27 พฤศจิกายน 2563
19 K

บ้านไม้หลังงามสีขาวขลิบเหลืองที่ตั้งโดดเด่นอยู่ปลายซอยแจ้งวัฒนะ 14 เป็นเรือนโบราณที่มีสถาปัตยกรรมแปลกแยกแตกต่างจากบ้านหลังอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด เมื่อร้อยปีก่อน บ้านไม้หลังนี้ได้ก่อร่างสร้างฐานขึ้นอยู่ริมหาดชะอำ มีสถานะเป็นตำหนักในเขตที่ประทับของพระบรมวงศ์พระองค์สำคัญ ก่อนผันมาสู่การครอบครองของครอบครัวสามัญชน และได้กลายเป็นบ้านตากอากาศที่สร้างความสุขกายสบายใจให้กับสมาชิกครอบครัวนี้ตลอดฤดูร้อนเป็นเวลานานหลายสิบปี 

เมื่อการท่องเที่ยวในระดับอุตสาหกรรมรุกคืบเข้ามาเปลี่ยนชะอำให้มีสภาพพลุกพล่านสับสนจนเกินแก้ไข ท้องทะเลสวยใสและชายหาดที่เคยสงบงามกลายเป็นเพียงอดีตที่ไม่มีวันหวนกลับ แม้ว่าชะอำไม่สามารถเป็นหมุดหมายให้พักกายพักใจอีกต่อไป แต่ความรักและผูกพันต่อบ้านริมทะเลหลังนี้ไม่เคยจืดจางไปจากใจ การย้ายบ้านแห่งความสุขหลังนี้สู่กรุงเทพฯ จึงเกิดขึ้นด้วยความร่วมแรงร่วมใจของเหล่าทายาท เพื่อเปลี่ยนมุมเล็กๆ กลางกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นชะอำน้อยๆ ขึ้นมาแทน

วันนี้ทายาทตระกูลสูตะบุตรและจุลสมัย อันประกอบด้วย ศ. ดร.ธีระ สูตะบุตร, ดร.สุนงนาท สูตะบุตร, รศ.อรชุมา ยุทธวงศ์, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, คุณนัทยา มาศะวิสุทธิ์, ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน และ คุณวรายุ ประทีปะเสน จะพาเรากลับไปสู่ความทรงจำอันแสนสุขบนหาดชะอำกันอีกครั้ง ผ่านเรื่องเล่าของบ้านไม้หลังงามนามว่า ‘ปลุกปรีดี’

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

เกษมสม ผงมสุข ปลุกปรีดี

เส้นทางรถไฟสายใต้ถือกำเนิดขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อสร้างความสะดวกในการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปจนจรดปลายแหลมมลายู ใน พ.ศ. 2454 นายเฮนรี กิททินส์ (Henry Gittins) เจ้ากรมรถไฟหลวงสายใต้ ได้ค้นพบชายหาดขาวสะอาดและหมู่หินงามประหลาดที่ทอดตัวลงสู่น้ำทะเลใส เหมาะสมอย่างยิ่งจะเป็นสถานที่ตากอากาศ จึงได้นำความขึ้นกราบทูลพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ที่ปรึกษากรมรถไฟหลวงในขณะนั้นให้เสด็จมาทอดพระเนตร อากาศอันบริสุทธิ์และความงามของหาดแห่งนี้เป็นที่พอพระทัยอย่างมาก จึงได้ทรงชักชวนพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และคหบดีให้มาตากอากาศกันที่นี่ โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ ได้ทรงจับจองที่ดินและสร้างตำหนักขึ้นเป็นพระองค์แรก ต่อมาได้ทรงขนานนามสถานที่นี้ใหม่ว่า ‘หัวหิน’ แทน ‘บ้านสมอเรียง’ อันเป็นชื่อเดิม

นับจากนั้น หัวหินได้กลายเป็นถิ่นตากอากาศอันหรูหรา อุดมไปด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนาง ข้าราชการ คหบดีจากกรุงเทพฯ ต่างเข้ามาจับจองที่ดินจนจรดชายหาดเพื่อสร้างที่พำนัก มีโฮเต็ลรถไฟรองรับชาวต่างประเทศที่เดินทางมาจากมลายูและสิงคโปร์ มีสนามกอล์ฟอันอุดมไปด้วยนักเรียนนอกและผู้มีฐานะ ขณะนั้นได้มีพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นชอบกับการถือครองที่ดินเพื่อจัดสรรเป็นหาดส่วนตัวอย่างที่เป็นอยู่ จึงได้ชวนกันสำรวจหาสถานที่ตากอากาศแห่งใหม่แทน

“พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงเป็นผู้ออกสำรวจพื้นที่ชะอำเป็นพระองค์แรก และไม่โปรดให้จัดการพัฒนาที่ดินในลักษณะเดียวกันกับหัวหิน สำหรับชะอำนั้น ไม่โปรดให้ถือครองหาดเป็นพื้นที่ส่วนตัว แต่โปรดให้เว้นพื้นที่หน้าบ้านเอาไว้เพื่อทำเป็นถนนสาธารณะ ชาวบ้านสัญจรผ่านไปมาและลงเล่นน้ำทะเลได้ ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อคนท้องในถิ่นและผู้มาพักตากอากาศอย่างเท่าเทียมกัน ชาวบ้านจึงใกล้ชิดและผูกพันกับพระองค์ท่านมาก จนทรงดำรงตำแหน่งนายอำเภอชะอำเป็นรายแรก” ดร.ยุวรัตน์ เล่าถึงที่มาของหาดสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย 

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

ใน พ.ศ. 2464 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ตัดสินพระทัยสร้างที่ประทับขึ้นที่ชะอำ ประทานนามว่า ‘วังหทัยหมื่น’ อันประกอบไปด้วยตำหนักหลายหลัง โดยมีอยู่ 3 หลังที่ปรากฏนามคล้องจองกันว่า เกษมสม ผงมสุข ปลุกปรีดี ซึ่งถือเป็นเรือนกลุ่มแรกๆ ที่สร้างขึ้นในพื้นที่ ก่อนจะมีพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการย้ายเข้ามาสร้างบ้านตากอากาศที่ชะอำตามมาอีกเป็นจำนวนมาก

“เนื่องจากพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงมีพระปรีชาสามารถทางด้านการประพันธ์ ทรงเป็นผู้ก่อตั้งคณะละครปรีดาลัยที่โด่งดังมากในสมัยนั้น จึงประทานชื่อกลุ่มตำหนักให้คล้องจองกันหมด แม้แต่ชื่อห้องต่างๆ ของแต่ละตำหนักด้วย อย่างตำหนักปลูกปรีดีก็มีชื่อห้องที่คล้องจองกันว่า ฟกฟื้น ชื่นชีวัน ขวัญชีวี และศรีชีวาตม์ ที่ล้วนมีความหมายว่ามาอยู่แล้วหายเหนื่อย มีแต่ความสุข ความอิ่มเอมใจ” ดร.ยุวรัตน์ อธิบายเสริมถึงที่มาของนามอันคล้องจองไพเราะ 

ใน พ.ศ. 2470 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปพระพันธ์พงศ์ ประทานที่ดินและตำหนักปลุกปรีดีให้แก่หม่อมเจ้าหญิงวรรณีศรีสมร วรวรรณ พระธิดา

“หลังจากที่หม่อมเจ้าวรรณีศรีสมรสิ้นชีพิตักษัย คุณทวดเลื่อน จุลสมัย ภรรยาอำมาตย์โทพระประสารอักษรพรรณ (หมัย จุลสมัย) ปลัดกรมบัญชาการกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น ตัดสินใจซื้อเรือนไม้หลังนี้ผ่านทางหลวงจำนงค์นรินทรรักษ์ ปลัดกรมผู้เคยถวายงานให้กับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ราคาซื้อขายใน พ.ศ. 2486 คือสองพันห้าร้อยบาท ซึ่งรวมทั้งตัวบ้านพร้อมที่ดินเจ็ดไร่ คนที่เล่าให้ฟังคือยายจิตต์ จันทรง ผู้เฝ้าดูแลบ้านปลุกปรีดีมาโดยตลอด” 

คุณนัทยาเปิดเผยเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่ทำให้ตำหนักปลุกปรีดีกลายมาเป็นบ้านปลุกปรีดี บ้านพักตากอากาศที่สร้างความสุขทุกฤดูร้อนให้กับสมาชิกครอบครัวสูตะบุตรและจุลสมัยนับแต่นั้นเป็นต้นมา

บ้านตากอากาศ 

บ้านปลุกปรีดีเป็นเรือนไม้สองชั้น ยกใต้ถุนสูง ตกแต่งด้วยลายฉลุตามแบบแผนของบังกะโลตากอากาศในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งได้รับอิทธิพลจากรูปแบบสถาปัตยกรรมเช่นเดียวกันกับพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ซึ่งสร้างขึ้นในพื้นที่และเวลาใกล้เคียงกัน

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

ดร.ยุวรัตน์ อธิบายให้ฟังว่า การสร้างบ้านตากอากาศนั้นต้องคำนึงถึงทิศทางการรับลมเย็นเป็นสำคัญ ดังนั้นตัวบ้านจะหันอยู่ในแกนเหนือ-ใต้ ซึ่งเป็นทิศรับลมในบริเวณชายทะเลชะอำ ส่วนสำคัญที่สุดของบ้านคือชาน (Verandah) ขนาดกว้างใหญ่ เพราะเป็นพื้นที่ที่สมาชิกใช้เวลามากที่สุด ทั้งนั่งเล่นนอนเล่นสังสรรค์กันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ระเบียงไม้โปร่งโล่งช่วยเปิดทางรับลม ไม้ฉลุลายเรขาคณิตประดับไว้โดยรอบเพื่อช่วยกรองแสงแดด ใต้หลังคาปั้นหยามีพื้นที่ว่างเหนือฝ้าเพดาน คอยทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนไม่ให้แผ่ลงมาที่ตัวเรือน ประตูและหน้าต่างเกือบทั้งหมดตั้งเรียงอยู่ในแนวเดียวกัน เพื่อให้ลมผ่านเข้าออกได้โดยไม่มีทางตัน (Through Ventilation)

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

ส่วนห้องนอนหลักคือ ห้องฟกฟื้น และ ชื่นชีวัน ซึ่งเป็นห้องนอนของเจ้าของบ้าน ถือว่าเป็นพื้นที่สำคัญ ตั้งอยู่ถัดจากชานในแกนทิศตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อรับลมเย็นในเวลากลางคืน ระเบียงหน้าห้องทั้งสองเป็นระเบียงฝาไหลที่เลื่อนเปิดปิดได้ตามความต้องการ ระเบียงฝาไหลจัดเป็นประดิษฐกรรมต่างถิ่นที่ไม่ค่อยพบตามบ้านชายทะเลแถบนี้ แต่กลับพบได้ทั่วไปทางแถบภาคเหนือและอีสาน สันนิษฐานว่าเป็นการก่อสร้างโดยแทรกประสบการณ์ส่วนตัวของช่างต่างถิ่นที่มาร่วมต่อเติมบ้านปลุกปรีดีในยุคต่อมา

ตรงระเบียงนี้มักเป็นที่นอนของสมาชิกรุ่นเยาว์ของครอบครัว เพราะรับลมเย็นสบายกว่าในห้อง แถมยังได้มองดูดาวเพลินๆ ไปด้วย สมัยก่อนชะอำไม่มียุง จึงไม่จำเป็นต้องนอนในมุ้งเสียด้วยซ้ำ ฝาไหลยังช่วยปรับอุณหภูมิให้ผู้นอนรู้สึกสบายขึ้น เพราะหากลมพัดแรงจัดจนหนาว หรือเมื่อฝนตกหนักและสาดเข้ามาก็เลื่อนปิดได้ทันที

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

ส่วนห้องนอนอีกสองห้องคือ ห้องขวัญชีวี กับ ศรีชีวาตม์ เป็นห้องนอนขนาดไม่ใหญ่ สร้างตามขนาดโครงสร้างของคนไทยสมัยก่อน มักใช้รับรองแขกและผู้ติดตามซึ่งนอนเรียงกันได้อย่างสบาย ประตูและหน้าต่างจะเปิดทิ้งไว้เสมอเพื่อให้ลมเย็นพัดผ่านตลอดเวลา

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

ลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่ควรสังเกตคือ หลังคาปั้นหยาจะยื่นจั่วเฉพาะจุดที่เน้นเป็นสำคัญ เช่น บริเวณหน้าบ้านเหนือระเบียงห้องฟกฟื้นและชื่นชีวัน อันมีตัวอักษรจารึกชื่อบ้านปลุกปรีดี ข้อดีของหลังคาลักษณะนี้คือระบายน้ำได้เร็วทุกทิศทาง เพราะฝนทะเลใต้ค่อนข้างชุกและสาดแรง การยื่นชายคากว้างเช่นนี้ก็เพื่อช่วยป้องกันฝนสาดนั่นเอง 

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

สำหรับผนังด้านนอกตัวบ้านเป็นผนังตีซ้อนเกล็ดแนวทางนอน เพื่อทำหน้าที่ป้องกันและระบายน้ำฝนให้มากที่สุด ส่วนผนังในตัวบ้านตีทับแนวทางตั้ง เพราะเส้นแนวตั้งช่วยนำสายตาให้ผู้อาศัยรู้สึกว่าพื้นที่ภายในนั้นโปร่งโล่งมากยิ่งขึ้น 

บันไดบ้านนั้นมีอยู่หลายบันไดและใช้งานแตกต่างกันไป ความที่หน้าบ้านหันเข้าหาดซึ่งมีถนนตัดผ่าน จึงถือว่าเป็นเส้นทางสัญจรหลักที่แขกไปใครมาก็จะผ่านมาทางหน้าบ้านก่อนเสมอ ดังนั้นบันไดหน้าที่ทอดจากตัวเรือนลงสู่ทะเล มักเป็นบันไดที่ออกแบบให้ ‘แกรนด์’ กว่าบันไดอื่นๆ โดยมักใช้แผ่นไม้ขนาดกว้าง เดินสบาย จัดวางเรียงเป็นขั้นอย่างได้จังหวะสวยงาม และทอดตรงลงไปยังลานทรายด้านล่างที่มีต้นลั่นทมคู่ปลูกประดับ พร้อมอ่างบรรจุน้ำสะอาดรอไว้ใช้ชะล้างฝุ่นและทรายก่อนขึ้นบ้าน บันไดหน้าจะตั้งอยู่กลางเรือน และสงวนไว้สำหรับแขกที่ไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนกันเท่านั้น เมื่อแขกขึ้นมาก็จะพบกับเจ้าบ้านที่นั่งรอต้อนรับอยู่ตรงชานเรือนพอดี 

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

นอกจากนี้บันไดหน้ายังทำหน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งเป็นประจำทุกปี

“เราถ่ายภาพหมู่พร้อมกันทั้งครอบครัวกับบันไดนี้ทุกฤดูร้อน เป็นภาพบังคับที่ปฏิบัติกันมารุ่นสู่รุ่น เป็นเหมือนบันทึกที่ทำให้เราเห็นว่าบ้านเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร พี่ๆ น้องๆ แต่ละคนเติบโตขึ้นแค่ไหน” คุณนัทยาเล่าพร้อมหยิบภาพถ่ายสำคัญให้ชม

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

ส่วนบันไดหลังอยู่หลังบ้านและเชื่อมกับเรือนครัวซึ่งปลูกแยกออกไปต่างหาก สำหรับให้คนครัวนำอาหารมาส่งเมื่อถึงเวลาหิว นอกจากนี้ยังมีบันไดข้างไว้สำหรับเด็กๆ ที่เพิ่งเล่นน้ำทะเลหรือเล่นทรายกันจนตัวเปียกตัวเลอะ จะได้ล้างเนื้อล้างตัวให้สะอาดหมดจด แล้วจึงกลับขึ้นบ้านโดยไม่ทำให้บริเวณชานบ้านด้านหน้าต้องเปียกเลอะไปด้วย

ส่วนเรือนครัวนั้นเป็นเรือนโล่งขนาดพอเหมาะ ปูพื้นไม้เว้นเป็นร่องห่างเพื่อให้เศษอาหารหรือน้ำไหลลงสู่พื้นทรายด้านล่าง ภายในมีตู้กับข้าวไม้กรุมุ้งลวด มีเตาถ่านทำด้วยหินขัดสูงประมาณเตาแก๊ส มีโอ่งใส่น้ำสำหรับใช้ทำกับข้าวหรือล้างภาชนะ และเมื่อถึงเวลาทำกับข้าวเมื่อใด จะมีผู้คนวนเวียนมาช่วยหั่นและช่วยชิมกันจนแก้มตุ่ย

บ้านปลุกปรีดีทาด้วยสีขาวและเหลือง ซึ่งพบว่าเป็นสีที่มักใช้กันโดยทั่วไปในชะอำและหัวหิน

“จากการเก็บข้อมูลก็จะพบว่า บ้านในแถบนั้นเป็นสีเหลือง ขาว เขียว หรือไม่ก็ฟ้าเป็นหลัก ทั้งนี้เพราะสีเหล่านี้เป็นสีที่สอดคล้องกับสภาพธรรมชาติแวดล้อมหรือพืชพรรณในท้องถิ่น เช่น ดอกคูณเป็นพืชที่ปลูกอยู่มากในแถบนั้น เวลาออกดอกก็จะเหลืองสะพรั่งไปทั้งหมด ท้องทะเลก็เป็นสีคราม น้ำเงิน ฟ้า ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้ทำให้ช่างเลือกใช้สีที่ไม่โดดไปจากสภาพตามธรรมชาติ” ดร.ยุวรัตน์ อธิบายที่มาของการเลือกใช้สีขาวขลิบเหลือง และสีเหลืองที่ปรากฏในปัจจุบันเป็นเฉดสีที่เป็นภาพจำของผู้ใหญ่รุ่นก่อนๆ ที่เคยไปใช้ชีวิตตลอดช่วงฤดูร้อน ณ บ้านปลุกปรีดีครั้งละนานนับเดือน

การตากอากาศหมายถึงการมาพักฟื้นร่างกาย ดังนั้นบ้านตากอากาศจึงไม่ต่างอะไรกับการเป็นบ้านหลังที่สอง ซึ่งต้องออกแบบให้ผู้อยู่รู้สึกสบายตัวสบายใจมากที่สุด 

ชะอำในความทรงจำ

นิตยา มาศะวิสุทธิ์ เคยบันทึกถึงบรรยากาศของการเตรียมตัวไปตากอากาศที่ชะอำในช่วง พ.ศ. 2490 ไว้ในหนังสือ บ้านปลุกปรีดี ว่า

“เราตื่นเต้นทุกครั้งที่เห็นยายจ๋า (นางเลื่อน จุลสมัย) เริ่มเอาที่นอนหมอนมุ้งและถุงสีเขียวใบใหญ่ออกมาตากแดด เพราะนั่นหมายความว่าเวลาที่จะได้ไปชะอำใกล้เข้ามาแล้ว นอกจากจัดเตรียมหมอนมุ้งสำหรับไปชะอำแล้ว สิ่งที่ยายจ๋าทำไม่ให้ขาด คือไปสำเพ็ง พาหุรัด เพื่อจับจ่ายซื้อของไปฝากชาวชะอำ ซึ่งมักเป็นผ้าซิ่น ผ้าลาย เสื้อคอกระเช้า ยาสามัญประจำบ้าน และถ้ามีหมากสดก็จะซื้อติดมือไปด้วย”

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

ศ. ดร.ธีระ และ ดร.สุนงนาท ช่วยกันเล่าเสริมว่า สมัยเด็กๆ ชะอำเป็นที่ที่สงบมาก ไม่จอแจ เมื่อก่อนต้องไปทางรถไฟจากสถานีบางกอกน้อย พอไปถึงสถานีชะอำก็จะมีรถสามล้อถีบจอดรออยู่ 2 คัน คือรถของนายวันกับนายเตือน ซึ่งต้องโทรเลขไปแจ้งไว้ล่วงหน้าเพื่อนัดหมายให้มารอรับ และทั้งชะอำก็จะมีรถสามล้อถีบอยู่แค่ 2 คันนี้เท่านั้น ผู้ใหญ่นั่งคุมของไปบนรถ เด็กๆ ก็เดินเรียงแถวกันไปเป็นกิโลกว่าจะถึงบ้านปลุกปรีดี แต่เดินแค่ไหนก็ไม่เมื่อย ไม่เหนื่อย ไม่มีใครโยเย เพราะอยากไปถึงทะเลเร็วๆ แค่เห็นเส้นทะเลตัดขอบฟ้าก็ระโดดโลดเต้นดีใจแทบแย่

ดร.สุนงนาถ และ รศ.อรชุมา อาสาเป็นตัวแทนฝ่ายหญิงเผยถึงกิจกรรมสนุกๆ ประจำวัน

“พอมาถึงปั๊บก็จะวิ่งลงทะเลไปเลย หาดสงบแล้วก็กว้างมาก พวกเราจะเล่นน้ำทะเลกันทั้งวัน กลับมาทีตัวดำเป็นเหนี่ยง แต่ละวันมีอะไรให้ทำตลอดค่ะ ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองวุ่นมากๆ ไม่มีเวลาว่างเลย (หัวเราะ) เริ่มตั้งแต่ไปคราดหอยตลับกับชาวบ้านที่ริมหาด ไม่ก็หาหอยเสียบเอามาดองน้ำปลาในขวดแก้ว ก่อปราสาททรายกับพี่ๆ น้องๆ ขุดหลุมลอดใต้ปราสาทของใครของมัน แล้วถ้าขุดไปเรื่อยๆ จนมือเราไปจับกับมือของอีกคนได้ก็จะดีใจมากๆ 

“บางที่ก็เก็บเม็ดมะกล่ำตาหนูจากต้นที่ปลูกอยู่หลังบ้านเอามาเล่นอีตักที่ต้องค่อยๆ ตักทีละเม็ด โดยไม่ให้โดนเม็ดอื่น ถ้าใครโดนก็ถือว่าแพ้ หรือไม่ก็เอาก้านใบสนมาต่อแล้วให้ทายว่าต่อที่ข้อไหน ในคืนเดือนมืดก็จะออกไปจับปูลมกัน ถือกระบอกไฟฉายส่องหาปู แต่ตัวเองไม่ค่อยถนัดเพราะเป็นคนขี้กลัว พอจับเสร็จก็เอาปูที่จับได้มาทอด ไม่มีใครอยากฆ่าปูเพราะสงสาร เลยเอาไม้พาดวางไว้เหนือกระทะให้ปูเดินไปตกเอง ยังจำเสียงน้ำมันฉ่าๆ ได้เลย บนชานบ้านก็เล่น A E I O U กัน คิดดูว่าชานบ้านกว้างจนเด็กๆ วิ่งเล่นกันได้”

คราวนี้ถึงตา ศ. ดร.ธีระ และ รศ.หริรักษ์ เป็นตัวแทนฝ่ายชายเล่ากิจกรรมซนๆ ให้ฟังบ้าง

“นอกจากเล่นทะเลแล้ว บนบกก็สนุกนะครับ ตื่นเช้ามานี่จะชวนกันเดินไปสวนตาลที่อยู่ห่างบ้านไปสักกิโลสองกิโล ไปดูชาวบ้านเก็บน้ำตาลสด เขาจะปีนขึ้นต้นตาลสูงๆ ไปเก็บกระบอกไม้ไผ่บรรจุน้ำตาลลงมา แล้วเราจะได้ดื่มน้ำตาลสดๆ กันตรงโคนต้นตาลเลย จากนั้นก็ตามไปดูเขาเคี่ยวน้ำตาลปึกที่เตา แล้วเราก็ไปอุดหนุนน้ำตาลสด ถือกลับมาบ้านอีกเป็นขวดๆ ตอนเดินจากสวนตาลกลับบ้านนี่ก็แวะตลอดทางนะครับ มีสวนฝรั่งสวนมะม่วงตรงไหนก็แวะไปเรื่อย ชาวบ้านใจดี และความที่ชะอำอยู่ใกล้สนามบินบ่อฝ้าย เราก็จะคอยวิ่งไล่ตามเครื่องบินเวลาลดระดับก่อนร่อนลง”

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

นอกจากทะเลและสวนตาลแล้ว บางครั้งผู้ใหญ่จะพาไปเดินป่าหลังบ้าน หรือไม่ก็พาไปปีนเขาเจ้าลายให้ได้ผจญภัยกันอย่างสนุกสนาน ส่วนมุมโปรดในบ้านปลุกปรีดีของเด็กๆ ก็คือใต้ถุนบ้านที่เป็นดั่งลานทรายใหญ่ให้ได้เล่นสนุกกันอีก 

“ใต้ถุนบ้านจะมีแมลงชนิดหนึ่งที่เรียกว่าแมลงช้างอยู่ใต้ทราย ด้านบนจะเป็นแอ่งรูปกรวย ผมก็จะเอามดแดงหยอดลงไปล่อให้แมงช้างมันตะกุยทรายขึ้นมา พอเราขึ้นมาเราก็รีบช้อนแมงช้างมาเก็บไว้ พอได้จำนวนหนึ่งก็จะเอามันมาสู้กัน” รศ.หริรักษ์ ระลึกความหลัง

กิจกรรมที่ทุกคนลงความเห็นว่าสนุกที่สุด คือการขุดหลุมพรางที่ต่างคนต่างขุดหลุมทรายเอาไว้แล้วพรางด้วยใบไม้บนปากหลุม เจ้าตัวรอลุ้นว่าจะมีใครตกลงไปหรือไม่ และถ้าทำได้สำเร็จก็จะเฮกันลั่นทีเดียว

ไม่เฉพาะเด็กเท่านั้นที่มีความสุข ผู้ใหญ่เองก็สำราญไม่แพ้กัน เพราะว่าจะได้เดินไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูงคนรู้จักที่พากันมาตากอากาศในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้มีแขกแวะเวียนมาเยี่ยมมาคุยกันไปทั้งวัน

เมื่อเหนื่อยมาแต่เช้าจรดเย็นแล้ว เวลาค่ำก็จะมานอนเรียงกันที่ระเบียงฝาไหลหน้าห้องฟกฟื้น รับลมเย็นสบาย ฟังเสียงคลื่นและดูดาวไปด้วยกัน อาจแถมด้วยกิจกรรมหลอกผีกันอีกเล็กน้อยพอให้ตื่นเต้น กิจกรรมที่ทำจะซ้ำไปซ้ำมาตลอดช่วงปิดเทอมฤดูร้อน แต่ยังคงสนุกเสมอเมื่อเริ่มต้นวันใหม่ และยังแจ่มชัดในความทรงจำของทุกคนจนถึงทุกวันนี้

เมื่อถึงเวลาต้องกลับกรุงเทพฯ ผู้ใหญ่จะชวนเด็กๆ ให้มาวัดส่วนสูงกับเสาไม้ต้นหนึ่งในบ้าน โดยใช้ปากกาขีดเส้นระนาบเดียวกับศีรษะของเด็กแต่ละคนลงบนเสาไม้ พร้อมลงชื่อและวันที่กำกับไว้ว่าใครสูงเท่าไหร่ พอมาอีกปีก็มาเทียบส่วนสูงเดิม แล้วก็ขีดส่วนสูงใหม่ซ้อนขึ้นไปเรื่อยๆ ทับกันไปกันมา

“ประตูบ้านปลุกปรีดีแทบไม่เคยปิดเลย ตอนเด็กๆ จำได้ว่ามีคุณยายใจดีถีบจักรยานเข้ามาขายน้ำตาลสดหรือขายข้าวเกรียบว่าวถึงในบ้าน มีแม่ค้าหาบขนมเข้ามาอย่างขนมตาล ไม่ก็หอยเสียบดอง เวลาแวะมาทีก็มานั่งดื่มน้ำให้หายเหนื่อย พูดคุยสอบถามสารทุกข์สุขดิบกันอยู่นานจนเป็นเหมือนญาติกันเลย หรือคุณยายคนหนึ่งที่ชื่อว่ายายหมา แกเป็นคนบ้าจี้ เด็กๆ จะชอบไปเล่นจี้เอวแกให้พูดทะลึ่งตึงตังแล้วเราก็หัวเราะกันสนุกสนาน ร้านอาหารของชาวบ้านจะมีอยู่ร้านเดียวมีชื่อว่าบาร์เย็นใจที่เราแวะไปอุดหนุนอยู่เสมอ และเป็นแบบนี้มาตั้งแต่รุ่นคุณทวด รุ่นคุณตาคุณยาย รุ่นพ่อแม่ จนมาถึงรุ่นเรา” คุณนัทยาเล่าอย่างมีความสุข 

ความทรงจำที่ชะอำไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสถานที่ แต่ยังมีผู้คนเป็นส่วนประกอบสำคัญไม่แพ้กัน ไม่แปลกเลยที่การมาที่ชะอำแต่ละครั้งจะต้อง “ไปสำเพ็ง พาหุรัด เพื่อจับจ่ายซื้อของไปฝากชาวชะอำ” อย่างที่บันทึกไว้ เพราะรักและผูกพันกันประดุจญาติพี่น้องไปเสียแล้ว

ความสุขที่ปลุกได้

ช่วงหลังๆ ชะอำเริ่มเผชิญความเปลี่ยนแปลงด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นจนล้น และส่วนมากเลือกจะสังสรรค์เสียงดังกันริมหาดแบบไม่หลับไม่นอนไปจนรุ่งเช้า แผงสินค้าจำนวนมากตั้งระเกะระกะอยู่หน้าบ้านจนถึงขั้นปิดทางเข้าออก จากบ้านที่ทุกคนรอคอยที่จะกลับไปเยือนทุกฤดูร้อน กลายเป็นบ้านที่ไม่มีใครกลับไปอีกเป็นเวลาหลายปีจนเริ่มเสื่อมสภาพลง

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

“ประมาณ พ.ศ. 2553 ได้มีการตัดสินใจที่จะขายที่ที่ชะอำ เพราะสภาพแวดล้อมที่ชะอำเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก คนที่มาซื้อที่ดินก็อยากได้เฉพาะที่ แต่ไม่อยากได้บ้านหลังนี้ พวกเราทุกคนรู้สึกเสียดายมากๆ โดยเฉพาะแม่ (สตรี ประทีปะเสน หลานคุณยายเลื่อน จุลสมัย) ที่ตัดสินใจว่าต้องรักษาบ้านปลุกปรีดีเอาไว้ให้ได้” คุณวรายุ เอ่ย ส่วนผู้ให้สัมภาษณ์ทุกคนต่างพยักหน้าอย่างแข็งขันและยืนยันว่าตอนนั้นรู้สึกใจหายมากๆ เมื่อคิดว่าจะไม่มีบ้านปลุกปรีดีอีกต่อไปแล้ว การหารือเรื่องการย้ายบ้านปลุกปรีดีมาที่กรุงเทพฯ จึงเป็นดั่งเสียงสวรรค์

และเมื่อตัดสินใจร่วมกันอย่างเด็ดขาดแล้ว สิ่งแรกที่ต้องสำรวจคือจะนำบ้านปลุกปรีดีไปตั้งไว้ที่ไหน 

“แม่มีที่ดินเปล่าอยู่ที่ซอยแจ้งวัฒนะ 14 ก็เลยรีบวัดขนาดของบ้านปลูกปรีดีที่ชะอำ พร้อมกับวัดขนาดที่ดินเปล่าผืนนี้ ปรากฏว่าเข้ากันได้พอดีเป๊ะ แล้วยังเหลือพื้นที่ข้างๆ ให้ปลูกต้นไม้เพื่อสร้างบรรยากาศแบบชะอำได้ด้วย ก็เลยปรึกษากับ ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน ผู้เป็นทั้งญาติและสถาปนิกอนุรักษ์เพื่อดำเนินการโดยเร็วที่สุด เพราะเจ้าของที่ดินรายใหม่ต้องการที่ดินของเราที่ชะอำแล้ว” คุณวรายุเล่าต่อ

เมื่อเวลาน้อย จึงต้องวางแผนงานอย่างรัดกุม ประการแรกคือการเลือกกลุ่มช่างที่มีประสบการณ์กับงานไม้เก่า และช่างกลุ่มเดียวกันนี้ก็จะต้องรับผิดชอบทั้งการรื้อบ้านปลุกปรีดีที่ชะอำพร้อมกับนำมาประกอบคืนที่กรุงเทพฯ ด้วย เพราะจะจำรายละเอียดของไม้และบ้านได้มากที่สุด

เมื่อได้กลุ่มช่างที่ไว้ใจได้แล้ว ก่อนจะรื้อก็ต้องสำรวจขนาดและสัดส่วนของบ้านทั้งหมด รีบบันทึกตำแหน่งเสาบ้านให้ครบ เพื่อที่จะได้เตรียมพื้นที่ทางกรุงเทพฯ ไว้รอรับ รวมทั้งสำรวจแบบบ้านด้วยว่ามีประตู หน้าต่าง ลูกกรง ฯลฯ ตั้งอยู่ตำแหน่งไหนบ้าง พร้อมถ่ายภาพเก็บไว้ทั้งหมด

“พอถ่ายรูปเสร็จแล้วก็รื้อเลย แล้วก็ลำเลียงไม้จากชะอำมาที่กรุงเทพฯ สภาพไม้ขาดความสมบูรณ์ไปบ้างเพราะเป็นไม้เก่า จึงอาจเสียหายระหว่างรื้อถอนและขนย้าย พอดีว่า พ.ศ. 2554 เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่กรุงเทพฯ และทำให้เราได้ข้อมูลสำคัญว่า น้ำท่วมในซอยนี้ได้สูงถึงหนึ่งจุดสองเมตร ดังนั้นเราจึงตัดสินใจถมดินเพิ่มขึ้นไปอีกหลายเมตร ดังนั้นจึงต้องนำไม้ที่รื้อมาเก็บรักษาเพื่อรอการปรับพื้นที่อีกพักใหญ่” ดร.ยุวรัตน์เล่าให้ฟัง

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

หลังจากนั้นก็ต้องใช้เวลาอีกกว่าปีเพื่อประกอบไม้ทุกชิ้นให้กลับไปเป็นเรือนปลุกปรีดีหลังเดิมจนสำเร็จ ซึ่งผลงานนี้สร้างความภูมิใจให้ทั้งสถาปนิกและทายาททุกคน เพราะบ้านปลุกปรีดีได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นประจำ พ.ศ. 2558 จากสมาคมสถาปนิกสยามฯ ทั้งนี้วัสดุโครงสร้างที่เห็นในปัจจุบันเป็นวัสดุต้นฉบับเกือบทั้งหมด มีเฉพาะหลังคากระเบื้องว่าวและเชิงชายเท่านั้นที่เปลี่ยนไปใช้วัสดุปัจจุบันแทนเพราะของเดิมชำรุดเสียหายมาก

ส่วนผนัง พื้น ฝ้าเพดานนั้น ไม้เก่าที่เป็นวัสดุเดิมมีความเสียหายมากพอสมควร สถาปนิกจึงตัดสินใจเลือกใช้ไม้เก่าทั้งหมดเฉพาะบริเวณที่มือสัมผัสได้ เช่น ผนัง ส่วนไม้ที่ซื้อใหม่จะนำไปใช้กับส่วนที่ไกลจากการสัมผัส เช่น เพดาน เป็นต้น 

“บ้านปลุกปรีดีเป็นบ้านตากอากาศ เมื่อตั้งอยู่ชะอำ ด้านยาวของบ้านจะหันเข้าหาหาดเพื่อไปรับลมทางทิศตะวันออก พอย้ายมาที่กรุงเทพฯ ลมจะพัดเข้าทางทิศใต้ ก็ลุ้นอยู่มากว่าจะเป็นอย่างไร แต่นับว่าโชคดีมากๆ ที่ที่ดินเปล่าผืนนี้ด้านยาวหันไปทางทิศใต้พอดี ดังนั้นบ้านปลุกปรีดีที่กรุงเทพฯ ก็จะหันเข้ารับลมด้วยเช่นกัน การอนุรักษ์ครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าสถาปัตยกรรม แต่ยังอนุรักษ์หน้าที่และบรรยากาศของบ้านหลังนี้ไว้ได้ด้วย ทุกวันนี้เวลามานั่งที่บ้านปลุกปรีดีก็จะรู้สึกเหมือนมีลมทะเลพัดเข้ามาตลอด” ดร.ยุวรัตน์ กล่าวอย่างดีใจ

สิ่งสำคัญที่ต้องอนุรักษ์ไว้ด้วยคือบรรยากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแสงและเงา เพื่อเปลี่ยนมุมเล็กๆ แห่งนี้ให้เป็นชะอำในความทรงจำได้ใกล้เคียงที่สุด 

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง
บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

“ลักษณะเด่นของบ้านที่ชะอำคือต้องมีเงาของต้นไม้แผ่เข้ามาด้วย อย่างเงาของต้นสนหรือเงาของกิ่งลั่นทมหน้าบ้าน เวลาเรานอนที่ชานก็จะมองเห็นทิวสนลู่ไปตามแรงลมด้วย หรือแสงแดดที่ส่องผ่านมาตามลายฉลุใต้ฝ้าเพดานจนเกิดเป็นลายบนพื้นเรือน สิ่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้”

ต้นสนจำนวนหนึ่งจึงปลูกเรียงอยู่ริมรั้ว โดยได้ตรวจสอบแล้วว่าเป็นพันธุ์เดียวกันกับที่ชะอำ ส่วนต้นลั่นทมหน้าบ้านนั้นเป็นการตอนกิ่งต้นเดิมและนำมาปลูกไว้ที่นี่ เช่นเดียวกับต้นเชอรี่ไทยหน้าบันไดและหน้าต้นมะขามเทศหลังบ้าน แม้แต่ทรายที่โรยอยู่ด้านหน้าหรืออ่างปูนทรงเหลี่ยมสำหรับใส่น้ำจืดล้างเท้าก็เป็นของเดิม และนำมาจากสถานที่จริงเพื่อสร้างบรรยากาศที่คุ้นเคย

อย่างไรก็ตาม บางสิ่งบางอย่างก็ต้องปรับสภาพให้เหมาะสมกับบริบทปัจจุบันด้วย เช่น การยกฐานเสาให้สูงขึ้นเพื่อให้ใต้ถุนบ้านสูงขึ้นกว่าเดิม ก่อให้เกิดพื้นที่ใช้สอยอันเป็นประโยชน์มากมาย กลายเป็นบริเวณพบปะสังสรรค์ของสมาชิกในครอบครัวและแขกเหรื่อ การเสริมทางขึ้นบ้านตามแนวอารยสถาปัตย์เพื่อรองรับญาติผู้ใหญ่ที่ต้องอาศัยรถเข็น การเพิ่มและขยายห้องน้ำและห้องครัวเป็นต้น

บ้านปลุกปรีดี : อดีตตำหนักตากอากาศริมทะเลชะอำ ที่ย้ายมาปลุกความสุขในเมืองหลวง

ห้องบางห้องก็ปรับสภาพใหม่ เช่น รื้อฝากั้นออกเพื่อให้ห้องกว้างขึ้น แต่ยังรักษาเครื่องเรือนแท้ๆ ดั้งเดิมเอาไว้ หรือพยายามเสาะหาเฉพาะเครื่องเรือนร่วมสมัยเพื่อนำมาใช้ตกแต่งเสริมเข้าไปในบางจุด สิ่งสำคัญคือตัวอักษรไม้ที่จารึกชื่อบ้านว่าปลุกปรีดีซึ่งมองเห็นได้อย่างโดดเด่นในวันนี้ ยังเป็นของดั้งเดิมที่ประดับอยู่บนตำแหน่งเดียวกันนี้มาตลอดร้อยปี

“มีสิ่งหนึ่งที่เราพยายามอนุรักษ์ไว้แต่ไม่สำเร็จ นั่นคือเสาบันทึกความสูง ตอนที่ย้ายเสามา ช่างไม้ก็หวังดี พยายามขัดไม้จนรอยขีดหายไปหมด เลยไม่รู้เลยว่าเป็นเสาไหน” ดร. ยุวรัตน์ เล่าด้วยความเสียดาย แต่คุณวรายุได้เล่าเสริมว่าประเพณีนี้ได้เวียนกลับมาอีกครั้งเมื่อได้เริ่มมีการบันทึกความสูงของลูกๆ หลานๆ รุ่นปัจจุบันกันอีกครั้งบนเสาบ้านปลุกปรีดีที่กรุงเทพฯ

ทุกวันนี้บ้านปลุกปรีดีเป็นพื้นที่ส่วนกลางของครอบครัวที่มักใช้สำหรับพบปะสังสรรค์ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ รวมทั้งเป็นที่จัดงานเลี้ยงในโอกาสสำคัญของครอบครัว

ทุกครั้งที่สมาชิกทุกคนกลับมาที่บ้านหลังนี้ ภาพความทรงจำของชะอำในอดีตก็พร้อมจะออกมาโลดแล่นอยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมสนุกๆ มิตรภาพอันทรงคุณค่ากับชาวชะอำหลายต่อหลายคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ณ ช่วงเวลานั้น

บ้านปลุกปรีดียังคงปลุกความสุขให้กับทุกคนในครอบครัวอยู่เสมอ ดังเช่นที่เป็นมาในอดีตไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ขอขอบพระคุณทายาทครอบครัวสูตะบุตรและจุลสมัยผู้ให้สัมภาษณ์ทุกท่าน

  • ศ. ดร. ธีระ สูตะบุตร 
  • ดร. สุนงนาท สูตะบุตร (ทายาทสกุลจุลสมัย)
  • รศ. อรชุมา ยุทธวงศ์ (ทายาทสกุลสูตะบุตร)
  • รศ. หริรักษ์ สูตะบุตร 
  • คุณนัทยา มาศะวิสุทธิ์ (ทายาทสกุลสูตะบุตร)
  • ดร. ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน (ทายาทสกุลสูตะบุตร)
  • คุณวรายุ ประทีปะเสน (ทายาทสกุลสูตะบุตร) 

ขอขอบพระคุณภาพถ่ายในอดีตจาก

  • หนังสือโคลงสุภาพเรื่อง นิราศชะอำ ฝีพระโอษฐ์ กรมพระนราธิปฯ
  • ทายาทครอบครัวสูตะบุตรและจุลสมัย
  • คุณชวชล เศรษฐอุดม

เอกสารอ้างอิง

  • บ้านปลุกปรีดี โดย นิตยา มาศะวิสุทธิ์
  • เม้าเม้า อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ นิตยา มาศะวิสุทธิ์ 
  • ชะอำฟองคลื่นศักดินา โดย สรศัลย์ แพ่งสภา 
  • การศึกษาเพื่อเสนอแนวความคิดในการอนุรักษ์บ้านพักตากอากาศชายทะเลหัวหินในช่วงปี พ.ศ. 2454 – 2488 วิทยานิพนธ์หลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต ปีการศึกษา 2542 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน

Writer

Avatar

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

สมาคมสถาปนิกสยามฯ ประกาศให้วิหารน้อยได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ประเภทงานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชนระดับดีมาก ประจำ พ.ศ. 2565 ซึ่งถือว่าเป็นรางวัลสูงสุดในประเภทนี้และครั้งนี้

“เมื่อทราบข่าว ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติและดีใจมาก ๆ ดิฉันมาทำบุญถวายพระอัฐิเสด็จปู่เป็นประจำทุกปีตั้งแต่เล็ก ๆ พอโตขึ้นมาก็เห็นความทรุดโทรมของที่นี่ วิหารน้อยเป็นอาคารโบราณที่สร้างขึ้นมานาน ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อได้มาเป็นประธานมูลนิธิราชสกุลอาภากร ในพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ก็คิดว่าจะต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง

“ความที่ดิฉันยึดมั่นกับคำสอนของเสด็จปู่ที่ว่า ทำอะไรต้องทำจริง ก็เลยเกิดความคิดว่าจะบูรณะวิหารน้อยให้ดีที่สุด จึงได้ปรึกษากับกองทัพเรือ และขอให้กรมศิลปากรมาช่วย รวมทั้งเชิญผู้มีความรู้อย่างคุณวทัญญูให้มาร่วมเป็นที่ปรึกษาในการบูรณะครั้งนี้” หม่อมราชวงศ์จิยากร อาภากร เสสะเวช พระนัดดาใน พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ผู้ทรงเป็นต้นราชสกุลอาภากร) กล่าวอย่างภูมิใจ

หม่อมราชวงศ์จิยากร อาภากร เสสะเวช

“หัวใจของการบูรณะวิหารน้อย คือการนำองค์ความรู้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการมาใช้ในการบูรณะ เพื่อมุ่งอนุรักษ์และพัฒนาอาคารโบราณให้เหมาะสมต่อการใช้งานในอนาคต รวมทั้งบันทึกไว้เป็นองค์ความรู้และกรณีศึกษาสำหรับการบูรณะอาคารโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคารที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการอนุรักษ์อาคารสำคัญร่วมสมัยอื่น ๆ อีกมากมาย” คุณวทัญญู เทพหัตถี กรรมการผู้จัดการ บริษัท กุฎาคาร จำกัด สถาปนิกอนุรักษ์ผู้ร่วมเป็นที่ปรึกษาโครงการบูรณะวิหารน้อยครั้งล่าสุด กล่าวถึงความสำคัญของการบูรณะครั้งนี้

คุณวทัญญู เทพหัตถี
ภาพ : ปฏิพล รัชตอาภา

คอลัมน์ Heritage House จึงอยากเชิญชวนผู้อ่านทุกท่านไปร่วมทำความรู้จักกับวิหารน้อย เพื่อทราบถึงประวัติความเป็นมา ลักษณะเด่นทางสถาปัตยกรรม ตลอดจนกระบวนการอนุรักษ์ที่ถูกต้อง

“แต่การทำความรู้จักแต่เฉพาะวิหารน้อยอาจไม่เพียงพอ ผมคิดว่าเราควรเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดของสุสานหลวงวัดราชบพิธเสียก่อน ที่นี่มีทั้งเจดีย์ทรงลังกา ปราสาทขอมประยุกต์ สถาปัตยกรรมอิทธิพลโกธิก (Gothic) คลาสสิก ฯลฯ ซึ่งรูปแบบสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันเช่นนี้ล้วนมีที่มาที่ไปทั้งสิ้น ทั้งหมดกำหนดขึ้นจากสถานะของบุคคลผู้นั้น อันเกี่ยวเนื่องกับรัชกาลที่ 5 ซึ่งเมื่อได้ทราบแล้ว เราจะรู้สึกได้เลยว่ารัชกาลที่ 5 ทรงคิดทุกอย่างอย่างรอบคอบ มีระเบียบแบบแผน” คุณวทัญญูได้ชวนเราให้เปิดมุมมองที่กว้างขึ้น

ถ้าพร้อมแล้ว ตามผมมาเลยครับ

สุสานหลวงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

“จริง ๆ แล้ว โดยธรรมเนียมไทยไม่เคยปรากฏการสร้างสุสานเพื่อบรรจุพระศพหรือพระอัฐิของเจ้านายในพระราชวงศ์มาก่อน การสร้างสุสานหลวงเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นที่บรรจุพระอัฐิเฉพาะพระมเหสีเทวี พระราชโอรส-ธิดา อัฐิของเจ้าจอมมารดา และเจ้าจอมในรัชกาลที่ 5 เท่านั้น กล่าวโดยภาษาสามัญก็คือ เป็นสถานที่สงวนไว้เฉพาะสมาชิกครอบครัวของพระองค์ท่าน” คุณวทัญญูเล่า

แต่เดิมนั้น หลังจากบำเพ็ญกุศลถวายพระศพจนครบวาระแล้ว ก็จะตามด้วยพิธีถวายพระเพลิงพระศพ แล้วจึงเชิญพระอังคารไปลอยน้ำบริเวณหน้าวัดสำเพ็งหรือวัดปทุมคงคาฯ เชิญพระอัฐิอีกส่วนหนึ่งไปบรรจุไว้ในพระบรมมหาราชวัง หรือวังของเจ้านายพระองค์นั้น ๆ หรือเชิญไปประดิษฐานยังวัดอันเกี่ยวข้องกับพระองค์ท่าน แต่ไม่มีการบรรจุรวมกันในลักษณะสุสานเช่นนี้

ภาพเก่าสุสานหลวง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม สมัยรัชกาลที่ 5

“ไม่มีบันทึกที่ปรากฏแน่ชัดว่าทำไมรัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสุสานหลวงขึ้น แต่พอจะสันนิษฐานได้ว่ามาจากสาเหตุสำคัญ 2 ประการ ประการแรก สภาพบ้านเมืองที่เปลี่ยนไป การประกอบพิธีอันเกี่ยวเนื่องกับพระศพไม่สะดวกเหมือนเมื่อก่อน เช่นการลอยพระอังคารในแม่น้ำ ในอดีตบริเวณหน้าวัดสำเพ็งหรือวัดปทุมคงคาฯ เป็นเขตนอกเมือง คนอาศัยอยู่ไม่มาก แต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 จำนวนประชากรมีเพิ่มขึ้นมาก พื้นที่บริเวณนั้นกลายเป็นแหล่งชุมชน จึงไม่เหมาะที่จะลอยพระอังคารอีกต่อไป

“รัชกาลที่ 5 ทรงมีครอบครัวใหญ่ มีมเหสีเทวี เจ้าจอมมารดา รวมทั้งพระราชโอรส-ธิดาหลายพระองค์ ทั้งนี้คงจะโปรดให้รวบรวมสมาชิกครอบครัวของพระองค์ท่านไว้ด้วยกัน ไม่ต้องกระจัดกระจายไปบรรจุพระอัฐิไว้หลาย ๆ ที่ และสาเหตุสำคัญอีกประการคือ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ หรือ ‘สมเด็จพระนางเรือล่ม’ สวรรคต”

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2423 เกิดเหตุเรือพระประเทียบของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ล่มลง ณ ตำบลบางพูด แขวงเมืองนนทบุรี เป็นเหตุให้สวรรคตพร้อม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์ พระราชธิดา สมเด็จพระนางเรือล่มทรงเป็นพระอัครมเหสีที่รัชกาลที่ 5 ทรงสนิทเสน่หาเป็นอย่างยิ่ง นำความเศร้าโศกพระราชหฤทัยเป็นอย่างมาก จึงมีพระราชประสงค์จะสร้างที่บรรจุพระอัฐิไว้ให้สมพระราชสถานะ

สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์ พระราชธิดา

งานพระเมรุของสมเด็จพระนางเรือล่มมีขึ้นที่ท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2424 แต่กว่าจะเริ่มก่อสร้างเจดีย์บรรจุพระอัฐิที่สุสานหลวงนั้น ตกประมาณ พ.ศ. 2426 ล่วงมาหลังจากงานพระเมรุราว ๆ 2 ปี ในการนี้ ได้ทรงเลือกวัดราชบพิธฯ ด้วยเป็นวัดประจำรัชกาล ปรากฏพื้นที่ว่างข้างวัดซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกพอดี นอกจากนั้นยังตั้งอยู่ริมถนนอัษฎางค์ เสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพิธีได้สะดวก จึงนับว่าเป็นพื้นที่เหมาะสม

“เมื่อมีพระราชดำริที่จะสร้างอนุสรณ์สถานพระราชทานสมเด็จพระนางเรือล่มแล้ว ก็ทรงเล็งเห็นว่าสมควรจะสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อพระราชทานพระเมสีเทวีพระองค์อื่น ๆ รวมทั้งเจ้าจอมมารดาและเจ้าจอม ตลอดจนพระราชโอรส-ธิดาพร้อม ๆ กันไปเลย เชื่อว่าท่านทรงคิดรวบยอดแล้วว่าไหน ๆ จะทำแล้ว ก็ทำให้ครบเสียเลย 

“ตอนที่ท่านเริ่มสร้างสุสานหลวงนั้น มีเพียงสมเด็จพระนางเรือล่มสวรรคตพร้อมพระราชธิดาเท่านั้น ตามมาด้วยพระราชธิดาบางพระองค์ที่สิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ส่วนพระมเหสีเทวี พระราชโอรส-ธิดาพระองค์อื่น ๆ ยังมีพระชนม์อยู่หมด สุสานหลวงจึงเป็นสุสานที่สร้างขึ้นก่อนคนตาย คิดว่านี่คือข้อพิสูจน์ที่ว่าทรงมองเผื่ออนาคตไปเลย เป็นการเตรียมการณ์ล่วงหน้า

เจดีย์สี่ ศาลาหนึ่ง

“สถาปัตยกรรมสำคัญเมื่อแรกสร้างสุสานหลวงคือศาลา 1 หลังและพระเจดีย์อีก 4 องค์ ซึ่งทั้งหมดตั้งเรียงในระนาบเดียวกัน” คุณวทัญญูชี้ให้ชม

พระเจดีย์องค์แรกได้พระราชทานไว้เพื่อบรรจุพระอัฐิสมเด็จพระนางเรือล่มและพระราชธิดา ส่วนอีก 3 องค์ที่เรียงต่อมานั้น พระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า, สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ) และ สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระบรมราชเทวี ส่วนศาลาที่ตั้งอยู่ริมสุดนั้น สร้างพระราชทานเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าจอมมารดาแพ) การก่อสร้างพระเจดีย์และศาลาครั้งนี้ สันนิษฐานว่าใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 7 เดือน จนแล้วเสร็จเมื่อกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2427

“สมเด็จพระนางเจ้าทั้ง 4 พระองค์ทรงเป็นพระภรรยาเจ้าชั้นลูกหลวง หมายถึงว่าทรงมีพระราชสมภพมาเป็นพระราชธิดาพระมหากษัตริย์ ซึ่งก็คือรัชกาลที่ 4 ส่วนศาลาอีกหลังนั้น พระราชทานให้เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ ซึ่งเป็นพระสนมเอกคนสำคัญ ภายในมีพระพุทธรูปปางห้ามญาติขนาดสูงเท่าตัวท่าน ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หล่อไว้ ได้พระราชทานนามพระเจดีย์ 4 องค์ไว้คล้องจองกัน คือ สุนันทานุสาวรีย์ รังษีวัฒนา เสาวภาประดิษฐาน และสุขุมาลนฤมิตร์ ส่วนศาลาที่บรรจุพระพุทธรูปนั้นปรากฏนามต่อมาว่า พิหารน้อย ก่อนจะกร่อนกลายเป็น วิหารน้อย อย่างที่เราเรียกในปัจจุบัน”

พระเจดีย์สุนันทานุสาวรีย์ที่ประดิษฐานพระอัฐิสมเด็จพระนางเรือล่มและพระราชธิดา

จดหมายเหตุราชกิจรายวันรัชกาลที่ 5 ได้กล่าวถึงพิธีก่อฤกษ์พระเจดีย์และศาลาที่สุสานหลวง เมื่อวันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2426 ความว่า

“อนึ่งเวลาเย็น วันนี้สวดมนต์ก่อพระฤกษ์พระเจดีย์สี่องค์กับศาลาที่วัดราชบพิธ โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าวชิรุณหิศเสด็จไปทรงจุดเทียนแทนพระองค์ และในวันรุ่งขึ้นได้โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี และสมเด็จพระนางเจ้าทั้งสองพระองค์ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงก่อฤกษ์พระเจดีย์และศาลาที่วัดราชบพิธ ในการนี้ได้โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าจอมมารดาแพไปร่วมทำพิธีด้วย”

ข้อควรสังเกตประการหนึ่ง คือการเรียงลำดับอนุสรณ์สถาน ที่เริ่มด้วยวิหารน้อยก่อน แล้วจึงตามมาด้วยเจดีย์ทั้ง 4 องค์ ซึ่งสะท้อนตามลำดับการเข้ารับราชการเป็นพระภรรยา เจ้าจอมมารดาแพนั้นเป็นรักแรกของรัชกาลที่ 5 ได้ทรงสู่ขอต่อ พระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) และเริ่มรับราชการตั้งแต่ยังดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ยังมิได้ครองราชย์ ส่วนสมเด็จพระนางเจ้าทั้ง 4 พระองค์นั้น ทรงรับราชการเป็นพระภรรยาเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว

แผนที่โบราณแสดงที่ตั้งของวิหารน้อยและพระเจดีย์ทั้ง 4 องค์เรียงอยู่ในระนาบเดียวกัน บนสุดทรงเหลี่ยมคือวิหารน้อย จากนั้นจึงเรียงต่อมาด้วยพระเจดีย์สุนันทานุสาวรีย์ รังษีวัฒนา เสวภาประดิษฐาน และสุขุมาลนฤมิตร์

หม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย ทรงเป็นทั้งสถาปนิกและช่างผู้รับผิดชอบการก่อสร้างพระเจดีย์ทั้ง 4 องค์ จะสังเกตว่าพระเจดีย์ทรงกลมนี้ไม่ได้เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยประเพณีล้วน ๆ แต่ท่านทรงนำรายละเอียดบางประการจากสถาปัตยกรรมโกธิก มาใช้ผสมผสานด้วย สังเกตได้จากหน้าต่างที่มีลวดลายวิจิตร แบ่งพื้นที่ออกเป็นช่อง ๆ ประดับกระจกหลากสีตามแบบโกธิก” คุณวทัญญูชวนผมให้สังเกต

พระเจดีย์รังษีวัฒนา โปรดสังเกตหน้าต่างที่มีลวดลายวิจิตร แบ่งพื้นที่ออกเป็นช่อง ๆ ประดับกระจกหลากสีตามแบบโกธิก

สถาปัตยกรรมโกธิกเป็นสถาปัตยกรรมที่เผยแพร่โดยทั่วไปในยุโรป และเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่มักจะนำมาใช้กับศาสนสถานอย่างโบสถ์

“การนำสถาปัตยกรรมโกธิกมาใช้กับสุสานเป็นสิ่งที่พบเห็นได้เสมอ สุสานมีความเกี่ยวเนื่องกับศาสนา มีคติความเชื่อลักษณะเดียวกัน จึงเลือกใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมเดียวกัน ขณะที่รัชกาลที่ 5 ทรงครองราชย์อยู่นั้น ตรงกับรัชสมัยของ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย จึงเป็นรูปแบบที่เรียกว่า ‘วิกตอเรียนโกธิก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือวัดนิเวศธรรมประวัติ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบวิกตอเรียนโกธิกทั้งหลัง”

พระเจดีย์เสาวภาประดิษฐาน โปรดสังเกตหน้าต่างที่มีลวดลายวิจิตร แบ่งพื้นที่ออกเป็นช่อง ๆ ประดับกระจกหลากสีตามแบบโกธิก

สำหรับแนวคิดที่สร้างอนุสรณ์สถานเป็นลักษณะเจดีย์ทรงลังกานั้นมีความเป็นมาอย่างไร

“เหตุผลสำคัญที่รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างเป็น ‘เจดีย์’ ก็เพราะว่ามีพระราชประสงค์ให้เป็นมากกว่าสถูปบรรจุพระอังคาร แต่ให้เป็นพระธาตุเจดีย์ เพราะมีหลักฐานว่าได้มีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้บนยอดตั้งแต่แรกสร้าง คิดว่าพระองค์ท่านมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานความเป็นสิริมงคลให้พระมเหสีเทวีและพระราชโอรส-ธิดาที่ทรงสนิทเสน่หาได้ประทับอยู่ภายใต้ร่มพระบารมีแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนเหตุผลของการสร้างเป็นลักษณะ ‘เจดีย์ทรงลังกา’ นั้น น่าจะมาจากพระราชนิยมที่สืบเนื่องมาแต่ครั้งรัชกาลที่ 4”

พระเจดีย์สุขุมาลนฤมิตร์

วิหารน้อย

วิหารน้อยมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกผสมโกธิก ซึ่งแตกต่างจากพระเจดีย์ทั้ง 4 องค์ที่ตั้งอยู่ในระนาบเดียวกันโดยสิ้นเชิง

“แม้เจ้าคุณพระประยูรวงศ์หรือเจ้าจอมมารดาแพ จะเป็นผู้ที่ทรงยกย่องว่าเป็นพระสนมเอก แต่อนุสรณ์สถานของเจ้าจอมมารดาแพนั้นไม่สามารถนำเจดีย์ทรงลังกามาใช้ได้ เพราะท่านเป็นเพียงพระสนม ไม่ใช่สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชเทวี หรือพระบรมราชินี ดังนั้นจึงต้องลดศักดิ์ของอาคารลงมา และแปลงไปเป็นอาคารประเภทอื่นเสีย คือแทนที่จะสร้างเป็นเจดีย์ ก็เปลี่ยนมาเป็นศาลาแทน รวมทั้งเลี่ยงการใช้สถาปัตยกรรมแบบไทยไปเป็นตะวันตก โดยมีหม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย เป็นผู้ทรงออกแบบและควบคุมการก่อสร้างวิหารน้อยเช่นกัน” คุณวทัญญูอธิบาย

เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าจอมมารดาแพ)

วิหารน้อยจึงเป็นศาลาเพียงแห่งเดียวที่ตั้งอยู่ในสุสาน สามารถใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีสงฆ์ได้ เมื่อรัชกาลที่ 5 ยังมีพระชนม์ชีพ ก็ทรงใช้พื้นที่วิหารน้อยสำหรับบำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานสมเด็จพระนางเรือล่มและพระราชธิดา ต่อมาวิหารน้อยจึงกลายมาเป็นพื้นที่สำหรับสมาชิกราชสกุลทุกมหาสาขาที่สืบเชื้อสายมาจากรัชกาลที่ 5 ใช้ประกอบพิธีสงฆ์เพื่อบำเพ็ญกุศลถวายพระอัฐิบรรพบุรุษของแต่ละราชสกุลอย่างต่อเนื่อง 

‘วิหาร’ เป็นคำที่เราใช้เรียกอาคารโถงที่มีพระพุทธรูปประดิษฐาน เพื่อให้ฆราวาสใช้ประกอบพิธีสงฆ์ร่วมกัน นี่คือสาเหตุที่รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปปางห้ามญาติขนาดเท่าตัวเจ้าจอมมารดาแพเป็นพระพุทธรูปสำคัญประดิษฐานอยู่ในวิหารน้อยแห่งนี้

พระพุทธรูปขนาดเท่าตัวเจ้าคุณพระประยุรวงศ์ (เจ้าจอมมารดาแพ)

ภายในวิหารน้อยเป็นที่บรรจุอัฐิเจ้าคุณพระประยูรวงศ์และสายสัมพันธ์ หนึ่งในนั้นคือ เจ้าจอมมารดาโหมด ในรัชกาลที่ 5 ผู้ซึ่งเป็นน้องสาวร่วมบิดามารดาของท่าน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงเป็นพระราชโอรสที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาผู้นี้ กล่าวง่าย ๆ คือทรงเป็น หลานป้า ของเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ ดังนั้นวิหารน้อยจึงเป็นสถานที่ประดิษฐานพระอัฐิของพระองค์ท่านด้วย

เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าจอมมารดาแพ) เมื่อล่วงเข้าสู่ปัจฉิมวัย
เจ้าจอมมารดาโหมด ในรัชกาลที่ 5 ผู้เป็นน้องสาวเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าจอมมารดาแพ)
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ต้นราชสกุลอาภากร) ประสูติแต่เจ้าจอมมาราดาโหมด และทรงเป็นหลานป้าของเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าจอมมารดาแพ)

การบูรณะวิหารน้อยครั้งล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2561 เริ่มต้นขึ้นจากมูลนิธิราชสกุลอาภากร โดยหม่อมราชวงศ์จิยากร อาภากร เสสะเวช ประธานมูลนิธิ ได้หารือกับกองทัพเรือเพื่อวางแนวทางบูรณะร่วมกับกรมศิลปากร

“หนึ่งในกรรมการมูลนิธิราชสกุลอาภากร คือ คุณสิน พงศ์หาญยุทธ ได้กรุณาชวนผมให้เข้ามาร่วมเป็นที่ปรึกษาในโครงการบูรณะครั้งนี้ โดยร่วมในกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่ต้น ซึ่งทำให้เกิดการค้นคว้าและค้นพบข้อมูลสำคัญมากมาย เพื่อกำหนดแนวทางการอนุรักษ์ที่เหมาะสม” คุณวทัญญูกล่าวถึงภารกิจสำคัญครั้งนี้

“ก่อนที่ผมจะเข้ามาร่วมดำเนินการบูรณะ วิหารน้อยได้รับการบูรณะมาก่อนหน้านี้หลายครั้ง ในช่วงเวลาที่ต่างกัน ซึ่งส่งผลให้วิหารน้อยมีสภาพอย่างที่เห็นในปัจจุบัน”

เราลองมาย้อนเวลากลับไปสู่อดีตกว่าร้อยปีก่อน เพื่อศึกษาดูว่าวิหารน้อยมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

วิหารน้อยในอดีต  

“อาคารวิหารน้อยในปัจจุบันไม่ใช่อาคารต้นฉบับดั้งเดิมที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2427 เราสืบค้นจากภาพถ่ายโบราณจนพบภาพวิหารน้อยต้นฉบับ จะเห็นว่าแตกต่างจากปัจจุบันมาก เดิมเป็นอาคารปรากฏซุ้มยอดแหลมประดับอยู่ด้วย ประเด็นนี้น่าสนใจมาก โดยฐานันดรศักดิ์แล้ว รัชกาลที่ 5 ไม่สามารถพระราชทานยอดเจดีย์แบบลังกาได้ เพราะเจ้าคุณพระประยูรวงศ์เป็นเพียงเจ้าจอมเท่านั้น แต่ด้วยความที่เป็นผู้ที่ทรงสนิทเสน่หามาก จึงทรงเลี่ยงมาใช้ซุ้มยอดแหลมแบบตะวันตกแทน เรียกได้ว่ายังพระราชทานเกียรติยศให้กับอนุสรณ์สถานของท่านในรูปแบบที่แตกต่างเป็นพิเศษ”

ภาพวิหารน้อยแรกสร้างสมัยรัชกาลที่ 5 ภาพถ่ายต้นฉบับจากคุณศรีมนา สุริยะ ได้นำไฟล์ภาพมาลงสีเพื่อให้เห็นวิหารน้อยเด่นชัดขึ้น โปรดสังเกตยอดซุ้มยอดแหลมแบบโกธิก 2 ซุ้มที่ปรากฏอยู่
ภาพร่างด้านทิศเหนือที่ทำขึ้นหลังจากศึกษาข้อมูลและภาพถ่ายในอดีต

“รูปแบบสถาปัตยกรรมตอนแรกสร้างนั้นยึดแนวสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกเป็นหลัก มีการสอดแทรกองค์ประกอบแบบโกธิกผสมผสานเข้าไปในรายละเอียดบางประการ”

“ขอเริ่มที่สถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกก่อน ถ้าให้อธิบายถึงสถาปัตยกรรมลักษณะนี้อย่างกระชับที่สุดคือสถาปัตยกรรมที่มีองค์ประกอบตามแบบกรีกและโรมัน สิ่งที่สังเกตได้ง่ายสุดในอาคารหลังนี้ก็คือเสาและหัวเสาแบบกรีก ที่เสาปูนประดับอาคารมีการเซาะร่องตามแนวตั้ง เรียกว่า ฟลูต (Flute) มีซุ้มปูนปั้นประดับประตูและหน้าต่าง อย่างเช่นซุ้มโค้งครอบด้วยหน้าจั่วรูปสามเหลี่ยม เรียกว่า เพดิเมนต์ (Pediment) ประดับเหนือช่องหน้าต่างภายนอกอาคาร หากเข้าไปภายในก็จะพบซุ้มโค้งโรมันประดับเหนือบานประตูหน้าต่างเช่นกัน”

แล้ววิหารน้อยมีอะไรบ้างที่เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมแบบโกธิก

“ลองสังเกตจากสิ่งใหญ่ ๆ ก่อนนะครับ การใช้ซุ้มยอดแหลมบนหลังคานั้นเป็นโกธิกที่ชัดมาก หรือการประดับเหล็กหล่อบนสันหลังคา รวมทั้งการประดับขอบซุ้มด้วยปูนปั้นซึ่งลวดลายลักษณะนี้ถือว่าการตกแต่งอาคารแบบโกธิก สำหรับช่องแสงบนบานประตูและหน้าต่างนั้น มีลวดลายเป็นลายเรขาคณิต ซึ่งไม่ถือว่าเป็นลายแบบโกธิก แต่วิธีการกรุกระจกหลากสีลงไปในช่องแสงเหล่านั้น ถือว่าเป็นวิธีการแบบโกธิก” คุณวทัญญูบรรยาย

ภาพ 3 มิติวิหารน้อยด้านทิศใต้ ลองสังเกตลักษณะทางสถาปัตยกรรมดั้งเดิมที่เคยปรากฏอยู่ ตามที่บรรยายไว้ในบทความ
ช่องแสงบนบานประตูและหน้าต่างเป็นลวดลายเป็นลายเรขาคณิต ซึ่งไม่ถือว่าเป็นลายแบบโกธิก แต่วิธีการกรุกระจกหลากสีลงไปในช่องแสงเหล่านั้น ถือว่าเป็นวิธีการแบบโกธิก

ภาพ 3 มิติที่นำมาแสดงประกอบบทความนี้ เกิดจากการวิเคราะห์และศึกษาภาพถ่ายโบราณที่ค้นพบ แล้วนำมาสร้างภาพจำลองในมิติต่าง ๆ เพื่อสะท้อนรายละเอียดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

“อย่างเหล็กหล่อที่เป็นสันหลังคาก็ไม่มีให้เห็นแล้ว แต่เราสามารถจำลองออกมาเป็นภาพ 3 มิติให้เห็นได้ ก็เพราะเราสำรวจแล้วพบชิ้นส่วนเหล็กหล่อประดับหลังคา จากนั้นเราได้ลองนำมาเทียบเคียงกับอนุสาวรีย์แบบโกธิกอื่น ๆ ที่ปรากฏอยู่ในสุสานหลวง แล้วก็พบว่ามีลักษณะเหมือนกัน เราจึงร่างเป็นภาพขึ้นมาใหม่

“หรืออย่างเสาปูนปั้นเซาะร่องประดับอาคารหรือฟลูต ก็ไม่ปรากฏอยู่แล้วบนอาคารปัจจุบัน แต่เราสามารถสำรวจพบหลักฐานการเซาะร่องเดิม แล้วนำมาประมวลกับภาพถ่ายโบราณให้แน่ใจก่อนที่นำมาร่างเป็นภาพสามมิติอย่างที่เห็น”

สิ่งสำคัญอีกประการคือเรื่องของสี จากการสำรวจชั้นสีของผนัง ประตู หน้าต่าง ในการบูรณะครั้งล่าสุด พบร่องรอยว่าสีทาอาคารคือสีเหลืองอมน้ำตาล ส่วนสีที่ทาบัวปูนปั้นนั้นเป็นสีขาว และสีที่ทาวงกบและบานกรอบประตูหน้าต่างบนอาคารล้วนเป็นสีเขียว จึงเป็นสีที่นำมาใช้ทาอาคารในการบูรณะครั้งล่าสุด เพราะตรวจสอบอย่างละเอียดจนมั่นใจว่าเป็นเป็นสีดั้งเดิม

ก่อนการบูรณะครั้งล่าสุดเมื่อ พ.ศ. 2561 นั้น วิหารน้อยผ่านการบูรณะมา 4 ครั้ง ครั้งสำคัญที่สุดเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับอาคารหลังนี้พอสมควร และกลายสภาพมาเป็นอาคารอย่างที่เห็นในปัจจุบัน คุณวทัญญูค่อย ๆ ไล่เรียงเราฟังว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

“สิ่งที่เห็นชัดเจนที่สุดคือซุ้มยอดแหลมหายไป สันนิษฐานว่าน้ำฝนรั่ว ชำรุดหนักจนต้องรื้อหลังคาเดิมออกทั้งหมด คือหลังคาทรงนี้มักจะทำให้น้ำฝนเทลงมาสะสมและรั่วซึมอยู่แล้ว เมื่อรื้อซุ้มหลังคาออกจึงต้องสร้างหลังคาทรงจั่วขนาดใหญ่คลุมอาคารทั้งหลังขึ้นมาแทน พร้อมกับยื่นชายคาโดยรอบสำหรับป้องกันแดดและฝนให้ดีขึ้นกว่าเดิม ลักษณะหลังคาทรงจั่วคือหลังคาที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน”

วิหารน้อยเมื่อซุ้มยอดแหลมหายไป กลายเป็นหลังคาทรงจั่ว

“นอกจากเปลี่ยนหลังคาทั้งหมดแล้ว ยังมีการสร้างผนังขึ้นมาใหม่เพื่อปิดอาคารด้านหน้า พร้อมกับสร้างซุ้มประตูใหม่เพื่อเปิดเป็นทางเข้า จั่วเหนือซุ้มประตูโค้งปรากฏเป็นไม้ฉลุลายพรรณพฤกษาแบบวิกตอเรียน ที่ยอดจั่วประดับด้วยไม้สาระไน หรือไม้แกะสลักแนวตั้งที่ประดับตรงกลางจั่ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าสร้างขึ้นในภายหลัง เพราะลักษณะทางสถาปัตยกรรมเช่นนี้เป็นคนละยุคกับอาคารเดิม

“เมื่อมีจั่ว ก็มีการเพิ่มลายปูนปั้นประดับหน้าจั่ว เป็นลายพระอาทิตย์ครึ่งดวงเปล่งรัศมีเหนือน้ำ ซึ่งตอนที่ผมมีโอกาสเห็นครั้งแรกก็ไม่แน่ใจว่าเป็นลายอะไร เมื่อลองสืบค้นไปเรื่อย ๆ ก็พบว่าเป็นตราประจำพระองค์ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นไชยาสุริโยภาส

ลายปูนปั้นประดับหน้าจั่ว เป็นลายพระอาทิตย์ครึ่งดวงเปล่งรัศมีเหนือน้ำ เมื่อสืบค้นจึงพบว่าเป็นตราประจำพระองค์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นไชยาสุริโยภาส

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นไชยาสุริโยภาส (พระองค์เจ้าสุริยงประยุรพันธ์-ต้นราชสกุลสุริยง) ทรงเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาโหมด และเป็นพระอนุชาร่วมเจ้าจอมมารดาเดียวกันกับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

“พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นไชยาสุริโยภาสสิ้นพระชนม์ลงเมื่อ พ.ศ. 2462 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่วิหารน้อยกำลังได้รับการบูรณะอยู่พอดี จึงมีการเชิญลายปูนปั้นตราประจำพระองค์มาประดับไว้เมื่อเชิญพระอัฐิมาบรรจุที่วิหารน้อยก็เป็นได้”

ตราประจำพระองค์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นไชยาสุริโยภาส
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นไชยาสุริโยภาส (พระองค์เจ้าสุริยงประยุรพันธ์ ทรงเป็นต้นราชสกุลสุริยง)

หลังจากการบูรณะครั้งใหญ่สมัยรัชกาลที่ 6 อย่างที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ได้มีการบูรณะวิหารน้อยอีก 2 ครั้ง แต่มิได้เป็นการบูรณะที่เปลี่ยนสภาพอาคารไปโดยสิ้นเชิง และแล้วก็มาถึงการบูรณะครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2561

การบูรณะวิหารน้อยครั้งล่าสุด

หลังจากที่ทำการศึกษาข้อมูลเชิงลึกอย่างละเอียด ก็ถึงเวลาลงมืออย่างจริงจัง หลักการสำคัญข้อแรกที่ทีมงานร่วมกันแก้ไขอย่างเร่งด่วนคือการจัดการปัญหาความชื้น ที่ทำลายอาคารโบราณหลังนี้ให้ทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว

“ความชื้นเกิดจากน้ำใต้ดิน เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องรีบแก้ไข เราขุดลงไปเพียงศอกเดียวก็เจอน้ำแล้ว สิ่งแรกที่ทำคือการตัดลดความชื้นด้วยการเจาะรูผนังอิฐลึกเข้าไปประมาณ 50 เซนติเมตร แล้วเอาไม้แบบกั้นไว้ จากนั้นก็เทคอนกรีตอีพ็อกซี่เรซิ่นเข้าไปแทนที่เนื้ออิฐเดิม ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นแนวป้องกันความชื้นไปรอบอาคาร จากนั้นก็ซ่อมเปลี่ยนอิฐที่ชำรุดด้วยอิฐขนาดเท่าเดิม ลอกปูนซีเมนต์เดิมออกทิ้งทั้งหลัง ใช้ปูนหมักฉาบกลับเข้าไปใหม่ เพราะปูนหมักมีคุณสมบัติที่สามารถช่วยระบายความชื้นได้”

การเจาะรูผนังลึกเข้าไปประมาณ 50 เซนติเมตร ก่อนเอาไม้แบบกั้นไว้ แล้วจึงเทคอนกรีตอีพ็อกซี่เรซิ่นเข้าไปแทนที่เนื้ออิฐเดิมเพื่อตัดลดความชื้น
การติดตั้งไม้แบบและเทคอนกรีตอีพ็อกซี่เรซิ่นเข้าไปแทนที่เนื้ออิฐเดิมเพื่อตัดลดความชื้น

เมื่อซ่อมอาคารให้มีสภาพแข็งแรงขึ้นแล้ว สิ่งที่ทำต่อมาก็คือการซ่อมประตูหน้าต่างทั้งหมด รวมทั้งช่องแสงบรรจุกระจกสี

“ประตูหน้าต่างผุเกือบทั้งหมดจากปัญหาความชื้น จึงต้องเปลี่ยนใหม่ ส่วนวงกบด้านบนและช่องแสงยังอยู่ในสภาพดี จึงรักษาไว้แล้วนำกลับมาใช้ พร้อมกับเสริมความแข็งแกร่งในจุดที่ยึดกับผนังอิฐด้วยการเสริมคอนกรีต และยึดด้วยสลักเกลียว

“การซ่อมกระจกสีในช่องแสงนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก ๆ เพราะต้องรื้อกระจกสีที่แตกหักเสียหาย รวมทั้งต้องรื้อแผ่นอะคริลิกสีที่นำมาใช้เปลี่ยนแทนกระจกสีในการซ่อมยุคหลัง ๆ ออกมาให้หมด ซึ่งกระบวนการนี้ต้องผ่าคิ้วไม้เดิมออกทีละช่อง ๆ จากนั้นจึงค่อย ๆ ใส่กระจกสีใหม่ลงไป โดยต้องทำคิ้วไม้ใหม่ทีละช่อง ๆ จนกว่าจะครบทั้งแผ่น ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ช่างไม้ที่มีฝีมือละเอียดประณีตเป็นอย่างมาก”

ช่องแสงกรุกระจกสีก่อนบูรณะ จะสังเกตได้ว่ามีบางช่องที่ใช้แผ่นอะคริลิกแทนกระจกสี
งานซ่อมเปลี่ยนกระจกสีประตูหน้าอาคาร

การเรียงกระจกสีก็เป็นสิ่งที่ท้าทายทีมช่างเป็นอย่างมาก การจะใส่สีอะไรลงไปในแต่ละช่องแสงนั้น ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ทีมงานต้องศึกษาแบบแผน (Pattern) การใช้กระจกสีว่าเป็นอย่างไร เพื่อบูรณะให้ได้ใกล้เคียงกับของเดิมมากที่สุด

การสันนิษฐานรูปแบบ (Pattern) การวางกระจกสีในช่องแสงของบานหน้าต่างเมื่อแรกสร้าง แล้วร่างเป็นแบบขึ้นมา

“หรืออย่างช่องแสงรูปครึ่งวงกลมเหนือประตูใหญ่นั้น ตอนที่มาบูรณะก็พบว่าเป็นเพียงกระจกใสเท่านั้น ซึ่งเราเชื่อว่าช่องแสงรูปครึ่งวงกลมนี้ ในอดีตไม่น่าจะเป็นกระจกใสธรรมดา ๆ แต่ควรเป็นกระจกสีด้วย ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องสันนิษฐานรูปแบบกระจกสีขึ้นมาใหม่ เพื่อนำมาใช้กับช่องแสงรูปครึ่งวงกลมนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้กลมกลืนกับช่องแสงชุดอื่น ๆ ที่ประดับอาคารอยู่

ช่องแสงรูปครึ่งวงกลมและช่องแสงอื่น ๆ เมื่อบูรณะแล้ว

“การบูรณะหลังคาก็สำคัญ เพราะอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมมาก ๆ เดิมเป็นหลังคาที่มุงด้วยกระเบื้องซีแพคโมเนียและเป็นโครงหลังคาไม้ ซึ่งสภาพผุชำรุดมาก ความชื้นทำให้มีปลวกเข้ามาทำลายทั้งหมด 

“เมื่อประเมินแล้วพบว่าโครงหลังคาหลักมีสภาพไม่แข็งแรง อาจเป็นอันตรายได้ จึงต้องเสริมโครงสร้างหลังคาเสียใหม่ด้วยเหล็ก เพื่อให้แข็งแรงและรับน้ำหนักได้มากขึ้น ระแนงไม้ที่ยังใช้ได้ก็นำกลับมาใช้ ส่วนที่ไม่สามารถใช้ได้ก็เปลี่ยนเป็นระแนงโลหะแทน

“ส่วนกระเบื้องมุงหลังคานั้น กลับมาเลือกใช้กระเบื้องว่าวสีเดิมตามแบบเดิมที่ปรากฏในหลักฐานที่ค้นพบ ส่วนไม้ฉลุนั้นก็ชำรุดมาก จึงนำมาขัด ปรับแต่งให้เรียบร้อย แต่ความที่ไม้ฉลุนั้นบางมาก ๆ จึงจำเป็นต้องเสริมความหนาลงไปบนชิ้นไม้ โดยการลอกลายและฉลุลายบนไม้ใหม่ให้เหมือนต้นแบบ ก่อนนำมาประกบติดกับไม้ฉลุเดิม ไม้ฉลุต้นฉบับจะพลิกกลับไว้ด้านใน เพื่อรักษาของเดิมไว้ให้ดีที่สุด ส่วนไม้ที่ฉลุใหม่แล้วนำมาประกบนั้น จะหันออกด้านนอก ส่วนไม้สาระไนที่ประดับบนยอดหลังคามาแต่เดิมนั้นเสียหายจนไม่สามารถซ่อมได้ จึงผลิตขึ้นใหม่ตามรูปแบบเดิมทุกประการ” 

นอกจากอาคารแล้ว สิ่งสำคัญคือการบูรณะภูมิสถาปัตย์โดยรอบ 

“การบูรณะครั้งก่อน ๆ มีการถมพื้นที่บริเวณรอบ ๆ วิหารน้อยให้สูงขึ้นจนบันไดหายไปหนึ่งขั้น เราจึงตัดสินใจรื้อแผ่นปูทางเดินออก แล้วขุดปรับดินลงไปให้เท่ากับระดับเดิมสมัยแรกสร้าง เพื่อให้อาคารกลับมามีสัดส่วนใกล้เคียงต้นฉบับ

ก่อนการบูรณะจะสังเกตเห็นว่าบันไดขั้นแรกถูกกลบทับด้วยพื้นทางเดินนอกอาคาร
หลังบูรณะให้กลับสู่ระดับเดิม

“ขณะที่สำรวจบริเวณ เรายังพบเสาโคมไฟทำจากเหล็กหล่อ นำเข้าจากอังกฤษมาแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ตั้งอยู่ผิดตำแหน่ง เราก็ขุดย้ายเสาไฟไปทำความสะอาด ลอกสี ขัดสนิม และทำสีใหม่ พร้อมทั้งสั่งผลิตโคมไฟหัวเสาพร้อมกับแกนเหล็กคอเสา โดยเลียนแบบของเดิมที่ค้นพบได้จากภาพถ่ายเก่า ก่อนนำกลับมาติดตั้งในตำแหน่งที่สร้างความสว่างและสวยงามให้กับพื้นที่

เสาโคมไฟคู่หน้าวิหารน้อยคือเสาที่ทำจากเหล็กหล่อ นำเข้าจากอังกฤษมาแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งนำมาบูรณะใหม่แล้วนำมาตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสม

“นอกจากนั้นยังบูรณะอนุสาวรีย์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรองค์อรรคยุพา ซึ่งเป็นพระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาโหมดเช่นกัน และทรงเป็นพระขนิษฐาในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุเพียง 4 เดือนเท่านั้น และเป็นพระราชธิดาพระองค์แรกที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระศพลงหีบและนำมาบรรจุตรงแท่น ก่อนสร้างอนุสาวรีย์ทำด้วยหินอ่อนพระราชทานในภายหลัง

อนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรองค์อรรคยุพา

“ส่วนอนุสาวรีย์ที่อยู่ในบริเวณเดียวกันกับวิหารน้อยคืออนุสาวรีย์ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเขจรจิรประดิษฐ์ ซึ่งเป็นพระราชธิดาที่ประสูติแต่ เจ้าจอมมารดาแส (แส โรจนดิศ) อนุสาวรีย์นี้มีรูปแบบสถาปัตยกรรมโกธิกอย่างชัดเจน จากการตรวจสอบแล้วพบว่าชำรุดเพียงเล็กน้อย จึงลอกสีเดิมออก ล้างทำความสะอาด และซ่อมแซมผิวปูนฉาบให้กลับมางดงามดังเดิม”

อนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเขจรจิรประดิษฐ์

เมื่อภายนอกมีสภาพสวยงามแล้ว ภายในก็ต้องบูรณะให้กลับมางดงามด้วยเช่นกัน

“สิ่งสำคัญภายในคือพระพุทธรูปยืนทั้ง 5 องค์ รวมทั้งพระพุทธรูปขนาดความสูงเท่าเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ด้วย ทุกองค์ชำรุดมาก ทองหลุดล่อน มีคราบดำ พระเนตรสูญหาย จึงต้องซ่อมแต่งผิวโลหะเดิมให้เรียบร้อย ลงรัก ปิดทองใหม่โดยใช้ทองตีมือสีออกแดงที่เรียกว่า ‘ทองกิมซัว’ บูรณะพระเนตรใหม่โดยใช้เปลือกหอยโข่งทะเลและนิล 

“ฐานของพระพุทธรูปก็ชำรุด ต้องนำกระจกเกรียบมาติดใหม่ โดยเลือกใช้กระจกเกรียบที่ทำอย่างโบราณ มีความบาง โดยเป็นฝีมือช่างกระจกเกรียบจากตำบลหนองแก๋ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนกระจังประดับฐานพระก็นำมาถอดพิมพ์จากต้นแบบ แล้วหล่อด้วยตะกั่วขึ้นใหม่ ก่อนนำมาซ่อมแซมจนสมบูรณ์

พระเนตรชำรุด รวมทั้งองค์พระด้วย
งานทารักปิดทองเพื่อบูรณะองค์พระ
พระพุทธรูปยืนทั้ง 5 องค์หลังบูรณะ

“อีกสิ่งสำคัญที่บูรณะคือป้ายจารึกพระนามและแท่นที่ประดิษฐานพระรูปพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งป้ายเดิมเป็นหินอ่อนมีลายเส้นจำนวนมาก ทำให้ตัวอักษรที่ปรากฏอยู่บนนั้นอ่านได้ไม่ชัด แท่นก็เป็นแท่นปูน จึงต้องออกแบบและทำขึ้นใหม่ โดยนำหินแกรนิตสีดำเรียบมาทำป้ายพระนาม ส่วนป้ายจารึกซ้าย-ขวาและแท่นทำขึ้นใหม่โดยใช้หินอ่อนสีขาว ชนิดไวท์คาราร่า ส่วนที่บรรจุพระอัฐิพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นไชยาสุริโยภาสนั้น เดิมเป็นช่องบรรจุพระอัฐิบนผนัง ซึ่งได้รักษาไว้ดังเดิม”

คุณวทัญญูบรรยายถึงขั้นตอนการบูรณะอย่างละเอียด และผมก็ได้พยายามถ่ายทอดออกมาให้ครบถ้วนมากที่สุด ด้วยหวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้สนใจศึกษาในอนาคต

กยิราเจ กยิราเถนํ – จะทำสิ่งไร ควรทำให้จริง      

“การบูรณะวิหารน้อย ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิของเสด็จปู่และบรรพบุรุษทุกพระองค์และทุกท่าน เป็นสิ่งที่ดิฉันปลื้มใจมาก และตั้งใจทำถวายพระองค์ท่านด้วยความกตัญญู” หม่อมราชวงศ์จิยากรกล่าว

ในฐานะที่เป็นพระนัดดา ผมอยากให้คุณหญิงเล่าถึงพระจริยวัตรของเสด็จปู่ให้พวกเราฟังสักหน่อย

“ดิฉันไม่มีโอกาสได้เฝ้าท่าน เพราะตอนที่ดิฉันเกิด ท่านสิ้นพระชนม์ไปนานกว่า 30 ปีแล้ว จึงได้แต่ฟังจากคำบอกเล่าของผู้ใหญ่ ภาพเสด็จปู่ในจินตนาการคือผู้ที่วางพระองค์ง่าย ๆ ใส่กางเกงแพร เสื้อผ้าป่านธรรมดา ๆ อยู่บ้าน เป็นผู้ยึดมั่นในพระพุทธศาสนา และการสร้างคุณความดี มีเมตตากับคนทุกระดับชั้น ท่านทรงวางพระองค์มัธยัสถ์ 

ท่านป้าเริง (หม่อมเจ้าเริงจิตรแจรง อาภากร พระธิดา) ทรงเล่าว่าถ้าลูก ๆ จะทูลขอเสื้อกางเกงใหม่ ท่านก็ให้เอามาใส่ให้ท่านดูก่อนว่าเก่าพอหรือยัง ถ้ายัง ก็ให้ใช้ต่อไป ท่านไม่ได้ประทานสิ่งของให้ลูกง่าย ๆ ลูก ๆ ของท่านต้องตั้งใจเรียนหนังสือ ต้องรู้จักทำงาน รู้จักหาเงิน รู้จักเก็บสะสมไว้เผื่อวันข้างหน้า ความที่ท่านเป็นทหารเรือ ท่านก็จะเสวยง่าย ๆ ข้าว ไข่เจียว ผักลวกจิ้ม ปลาทอด ไม่โปรดอะไรที่หรูหราฟุ่มเฟือย แล้วก็คิดถึงผู้อื่น พยายามช่วยเหลือผู้อื่น 

“เมื่อท่านเป็นทหารเรือ ท่านก็ทรงงานอย่างเต็มความสามารถ พัฒนากองทัพเรือให้เจริญก้าวหน้า จนทหารเรือเคารพพระองค์ท่านว่าเป็นพระบิดาของพวกเขา เมื่อมีเหตุให้ต้องทรงออกจากราชการอยู่ช่วงหนึ่ง พระองค์ท่านก็ไม่ได้ปล่อยพระองค์ให้ว่างโดยไม่ทำอะไร แต่ทรงศึกษาเรื่องแพทย์แผนไทยและเรื่องอื่น ๆ อย่างจริงจัง ทรงเป็น ‘หมอพร’ ออกรักษาประชาชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เสด็จออกตรวจประชาชนบริเวณย่านนางเลิ้ง ไปจนเยาวราชและย่านอื่น ๆ ด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ แต่ทรงใช้ยาตำราหลวงตามแบบฉบับแพทย์แผนไทย ทุกวันนี้เวลาครบวันสำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับพระองค์ท่าน ชาวบ้านแถวนั้นยังจัดงิ้วถวายอยู่เลย” หม่อมราชวงศ์จิยากรกล่าวด้วยความภูมิใจ

แล้วเวลาคนเรียกขานถึงพระองค์ท่านว่า ‘เสด็จเตี่ย’ คุณหญิงรู้สึกอย่างไร

“ก็รู้สึกภูมิใจนะคะ คำว่าเสด็จเตี่ยสะท้อนความผูกพันใกล้ชิด เหมือนเราเป็นญาติกัน (หัวเราะ) แล้วพระองค์ท่านเองก็วางพระองค์เรียบง่าย ติดดิน ทรงเป็นที่รักและเคารพของชนหมู่มาก

“วิหารน้อยนั้นนอกจากจะเป็นสถานที่ประกอบพิธีสงฆ์ของทายาทเนื่องในวันสำคัญของเสด็จปู่แล้ว เรายังเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามาสักการะพระอัฐิในวันอื่น ๆ ด้วย ตามวาระสะดวก เนื่องจากมีผู้เรียกร้องเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยจะประกาศให้ทราบล่วงหน้าผ่าน Facebook ของมูลนิธิฯ ซึ่งเป็นมูลนิธิที่เราตั้งใจสานต่อพระปณิธานของพระองค์ท่านในทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าการทหาร การกีฬา การแพทย์แผนโบราณ ดนตรีไทย ฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ท่านสนพระทัยและได้ทรงริเริ่มไว้”

และแล้วก็มาถึงคำถามสุดท้ายที่ผมได้ถามหม่อมราชวงศ์จิยากรว่าพระคุณลักษณะอะไรที่พวกเราควรดำเนินตามพระองค์ท่าน

“ขอให้รักในสิ่งที่ทำ ลงมือทำอย่างเต็มที่ อย่าย่อท้อเมื่อเจออุปสรรค มีมานะอดทน ไม่ว่าผลสำเร็จจะมาเร็วหรือช้า ก็ขอให้มั่นใจแล้วก้าวต่อไปจนสุดทาง เหมือนอย่างที่พระองค์ท่านทรงมีคติพจน์ประจำพระองค์ว่า กยิราเจ กยิราเถนํ หมายความว่า จะทำสิ่งไร ควรทำให้จริง”

เช่นเดียวกับการบูรณะวิหารน้อย สุสานหลวงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ครั้งนี้ที่ทุก ๆ ฝ่ายได้ร่วมกัน ‘ทำจริง’ โดยใช้พลังกันอย่างเต็มความรู้ความสามารถ เพื่อบูรณะให้อาคารโบราณหลังนี้กลับมางดงามสมบูรณ์ตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง เพื่อจะเป็นกรณีศึกษาสำหรับอาคารโบราณที่มีคุณค่าอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต

ขอขอบพระคุณ

· หม่อมราชวงศ์จิยากร อาภากร เสสะเวช ประธานมูลนิธิราชสกุลอาภากร ในพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

· คุณวทัญญู เทพหัตถี กรรมการผู้จัดการ บริษัท กุฎาคาร จำกัด สถาปนิกอนุรักษ์ผู้ร่วมเป็นที่ปรึกษาโครงการบูรณะวิหารน้อยครั้งล่าสุด

· ภาพถ่ายบางภาพที่ใช้ประกอบคอลัมน์นี้ ถ่ายโดย คุณสัญชัย ลุงรุ่ง ซึ่งมูลนิธิราชสกุลอาภากร ในพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ได้อนุญาตให้นำมาใช้ ผู้เขียนต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง

เอกสารอ้างอิง

การบูรณะวิหารน้อย สุสานหลวงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เรียบเรียงโดย วทัญญู เทพหัตถี ดำเนินการจัดพิมพ์โดย มูลนิธิราชสกุลอาภากร ในพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

Writer

Avatar

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load