ้นเยอะ พอเหลือคนเดียว เฮียก็ต้องดัดแปลงวิธีหน่อย แต่คุณภาพไม่เปลี่ยนนะ ทุกอย่างคงทนเหมือนเดิม ก็อาจจะผลิตงานได้ช้าลงบ้างเท่านั้น” 

เสียงค้อนตีเหล็กดังขึ้นเป็นระยะ เฮียเกรียงศักดิ์หยิบจับอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่วพร้อมพูดคุยกับเราไปเรื่อย ๆ ความร้อนจากเหล็กและเตาหลอมส่งผ่านมายังตัวผมจนรู้สึกได้ คนที่ทำงานแบบนี้ต้องมีความรักในงานอย่างแท้จริง

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
อุปกรณ์เททองหล่อพระพุทธรูป

ไม่นานเฮียเกรียงศักด์ก็ตีเหล็กได้จำนวนหนึ่ง เฮียพักเติมถ่านไม้ไผ่ลงไปในเตา เปิดพัดลมเร่งไฟอีกครั้ง ระหว่างนี้ก็หันมาชวนผมให้ดูอุปกรณ์อื่น ๆ ที่อยู่ในร้าน

“อันนี้เรียกปากกาจับเหล็ก มันจะช่วยดัดเหล็กไปตามที่เราต้องการ อันนี้ก็อยู่มานานหลายสิบปีแล้วเหมือนกัน เฮียว่าพอ ๆ กันกับทั่ง นอกจากนั้นก็มีชะแลง สำหรับใช้ในเจาะ ตอก แซะ และงัด อุปกรณ์ก็ประมาณนี้ เมื่อก่อนได้ยินเสียงตีเหล็กดังไปทั่ว ตอนนี้มีไม่มีแล้ว” พูดจบเฮียเกรียงศักดิ์ก็หันไปหยิบแท่งเหล็กจำนวนหนึ่งวางบนเตาหลอมเพื่อจะตีอีกครั้ง

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ข้างบ้านก็เคยตีเหล็ก แต่ตอนนี้เลิกไปแล้ว ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ร้านตีเหล็กรอบ ๆ เซียงกงเริ่มทยอยปิดตัวลง เขาไปทำอย่างอื่นกันหมดเลย เฮียคิดว่าเฮียเป็นช่างตีเหล็กที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียว ลูกชายเฮียเขาเรียนจบมหาวิทยาลัย ทำงานออฟฟิศ เฮียให้เขาเลือกว่าจะทำอะไร อนาคตเป็นของเขา เขาต้องเลือกเอง” 

คำกล่าวของเฮียทำให้ผมนึกถึงผู้สืบทอดธุรกิจต่าง ๆ ในย่านนี้ ไม่ว่าเชือก ถังไม้ หรือเหล็ก ทุกคนเป็นคนใจกว้างที่เปิดโอกาสให้ลูกหลานเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองตามความสมัครใจทั้งสิ้น

  แล้วบรรพบุรุษเฮียมาจากหย่งติ้งด้วยรึเปล่าครับ – ผมนึกถึงข้อมูลที่เพิ่งได้รับมาเมื่อสักครู่ แล้วลองถามเฮียเกรียงศักดิ์เป็นคำถามสุดท้าย

“ใช่ ๆ มาจากหย่งติ้งในฮกเกี้ยน แถวนี้มาจากหย่งติ้งกันหลายคน” 

พี่สมชัยและผมกล่าวขอบคุณเฮียเกรียงศักดิ์หลังจากใช้เวลาอยู่นานจนรู้สึกเกรงใจ แต่ก่อนจะพ้นประตูไป พี่สมชัยชี้ให้ผมสังเกตผนังด้านขวาของร้าน ซึ่งประดิษฐานรูปศักดิ์สิทธิ์อยู่บนนั้น

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“รูปศักดิ์สิทธิ์นี้ท่านเป็นเทพประจำร้านตีเหล็กในย่านตลาดน้อย เป็นที่เคารพมากของผู้ที่อยู่ในวิชาชีพนี้ และยังเป็นที่เคารพจนทุกวันนี้” พี่สมชัยให้ข้อมูล

“ลี้ทิก๊วยหรือหลีทิก๊วย ท่านเป็นหนึ่งในเทพ 8 เซียน คนที่ประกอบอาชีพเกี่ยวกับเรื่องเหล็กจะบูชาท่านเป็นเทพสำคัญ เพราะว่านามของท่าน มีคำว่าเหล็กอยู่ด้วย นั่นคือคำว่า ทิ” 

ก่อนกลับออกจาตลาดน้อย พี่สมชัยพาผมเดินไปสักการะศาลของท่านหลีทิก๊วย ซึ่งปรากฏอยู่หลายแห่งในตลาดน้อย ผมจึงไปจดประวัติของท่านและนำมาบันทึกไว้ในบทความนี้ เพื่อให้เราทราบประวัติของท่านกันสักหน่อย 

หลีทิก๊วยมีนามเดิมว่าหลีเหียน เป็นชายหนุ่มรูปงาม กำพร้าบิดามารดา แต่จิตใจใฝ่ดี สนใจท่องพระคัมภีร์และมีน้ำใจฝักใฝ่ธรรมะ ไม่เสพเนื้อสัตว์ เป็นคนรักสันโดษ ต่อมาท่านได้เดินทางไปเขาฮั่วซัวเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ของหลีเล่ากุล ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ พร้อมกับบำเพ็ญภาวนาจนสำเร็จ มีผู้นับถือและสมัครตัวเป็นศิษย์มากมาย จนมีศิษย์ก้นกุฏิผู้หนึ่งนามว่าเอี้ยวจื้อ

วันหนึ่งหลีเหียนได้ถอดวิญญาณออกจากร่าง เพื่อเดินทางไปพบอาจารย์หลีเล่ากุล ท่านฝากให้เอี้ยวจื้อดูแลร่างของท่านไว้ให้ดี พอวันที่ 6 มารดาของเอี้ยวจื้อก็เจ็บหนัก เอี้ยวจื้อรออาจารย์ของตนไม่เห็นกลับมาเข้าร่างสักทีก็คิดว่าตายไปแล้ว จึงเผาร่างอาจารย์แล้วรีบเดินทางไปหามารดาของตน แต่มารดาได้สิ้นชีวิตไปเสียก่อนแล้ว ฝ่ายหลีเหียนนั้น เมื่อถอดวิญญาณไปพบอาจารย์แล้วก็ได้ไปศึกษาวิชาเซียนจาก 36 สำนักจนสำเร็จ พอเดินทางกลับมาก็ไม่พบร่างตน พบแต่กองขี้เถ้า 

วิญญาณหลีเหียนจึงเที่ยวล่องลอยหาร่างใหม่อาศัย เมื่อไปพบศพขอทานขาพิการมีไม้เท้าและถุงข้าวสารอยู่ข้าง ๆ จึงได้เข้าไปอาศัยอยู่ร่างนั้น และได้เสกไม้เท้าให้เป็นไม้เท้าเหล็ก และถุงข้าวสารให้เป็นน้ำเต้า ส่วนข้าวสารนั้นก็กลายเป็นยารักษาโรค และได้เรียกตนเองว่าหลีทิก๊วยมาตั้งแต่วันนั้น จากนั้นก็รีบไปชุบชีวิตให้มารดาของเอี้ยวจื้อผู้เป็นศิษย์เอก ก่อนกลับไปอยู่ที่สำนักของอาจารย์หลีเล่ากุลต่อไป 

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ร้านเหล็ก ร้านชิ้นส่วนอะไหล่เครื่องยนต์เครื่องจักรในเซียงกง มักจะมีชื่อร้านนำด้วยคำว่าลี้หรือหลี แล้วช่างเหล็กแถวนี้จะแซ่ลี้เป็นส่วนใหญ่ เพราะเทพลี้ทิก๊วยก็แช่ลี้เหมือนกัน ท่านเป็นเหมือนเทพของคนตระกูลลี้พร้อมกับเทพของผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับเหล็กด้วย” พี่สมชัยเล่าขณะที่เราเดินกลับออกมาจากย่าน ผมเดินไล่อ่านป้ายร้านชิ้นส่วนอะไหล่ต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ และผมก็เห็นป้ายชื่อร้านที่มีคำว่าลี้อยู่หลายร้านจริง ๆ ด้วย 

ผมอำลาพี่สมชัยในเย็นวันนั้นเมื่อการเยี่ยมร้านถังไม้ซุ้ยล้งและร้านตีเหล็กของเฮียเกรียงศักดิ์สิ้นสุดลง

“ขอบพระคุณพี่สมชัยมากครับ เรื่องของเชือก ถังไม้ และเหล็ก ช่วยให้ผมรู้จักสำเพ็ง ทรงวาด และตลาดน้อยมากขึ้น การได้เดินไป ดูไป และคุยไปเรื่อย ๆ แบบนี้ทำให้ผมได้เห็น ได้สัมผัสไปพร้อมกันด้วย” ผมกล่าวกับพี่สมชัยก่อนร่ำลา

ความคิดแวบหนึ่งเกิดขึ้นในสมอง ณ ตอนนั้น แล้วเลยทำให้ผมเอ่ยปากถามพี่สมชัยไป

“ถ้า The Cloud จะจัด Walk เพื่อชวนผู้อ่านมาลองเดินสำรวจและทำความรู้จักสำเพ็ง ทรงวาด ตลาดน้อย ผ่านสรรพสิ่งเล็ก ๆ แบบนี้บ้าง พี่สมชัยพร้อมไหมครับ” 

พี่สมชัยยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี ก่อนเดินจากไป ถ้าอย่างนั้นผมถือว่าพี่พร้อมนะครับ

ขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์

  • คุณสมชัย กวางทองพานิชย์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดก้วงเฮงเส็ง และบริษัท ก้องเกษม (1959) จำกัด
  • คุณชูศักดิ์ ไชยโชติช่วง ผู้จัดการร้านซุ้ยล้ง (ถังไม้)
  • คุณเกรียงศักดิ์ เกิดผลเจริญยิ่ง เจ้าของและช่างตีเหล็กแห่งโรงตีเหล็กเฮียเกรียงศักดิ์

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load