เบื้องหน้าเราคือ พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์ ในวัย 28

หลังจากรู้ว่า พลับหรือน้องพลับของทุกคน จริงจังและเอาดีกับงานสายบริหาร และกำลังเริ่มงานใหม่ที่ Shopee แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเจ้าใหญ่จากสิงคโปร์ The Cloud ก็ขอนัดหมายพูดคุยกับเขาทันที

พลับในวัยเด็กไม่ได้ซนจนทำจานแตกอย่างในเพลง คุณครูครับ แต่เป็นเด็กช่างสงสัยและกล้าแสดงออก โดยเฉพาะเมื่อต้องขึ้นไปร้องเพลงบนเวที หลังจากรับบทเป็นปรกหรือปกรณ์วัยเด็ก ในละครเวที บัลลังก์เมฆ (พ.ศ. 2545) พลับในวัย 9 ขวบ มีผลงานเพลงชุดแรกชื่อ ‘พลับ’ เต็มไปด้วยเพลงดัง อย่าง ใครใครก็ไม่รักผม, ลูกชิ้นของฉัน, ก็เลยเล่าสู่กันฟัง, เหนื่อยไหมคนดี, คนไม่สำคัญ

โลดแล่นอยู่ในวงการจนอายุ 14 พลับก็เดินทางไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ เป็นตัวแทนนักเรียนไปแข่งคณิตศาสตร์สมัยเรียนชั้นมัธยมฯ จากนั้นเรียนต่อคณะคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่นครนิวยอร์ก 

หลังกลับมาทำงานรับช่วงบริหารโรงแรมของครอบครัวได้ 6 เดือน พลับเริ่มงานในบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก Boston Consulting Group ก่อนถูกทาบทามไปเป็น General Manager ให้กับโปรเจกต์ใหม่ของโรงพยาบาลกรุงเทพในเวลานั้น

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

พลับในวัย 25 ทำงานเป็นผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic หรือศูนย์ความเป็นเลิศของการมีสุขภาพดี ตั้งแต่วันแรกที่มีการสร้างทีม ทำงานร่วมกับอาจารย์หมอที่อายุห่างกัน 

จากนั้นไปเรียนต่อ MBA ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด รัฐแคลิฟอร์เนีย มหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับอยู่ลำดับต้นๆ ของโลก และเพิ่งจะเริ่มต้นงานใหม่ที่ Shopee เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

นี่คือบทสนทนาที่พลับบอกว่า เขาไม่ได้เป็นต้นฉบับของเด็กดีและสมบูรณ์แบบอย่างที่ใครๆ คิดกับเขา เมื่อครั้งเห็นเขาในชุดนักเรียนโรงเรียนอินเตอร์ร้องเพลงที่คนรู้จักกันทั้งประเทศ

แต่มันอดคิด (และตื่นเต้นตาม) ไม่ได้จริงๆ ว่า น้องพลับที่น่าเอ็นดูคนนั้น จะเติบโตมาเป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์ทำงานสนุกขนาดนี้

พลับในวันนี้ ยังกลับไปฟังเพลง คุณครูครับ อยู่บ้างไหม

ไม่ได้ฟังเลย เป็นอารมณ์คิดถึงคนที่เราเคยทำงานด้วยมากกว่า ผมทำงานตั้งแต่เก้าขวบ เริ่มจากชอบร้องเพลง เรียนร้องเพลงที่โรงเรียนมีฟ้า ซึ่งมีละครเวทีมาแคสหานักแสดงตลอดเวลา จึงได้โอกาสแสดงละครเวที บัลลังก์เมฆ (พ.ศ. 2545) กลายเป็นว่าสิ่งที่เราชอบเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะเวลาที่รู้ว่ามีผู้ใหญ่ชอบสิ่งที่เราทำ เราก็จะยิ่งอยากทำสิ่งนั้นมากขึ้น จนในที่สุดก็กลายเป็นน้องพลับอย่างวันนั้น

ตอนอายุ 14 ที่ไปเรียนต่อต่างประเทศคนเดียว ถือว่าได้ชีวิตวัยเด็กกลับคืนมาหรือเปล่า

ช่วงแรกๆ ตอนไปอเมริกา ผมสับสนตัวเองมาก เพราะคิดเองว่าตอนอยู่ไทยทุกคนมองว่าผมเป็นเด็กดี มีภาพลักษณ์ของเด็กที่เพอร์เฟกต์ จึงสับสนอยู่นานว่าอะไรคือความเป็นพลับ เวลาเจอเพื่อนใหม่ ผมไม่รู้จะคุยอะไรกับเขา เพราะชีวิตก่อนหน้านี้คือการร้องเพลง ใช้เวลาปรับตัวอยู่สองปี จนบอกเพื่อนว่าผมเคยเป็นใครมาก่อน เขาก็เริ่มเข้าใกล้เรามากขึ้น และยังบอกว่าเข้าใจแล้วว่าทำไมผมทำตัวแปลก

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

ตอนนั้นมีชีวิตเหมือนในเพลง ใครใครก็ไม่รักผม หรือกลายเป็นหนุ่มป๊อปไปแล้ว?

ตอนไฮสคูลอ้วนท้วนนะ ที่นี่ผมไม่มีชื่อเสียง แต่เพื่อนทั้งกลุ่มร้องเพลงของผมเป็นภาษาไทยได้ เพราะเขาเปิดเจอใน YouTube หลังจากนั้นก็เริ่มรู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

ช่วงเรียนจบไฮสคูล ผมกลับมาร้องเพลงที่ไทยอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ไม่น่าจะมีใครเคยฟังเพราะเพลงมันไม่ได้ดัง เริ่มจากผมคิดถึงการร้องเพลง แต่พอทำไปสักพักก็รู้ว่าผมคงไม่เหมาะกับการทำเพลงแล้ว ผมไม่ได้มีส่วนร่วมแบบที่เคยทำตอนเด็กๆ พอดีกับกระแสเกาหลีมาแรงมากซึ่งไม่ใช่ตัวเราเลย ต้องเต้นให้ดี ต้องผอม ต้องเพอร์เฟกต์ให้มากกว่านี้ ทำให้รู้สึกอึดอัดมาก คิดว่าถ้าทำแบบนี้ต่อไปคงไม่ยั่งยืนเท่าไหร่

ชีวิตที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียเป็นอย่างไร ทำไมเลือกเรียนคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์

ผมชอบคณิตศาสตร์มาก โตมากับแม่ที่เป็นดอกเตอร์ด้านคณิตศาสตร์ สมัยเรียนที่ไทยก็เป็นวิชาเดียวที่สอบผ่าน ยิ่งตอนเรียนที่ Phillips Exeter Academy ผมเป็นตัวแทนนักเรียนแข่งคณิตศาสตร์ ส่วนที่เลือกเรียนเศรษฐศาสตร์เพราะคิดว่าอยากจะใช้ทำงานต่อ แต่เรียนแล้วไม่ชอบวิชาเศรษฐศาสตร์เลย 

กลับมารับช่วงต่อธุรกิจโรงแรมของครอบครัว

อย่างที่ทุกคนเห็นจากข่าว หลังเรียนจบ ผมกลับมาทำงานที่ เทวมันตร์ทรารีสอร์ทแอนด์สปา จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวอยู่หกเดือน ทุกวันนี้เจอใคร เขาก็ยังทักถามผมว่าทำงานโรงแรมของครอบครัวเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องเมื่อหกปีที่แล้ว

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์
พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

เรียนรู้อะไรจากการทำงานที่บ้าน

เรียนรู้ว่าตัวเองเป็นคนใจร้อน ไฟแรง อยากให้โรงแรมมีชื่อเสียงก็ลงแรงทำประชาสัมพันธ์เยอะ อยากทำอะไรก็ทำเลยโดยไม่คิดว่าพี่สาวและพ่อจะคิดยังไง ทั้งที่เขามีประสบการณ์มากกว่าเรา ตอนนั้นเป็นช่วงที่มีอีโก้สูงที่สุดในชีวิต เทียบกับตอนนี้คือคนละเรื่องเลย

หลังจากนั้น ผมไปทำงานในบริษัทที่ปรึกษาชื่อ Boston Consulting Group ซึ่งมีสาขาอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นงานที่สนุกมาก ได้ทำงานกับคนเก่งๆ ในหลายๆ อุตสาหกรรม

จากธุรกิจครอบครัวพอมาทำงานในบริษัทที่ใหญ่มาก คุณได้เห็นวิธีการทำงานที่แตกต่างไปอย่างไร

งานที่นี่ทำให้ผมได้เป็นตัวของตัวเอง ผมได้ใช้ความสามารถ หาข้อมูลและวิเคราะห์ด้วยตรรกะที่มีในการให้คำแนะนำลูกค้า โดยไม่มีเรื่องของวัยมาเป็นอุปสรรค

วัฒนธรรมองค์กรของบริษัทต่างชาติมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยไหม

ใช่ โครงสร้างองค์กรเขาต่างจากบริษัทไทย การทำงานก็เลยสนุก รู้สึกเหมือนตอนเป็นเด็กที่ทำอะไรแล้วคนมีคนให้การยอมรับ หรือได้รับผลตอบกลับที่ดี ก็ยิ่งชอบ ยิ่งอยากจะอยู่ทำงานถึงตีสองตีสามเพื่อลูกค้า ผมทำอยู่ที่นั่นได้ปีครึ่ง ที่โรงพยาบาลกรุงเทพก็มาทาบทามให้ไปเป็นผู้จัดการทั่วไป (General Manager) ของโปรเจกต์ BDMS Wellness Clinic ศูนย์ความเป็นเลิศของการมีสุขภาพดี

ตอนนั้นอายุเท่าไหร่

ยี่สิบห้า

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

คนอายุ 25 คนอื่นเพิ่งเริ่มต้นทำงาน แต่คุณได้เป็นผู้จัดการโรงพยาบาล

จริงๆ ได้งานนี้เพราะตอนเรียนอยู่ที่โคลัมเบีย ผมรับทำงานพิเศษเป็นคนดูแลและนำเที่ยวเกาะแมนฮัตตัน ทุกวันสุดสัปดาห์จะมีคณะทัวร์จากประเทศไทยมาเที่ยวที่นี่ ส่วนใหญ่เป็นทริปพาลูกมาดูโรงเรียนและมหาวิทยาลัย งานของผมคือวางโปรแกรมทุกอย่าง ตั้งแต่เช้าจรดเย็นตามความต้องการ บังเอิญเจอกลุ่มคุณหมอปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ และคุณหมออีกเจ็ดสิบคน ซึ่งผมเป็นคนจัดการทุกอย่างคนเดียว 

วันหนึ่งคุณหมอก็เรียกผมไปพบ บอกว่ารู้สึกประทับใจ อยากชวนไปทำงานด้วย ตอนที่คุณหมอเริ่มทำโปรเจกต์ BDMS Wellness Clinic เขาก็นึกถึงผมแล้วเรียกให้มาสัมภาษณ์งาน คุณหมอเคยบอกว่าผมมีหัวทาง Hospitality ด้านการบริการ และชอบที่เป็นคนตรงไปตรงมา ก็เลยได้มาทำงานตรงนี้

อยากรู้ว่าคุณมีระบบจัดการทัวร์อย่างไรจึงเป็นที่ถูกใจของคุณหมอขนาดนี้

ไม่มีอะไรมาก ถ้าอยากได้อะไร ผมจะหามาให้ได้ เช่น ตั๋วละครเวที The Lion King ในช่วง Last Minute มากๆ ซึ่งทุกคนอยากดูมาก ผมก็หาที่นั่งตรงกลางสิบสองที่แบบติดกันหมดมาได้ ด้วยการตระเวนเข้าทุกเว็บไซต์เพื่อจับจองให้ได้ที่นั่งแถวเดียวกัน วันเดียวกัน รอบเดียวกัน หรือร้านอาหารร้านดังที่จองไว้มีปัญหา ผมก็จะหาร้านใหม่ที่ดังกว่า ด้วยการขอร้องผู้จัดการร้านจนเขายอม

เรื่องนี้สำคัญอย่างไร

ทุกครั้งเวลาได้โจทย์อะไรมาก็อยากทำให้ดีกว่าที่เขาคาดหวัง ชอบเห็นเวลาคนมีความสุข เราก็มีความสุขไปด้วย

มีบ้างไหมที่ทำไม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้

มี แต่ก็คงไม่ได้คิดว่าเป็นความล้มเหลว เป็นบทเรียนมากกว่า

กับงานบริหารโรงพยาบาลรู้สึกกลัวบ้างไหม หรือเอาความมั่นใจมาจากไหน

เขาต้องการคนที่จะมาเปลี่ยนพื้นเดิมเป็นศูนย์สุขภาพ ผมต้องสร้างทีมและทุกอย่างขึ้นมา กลัวไหม กลัวสิครับ แต่เมื่อเป็นโอกาสที่ดี เราก็ขอกระโดดเข้าไปก่อนแล้วทำให้มันเกิดขึ้น ถ้าจะแย่ผู้ใหญ่ก็คงมีข้อเสนอให้แก้ไข

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

คนอายุ 25 ที่ทำงานสร้างทีม มีวิธีทำงานกับคุณหมอหรือคนที่อายุมากกว่าอย่างไร

ผมใช้วิธีประนีประนอม เช่น สมมติอาจารย์หมออยากสั่งซื้อเครื่องมือราคาแพง ผมซึ่งมีหน้าที่ดูแลควบคุมการใช้จ่าย จะคุยกับคุณหมอถึงโอกาสที่จะใช้เครื่องมืออย่างคุ้มค่าและเต็มประสิทธิภาพ สำคัญคือบอกให้รู้ว่าเราเป็นทีมเดียวกัน หากมีส่วนไหนที่ผมช่วยได้ก็ขอให้มาคุยกัน งานส่วนใหญ่เป็นประมาณนี้ ทำงานที่นี่ได้ปีกว่าผมก็ขอกลับไปเรียน MBA

การไปเรียน MBA ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ยิ่งตอกย้ำภาพจำเด็กเก่งคนนั้นหรือเปล่า

ตั้งแต่เด็กแล้ว และวันนี้ก็ยังเป็นคนแบบนั้น ผมเป็นคนที่หาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งดีที่สุดในที่นี้อาจจะไม่ได้ดีที่สุดสำหรับใครนะ แต่เป็นดีที่สุดที่เราทำได้เอง

กดดันไหม

กลายเป็นคาแรกเตอร์เราไปแล้ว สิ่งที่แตกต่างไปจากตอนเรียนที่โคลัมเบีย คือมีเพื่อนเยอะขึ้น มีสังคมมากขึ้น และประสบการณ์จากงานที่ผ่านมาทำให้มีอะไรไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อนอีกสามร้อยกว่าคนในชั้นเรียนเดียวกัน

ได้อะไรจากการเรียนที่สแตนฟอร์ดบ้าง

สแตนฟอร์ดสอนเรื่องการเป็นผู้นำไม่เหมือนที่อื่น เน้นการเป็นผู้นำที่ให้แรงบันดาลใจมากกว่า ผมได้เรียนรู้ข้อดีของการเป็นตัวของตัวเอง ส่งผลต่อการทำให้คนเข้าถึงเราได้ ไว้ใจและรักเรามากขึ้น ยิ่งทำให้การทำงานเป็นทีมมีประสิทธิภาพ

ผู้นำที่ดีเป็นอย่างไร

ผู้นำที่ไม่จำเป็นต้องทำตัวเคร่งเครียดตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าเราจะต้องทำเป็นรู้ทุกอย่างไปหมด หรือมีคำตอบสำหรับทุกคำถาม 

เกิดอะไรขึ้นถ้าเผลอเป็นผู้นำที่เคร่งเครียด รู้ทุกอย่าง และมีคำตอบไปหมด

ลูกทีมจะไม่มีแรงบันดาลใจผลักดันตัวเองให้เป็นคนที่เก่งขึ้น

พอได้ไปเรียนแล้ว รู้สึกไหมว่าถ้ารู้สิ่งนี้ก่อนหน้านี้งานที่ทำจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ใช่ คงจะทำงานได้ขึ้น แต่การเป็นผู้จัดการตั้งแต่เด็ก ทำอะไรผิดบ้าง ถูกบ้าง ก็ทำให้รู้ว่า สิ่งที่คิดว่าถูกอาจจะผิด และสิ่งที่เคยคิดว่าผิดอาจจะถูก

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

เช่น

ตอนเป็นผู้จัดการโรงพยาบาล คิดว่าผู้บริหารคือฮีโร่ ต้องมีคำตอบสำหรับทุกอย่าง และผมคิดว่านั่นอาจจะทำให้คนอึดอัด ก็เลยไม่อาจทำงานออกมาอย่างเต็มประสิทธิภาพ และผมก็คงจะโทษเขา ทั้งที่ความผิดนี้อยู่ที่ผม ที่ไม่ยอมเปิดใจรับฟังความคิดเห็นอื่นๆ

ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าจะทำงานนี้ให้สำเร็จ จะล้มเหลวหรือสำเร็จผู้นำต้องเป็นคนรับ ซึ่งเขาสอนว่าไม่ใช่ เรายังเป็นมนุษย์อยู่ ต้องรู้จักรักตัวเองเพื่อจะเป็นผู้นำที่ดี การทำงานเป็นทีมคือต้องยอมสละความรับผิดชอบบางอย่างให้คนอื่นบ้าง

นอกจากเรียนหนังสือแล้ว ได้เจอความสนใจอื่นๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนบ้างไหม

ตอนเรียนอยู่ที่สแตนฟอร์ด ทำงานให้กับสตาร์ทอัพชื่อ BrainKey ที่ซานฟรานซิสโก เป็นบริษัทเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ เปลี่ยนฟิล์ม MRI เป็นรูปภาพสามมิติ เพื่อให้สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของสมอง และเพื่อวิเคราะห์สมรรถภาพสมองด้วย AI

เกี่ยวกับงานล่าสุด ที่คุณตอบรับและเริ่มทำทันทีหลังเรียนจบเพียง 2 สัปดาห์

เป็น Category Manager ดูเรื่องสินค้าแฟชั่นที่บริษัท Shopee 

จากสายสุขภาพมาสู่ E-Commerce ยากไหม

จริงๆ เพิ่งเริ่มต้นทำงานเมื่อต้นเดือน

จากประสบการณ์ มีวิธีรับมือกับงานใหม่ๆ อย่างไร

หายใจให้ลึกก่อน อย่าเพิ่งเข้าไปพูดมาก จากนั้นฟังเขาก่อน เรียนรู้จากทุกคนให้มากที่สุด แล้วค่อยๆ เป็นตัวของตัวเอง ค่อยๆ ให้ความเห็นของเรา และให้ทิศทาง ผมเชื่อเสมอเวลาเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ให้เราทำตัวเป็นกระดาษเปล่า อย่าเอาอัตตาหรืออีโก้ที่เกิดขึ้นจากความสำเร็จในอดีตมาด้วย และจงเปิดใจ

เป็นผู้บริหารที่กล้าถาม

คนที่ทำงานกับผมจะรู้ว่าผมถามไม่หยุดเลย ผมมักจะขอให้เขาพูดใหม่ได้ไหม ตรงนี้ยังไม่ค่อยเข้าใจ เพื่อศึกษาภาพรวม ผมชอบดูภาพกว้าง

ชอบทำงานกับคนแบบไหน

คนที่กล้าเป็นตัวของตัวเอง 

พลับในวันนี้ ถ้ามีพนักงานซนจนทำจานแตกแบบในเพลง คุณครูครับ พลับจะทำอย่างไร

คงไม่ดุที่ทำจานแตก แต่จะดุเรื่องที่บอกซ้ำๆ หลายรอบแล้วยังไม่แก้ไขหรือทำให้ได้ผลตามที่บอก

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

The Cloud X PONY

หากมองเมืองเมืองหนึ่งเป็นโรงงานขนาดใหญ่ มนุษย์ที่อาศัยในเมืองนั้นก็คงคล้ายเป็นผลผลิตของเมืองนั้น เราถูกประกอบสร้างจากวัตถุดิบต่างๆ ในบรรยากาศที่อาศัยอยู่

เพลงที่ได้ฟัง หนังที่ได้ดู หนังสือที่ได้อ่าน สถาปัตยกรรมที่พบผ่าน สถานการณ์ที่พบเจอ หล่อหลอมเราให้เป็นคนแบบนี้ คิดแบบนี้ มองโลกแบบนี้ ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่

บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ คือคนหนึ่งที่บางชิ้นส่วนในตัวเขาก่อร่างสร้างขึ้นที่นิวยอร์ก

หลังเรียนจบและทำงานประจำเช่นมนุษย์ปกติทั่วไปอยู่ราว 3 ปี ชายหนุ่มตัดสินใจทิ้งชีวิตในพื้นที่ปลอดภัยไว้ข้างหลังเพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองในฝันของคนในวงการสร้างสรรค์อย่างนิวยอร์ก เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น 4 ปีเต็มๆ ก่อนจะกลับมาทำงานในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ที่เรารู้จักอย่าง Countdown และ ฉลาดเกมส์โกง

หลายคนอาจไม่รู้ว่าภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตที่เขาเป็นผู้กำกับอย่าง Countdown นั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากหนังสั้นที่เขาทำในช่วงชีวิตที่อาศัยอยู่ที่นั่น

ที่ผ่านมาผมฟังแนวคิดในการทำงานของเขามาแล้วมากมาย แต่กลับไม่ค่อยได้ฟังเขาเล่าถึงเมืองที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนแบบที่เราเห็น ผมจึงนัดพบเขาในเช้าวันธรรมดา เพื่อฟังเขาย้อนเล่าถึงมหานครที่หลายคนใฝ่ฝันว่าจะได้ไปใช้ชีวิตที่นั่น

นิวยอร์กทิ้งอะไรไว้ในตัวเขาบ้าง ถ้าพร้อมแล้ว ขอชวนย้อนกลับไปที่สนามบินวันที่ชายหนุ่มออกเดินทาง

CHAPTER 1

ณ สนามบินสุวรรณภูมิ

แม้จะเสี่ยงที่ตัดสินใจลาออกจากงานอันมั่นคงอย่างผู้ช่วยผู้กำกับโฆษณา ขายทรัพย์สินที่มีอย่างรถยนต์ เพื่อเอาเงินที่มีทั้งหมดตอนนั้นเดินทางไปเรียนภาษาและกราฟิกดีไซน์ที่นิวยอร์ก โดยมีเงินติดตัวไป 1 แสน แต่เขากลับบอกว่า ไม่หวาดกลัวใดๆ

“ที่ไม่กลัวอาจเพราะตอนนั้นยังเด็กด้วยมั้ง คือถ้าไม่ทำตอนนี้จะทำตอนไหน เราก็ไปด้วยความร่าเริงมาก

“จำได้ว่าตอนที่รู้สึกหวาดกลัวจริงๆ คือตอนเครื่องบินกำลังจะแลนดิ้ง กัปตันประกาศบนเครื่องบินว่า เรากำลังจะถึงสนามบิน JFK ในอีก 20 นาที เราไปถึงตอนกลางคืน มองไปข้างนอกเป็นความมืด โอ้โห มันเป็นเชิงสัญญะมาก ถึงแล้วยังไงต่อวะ คนที่นัดมารับก็ไม่รู้จัก แล้วจะมาจริงมั้ย แล้วถ้าหางานไม่ได้ล่ะ คือความกลัวทุกอย่างจริงๆ มันซ่อนอยู่ข้างใน แล้วออกมาพร้อมกันตอนล้อแตะพื้น”

“ตอนอยู่เมืองไทยชีวิตก็ปลอดภัยดีอยู่แล้ว ทำไมต้องไปนิวยอร์ก” ผมสงสัย

“ปลอดภัยกับน่าเบื่อไม่เหมือนกันนะ” เขาตอบทันที “สำหรับเรา เราอยากทำงานในวงการนี้มาตลอด พอเรียนจบได้เป็นผู้ช่วยผู้กำกับชีวิตก็โอเคแหละ สนุกดี ทำไปเรื่อยๆ ก็คงจะเก่งขึ้น แต่เราแค่รู้สึกว่ามันพอหรือยังนะ เราได้ลองค้นหาทุกอย่างหรือยัง”

แต่นั่นแหละ ถ้ามันง่ายดาย คงไม่ใช่ชีวิต

หลังล้อเครื่องบินแตะพื้นแผ่นดินนิวยอร์ก ชีวิตช่วงแรกของเขาที่นั่นก็ต้องเผชิญความยากลำบากมากมายชนิดที่เขาจินตนาการไม่ออก

“ผมโตมากับการดูหนังฮอลลีวู้ด ยุคนั้นอินเทอร์เน็ตอะไรยังไม่แรง พวกภาพจำทั้งหลายที่เรามีต่ออเมริกาคือผ่านหนัง เพราะฉะนั้น ภาพนิวยอร์กของเราคือกะว่าเหยียบพื้นปุ๊บจะเห็น ทอม แฮงก์ กับ เม็ก ไรอัน เดินในเมือง หิมะโปรยสวยๆ ซึ่งมันไม่ใช่เลย” บาสย้อนเล่า

“ต้องใช้คำว่ามันโหด เรามีเงินไป 3,000 พันเหรียญฯ ไปถึงเจอค่าเช่าเดือนละ 800 เหรียญฯ ไม่รวมค่ามัดจำอีกครึ่งหนึ่ง จ่ายค่าเรียนอีก ชีวิตเราจึงแขวนอยู่บนการหางานทำ เราทำงานที่ร้านอาหาร ตอนไปแรกๆ ตั้งงบว่าเราต้องใช้วันละประมาณ 3 เหรียญฯ เวลาไปเรียนภาษา มันก็จะมีตู้กดขนมในโรงเรียน ถ้าลงไปซื้อข้าวมันจะราคา 5 – 6 เหรียญฯ ใช่มั้ย เราเลยใช้วิธีกดพายแอปเปิ้ลราคา 1 เหรียญ มันขนาดนั้นเลยนะช่วงแรก”

“แล้วคุณถามตัวเองบ้างมั้ยว่ามาลำบากทำไมที่นี่ ผมสงสัย

“ถามตลอด โดยเฉพาะช่วงแรกๆ เราไปทำงานร้านอาหาร เราต้องเป็นตำแหน่งต่ำสุดของร้านอาหารคือ busboy เด็กเสิร์ฟคือ waiter แต่เราเป็นแรงงานที่เก็บจาน เคลียร์โต๊ะ เช็ดโต๊ะ ถูพื้นร้าน ขัดส้วม เกิดมาอยู่บ้านเรายังไม่เคยขัดห้องน้ำที่บ้านเลย พ่อแม่ทำให้ แต่นี่เราต้องมานั่งขัดห้องน้ำให้คนอื่น”

“แล้วตอบตัวเองว่ายังไง”

“ไม่รู้ว่ะ ตอบอย่างนี้แหละ ไม่รู้ แต่เรามาแล้ว ต้องทำไปจนกว่าจะได้คำตอบ คือไม่มีใครห้ามเรากลับเมืองไทยนะ แต่ว่าถ้ากลับนี่โคตรลูสเซอร์เลยนะสำหรับเรา สมมติไปอยู่เดือนเดียวสองเดือนแล้วกลับนี่คือมึงไม่ต้องทำมาหากินอย่างอื่นแล้ว ถ้าแค่นี้ทนไม่ได้

เรารู้สึกว่าก่อนเราจะไป เราคิดว่าเราโตแล้ว คิดว่าเราเป็นผู้ใหญ่แล้ว สำหรับเรา ณ จุดนั้นความเป็นผู้ใหญ่คือการเรียนจบมหาวิทยาลัย ทำงานได้เงินเดือน มีรถขับ นี่คือผู้ใหญ่แล้ว สุดท้ายมันไม่ใช่เลย มันเป็นแค่แพ็กเกจจิ้งของความเป็นผู้ใหญ่ แต่แกนหลักมันยังไม่ใช่ แล้วพอไปอยู่นิวยอร์กเราเจออะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้เราต้องดีลกับตัวเองเยอะ อย่างเช่นเรามีอาม่าที่เรารักมากๆ เขาเป็นคนเลี้ยงเรามาตั้งแต่เด็กๆ ตอนไปอยู่นิวยอร์กแกอายุหกสิบกว่า แล้วสุดท้ายแกก็เสียโดยที่เราไม่ได้กลับไปงานศพ สุดท้ายเราต้องดีลกับตัวเอง ต้อง move on ก็มองเป็นเรื่องธรรมดาสามัญของมนุษย์ สิ่งเหล่านี้ทำให้เราโตขึ้น

“ไม่รู้เรามองโลกในแง่ลบเกินไปหรือเปล่า แต่เรารู้สึกว่าทุกความเจ็บปวดในชีวิตมันจะทำให้เราแข็งแรงขึ้น ทำให้เราเป็นเรา”

ชีวิตที่ทั้งเจ็บปวดและงดงามในนิวยอร์กของ บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ

CHAPTER 2

แม้เขาจะพรั่งพรูเรื่องราวความยากลำบากต่างๆ ที่พบเจอในนิวยอร์กออกมามากมาย แต่เขาก็ย้ำชัดเจนว่าช่วงเวลาที่อยู่นั่นเขามีความสุขมากกว่าความทุกข์

มีช่วงเวลาที่งดงามไม่น้อยกว่าความเจ็บปวด

“แล้วโมเมนต์ไหนที่คุณรู้สึกว่าคิดถูกแล้วที่มานิวยอร์ก” ผมชวนชายตรงหน้าทบทวนเรื่องราวเมื่อวันวาน

“ช่วงแรกๆ ที่ทำงานในร้านอาหารเรามีคำถามใช่ไหมว่าเรามาทำไม มาเพื่ออะไร กลับบ้านก็ดึก เราเลิกงานออกจากร้านราวตี 1 ลงไปรอซับเวย์เพื่อกลับบ้าน ปกติเวลาเข้าไปในขบวนรถไฟก็จะเต็มไปด้วยคนใช้แรงงานแบบเรา เป็นคนเม็กซิกัน คนจีน ที่เพิ่งเลิกจากร้านอาหารมาเหมือนกัน ทุกคนเต็มไปด้วยความเหนื่อยและเศร้าหมอง

“แล้วมีอยู่วันหนึ่ง เราเข้าไปในขบวนรถไฟ มันเป็นบรรยากาศเหมือนทุกวัน แล้วอยู่ดีๆ เราก็ได้ยินเสียงเพลง What A Wonderful World ของ Louis Armstrong (หลุยส์ อาร์มสตรอง) หันไปเป็นคนดำคนหนึ่งร้องเพลงนี้อยู่ในโบกี้ แล้วเราก็เห็นว่าทุกคนดูซาบซึ้งกับเพลงที่เขาร้อง พอร้องถึงท่อนฮุกเราขนลุกเลยนะ มันมีความงามในความทราม

“เรารู้สึกว่าโมเมนต์แบบนี้อยู่เมืองไทยเราคงไม่ได้เห็น ไอ้ความเป็นพลเมืองโลกที่รู้สึกร่วมกันบางอย่างที่มันเจ็บปวด แต่เราเจ็บปวดเพื่ออะไร เพื่อความสวยงามบางอย่าง เพื่อความเชื่อบางอย่าง เพื่อแพสชันบางอย่าง ซึ่งเราเชื่อว่าทุกคนในขบวนนั้นยอมเหนื่อยอย่างนี้ก็เพื่อจุดประสงค์อะไรสักอย่างก็ไม่รู้ที่เป็นของเขา เราทำเพื่อค้นหาความหมายของชีวิต คนเม็กซิกันที่นั่งตรงข้ามอาจจะทำเพื่อลูก คนจีนอาจจะทำเพื่อเมีย แต่ว่ามันเป็นโมเมนต์ที่เราแชร์ด้วยกันได้ แล้วเรารู้สึกว่าชีวิตมีความหมายเพื่อใช้เพื่อทำอะไรสักอย่าง”

และอย่างที่เขาเล่า หนึ่งในสิ่งสำคัญที่หล่อหลอมเขาตลอดระยะเวลา 4 ปีที่อยู่นิวยอร์ก คือ ผู้คนต่างๆ ที่เขาได้พบเจอ ได้สนทนา

“สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนทัศนคติของเราในการทำงาน คือก่อนหน้านี้เราเป็นคนที่คิดถึงฟอร์มของภาพยนตร์ คิดถึงแพ็กเกจจิ้ง หมายถึงทำหนังรักก็คือหนังรัก ต้องใช้เพลงแบบนี้ เคลื่อนกล้องแบบนี้ จัดแสงแบบนี้ แต่พอเราอยู่นิวยอร์กมันทำให้เราเปลี่ยนไปเมื่อเราไปเจอกับความเข้มข้นของพลเมืองเขา ความที่ทุกคนในซับเวย์ดูมีเรื่องเล่าหมดเลย 

“ยกตัวอย่างเพื่อนของเราคนหนึ่งที่ทำร้านอาหารด้วยกัน เป็นคนอินโดหรือฟิลิปปินส์จำไม่ได้แล้ว ก็คุยกัน ปรากฏว่าเขามานิวยอร์กด้วยการนั่งเรือบรรทุกน้ำมันมา คือเขาไม่มีเงินซื้อตั๋วเครื่องบิน เลยหนีลงเรือบรรทุกน้ำมัน โดนจับได้ก็ขอทำงานอยู่บนเรือนั้น 3 เดือน แล้วก็มาขึ้นฝั่งที่นี่ ฟังแล้วแบบไอ้ที่กูดราม่ากินพายแอปเปิ้ลนี่แบบกระจอกไปเลย

“หรืออย่างมีคนหนึ่งเป็นคนเม็กซิกัน นึกภาพคนเม็กซิกันในหนังตัวใหญ่ๆ เขาจะมีรอยสักโผล่ออกมานอกชุดยูนิฟอร์มของร้าน พอเราเริ่มสนิทกัน ก็บอกเขาว่าขอดูรอยสักได้มั้ย เขาก็ถกขึ้นมา เป็นตัวการ์ตูนในเรื่อง Monster, Inc. เราก็หัวเราะเขา แล้วถามว่า นี่คุณชอบการ์ตูนเรื่องนี้ขนาดนี้เลยเหรอ เขาก็บอกว่า เขาไม่ได้ชอบ ลูกเขาชอบ เขาสักให้ลูก คือเรื่องราวอะไรพวกนี้เราฟังแล้วรู้สึกว่ามันเต็มไปด้วยวัตถุดิบที่เราสามารถหยิบจับมาเล่าได้ หลังจากนั้นเราเลยกลายเป็นคนที่เวลาดูหนังเราจะสนใจมิติของตัวละคร จากที่ดูแค่ฟอร์มของมัน นี่คือสิ่งที่เราเปลี่ยนไป”

ชีวิตที่ทั้งเจ็บปวดและงดงามในนิวยอร์กของ บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ

CHAPTER 3

บาสบอกว่า สิ่งสำคัญในการอาศัยอยู่ที่นิวยอร์กนอกจากเงินคือแพสชัน

“นิวยอร์กเป็นเมืองที่ถ้าไม่มีแพสชันอะไรเลยอยู่ไม่ได้นะ หรืออยู่ได้แหละแต่ค่อนข้างยาก ถ้าคุณไม่มีแพสชันในการที่จะทำอะไรกับชีวิต ในงานตัวเอง ในสายงานตัวเอง จะอยู่ยากมาก” ชายหนุ่มเล่าถึงสิ่งที่ได้สัมผัส

“ถ้าคุณไปอยู่เมืองเล็กๆ คุณจ่าย 500 เหรียญฯ อาจจะได้สิ่งอำนวยความสะดวกดีกว่านิวยอร์กสองเท่าสามเท่า แต่เมืองเล็กๆ เหล่านั้นมันก็ไม่มีสิ่งที่นิวยอร์กมี มันไม่มีโอกาส ไม่มีคอนเสิร์ตที่เมื่อคุณหยุดสุดสัปดาห์แล้วสามารถซื้อตั๋วไปดูได้ ลงซับเวย์ก็เห็นนักดนตรีเอาเลื่อยตัดต้นไม้มาสีให้ฟัง มันไม่มีอะไรแปลกๆ เพี้ยนๆ ที่ไม่น่าเบื่อ แล้วสิ่งเหล่านั้นมันค่อยๆ เติมอะไรบางอย่างในตัวเราให้มันเต็มขึ้น”

ช่วงท้ายๆ ที่อยู่ที่นั่น โชคชะตาก็พัดพาให้เขาได้รวมตัวกับเพื่อนศิลปินจัดนิทรรศการของศิลปินไทยในนิวยอร์ก โดยแต่ละคนก็ทำงานศิลปะในแขนงที่ตัวเองถนัด มีแพสชันในอะไรก็แยกย้ายกันไปทำมาจัดแสดง

และภาพยนตร์สั้นที่เขาทำในช่วงเวลานั้นเองคือพิมพ์เขียวของภาพยนตร์เรื่อง Countdown

“เราไปทำหนังสั้นเรื่องหนึ่งความยาว 40 นาที ฉายที่นิวยอร์ก พอฉายที่นั่นเสร็จก็มีคนเอามาฉายที่ House RCA รอบหนึ่ง แล้วน้องหมู-ชยนพ บุญประกอบ ที่กำกับเรื่อง เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ กับ SuckSeed ห่วยขั้นเทพ เขาไปดูแล้วชอบ เลยไปขอดีวีดีเอาไปให้พี่เก้ง-จิระ มะลิกุล ดู แล้วโชคดีที่พี่เขาชอบเหมือนกัน ก็เลยโทรตามเราจากที่นั่นกลับมา

Countdown มันเป็นการกรองสิ่งที่เราคิดและเราเชื่อตลอด 4 – 5 ปี ในนิวยอร์กมาอยู่ในนั้น ไม่ว่าจะเป็นโลเคชัน ผู้คน สไตล์หนัง มันคือสิ่งที่เราเห็นในช่วงที่เราอยู่นิวยอร์ก แม้กระทั่งตัวธีมของหนังเองก็ตาม มันมีหลายๆ โมเมนต์ในนิวยอร์กที่ทำให้เราตั้งคำถามว่า จริงๆ ชีวิตจะดีจะแย่ขึ้นอยู่กับเราเลยนะ โอกาสมันมารอบทิศทางเลย เพียงแต่เราจะเปิดประตูต้อนรับโอกาสเหล่านั้นหรือเปล่า เราจะยอมทำสิ่งแย่ๆ หรือเปล่า”

แล้วคล้ายใครบางคนเขียนบทไว้ ภาพยนตร์เรื่องที่ 2 ในชีวิตอย่าง ฉลาดเกมส์โกง ที่ทำให้เขาได้รับคำขยายเป็นผู้กำกับร้อยล้าน ก็ได้รับการคัดเลือกให้ไปฉายเป็นภาพยนตร์เปิดเทศกาล New York Asian Film Festival

“ตอนรู้ว่าหนังที่ทำจะได้กลับไปฉายที่นิวยอร์ก ภาพเก่าๆ ย้อนกลับมาบ้างไหม” ผมถามผู้กำกับหนุ่ม

“ยังไม่รู้สึกขนาดนั้น แค่รู้สึกดีใจที่มีคนเลือกหนังไปฉาย แต่มันค่อยๆ รู้สึกมากกว่า เรานึกถึงตอนที่เราอยู่ที่นั่นแล้วเราต้องไปเข้าคิวซื้อตั๋วดูหนังตามเทศกาล แล้ววันหนึ่งหนังที่เราทำมันได้ไปฉาย เออ มันเปลี่ยนตำแหน่งของเราไปนิดหนึ่ง เราก็ดีใจ

“เราว่าไม่ว่าจะเจออะไร พอเราผ่านมันมาได้แล้วถึงจุดหนึ่ง ความทุกข์ในชีวิตมันอาจจะกลายเป็นแค่ความทรงจำที่เรารู้สึกว่า ดีเหมือนกันว่ะที่ผ่านมาได้”

ชีวิตที่ทั้งเจ็บปวดและงดงามในนิวยอร์กของ บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load