เบื้องหน้าเราคือ พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์ ในวัย 28

หลังจากรู้ว่า พลับหรือน้องพลับของทุกคน จริงจังและเอาดีกับงานสายบริหาร และกำลังเริ่มงานใหม่ที่ Shopee แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเจ้าใหญ่จากสิงคโปร์ The Cloud ก็ขอนัดหมายพูดคุยกับเขาทันที

พลับในวัยเด็กไม่ได้ซนจนทำจานแตกอย่างในเพลง คุณครูครับ แต่เป็นเด็กช่างสงสัยและกล้าแสดงออก โดยเฉพาะเมื่อต้องขึ้นไปร้องเพลงบนเวที หลังจากรับบทเป็นปรกหรือปกรณ์วัยเด็ก ในละครเวที บัลลังก์เมฆ (พ.ศ. 2545) พลับในวัย 9 ขวบ มีผลงานเพลงชุดแรกชื่อ ‘พลับ’ เต็มไปด้วยเพลงดัง อย่าง ใครใครก็ไม่รักผม, ลูกชิ้นของฉัน, ก็เลยเล่าสู่กันฟัง, เหนื่อยไหมคนดี, คนไม่สำคัญ

โลดแล่นอยู่ในวงการจนอายุ 14 พลับก็เดินทางไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ เป็นตัวแทนนักเรียนไปแข่งคณิตศาสตร์สมัยเรียนชั้นมัธยมฯ จากนั้นเรียนต่อคณะคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่นครนิวยอร์ก 

หลังกลับมาทำงานรับช่วงบริหารโรงแรมของครอบครัวได้ 6 เดือน พลับเริ่มงานในบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก Boston Consulting Group ก่อนถูกทาบทามไปเป็น General Manager ให้กับโปรเจกต์ใหม่ของโรงพยาบาลกรุงเทพในเวลานั้น

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

พลับในวัย 25 ทำงานเป็นผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic หรือศูนย์ความเป็นเลิศของการมีสุขภาพดี ตั้งแต่วันแรกที่มีการสร้างทีม ทำงานร่วมกับอาจารย์หมอที่อายุห่างกัน 

จากนั้นไปเรียนต่อ MBA ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด รัฐแคลิฟอร์เนีย มหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับอยู่ลำดับต้นๆ ของโลก และเพิ่งจะเริ่มต้นงานใหม่ที่ Shopee เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

นี่คือบทสนทนาที่พลับบอกว่า เขาไม่ได้เป็นต้นฉบับของเด็กดีและสมบูรณ์แบบอย่างที่ใครๆ คิดกับเขา เมื่อครั้งเห็นเขาในชุดนักเรียนโรงเรียนอินเตอร์ร้องเพลงที่คนรู้จักกันทั้งประเทศ

แต่มันอดคิด (และตื่นเต้นตาม) ไม่ได้จริงๆ ว่า น้องพลับที่น่าเอ็นดูคนนั้น จะเติบโตมาเป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์ทำงานสนุกขนาดนี้

พลับในวันนี้ ยังกลับไปฟังเพลง คุณครูครับ อยู่บ้างไหม

ไม่ได้ฟังเลย เป็นอารมณ์คิดถึงคนที่เราเคยทำงานด้วยมากกว่า ผมทำงานตั้งแต่เก้าขวบ เริ่มจากชอบร้องเพลง เรียนร้องเพลงที่โรงเรียนมีฟ้า ซึ่งมีละครเวทีมาแคสหานักแสดงตลอดเวลา จึงได้โอกาสแสดงละครเวที บัลลังก์เมฆ (พ.ศ. 2545) กลายเป็นว่าสิ่งที่เราชอบเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะเวลาที่รู้ว่ามีผู้ใหญ่ชอบสิ่งที่เราทำ เราก็จะยิ่งอยากทำสิ่งนั้นมากขึ้น จนในที่สุดก็กลายเป็นน้องพลับอย่างวันนั้น

ตอนอายุ 14 ที่ไปเรียนต่อต่างประเทศคนเดียว ถือว่าได้ชีวิตวัยเด็กกลับคืนมาหรือเปล่า

ช่วงแรกๆ ตอนไปอเมริกา ผมสับสนตัวเองมาก เพราะคิดเองว่าตอนอยู่ไทยทุกคนมองว่าผมเป็นเด็กดี มีภาพลักษณ์ของเด็กที่เพอร์เฟกต์ จึงสับสนอยู่นานว่าอะไรคือความเป็นพลับ เวลาเจอเพื่อนใหม่ ผมไม่รู้จะคุยอะไรกับเขา เพราะชีวิตก่อนหน้านี้คือการร้องเพลง ใช้เวลาปรับตัวอยู่สองปี จนบอกเพื่อนว่าผมเคยเป็นใครมาก่อน เขาก็เริ่มเข้าใกล้เรามากขึ้น และยังบอกว่าเข้าใจแล้วว่าทำไมผมทำตัวแปลก

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

ตอนนั้นมีชีวิตเหมือนในเพลง ใครใครก็ไม่รักผม หรือกลายเป็นหนุ่มป๊อปไปแล้ว?

ตอนไฮสคูลอ้วนท้วนนะ ที่นี่ผมไม่มีชื่อเสียง แต่เพื่อนทั้งกลุ่มร้องเพลงของผมเป็นภาษาไทยได้ เพราะเขาเปิดเจอใน YouTube หลังจากนั้นก็เริ่มรู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

ช่วงเรียนจบไฮสคูล ผมกลับมาร้องเพลงที่ไทยอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ไม่น่าจะมีใครเคยฟังเพราะเพลงมันไม่ได้ดัง เริ่มจากผมคิดถึงการร้องเพลง แต่พอทำไปสักพักก็รู้ว่าผมคงไม่เหมาะกับการทำเพลงแล้ว ผมไม่ได้มีส่วนร่วมแบบที่เคยทำตอนเด็กๆ พอดีกับกระแสเกาหลีมาแรงมากซึ่งไม่ใช่ตัวเราเลย ต้องเต้นให้ดี ต้องผอม ต้องเพอร์เฟกต์ให้มากกว่านี้ ทำให้รู้สึกอึดอัดมาก คิดว่าถ้าทำแบบนี้ต่อไปคงไม่ยั่งยืนเท่าไหร่

ชีวิตที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียเป็นอย่างไร ทำไมเลือกเรียนคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์

ผมชอบคณิตศาสตร์มาก โตมากับแม่ที่เป็นดอกเตอร์ด้านคณิตศาสตร์ สมัยเรียนที่ไทยก็เป็นวิชาเดียวที่สอบผ่าน ยิ่งตอนเรียนที่ Phillips Exeter Academy ผมเป็นตัวแทนนักเรียนแข่งคณิตศาสตร์ ส่วนที่เลือกเรียนเศรษฐศาสตร์เพราะคิดว่าอยากจะใช้ทำงานต่อ แต่เรียนแล้วไม่ชอบวิชาเศรษฐศาสตร์เลย 

กลับมารับช่วงต่อธุรกิจโรงแรมของครอบครัว

อย่างที่ทุกคนเห็นจากข่าว หลังเรียนจบ ผมกลับมาทำงานที่ เทวมันตร์ทรารีสอร์ทแอนด์สปา จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวอยู่หกเดือน ทุกวันนี้เจอใคร เขาก็ยังทักถามผมว่าทำงานโรงแรมของครอบครัวเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องเมื่อหกปีที่แล้ว

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์
พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

เรียนรู้อะไรจากการทำงานที่บ้าน

เรียนรู้ว่าตัวเองเป็นคนใจร้อน ไฟแรง อยากให้โรงแรมมีชื่อเสียงก็ลงแรงทำประชาสัมพันธ์เยอะ อยากทำอะไรก็ทำเลยโดยไม่คิดว่าพี่สาวและพ่อจะคิดยังไง ทั้งที่เขามีประสบการณ์มากกว่าเรา ตอนนั้นเป็นช่วงที่มีอีโก้สูงที่สุดในชีวิต เทียบกับตอนนี้คือคนละเรื่องเลย

หลังจากนั้น ผมไปทำงานในบริษัทที่ปรึกษาชื่อ Boston Consulting Group ซึ่งมีสาขาอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นงานที่สนุกมาก ได้ทำงานกับคนเก่งๆ ในหลายๆ อุตสาหกรรม

จากธุรกิจครอบครัวพอมาทำงานในบริษัทที่ใหญ่มาก คุณได้เห็นวิธีการทำงานที่แตกต่างไปอย่างไร

งานที่นี่ทำให้ผมได้เป็นตัวของตัวเอง ผมได้ใช้ความสามารถ หาข้อมูลและวิเคราะห์ด้วยตรรกะที่มีในการให้คำแนะนำลูกค้า โดยไม่มีเรื่องของวัยมาเป็นอุปสรรค

วัฒนธรรมองค์กรของบริษัทต่างชาติมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยไหม

ใช่ โครงสร้างองค์กรเขาต่างจากบริษัทไทย การทำงานก็เลยสนุก รู้สึกเหมือนตอนเป็นเด็กที่ทำอะไรแล้วคนมีคนให้การยอมรับ หรือได้รับผลตอบกลับที่ดี ก็ยิ่งชอบ ยิ่งอยากจะอยู่ทำงานถึงตีสองตีสามเพื่อลูกค้า ผมทำอยู่ที่นั่นได้ปีครึ่ง ที่โรงพยาบาลกรุงเทพก็มาทาบทามให้ไปเป็นผู้จัดการทั่วไป (General Manager) ของโปรเจกต์ BDMS Wellness Clinic ศูนย์ความเป็นเลิศของการมีสุขภาพดี

ตอนนั้นอายุเท่าไหร่

ยี่สิบห้า

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

คนอายุ 25 คนอื่นเพิ่งเริ่มต้นทำงาน แต่คุณได้เป็นผู้จัดการโรงพยาบาล

จริงๆ ได้งานนี้เพราะตอนเรียนอยู่ที่โคลัมเบีย ผมรับทำงานพิเศษเป็นคนดูแลและนำเที่ยวเกาะแมนฮัตตัน ทุกวันสุดสัปดาห์จะมีคณะทัวร์จากประเทศไทยมาเที่ยวที่นี่ ส่วนใหญ่เป็นทริปพาลูกมาดูโรงเรียนและมหาวิทยาลัย งานของผมคือวางโปรแกรมทุกอย่าง ตั้งแต่เช้าจรดเย็นตามความต้องการ บังเอิญเจอกลุ่มคุณหมอปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ และคุณหมออีกเจ็ดสิบคน ซึ่งผมเป็นคนจัดการทุกอย่างคนเดียว 

วันหนึ่งคุณหมอก็เรียกผมไปพบ บอกว่ารู้สึกประทับใจ อยากชวนไปทำงานด้วย ตอนที่คุณหมอเริ่มทำโปรเจกต์ BDMS Wellness Clinic เขาก็นึกถึงผมแล้วเรียกให้มาสัมภาษณ์งาน คุณหมอเคยบอกว่าผมมีหัวทาง Hospitality ด้านการบริการ และชอบที่เป็นคนตรงไปตรงมา ก็เลยได้มาทำงานตรงนี้

อยากรู้ว่าคุณมีระบบจัดการทัวร์อย่างไรจึงเป็นที่ถูกใจของคุณหมอขนาดนี้

ไม่มีอะไรมาก ถ้าอยากได้อะไร ผมจะหามาให้ได้ เช่น ตั๋วละครเวที The Lion King ในช่วง Last Minute มากๆ ซึ่งทุกคนอยากดูมาก ผมก็หาที่นั่งตรงกลางสิบสองที่แบบติดกันหมดมาได้ ด้วยการตระเวนเข้าทุกเว็บไซต์เพื่อจับจองให้ได้ที่นั่งแถวเดียวกัน วันเดียวกัน รอบเดียวกัน หรือร้านอาหารร้านดังที่จองไว้มีปัญหา ผมก็จะหาร้านใหม่ที่ดังกว่า ด้วยการขอร้องผู้จัดการร้านจนเขายอม

เรื่องนี้สำคัญอย่างไร

ทุกครั้งเวลาได้โจทย์อะไรมาก็อยากทำให้ดีกว่าที่เขาคาดหวัง ชอบเห็นเวลาคนมีความสุข เราก็มีความสุขไปด้วย

มีบ้างไหมที่ทำไม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้

มี แต่ก็คงไม่ได้คิดว่าเป็นความล้มเหลว เป็นบทเรียนมากกว่า

กับงานบริหารโรงพยาบาลรู้สึกกลัวบ้างไหม หรือเอาความมั่นใจมาจากไหน

เขาต้องการคนที่จะมาเปลี่ยนพื้นเดิมเป็นศูนย์สุขภาพ ผมต้องสร้างทีมและทุกอย่างขึ้นมา กลัวไหม กลัวสิครับ แต่เมื่อเป็นโอกาสที่ดี เราก็ขอกระโดดเข้าไปก่อนแล้วทำให้มันเกิดขึ้น ถ้าจะแย่ผู้ใหญ่ก็คงมีข้อเสนอให้แก้ไข

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

คนอายุ 25 ที่ทำงานสร้างทีม มีวิธีทำงานกับคุณหมอหรือคนที่อายุมากกว่าอย่างไร

ผมใช้วิธีประนีประนอม เช่น สมมติอาจารย์หมออยากสั่งซื้อเครื่องมือราคาแพง ผมซึ่งมีหน้าที่ดูแลควบคุมการใช้จ่าย จะคุยกับคุณหมอถึงโอกาสที่จะใช้เครื่องมืออย่างคุ้มค่าและเต็มประสิทธิภาพ สำคัญคือบอกให้รู้ว่าเราเป็นทีมเดียวกัน หากมีส่วนไหนที่ผมช่วยได้ก็ขอให้มาคุยกัน งานส่วนใหญ่เป็นประมาณนี้ ทำงานที่นี่ได้ปีกว่าผมก็ขอกลับไปเรียน MBA

การไปเรียน MBA ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ยิ่งตอกย้ำภาพจำเด็กเก่งคนนั้นหรือเปล่า

ตั้งแต่เด็กแล้ว และวันนี้ก็ยังเป็นคนแบบนั้น ผมเป็นคนที่หาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งดีที่สุดในที่นี้อาจจะไม่ได้ดีที่สุดสำหรับใครนะ แต่เป็นดีที่สุดที่เราทำได้เอง

กดดันไหม

กลายเป็นคาแรกเตอร์เราไปแล้ว สิ่งที่แตกต่างไปจากตอนเรียนที่โคลัมเบีย คือมีเพื่อนเยอะขึ้น มีสังคมมากขึ้น และประสบการณ์จากงานที่ผ่านมาทำให้มีอะไรไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อนอีกสามร้อยกว่าคนในชั้นเรียนเดียวกัน

ได้อะไรจากการเรียนที่สแตนฟอร์ดบ้าง

สแตนฟอร์ดสอนเรื่องการเป็นผู้นำไม่เหมือนที่อื่น เน้นการเป็นผู้นำที่ให้แรงบันดาลใจมากกว่า ผมได้เรียนรู้ข้อดีของการเป็นตัวของตัวเอง ส่งผลต่อการทำให้คนเข้าถึงเราได้ ไว้ใจและรักเรามากขึ้น ยิ่งทำให้การทำงานเป็นทีมมีประสิทธิภาพ

ผู้นำที่ดีเป็นอย่างไร

ผู้นำที่ไม่จำเป็นต้องทำตัวเคร่งเครียดตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าเราจะต้องทำเป็นรู้ทุกอย่างไปหมด หรือมีคำตอบสำหรับทุกคำถาม 

เกิดอะไรขึ้นถ้าเผลอเป็นผู้นำที่เคร่งเครียด รู้ทุกอย่าง และมีคำตอบไปหมด

ลูกทีมจะไม่มีแรงบันดาลใจผลักดันตัวเองให้เป็นคนที่เก่งขึ้น

พอได้ไปเรียนแล้ว รู้สึกไหมว่าถ้ารู้สิ่งนี้ก่อนหน้านี้งานที่ทำจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ใช่ คงจะทำงานได้ขึ้น แต่การเป็นผู้จัดการตั้งแต่เด็ก ทำอะไรผิดบ้าง ถูกบ้าง ก็ทำให้รู้ว่า สิ่งที่คิดว่าถูกอาจจะผิด และสิ่งที่เคยคิดว่าผิดอาจจะถูก

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

เช่น

ตอนเป็นผู้จัดการโรงพยาบาล คิดว่าผู้บริหารคือฮีโร่ ต้องมีคำตอบสำหรับทุกอย่าง และผมคิดว่านั่นอาจจะทำให้คนอึดอัด ก็เลยไม่อาจทำงานออกมาอย่างเต็มประสิทธิภาพ และผมก็คงจะโทษเขา ทั้งที่ความผิดนี้อยู่ที่ผม ที่ไม่ยอมเปิดใจรับฟังความคิดเห็นอื่นๆ

ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าจะทำงานนี้ให้สำเร็จ จะล้มเหลวหรือสำเร็จผู้นำต้องเป็นคนรับ ซึ่งเขาสอนว่าไม่ใช่ เรายังเป็นมนุษย์อยู่ ต้องรู้จักรักตัวเองเพื่อจะเป็นผู้นำที่ดี การทำงานเป็นทีมคือต้องยอมสละความรับผิดชอบบางอย่างให้คนอื่นบ้าง

นอกจากเรียนหนังสือแล้ว ได้เจอความสนใจอื่นๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนบ้างไหม

ตอนเรียนอยู่ที่สแตนฟอร์ด ทำงานให้กับสตาร์ทอัพชื่อ BrainKey ที่ซานฟรานซิสโก เป็นบริษัทเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ เปลี่ยนฟิล์ม MRI เป็นรูปภาพสามมิติ เพื่อให้สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของสมอง และเพื่อวิเคราะห์สมรรถภาพสมองด้วย AI

เกี่ยวกับงานล่าสุด ที่คุณตอบรับและเริ่มทำทันทีหลังเรียนจบเพียง 2 สัปดาห์

เป็น Category Manager ดูเรื่องสินค้าแฟชั่นที่บริษัท Shopee 

จากสายสุขภาพมาสู่ E-Commerce ยากไหม

จริงๆ เพิ่งเริ่มต้นทำงานเมื่อต้นเดือน

จากประสบการณ์ มีวิธีรับมือกับงานใหม่ๆ อย่างไร

หายใจให้ลึกก่อน อย่าเพิ่งเข้าไปพูดมาก จากนั้นฟังเขาก่อน เรียนรู้จากทุกคนให้มากที่สุด แล้วค่อยๆ เป็นตัวของตัวเอง ค่อยๆ ให้ความเห็นของเรา และให้ทิศทาง ผมเชื่อเสมอเวลาเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ให้เราทำตัวเป็นกระดาษเปล่า อย่าเอาอัตตาหรืออีโก้ที่เกิดขึ้นจากความสำเร็จในอดีตมาด้วย และจงเปิดใจ

เป็นผู้บริหารที่กล้าถาม

คนที่ทำงานกับผมจะรู้ว่าผมถามไม่หยุดเลย ผมมักจะขอให้เขาพูดใหม่ได้ไหม ตรงนี้ยังไม่ค่อยเข้าใจ เพื่อศึกษาภาพรวม ผมชอบดูภาพกว้าง

ชอบทำงานกับคนแบบไหน

คนที่กล้าเป็นตัวของตัวเอง 

พลับในวันนี้ ถ้ามีพนักงานซนจนทำจานแตกแบบในเพลง คุณครูครับ พลับจะทำอย่างไร

คงไม่ดุที่ทำจานแตก แต่จะดุเรื่องที่บอกซ้ำๆ หลายรอบแล้วยังไม่แก้ไขหรือทำให้ได้ผลตามที่บอก

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เวลา 38 ปี อาจนานพอให้เด็กน้อยเติบโตมาเป็นพ่อแม่ของใครสักคน

เวลา 10 ปี อาจนานพอให้พิสูจน์ว่าคุณจริงจังกับความฝันในวัยเยาว์มากแค่ไหน

เวลา 5 ปี อาจดูเหมือนไม่มากไม่มาย แต่ก็นานพอให้ความสัมพันธ์ของเพื่อนที่จบกันไปได้รับการให้อภัยอีกครั้ง

หลังพูดคุยกับคนต้นเรื่องในวันนี้ เราพบว่าพวกเขาเป็นอีกวงที่ใช้ช่วงเวลาเหล่านั้นได้คุ้มค่าที่สุด 

เชื่อว่าคนที่เติบโตมากับเสียงร้องใส ๆ กับกีตาร์โปร่งอย่างเรา คงมีคำถามติดค้างอยู่ในใจว่า ทำไมช่อง The 38 years ago ถึงได้หยุดเคลื่อนไหวไปตั้งแต่ 5 ปีก่อน

หากยังไม่ทราบ พวกเขาเพิ่งกลับมารวมตัวกันใหม่ภายใต้การดูแลของ LOVEiS ไม่ใช่แค่เพราะวาระครบรอบ 10 ปี แต่เพราะเสียงดนตรีมีความหมายมากกว่านั้น

จากเด็กหญิงในชุดนักเรียนกับมือกีตาร์ต่างวัย กลายเป็นผู้ใหญ่ที่ยิ้มให้กับเรื่องที่เคยเศร้า เล่าเรื่องที่เคยเคล้าน้ำตาด้วยเสียงหัวเราะ และพูดถึงพายุที่เคยโหมกระหน่ำใจราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่ในชีวิต

นับถอยหลังพร้อมกัน แล้วเตรียมตัวพบกับพวกเขา ใน 5 4 3 2 1 

ความสุข-เศร้าระหว่างทางของ The 38 years ago คู่หูในตำนานกับการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปี

พบกันใหม่

คำถามแรกที่ไม่ถามไม่ได้ คุณหายไปไหนมา

อมยิ้ม : เหมือนเราแยกกันไปเติบโตครับ เราพักกันเรื่องเพลง ช่วงนั้นพีชก็เพิ่งเรียนจบ ผมก็เพิ่งเรียนจบปริญญาโทเหมือนกัน ก็แยกย้ายกันไปทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำแล้วค่อยกลับมารวมกันใหม่

พีช : จริง ๆ ตอนนั้นมันเหมือนเป็นการตัดสินใจครั้งสุดท้ายว่า เราจะไปต่อหรือไม่ไป เรารักวงกันมาก แต่มันอาจจะมีปัญหาซ่อนอยู่ที่เราไม่เคยคุยกัน ไม่เคยเคลียร์กัน ตอนที่จบกันไปมันเลยมีความขุ่นเคืองนิดหนึ่ง

อมยิ้ม : ใช้คำว่าพักแล้วกัน ยังไม่จบ (หัวเราะ) เรียกว่าทะเลาะกันเบา ๆ ไม่ได้ทะเลาะกันหนักขนาดนั้น ไม่ได้ถึงขั้นเกลียดขี้หน้ากัน แต่มีความไม่ลงตัวกันในบางเรื่อง

คุณหายไปกี่ปีนะ

อมยิ้ม : เกือบ 5 ปี

ช่วงเวลา 5 ปีนั้นแต่ละคนหายไปทำอะไร

พีช : ช่วงนั้นพีชเรียนจบก็ตั้งใจว่าอยากเป็นพนักงานประจำ ตอนนั้นเราให้เปอร์เซ็นต์การร้องเพลงค่อนข้างเป็นรอง เพราะรู้สึกว่าจริง ๆ มันเป็นสิ่งที่เรารักมาก แต่ยังไม่กล้าเอาตัวเองลงไปเล่นเต็มตัว พีชเรียนสื่อสารสุขภาพ เราอยากทำครีเอทีฟด้านสื่อสุขภาพให้เข้าถึงง่าย ช่วงนั้นได้จับงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมด้วย ก็เลยมีสิ่งนี้ติดแบชเราอีกหนึ่งอันว่าอยากเป็นนักรณรงค์ให้คนมีชีวิตดีขึ้น

เราพักไปหนึ่งปี แล้วก็กลับมาคิดว่าต้องเดินต่อ เราเลยทำช่องตัวเอง เรียนแต่งเพลง ทำเพลงคัฟเวอร์ ไปลองสนามที่เราทำทุกอย่างเองในช่อง Peachpanicha 

อมยิ้ม : ไบรท์ไซด์สุด ๆ ของผมดูดาร์กไซด์ไปเลย (หัวเราะ) พอเราไม่ได้ทำเกี่ยวกับดนตรี มันมีอีกสิ่งหนึ่งที่เราชอบคือการเป็นช่างภาพ ควบคู่กับช่างภาพเราก็ทำบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ได้เล่นดนตรีเลย 

ทำไมถึงไม่เล่นดนตรีเลย

อมยิ้ม : ถ้าเฉพาะเจาะจงลงไป ผมเป็นโรคซึมเศร้าครับ พอไม่ได้ทำวงผมก็ดาร์กไปประมาณครึ่งปี ไม่ทำอะไรเลย จนเจออีกฝั่งหนึ่งคือการเป็นช่างภาพ รู้สึกว่ามันฮีลเราได้ แล้วก็ค่อย ๆ ลืมมันไป

ความสุข-เศร้าระหว่างทางของ The 38 years ago คู่หูในตำนานกับการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปี
ความสุข-เศร้าระหว่างทางของ The 38 years ago คู่หูในตำนานกับการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปี

อะไรทำให้พวกคุณตัดสินใจกลับมารวมวงกันใหม่

พีช : จริง ๆ มันเป็นช่วงกลางปีที่แล้ว ใครจะเล่าก่อนดี (หัวเราะ) 

อมยิ้ม : ผมก่อนแล้วกัน ผมไปเที่ยวจังหวัดน่าน แล้วเจ้าของร้านกาแฟร้านหนึ่งเขาจำผมได้ ให้ผมเล่นดนตรีให้ฟังหน่อย ผมเลยหยิบกีตาร์ของเขามาเล่นเพลง จริง ๆ นะ ซิงเกิลของเรา พอดูคลิปที่เจ้าของร้านถ่ายให้แล้วมันฟีลดี ฝนตก เล่นกีตาร์อยู่ในบ้าน ก็เลยลง Reel ในไอจี

พีช : แคปชันว่า ใครโตมากับวงเราบ้าง 10 ปีแล้ว ไม่เด็กแล้วนะ 

อมยิ้ม : แล้วพีชก็ทักมาว่า ทันค่า 

พีช : ไปแซว ๆ เพราะเราไม่ได้คุยกันเลยตลอด 4 – 5 ปี มีเจอกันบ้างแต่ก็คุยกันน้อยมาก เพราะยังรู้สึกว่ามีอะไรอยู่ในใจ งอนกันอยู่ (หัวเราะ) พอกลับไปดูรูปเก่า ๆ แล้วคิดถึงจัง มันเป็นความทรงจำที่ดีมากเลยเนอะ เลยทักไปแซวเขา เป็นสเตจที่ให้อภัยเขาแล้วนะ โดยที่ยังไม่ได้คุยกันเลย 

อมยิ้ม : ผมเลยถามว่างั้นก็กลับมารวมวงกันไหมล่ะ พีชตอบว่าลองดูก็ได้ ถัดมาอีกอาทิตย์หนึ่งก็เลยมาเจอกัน

พีช : แล้วเกร็งมากวันแรกที่เจอกัน แล้วต้องกลับมาอัดคลิป 

อมยิ้ม : ต้องบอกก่อนว่า เราไม่ได้ไม่พอใจกัน เราทะเลาะกันเรื่องอื่นโดยผ่านคนกลางอีกทีหนึ่ง เหมือนเข้าใจผิดกันไปเอง พอมานั่งเคลียร์กันก็ อ้าว เราเข้าใจผิดกันในบางเรื่อง จริง ๆ แล้วเราสองคนแทบจะไม่มีปัญหากันเลยนี่หว่า (หัวเราะ) 

พีช : จริง ถ้าเรื่องส่วนตัวเราไม่ได้มีปัญหากันเลย แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมันมีคนหลายคนที่ทำให้เราเข้าใจผิดกัน

อมยิ้ม : ก็รู้สึกว่างั้นเรากลับมาทำกันต่อไหม ตอนนั้นพีชก็กลัวว่าจะกลับไปมีปัญหาเดิมไหม ผมบอกเขาว่าไม่ต้องรีบ อยากทำก็ทำ ไม่ต้องฝืน เอาที่ทำแล้วมีความสุข 

ตอนแรกที่กลับมาทำ ไม่ได้โฟกัสว่าเราจะกลับมาเป็นศิลปินอีกครั้งได้ เราเอาแค่กลับมาสนุกก็พอ พีชก็ไปเคลียร์ของตัวเอง จนเขาพร้อม จนมั่นใจว่าเขาอยากร้องเพลง 

เล่าให้ฟังหน่อยว่าพีชเคลียร์ตัวเองยังไง

พีช : มีช่วงหนึ่งที่พีชรู้สึกเศร้ามาก เราตั้งคำถามว่าเราเกิดมาทำไม เราใช้ชีวิตเพื่ออะไร ช่วงหนึ่งเราหลอกตัวเองว่าไม่ได้อยากเป็นนักร้อง ฉันอยากเป็นผู้บริหาร ทำงานประจำ อยากเติบโต เพราะมันก็เป็นสิ่งที่เรารักเหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วหัวใจจริง ๆ ของเรา คือการร้องเพลงที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย

เราบอกพี่อมยิ้มว่าเราพร้อมที่จะสละทุกอย่าง ไม่กลัวเรื่องความมั่นคงหรือการงานอะไรแล้ว ตอนที่กลับมาทำวง เรารู้สึกว่าครั้งนี้เราเต็มที่ที่สุด เรารู้สึกว่ามันเป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะให้ใจกับมัน 100 เปอร์เซ็นต์

อมยิ้ม : สละจริง ถึงขั้นบอกว่าจะลาออกจากงานประจำ ผมต้องบอกให้เขาใจเย็น ๆ มันรีบไปนิดหนึ่งนะ (หัวเราะ)

พีช : เรารู้สึกว่าเรากล้ามากขึ้น ที่แต่ก่อนเราไม่อยากร้องเพลงเป็นอาชีพ เพราะเคยคิดว่าถ้าเรายึดแค่สิ่งเดียวที่เรารักและจริงใจกับมันมาก ๆ เราจะกลายเป็นไม่มีความสุขรึเปล่า ถ้าเราต้องร้องเพลงเพื่อหาตังค์ ตั้งแต่อายุ 16 – 27 เราคิดมาตลอดว่าเราจะไปทางไหน โลเล แต่ก็ตกตะกอนได้ว่า ไม่อยากทำอะไรแล้ว อยากร้องเพลงทุกวัน 

ถ้าเลือกได้อยากย้อนเวลากลับไปตอนนั้นเพื่อแก้ไข หรือโอเคกับสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้

อมยิ้ม : ผมว่ามันก็โอเคนะ เวลาผ่านไป หลาย ๆ อย่างก็เคลียร์ของมันเอง

พีช : รู้สึกว่าสุดท้ายเราได้เห็นตัวตนจริง ๆ ด้วยว่าเราต้องการอะไร ในวันที่มีอยู่เราอาจจะมองไม่เห็นคุณค่าของมันขนาดนั้น แต่จนวันที่มันขาดหายไป กลายเป็นเราเห็นคุณค่าของมันมากขึ้นอีก แล้วเราก็ไม่ได้เสียดายกับสิ่งที่มันเกิดขึ้น

อมยิ้ม : ตอนนั้นเรายังเป็นเด็กกันพอสมควร พอเราผ่านช่วงเวลามา ก็ตัดสินใจแบบผู้ใหญ่มากขึ้น โตขึ้นแล้ว

พีช : เรากล้าคุย พูดตรง ๆ ได้ในฐานะเพื่อนร่วมงาน เรานับถือพี่อมยิ้มเหมือนเป็นญาติ เป็นพี่คนหนึ่ง เราผูกพันกันมาก การได้เคลียร์ใจมันเหมือนปลดล็อกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา เพราะวง การร้องเพลง เป็นสิ่งที่เราจริงใจกับมันมาก ๆ เขาอยู่ในชีวิตเราตั้งแต่อายุ 16

อมยิ้ม : 14 ด้วยซ้ำ

ความสุข-เศร้าระหว่างทางของ The 38 years ago คู่หูในตำนานกับการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปี
ความสุข-เศร้าระหว่างทางของ The 38 years ago คู่หูในตำนานกับการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปี

หลังได้กลับมาเคลียร์ใจกันแล้วพบว่ามันเป็นปัญหาเล็กน้อยมาก คุณรู้สึกยังไงกับเวลา 5 ปีที่ผ่านมา

อมยิ้ม : ทำไมเราไม่คุยกันตั้งแต่ปีแรก (หัวเราะ) 

พีช : ใช่ ทำไมมันไม่ถูกคุยหรืออธิบายก็ไม่รู้ คือพี่อมยิ้มก็ไม่กล้าคุย พีชก็ไม่ยุ่งแล้วเพราะรู้สึกผิด รู้สึกไม่ดี ก็เลยไม่เปิดใจให้กัน คิดว่าให้เวลาพาไป แต่ก็ให้นานเหมือนกันนะ (หัวเราะ) 

เรารู้สึกเสียใจที่ไม่ได้บอกแฟน ๆ ช่วงนั้นมันไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีการบอกว่าเราจะหายไปนะ สงสารคนที่เขารอเรามาก ในวันนี้ก็เลยรู้สึกดีใจที่พวกเขายังอยู่

อมยิ้ม : มันมีคำถามว่า หรือที่วงแตกเนี่ยเพราะว่าเลิกกัน 

พีช : แต่เราไม่ได้เป็นแฟนกันค่า 

อมยิ้ม : ครั้งนี้มันเหมือนซีซั่น 2 ติดตามซีรีส์เรื่องนี้ต่อได้ครับ 

5 ปีเป็นเวลาที่นานพอสมควร ต้องยอมรับว่าคนรุ่นใหม่ไม่ทันพวกคุณแล้ว ถ้าจะแนะนำตัวเองให้คนรุ่นใหม่รู้จักพวกคุณมากขึ้น ในฐานะวงที่ไม่ใช่แค่เพิ่งสร้าง จะแนะนำว่ายังไง 

อมยิ้ม : สวัสดีครับน้อง ๆ (หัวเราะ) เราเป็นวงแรก ๆ ของประเทศที่ทำเพลงคัฟเวอร์ ในยุคแรก ๆ ของยูทูบ ปัจจุบันเราก็ยังทำคัฟเวอร์อยู่ 

แต่ต้องบอกว่าเราตามน้อง ๆ รุ่นใหม่ไม่ทัน ก็พยายามพัฒนาตัวเองให้น้อง ๆ รู้จักเรามากขึ้น ชอบในสิ่งที่เราทำ เราไม่ใช่วงที่เพอร์ฟอร์มเก่งมากมาย แต่ธีมของเราคือความเป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะทำได้ อยากให้ทุกคนสนุกกับดนตรีในรูปแบบของเรา 

พีช : ถ้าใครที่โตมาด้วยกัน เขาจะรู้สึกว่าได้รับพลังบวกกลับไปมากเลย แต่ก่อนมีช่วงหนึ่งที่เราชอบร้องเพลงเศร้ามาก ชอบร้องเพลงช้า แม้ลุคเราจะดูสดใสนะ แต่ตอนนี้เราไม่ค่อยอินแล้ว 

อมยิ้ม : ชีวิตมันดาร์กพอแล้ว (หัวเราะ) เรากลายเป็นวงตลก เล่นโชว์ก็ยังผิด เล่นมุกก็ยังแป้ก แฟนคลับทุกคนลุ้นมากว่าพีชจะเล่นมุกอะไร 

เราเคยบอกพีชว่าวงเราควรมีอะไรตลกบนเวทีหน่อย พีชก็ไปเตรียมมุกมาให้เดือนหนึ่งเลย ทุกคนเตรียมฮา พีชถามบนเวทีว่า ปลาอะไรชอบหาเรื่อง ผมตอบปลาเก๋า อ่าวถูกเฉย จบแล้วเหรอ 

เป็นเพราะไม่ได้เอนเตอร์เทนคนดูนานรึเปล่า

อมยิ้ม : ไม่ครับ มันคือธรรมชาติของเขาเลยครับ (หัวเราะ)

Demo Version

คุณหายจากการทำงานร่วมกันไปนานมาก ตอนกลับมาเจอกันครั้งแรกเป็นยังไง ยังจูนกันติดรึเปล่า

อมยิ้ม : วันแรกเกร็งมาก ต้องทำตัวยังไงวะ เราอัดคลิปกันหลายเทคมาก เพราะในคลิปมันเกร็งมาก แต่พอผ่านวันแรกไปก็ไม่เกร็งแล้ว ผมกับพีชเวลาอัดคลิปเสร็จเราจะนั่งเม้าท์กันนานมาก พอได้คุยก็รู้สึกว่าเราสนิทกันมาก เรายังเป็นเหมือนเดิมกันเลย รู้สึกสนิทกันมากขึ้น เมื่อก่อนพีชไม่ด่าผมเลยนะ เดี๋ยวนี้ด่าแบบ พี่อมยิ้มแม่งแย่ว่ะ

พีช : (หัวเราะ) เมื่อก่อนฉันไม่ด่าเหรอ ไม่เคยรู้เลย

อมยิ้ม : เป็นเด็กมัธยม เกรงใจ เรียบร้อย ไม่มีคำหยาบเลย 

พีช : เออ เราไม่กล้าบอก หลาย ๆ เรื่องไม่อยากพูด ขี้เกรงใจ ตอนนี้เปิดใจหมดเลย รู้สึกยังไงก็พูดกัน 

พอพูดถึงเรื่องอดีตแล้วขอย้อนกลับไปตอนแรกสุด วงของคุณมีจุดเริ่มต้นยังไง

อมยิ้ม : ผมต้องถามว่าจะให้พีชเล่าหรือผมเล่า 

มันไม่เหมือนกันเหรอ

อมยิ้ม : มันเหมือนกันครับ แต่ของพีชจะยาว มีเรื่องที่ไม่ต้องเล่าก็ได้ (หัวเราะ)

ความสุข-เศร้าระหว่างทางของ The 38 years ago คู่หูในตำนานกับการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปี
เรื่องเล่าระหว่างทางของ The 38 years ago หลังการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปีที่ความผูกพันและเสียงดนตรีเป็นกาวประสานใจ

งั้นเอาเวอร์ชันสั้น กระชับ ได้ใจความ 

อมยิ้ม : ผมรู้จักกับพีชเพราะผมเป็นครูสอนดนตรี แล้วพีชก็เป็นนักเรียนของรุ่นพี่ วันหนึ่งพีชขึ้นไปเล่นโชว์บนเวที ตั้งแต่เริ่มเล่นจนจบ พีชแม่งเล่นผิดหมดเลย เราคิดในใจว่า ไอ้เด็กคนนี้แม่งคืออะไรวะ 

ผ่านมา 2 – 3 ปี ก็เริ่มสนิทกันเรื่อย ๆ ช่วงปิดเทอมเราเห็นพีชร้องเพลงอยู่บนหน้าฟีดเฟซบุ๊ก เลยทักไปถามว่าเรารวมวงกันไหม อีกวันก็มาเจอกันที่โรงเรียน 

ผมเอกเปียโน คลิปแรกผมก็เล่นเปียโน พีชร้องเพลง แล้วเสียงมันแตกมากเลยไปยืมกีตาร์ครูคนอื่นมา ซึ่งผมเล่นกีตาร์ได้นิดหน่อย พอตีคอร์ดได้ อัดไว้ 2 คลิปคือ เพลง รักไม่ต้องการเวลา กับ เธอยัง แต่ รักไม่ต้องการ เวลาคลิปมันเสีย เพลงแรกเลยกลายเป็น เธอยัง ไม่ได้กะว่าจะดังอะไรเลย 

ถามพีชว่าตั้งชื่อวงกันไหม พีชก็นำเสนอว่า อมยิ้มพีชไหม ผมก็โอ้ย โคตรสิ้นคิด (หัวเราะ) ไม่มีความครีเอทีฟอะไรเลย ตอนนั้นผมชอบวงที่ชื่อว่า Story of the year เลยอยากเอากิมมิกของปีมาใช้ แล้วก็เอาอายุเรามารวมกัน แก 16 ฉัน 22 เป็น 38 

พีช : ตอนนั้นเราวิ่งไปเรียนภาษาจีน แล้วอยู่ ๆ ก็มีแรงบันดาลใจจากคำว่า อาโก ภาษาจีน (หัวเราะ) เลยคิดว่าถ้าวงนี้ถูกบันทึกไว้ว่าเกิดขึ้นมาเมื่อ 38 ปีที่แล้วมันจะมีความหมายมาก 

มันดู Clickbait มากเลยนะ การกดเข้ามาเจอเด็กใส่ชุดนักเรียนร้องเพลงแต่ชื่อวงว่า 38 ปีที่แล้ว

พีช : (หัวเราะ) ทุกคนสงสัยหมดเลย ไอ้การพูด 5 4 3 2 1 ก็ไม่ใช่กลยุทธ์นะ เพลง เธอยัง มันเป็นเพลงสำรอง เป็นเพลงที่ทดลองอัด เราไม่รู้ว่าจะพูดตอนไหน สวัสดีก็ยังไม่พร้อมกัน เลยลองเคานต์ดาวน์ 5 4 3 2 1 ตอนนี้บางคนก็พูดว่าจะมาสวัสดีอะไรคนรู้จักคุณมาสิบปีแล้ว 

บอกได้ไหมว่าตอนนั้นคุณใช้อะไรอัดคลิป

อมยิ้ม : Canon EOS 550D ไม่มีไมค์ ขาตั้งกล้องก็ไม่มี เราใช้เก้าอี้เปียโนตั้ง ๆ แล้วก็ซ้อนกัน

เป็นแบบนั้นจนถึงคลิปไหน

อมยิ้ม : ตั้งแต่พีชผมสั้นยันผมยาวยันผมสั้นอีกรอบ หลายสิบคลิป จนได้เข้ามาอยู่ใน Warner Music 

ตอนที่ทำแล้วกระแสตอบรับดีขึ้นเรื่อย ๆ คิดอยากเป็นศิลปินจริงจังรึยัง

พีช : ยังเลยนะ ตอนนั้นพี่อมยิ้มยังพูดเลยว่า วันหนึ่งเราอาจจะมีซิงเกิลเป็นของตัวเองก็ได้ พีชตอบว่าเพ้อเจ้อ

อมยิ้ม : เออ ก็เพ้อเจ้อจริง ๆ ใครจะมาชอบเรา แอบหวังเล็ก ๆ แล้วกัน แต่ตอนนั้นมันยังไม่มีใครที่ทำคัฟเวอร์แล้วเป็นศิลปินได้ 

แล้วคุณเข้าไปเป็นศิลปินในค่ายเพลงได้ยังไง

พีช : เราได้ทำงานโปรดิวเซอร์คนหนึ่ง เขาพาไปรู้จักกับ Warner Music 

อมยิ้ม : พอเราเข้าไปก็ โห ที่นี่ไม่มีวงที่เรารู้จักเลย นอกจากคาราบาวกับพี่ปู พงษ์สิทธิ์ ช่วงนั้นเป็นช่วงแรก ๆ มาก ๆ นั่งคุยกับพีชว่า หรือเขาจะให้เราทำเพื่อชีวิตวะ (หัวเราะ) แต่เขาให้อิสระการทำเพลงกับเรามาก ได้ พี่แทน ลิปตา ได้ พี่แอ้ม อัจฉริยา มาช่วยเขียนเพลง

จากวงที่ใช้กล้องเก่า ๆ ตั้งบนเก้าอี้เปียโน วันที่มีซิงเกิลเป็นของตัวเองครั้งแรกรู้สึกยังไง

ทั้งคู่ร้องโอ้โห 

พีช : มันเกินฝันนะ ตอนเด็ก ๆ เราชอบฟังเพลงพี่เบิร์ดมาก ถ้าไม่ได้ฟังก่อนนอนก็จะพูดว่า เบิร์ด ๆ มีพี่เบิร์ดเป็นแรงบันดาลใจ เรานึกไม่ออกเลยว่าเราอยากเป็นอะไร เรามีความฝันเดียวคืออยากเป็นนักร้อง ช่วงที่ทำวงเราก็เดินสายประกวดร้องเพลงด้วย มีความพยายามมากที่จะเป็นนักร้อง วันที่ได้เป็นจริง ๆ ก็ดีใจมาก มันหายเหนื่อย 

อมยิ้ม : ส่วนผมเติบโตมากับดนตรี เมื่อก่อนผมชอบวง Zeal ชอบพี่เป๊กซ์มาก แล้วพอเข้ามหาวิทยาลัยก็ได้พี่เป๊กซ์เป็นพี่รหัส เราก็ฟูลฟิลนะที่ไอดอลกลายมาเป็นพี่รหัสเรา แล้ววันหนึ่งก็ได้เป็นศิลปินเหมือนพี่รหัสตัวเอง 

เรื่องเล่าระหว่างทางของ The 38 years ago หลังการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปีที่ความผูกพันและเสียงดนตรีเป็นกาวประสานใจ

ซูลูปาก้า ตาปาเฮ้

ที่อมยิ้มพูดว่ารอบนี้มันเหมือนซีซั่น 2 ของพวกคุณ แต่จริง ๆ นี่คือการเริ่มต้นใหม่รึเปล่า คุณกลัวบ้างไหม

อมยิ้ม : ในมุมผมก็กลัวเหมือนกันที่จะกลับมาทำ เพราะกลัวว่าปัญหาเดิมมันจะกลับมา พอพีชบอกว่าเคลียร์แล้ว งั้นผมจะแบ่งโฟกัสให้ 50 เปอร์เซ็นต์ ขอดูไปก่อน 

ที่ผมต้องให้แค่นั้นเพราะผมเป็นซึมเศร้าจากเรื่องนี้ ผมก็เลยกลัวมาก ๆ ว่าผมจะเป็นอาการแบบนั้นอีก เหมือนตัวเรามันหายไปแป๊บหนึ่งแล้ว พอกลับมาทำผมก็รู้สึกมีความสุข เหมือนได้ตัวเองกลับมา เรารู้สึกเหมือนตอนอายุเท่านั้นเลยที่เรายังมีความสุขกับการเล่นดนตรี 

ผมเติบโตมาในเส้นทางดนตรีตั้งแต่เด็ก แล้ววันหนึ่งดนตรีมันทำร้ายเรา เลยรู้สึกว่ากลัวมาก ๆ พอวันหนึ่งสิ่งที่เรากลัวมันเริ่มคลาย เราก็เต็มที่และจริงจังกับมันได้เหมือนเดิม เราไม่ได้กลัวว่าจะไม่มีคนฟังนะ แต่การเริ่มต้นใหม่มันท้าทายเราพอสมควร ว่าถ้าเรายังทำในรูปแบบเดิมจะดีไหม หรือถ้าทำรูปแบบใหม่จะมีคนชอบเราไหม 

พีช : ช่วงแรกถือว่ากลัว แต่ตอนนี้มันไม่นึกถึงความกลัวแล้ว เราไม่กลัวอะไรเลย คิดว่าถ้าทำด้วยหัวใจยังไงคนก็สัมผัสได้ เพราะว่าเราทำอย่างนั้นมาตลอดเวลา สิ่งที่จะทำคือก็คือ จะเก่งขึ้น โตขึ้น อุปกรณ์พร้อมมากขึ้น แต่ยังไม่ทิ้งความเป็นธรรมชาติ

ตอนนี้ The 38 years ago ครบรอบกี่ปีแล้วนะ

อมยิ้ม : 10 ปี

เคยย้อนกลับไปดูคลิปแรกของตัวเองไหม รู้สึกยังไงที่มาไกลถึงจุดนี้

อมยิ้ม : รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำ เราชอบ ก็เติบโตมาเป็นสิ่งที่เราต้องการได้ เราตั้งใจไว้แต่แรกว่าจะเล่นให้สนุกที่สุด ตอนนี้ก็ยังสนุก ภาคภูมิใจที่มันงอกเงยมาขนาดนี้ได้

พีช : เป็นความทรงจำที่ดี ต่อให้ระหว่างทางจะมีพายุ มีหินทรายโหมกระหน่ำ หรืออะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายเราก็มีความสุขกับมัน

อมยิ้ม : ผมรักวงมาก ผมทำทุกอย่างโดยที่ไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยมาตั้งแต่แรก ดีใจที่วงยังได้ไปต่อ แล้วได้มาอยู่ในค่าย LOVEiS ทุกวันนี้ ขอบคุณพี่ ๆ ทุกคนที่กรุณา ต่อจากนี้จะพยายามทำเพลงในแบบที่เราชอบให้ดีที่สุด ให้ทุกคน แฟนคลับ หรือคนที่ยังไม่เคยรู้จัก ได้รู้จักเรามากขึ้น

บางคนบอกให้เราร้องเพลงอย่างเดียว ไม่ต้องคุยกัน แต่เราว่ามันเป็นการเตรียมความพร้อมของพวกเราเองด้วย คลายความเกร็ง เคยมีคลิปหนึ่งถ่าย 30 เทค จนนิ้วเปื่อย คอแหก 

พีช : เพราะเราไม่คัทเลย เราร้องเพลงกันแบบลองเทค (หัวเราะ)

เห็นแฟนคลับชอบคอมเมนต์ว่าฟังวงนี้มาตั้งแต่ ม.ต้น เรียนจบ จนทำงาน ก็ยังฟังอยู่เลย 

พีช : เราดีใจมาก เพราะเขาก็มีหนทางที่จะไปฟังคนอื่นที่ดีกว่าเรา แต่ทำไมเขายังรักเรา (หัวเราะ) เขายังเลือกเรา ยังจำเราได้ บางคนเคยเปิดเพลงเราฟังในห้องเรียน นี่คือนักดนตรีที่เขารักมากในวัยเด็ก ณ วันนี้เขาก็ยังรักอยู่ ทำไมคนคนหนึ่งรักเราขนาดนี้ได้ยังไง รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งมหัศจรรย์มากเลย ขอบคุณจริง ๆ ที่เขารู้สึกแบบนั้น 

อมยิ้ม : เหมือนเราเป็นสื่อกลางให้กับเขาในบางโมเมนต์ ไม่ต้องไกลตัว น้องสาวแฟนผมก็เคยส่งเพลงเราไปจีบผู้ชาย มีคอมเมนต์หนึ่งบอกว่า แฟนเขาเคยส่งเพลงของเราให้ตอนจีบกัน ปัจจุบันเขาแต่งงานมีลูกแล้ว เหมือนเราเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของเขาเลย

พีช : รู้สึกแล้วว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร มันคือสิ่งนี้แหละ มันมีคุณค่ากับเรามาก

จากการพูดคุยกันมาทั้งหมด ทุกคนต่างมีช่วงเวลาที่ยากลำบากให้ข้ามผ่าน และเสียงดนตรีเป็นสิ่งที่ดึงพวกคุณกลับมา ถามหน่อยว่าเสียงดนตรีมีความหมายยังไงสำหรับคุณ

พีช : สำหรับเรามันคือจิตวิญญาณ ที่ต่อให้ทำงานประจำ เลิกงานแล้วมาร้องเพลงคนเดียว เปิดเพลงฟัง ก็มีความสุขแล้ว เสียงเพลงไม่เคยไปไหน มันอยู่กับเรา และเป็นสิ่งที่ชุบชีวิตเราจริง ๆ เราเห็นคุณค่ามันมากที่สุดในชีวิตตอนนี้ 

อมยิ้ม : อย่างที่บอกว่ามีจุดหนึ่งที่รู้สึกไปเองว่าดนตรีมันทำร้ายเรา เป็นช่วงที่มืดมนที่สุดในชีวิตของเราเลย เราเล่นดนตรีไม่ได้ ฟังเพลงก็ไม่สุนทรีย์ จนเราไปอยู่กับตัวเองครึ่งปี ใช้ชีวิตไปเรื่อยเปื่อย วันหนึ่งหมอก็บอกให้เอาสิ่งที่เรากลัวมาบำบัด เราเริ่มจากที่ตัวเองสะสมไวนิล เริ่มฟังเพลง เริ่มกลับมาเล่นได้ เริ่มไปดูเฟสติวัล คุยกับคนอื่นเรื่องเพลงมากขึ้น จนปัจจุบันนี้เราก็มีความสุขกับการฟังเพลงมาก ๆ รู้สึกว่ามันคือสิ่งที่จรรโลงจิตใจเรา ให้เรายังมีชีวิต

พีช : ดนตรีคือชีวิตเลย มัน Make Life ให้ Alive ไม่งั้นเราคงไม่หายไปจริง ๆ เป็นช่วงเวลาที่เราได้ทบทวนว่าเราจริงใจกับมันจริง ๆ ไหม เราไม่สามารถออกไปในนาม พีช แล้วร้องเพลงคนเดียวได้ เพราะเราไม่อยากให้วงแตก เราไม่อยากร้องคนเดียว

อมยิ้ม : วันสุดท้ายที่ผมกับพีชคุยกันว่าเราจะไม่ทำวงต่อ เราจะพักแล้ว ผมบอกเลยว่าถ้าพีชไม่ได้เป็นนักร้อง ผมก็ไม่ทำวงนี้ต่อนะ ผมไม่รู้สึกว่าจะต้องเอาใครมาแทนพีช แล้วผมก็รักษาคำพูดมาตลอด 

นั่นคือประโยคที่คุณเคยพูดไว้ก่อนพักวง อยากให้พูดอะไรถึงกันและกันอีกครั้งในวันที่กลับมารวมตัวกันใหม่

อมยิ้ม : ผมดีใจนะที่พีชกลับมา ดีใจมาก ๆ ที่ได้กลับมารวมวง ได้เดินต่ออีกครั้ง วงนี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา เรามีความทรงจำที่ดีมาก ๆ ร่วมกันเยอะ ก็ดีใจที่กลับมา

พีช : ขอบคุณที่เหนื่อยมาด้วยกัน ทุกช่วงเวลามันมีความสุขมาก ๆ ขอบคุณตัวเองด้วยที่สามารถก้าวข้ามความกลัว ทุกความรู้สึก ดีใจที่ได้กลับมา มันมากกว่าคำว่าขอบคุณ บางคนบอกว่าวงเราเป็นแรงบันดาลใจให้เขา แต่เขาต่างหากที่เป็นแรงบันดาลใจให้เรา

อมยิ้ม : อยากขอบคุณคนที่ยังฟังพวกเรา คนที่ยังรอพวกเรา ถ้าไม่มีทุกคนก็ไม่มีพวกเรา ดีใจมาก ๆ ที่คุณยังอยากเห็นพวกเราทำอะไรใหม่ ๆ ขอบคุณจริง ๆ มีคอมเมนต์บอกว่าวงเราเติบโตมา 10 ปีแล้ว เราโตไม่ทันเด็กยุคใหม่ ๆ แล้ว เราก็มานั่งคุยกัน เพราะเราอยากให้ทุกคนได้ฟังเวอร์ชนที่ดีที่สุดในความสามารถของเรา 

เรื่องเล่าระหว่างทางของ The 38 years ago หลังการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปีที่ความผูกพันและเสียงดนตรีเป็นกาวประสานใจ
เรื่องเล่าระหว่างทางของ The 38 years ago หลังการกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปีที่ความผูกพันและเสียงดนตรีเป็นกาวประสานใจ

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load