เบื้องหน้าเราคือ พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์ ในวัย 28

หลังจากรู้ว่า พลับหรือน้องพลับของทุกคน จริงจังและเอาดีกับงานสายบริหาร และกำลังเริ่มงานใหม่ที่ Shopee แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเจ้าใหญ่จากสิงคโปร์ The Cloud ก็ขอนัดหมายพูดคุยกับเขาทันที

พลับในวัยเด็กไม่ได้ซนจนทำจานแตกอย่างในเพลง คุณครูครับ แต่เป็นเด็กช่างสงสัยและกล้าแสดงออก โดยเฉพาะเมื่อต้องขึ้นไปร้องเพลงบนเวที หลังจากรับบทเป็นปรกหรือปกรณ์วัยเด็ก ในละครเวที บัลลังก์เมฆ (พ.ศ. 2545) พลับในวัย 9 ขวบ มีผลงานเพลงชุดแรกชื่อ ‘พลับ’ เต็มไปด้วยเพลงดัง อย่าง ใครใครก็ไม่รักผม, ลูกชิ้นของฉัน, ก็เลยเล่าสู่กันฟัง, เหนื่อยไหมคนดี, คนไม่สำคัญ

โลดแล่นอยู่ในวงการจนอายุ 14 พลับก็เดินทางไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ เป็นตัวแทนนักเรียนไปแข่งคณิตศาสตร์สมัยเรียนชั้นมัธยมฯ จากนั้นเรียนต่อคณะคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่นครนิวยอร์ก 

หลังกลับมาทำงานรับช่วงบริหารโรงแรมของครอบครัวได้ 6 เดือน พลับเริ่มงานในบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก Boston Consulting Group ก่อนถูกทาบทามไปเป็น General Manager ให้กับโปรเจกต์ใหม่ของโรงพยาบาลกรุงเทพในเวลานั้น

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

พลับในวัย 25 ทำงานเป็นผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic หรือศูนย์ความเป็นเลิศของการมีสุขภาพดี ตั้งแต่วันแรกที่มีการสร้างทีม ทำงานร่วมกับอาจารย์หมอที่อายุห่างกัน 

จากนั้นไปเรียนต่อ MBA ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด รัฐแคลิฟอร์เนีย มหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับอยู่ลำดับต้นๆ ของโลก และเพิ่งจะเริ่มต้นงานใหม่ที่ Shopee เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

นี่คือบทสนทนาที่พลับบอกว่า เขาไม่ได้เป็นต้นฉบับของเด็กดีและสมบูรณ์แบบอย่างที่ใครๆ คิดกับเขา เมื่อครั้งเห็นเขาในชุดนักเรียนโรงเรียนอินเตอร์ร้องเพลงที่คนรู้จักกันทั้งประเทศ

แต่มันอดคิด (และตื่นเต้นตาม) ไม่ได้จริงๆ ว่า น้องพลับที่น่าเอ็นดูคนนั้น จะเติบโตมาเป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์ทำงานสนุกขนาดนี้

พลับในวันนี้ ยังกลับไปฟังเพลง คุณครูครับ อยู่บ้างไหม

ไม่ได้ฟังเลย เป็นอารมณ์คิดถึงคนที่เราเคยทำงานด้วยมากกว่า ผมทำงานตั้งแต่เก้าขวบ เริ่มจากชอบร้องเพลง เรียนร้องเพลงที่โรงเรียนมีฟ้า ซึ่งมีละครเวทีมาแคสหานักแสดงตลอดเวลา จึงได้โอกาสแสดงละครเวที บัลลังก์เมฆ (พ.ศ. 2545) กลายเป็นว่าสิ่งที่เราชอบเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะเวลาที่รู้ว่ามีผู้ใหญ่ชอบสิ่งที่เราทำ เราก็จะยิ่งอยากทำสิ่งนั้นมากขึ้น จนในที่สุดก็กลายเป็นน้องพลับอย่างวันนั้น

ตอนอายุ 14 ที่ไปเรียนต่อต่างประเทศคนเดียว ถือว่าได้ชีวิตวัยเด็กกลับคืนมาหรือเปล่า

ช่วงแรกๆ ตอนไปอเมริกา ผมสับสนตัวเองมาก เพราะคิดเองว่าตอนอยู่ไทยทุกคนมองว่าผมเป็นเด็กดี มีภาพลักษณ์ของเด็กที่เพอร์เฟกต์ จึงสับสนอยู่นานว่าอะไรคือความเป็นพลับ เวลาเจอเพื่อนใหม่ ผมไม่รู้จะคุยอะไรกับเขา เพราะชีวิตก่อนหน้านี้คือการร้องเพลง ใช้เวลาปรับตัวอยู่สองปี จนบอกเพื่อนว่าผมเคยเป็นใครมาก่อน เขาก็เริ่มเข้าใกล้เรามากขึ้น และยังบอกว่าเข้าใจแล้วว่าทำไมผมทำตัวแปลก

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

ตอนนั้นมีชีวิตเหมือนในเพลง ใครใครก็ไม่รักผม หรือกลายเป็นหนุ่มป๊อปไปแล้ว?

ตอนไฮสคูลอ้วนท้วนนะ ที่นี่ผมไม่มีชื่อเสียง แต่เพื่อนทั้งกลุ่มร้องเพลงของผมเป็นภาษาไทยได้ เพราะเขาเปิดเจอใน YouTube หลังจากนั้นก็เริ่มรู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

ช่วงเรียนจบไฮสคูล ผมกลับมาร้องเพลงที่ไทยอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ไม่น่าจะมีใครเคยฟังเพราะเพลงมันไม่ได้ดัง เริ่มจากผมคิดถึงการร้องเพลง แต่พอทำไปสักพักก็รู้ว่าผมคงไม่เหมาะกับการทำเพลงแล้ว ผมไม่ได้มีส่วนร่วมแบบที่เคยทำตอนเด็กๆ พอดีกับกระแสเกาหลีมาแรงมากซึ่งไม่ใช่ตัวเราเลย ต้องเต้นให้ดี ต้องผอม ต้องเพอร์เฟกต์ให้มากกว่านี้ ทำให้รู้สึกอึดอัดมาก คิดว่าถ้าทำแบบนี้ต่อไปคงไม่ยั่งยืนเท่าไหร่

ชีวิตที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียเป็นอย่างไร ทำไมเลือกเรียนคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์

ผมชอบคณิตศาสตร์มาก โตมากับแม่ที่เป็นดอกเตอร์ด้านคณิตศาสตร์ สมัยเรียนที่ไทยก็เป็นวิชาเดียวที่สอบผ่าน ยิ่งตอนเรียนที่ Phillips Exeter Academy ผมเป็นตัวแทนนักเรียนแข่งคณิตศาสตร์ ส่วนที่เลือกเรียนเศรษฐศาสตร์เพราะคิดว่าอยากจะใช้ทำงานต่อ แต่เรียนแล้วไม่ชอบวิชาเศรษฐศาสตร์เลย 

กลับมารับช่วงต่อธุรกิจโรงแรมของครอบครัว

อย่างที่ทุกคนเห็นจากข่าว หลังเรียนจบ ผมกลับมาทำงานที่ เทวมันตร์ทรารีสอร์ทแอนด์สปา จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวอยู่หกเดือน ทุกวันนี้เจอใคร เขาก็ยังทักถามผมว่าทำงานโรงแรมของครอบครัวเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องเมื่อหกปีที่แล้ว

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์
พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

เรียนรู้อะไรจากการทำงานที่บ้าน

เรียนรู้ว่าตัวเองเป็นคนใจร้อน ไฟแรง อยากให้โรงแรมมีชื่อเสียงก็ลงแรงทำประชาสัมพันธ์เยอะ อยากทำอะไรก็ทำเลยโดยไม่คิดว่าพี่สาวและพ่อจะคิดยังไง ทั้งที่เขามีประสบการณ์มากกว่าเรา ตอนนั้นเป็นช่วงที่มีอีโก้สูงที่สุดในชีวิต เทียบกับตอนนี้คือคนละเรื่องเลย

หลังจากนั้น ผมไปทำงานในบริษัทที่ปรึกษาชื่อ Boston Consulting Group ซึ่งมีสาขาอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นงานที่สนุกมาก ได้ทำงานกับคนเก่งๆ ในหลายๆ อุตสาหกรรม

จากธุรกิจครอบครัวพอมาทำงานในบริษัทที่ใหญ่มาก คุณได้เห็นวิธีการทำงานที่แตกต่างไปอย่างไร

งานที่นี่ทำให้ผมได้เป็นตัวของตัวเอง ผมได้ใช้ความสามารถ หาข้อมูลและวิเคราะห์ด้วยตรรกะที่มีในการให้คำแนะนำลูกค้า โดยไม่มีเรื่องของวัยมาเป็นอุปสรรค

วัฒนธรรมองค์กรของบริษัทต่างชาติมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยไหม

ใช่ โครงสร้างองค์กรเขาต่างจากบริษัทไทย การทำงานก็เลยสนุก รู้สึกเหมือนตอนเป็นเด็กที่ทำอะไรแล้วคนมีคนให้การยอมรับ หรือได้รับผลตอบกลับที่ดี ก็ยิ่งชอบ ยิ่งอยากจะอยู่ทำงานถึงตีสองตีสามเพื่อลูกค้า ผมทำอยู่ที่นั่นได้ปีครึ่ง ที่โรงพยาบาลกรุงเทพก็มาทาบทามให้ไปเป็นผู้จัดการทั่วไป (General Manager) ของโปรเจกต์ BDMS Wellness Clinic ศูนย์ความเป็นเลิศของการมีสุขภาพดี

ตอนนั้นอายุเท่าไหร่

ยี่สิบห้า

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

คนอายุ 25 คนอื่นเพิ่งเริ่มต้นทำงาน แต่คุณได้เป็นผู้จัดการโรงพยาบาล

จริงๆ ได้งานนี้เพราะตอนเรียนอยู่ที่โคลัมเบีย ผมรับทำงานพิเศษเป็นคนดูแลและนำเที่ยวเกาะแมนฮัตตัน ทุกวันสุดสัปดาห์จะมีคณะทัวร์จากประเทศไทยมาเที่ยวที่นี่ ส่วนใหญ่เป็นทริปพาลูกมาดูโรงเรียนและมหาวิทยาลัย งานของผมคือวางโปรแกรมทุกอย่าง ตั้งแต่เช้าจรดเย็นตามความต้องการ บังเอิญเจอกลุ่มคุณหมอปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ และคุณหมออีกเจ็ดสิบคน ซึ่งผมเป็นคนจัดการทุกอย่างคนเดียว 

วันหนึ่งคุณหมอก็เรียกผมไปพบ บอกว่ารู้สึกประทับใจ อยากชวนไปทำงานด้วย ตอนที่คุณหมอเริ่มทำโปรเจกต์ BDMS Wellness Clinic เขาก็นึกถึงผมแล้วเรียกให้มาสัมภาษณ์งาน คุณหมอเคยบอกว่าผมมีหัวทาง Hospitality ด้านการบริการ และชอบที่เป็นคนตรงไปตรงมา ก็เลยได้มาทำงานตรงนี้

อยากรู้ว่าคุณมีระบบจัดการทัวร์อย่างไรจึงเป็นที่ถูกใจของคุณหมอขนาดนี้

ไม่มีอะไรมาก ถ้าอยากได้อะไร ผมจะหามาให้ได้ เช่น ตั๋วละครเวที The Lion King ในช่วง Last Minute มากๆ ซึ่งทุกคนอยากดูมาก ผมก็หาที่นั่งตรงกลางสิบสองที่แบบติดกันหมดมาได้ ด้วยการตระเวนเข้าทุกเว็บไซต์เพื่อจับจองให้ได้ที่นั่งแถวเดียวกัน วันเดียวกัน รอบเดียวกัน หรือร้านอาหารร้านดังที่จองไว้มีปัญหา ผมก็จะหาร้านใหม่ที่ดังกว่า ด้วยการขอร้องผู้จัดการร้านจนเขายอม

เรื่องนี้สำคัญอย่างไร

ทุกครั้งเวลาได้โจทย์อะไรมาก็อยากทำให้ดีกว่าที่เขาคาดหวัง ชอบเห็นเวลาคนมีความสุข เราก็มีความสุขไปด้วย

มีบ้างไหมที่ทำไม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้

มี แต่ก็คงไม่ได้คิดว่าเป็นความล้มเหลว เป็นบทเรียนมากกว่า

กับงานบริหารโรงพยาบาลรู้สึกกลัวบ้างไหม หรือเอาความมั่นใจมาจากไหน

เขาต้องการคนที่จะมาเปลี่ยนพื้นเดิมเป็นศูนย์สุขภาพ ผมต้องสร้างทีมและทุกอย่างขึ้นมา กลัวไหม กลัวสิครับ แต่เมื่อเป็นโอกาสที่ดี เราก็ขอกระโดดเข้าไปก่อนแล้วทำให้มันเกิดขึ้น ถ้าจะแย่ผู้ใหญ่ก็คงมีข้อเสนอให้แก้ไข

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

คนอายุ 25 ที่ทำงานสร้างทีม มีวิธีทำงานกับคุณหมอหรือคนที่อายุมากกว่าอย่างไร

ผมใช้วิธีประนีประนอม เช่น สมมติอาจารย์หมออยากสั่งซื้อเครื่องมือราคาแพง ผมซึ่งมีหน้าที่ดูแลควบคุมการใช้จ่าย จะคุยกับคุณหมอถึงโอกาสที่จะใช้เครื่องมืออย่างคุ้มค่าและเต็มประสิทธิภาพ สำคัญคือบอกให้รู้ว่าเราเป็นทีมเดียวกัน หากมีส่วนไหนที่ผมช่วยได้ก็ขอให้มาคุยกัน งานส่วนใหญ่เป็นประมาณนี้ ทำงานที่นี่ได้ปีกว่าผมก็ขอกลับไปเรียน MBA

การไปเรียน MBA ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ยิ่งตอกย้ำภาพจำเด็กเก่งคนนั้นหรือเปล่า

ตั้งแต่เด็กแล้ว และวันนี้ก็ยังเป็นคนแบบนั้น ผมเป็นคนที่หาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งดีที่สุดในที่นี้อาจจะไม่ได้ดีที่สุดสำหรับใครนะ แต่เป็นดีที่สุดที่เราทำได้เอง

กดดันไหม

กลายเป็นคาแรกเตอร์เราไปแล้ว สิ่งที่แตกต่างไปจากตอนเรียนที่โคลัมเบีย คือมีเพื่อนเยอะขึ้น มีสังคมมากขึ้น และประสบการณ์จากงานที่ผ่านมาทำให้มีอะไรไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อนอีกสามร้อยกว่าคนในชั้นเรียนเดียวกัน

ได้อะไรจากการเรียนที่สแตนฟอร์ดบ้าง

สแตนฟอร์ดสอนเรื่องการเป็นผู้นำไม่เหมือนที่อื่น เน้นการเป็นผู้นำที่ให้แรงบันดาลใจมากกว่า ผมได้เรียนรู้ข้อดีของการเป็นตัวของตัวเอง ส่งผลต่อการทำให้คนเข้าถึงเราได้ ไว้ใจและรักเรามากขึ้น ยิ่งทำให้การทำงานเป็นทีมมีประสิทธิภาพ

ผู้นำที่ดีเป็นอย่างไร

ผู้นำที่ไม่จำเป็นต้องทำตัวเคร่งเครียดตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าเราจะต้องทำเป็นรู้ทุกอย่างไปหมด หรือมีคำตอบสำหรับทุกคำถาม 

เกิดอะไรขึ้นถ้าเผลอเป็นผู้นำที่เคร่งเครียด รู้ทุกอย่าง และมีคำตอบไปหมด

ลูกทีมจะไม่มีแรงบันดาลใจผลักดันตัวเองให้เป็นคนที่เก่งขึ้น

พอได้ไปเรียนแล้ว รู้สึกไหมว่าถ้ารู้สิ่งนี้ก่อนหน้านี้งานที่ทำจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ใช่ คงจะทำงานได้ขึ้น แต่การเป็นผู้จัดการตั้งแต่เด็ก ทำอะไรผิดบ้าง ถูกบ้าง ก็ทำให้รู้ว่า สิ่งที่คิดว่าถูกอาจจะผิด และสิ่งที่เคยคิดว่าผิดอาจจะถูก

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

เช่น

ตอนเป็นผู้จัดการโรงพยาบาล คิดว่าผู้บริหารคือฮีโร่ ต้องมีคำตอบสำหรับทุกอย่าง และผมคิดว่านั่นอาจจะทำให้คนอึดอัด ก็เลยไม่อาจทำงานออกมาอย่างเต็มประสิทธิภาพ และผมก็คงจะโทษเขา ทั้งที่ความผิดนี้อยู่ที่ผม ที่ไม่ยอมเปิดใจรับฟังความคิดเห็นอื่นๆ

ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าจะทำงานนี้ให้สำเร็จ จะล้มเหลวหรือสำเร็จผู้นำต้องเป็นคนรับ ซึ่งเขาสอนว่าไม่ใช่ เรายังเป็นมนุษย์อยู่ ต้องรู้จักรักตัวเองเพื่อจะเป็นผู้นำที่ดี การทำงานเป็นทีมคือต้องยอมสละความรับผิดชอบบางอย่างให้คนอื่นบ้าง

นอกจากเรียนหนังสือแล้ว ได้เจอความสนใจอื่นๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนบ้างไหม

ตอนเรียนอยู่ที่สแตนฟอร์ด ทำงานให้กับสตาร์ทอัพชื่อ BrainKey ที่ซานฟรานซิสโก เป็นบริษัทเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ เปลี่ยนฟิล์ม MRI เป็นรูปภาพสามมิติ เพื่อให้สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของสมอง และเพื่อวิเคราะห์สมรรถภาพสมองด้วย AI

เกี่ยวกับงานล่าสุด ที่คุณตอบรับและเริ่มทำทันทีหลังเรียนจบเพียง 2 สัปดาห์

เป็น Category Manager ดูเรื่องสินค้าแฟชั่นที่บริษัท Shopee 

จากสายสุขภาพมาสู่ E-Commerce ยากไหม

จริงๆ เพิ่งเริ่มต้นทำงานเมื่อต้นเดือน

จากประสบการณ์ มีวิธีรับมือกับงานใหม่ๆ อย่างไร

หายใจให้ลึกก่อน อย่าเพิ่งเข้าไปพูดมาก จากนั้นฟังเขาก่อน เรียนรู้จากทุกคนให้มากที่สุด แล้วค่อยๆ เป็นตัวของตัวเอง ค่อยๆ ให้ความเห็นของเรา และให้ทิศทาง ผมเชื่อเสมอเวลาเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ให้เราทำตัวเป็นกระดาษเปล่า อย่าเอาอัตตาหรืออีโก้ที่เกิดขึ้นจากความสำเร็จในอดีตมาด้วย และจงเปิดใจ

เป็นผู้บริหารที่กล้าถาม

คนที่ทำงานกับผมจะรู้ว่าผมถามไม่หยุดเลย ผมมักจะขอให้เขาพูดใหม่ได้ไหม ตรงนี้ยังไม่ค่อยเข้าใจ เพื่อศึกษาภาพรวม ผมชอบดูภาพกว้าง

ชอบทำงานกับคนแบบไหน

คนที่กล้าเป็นตัวของตัวเอง 

พลับในวันนี้ ถ้ามีพนักงานซนจนทำจานแตกแบบในเพลง คุณครูครับ พลับจะทำอย่างไร

คงไม่ดุที่ทำจานแตก แต่จะดุเรื่องที่บอกซ้ำๆ หลายรอบแล้วยังไม่แก้ไขหรือทำให้ได้ผลตามที่บอก

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

Bangkokboy คือ aka ของ อิลฮงมิน (IL Hong Min) ชายชาวเกาหลีวัย 29 ปี ผู้ใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตอยู่ที่ประเทศไทย จนใครๆ ก็เรียกเขาว่า ‘เกาหลีปลอม’ 

หนุ่มแววตาอ่อนโยนตรงหน้า เป็นชาวต่างชาติที่ฟัง พูด อ่าน และเขียนภาษาไทยได้คล่องแคล่ว มีอาชีพในฝันคือการเป็นแรปเปอร์ ขณะนี้อยู่ระหว่างเก็บเกี่ยวประสบการณ์อย่างไร้สังกัด และค่อยๆ สร้างฐานความนิยมจากคลิปไลฟ์ให้แฟนๆ สอนภาษาไทยในคอนเซ็ปต์ Boyfriend ซึ่งหลังจบการไลฟ์ ยอดผู้ติดตามอินสตาแกรมของเขาจะเพิ่มขึ้นคราวละหลักพัน และทะยานสู่หลักแสนได้ภายใน 3 เดือน 

กว่าจะมาเป็น ‘เด็กกรุงเทพฯ’ ที่สดใสและรับส่งมุกได้ตลอดการสนทนา เด็กชายอิลฮงมินเคยมีวันที่ต้องเผชิญกับปัญหาทางจิตใจ หนักหนาถึงขั้นเกือบจะฆ่าตัวตาย แต่เมื่อแลนดิ้งสู่ประเทศไทย ที่แห่งนี้ค่อยๆ ปะติดปะต่อชีวิตของเขาขึ้นมาใหม่ จนกลายเป็นชายหนุ่มที่มีความฝันและเป้าหมายในชีวิตชัดเจน 

ในขณะที่ประชาชนชาวไทยแท้อย่างเราเฝ้าฝันถึงการย้ายถิ่นฐานถาวรไปอยู่ต่างแดน แต่พลเมืองชายชาวเกาหลีใต้คนนี้กลับวางแผนใช้ชีวิตต่อจากนี้จนถึงวัยเกษียณอยู่ไทย และกลับไปเยี่ยมประเทศบ้านเกิดบ้างเป็นครั้งคราว 

เขาคือชาวต่างชาติที่อยู่บ้านเรามานานจนรู้จักใช้และเข้าใจความหมายของคำว่า วรรณยุกต์ ฉิบหาย และพ่อมึงตาย อีกทั้ง ‘คนไทย’ คือคำตอบเมื่อเราถามว่าอะไรทำให้เขาหลงรักประเทศใกล้เส้นศูนย์สูตรแห่งนี้

และเขายังย้ำสถานะในปัจจุบันให้ฟังด้วยว่า “ผมเป็นคนเกาหลีที่ใกล้จะกลายเป็นคนไทยแล้วครับ”

BangkokBoy แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมา 17 ปี และอยากยังอยู่ต่อไปจนถึงวัยเกษียณ

เกาหลี – จีน – (เท็กซัส) – พัทยา

สำหรับเด็กชายอิลฮงมิน วัยเยาว์ของเขาไม่ใช่ช่วงวัยอันน่าอภิรมย์นัก เพราะพายุเศรษฐกิจลูกแล้วลูกเล่าแวะเวียนมาพัดพาให้เขาและครอบครัวต้องอพยพถิ่นฐานบ่อยครั้ง ในคราวที่กิจการพังครืนครั้งใหญ่ พ่อผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวตัดสินใจพาลูกชายคนโตวัย 12 ปีอย่างเขาไปอยู่ที่ประเทศจีน ส่วนแม่และน้องชายยังคงอยู่ที่เกาหลีต่อไป 

แม้การงานครั้งใหม่ของพ่อจะพอดำเนินไปได้ เด็กน้อยวัยกำลังโตได้ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังใหญ่ แต่เขากลับบอกว่านั่นคือช่วงเวลาที่จิตใจดำดิ่งสุดๆ 

“ตอนอยู่ที่จีน ผมจำได้ว่าบ้านที่จีนใหญ่มาก มีสามห้อง แต่ผมอยู่คนเดียวเพราะพ่อยุ่งมาก กลับบ้านมาบ้างแต่ก็มาแค่แป๊บเดียว แล้วก็กลับไปทำงานต่อ ผมไม่มีคนคุยด้วย ไม่มีเพื่อน พูดภาษาจีนก็ไม่ได้ ตอนนั้นเลยเป็นช่วงที่ผมเครียดมาก จนเริ่มมีปัญหาทางจิตใจ”

โชคดีที่ผู้เป็นพ่อเห็นปัญหาจากการที่ครอบครัวต้องอยู่ไกลกัน ประกอบกับเห็นหนทางขยับขยายในสายงาน จึงวางแผนนัดพบครอบครัวอย่างพร้อมหน้า เพื่อมุ่งสู่รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ในระหว่างที่เด็กชายกำลังเก็บกระเป๋าด้วยความลิงโลด พายุลูกเกือบสุดท้ายก็ได้พัดผ่านบ้านของเขาอีกครั้ง

 “สามวันก่อนได้ไปเท็กซัส ทางนั้นบอกพ่อว่าบริษัทที่จะไปทำงานหายไปแล้ว ตอนนั้นชีวิตพวกเราแย่มาก สงสารพ่อ พ่อเลยคิดว่าจะไปที่ไหนดี โชคดีมีเพื่อนชวนพ่อมาทำงานที่พัทยา ประเทศไทย พ่อ แม่ น้องชาย และผม ก็เลยได้มาเจอกันอีกครั้งที่กรุงเทพฯ และเริ่มต้นชีวิตใหม่กันที่นี่”

BangkokBoy แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมา 17 ปี และอยากยังอยู่ต่อไปจนถึงวัยเกษียณ

How are you ? – พ่อมึงตาย 

อิลฮงมินในวัยมัธยมต้นใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เขาเข้าเรียนในโรงเรียนสองภาษาที่มีเพื่อนใหม่จากหลากหลายเชื้อชาติ เพราะต้องการสลัดสารความเศร้าที่ตกค้างมาจากคราวอยู่อย่างเหงาๆ ที่จีนไปให้สิ้นซาก เขาจึงพยายามทำความรู้จักและสนิทสนมกับเพื่อนใหม่อย่างสุดกำลัง ซึ่งวิธีการรับเข้าแก๊งนั้นก็ช่างแสบสัน และเป็นปัญหาที่คนยุค 90 อย่างเราๆ ต้องเคยเจอ

“วันหนึ่งมีเพื่อนถามว่า พ่อผมชื่ออะไร ผมคิดว่า อ๋อ คนไทยชอบถามชื่อพ่อแม่ด้วยเหรอ นั่นคือวิธีการที่ใช้เพื่อให้เราสนิทกันสินะ ผมก็เลยบอกชื่อพ่อเขาไป ตั้งแต่เขาก็เรียกแต่ชื่อพ่อผม ตอนแรกเลยยังไม่รู้ พอรู้ความจริงก็ตกใจ ว่าเขาล้อเลียนเรา แต่มาตอนนี้ชินแล้วล่ะ 

“อีกคราวหนึ่งคือโดนหลอกเรื่องคำทักทาย ช่วงแรกที่ยังพูดไทยไม่ได้ ผมอยากเรียนรู้คำไทยเยอะๆ ก็เลยถามจากเพื่อนคนไทยว่า ถ้าจะพูด How are you ? ต้องบอกว่ายังไง เขาบอกว่า ‘พ่อมึงตาย’ ผมก็โอเค แต้งกิ้วๆ แล้วผมก็เอาไปคุยกับอาจารย์ว่า พ่อมึงตายครับ… อาจารย์โมโหมาก เขาบอกว่าอย่าพูดคำนี้ มันไม่ดี”

เมื่อเห็นแววว่าเพื่อนชาวไทยอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีในการเรียนภาษา เด็กชายอิลฮงมินผู้มีพลังแรงกล้าจึงบอกต่อความต้องการไปยังแม่ให้หาครูสอนพิเศษ ซึ่งเขาตั้งใจจริงจังจนสื่อสารภาษาที่ซับซ้อนนี้ได้ภายใน 3 เดือน 

“ผมเรียนภาษาไทยโดยเริ่มจากฝึกการฟัง การพูด ฝึกเขียนพยัญชนะ สระ ผ่านไปประมาณสามเดือนก็พอจะรู้เรื่อง เรียกว่าเข้าใจภาษาไทยแล้วประมาณห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ฟังออก เขียนได้แล้ว แต่ยังพูดไม่ค่อยเก่ง

“ผมว่าภาษาไทยเขียนยากครับ ถ้าเปรียบเทียบกับภาษาเกาหลีกับอังกฤษ คือถ้าฟังออก ยังไงก็เขียนออกมาได้ แต่ภาษาไทยต้องจำคำที่มีไม้เอก ไม้โท เรียกว่าวรรณยุกต์ใช่ไหมครับ ก็เลยยากกว่า และภาษาไทยต้องใช้การจำเยอะมากๆ อย่างเดือนทั้งสิบสองเดือน เดือนนี้เรียกอย่างนี้ มีคำลงท้ายเดือนอีก มกราต้องคม ยนไม่ได้ สับสนมากตอนแรก แต่ตอนนี้ ถ้าอารมณ์ดีก็จะจำได้ครับ” บางกอกบอยเล่ากลั้วเสียงหัวเราะ

BangkokBoy แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมา 17 ปี และอยากยังอยู่ต่อไปจนถึงวัยเกษียณ

ถ้าจะเป็นแรปเปอร์ ก็ไม่ต้องมาเจอกันแล้วนะ

ในระหว่างตั้งใจตั้งต้นชีวิตใหม่ที่เมืองไทย ร่ำเรียนภาษาจนเข้ากับเพื่อนๆ ได้ อิลฮงมินก็ค่อยๆ เลื่อนสถานะจากเด็กชายสู่วัยรุ่น ดำเนินชีวิตไปตามวิถีวัยเรียนทั่วไป เขาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เริ่มเป็นเฟรชชี่ที่คณะบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ แต่เมื่อได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าคณะข้างๆ อย่างนิเทศศาสตร์มีสาวๆ เยอะกว่า พี่ฮงจึงไม่รีรอ ติดต่อขอย้ายสาขาในที่สุด

แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้หนุ่มเกาหลีทิ้งใบปริญญา ทั้งที่อดทนเรียนมาได้เกือบครึ่งทาง เรื่องเกิดหลังจากเขากลับดินแดนโสมขาวเพื่อไปเข้ากรมรับใช้ชาติ พอมากลับไทยอีกที ระหว่างทำข้อสอบเลื่อนชั้น เขาตระหนักได้ว่า หากยังนั่งอยู่ในห้องสอบแบบนี้ต่อไป ชีวิตที่เหลืออยู่คงจะปกติเกินไป และเป็นไปตามขั้นบันไดความสำเร็จของคนส่วนใหญ่จนไม่มีความสุข

“สำหรับคนอื่นการเรียนอาจจะสำคัญนะ แต่สำหรับผม สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีความสุขในตัวเอง หลังกลับเกาหลีเพื่อไปเกณฑ์ทหารตามกฎหมาย ผมเริ่มคิดได้ว่า ถ้าเรียนต่อไปจนจบ ชีวิตก็คงจะปกติมาก หางานทำ ได้เงินเดือน แต่ข้างในของผมเชื่อว่าตัวเองมีศักยภาพบางอย่างที่มากกว่านั้น ตอนปีสอง กำลังสอบอยู่ รู้สึกขึ้นมาว่ามันไม่ใช่แล้ว ก็เลยลุกขึ้นฉีกกระดาษข้อสอบแล้วเดินออกมา”

‘เดินออกมา’ ที่เขาว่าไม่เพียงแค่จากห้องสอบ จากคณะ แต่ยังเป็นการออกจากระบบการศึกษาที่นับเป็นเพียงจุดเริ่มต้น 

เราจึงถามเขาต่อว่าแล้วถ้าอยากมีความสุข คุณต้องมีชีวิตแบบไหน 

คำตอบคือมีชีวิตที่เป็น ‘แรปเปอร์’ 

“ผมเริ่มเขียนเพลงมาตั้งแต่ตอนอยู่ที่จีน ตอนอยู่บ้านคนเดียวแล้วเหงามากๆ ผมชอบฟังเพลง ดูการ์ตูน ดูซีรีส์ พอมีความคิดอะไรขึ้นมาแต่ไม่ได้คุยกับใคร ผมก็จะเขียนเป็นเนื้อเพลงเก็บเอาไว้ 

“ส่วนเหตุการณ์ที่ทำให้ผมโดนรถชน ไม่ใช่สิ ผมหลงรักวัฒนธรรมฮิปฮอปและอยากเป็นแรปเปอร์จริงจังคือ ตอน ม.3 ผมเห็นแรปเปอร์เกาหลีคนหนึ่งในทีวีชื่อ MC Sniper เขาไม่ค่อยดัง อายุเยอะแล้วด้วย แต่การแสดงของเขาเท่มาก และเป็นแรงบันดาลใจให้ผมหลงรักการเป็นแรปเปอร์มาตั้งแต่นั้น” ฮงมินเปรียบเทียบความรู้สึกในวันนั้นเหมือนการ Clash กระแทกเข้าอย่างจัง

“พอรู้แล้วว่าการทำเพลง การเป็นศิลปิน จะทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีความสุขจริงๆ หลังจากลาออกก็เลยกลับบ้าน เก็บกระเป๋า แล้วหนีไปเกาหลีเพื่อไปเรียนทำเพลง ที่ต้องหนีเพราะตอนนั้นไม่รู้เลยว่าถ้าอยากเป็นแรปเปอร์ต้องเริ่มต้นยังไง ไม่มีตังค์ พ่อแม่ก็ไม่ยอม ถึงขนาดบอกว่าถ้าจะเป็นแรปเปอร์ เราก็ไม่ต้องมาเจอกันแล้วนะ ผมเลยบอกแม่ว่า โอเคแม่ ไม่เป็นไร ฮิปฮอปๆ แล้วก็เลือกไปเกาหลี” 

BangkokBoy แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมา 17 ปี และอยากยังอยู่ต่อไปจนถึงวัยเกษียณ

รู้ได้ทันทีว่าโดนหลอกอีกแล้ว

การเดินออกมาครั้งที่สองของเขา คือการออกจากอ้อมอกครอบครัวอันเป็นที่รัก มุ่งหน้าสู่มาตุภูมิด้วยความเชื่อสุดหัวใจว่า ณ ดินแดนที่กระแสวัฒนธรรมหลั่งไหลไปทั่วโลก จะช่วยหล่อหลอมให้เขากลายเป็นศิลปินผู้ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก 

แต่เหมือนฟ้ายังไม่ค่อยเป็นใจ เพราะชีวิตในเกาหลีของเขากลับมีวันที่ยากลำบากกว่าวันที่ดี อิลฮงมินต้องตื่นแต่เช้าตรู่ วิ่งรอกทำงานพาร์ตไทม์วันละ 4 จ๊อบเพื่อหาเงินมาใช้จ่าย พร้อมกับนำไปสานฝันการเป็นแรปเปอร์ของตัวเอง 

เขาไม่ได้เข้าเรียนในสถาบันสอนแรป ไม่มีครูส่วนตัว ไม่ได้เข้าชมรมหรือสังกัดค่ายใด ใช้วิธีฝึกฝนและพัฒนาฝีมือจากช่องทางต่างๆ ด้วยตนเอง รวมถึงลงโปรไฟล์ไว้ในเว็บไซต์ เข้าหาค่ายและโปรดิวเซอร์เพื่อขอร่วมงาน และอีกสารพัดวิธีที่ศิลปินหน้าใหม่ไร้สังกัดอย่างเขาต้องลงทุน ลงแรง ทำไปสุดกำลัง แต่ผลตอบรับที่ได้มา กลับเป็นความทรงจำแสนเลวร้ายที่จำได้ไม่ลืม

“ผมเคยได้แสดงในเกาหลีครับ แต่ผมโดนหลอกนะ โดนหลอกเยอะมาก ทั้งจากทีมโปรดิวเซอร์ ทีมโฆษณา ตอนอยู่เกาหลี ผมไม่ได้มีสังกัด ไม่มีคนมาชวนไปทำงานด้วย เลยใช้วิธีแชร์โปรไฟล์เอาไว้ ว่าแรปได้ พูดภาษาไทย พูดภาษาอังกฤษได้ กลายเป็นว่าคนพวกนั้นอยากใช้ความสามารถของผมในทางไม่ดี 

“มีคนหนึ่งเขาบอกว่าเขาเป็นศิลปิน อยากเปิดค่ายเพลง ผมก็คิดว่า โอเค ครั้งนี้เชื่อดีกว่า เขาจัดมีตติ้งแล้วบอกให้ผมไปหา กลายเป็นว่าสถานที่ที่นัดคือร้านนวดไทย เขาบอกว่าน้องฮง พี่อยากให้เธอเป็นล่ามก่อน เราได้เงินเยอะๆ เมื่อไหร่เดี๋ยวเปิดค่ายให้ ผมรู้ได้ทันทีเลยครับว่าโดนหลอกอีกแล้ว

“จนผมได้เจอเพื่อนคนหนึ่งที่โซล เขาถามผมว่ามาอยู่ที่นี่ทำไม ทำไมไม่กลับเมืองไทย เราบอกเขาว่ายังอยากฝึกฝนอยู่ คิดว่ายังไม่พร้อม ถ้าพร้อมแล้วค่อยกลับไทยและทำเพลงต่อ แต่เขาบอกว่า เธอน่ะ ไม่มีอะไรให้ทำที่นี่หรอก ฝึกที่ไทยก็ได้ คอนเนกชันที่เกาหลีมันไม่ได้สำคัญอะไรกับเธอเลย ผมเห็นด้วยกับเขาก็เลยกลับมาเมืองไทยตั้งแต่ตอนนั้น”

และระหว่างที่อิลฮงมินเล่าเรื่องราวชีวิตในโหมดดราม่า ทันทีที่รู้ตัว เขาจะรีบเผยรอยยิ้มและบอกกับเราเสมอว่า “ตอนนี้ผมโอเคแล้วนะครับ” เป็นสัญญาณย้ำเตือนให้ผู้ฟังรับทราบว่า เขาผ่านช่วงวัยมืดหม่นมาได้แล้วด้วยความภาคภูมิ 

ก่อนจะบินตรงกลับประเทศไทย อิลฮงมินรีเช็กไปยังพ่อและแม่ผู้เปรียบเสมือนฟูกบุนุ่มอันแสนคุ้นเคย ว่าจะยอมให้ลูกชายที่เคยดื้อดึงจนถึงขั้นตัดขาดกันกลับบ้านหรือไม่ ผลปรากฏว่า อัปป้า ออมม่า เห็นด้วย ยอมให้ลูกชายคนโตกลับบ้าน อีกทั้งเสนอตัวเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ให้เขาได้เดินทางตามฝันเต็มที่!

ทีนี้ก็ทางสะดวก ถึงเวลาที่อิลฮงมินจะได้เดบิวต์อย่างเป็นทางการ 

BangkokBoy แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมา 17 ปี และอยากยังอยู่ต่อไปจนถึงวัยเกษียณ

ผมอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ต้องเป็นเด็กกรุงเทพฯ 

“ผมใช้ aka ว่า ‘Bangkokboy’ ครับ ไม่ได้มีความหมายพิเศษ แค่ความเท่เฉยๆ (ยิ้ม) ผมอยู่ที่กรุงเทพฯ ใช่ไหม ก็ต้องเป็นเด็กกรุงเทพฯ และจริงๆ ก็ชอบที่นี่ที่สุดในประเทศไทย เพราะว่าอยู่มานานที่สุด

“เพลงของผมเป็นภาษาเกาหลีกับอังกฤษครับ เคยฝึกเขียนเนื้อเพลงเป็นภาษาไทยเหมือนกัน แต่พูดตรงๆ ว่ายากมาก อินเนอร์มันยังไม่ใช่ มันดูไม่ธรรมชาติ ทุกเพลงที่ผมทำคือเรื่องราวในชีวิตของผมเอง 

ผมอยากสื่อสารมันออกไปให้ชัดเจน เลยยังไม่เลือกใช้ภาษาไทย และคิดว่าทั้งโปรแกรมแปลภาษาหรือว่าซับไตเติ้ล ก็น่าจะช่วยให้คนฟังเข้าใจได้ครับ”

นอกจากขยันเขียนเพลง อัดเดโม่ ทำบีท และอัปโหลดไว้ในแพลตฟอร์มทั้ง SoundCloud และ YouTube แล้ว เขายังเคยโดดไปร่วมแข่งขัน Show Me The Money Thailand ซีซั่น 2 รายการเฟ้นหาแรปเปอร์หน้าใหม่ที่มีต้นฉบับมาจากประเทศเกาหลี 

“เมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ. 2563) ผมไปแข่งรายการนี้เพราะว่าไม่มีตังค์ครับ (หัวเราะ) หิวมาก กินข้าวเซเว่น กินหมูปิ้ง เราไม่อยากรบกวนพ่อแม่และคิดว่าผมก็ทำเพลงได้ อยากลองแข่งกับคนอื่นๆ ด้วย ตอนนั้นคิดว่าตัวเองเก่งที่สุด ยังไงก็สู้ได้ ผมเข้าไปถึงรอบที่สามซึ่งเป็นรอบแบทเทิล ผมเลยได้รู้ข้อจำกัดว่ายังพูดไทยไม่ค่อยชัด เขาให้เขียนเนื้อเพลงเป็นภาษาไทยส่งไปก็ยังทำไม่ได้ เลยต้องยอมกลับบ้าน” แรปเปอร์ยกธงแพ้ราบคาบ แต่ใช่ว่าเขาจะถอดใจเสียเมื่อไหร่

“รายการนี้โด่งดังมากๆ ที่เกาหลีครับ การแข่งขันสูงและสนุกมาก มีต่อเนื่องมาสิบซีซั่นแล้ว ดังขนาดว่าประเทศไทยซื้อลิขสิทธิ์มาทำเอง ผมเคยคิดอยากกลับไปแข่งรายการออริจินัลเหมือนกัน แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 เลยกลัวว่าถ้าไปแข่งแล้วอาจจะยังกลับมาที่ไทยไม่ได้”

การปรากฏตัวในครั้งนั้นในนาม Bangkokboy ถือเป็นบันไดก้าวสำคัญที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น และถึงแม้จะต้องกลับบ้านมือเปล่า แต่สิ่งล้ำค่าที่แอบติดมาจากคราวนั้น คือการรู้จักตั้งเป้าหมายระยะสั้น และค่อยๆ ทำทุกทางเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นให้ได้ 

BangkokBoy แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมา 17 ปี และอยากยังอยู่ต่อไปจนถึงวัยเกษียณ

Bangkok Boyfriend

จากที่ได้ปรากฏตัวในรายการแข่งขันเพียงไม่กี่ตอน ดูเหมือนว่าหลังจากนั้น Bangkokboy จะกลายเป็นขาประจำที่ปรากฏตัวตามสื่อต่างๆ บ่อยครั้งขึ้นจนหลายคนเริ่มจำหน้าได้ เขาได้ไปออกรายการวาไรตี้ รับบทนักแสดงรับเชิญชาวเกาหลี ที่สำคัญ เขาหันมาเอาดีด้านการทำคอนเทนต์ไลฟ์ผ่านทางอินสตาแกรมอีกทาง

แต่ก่อนจะกลายเป็นครีเอเตอร์ที่ตั้งเป้าหมายใหญ่ขนาดนี้ เขาทดลองจากการบรรลุเป้าหมายง่ายๆ อย่างการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักจาก 84 ให้เหลือ 70 กิโลกรัมภายใน 2 เดือน 

พอเป้าหมายแรกได้รับการขีดฆ่าว่าทำสำเร็จโดยง่าย เป้าหมายใหญ่อันต่อไปอย่างการมีผู้ติดตามอินสตาแกรมถึง 1 แสนภายในสิ้นปีนี้จึงเริ่มต้นขึ้น 

กลยุทธ์ทำคอนเทนต์ของเขาก็คือ วางไว้ว่าตัวเองคือ ‘Boyfriend’

“คอนเซ็ปต์คือ ผมเป็นแฟนคุณ เรามาคุยกันนะวันนี้ ไม่มีสตอรี่เลยครับ แค่เปิดกล้อง สวัสดีครับแล้วก็จะมีแฟนๆ เข้ามา ผมถามเขาว่าวันนี้ทำอะไรดี สอนภาษาไทยให้หน่อยครับ แล้วเราก็คุยเล่นกับเขาไป ผมได้เรียนภาษาไทย ได้เรียนมุกตลกจากพวกเขาด้วย ส่วนการเตรียมตัว ก็ไม่ได้เซ็ตฉากหรือเตรียมไฟอะไรเลย แค่แค่ดื่มน้ำให้มากๆ ก็พอครับ

“นอกจากพูดคุยกันในอินสตาแกรม ผมเปิดช่องใน TikTok ด้วย และคิดว่านี่คือช่องทางสำคัญที่ทำให้มีแฟนๆ เพิ่มมากขึ้น เวลาไลฟ์หนึ่งชั่วโมง จะมีผู้ติดตามผมเพิ่มขึ้นประมาณสองพันคน ผมก็เลยไลฟ์ทุกวันสม่ำเสมอ ตั้งเวลาปลุกไว้เลย แล้วผู้ติดตามก็เพิ่มขึ้นมาจนถึงแสนภายในสามเดือนครับ” เขายิ้ม

นอกจากยอดผู้ติดตามในอินสตาแกรมและ TikTok ที่บรรลุความตั้งใจอิลฮงมินได้ภายในเวลาไม่นาน ความตั้งใจแท้จริงที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าเรื่องตัวเลข คือเขาอยากใช้พื้นที่นี้ปลอบโยนผู้คนที่กำลังอยู่ในช่วงเวลายากลำบากของชีวิต แบบที่เขาก็เคยประสบ และเขายังแบ่งรายได้จากการเป็นครีเอเตอร์ไปบริจาคให้ผู้ยากไร้อีกด้วย 

“เวลาผมไลฟ์ ผมอยากให้คนที่กำลังเครียดหรือรู้สึกไม่ดีเข้ามาดู ให้เขายิ้มได้ ให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากตรงนั้นให้ได้ แล้วผมก็อยากเป็นคนดีครับ 

“ถ้าไลฟ์หนึ่งชั่วโมง จะได้เงินสามพันกว่าบาท ตอนแรกคิดว่า งั้นไม่ต้องทำงานดีกว่า วันละสามพัน อาทิตย์หนึ่งสองหมื่นกว่า แต่พอจะเอาเงินนั้นไปใช้จริงๆ เอาไปจ่ายค่าไฟฟ้า ผมกลับรู้สึกไม่สบายใจ ผมเลยแบ่งรายได้ส่วนนั้นไปบริจาคให้เด็กๆ ในประเทศไทยที่เขาขาดแคลน”

ส่วนแผนการในอนาคต เขาบอกว่าเร็วๆ นี้จะมีแชนแนลใน YouTube และเพิ่มคอนเทนต์ให้หลากหลายขึ้น อย่างการทำ Vlog หรือพาไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ที่สำคัญ อิลฮงมินยังอยากเอาดีด้านการเป็นตลก!

อิลฮงมิน แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมากว่าครึ่งชีวิต และทำไลฟ์ชวนคนไทยสอนภาษาจนมีผู้ติดตามหลักแสนใน 3 เดือน

5 นาทีก็เอาครับ

ณ วันที่คุยกัน อิลฮงมินบอกกับเราว่าเขาทำเป้าหมายในปีนี้ลุล่วงไปแล้วทั้งหมด ทั้งเรื่องลดน้ำหนัก เพิ่มยอดผู้ติดตาม ได้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ได้มีอัลบั้มเป็นของตัวเอง รวมถึงกำลังจะมีผลงานเพลงร่วมงานกับศิลปินคนโปรดอย่าง โต้ง Twopee Southside ซึ่งเป็นเพลงที่เขาแต่งเองและส่งไปให้ศิลปินรุ่นพี่ดู เมื่อโต้งเห็นว่าน่าสนใจ จึงตอบตกลงและชวนมาร่วมงานกัน 

แรปเปอร์รุ่นน้องเผยว่า โต้งคือไอดอลที่เคยได้พบปะกันเมื่อคราวที่เขาไปแสดงตามคลับ ซึ่งการแสดงที่ว่า บางครั้งเขามีเวลาได้ขึ้นโชว์เพียง 5 นาที หรือแค่เพลงเดียวเท่านั้น 

5 นาที-เราเน้นย้ำประโยคบอกเล่าที่มีเจตนาถามไปยังชายหนุ่มตรงหน้า ก่อนที่เขาจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและรอยยิ้มภายใต้หน้ากากอนามัยสีดำ 

“ห้านาทีก็เอาครับ ผมขึ้นไปโชว์เพราะรู้ตัวว่าผมกับวงยังไม่ค่อยดัง แต่ก็เป็นห้านาทีที่สนุกมาก เต็มที่มาก คนหน้าเวทีชอบมากๆ คราวหน้าถ้าได้โชว์นานกว่านั้น จะชวนทุกคนไปด้วยนะครับ”

จากศิลปินไร้สังกัด ทำเพลงเองตั้งแต่ต้นจนจบจนมีอัลบั้ม เข้าร่วมกับ Du7 กลุ่มแรปเปอร์ใต้ดินในเกาหลีที่น่าจับตา กำลังจะมีผลงานกับแรปเปอร์ตัวท็อปของเมืองไทย แถมยังกระโดดข้ามสายไปโด่งดังในฐานะคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ทั้งหมดนี้ดูจะเป็นชีวิตวัยใกล้ 30 ที่แสนลงตัวแล้ว คุณมีอะไรที่ยังกังวลอีกมั้ย-เราต่อบทสนทนา

“ผมยังรู้สึกกลัวอยู่ทุกวันครับ กลัวพรุ่งนี้อาจจะไม่มีตังค์ ปีหน้าอาจจะไม่มีอนาคต ทุกวันนี้เหมือนอยู่ในป่า ถ้านอนหลับไป เสือจะมากินหรือเปล่า ผมต้องหนีไปหรือต้องสู้ นี่คือชีวิตในทุกวันนี้ มันต้องดิ้นรนและกดดันนะครับ”

เป้าหมาย ความสำเร็จ อนาคต เขาคนนี้คงเป็นมนุษย์จอมวางแผนแน่ๆ 

“ที่ผ่านมาผมใช้ชีวิตแบบช่างแม่ง Life เป็นคนขี้เกียจและดื้อมากครับ แต่พอมาปีนี้ ผมเริ่มตั้งเป้าหมายแล้วตั้งใจทำมันจนสำเร็จ ความเครียดต่างๆ ก็ลดน้อยลงไปมาก ผมว่าเหมือนพระเจ้าช่วย โอเค ชีวิตนี้ถึงเวลาแล้ว ต่อไปผมจะเชื่อในตัวเอง แล้วเราจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น (ยิ้ม)

“อีกสองถึงสามปี ผู้ติดตามไอจีของผมจะต้องถึงล้าน ผมได้ออกรายการทีวี และน่าจะเป็นซูเปอร์สตาร์นะครับ (หัวเราะ)

“อายุสี่สิบ ผมต้องมีฐานะมั่นคง แล้วก็ได้บริจาคช่วยเหลือคนอื่น มีบ้าน มีแฟน มีครอบครัว

“อายุห้าสิบ ผมจะมีลูกแล้วครับ ลูกอยู่ที่ไทยเหมือนเดิม ไปโรงเรียน มีเมียคนเดิมกับตอนสี่สิบ ไม่มีกิ๊กนะครับ และเป็นลูกที่ดีสำหรับพ่อแม่ 

“ตอนอายุหกสิบ ขอให้ยังได้อยู่บนโลกใบนี้ สร้างบ้านหลังใหม่ในจังหวัดอื่นของประเทศไทย อยู่กับเมียและลูกหมาตัวใหญ่ ได้ลงทุนมีบริษัทของตัวเอง”

อิลฮงมิน แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมากว่าครึ่งชีวิต และทำไลฟ์ชวนคนไทยสอนภาษาจนมีผู้ติดตามหลักแสนใน 3 เดือน

ผมชอบคนไทย 

หลังจากถกเถียงเรื่องเป้าหมายในอนาคตกันอย่างออกรส สิ่งหนึ่งที่ชัดเจน คือหลังจากนี้ ประเทศไทยได้กลายเป็นฉากหลังในทุกช่วงชีวิตของ BangkokBoy ไปแล้ว 

“ผมอยู่ประเทศไทยมานาน จนคิดว่าไม่มีเรื่องไหนที่ยากเกินไปแล้วครับ สิ่งที่ผมชอบที่สุดเกี่ยวกับเมืองไทย คือคนไทยครับ ผมชอบมิตรภาพ ความเป็นมิตร และความสบายๆ ของคนไทย เวลาไปเที่ยวกับคนไทยสนุกมาก ถ้าไปกับคนเกาหลีเขาจะมีตารางเวลาชัดเจน หนึ่ง สอง สาม แต่ของคนไทยชิลล์มาก วันนี้นอนดีกว่า วันนี้ขี่มอ’ไซค์ดีกว่า แต่ขี้เกียจ งั้นนอนดีกว่า”อิลฮงมินหัวเราะ ก่อนพูดต่อ

“ส่วนที่เกาหลี อยากซื้อบ้านเอาไว้ครับ เผื่อว่าครอบครัวจะได้ไปเที่ยว แต่ตั้งใจอยากใช้ชีวิตอยู่ที่ไทยต่อไป มีครอบครัวและอยู่ที่นี่นี่แหละ” 

และเมื่อถึงคำถามสุดท้ายว่า สถานะตอนนี้ของคุณคืออะไร เขาตอบกลับรวดเร็วราวกับคิดมาจากบ้านแล้วว่า

“ผมเป็นคนเกาหลีที่ใกล้จะกลายเป็นคนไทยแล้วครับ”

อิลฮงมิน แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมากว่าครึ่งชีวิต และทำไลฟ์ชวนคนไทยสอนภาษาจนมีผู้ติดตามหลักแสนใน 3 เดือน

10 TMI about Bangkokboy

1. ความหมายของชื่อ

อิลฮง (IL Hong) แปลว่า ความใจกว้าง ยิ้มเยอะๆ เป็นคนที่ช่วยคนอื่นอยู่ตลอดครับ 

2. รอยสักรอยแรก

สักครั้งแรกตอนอายุยี่สิบ เริ่มที่ข้อมือข้างขวา เป็นชื่อของรักครั้งแรกครับ ทีนี้พอเลิกกัน ฉิบหายแล้ว (หัวเราะ) ผมเลยต้องสักงูทับชื่อเขา เพราะว่าตอนนั้นผมทำไม่ดีกับเขา อยากให้งูตัวนี้ช่วยปิดบังความผิดไว้

ส่วนรอยสักที่แขนซ้าย ด้านในรากไม้มีดอกไม้อยู่ครับ ภาษาเกาหลีอ่านว่า อิลฮง เหมือนชื่อของผม ดอกไม้นี้มีความหมายว่า Forever Love ถ้าผมได้มีรักครั้งใหม่ อยากจะปกป้องเขา เหมือนที่รากไม้ปกป้องดอกไม้เอาไว้ 

อิลฮงมิน แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมากว่าครึ่งชีวิต และทำไลฟ์ชวนคนไทยสอนภาษาจนมีผู้ติดตามหลักแสนใน 3 เดือน

3. เป็นคนตลกใช่ไหม 

(คิดนานมาก) คิดว่าผมก็ตลกนะครับ แต่ว่าจริงๆ มีความอินโทรเวิร์ตอยู่นิดๆ แล้วทุกคนคิดว่าผมตลกไหมครับ ชอบแบบไหนมากกว่ากัน 

4. แรปเปอร์คนโปรด

ถ้าของไทยชอบพี่โต้ง Twopee Southside, FIIXD, BEN BIZZY ส่วนของเกาหลีชอบ Loopy กับ Jay Park ครับ (เต้นท่าฮิตจากเพลง Again & Again) 

5. เต้นเก่งไหม

ผมเป็นคนเกาหลีที่ไม่มีดีเอ็นเอเรื่องเต้นเลย เต้นได้แค่ ปูหนีบอีปิ แฟนๆ สอนมาครับ

6.  ชอบหนังสือ ภาพยนตร์ หรือว่าซีรีส์ มากกว่ากัน 

ผมชอบอ่านหนังสือครับ จะอ่านอาทิตย์ละหนึ่งเล่ม เล่มล่าสุดที่เพิ่งอ่านจบคือ 12 Rules for Life คนเขียนคือ Jordan Peterson เขาเป็นนักจิตวิทยา สอนให้เรามองหาสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ผมอ่านหนังสือได้เกือบทุกแนว ยกเว้นโรแมนติกครับ 

7. มีเพลงเปลี่ยนชีวิตไหม

ไม่มีครับ (หัวเราะ) แต่มีเพลงที่ผมชอบที่สุด ชื่อว่า Laundry เพราะว่าผมได้แรงบันดาลใจแรงมากที่สุดในชีวิต แล้วก็ออกมาเป็นเพลงนี้ มันเศร้ามาก ทำดีมาก ทำเสร็จภายในห้านาที 

8. ถ้าชวนแฟนๆ ไปเที่ยวเกาหลี

จะชวนไปที่เกาะเชจูครับ ที่นั่นเงียบดี จะชวนทุกคนไปเล่น 무궁화 꽃이 피었습니다 (มูกุงฮวา โกชี พีอ๊อดซึมมีดา หรือเกม AEIOU หยุด จากซีรีส์ Squid Game

9. แล้วถ้าจะชวนเพื่อนเกาหลีมาเที่ยวที่ไหน

จะชวนไปเกาะช้างครับ เพราะผมชอบทะเล อีกที่คือพาไปเชียงใหม่ คนเกาหลีชอบเชียงใหม่ เขาบอกว่ากรุงเทพฯ ไม่เหมือนเมืองไทย แต่เชียงใหม่คือเมืองไทย 

10. มีชื่อภาษาไทยหรือยัง

ชื่อสมชายดีไหมครับ แปลว่าอะไรนะ (ถามกลับ) อ๋อ 상남자 (ซังนัมจา) แปลว่าผู้ชายแมนๆ แบบนี้เหรอครับ (ทำท่าเบ่งกล้าม) ดีครับ ชอบๆ 

สวัสดีครับ ผมชื่อสมชายนะครับ

ขอบคุณสถานที่ Pacamara Coffee Roasters x Specialty Coffee Lab

Writer

สุดาวรรณ วนสุนทรเมธี

นักพิสูจน์อักษรวัยเตาะแตะที่มักจะหลงรักพระรองในซีรีส์เกาหลี และอยู่ระหว่างรักษาระยะห่างจากชานมไข่มุก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load