เบื้องหน้าเราคือ พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์ ในวัย 28

หลังจากรู้ว่า พลับหรือน้องพลับของทุกคน จริงจังและเอาดีกับงานสายบริหาร และกำลังเริ่มงานใหม่ที่ Shopee แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเจ้าใหญ่จากสิงคโปร์ The Cloud ก็ขอนัดหมายพูดคุยกับเขาทันที

พลับในวัยเด็กไม่ได้ซนจนทำจานแตกอย่างในเพลง คุณครูครับ แต่เป็นเด็กช่างสงสัยและกล้าแสดงออก โดยเฉพาะเมื่อต้องขึ้นไปร้องเพลงบนเวที หลังจากรับบทเป็นปรกหรือปกรณ์วัยเด็ก ในละครเวที บัลลังก์เมฆ (พ.ศ. 2545) พลับในวัย 9 ขวบ มีผลงานเพลงชุดแรกชื่อ ‘พลับ’ เต็มไปด้วยเพลงดัง อย่าง ใครใครก็ไม่รักผม, ลูกชิ้นของฉัน, ก็เลยเล่าสู่กันฟัง, เหนื่อยไหมคนดี, คนไม่สำคัญ

โลดแล่นอยู่ในวงการจนอายุ 14 พลับก็เดินทางไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ เป็นตัวแทนนักเรียนไปแข่งคณิตศาสตร์สมัยเรียนชั้นมัธยมฯ จากนั้นเรียนต่อคณะคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่นครนิวยอร์ก 

หลังกลับมาทำงานรับช่วงบริหารโรงแรมของครอบครัวได้ 6 เดือน พลับเริ่มงานในบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก Boston Consulting Group ก่อนถูกทาบทามไปเป็น General Manager ให้กับโปรเจกต์ใหม่ของโรงพยาบาลกรุงเทพในเวลานั้น

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

พลับในวัย 25 ทำงานเป็นผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic หรือศูนย์ความเป็นเลิศของการมีสุขภาพดี ตั้งแต่วันแรกที่มีการสร้างทีม ทำงานร่วมกับอาจารย์หมอที่อายุห่างกัน 

จากนั้นไปเรียนต่อ MBA ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด รัฐแคลิฟอร์เนีย มหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับอยู่ลำดับต้นๆ ของโลก และเพิ่งจะเริ่มต้นงานใหม่ที่ Shopee เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

นี่คือบทสนทนาที่พลับบอกว่า เขาไม่ได้เป็นต้นฉบับของเด็กดีและสมบูรณ์แบบอย่างที่ใครๆ คิดกับเขา เมื่อครั้งเห็นเขาในชุดนักเรียนโรงเรียนอินเตอร์ร้องเพลงที่คนรู้จักกันทั้งประเทศ

แต่มันอดคิด (และตื่นเต้นตาม) ไม่ได้จริงๆ ว่า น้องพลับที่น่าเอ็นดูคนนั้น จะเติบโตมาเป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์ทำงานสนุกขนาดนี้

พลับในวันนี้ ยังกลับไปฟังเพลง คุณครูครับ อยู่บ้างไหม

ไม่ได้ฟังเลย เป็นอารมณ์คิดถึงคนที่เราเคยทำงานด้วยมากกว่า ผมทำงานตั้งแต่เก้าขวบ เริ่มจากชอบร้องเพลง เรียนร้องเพลงที่โรงเรียนมีฟ้า ซึ่งมีละครเวทีมาแคสหานักแสดงตลอดเวลา จึงได้โอกาสแสดงละครเวที บัลลังก์เมฆ (พ.ศ. 2545) กลายเป็นว่าสิ่งที่เราชอบเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะเวลาที่รู้ว่ามีผู้ใหญ่ชอบสิ่งที่เราทำ เราก็จะยิ่งอยากทำสิ่งนั้นมากขึ้น จนในที่สุดก็กลายเป็นน้องพลับอย่างวันนั้น

ตอนอายุ 14 ที่ไปเรียนต่อต่างประเทศคนเดียว ถือว่าได้ชีวิตวัยเด็กกลับคืนมาหรือเปล่า

ช่วงแรกๆ ตอนไปอเมริกา ผมสับสนตัวเองมาก เพราะคิดเองว่าตอนอยู่ไทยทุกคนมองว่าผมเป็นเด็กดี มีภาพลักษณ์ของเด็กที่เพอร์เฟกต์ จึงสับสนอยู่นานว่าอะไรคือความเป็นพลับ เวลาเจอเพื่อนใหม่ ผมไม่รู้จะคุยอะไรกับเขา เพราะชีวิตก่อนหน้านี้คือการร้องเพลง ใช้เวลาปรับตัวอยู่สองปี จนบอกเพื่อนว่าผมเคยเป็นใครมาก่อน เขาก็เริ่มเข้าใกล้เรามากขึ้น และยังบอกว่าเข้าใจแล้วว่าทำไมผมทำตัวแปลก

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

ตอนนั้นมีชีวิตเหมือนในเพลง ใครใครก็ไม่รักผม หรือกลายเป็นหนุ่มป๊อปไปแล้ว?

ตอนไฮสคูลอ้วนท้วนนะ ที่นี่ผมไม่มีชื่อเสียง แต่เพื่อนทั้งกลุ่มร้องเพลงของผมเป็นภาษาไทยได้ เพราะเขาเปิดเจอใน YouTube หลังจากนั้นก็เริ่มรู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

ช่วงเรียนจบไฮสคูล ผมกลับมาร้องเพลงที่ไทยอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ไม่น่าจะมีใครเคยฟังเพราะเพลงมันไม่ได้ดัง เริ่มจากผมคิดถึงการร้องเพลง แต่พอทำไปสักพักก็รู้ว่าผมคงไม่เหมาะกับการทำเพลงแล้ว ผมไม่ได้มีส่วนร่วมแบบที่เคยทำตอนเด็กๆ พอดีกับกระแสเกาหลีมาแรงมากซึ่งไม่ใช่ตัวเราเลย ต้องเต้นให้ดี ต้องผอม ต้องเพอร์เฟกต์ให้มากกว่านี้ ทำให้รู้สึกอึดอัดมาก คิดว่าถ้าทำแบบนี้ต่อไปคงไม่ยั่งยืนเท่าไหร่

ชีวิตที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียเป็นอย่างไร ทำไมเลือกเรียนคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์

ผมชอบคณิตศาสตร์มาก โตมากับแม่ที่เป็นดอกเตอร์ด้านคณิตศาสตร์ สมัยเรียนที่ไทยก็เป็นวิชาเดียวที่สอบผ่าน ยิ่งตอนเรียนที่ Phillips Exeter Academy ผมเป็นตัวแทนนักเรียนแข่งคณิตศาสตร์ ส่วนที่เลือกเรียนเศรษฐศาสตร์เพราะคิดว่าอยากจะใช้ทำงานต่อ แต่เรียนแล้วไม่ชอบวิชาเศรษฐศาสตร์เลย 

กลับมารับช่วงต่อธุรกิจโรงแรมของครอบครัว

อย่างที่ทุกคนเห็นจากข่าว หลังเรียนจบ ผมกลับมาทำงานที่ เทวมันตร์ทรารีสอร์ทแอนด์สปา จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวอยู่หกเดือน ทุกวันนี้เจอใคร เขาก็ยังทักถามผมว่าทำงานโรงแรมของครอบครัวเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องเมื่อหกปีที่แล้ว

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์
พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

เรียนรู้อะไรจากการทำงานที่บ้าน

เรียนรู้ว่าตัวเองเป็นคนใจร้อน ไฟแรง อยากให้โรงแรมมีชื่อเสียงก็ลงแรงทำประชาสัมพันธ์เยอะ อยากทำอะไรก็ทำเลยโดยไม่คิดว่าพี่สาวและพ่อจะคิดยังไง ทั้งที่เขามีประสบการณ์มากกว่าเรา ตอนนั้นเป็นช่วงที่มีอีโก้สูงที่สุดในชีวิต เทียบกับตอนนี้คือคนละเรื่องเลย

หลังจากนั้น ผมไปทำงานในบริษัทที่ปรึกษาชื่อ Boston Consulting Group ซึ่งมีสาขาอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นงานที่สนุกมาก ได้ทำงานกับคนเก่งๆ ในหลายๆ อุตสาหกรรม

จากธุรกิจครอบครัวพอมาทำงานในบริษัทที่ใหญ่มาก คุณได้เห็นวิธีการทำงานที่แตกต่างไปอย่างไร

งานที่นี่ทำให้ผมได้เป็นตัวของตัวเอง ผมได้ใช้ความสามารถ หาข้อมูลและวิเคราะห์ด้วยตรรกะที่มีในการให้คำแนะนำลูกค้า โดยไม่มีเรื่องของวัยมาเป็นอุปสรรค

วัฒนธรรมองค์กรของบริษัทต่างชาติมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยไหม

ใช่ โครงสร้างองค์กรเขาต่างจากบริษัทไทย การทำงานก็เลยสนุก รู้สึกเหมือนตอนเป็นเด็กที่ทำอะไรแล้วคนมีคนให้การยอมรับ หรือได้รับผลตอบกลับที่ดี ก็ยิ่งชอบ ยิ่งอยากจะอยู่ทำงานถึงตีสองตีสามเพื่อลูกค้า ผมทำอยู่ที่นั่นได้ปีครึ่ง ที่โรงพยาบาลกรุงเทพก็มาทาบทามให้ไปเป็นผู้จัดการทั่วไป (General Manager) ของโปรเจกต์ BDMS Wellness Clinic ศูนย์ความเป็นเลิศของการมีสุขภาพดี

ตอนนั้นอายุเท่าไหร่

ยี่สิบห้า

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

คนอายุ 25 คนอื่นเพิ่งเริ่มต้นทำงาน แต่คุณได้เป็นผู้จัดการโรงพยาบาล

จริงๆ ได้งานนี้เพราะตอนเรียนอยู่ที่โคลัมเบีย ผมรับทำงานพิเศษเป็นคนดูแลและนำเที่ยวเกาะแมนฮัตตัน ทุกวันสุดสัปดาห์จะมีคณะทัวร์จากประเทศไทยมาเที่ยวที่นี่ ส่วนใหญ่เป็นทริปพาลูกมาดูโรงเรียนและมหาวิทยาลัย งานของผมคือวางโปรแกรมทุกอย่าง ตั้งแต่เช้าจรดเย็นตามความต้องการ บังเอิญเจอกลุ่มคุณหมอปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ และคุณหมออีกเจ็ดสิบคน ซึ่งผมเป็นคนจัดการทุกอย่างคนเดียว 

วันหนึ่งคุณหมอก็เรียกผมไปพบ บอกว่ารู้สึกประทับใจ อยากชวนไปทำงานด้วย ตอนที่คุณหมอเริ่มทำโปรเจกต์ BDMS Wellness Clinic เขาก็นึกถึงผมแล้วเรียกให้มาสัมภาษณ์งาน คุณหมอเคยบอกว่าผมมีหัวทาง Hospitality ด้านการบริการ และชอบที่เป็นคนตรงไปตรงมา ก็เลยได้มาทำงานตรงนี้

อยากรู้ว่าคุณมีระบบจัดการทัวร์อย่างไรจึงเป็นที่ถูกใจของคุณหมอขนาดนี้

ไม่มีอะไรมาก ถ้าอยากได้อะไร ผมจะหามาให้ได้ เช่น ตั๋วละครเวที The Lion King ในช่วง Last Minute มากๆ ซึ่งทุกคนอยากดูมาก ผมก็หาที่นั่งตรงกลางสิบสองที่แบบติดกันหมดมาได้ ด้วยการตระเวนเข้าทุกเว็บไซต์เพื่อจับจองให้ได้ที่นั่งแถวเดียวกัน วันเดียวกัน รอบเดียวกัน หรือร้านอาหารร้านดังที่จองไว้มีปัญหา ผมก็จะหาร้านใหม่ที่ดังกว่า ด้วยการขอร้องผู้จัดการร้านจนเขายอม

เรื่องนี้สำคัญอย่างไร

ทุกครั้งเวลาได้โจทย์อะไรมาก็อยากทำให้ดีกว่าที่เขาคาดหวัง ชอบเห็นเวลาคนมีความสุข เราก็มีความสุขไปด้วย

มีบ้างไหมที่ทำไม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้

มี แต่ก็คงไม่ได้คิดว่าเป็นความล้มเหลว เป็นบทเรียนมากกว่า

กับงานบริหารโรงพยาบาลรู้สึกกลัวบ้างไหม หรือเอาความมั่นใจมาจากไหน

เขาต้องการคนที่จะมาเปลี่ยนพื้นเดิมเป็นศูนย์สุขภาพ ผมต้องสร้างทีมและทุกอย่างขึ้นมา กลัวไหม กลัวสิครับ แต่เมื่อเป็นโอกาสที่ดี เราก็ขอกระโดดเข้าไปก่อนแล้วทำให้มันเกิดขึ้น ถ้าจะแย่ผู้ใหญ่ก็คงมีข้อเสนอให้แก้ไข

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

คนอายุ 25 ที่ทำงานสร้างทีม มีวิธีทำงานกับคุณหมอหรือคนที่อายุมากกว่าอย่างไร

ผมใช้วิธีประนีประนอม เช่น สมมติอาจารย์หมออยากสั่งซื้อเครื่องมือราคาแพง ผมซึ่งมีหน้าที่ดูแลควบคุมการใช้จ่าย จะคุยกับคุณหมอถึงโอกาสที่จะใช้เครื่องมืออย่างคุ้มค่าและเต็มประสิทธิภาพ สำคัญคือบอกให้รู้ว่าเราเป็นทีมเดียวกัน หากมีส่วนไหนที่ผมช่วยได้ก็ขอให้มาคุยกัน งานส่วนใหญ่เป็นประมาณนี้ ทำงานที่นี่ได้ปีกว่าผมก็ขอกลับไปเรียน MBA

การไปเรียน MBA ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ยิ่งตอกย้ำภาพจำเด็กเก่งคนนั้นหรือเปล่า

ตั้งแต่เด็กแล้ว และวันนี้ก็ยังเป็นคนแบบนั้น ผมเป็นคนที่หาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งดีที่สุดในที่นี้อาจจะไม่ได้ดีที่สุดสำหรับใครนะ แต่เป็นดีที่สุดที่เราทำได้เอง

กดดันไหม

กลายเป็นคาแรกเตอร์เราไปแล้ว สิ่งที่แตกต่างไปจากตอนเรียนที่โคลัมเบีย คือมีเพื่อนเยอะขึ้น มีสังคมมากขึ้น และประสบการณ์จากงานที่ผ่านมาทำให้มีอะไรไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อนอีกสามร้อยกว่าคนในชั้นเรียนเดียวกัน

ได้อะไรจากการเรียนที่สแตนฟอร์ดบ้าง

สแตนฟอร์ดสอนเรื่องการเป็นผู้นำไม่เหมือนที่อื่น เน้นการเป็นผู้นำที่ให้แรงบันดาลใจมากกว่า ผมได้เรียนรู้ข้อดีของการเป็นตัวของตัวเอง ส่งผลต่อการทำให้คนเข้าถึงเราได้ ไว้ใจและรักเรามากขึ้น ยิ่งทำให้การทำงานเป็นทีมมีประสิทธิภาพ

ผู้นำที่ดีเป็นอย่างไร

ผู้นำที่ไม่จำเป็นต้องทำตัวเคร่งเครียดตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าเราจะต้องทำเป็นรู้ทุกอย่างไปหมด หรือมีคำตอบสำหรับทุกคำถาม 

เกิดอะไรขึ้นถ้าเผลอเป็นผู้นำที่เคร่งเครียด รู้ทุกอย่าง และมีคำตอบไปหมด

ลูกทีมจะไม่มีแรงบันดาลใจผลักดันตัวเองให้เป็นคนที่เก่งขึ้น

พอได้ไปเรียนแล้ว รู้สึกไหมว่าถ้ารู้สิ่งนี้ก่อนหน้านี้งานที่ทำจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ใช่ คงจะทำงานได้ขึ้น แต่การเป็นผู้จัดการตั้งแต่เด็ก ทำอะไรผิดบ้าง ถูกบ้าง ก็ทำให้รู้ว่า สิ่งที่คิดว่าถูกอาจจะผิด และสิ่งที่เคยคิดว่าผิดอาจจะถูก

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

เช่น

ตอนเป็นผู้จัดการโรงพยาบาล คิดว่าผู้บริหารคือฮีโร่ ต้องมีคำตอบสำหรับทุกอย่าง และผมคิดว่านั่นอาจจะทำให้คนอึดอัด ก็เลยไม่อาจทำงานออกมาอย่างเต็มประสิทธิภาพ และผมก็คงจะโทษเขา ทั้งที่ความผิดนี้อยู่ที่ผม ที่ไม่ยอมเปิดใจรับฟังความคิดเห็นอื่นๆ

ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าจะทำงานนี้ให้สำเร็จ จะล้มเหลวหรือสำเร็จผู้นำต้องเป็นคนรับ ซึ่งเขาสอนว่าไม่ใช่ เรายังเป็นมนุษย์อยู่ ต้องรู้จักรักตัวเองเพื่อจะเป็นผู้นำที่ดี การทำงานเป็นทีมคือต้องยอมสละความรับผิดชอบบางอย่างให้คนอื่นบ้าง

นอกจากเรียนหนังสือแล้ว ได้เจอความสนใจอื่นๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนบ้างไหม

ตอนเรียนอยู่ที่สแตนฟอร์ด ทำงานให้กับสตาร์ทอัพชื่อ BrainKey ที่ซานฟรานซิสโก เป็นบริษัทเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ เปลี่ยนฟิล์ม MRI เป็นรูปภาพสามมิติ เพื่อให้สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของสมอง และเพื่อวิเคราะห์สมรรถภาพสมองด้วย AI

เกี่ยวกับงานล่าสุด ที่คุณตอบรับและเริ่มทำทันทีหลังเรียนจบเพียง 2 สัปดาห์

เป็น Category Manager ดูเรื่องสินค้าแฟชั่นที่บริษัท Shopee 

จากสายสุขภาพมาสู่ E-Commerce ยากไหม

จริงๆ เพิ่งเริ่มต้นทำงานเมื่อต้นเดือน

จากประสบการณ์ มีวิธีรับมือกับงานใหม่ๆ อย่างไร

หายใจให้ลึกก่อน อย่าเพิ่งเข้าไปพูดมาก จากนั้นฟังเขาก่อน เรียนรู้จากทุกคนให้มากที่สุด แล้วค่อยๆ เป็นตัวของตัวเอง ค่อยๆ ให้ความเห็นของเรา และให้ทิศทาง ผมเชื่อเสมอเวลาเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ให้เราทำตัวเป็นกระดาษเปล่า อย่าเอาอัตตาหรืออีโก้ที่เกิดขึ้นจากความสำเร็จในอดีตมาด้วย และจงเปิดใจ

เป็นผู้บริหารที่กล้าถาม

คนที่ทำงานกับผมจะรู้ว่าผมถามไม่หยุดเลย ผมมักจะขอให้เขาพูดใหม่ได้ไหม ตรงนี้ยังไม่ค่อยเข้าใจ เพื่อศึกษาภาพรวม ผมชอบดูภาพกว้าง

ชอบทำงานกับคนแบบไหน

คนที่กล้าเป็นตัวของตัวเอง 

พลับในวันนี้ ถ้ามีพนักงานซนจนทำจานแตกแบบในเพลง คุณครูครับ พลับจะทำอย่างไร

คงไม่ดุที่ทำจานแตก แต่จะดุเรื่องที่บอกซ้ำๆ หลายรอบแล้วยังไม่แก้ไขหรือทำให้ได้ผลตามที่บอก

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ย่าน Asakasa เป็นโซนธุรกิจนิ่ง ๆ เท่ ๆ ที่มีทั้งความเก๋และความเงียบสงบ แต่ก็ไม่ใช่ย่านที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะแวะมาสักเท่าไหร่ เราเลยแปลกใจเล็กน้อยที่ แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข เลือกคาเฟ่ในย่านนี้เป็นจุดนัดพบ แถมยังอยู่ในตึกที่ดูซอมซ่อ เอ๊ะ หรือพี่เขาจะอยากหนีความวุ่นวาย

เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกและได้เห็นความกรุบกริบของคาเฟ่ไพ่นกกระจอกสุดเท่ที่ซ่อนตัวอยู่ในตึกเงียบ ๆ ก็ได้แต่ร้องว้าว ๆๆ และเขกหัวตัวเองอยู่ในใจ อยู่โตเกียวมาตั้งหลายปียังไม่รู้ถึงการมีอยู่ของที่นี่ นอกจากจะสวยเก๋ไม่แพ้คาเฟ่แถวชิบุยะ ฮาราจุกุ ที่นี่ยังเป็นคาเฟ่ของไอดอลสาวที่เขาชื่นชอบอีกด้วย ยังไม่ทันเริ่มสัมภาษณ์ ก็สัมผัสได้ถึงความรักและความสนิทสนมอันดีระหว่างนักร้องดังกับประเทศญี่ปุ่น

หลายคนน่าจะรู้อยู่แล้วว่า แสตมป์เป็นศิลปินไทยคนแรก ๆ ที่ได้มาทำงานในญี่ปุ่นอย่างจริงจัง เขาเริ่มจากการแสดงสดในไลฟ์เฮาส์กับเพื่อน ๆ เพื่อความสนุกสนาน และค่อย ๆ ขยับขยายทีละนิด จนได้ออกอัลบั้มกับค่ายอินดี้ จัดมินิคอนเสิร์ตที่ Tower Record ขึ้นแสดงบนเวที Summer Sonic ปี 2019 ปัจจุบันสังกัดค่ายใหญ่ที่มีศิลปินตัวท็อปของญี่ปุ่นมากมาย อย่าง AVEX (สังกัดเดียวกับ Ayumi Hamasaki, V6, Every Little Thing-เรฟตามวัยผู้เขียน) และได้ร่วมงานกับศิลปินมากมาย เช่น Depapepe, MIYAVI, Awesome City Club, THE CHARM PARK, chelmico และ SKY-HI อีกทั้งยังเดินสายออกรายการโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์-ออนไลน์ชื่อดังของญี่ปุ่นเพียบ

ไอดอลสาวคนสวยเดินมารับออเดอร์ที่โต๊ะ แสตมป์ซังสื่อสารด้วยภาษาญี่ปุ่นอันคล่องแคล่วราวกับเป็นคนละคนกับที่เราเคยเจอในไลฟ์เฮาส์ นอกจากเรื่องงาน เราต้องคุยกันเรื่องความชื่นชอบที่เขามีต่อประเทศนี้แล้วล่ะ ท่ามกลางอุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส แสตมป์ซังบอกว่า 

“ชอบญี่ปุ่นมาก ชอบทุกอย่างเลย หน้าร้อนก็ยังไม่ร้อน แต่รู้สึกว่ามันสวยงามนะ”

คุยกับ 'แสตมป์ อภิวัชร์' ที่ญี่ปุ่น เรื่องชีวิต การทำงานเพลง และความหลงใหลแดนปลาดิบ

คุณมีงานในประเทศญี่ปุ่นเยอะมาก ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าเริ่มต้นได้ยังไง

เริ่มแรกคือไลฟ์เฮาส์ก่อน แล้วก็เล่นมาเรื่อย ๆ โดยไม่ได้คิดอะไร ได้รู้จักคนมากขึ้น ผมมาบ่อยมาก ชอบ ถ้าไม่ได้ทำงานก็จะมาญี่ปุ่นตลอด เลยค่อย ๆ ได้รู้จักคนในวงการ และได้เล่นงานที่ใหญ่ขึ้น เข้าค่ายที่ใหญ่ขึ้น

เล่นดนตรีในไลฟ์เฮาส์หรือเวทีต่าง ๆ ที่ญี่ปุ่นสนุกไหม เหมือนคนดูเขาจะค่อนข้างขี้อายนะ

สนุก ความรู้สึกเหมือนที่ได้อ่านในการ์ตูนเรื่อง BECK เลย บรรยากาศต่างกันแต่สุดท้ายก็คล้าย ๆ กันนะ คนดูอาจสงวนท่าที แต่ถ้าเราขอให้เขาทำอะไร เขาทำหมด ให้เกียรติเรามาก

แล้วการทำเพลงที่ทำร่วมกับศิลปินญี่ปุ่นเป็นอย่างไรบ้าง

ส่วนมากเป็นการทำงานออนไลน์หมดเลย ก็เหงา ๆ หน่อยครับ แต่ทุกอย่างราบรื่นดี เดี๋ยวนี้มีโปรแกรมแบบเรียลไทม์ส่งตรงจากห้องอัด เขาอัดที่นู่น เราอยู่ที่ไทย แต่เรารับรู้ทุกอย่างเหมือนอยู่ด้วยกัน

มีเกณฑ์ในการเลือกคนมา Feat. ด้วยมั้ย เห็นร่วมงานกับศิลปินหลากหลายแนวเพลงมาก ๆ

มีทั้งแบบที่เราอยากลองชวนมาร่วมงาน แล้วก็ศิลปินที่ทางค่ายเสนอมา ตอนทำเพลง เราจะคิดว่าถ้าเรา Feat. กับคนนี้ เราจะทำแนวไหน เช่น chelmico เป็นป๊อปที่ฮิพฮอพหน่อย Awesome City Club ก็ออกพังก์ ๆ THE CHARM PARK จะเป็นเพราะ ๆ บัลลาด ซึ่งเรามีสิทธิ์เลือก ทำเพลงไปก่อนได้เลย

แล้วเนื้อเพลงล่ะ มีทั้งร้องภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น 

เราจะเขียนเนื้อเพลงเป็นภาษาไทยไปก่อน แล้วแปลเป็นภาษาอังกฤษให้เขา หรือแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นแบบที่ไม่ได้เป็นกวี แล้วให้เขาเอาไปทำต่อ แล้วเราค่อยมาร้องภาษาญี่ปุ่น

คุยกับ 'แสตมป์ อภิวัชร์' ที่ญี่ปุ่น เรื่องชีวิต การทำงานเพลง และความหลงใหลแดนปลาดิบ
คุยกับ 'แสตมป์ อภิวัชร์' ที่ญี่ปุ่น เรื่องชีวิต การทำงานเพลง และความหลงใหลแดนปลาดิบ

ฝึกสำเนียงในการร้องท่อนภาษาญี่ปุ่นยากไหม

เพลงแรก ๆ รู้สึกเหมือนยังร้องภาษาญี่ปุ่นไม่ค่อยได้ เพลงอื่น ๆ มีเพื่อนมาช่วยตอนอัดเพลงที่ไทย แต่ที่สุดแล้วเราเชื่อว่าต้องร้องดีไว้ก่อน สำเนียงอาจจะไม่ต้องเป๊ะขนาดนั้น ให้ฟีลลิ่งมันได้ อันนี้คิดเองนะ เพราะว่าขี้เกียจ (หัวเราะ)

ไม่มีปัญหาเรื่องความแตกต่างของวัฒนธรรมอะไรเลยหรอ

อุปสรรคน้อยมาก อาจจะมีเรื่องความต่างของวัฒนธรรมบ้าง แต่ผมไม่สนใจ แค่ได้ทำเพลงก็ดีแล้ว ผมชอบ 

ทุกวันนี้งานในญี่ปุ่นล้นมือ ได้เดินทางมาทำงานเรื่อย ๆ ได้ทำเพลงหลายสไตล์ ได้ร่วมงานกับศิลปินมากมาย อิ่มใจแล้วรึยัง

อยากอยู่ที่นี่แล้วอะ (หัวเราะ)

ทำไมถึงชอบขนาดนี้

คือมาเที่ยวตั้งแต่สิบปีก่อนแล้วรู้สึกว่าสนุก ผมว่าญี่ปุ่นเหมือนถูกหยุดเวลาไว้ มีวัฒนธรรมที่ถูกฟรีซเอาไว้ เวลาโลกมีอะไรฮิตขึ้นมาใหม่ ประเทศไทยรับทุกอย่างเข้ามาไวซึ่งมันเหนื่อย ญี่ปุ่นรับรู้นะว่าโลกฮิตอะไรยังไง แต่เขาไม่ได้รับเข้ามาทั้งหมด เหมือนวัฒนธรรมหลักของเขาแข็งแรงมาก 

เวลามาที่นี่ เหมือนเรายังอยู่ในยุค 90 คนยังมีมารยาทที่ดีต่อกัน เรารู้สึกเหมือนตอนเด็ก ๆ ที่คนยังมีไมตรีต่อกัน ตอนนี้สังคมมันต่างไปแล้ว คนเกรี้ยวกราดมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการด่ากันในอินเทอร์เน็ต จริง ๆ แล้วที่นี่ก็อาจจะเกิดขึ้นเหมือนกัน แต่ผมอ่านไม่ออก พอได้มาอยู่ที่นี่เลยทำให้รู้สึกว่าได้พักผ่อน ไม่ต้องคอยตามกระแสโลกตลอดเวลา อยู่ที่นี่ไม่ต้องอินทุกเรื่องก็ได้ ที่นี่มีพื้นที่ให้หายใจ

คุยกับ 'แสตมป์ อภิวัชร์' ที่ญี่ปุ่น เรื่องชีวิต การทำงานเพลง และความหลงใหลแดนปลาดิบ

ยกตัวอย่างให้ฟังหน่อย

ทุกคนบอกว่าที่นี่รีบ แต่ผมว่าช้า คือคนรีบแต่วัฒนธรรมช้า คนยังรักสิ่งเดิม ๆ

อ๋อ เช่น วงดนตรีเขาอยู่กันได้ยาวมากๆ ตั้งแต่หนุ่มน้อยยันเป็นหนุ่มใหญ่ อย่าง SMAP, ARASHI แบบนี้ใช่มั้ย

ใช่ ๆ ผมเคยถามคนญี่ปุ่นที่มาสัมภาษณ์ว่าวงเหล่านั้นทำได้ยังไง เขาตอบว่าคนญี่ปุ่นให้คุณค่ากับผลงาน (สิ่งที่เคยทำ/เคยเกิดขึ้น)

เราเคยถามคนญี่ปุ่นเหมือนกันว่า ทำไมหนังสือ นิตยสาร สิ่งพิมพ์ หรือแม้แต่ซีดี ดีวีดี ยังอยู่ได้ เขาบอกว่าเพราะคนชอบบันทึกความทรงจำหรือความรู้สึกไว้ในสิ่งที่จับต้องได้

ผมชอบสิ่งนี้ของญี่ปุ่นมากที่สุดเลย ถึงอยากมาอยู่ เพราะเราชอบของพวกนี้ ในขณะที่เครื่องเล่นซีดีในคอมอาจจะไม่มีแล้ว แต่แผ่นซีดี ดีวีดี ยังขายได้ที่นี่ เหมือนได้อยู่ในอดีต มีความ Nostalgic ยังได้เห็นคนขี่จักรยานมาซื้อกับข้าว เมืองเอื้อให้คนใช้ชีวิตแบบเก่า รู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ที่เอนจอยกับโมเมนต์

ที่ญี่ปุ่นมีทั้งเรื่องที่เขาเร็วและช้า ผมเลยชอบ รู้สึกเหมือนอยู่ในกรุงเทพฯ ยุค 90

คนญี่ปุ่นใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มากจริงๆ

ญี่ปุ่นเขาใส่ใจรายละเอียดทุกเรื่อง ยกตัวอย่างง่าย ๆ เวลาคนญี่ปุ่นเขียนโปรไฟล์ผมลงบทความหรือเว็บไซต์ เขานับทุกอย่าง เพลงเคยขึ้นชาร์ตกี่เพลง อยู่นานเท่าไหร่ ได้กี่ล้านวิว 

(ผู้เขียนแอบไปส่องมาหลังสัมภาษณ์ เว็บญี่ปุ่นไม่ได้แค่เขียนละเอียดอย่างที่แสตมป์เล่า ขยันอัปเดตด้วย เช่น เขายกตัวอย่างผลงานเพลงแอบดี พร้อมคำโปรยว่า ยอดวิวทะลุ 10 ล้านใน 10 วัน เพลงปล่อยปี 2019 บทความเขียนปี 2020 ปีนี้ 2022 เข้าไปอ่าน คนเขียนอิดิตยอดวิวอัปเดตให้ด้วยว่า เดือน พ.ค. 2022 ตอนนี้ 56 ล้านวิวแล้ว) 

ปีนั้นเคยทำนั่นนี่ คอนเสิร์ตขายได้กี่ใบ บางเรื่องผมยังไม่เคยรู้เลย คนที่นี่เขาเห็นโปรไฟล์แล้ว โอ้โห ทำอะไรมาขนาดนี้เลยหรอ ไปดู Tower Records ก็ได้ จะมีการเขียนเล่าความสำเร็จที่ผ่านมาของศิลปินเพราะเขามองว่าเป็นสิ่งที่มีค่า 

สมมติว่าวง ​​Original Love กำลังคัมแบ็ก รายการจะทำสารคดีเล่าเรื่องในยุค 80 แล้วว่าเคยทำเพลงอะไรบ้าง คนรุ่นใหม่เองก็เห็นคุณค่าของสิ่งที่คนรุ่นก่อนทำ เพลง City Pop ยังกลับมาดังได้

คุยกับ แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข ในคาเฟ่ของไอดอลสาวที่โตเกียว เรื่องชีวิตและการทำงานเพลงในญี่ปุ่น

แต่มาอยู่ญี่ปุ่นจริง ๆ อาจจะไม่ชอบก็ได้นะ

หลายคนก็บอกผมแบบนั้นว่าอยู่ญี่ปุ่นไม่เหมือนมาเที่ยว เพื่อนชาวอเมริกันบอกว่า คนที่ย้ายไปแล้วชอบอยู่อเมริกา แปลว่าไม่ได้สนใจเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นรอบตัว ผมเข้าใจที่เขาพูดนะ ผมอยู่ที่นี่ ไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น เลยไม่เข้าใจปัญหาของที่นี่ หรือถึงเราจะรู้ แต่อาจจะไม่ได้เข้าใจในระดับเดียวกันกับคนท้องถิ่น ผมมองว่าญี่ปุ่นก็มีปัญหาเหมือนทุกที่ แต่ไม่ใช่ว่าอยู่ไม่ได้ แค่นั้นเอง

แล้วเวลาไม่ได้ทำงาน แสตมป์มาทำอะไรที่นี่บ้าง 

ผมมีกิจกรรมหนึ่งที่สนุกมากคือ ที่ญี่ปุ่นมีโรงหนังอินดี้เป็นร้อยเลย แล้วหนังที่ฉายไม่ใช่หนังใหม่ เป็นหนังยุค 80 อะไรก็มี ตอนก่อนโควิด ผมมาอยู่นาน ๆ บางวันก็ออกไปดูหนังตามโรงหนังเล็ก ๆ เหล่านี้ สนุกมากเลย รู้สึกว่าโรงหนังเป็นที่เที่ยวได้ แต่ละที่ตกแต่งไม่เหมือนกัน บางที่ฉายหนังผู้หญิงก็จะชมพู ๆ บางที่ฉายอนิเมะก็จะน่ารัก ๆ ผมว่าญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับคาแรกเตอร์มาก แต่ละจังหวัดจะมีคาแรกเตอร์ของตัวเอง โรงหนังก็เป็นแบบนั้น เช่น ทาร์เก็ตประมาณนี้ ดังนั้นโรงหนังก็จะมีคาแรกเตอร์ประมาณนี้ 

ผมชอบดูหนังอยู่แล้ว แค่ได้ตระเวนไปตามโรงหนังเหล่านี้ก็เอนจอยแล้ว ที่เมืองไทยอาจจะยังมีโรงหนังเล็ก ๆ ไม่มากนัก แต่ที่ญี่ปุ่นมีทุกหย่อม ทุกตึกอาจจะมีโรงหนังซ่อนอยู่ก็ได้

ด้วยความที่ญี่ปุ่นเป็นแบบนี้ ผมเลยรู้สึกว่าถ้าคุณเป็นคนเนิร์ดหน่อย อยู่ที่นี่ได้ไม่มีวันเบื่อ มีพื้นที่ให้ความชอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ทุกอย่าง

คุยกับ แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข ในคาเฟ่ของไอดอลสาวที่โตเกียว เรื่องชีวิตและการทำงานเพลงในญี่ปุ่น

จริง ถ้ามีเรื่องอะไรที่ชอบสักอย่าง ญี่ปุ่นมีพื้นที่ให้คุณเสพสิ่งนั้นแน่ ๆ 

ถ้าเราไม่ได้อยากจะตามเทรนด์ให้ทันตลอดเวลา อยู่ที่นี่ก็สนุกแล้ว ไม่ต้องคิดว่าตอนนี้อะไรกำลังฮิต คนที่นี่ชอบอะไรก็ชอบเลย มีความเป็นโอตะคุในทุกวงการ Tower Records ถึงยังอยู่ได้เป็นประเทศเดียวในโลก

นอกจากโรงหนังก็มีไปเดินสวน แต่ละสวนก็ไม่เหมือนกันอีก ยิ่งถ้าชอบกินยิ่งกินสนุก ชอบการ์ตูน ชอบศิลปะ หรือชอบไลฟ์เฮาส์ก็มีให้ดูทุกคืน วงไม่ซ้ำ สวนสนุกก็ชอบมาก ไม่ได้ชอบเล่นหวาดเสียวนะ แต่เดินเข้าไปแล้วมีเพลง มีบรรยากาศที่เขาสร้างรายละเอียดให้เป็นอีกโลกหนึ่ง 

นอกจากนี้ก็ชอบที่ชั้นสอง ชั้นสามของแต่ละตึก มองจากข้างนอกไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่กลับกลายเป็นที่เด็ด ๆ เยอะมาก ผมเลยชอบเสาะหา ทั้งถามเพื่อน เสิร์ชอินเทอร์เน็ต เจอโดยบังเอิญก็มี

สเปซที่นี่เล็กมากจนเราเดาไม่ได้ว่าข้างในเป็นอะไร ถ้าเทียบกับนิวยอร์ก ตึกนี้ก็เป็นแบบนี้ทั้งหมด แต่ของญี่ปุ่น ใน 7 ชั้นมันอาจจะเป็นอะไรก็ได้ เน็ตคาเฟ่ ร้านนวด ออฟฟิศ แม่งสนุกว่ะ นี่ขนาดอยู่แค่โตเกียวก็ยังไม่เบื่อ ยังมีอะไรให้ค้นพบอีกมากมาย

ดูสนุกกับชีวิตในญี่ปุ่นมาก ถือว่าฝันเป็นจริงรึยัง

ยัง อยากเป็นตลกที่นี่ ถ้าได้เป็นตลกจะถือว่าฝันเป็นจริง (หัวเราะ)

คุยกับ แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข ในคาเฟ่ของไอดอลสาวที่โตเกียว เรื่องชีวิตและการทำงานเพลงในญี่ปุ่น

Writer & Photographer

ณิชมน หิรัญพฤกษ์

นักศึกษาเอกภาษาญี่ปุ่นที่คิดเลขไม่ได้ อ่านแผนที่ไม่ออก แต่รักการเดินทาง / ผู้ประสานงานใน a day และ HUMAN RIDE ฉบับญี่ปุ่น / เจ้าของคอลัมน์ made in japan และหนังสือ 'ซะกะ กัมบัตเตะ!' ปัจจุบันใช้เวลาว่างจากการหาร้านคาเฟ่กรุบกริบไปนั่งเรียนปริญญาโทที่โตเกียว และโดนยัดเยียดความเป็นไกด์เถื่อนให้อยู่เป็นระยะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load