เบื้องหน้าเราคือ พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์ ในวัย 28

หลังจากรู้ว่า พลับหรือน้องพลับของทุกคน จริงจังและเอาดีกับงานสายบริหาร และกำลังเริ่มงานใหม่ที่ Shopee แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเจ้าใหญ่จากสิงคโปร์ The Cloud ก็ขอนัดหมายพูดคุยกับเขาทันที

พลับในวัยเด็กไม่ได้ซนจนทำจานแตกอย่างในเพลง คุณครูครับ แต่เป็นเด็กช่างสงสัยและกล้าแสดงออก โดยเฉพาะเมื่อต้องขึ้นไปร้องเพลงบนเวที หลังจากรับบทเป็นปรกหรือปกรณ์วัยเด็ก ในละครเวที บัลลังก์เมฆ (พ.ศ. 2545) พลับในวัย 9 ขวบ มีผลงานเพลงชุดแรกชื่อ ‘พลับ’ เต็มไปด้วยเพลงดัง อย่าง ใครใครก็ไม่รักผม, ลูกชิ้นของฉัน, ก็เลยเล่าสู่กันฟัง, เหนื่อยไหมคนดี, คนไม่สำคัญ

โลดแล่นอยู่ในวงการจนอายุ 14 พลับก็เดินทางไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ เป็นตัวแทนนักเรียนไปแข่งคณิตศาสตร์สมัยเรียนชั้นมัธยมฯ จากนั้นเรียนต่อคณะคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่นครนิวยอร์ก 

หลังกลับมาทำงานรับช่วงบริหารโรงแรมของครอบครัวได้ 6 เดือน พลับเริ่มงานในบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก Boston Consulting Group ก่อนถูกทาบทามไปเป็น General Manager ให้กับโปรเจกต์ใหม่ของโรงพยาบาลกรุงเทพในเวลานั้น

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

พลับในวัย 25 ทำงานเป็นผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic หรือศูนย์ความเป็นเลิศของการมีสุขภาพดี ตั้งแต่วันแรกที่มีการสร้างทีม ทำงานร่วมกับอาจารย์หมอที่อายุห่างกัน 

จากนั้นไปเรียนต่อ MBA ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด รัฐแคลิฟอร์เนีย มหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับอยู่ลำดับต้นๆ ของโลก และเพิ่งจะเริ่มต้นงานใหม่ที่ Shopee เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

นี่คือบทสนทนาที่พลับบอกว่า เขาไม่ได้เป็นต้นฉบับของเด็กดีและสมบูรณ์แบบอย่างที่ใครๆ คิดกับเขา เมื่อครั้งเห็นเขาในชุดนักเรียนโรงเรียนอินเตอร์ร้องเพลงที่คนรู้จักกันทั้งประเทศ

แต่มันอดคิด (และตื่นเต้นตาม) ไม่ได้จริงๆ ว่า น้องพลับที่น่าเอ็นดูคนนั้น จะเติบโตมาเป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์ทำงานสนุกขนาดนี้

พลับในวันนี้ ยังกลับไปฟังเพลง คุณครูครับ อยู่บ้างไหม

ไม่ได้ฟังเลย เป็นอารมณ์คิดถึงคนที่เราเคยทำงานด้วยมากกว่า ผมทำงานตั้งแต่เก้าขวบ เริ่มจากชอบร้องเพลง เรียนร้องเพลงที่โรงเรียนมีฟ้า ซึ่งมีละครเวทีมาแคสหานักแสดงตลอดเวลา จึงได้โอกาสแสดงละครเวที บัลลังก์เมฆ (พ.ศ. 2545) กลายเป็นว่าสิ่งที่เราชอบเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะเวลาที่รู้ว่ามีผู้ใหญ่ชอบสิ่งที่เราทำ เราก็จะยิ่งอยากทำสิ่งนั้นมากขึ้น จนในที่สุดก็กลายเป็นน้องพลับอย่างวันนั้น

ตอนอายุ 14 ที่ไปเรียนต่อต่างประเทศคนเดียว ถือว่าได้ชีวิตวัยเด็กกลับคืนมาหรือเปล่า

ช่วงแรกๆ ตอนไปอเมริกา ผมสับสนตัวเองมาก เพราะคิดเองว่าตอนอยู่ไทยทุกคนมองว่าผมเป็นเด็กดี มีภาพลักษณ์ของเด็กที่เพอร์เฟกต์ จึงสับสนอยู่นานว่าอะไรคือความเป็นพลับ เวลาเจอเพื่อนใหม่ ผมไม่รู้จะคุยอะไรกับเขา เพราะชีวิตก่อนหน้านี้คือการร้องเพลง ใช้เวลาปรับตัวอยู่สองปี จนบอกเพื่อนว่าผมเคยเป็นใครมาก่อน เขาก็เริ่มเข้าใกล้เรามากขึ้น และยังบอกว่าเข้าใจแล้วว่าทำไมผมทำตัวแปลก

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

ตอนนั้นมีชีวิตเหมือนในเพลง ใครใครก็ไม่รักผม หรือกลายเป็นหนุ่มป๊อปไปแล้ว?

ตอนไฮสคูลอ้วนท้วนนะ ที่นี่ผมไม่มีชื่อเสียง แต่เพื่อนทั้งกลุ่มร้องเพลงของผมเป็นภาษาไทยได้ เพราะเขาเปิดเจอใน YouTube หลังจากนั้นก็เริ่มรู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

ช่วงเรียนจบไฮสคูล ผมกลับมาร้องเพลงที่ไทยอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ไม่น่าจะมีใครเคยฟังเพราะเพลงมันไม่ได้ดัง เริ่มจากผมคิดถึงการร้องเพลง แต่พอทำไปสักพักก็รู้ว่าผมคงไม่เหมาะกับการทำเพลงแล้ว ผมไม่ได้มีส่วนร่วมแบบที่เคยทำตอนเด็กๆ พอดีกับกระแสเกาหลีมาแรงมากซึ่งไม่ใช่ตัวเราเลย ต้องเต้นให้ดี ต้องผอม ต้องเพอร์เฟกต์ให้มากกว่านี้ ทำให้รู้สึกอึดอัดมาก คิดว่าถ้าทำแบบนี้ต่อไปคงไม่ยั่งยืนเท่าไหร่

ชีวิตที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียเป็นอย่างไร ทำไมเลือกเรียนคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์

ผมชอบคณิตศาสตร์มาก โตมากับแม่ที่เป็นดอกเตอร์ด้านคณิตศาสตร์ สมัยเรียนที่ไทยก็เป็นวิชาเดียวที่สอบผ่าน ยิ่งตอนเรียนที่ Phillips Exeter Academy ผมเป็นตัวแทนนักเรียนแข่งคณิตศาสตร์ ส่วนที่เลือกเรียนเศรษฐศาสตร์เพราะคิดว่าอยากจะใช้ทำงานต่อ แต่เรียนแล้วไม่ชอบวิชาเศรษฐศาสตร์เลย 

กลับมารับช่วงต่อธุรกิจโรงแรมของครอบครัว

อย่างที่ทุกคนเห็นจากข่าว หลังเรียนจบ ผมกลับมาทำงานที่ เทวมันตร์ทรารีสอร์ทแอนด์สปา จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวอยู่หกเดือน ทุกวันนี้เจอใคร เขาก็ยังทักถามผมว่าทำงานโรงแรมของครอบครัวเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องเมื่อหกปีที่แล้ว

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์
พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

เรียนรู้อะไรจากการทำงานที่บ้าน

เรียนรู้ว่าตัวเองเป็นคนใจร้อน ไฟแรง อยากให้โรงแรมมีชื่อเสียงก็ลงแรงทำประชาสัมพันธ์เยอะ อยากทำอะไรก็ทำเลยโดยไม่คิดว่าพี่สาวและพ่อจะคิดยังไง ทั้งที่เขามีประสบการณ์มากกว่าเรา ตอนนั้นเป็นช่วงที่มีอีโก้สูงที่สุดในชีวิต เทียบกับตอนนี้คือคนละเรื่องเลย

หลังจากนั้น ผมไปทำงานในบริษัทที่ปรึกษาชื่อ Boston Consulting Group ซึ่งมีสาขาอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นงานที่สนุกมาก ได้ทำงานกับคนเก่งๆ ในหลายๆ อุตสาหกรรม

จากธุรกิจครอบครัวพอมาทำงานในบริษัทที่ใหญ่มาก คุณได้เห็นวิธีการทำงานที่แตกต่างไปอย่างไร

งานที่นี่ทำให้ผมได้เป็นตัวของตัวเอง ผมได้ใช้ความสามารถ หาข้อมูลและวิเคราะห์ด้วยตรรกะที่มีในการให้คำแนะนำลูกค้า โดยไม่มีเรื่องของวัยมาเป็นอุปสรรค

วัฒนธรรมองค์กรของบริษัทต่างชาติมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยไหม

ใช่ โครงสร้างองค์กรเขาต่างจากบริษัทไทย การทำงานก็เลยสนุก รู้สึกเหมือนตอนเป็นเด็กที่ทำอะไรแล้วคนมีคนให้การยอมรับ หรือได้รับผลตอบกลับที่ดี ก็ยิ่งชอบ ยิ่งอยากจะอยู่ทำงานถึงตีสองตีสามเพื่อลูกค้า ผมทำอยู่ที่นั่นได้ปีครึ่ง ที่โรงพยาบาลกรุงเทพก็มาทาบทามให้ไปเป็นผู้จัดการทั่วไป (General Manager) ของโปรเจกต์ BDMS Wellness Clinic ศูนย์ความเป็นเลิศของการมีสุขภาพดี

ตอนนั้นอายุเท่าไหร่

ยี่สิบห้า

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

คนอายุ 25 คนอื่นเพิ่งเริ่มต้นทำงาน แต่คุณได้เป็นผู้จัดการโรงพยาบาล

จริงๆ ได้งานนี้เพราะตอนเรียนอยู่ที่โคลัมเบีย ผมรับทำงานพิเศษเป็นคนดูแลและนำเที่ยวเกาะแมนฮัตตัน ทุกวันสุดสัปดาห์จะมีคณะทัวร์จากประเทศไทยมาเที่ยวที่นี่ ส่วนใหญ่เป็นทริปพาลูกมาดูโรงเรียนและมหาวิทยาลัย งานของผมคือวางโปรแกรมทุกอย่าง ตั้งแต่เช้าจรดเย็นตามความต้องการ บังเอิญเจอกลุ่มคุณหมอปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ และคุณหมออีกเจ็ดสิบคน ซึ่งผมเป็นคนจัดการทุกอย่างคนเดียว 

วันหนึ่งคุณหมอก็เรียกผมไปพบ บอกว่ารู้สึกประทับใจ อยากชวนไปทำงานด้วย ตอนที่คุณหมอเริ่มทำโปรเจกต์ BDMS Wellness Clinic เขาก็นึกถึงผมแล้วเรียกให้มาสัมภาษณ์งาน คุณหมอเคยบอกว่าผมมีหัวทาง Hospitality ด้านการบริการ และชอบที่เป็นคนตรงไปตรงมา ก็เลยได้มาทำงานตรงนี้

อยากรู้ว่าคุณมีระบบจัดการทัวร์อย่างไรจึงเป็นที่ถูกใจของคุณหมอขนาดนี้

ไม่มีอะไรมาก ถ้าอยากได้อะไร ผมจะหามาให้ได้ เช่น ตั๋วละครเวที The Lion King ในช่วง Last Minute มากๆ ซึ่งทุกคนอยากดูมาก ผมก็หาที่นั่งตรงกลางสิบสองที่แบบติดกันหมดมาได้ ด้วยการตระเวนเข้าทุกเว็บไซต์เพื่อจับจองให้ได้ที่นั่งแถวเดียวกัน วันเดียวกัน รอบเดียวกัน หรือร้านอาหารร้านดังที่จองไว้มีปัญหา ผมก็จะหาร้านใหม่ที่ดังกว่า ด้วยการขอร้องผู้จัดการร้านจนเขายอม

เรื่องนี้สำคัญอย่างไร

ทุกครั้งเวลาได้โจทย์อะไรมาก็อยากทำให้ดีกว่าที่เขาคาดหวัง ชอบเห็นเวลาคนมีความสุข เราก็มีความสุขไปด้วย

มีบ้างไหมที่ทำไม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้

มี แต่ก็คงไม่ได้คิดว่าเป็นความล้มเหลว เป็นบทเรียนมากกว่า

กับงานบริหารโรงพยาบาลรู้สึกกลัวบ้างไหม หรือเอาความมั่นใจมาจากไหน

เขาต้องการคนที่จะมาเปลี่ยนพื้นเดิมเป็นศูนย์สุขภาพ ผมต้องสร้างทีมและทุกอย่างขึ้นมา กลัวไหม กลัวสิครับ แต่เมื่อเป็นโอกาสที่ดี เราก็ขอกระโดดเข้าไปก่อนแล้วทำให้มันเกิดขึ้น ถ้าจะแย่ผู้ใหญ่ก็คงมีข้อเสนอให้แก้ไข

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

คนอายุ 25 ที่ทำงานสร้างทีม มีวิธีทำงานกับคุณหมอหรือคนที่อายุมากกว่าอย่างไร

ผมใช้วิธีประนีประนอม เช่น สมมติอาจารย์หมออยากสั่งซื้อเครื่องมือราคาแพง ผมซึ่งมีหน้าที่ดูแลควบคุมการใช้จ่าย จะคุยกับคุณหมอถึงโอกาสที่จะใช้เครื่องมืออย่างคุ้มค่าและเต็มประสิทธิภาพ สำคัญคือบอกให้รู้ว่าเราเป็นทีมเดียวกัน หากมีส่วนไหนที่ผมช่วยได้ก็ขอให้มาคุยกัน งานส่วนใหญ่เป็นประมาณนี้ ทำงานที่นี่ได้ปีกว่าผมก็ขอกลับไปเรียน MBA

การไปเรียน MBA ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ยิ่งตอกย้ำภาพจำเด็กเก่งคนนั้นหรือเปล่า

ตั้งแต่เด็กแล้ว และวันนี้ก็ยังเป็นคนแบบนั้น ผมเป็นคนที่หาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งดีที่สุดในที่นี้อาจจะไม่ได้ดีที่สุดสำหรับใครนะ แต่เป็นดีที่สุดที่เราทำได้เอง

กดดันไหม

กลายเป็นคาแรกเตอร์เราไปแล้ว สิ่งที่แตกต่างไปจากตอนเรียนที่โคลัมเบีย คือมีเพื่อนเยอะขึ้น มีสังคมมากขึ้น และประสบการณ์จากงานที่ผ่านมาทำให้มีอะไรไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อนอีกสามร้อยกว่าคนในชั้นเรียนเดียวกัน

ได้อะไรจากการเรียนที่สแตนฟอร์ดบ้าง

สแตนฟอร์ดสอนเรื่องการเป็นผู้นำไม่เหมือนที่อื่น เน้นการเป็นผู้นำที่ให้แรงบันดาลใจมากกว่า ผมได้เรียนรู้ข้อดีของการเป็นตัวของตัวเอง ส่งผลต่อการทำให้คนเข้าถึงเราได้ ไว้ใจและรักเรามากขึ้น ยิ่งทำให้การทำงานเป็นทีมมีประสิทธิภาพ

ผู้นำที่ดีเป็นอย่างไร

ผู้นำที่ไม่จำเป็นต้องทำตัวเคร่งเครียดตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าเราจะต้องทำเป็นรู้ทุกอย่างไปหมด หรือมีคำตอบสำหรับทุกคำถาม 

เกิดอะไรขึ้นถ้าเผลอเป็นผู้นำที่เคร่งเครียด รู้ทุกอย่าง และมีคำตอบไปหมด

ลูกทีมจะไม่มีแรงบันดาลใจผลักดันตัวเองให้เป็นคนที่เก่งขึ้น

พอได้ไปเรียนแล้ว รู้สึกไหมว่าถ้ารู้สิ่งนี้ก่อนหน้านี้งานที่ทำจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ใช่ คงจะทำงานได้ขึ้น แต่การเป็นผู้จัดการตั้งแต่เด็ก ทำอะไรผิดบ้าง ถูกบ้าง ก็ทำให้รู้ว่า สิ่งที่คิดว่าถูกอาจจะผิด และสิ่งที่เคยคิดว่าผิดอาจจะถูก

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

เช่น

ตอนเป็นผู้จัดการโรงพยาบาล คิดว่าผู้บริหารคือฮีโร่ ต้องมีคำตอบสำหรับทุกอย่าง และผมคิดว่านั่นอาจจะทำให้คนอึดอัด ก็เลยไม่อาจทำงานออกมาอย่างเต็มประสิทธิภาพ และผมก็คงจะโทษเขา ทั้งที่ความผิดนี้อยู่ที่ผม ที่ไม่ยอมเปิดใจรับฟังความคิดเห็นอื่นๆ

ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าจะทำงานนี้ให้สำเร็จ จะล้มเหลวหรือสำเร็จผู้นำต้องเป็นคนรับ ซึ่งเขาสอนว่าไม่ใช่ เรายังเป็นมนุษย์อยู่ ต้องรู้จักรักตัวเองเพื่อจะเป็นผู้นำที่ดี การทำงานเป็นทีมคือต้องยอมสละความรับผิดชอบบางอย่างให้คนอื่นบ้าง

นอกจากเรียนหนังสือแล้ว ได้เจอความสนใจอื่นๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนบ้างไหม

ตอนเรียนอยู่ที่สแตนฟอร์ด ทำงานให้กับสตาร์ทอัพชื่อ BrainKey ที่ซานฟรานซิสโก เป็นบริษัทเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ เปลี่ยนฟิล์ม MRI เป็นรูปภาพสามมิติ เพื่อให้สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของสมอง และเพื่อวิเคราะห์สมรรถภาพสมองด้วย AI

เกี่ยวกับงานล่าสุด ที่คุณตอบรับและเริ่มทำทันทีหลังเรียนจบเพียง 2 สัปดาห์

เป็น Category Manager ดูเรื่องสินค้าแฟชั่นที่บริษัท Shopee 

จากสายสุขภาพมาสู่ E-Commerce ยากไหม

จริงๆ เพิ่งเริ่มต้นทำงานเมื่อต้นเดือน

จากประสบการณ์ มีวิธีรับมือกับงานใหม่ๆ อย่างไร

หายใจให้ลึกก่อน อย่าเพิ่งเข้าไปพูดมาก จากนั้นฟังเขาก่อน เรียนรู้จากทุกคนให้มากที่สุด แล้วค่อยๆ เป็นตัวของตัวเอง ค่อยๆ ให้ความเห็นของเรา และให้ทิศทาง ผมเชื่อเสมอเวลาเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ให้เราทำตัวเป็นกระดาษเปล่า อย่าเอาอัตตาหรืออีโก้ที่เกิดขึ้นจากความสำเร็จในอดีตมาด้วย และจงเปิดใจ

เป็นผู้บริหารที่กล้าถาม

คนที่ทำงานกับผมจะรู้ว่าผมถามไม่หยุดเลย ผมมักจะขอให้เขาพูดใหม่ได้ไหม ตรงนี้ยังไม่ค่อยเข้าใจ เพื่อศึกษาภาพรวม ผมชอบดูภาพกว้าง

ชอบทำงานกับคนแบบไหน

คนที่กล้าเป็นตัวของตัวเอง 

พลับในวันนี้ ถ้ามีพนักงานซนจนทำจานแตกแบบในเพลง คุณครูครับ พลับจะทำอย่างไร

คงไม่ดุที่ทำจานแตก แต่จะดุเรื่องที่บอกซ้ำๆ หลายรอบแล้วยังไม่แก้ไขหรือทำให้ได้ผลตามที่บอก

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

The Cloud X PONY

เคยได้ยินมาบ้าง ว่านิวยอร์กเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน มีตั้งแต่หัวเราะเขินแบบหนังรอมคอม ไปจนถึงอารมณ์ขันที่ตลกไม่ออก มหานครที่มีประชากรกว่า 10 ล้านคน ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศที่มีภารกิจและความฝันใส่กระเป๋ามาเต็มใบ ก่อนจะตกตะกอนเป็นวัตถุดิบชั้นดีบางอย่างของชีวิต

และเพราะว่าเป็นนิวยอร์ก ดังนั้นต่อให้หยิบมาเล่าซ้ำเท่าไหร่ก็ไม่เคยเบื่อที่จะฟังสักครั้ง

บ่ายวันหนึ่ง ที่สภาพอากาศและฟ้าฝนเปลี่ยนสีท้องฟ้าให้เข้มขึ้น 2 – 3 เฉด เรามีนัดกับ เบ๊น-ธนชาติ ศิริภัทราชัย ผู้กำกับไฟแรงจาก Salmon House พูดคุยเรื่องราวอีกมุมของนิวยอร์กที่มีส่วนช่วยสร้างเสริมสายตาล้ำๆ และอารมณ์ขันประหลาดๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา

ที่ผ่านมา เราและใครหลายคนคงเคยติดตามนิวยอร์กของธนชาติผ่านหนังสือ New York 1st Time ก่อนที่จะตามมาผลงานเขียน งานภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนเสมอมา คืองานที่มีอารมณ์ขันบางอย่างที่จริงใจ เพราะธนชาติรู้วิธีรับมือกับความรู้สึกของผู้คนที่หลากหลาย

ธนชาติอาจจะเล่าเรื่องนิวยอร์กจนเบื่อแล้วก็ได้ เราคิดในใจ

ก่อนจะเข้าสู่บทสนทนา เราถามธนชาติว่า ถ้าให้นิยามว่าเขาเป็น…จากนิวยอร์ก คำตอบในช่องว่างนั้นคืออะไร

“คนกวน*** จากนิวยอร์ก” โอเค เข้าใจทุกอย่าง

CHAPTER 01

หลังจากดำรงตำแหน่งอยู่ในทีมผู้ช่วยผู้กำกับในภาพยนตร์ ลุงบุญมีระลึกชาติ ของพี่เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ธนชาติก็ตอบตัวเองได้ว่าเขาอยากทำงานเขียนบทและกำกับงานรูปแบบแปลกๆ มากกว่า พี่เจ้ยจึงแนะนำให้เรียนต่อปริญญาโทในต่างประเทศ และหมุดหมายปลายทางก็ไม่ใช่ที่ไหน มหานครนิวยอร์กนั่นเอง เอาชนะผู้ท้าชิงอย่างลอนดอน ด้วยเหตุผลข้อหนึ่ง ลุงของธนชาติอยู่ที่นี่ และข้อสอง นิวยอร์กมีอะไรน่าสนใจมากมายเต็มไปหมด

“เรารู้สึกว่าไปเรียนทั้งทีมันไม่ใช่แค่เรียนมหาวิทยาลัยอย่างเดียว เพราะสัปดาห์หนึ่งเรียนแค่ 15 ชั่วโมง ดังนั้นเวลาที่เหลือเราก็ควรออกไปพบเจอสิ่งที่เราไม่คุ้น นิวยอร์กมีมิวเซียม มีงานศิลปะ มีร้านหนังสือทำมือ” ธนชาติเล่าเหตุผลที่ทำให้นิวยอร์กชนะขาดลอยอย่างไม่ต้องสงสัย

หลักสูตรของธนชาติที่ School of Visual Arts (SVA) ไม่ใช่การเรียนเพื่อเป็น Filmmaker แต่เน้นความเป็น Lens-Based Art หรือแนวภาพเคลื่อนไหวในวงการศิลปะ ทำหนังทดลอง วิดีโออาร์ตทำ art installation ทำ performance เพราะรู้ตัวว่าสุดท้ายเขาก็คงต้องกลับมาทำงาน commercial อยู่แล้ว กับเรื่องโปรดักชั่น พวกใช้ไฟอะไร ถ่ายเลนส์เท่าไหร่ และจุดยืนบล็อกกิ้งนักแสดงต่างๆ เขาจึงเก็บไว้เรียนรู้ตอนกลับมาทำงานที่กรุงเทพ

“ตอนนี้ขอออกไปเจอเรื่องที่ไม่คุ้น อาร์ตจัดไปเลย เราจะได้หาอะไรใหม่ๆ” เมื่อธนชาติขอมา นิวยอร์กก็จัดให้

ธนชาติบอกเราว่า นิวยอร์กที่ทุกคนคิดว่าไฮโซและรวยนั้น แท้จริงแล้วค่าครองชีพไม่แพงไปกว่าการใช้ชีวิตอยู่ใจกลางเมืองหลวงที่ชื่อยาวที่สุดในโลกได้ ค่าใช้จ่ายส่วนมากจะอยู่กับค่าที่อยู่อาศัย ซึ่งหากไม่ฟุ้งเฟ้อ Gossip Girls เป็นหนุ่มสาว The Upper East Side คุณก็อยู่อาศัยที่นี่ได้อย่างสบาย

“คนชอบคิดว่า นิวยอร์กมีแต่ตึกสูงๆ จริงๆ ก็เหมือนกับที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้มีแค่สีลมและสยาม และส่วนมากเราก็อยู่ย่านบางกะปิ บางแค หนองแขม ของนิวยอร์ก ความฟู่ฟ่าแบบในหนังและเอ็มวีมันแค่กระจุกหนึ่งในแมนฮัตตัน ซึ่งในขณะเดียวกันมันมีย่านอื่นที่เหมือนนิมมานเหมินท์ เหมือนข้าวสาร มีย่านบรู๊กลิน” ธนชาติชี้ช่องรวยให้เราเหล่านักล่าฝันจดชื่อย่านทดไว้ในกระดาษก่อนวางแผนถอนเงินในบัญชีฝากประจำ

ด้วยภาพลักษณ์ภายนอกที่แข็งแกร่งของธนชาติ ทำให้เราเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เมื่อเขาบอกว่าต้นฉบับของหนังสือสร้างชื่อ New York 1st Time นั้นมีจุดเริ่มต้นจากการโหยหาประเทศไทย

“ด้วยความที่เราไม่ได้อยู่เกาะกลุ่มกับเพื่อนคนไทยที่นั่นมากนัก แต่จะอยู่กับเพื่อนคนตุรกี เกาหลี เยอรมัน มากกว่า พอนานวันเข้าก็เหงา คิดถึงบ้าน ขาดคนคุยเรื่องคล้ายๆ กัน แต่ก็เขียนไดอารี่เก็บไว้เรื่อยๆ จนวันหนึ่ง Skype กับที่บ้าน แล้วขอให้อาโกพาหมามาที่หน้าจอเพราะคิดถึงมันหลังจากที่ไม่เจอมา 2 – 3 ปี วันนั้นเราเลยตัดสินใจทำต้นฉบับจริงจังเพราะคิดถึงบ้านเกินไปแล้ว”

เรื่องราวความสนุกและวายป่วงเกี่ยวประสบการณ์ครั้งแรกต่างๆ ของธนชาติในนิวยอร์ก คุณสามารถหาอ่านได้ในหนังสือ New York 1st Time ของเขา แต่เรื่องราวที่มาของอารมณ์ขันประหลาดๆ ที่ธนชาติมักใส่ลงไปในงานเขาทุกชิ้นนั้น โปรดอ่านที่นี่ อย่าเพิ่งย้ายเปลี่ยนหน้าจอไปไหน

CHAPTER 02

“เมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกว่า คุณคิดถูกแล้วที่มานิวยอร์ก” เราตั้งใจเลือกคำถามที่ทำให้ผู้ตอบคิดหาคำพูดอยู่นาน แต่เราประเมินธนชาติต่ำเกินไป เพราะเขาตอบแทบจะทันทีที่เราออกเสียงตัวสะกดพยางค์สุดท้ายในคำถามก่อนหน้า

“เราชอบเข้าไปดูพิพิธภัณฑ์มาก มีย่านชื่อเซลซีที่มี Highline มีแกลเลอรี่ให้เข้าฟรีเยอะเลย เรารู้สึกว่างานศิลปะหลายๆ งานมันต้องมาดูที่นี่จริงๆ นะ ยกให้เป็นเหมือนเมืองหลวงของศิลปะยังได้เลย ไม่ว่าจะเจออะไร ก็จะรู้สึก ‘อย่างนี้ก็มีด้วย’ ‘อย่างนี้ก็ได้ด้วยหรอ’ เคยเข้าไปดูงานของ Doug Wheeler เป็นสถาปนิกที่มาทำงานศิลปะ งานของเขาคือห้องสีขาวขนาดใหญ่ๆ เขาใช้วิธีจัดไฟไม่ให้เห็นเส้นขอบผนังหรือประตูใดๆ ให้ความรู้สึกเหมือนว่าห้องนี้ไม่มีที่สิ้นสุด คนยอมเข้าแถวเป็นชั่วโมงๆ เพื่อดูสิ่งนี้” คำตอบธนชาติทำให้ระดับความอิจฉาของเราเพิ่มขึ้น 2 ขีด

เหตุผลที่ธนชาติยกนิวยอร์กให้เป็นเมืองหลวงของวงการศิลปะ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนายหน้างานศิลปะและแกลเลอรี่เจ้าใหญ่อยู่ที่นี่เยอะ ทั้งยังเป็นเมืองที่คนให้ความสนใจกับงานศิลปะมากกว่าเมืองอื่นๆ

“Art Fair ที่นิวยอร์กก็เยอะโคตร ศิลปินใหม่ก็ตบเท้ามุ่งหน้ามาแจ้งเกิดที่นี่ เพราะมี community เยอะ”

ด้วยความที่วงการศิลปะของที่นี่มีความเป็นธุรกิจ แตกต่างจากของเราที่เวลาบอกว่าเป็นศิลปิน คนเข้าใจว่าต้องเป็นอาจารย์รุ่นใหญ่ ต้องเข้าใจและเข้าถึงยาก ทั้งๆ ที่ศิลปินก็เหมือนคนทั่วไป ใส่เสื้อเชิ้ต ทำงาน 9 AM – 5 PM เพียงแค่ออฟฟิศเขาคือสตูดิโอ นอกจากนี้ยังมีวันที่ไปสังสรรค์ มีการเมืองภายใน มีงานที่เปิดตัวเพื่อนสร้างคอนเนกชัน

“จริงๆ ศิลปินที่นู่นพลิ้วมากเถอะ ไม่ได้ติสท์จนคุยกับใครไม่รู้เรื่อง ต้องอยู่เป็น รู้จักเข้าหาคอนเนกชัน”

ในแง่ของการทำงาน ธนชาติเล่าว่า นิวยอร์กทำให้เขากล้าสร้างสรรค์งานในทางที่ชอบมากขึ้น

“พอเห็นงานเยอะๆ เข้า เราก็รู้สึกว่ามันเป็นอะไรก็ได้นี่ ไม่ว่าจะทำอะไรมันมีตลาดของมันอยู่ เราไปเจอหนังสือเล่มหนึ่ง เปิดหน้าแรกเจอสีดำจัดทั้งหน้า เปิดหน้าต่อมาเทาขึ้นมาหน่อย แล้วค่อยเทาอ่อนลงๆ ไปจนถึงหน้าสุดท้ายเป็นสีขาว แค่นี้ขายได้แล้ว ชื่อหนังสือว่า Fade เฮ้ย แบบนี้ก็ขายได้”

ธนชาติย้ำว่า ไม่ว่างานจะออกมาเป็นอย่างไร ที่นี่ก็จะมีคนกลุ่มที่เปิดรับฟังสารนั้นเสมอ ขอเพียงคุณชอบและรู้สึกกับงานที่ทำจริงๆ

เหมือนที่ใครเคยบอกว่า แม้ว่าคุณจะเป็น 1 ในล้าน แต่ก็จะมีคนแบบคุณอย่างน้อย 8 คนในนิวยอร์ก

นอกจากความกล้าในการสร้างสรรค์ผลงาน นิวยอร์กยังสอนธนชาติเรื่องความกล้าที่จะเปิดรับฟังความคิดเห็นและแสดงความเห็นในงาน

“เวลาคนที่นี่ไม่ชอบงานไหน เขาจะให้เหตุผลประกอบ 1 2 3 4 จำได้ว่างานชิ้นแรกของเรามีเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งบอกว่าเขาไม่ชอบ เพราะว่ามันดูไม่ใช่งานระดับปริญญาโท จริงๆ ก็แอบช็อก ว่าเกลียดอะไรเราหรือเปล่า แต่เขาคอมเมนต์ตรงๆ แบบนี้กับทุกคน และเมื่อออกจากห้องเรียนทุกคนก็เพื่อนกันกอดคอไปกินข้าว มันต่างจากห้องเรียนและโลกการทำงานในบ้านเมืองเรา เพราะผสมปนกันหมด ไม่แยกแยะเป็นเรื่องๆ” ธนชาติในวันที่แข็งแกร่งย้อนเล่าบทเรียนสำคัญนั้นให้ฟัง

กับเมืองที่มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ หลั่งไหลผ่านเข้าและออกท่ามกลางกลุ่มคนเจ๋งๆ อยู่ตลอดเวลา วิธีการรับมือที่ดีที่สุดคือ เลือกทำในสิ่งที่ตัวเองสนใจมากที่สุด ธนชาติเล่าความตั้งใจเดิมของงาน thesis ที่อยากทำงานเท่ๆ อย่างการจัดนิทรรศการ ทำเรื่อง space ทำเรื่อง installation แต่พบว่าสิ่งที่สนใจที่สุดคือเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง งาน thesis ในชื่อ The Meaningful Strangers สารคดีที่เขาเที่ยวถามศัพท์ภาษาอังกฤษยากๆ กับคนแปลกหน้าในรถไฟฟ้าใต้ดิน จนได้รับรางวัล thesis ดีเด่นประจำคณะในที่สุด

อีกโปรเจกต์เกิดขึ้นระหว่างคุยเล่นกับเพื่อนว่า ประเทศของแต่ละคนได้ยินเสียงหมาเห่าว่าอะไร ขณะที่ไทยของเราได้ยินว่า โฮ่งโฮ่ง คนรัสเซียบอก กัฟกัฟ คนเกาหลีบอก ม่องม่อง ธนชาติจึงเกิดความคิดว่าในเมื่อหมาเห่าคนละเสียง เขาจึงเดินถ่ายภาพคนและเก็บสะสมเสียงหมาของแต่ละประเทศไปเรื่อยๆ ในนิวยอร์ก

ด้วยเชื้อชาติและวัฒนธรรมที่หลากหลาย เราสงสัยว่าอารมณ์ขันของคนในเมืองหรือประเทศในฝั่งฟากตรงข้ามกับเรา เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

สาบานได้เลยว่าเราแอบเห็นประกายวิบวับในตาของธนชาติ ก่อนจะเปรียบเทียบความแตกต่างให้ฟังว่า

“คนไทยจะมีภาพการขำที่ชัดกว่า เช่น สมมติคนเดินตกท่อ ถ้าเป็นคนไทยจะขำกับภาพที่คนตกท่อให้เห็น ขณะที่คนอเมริกันจะขำกับคนตกท่อเหมือนกัน ภาพที่ออกมาไม่ใช่กับภาพคนตกลงไปในท่อตรงๆ แต่เป็นภาพน้ำจากท่อกระเด็นขึ้นมาเลอะกำแพง นั่นคือมีช่องว่างให้คิดมากกว่า” ธนชาติวาดภาพประกอบคำบรรยายจนหายสงสัย

อีกกิจกรรมโปรดของธนชาติในนิวยอร์กคือ การดู Stand up comedy ช่วยฝึกภาษาและสังเกตอารมณ์ขันของคนที่นี่

“เวที stand up เป็นเวทีศักดิ์สิทธิ์ คนขึ้นไปพูดอะไรก็ได้และจะได้รับการให้อภัยเพียงแต่คุณต้องคมให้พอ ขำให้พอนะ จะมืดหม่น จะเถื่อน แค่ไหนก็ได้ เป็นเรื่องศาสนาหรือศีลธรรมก็ได้” ธนชาติเล่าพร้อมยกตัวอย่างมุกที่ประทับใจให้ฟังว่า

“เรื่องราวประมาณว่า ‘ผมเป็นคนที่ไม่เคร่งศาสนามาก่อนในชีวิต จนกระทั้งเครื่องบินที่ผมขึ้นกำลังตกหลุมอากาศ จังหวะนั้นเองผมก็เริ่มริดรอนสิทธิของเกย์’ จบ ขำไหม”

“ไม่เข้าใจเลย” เราตอบ

ธนชาติจึงแนะนำให้เราดูและฟังเป็นภาษาอังกฤษ อย่างที่เขาบอก มันจะมีช่องว่างที่ให้คิดตาม

CHAPTER 03

ในฐานะที่นิวยอร์กเป็นเมืองแห่งโอกาส นิวยอร์กให้โอกาสอะไรธนชาติบ้าง เราถาม

“ให้โอกาสให้เราได้ดูแลตัวเอง ให้เราเรียนรู้ความไม่สนไม่แคร์กับบางเรื่องมากขึ้น ก่อนหน้านี้ เราค่อนข้างคิดมากเวลาเจออะไรเฟลๆ แล้วจะจิตตกไปทั้งวัน แรกๆ ที่มานิวยอร์ก มีวันที่เช้าสดใสวันหนึ่ง เราเดินของเราอยู่ดีๆ ก็มีคนสูบบุหรี่ใส่หน้า เราก็เลยหันหน้าไปทางอื่นเพราะไม่อยากดมควัน เขาก็พูดว่า F*** Bitch ประมาณว่า ‘ดีออก อ่อนแอนักนะมึง’ เราก็จิตตกว่าทำไมต้องมาใจร้ายใส่เรา”

จากคำบอกเล่าของธนชาติอาจจะฟังดูแล้วรู้สึกว่านิวยอร์กเกอร์มีอารมณ์รุนแรงหน่อยๆ ไม่ใจดีเหมือนคนโตเกียว ถ้าทำอะไรไม่ถูกใจก็ทำนิสัยไม่ดีใส่กัน แต่โปรดเข้าใจว่านิวยอร์กนั้นเป็นมหานครแห่งคนแปลกหน้า และทุกคนที่คุณเจอจะเป็นคนที่คุณมีสิทธิ์เจอเขาครั้งเดียวในชีวิตแล้วจะไม่เจออีกเลย

และเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมา มาแล้วก็ไปอย่างเร็ว ดังนั้นถ้าจะถือทุกอย่างไว้กับตัวก็อาจจะประสาทเสีย ปล่อยผ่านไปง่ายขึ้น

“วิธีการรับมือง่ายมาก เดินมิวเซียมจบ เดินสวนสาธารณะ จบเลย เหมือนถูกดึงไปอีกโลก” ธนชาติกล่าว

นอกจากความแข็งแกร่งที่หล่อหลอมจากนิวยอร์กเกอร์เข้าใจยาก ชีวิตกว่า 3 ปีที่นี่ของธนชาติยังสอนเขาให้รู้จักฟังความต้องการของตัวเอง กล้าที่จะบอกว่าชอบไม่ชอบ รู้จักปฏิเสธ ไม่มัวแต่กลัวว่าใครจะคิดหรือรู้สึกอะไร

“เรารู้สึกว่าคนไทยประนีประนอมมากเกินไป ถ้ามันต้องชน ในจังหวะสุดท้าย เรามักจะหักหลบไม่กล้าชน เพราะเรากลัวความขัดแย้ง กลัวที่จะต้องปะทะกัน แต่อย่าลืมว่าทุกอย่างบนโลกมันพัฒนามากได้เพราะคนมันทะเลาะกัน ขัดแย้งกัน ลุยแล้วคุยกันหาทางออก การไม่กล้าบอกสิ่งที่ตัวเองคิดจริงๆ แม้จะหักหนีต่อกันแต่ความขัดแย้งในใจยังอยู่ กลายเป็นวัฒนธรรมพูดลับหลัง นินทา ตั้งเป็นพรรคเป็นพวก เพียงเพราะเราหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าแค่นั้น

“เราเคยอ่านเจอประโยคหนึ่งว่า ‘Thailand is the land of smiles but they smile for many reasons’ เราไม่ได้เพราะเป็นมิตรอย่างเดียว แต่เรายิ้มเพราะไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร ยิ้มเพราะยิ้มไว้ก่อน โคตรจริงเลย แต่เดี๋ยวก่อน นี่มันนอกเรื่องนิวยอร์กแล้วนะ” ธนชาติ ณ กรุงเทพฯ ยิ้มอ่อนให้เรา

ธนชาติยอมรับว่านิวยอร์กทำให้เขาเป็นคนกวนๆ ขึ้นจากแต่ก่อน

“ที่นี่ เราเห็นอารมณ์ขันจากทุกอย่างรอบตัว เป็นช่วงเวลาที่เราได้ input อารมณ์ขันประหลาดๆ เยอะมาก อยู่ไทยเราจะชินกับอารมณ์ขันแบบเดิมๆ อารมณ์คอเมดี้ ตลกแบบหัวเราะ 555 ซึ่งเป็นเพียงซับเซ็ตหนึ่งของอารมณ์ขันแบบ humor มีเสียดสี มีหม่นหมอง เช่น ตัวอย่างรายการ Between Two Ferns with Zach Galifianakis รายการสัมภาษณ์คนดังที่ตลกร้าย (มากๆ) เพราะในชุดคำถามของพิธีกรนั้นมีเส้นบางๆ กั้นระหว่างตลก หยาบคาย และดิบเถื่อนอยู่”

ธนชาติเจออารมณ์ขันที่ ‘อะไรก็ไม่รู้’ มากขึ้น เขาบอกว่า ตอนที่ทำลุงเนลสันครั้งแรก (BKK 1st Time : ตอนโดนคนไทยด่าครั้งแรก) ธนชาติไม่รู้หรอกว่าคนจะขำกับเขาด้วยหรือเปล่า แต่เขาขำ ก็เลยทำออกมา ซึ่งพิสูจน์แล้วว่านอกจากจะเข้าใจยังเกิดเป็นกระแสที่เปลี่ยนชีวิตเขาไม่น้อย

“คนไทยต้องการอารมณ์ขันหลากหลายประเทศกว่านี้ ทุกวันนี้ลูกค้าถามว่า ‘คุณเบ๊น หนังมันจะตลกไหม’ เราก็ตอบว่า ‘มันคงตลกแหละ’ จริงๆ ตอนนี้เราก็เริ่มเห็นวิวัฒนาการของอารมณ์ขันบ้างแล้ว ไม่ต้องตึ่งโป๊ะแบบเดิมๆ ก็ได้”

“นี่แหละสิ่งที่เราได้จากนิวยอร์ก” ธนชาติทิ้งท้าย

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load