เบื้องหน้าเราคือ พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์ ในวัย 28

หลังจากรู้ว่า พลับหรือน้องพลับของทุกคน จริงจังและเอาดีกับงานสายบริหาร และกำลังเริ่มงานใหม่ที่ Shopee แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเจ้าใหญ่จากสิงคโปร์ The Cloud ก็ขอนัดหมายพูดคุยกับเขาทันที

พลับในวัยเด็กไม่ได้ซนจนทำจานแตกอย่างในเพลง คุณครูครับ แต่เป็นเด็กช่างสงสัยและกล้าแสดงออก โดยเฉพาะเมื่อต้องขึ้นไปร้องเพลงบนเวที หลังจากรับบทเป็นปรกหรือปกรณ์วัยเด็ก ในละครเวที บัลลังก์เมฆ (พ.ศ. 2545) พลับในวัย 9 ขวบ มีผลงานเพลงชุดแรกชื่อ ‘พลับ’ เต็มไปด้วยเพลงดัง อย่าง ใครใครก็ไม่รักผม, ลูกชิ้นของฉัน, ก็เลยเล่าสู่กันฟัง, เหนื่อยไหมคนดี, คนไม่สำคัญ

โลดแล่นอยู่ในวงการจนอายุ 14 พลับก็เดินทางไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ เป็นตัวแทนนักเรียนไปแข่งคณิตศาสตร์สมัยเรียนชั้นมัธยมฯ จากนั้นเรียนต่อคณะคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่นครนิวยอร์ก 

หลังกลับมาทำงานรับช่วงบริหารโรงแรมของครอบครัวได้ 6 เดือน พลับเริ่มงานในบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก Boston Consulting Group ก่อนถูกทาบทามไปเป็น General Manager ให้กับโปรเจกต์ใหม่ของโรงพยาบาลกรุงเทพในเวลานั้น

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

พลับในวัย 25 ทำงานเป็นผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic หรือศูนย์ความเป็นเลิศของการมีสุขภาพดี ตั้งแต่วันแรกที่มีการสร้างทีม ทำงานร่วมกับอาจารย์หมอที่อายุห่างกัน 

จากนั้นไปเรียนต่อ MBA ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด รัฐแคลิฟอร์เนีย มหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับอยู่ลำดับต้นๆ ของโลก และเพิ่งจะเริ่มต้นงานใหม่ที่ Shopee เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

นี่คือบทสนทนาที่พลับบอกว่า เขาไม่ได้เป็นต้นฉบับของเด็กดีและสมบูรณ์แบบอย่างที่ใครๆ คิดกับเขา เมื่อครั้งเห็นเขาในชุดนักเรียนโรงเรียนอินเตอร์ร้องเพลงที่คนรู้จักกันทั้งประเทศ

แต่มันอดคิด (และตื่นเต้นตาม) ไม่ได้จริงๆ ว่า น้องพลับที่น่าเอ็นดูคนนั้น จะเติบโตมาเป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์ทำงานสนุกขนาดนี้

พลับในวันนี้ ยังกลับไปฟังเพลง คุณครูครับ อยู่บ้างไหม

ไม่ได้ฟังเลย เป็นอารมณ์คิดถึงคนที่เราเคยทำงานด้วยมากกว่า ผมทำงานตั้งแต่เก้าขวบ เริ่มจากชอบร้องเพลง เรียนร้องเพลงที่โรงเรียนมีฟ้า ซึ่งมีละครเวทีมาแคสหานักแสดงตลอดเวลา จึงได้โอกาสแสดงละครเวที บัลลังก์เมฆ (พ.ศ. 2545) กลายเป็นว่าสิ่งที่เราชอบเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะเวลาที่รู้ว่ามีผู้ใหญ่ชอบสิ่งที่เราทำ เราก็จะยิ่งอยากทำสิ่งนั้นมากขึ้น จนในที่สุดก็กลายเป็นน้องพลับอย่างวันนั้น

ตอนอายุ 14 ที่ไปเรียนต่อต่างประเทศคนเดียว ถือว่าได้ชีวิตวัยเด็กกลับคืนมาหรือเปล่า

ช่วงแรกๆ ตอนไปอเมริกา ผมสับสนตัวเองมาก เพราะคิดเองว่าตอนอยู่ไทยทุกคนมองว่าผมเป็นเด็กดี มีภาพลักษณ์ของเด็กที่เพอร์เฟกต์ จึงสับสนอยู่นานว่าอะไรคือความเป็นพลับ เวลาเจอเพื่อนใหม่ ผมไม่รู้จะคุยอะไรกับเขา เพราะชีวิตก่อนหน้านี้คือการร้องเพลง ใช้เวลาปรับตัวอยู่สองปี จนบอกเพื่อนว่าผมเคยเป็นใครมาก่อน เขาก็เริ่มเข้าใกล้เรามากขึ้น และยังบอกว่าเข้าใจแล้วว่าทำไมผมทำตัวแปลก

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

ตอนนั้นมีชีวิตเหมือนในเพลง ใครใครก็ไม่รักผม หรือกลายเป็นหนุ่มป๊อปไปแล้ว?

ตอนไฮสคูลอ้วนท้วนนะ ที่นี่ผมไม่มีชื่อเสียง แต่เพื่อนทั้งกลุ่มร้องเพลงของผมเป็นภาษาไทยได้ เพราะเขาเปิดเจอใน YouTube หลังจากนั้นก็เริ่มรู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

ช่วงเรียนจบไฮสคูล ผมกลับมาร้องเพลงที่ไทยอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ไม่น่าจะมีใครเคยฟังเพราะเพลงมันไม่ได้ดัง เริ่มจากผมคิดถึงการร้องเพลง แต่พอทำไปสักพักก็รู้ว่าผมคงไม่เหมาะกับการทำเพลงแล้ว ผมไม่ได้มีส่วนร่วมแบบที่เคยทำตอนเด็กๆ พอดีกับกระแสเกาหลีมาแรงมากซึ่งไม่ใช่ตัวเราเลย ต้องเต้นให้ดี ต้องผอม ต้องเพอร์เฟกต์ให้มากกว่านี้ ทำให้รู้สึกอึดอัดมาก คิดว่าถ้าทำแบบนี้ต่อไปคงไม่ยั่งยืนเท่าไหร่

ชีวิตที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียเป็นอย่างไร ทำไมเลือกเรียนคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์

ผมชอบคณิตศาสตร์มาก โตมากับแม่ที่เป็นดอกเตอร์ด้านคณิตศาสตร์ สมัยเรียนที่ไทยก็เป็นวิชาเดียวที่สอบผ่าน ยิ่งตอนเรียนที่ Phillips Exeter Academy ผมเป็นตัวแทนนักเรียนแข่งคณิตศาสตร์ ส่วนที่เลือกเรียนเศรษฐศาสตร์เพราะคิดว่าอยากจะใช้ทำงานต่อ แต่เรียนแล้วไม่ชอบวิชาเศรษฐศาสตร์เลย 

กลับมารับช่วงต่อธุรกิจโรงแรมของครอบครัว

อย่างที่ทุกคนเห็นจากข่าว หลังเรียนจบ ผมกลับมาทำงานที่ เทวมันตร์ทรารีสอร์ทแอนด์สปา จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวอยู่หกเดือน ทุกวันนี้เจอใคร เขาก็ยังทักถามผมว่าทำงานโรงแรมของครอบครัวเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องเมื่อหกปีที่แล้ว

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์
พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

เรียนรู้อะไรจากการทำงานที่บ้าน

เรียนรู้ว่าตัวเองเป็นคนใจร้อน ไฟแรง อยากให้โรงแรมมีชื่อเสียงก็ลงแรงทำประชาสัมพันธ์เยอะ อยากทำอะไรก็ทำเลยโดยไม่คิดว่าพี่สาวและพ่อจะคิดยังไง ทั้งที่เขามีประสบการณ์มากกว่าเรา ตอนนั้นเป็นช่วงที่มีอีโก้สูงที่สุดในชีวิต เทียบกับตอนนี้คือคนละเรื่องเลย

หลังจากนั้น ผมไปทำงานในบริษัทที่ปรึกษาชื่อ Boston Consulting Group ซึ่งมีสาขาอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นงานที่สนุกมาก ได้ทำงานกับคนเก่งๆ ในหลายๆ อุตสาหกรรม

จากธุรกิจครอบครัวพอมาทำงานในบริษัทที่ใหญ่มาก คุณได้เห็นวิธีการทำงานที่แตกต่างไปอย่างไร

งานที่นี่ทำให้ผมได้เป็นตัวของตัวเอง ผมได้ใช้ความสามารถ หาข้อมูลและวิเคราะห์ด้วยตรรกะที่มีในการให้คำแนะนำลูกค้า โดยไม่มีเรื่องของวัยมาเป็นอุปสรรค

วัฒนธรรมองค์กรของบริษัทต่างชาติมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยไหม

ใช่ โครงสร้างองค์กรเขาต่างจากบริษัทไทย การทำงานก็เลยสนุก รู้สึกเหมือนตอนเป็นเด็กที่ทำอะไรแล้วคนมีคนให้การยอมรับ หรือได้รับผลตอบกลับที่ดี ก็ยิ่งชอบ ยิ่งอยากจะอยู่ทำงานถึงตีสองตีสามเพื่อลูกค้า ผมทำอยู่ที่นั่นได้ปีครึ่ง ที่โรงพยาบาลกรุงเทพก็มาทาบทามให้ไปเป็นผู้จัดการทั่วไป (General Manager) ของโปรเจกต์ BDMS Wellness Clinic ศูนย์ความเป็นเลิศของการมีสุขภาพดี

ตอนนั้นอายุเท่าไหร่

ยี่สิบห้า

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

คนอายุ 25 คนอื่นเพิ่งเริ่มต้นทำงาน แต่คุณได้เป็นผู้จัดการโรงพยาบาล

จริงๆ ได้งานนี้เพราะตอนเรียนอยู่ที่โคลัมเบีย ผมรับทำงานพิเศษเป็นคนดูแลและนำเที่ยวเกาะแมนฮัตตัน ทุกวันสุดสัปดาห์จะมีคณะทัวร์จากประเทศไทยมาเที่ยวที่นี่ ส่วนใหญ่เป็นทริปพาลูกมาดูโรงเรียนและมหาวิทยาลัย งานของผมคือวางโปรแกรมทุกอย่าง ตั้งแต่เช้าจรดเย็นตามความต้องการ บังเอิญเจอกลุ่มคุณหมอปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ และคุณหมออีกเจ็ดสิบคน ซึ่งผมเป็นคนจัดการทุกอย่างคนเดียว 

วันหนึ่งคุณหมอก็เรียกผมไปพบ บอกว่ารู้สึกประทับใจ อยากชวนไปทำงานด้วย ตอนที่คุณหมอเริ่มทำโปรเจกต์ BDMS Wellness Clinic เขาก็นึกถึงผมแล้วเรียกให้มาสัมภาษณ์งาน คุณหมอเคยบอกว่าผมมีหัวทาง Hospitality ด้านการบริการ และชอบที่เป็นคนตรงไปตรงมา ก็เลยได้มาทำงานตรงนี้

อยากรู้ว่าคุณมีระบบจัดการทัวร์อย่างไรจึงเป็นที่ถูกใจของคุณหมอขนาดนี้

ไม่มีอะไรมาก ถ้าอยากได้อะไร ผมจะหามาให้ได้ เช่น ตั๋วละครเวที The Lion King ในช่วง Last Minute มากๆ ซึ่งทุกคนอยากดูมาก ผมก็หาที่นั่งตรงกลางสิบสองที่แบบติดกันหมดมาได้ ด้วยการตระเวนเข้าทุกเว็บไซต์เพื่อจับจองให้ได้ที่นั่งแถวเดียวกัน วันเดียวกัน รอบเดียวกัน หรือร้านอาหารร้านดังที่จองไว้มีปัญหา ผมก็จะหาร้านใหม่ที่ดังกว่า ด้วยการขอร้องผู้จัดการร้านจนเขายอม

เรื่องนี้สำคัญอย่างไร

ทุกครั้งเวลาได้โจทย์อะไรมาก็อยากทำให้ดีกว่าที่เขาคาดหวัง ชอบเห็นเวลาคนมีความสุข เราก็มีความสุขไปด้วย

มีบ้างไหมที่ทำไม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้

มี แต่ก็คงไม่ได้คิดว่าเป็นความล้มเหลว เป็นบทเรียนมากกว่า

กับงานบริหารโรงพยาบาลรู้สึกกลัวบ้างไหม หรือเอาความมั่นใจมาจากไหน

เขาต้องการคนที่จะมาเปลี่ยนพื้นเดิมเป็นศูนย์สุขภาพ ผมต้องสร้างทีมและทุกอย่างขึ้นมา กลัวไหม กลัวสิครับ แต่เมื่อเป็นโอกาสที่ดี เราก็ขอกระโดดเข้าไปก่อนแล้วทำให้มันเกิดขึ้น ถ้าจะแย่ผู้ใหญ่ก็คงมีข้อเสนอให้แก้ไข

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

คนอายุ 25 ที่ทำงานสร้างทีม มีวิธีทำงานกับคุณหมอหรือคนที่อายุมากกว่าอย่างไร

ผมใช้วิธีประนีประนอม เช่น สมมติอาจารย์หมออยากสั่งซื้อเครื่องมือราคาแพง ผมซึ่งมีหน้าที่ดูแลควบคุมการใช้จ่าย จะคุยกับคุณหมอถึงโอกาสที่จะใช้เครื่องมืออย่างคุ้มค่าและเต็มประสิทธิภาพ สำคัญคือบอกให้รู้ว่าเราเป็นทีมเดียวกัน หากมีส่วนไหนที่ผมช่วยได้ก็ขอให้มาคุยกัน งานส่วนใหญ่เป็นประมาณนี้ ทำงานที่นี่ได้ปีกว่าผมก็ขอกลับไปเรียน MBA

การไปเรียน MBA ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ยิ่งตอกย้ำภาพจำเด็กเก่งคนนั้นหรือเปล่า

ตั้งแต่เด็กแล้ว และวันนี้ก็ยังเป็นคนแบบนั้น ผมเป็นคนที่หาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งดีที่สุดในที่นี้อาจจะไม่ได้ดีที่สุดสำหรับใครนะ แต่เป็นดีที่สุดที่เราทำได้เอง

กดดันไหม

กลายเป็นคาแรกเตอร์เราไปแล้ว สิ่งที่แตกต่างไปจากตอนเรียนที่โคลัมเบีย คือมีเพื่อนเยอะขึ้น มีสังคมมากขึ้น และประสบการณ์จากงานที่ผ่านมาทำให้มีอะไรไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อนอีกสามร้อยกว่าคนในชั้นเรียนเดียวกัน

ได้อะไรจากการเรียนที่สแตนฟอร์ดบ้าง

สแตนฟอร์ดสอนเรื่องการเป็นผู้นำไม่เหมือนที่อื่น เน้นการเป็นผู้นำที่ให้แรงบันดาลใจมากกว่า ผมได้เรียนรู้ข้อดีของการเป็นตัวของตัวเอง ส่งผลต่อการทำให้คนเข้าถึงเราได้ ไว้ใจและรักเรามากขึ้น ยิ่งทำให้การทำงานเป็นทีมมีประสิทธิภาพ

ผู้นำที่ดีเป็นอย่างไร

ผู้นำที่ไม่จำเป็นต้องทำตัวเคร่งเครียดตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าเราจะต้องทำเป็นรู้ทุกอย่างไปหมด หรือมีคำตอบสำหรับทุกคำถาม 

เกิดอะไรขึ้นถ้าเผลอเป็นผู้นำที่เคร่งเครียด รู้ทุกอย่าง และมีคำตอบไปหมด

ลูกทีมจะไม่มีแรงบันดาลใจผลักดันตัวเองให้เป็นคนที่เก่งขึ้น

พอได้ไปเรียนแล้ว รู้สึกไหมว่าถ้ารู้สิ่งนี้ก่อนหน้านี้งานที่ทำจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ใช่ คงจะทำงานได้ขึ้น แต่การเป็นผู้จัดการตั้งแต่เด็ก ทำอะไรผิดบ้าง ถูกบ้าง ก็ทำให้รู้ว่า สิ่งที่คิดว่าถูกอาจจะผิด และสิ่งที่เคยคิดว่าผิดอาจจะถูก

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

เช่น

ตอนเป็นผู้จัดการโรงพยาบาล คิดว่าผู้บริหารคือฮีโร่ ต้องมีคำตอบสำหรับทุกอย่าง และผมคิดว่านั่นอาจจะทำให้คนอึดอัด ก็เลยไม่อาจทำงานออกมาอย่างเต็มประสิทธิภาพ และผมก็คงจะโทษเขา ทั้งที่ความผิดนี้อยู่ที่ผม ที่ไม่ยอมเปิดใจรับฟังความคิดเห็นอื่นๆ

ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าจะทำงานนี้ให้สำเร็จ จะล้มเหลวหรือสำเร็จผู้นำต้องเป็นคนรับ ซึ่งเขาสอนว่าไม่ใช่ เรายังเป็นมนุษย์อยู่ ต้องรู้จักรักตัวเองเพื่อจะเป็นผู้นำที่ดี การทำงานเป็นทีมคือต้องยอมสละความรับผิดชอบบางอย่างให้คนอื่นบ้าง

นอกจากเรียนหนังสือแล้ว ได้เจอความสนใจอื่นๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนบ้างไหม

ตอนเรียนอยู่ที่สแตนฟอร์ด ทำงานให้กับสตาร์ทอัพชื่อ BrainKey ที่ซานฟรานซิสโก เป็นบริษัทเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ เปลี่ยนฟิล์ม MRI เป็นรูปภาพสามมิติ เพื่อให้สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของสมอง และเพื่อวิเคราะห์สมรรถภาพสมองด้วย AI

เกี่ยวกับงานล่าสุด ที่คุณตอบรับและเริ่มทำทันทีหลังเรียนจบเพียง 2 สัปดาห์

เป็น Category Manager ดูเรื่องสินค้าแฟชั่นที่บริษัท Shopee 

จากสายสุขภาพมาสู่ E-Commerce ยากไหม

จริงๆ เพิ่งเริ่มต้นทำงานเมื่อต้นเดือน

จากประสบการณ์ มีวิธีรับมือกับงานใหม่ๆ อย่างไร

หายใจให้ลึกก่อน อย่าเพิ่งเข้าไปพูดมาก จากนั้นฟังเขาก่อน เรียนรู้จากทุกคนให้มากที่สุด แล้วค่อยๆ เป็นตัวของตัวเอง ค่อยๆ ให้ความเห็นของเรา และให้ทิศทาง ผมเชื่อเสมอเวลาเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ให้เราทำตัวเป็นกระดาษเปล่า อย่าเอาอัตตาหรืออีโก้ที่เกิดขึ้นจากความสำเร็จในอดีตมาด้วย และจงเปิดใจ

เป็นผู้บริหารที่กล้าถาม

คนที่ทำงานกับผมจะรู้ว่าผมถามไม่หยุดเลย ผมมักจะขอให้เขาพูดใหม่ได้ไหม ตรงนี้ยังไม่ค่อยเข้าใจ เพื่อศึกษาภาพรวม ผมชอบดูภาพกว้าง

ชอบทำงานกับคนแบบไหน

คนที่กล้าเป็นตัวของตัวเอง 

พลับในวันนี้ ถ้ามีพนักงานซนจนทำจานแตกแบบในเพลง คุณครูครับ พลับจะทำอย่างไร

คงไม่ดุที่ทำจานแตก แต่จะดุเรื่องที่บอกซ้ำๆ หลายรอบแล้วยังไม่แก้ไขหรือทำให้ได้ผลตามที่บอก

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

โบราณท่านสอนมา ว่าอย่าตกหลุมรักคนที่หน้าตา ให้ตกหลุมรักที่ passion ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยตรงๆ ว่า [ร.] ฉันแพ้ (แล้วค่ะคุณ)

พบเจอใครทำงานแข็งขันเป็นไม่ได้ อยากจะเอาใจให้ เอ้ย เอาใจช่วยอยู่เรื่อย ล่าสุดเมื่อมีโอกาสได้ชมตัวอย่างซีรีส์ Side by Side พี่น้องลูกขนไก่ ซีรีส์เรื่องที่ 2 ของ Project S The Series ทั้งสายตาความมุ่งมั่นที่ส่งทะลุจอ เส้นเรื่องอันเข้มข้น และพลังการแสดงอันน่าจับตาของ ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร ก็ทำให้เราสนใจ เตรียมพร้อมเคลื่อนย้ายตัวลอยล่องไปคุยกับเขาถึงที่

สำหรับสาววัยใส (วัยเดียวกับผู้เขียน) เราคงไม่ต้องเสียเวลาแนะนำให้รู้จักกับ ต่อ ธนภพ ให้เสียแรง scroll down แต่สำหรับแฟนคลับหน้าใหม่ ในฐานะแฟนคลับรุ่นพี่เราขอแนะนำให้รีบอ่านบทสัมภาษณ์นี้ เพราะคุณจะอดใจตกหลุมรัก #คนขยัน2017 คนนี้ไม่ได้เลย

ความตั้งใจกับบทบาทออทิสติกล่าสุดกำลังพา ต่อ ธนภพ ไปไกลกว่านักแสดงวัยรุ่นหน้าหล่อ และเขาใช้วิธีการทำการบ้านหนักหน่วงแค่ไหนเพื่อสร้างคาแรกเตอร์ที่มีแต่เขาคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้

ต่อ ธนภพ ตรงหน้าเราตอนนี้ยังคงเป็นเด็กหนุ่มผู้มีความตั้งใจทำงานที่รัก แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่พูดถึง ‘พี่ยิม’ เด็กออทิสติกอัจฉริยะแบดมินตัน ที่พัฒนาการช้าทั้งร่างกายและสมองราวกับเด็ก 6 ขวบ แม้แต่ผู้เชือกรองเท้าตัวเองยังทำไม่ได้ขึ้นมา ต่อ ธนภพ คนนี้ก็พร้อมสวิตช์เปลี่ยนเป็นพี่ยิมให้เราเห็นได้ในทันที

ระหว่างสนทนาเราก็ได้แต่แอบทึ่งความคิดความอ่านของเด็กหนุ่มคนนี้ ต่อถามเราตลอดเวลาว่าสิ่งที่ตอบติสท์เกินไปไหม และเขาไม่อยากให้คนมองเขาแบบนั้นเพราะจะทำให้คนเข้าใจว่าเข้าไม่ถึง แน่นอนว่าเราตอบว่า ไม่เลยจ๊ะต่อ แล้วทำเสียงหวานๆ กลบเกลื่อนท่าทีประทับใจเสียมิดชิด

ก็บอกแล้วว่า ตกหลุมรักคนที่ passion ล้วนๆ

ต่อ ธนภพ

คุณมีคนใกล้ตัวเป็นออทิสติกบ้างไหม

ถ้าเป็นออทิสติกจริงๆ ไม่มีครับ มีสมาธิสั้นบ้าง ภาวะดาวน์ซินโดรมบ้าง ผมไม่ได้รู้สึกไม่ดีอะไรเลยนะ ไม่ใช่แค่เรื่องภาวะพิเศษ แต่เรื่องเพศหรือประเด็นอะไรพวกนี้ ผมค่อนข้างเปิดกว้าง

ตอนที่รู้ว่าต้องรับบทออทิสติก คุณรู้สึกยังไง

ตอนที่พี่บอส (นฤเบศ กูโน) บอกว่า “ต่อ เราจะให้นายเล่นเป็นออทิสติก” ตอนนั้นรู้สึกอึ้งว่าจะเอาจริงเหรอ มันเป็นสิ่งที่ผมกระหายมาตลอดจากงานแสดงที่ผ่านมา ผมอยากลองบทบาทใหม่ อยากลองเล่นอะไรที่หลุดโลก ในวันที่ได้ยินแบบนั้น คิดในใจเลยว่า ตอบโจทย์ชีวิตการทำงานที่ต้องการมาก แต่ก็มีความกลัวเล็กๆ เช่น คนจะรับได้ไหม เขาเข้าใจหรือเปิดกว้างกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน

อะไรทำให้ทีมงานเลือกคุณมารับบทนี้

ไม่รู้เหมือนกัน คงเป็นความเชื่อในตัวผม ที่ผ่านมาเราร่วมงานกันตลอด เขาเห็นว่าผมทำได้แค่ไหน เรื่องนี้เป็นสิ่งใหม่เหมือนกัน ผมไม่เคยทำอะไรยากขนาดนี้มาก่อน

การแสดงของคุณดูโตขึ้นและมีมิติขึ้นกว่าผลงานชิ้นก่อนๆ คุณมีส่วนร่วมกับการออกแบบคาแรกเตอร์นี้แค่ไหน

ต้องเข้าใจก่อนว่าออทิสติก 100 คน ก็มี 100 แบบ สิ่งที่ผมเล่นไม่ได้เฉลี่ยมาจากออทิสติก 100 คนนั้น แต่ผมคือออทิสติกคนที่ 101 มันคือการออกแบบใหม่ล้วนๆ ซึ่งไม่เหมือนใครและไม่เคยมีใครเหมือน เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างผม ผู้กำกับ และทีมงาน ซึ่งคอยแนะนำหากสิ่งนั้นน้อยไปหรือมากไป สิ่งที่แอดวานซ์มากคือไม่ได้เปลี่ยนแค่อินเนอร์ แต่เปลี่ยนท่าทาง เปลี่ยนการใช้เสียงให้ออกมาคนละโทนและจังหวะคนละแบบ อย่างเช่น  “สวัสดีครับผมพี่ยิม” (ต่อแสดงท่าทางอ่อนเปลี้ยเพลียแรงพร้อมการใช้เสียงเล็กๆ และจังหวะการพูดที่ช้าลงกว่าปกติ)

นอกจากนี้ยังมีเรื่องการใช้กล้ามเนื้อแสดง ซึ่งใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กทั้งหมดในช่วง body จากการสังเกต physical ที่ค่อนข้างฝืนธรรมชาติเนื่องจากสมองสั่งการไม่ทัน ใครได้ดูตัวอย่างละคร จะเห็นว่าตัวผมจะเหี่ยวๆ ลอยๆ ไหลๆ คือดูเหมือนจะไหลนะ แต่ร่างกายกำลังเกร็ง กล้ามเนื้อบางส่วนต้องถูกหั่นมาเป็นสิบๆ เพื่อทำให้เกิดท่าทางแบบนั้น เวลาโกรธช่วงไหปลาร้ากับอกก็จะบีบเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่เราจะได้มาจากการสังเกต

ต่อ ธนภพ

ทำไมคุณต้องทำให้ลึกและละเอียดขนาดนี้

การรับแสดงบทบาทนี้เป็นดาบสองคมนะ พี่ย้ง (ทรงยศ สุขมากอนันต์) คุยกับผมว่าผมจะเอาจริงใช่ไหม เพราะหนึ่ง ไม่มีใครในค่ายช่วยได้เลยนะ ไม่มีใครรู้จักสิ่งนี้มาก่อน และสอง มันมีผลจากการทำสิ่งนี้ 2 ทาง ทางแรก ผมจะเติบโตไปเลยถ้าทำได้ แต่ถ้าทำไม่ได้มันจะไม่ใช่แค่เฟล แต่สิ่งที่ผมทำมาตลอด 4 ปีอาจจะล้มลงได้เลย ทั้งความเชื่อมั่นจากผลงานและการฝึกฝนอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา ถ้าเล่นได้ไม่ถึงและดูเฟคเมื่อไหร่ก็จบเลย มันมีทั้งแรงกดดัน ความกระหายและอื่นๆ ผสมปนเปกันหมด เป็นความรู้สึกใหม่ในการทำงาน

ซึ่งคุณกล้าวางเดิมพัน

เด็กมัน want ครับ ตอนแรกผมคิดว่าออทิสติกเป็นแค่ส่วนหนึ่งของ Project S The Series ที่เอานักแสดงมาเป็นนักกีฬา แต่พอบทในเรื่องของผมเป็นแบบนี้มันไม่ใช่แล้ว ตั้งแต่บทเลย ผมรู้สึกมัน ultimate ผมใช้คำว่า แม่ง ได้ไหม ผมต้องใช้คำว่าแม่งเลย แม่งจะอะไรขนาดนั้น เกิดคำถามในหัวตลอดเวลาว่าจะพีกไปถึงไหน

วันประชุมงานมีทีมโปรดิวเซอร์ ทีมเขียนบท และนักแสดงทุกคน อ่านบท 8 ตอนด้วยกันจนดึก ประโยคส่งท้ายที่พี่ปิง โปรดิวเซอร์ พูดขึ้นมาก็คือ “ก่อนจะเริ่มงานกันจริงๆ เรามาจูนทัศนคติก่อนดีไหม จากที่เราอ่านมา พี่ว่ามันไปไกลกว่าที่เราคิดไว้มาก ตอนนี้เราไม่ใช่คนที่จะทำซีรีส์กีฬา เราต้องเป็นกระบอกเสียงให้เด็กออทิสติก สิ่งนี้มันควรจะต้องพิเศษ” พอได้ยินแบบนั้น จากไฟที่มันท่วมอยู่แล้วมันกลายเป็นลุกไหม้เลย ความรู้สึกคือไฟมันขึ้นไม่หยุดแล้ว ยังไงเราก็ต้องทำให้ได้

ต่อ ธนภพ

คุณทำการบ้านสำหรับซีรีส์เรื่องนี้ยังไงบ้าง

ทำทุกอย่างเลย อะไรก็ตามที่มีคำว่าออทิสติกมาเกี่ยว ผมเก็บเป็นแหล่งข้อมูลทั้งหมด หนังสือ เว็บบอร์ด บล็อกต่างๆ คลิป วารสารเฉพาะทาง คุยกับคุณหมอ สังเกตการณ์และใช้ชีวิตร่วมกับเด็กออทิสติก จนออกมาเป็นคาแรกเตอร์ที่ผมสร้างเอง กระบวนการสร้างคาแรกเตอร์เริ่มต้นจากตอนที่รับบทพี่เฟรมในเรื่อง เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ (พ.ศ. 2558) พี่เฟรมมีจริตและเสน่ห์บางอย่างที่ไม่เหมือนตัวละครทั่วไป ครูบิว (อรพรรณ อาจสมรรถ) แอ็กติ้งโค้ชที่ช่วยทำบทและเป็นเหมือนผู้ทำคลอดผมในวงการเห็นว่าเราควรใช้วิธีเดิมนี้สร้างคาแรกเตอร์เฉพาะให้พี่ยิม จึงปล่อยให้ผมทดลองค้นหาและทำเลย ครูบิวจะคอยแนะนำว่ามาถูกทางแล้วหรือยังเท่านั้น แต่ระหว่างทางที่ล้มลุกคลุกคลานผมก็ดราม่ากับตัวเองเยอะมากนะ หนักหน่วงเลย

ยังไง

ผมเฟลกับตัวเองหลายรอบ พอศึกษาเยอะ รู้เยอะ ลองทำจริงดันแป้ก เข้าไม่ถึง มันไม่เชื่อ ไม่เชื่อแม้กระทั้งตัวเราเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ผมร้องไห้กับมันเยอะที่สุดแล้ว ท้อแท้และถามตัวเองว่า หรือว่าเราไม่เอาไหนจริงๆ มีแต่คำว่าทำไม เคยมั่นใจมากๆ ในวันที่จะลงคาแรกเตอร์พร้อมสวมบทของจริง แต่ผลที่ออกมาก็ยังไม่ถึงที่สุดอย่างที่อยากได้ จนมาพบว่าเราต้องเปลี่ยนทัศนคติใหม่

ทัศนคตินักแสดงโดยทั่วไปจะใช้ความเข้าใจ ใช้ใจเป็นสำคัญ “เข้าใจ-รู้สึก-ทำ” แต่ออทิสติกทำแบบนั้นไม่ได้ ถ้าทำแบบนั้นจะไม่มีทางแตะถึงเขาได้เลย “เข้าใจ-รู้สึก-ทำ” ผลที่ได้คือ เฟค สิ่งที่ผมค้นพบก็คือ โอเค ไม่อยากเข้าใจแล้ว พอแล้ว ไม่อ่านอะไรเกี่ยวกับออทิสติกแล้วนะอ่านมามากพอแล้ว มันไม่ใช่มุมของคนที่อยากเข้าใจแล้ว แต่มันคือการบอกตัวเองตลอดเวลาว่า “กูจะเป็นออทิสติก กูไม่ต้องการเข้าใจ วันนี้กูจะเป็นจริงๆ เป็นทั้งๆ ที่ปกติแบบนี้แหละ” จากนั้นผมก็เริ่มเจอแก่นของตัวละครแล้วผสมกับความคิดสร้างสรรค์ของผมลงไป ออกแบบทุกอย่างที่จะเป็นลักษณะเฉพาะของพี่ยิมเท่านั้น

แก่นของตัวละครนี้คืออะไร

ภายในตัวออทิสติกมีบางอย่างที่คนปกติไม่เข้าใจ การอธิบายให้ฟังก็เช่นกัน ผมอธิบายออกมาไม่ได้ เพราะวันที่ผมรับรู้ถึงแก่นตรงนี้ได้ ผมเองก็ไม่รู้ตัวว่าทำได้อย่างไร ตอนนั้นเราก็ทำมันออกมาเลยนะจนคนในกองร้องบอกว่า นี่แหละ! มาแล้ว!

ต่อ ธนภพ

เคยนับไหมว่าก่อนจะพบคาแรกเตอร์ที่ใช้ต้องลองลงบทไปทั้งหมดกี่ครั้ง

นับไม่ถ้วนครับ

พอถึงวันถ่ายจริง ทุกอย่างราบรื่นดีไหม

ต่อให้เราทำคาแรกเตอร์มาเรียบร้อย แต่มันคือคาแรกเตอร์ที่ตาเราเห็น ไม่ใช่กล้องเห็น ความยากอันดับแรกคือ การหาเจอคาแรกเตอร์นั้นให้เจอ อันดับที่สองคือ เงื่อนไขตัวตัวละครที่เป็นอัจฉริยะด้านแบดมินตัน เราต้องผสมออทิสติกและแบตมินตันเข้าด้วยกัน แถมยังต้องเก่งมากๆ ด้วย ทำอย่างไรก็ได้ให้ลีล่าท่าทางเป็นออทิสติก แล้วท่าทางต้องเท่มาก ให้คนดูรู้สึกว่าคนนี้เท่มากแต่ไม่ปกติ ซึ่งเป็นการออกแบบจริตของผมเอง ดูจากตัวอย่างซีรีส์อาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจต้องรอดูของจริง

ที่จะบอกคือ ต่อให้เรามั่นใจมากก็มาตายตอนถ่ายจริงกับกล้องนี่แหละ พอเข้าเลนส์ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปเหมือนอีกโลกหนึ่ง ต้องหาสมดุลเหมือนกัน แต่เป็นกับซีนแรกแค่ซีนเดียว พอเป็นบทแบบนี้ อย่างไรก็ต้องทำให้ใช่จริงๆ เราจึงต้องลองเยอะมากแต่หลังจากนั้นก็จะทำได้

งานนี้ทำให้คุณเข้าใจออทิสติกมากขึ้นไหม

เรื่องนี้ผมไม่ได้เวิร์กช็อปอยู่แค่ในห้อง แต่ทดลองเอาออกมาใช้ในชีวิตจริงตามห้างสรรพสินค้าด้วย มีครั้งหนึ่งผมเคยสวมบทว่าเป็นออทิสติกแล้ววิ่งจริงๆ ในห้างที่ใหญ่มากๆ เป็นการทดลองบทว่าถ้าเจอคนเยอะขนาดนั้นด้วยพฤติกรรมแบบนี้จะเป็นอย่างไรจะรู้สึกอย่างไร จากนั้นก็จำลองสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้ไม่ได้อยู่แค่ในบท เพราะเราพบว่าคนที่เป็นออทิสติกมีความคิดของตัวเองชัดเจนมาก เพราะฉะนั้นบททำอะไรเขาไม่ได้ dioalog ที่มีไม่สามารถคุมพี่ยิมได้

สิ่งที่ผมสัมผัสจากการรับบทนี้คือ คนเหล่านี้สวยงามมากนะ เขามีความดีงามทั้งที่คนปกติแบบเราไม่มี ดังนั้นจะเป็นไปได้ไหมที่ซีรีส์เรื่องนี้จะทำให้เด็กออทิสติกเหล่านี้มีโอกาสมากกว่านี้ในสังคม มีพื้นที่ มีที่ยืน ทุกวันนี้มันอาจจะมีอยู่แค่คงน้อยเกินไป เราก็แค่อยากเห็นภาพแบบนั้น

ซีรีส์เรื่องนี้จะตอบโจทย์ความเข้าใจของสังคมได้ใช่ไหม

ออทิสติกมันไม่ซ้ำแบบและนี่เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างที่จะทำให้คุณเข้าใจมากขึ้น แต่ผมไม่ได้บอกว่าคุณดูแล้วคุณจะเข้าใจ เพราะมีเรื่องราวบางประเภทที่คุณเข้าใจไม่ได้เหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วถ้าคุณเปิดใจคุณก็จะอยู่กับเขาได้

ต่อ ธนภพ

เรื่องใหญ่ที่สุดที่ได้จากการแสดงเป็นพี่ยิม

ด้วยอารมณ์ที่มันดีดมากของการเข้าถึงออทิสติก เช่น ร้องไห้หนักมากๆ แล้วอยู่ดีๆ ก็หันมายิ้มได้ทันที บางทีมันทำให้เรารู้สึกเพี้ยนในตัวเอง

แล้วโอเคไหม

ผมโอเคที่จะอยู่กับมันนะ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่โอเคหรอก

แต่อย่างน้อยคุณก็หาทางกลับโลกตัวเองเจอ

ใช่ แต่พอถ่ายทำจบก็ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง เพราะมันมีอะไรหลายอย่างยังวนอยู่ในตัว ยิ่งคิวสุดท้ายที่ถ่ายทำซีนจบอยู่ดีๆ พี่บอสก็บอกให้ผมคิดเองเลยว่าจะเล่นอะไรในตอนจบ เหมือนได้เข้าไปอีกโลกหนึ่งเลย ยิ่งถลำลึกลงไป และผมก็ชอบตอนจบมากๆ อยากให้ได้ดูเหมือนกันว่าเพราะน่าจะเป็นคำตอบของคำถามที่ว่าจริงๆ แล้วเราโอเคกับมันจริงหรือเปล่า

ต่อ ธนภพ

 

ต่อ ธนภพ

ติดคาแรกเตอร์พี่ยิมมาใช้ในชีวิตจริงบ้างไหม

มีช่วงหนึ่งที่ติดหนักๆ ระหว่างถ่ายเรื่องนี้เราก็ทำโปรเจกต์อื่นไปด้วย ถึงเวลาประชุมเราก็ติดคาแรกเตอร์ผ่านสายตาท่าทาง ผู้ใหญ่ก็แนะนำว่าให้คุมให้อยู่ ผมเองก็ไม่ได้โตขนาดนั้น และเพิ่งเจอกับคาแรกเตอร์ที่ฮาร์ดคอร์ขนาดนี้ ไม่ใช่ผมไม่คุม แต่ผมคุมไม่ได้ บางครั้งที่มันไปถึงจุด ultimate ซึ่งก็มีหลายครั้งเหมือนกันที่ทำให้คนในกองเหวอๆ ก่อนวันปิดกล้องมีทีมงานถามว่า “จริงๆ แล้วเป็นใช่ไหม บอกมาเถอะ” ผมเป็นคนที่ถ้าพอเข้าบทแล้วไม่ออก แต่ก็ทำไปจนอยากสามารถแบ่งสติมาฟังผู้กำกับได้พร้อมๆ กลับเข้าบทเร็วขึ้นได้ด้วย

พออยู่ในจุดนั้นเราจะไม่กลัวอะไรเลย สิ่งที่กลัวอย่างเดียวคือ กลัวแรงจะหมดเพราะตัวละครนี้ใช้พลังมาก เหนื่อยแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผมรู้สึกว่าผมไม่ติดกับการที่ต้องติดคาแรกเตอร์ โอเคสิ่งนี้อาจจะทำร้ายเรารุนแรงประมาณหนึ่งแต่ผมไม่เดือดร้อนกับมันเพราะรู้ตัวเองแล้วว่าสิ่งที่ทำคุ้มค่า

บทบาทพี่ยิมนี้ถือว่าเป็นการค้นพบตัวเองในสายการแสดงดราม่าแล้วหรือยัง

ผมเลือกเล่นดราม่ามาตลอดตั้งแต่ Hormones อย่างบทพี่เฟรมในเมย์ไหนฯ ที่เป็นโรแมนติกคอเมดี้ก็มีซีนดราม่าอยู่ สำหรับผมคอเมดี้เป็นสายที่ยากที่สุด มันไม่ได้ยากด้วยตัวละครแต่มันยากด้วยจังหวะการแสดง จังหวะมันจะไม่เหมือนธรรมชาติขนาดนั้น (ก่อนจะทำท่าจังหวะที่แตกต่างกันให้เราดู) ทุกวันนี้ผมชัดเจนกับตัวเองมากขึ้นว่าทำอะไรแล้วมีความสุขและก็ผมก็แค่กำลังอยู่ในความสุขของผมแค่นั้นเอง

ต่อ ธนภพ

กับการทำงานเรื่องนี้ถ้าให้คะแนนตัวเอง 1 – 100 ตอนนี้คุณอยู่ที่ระดับคะแนนเท่าไหร่

คิดว่า 100 ตลอดนะ เพียงแต่ร้อยของผมมันบวกขึ้นอยู่เรื่อยๆ

ยังมีบทบาทไหนที่อยากเล่นอีกบ้าง

ทุกบทบาทเลย รู้ตัวเองว่าเป็นคนโลภ (หัวเราะ) เมื่อก่อนเวลาเจอ reference ที่น่าสนใจเราก็หยิบมาใช้ เดี๋ยวนี้พอเจอ reference ที่น่าสนใจเราจะรู้สึกว่าน่านำมาใช้แต่จะไม่เอาแบบอย่างนี้เราจะเล่นในแบบที่เป็นเรา

ให้เลือกสักหนึ่งบทบาทที่ผุดขึ้นมาในหัวตอนนี้

ผู้หญิง! แบบ The Danish Girl อยากลองเพราะเคยมีคนพูดว่าผมน่าจะเล่นไหว

นอกจากการแสดงคุณยังมีความสนใจอะไรอย่างอื่นอีกบ้าง

ผมสนใจงานเขียนบท แต่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องแนวไหนแค่อยากจะลองเขียนเองเล่นเอง ตอนนี้คิดแค่ว่าถ้าอยากทำเป็นก็ต้องลอง ยิ่งพอเรื่องล่าสุดนี้เราอินกับมันมากเราจนเราอยากลองทำงานทุกกระบวนการ ตั้งแต่ต้นกระบวนการ อยากรู้ว่าถ้าเราอยู่กับมันตั้งแต่ต้นเราจะลึกลงไปได้มากกว่านี้อีกไหม

ต่อ ธนภพ

รู้ตัวไหมว่าตอบคำถามดีขึ้นมากเลยนะ

มีช่วงหนึ่งที่ผมหลง ตอนนี้เป็นการกลับมาเป็นตัวเองเต็มร้อยแบบที่ไม่มีคราบความเป็นดาราอยู่

คุณเข้าวงการบันเทิงมากี่ปีแล้ว

4 ปีครับ มีช่วงหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าตัวเองตอบอะไรเป็นแพตเทิร์น ทำอะไรก็ต้องดูดีเพราะกลัวคนจะมองเราไม่ดี แต่ตอนนี้ “โทษทีมันความคิดผม”

ตอนไหนที่ทำให้คุณคิดได้แบบนี้ ใช่ระหว่างแสดงซีรีส์เรื่องนี้หรือเปล่า

เป็นช่วงก่อนหน้านี้ไม่นานที่เราเริ่มโตจริงๆ เรามีตัวตน เราไม่ใช่คน cliche และเราก็ไม่ได้ติสท์ด้วย แต่เราเป็นเรา จะมีความคล้ายคลึงกับช่วงแสดงเป็นไผ่ Hormones ซีซั่นแรก (พ.ศ. 2556) คือเป็นตัวเองผสมกับการติดคาแรกเตอร์ มีจริตห้าวๆ ทุกวันนี้ความดิบเหล่านั้นกลับมาเป็นปกติ รู้สึกก็พูดออกมาเลยเพราะไม่รู้ว่าจะตอบคำพูดสวยๆ ไปทำไม มีช่วงหนึ่งที่เราเหมือนอะไรไม่รู้ และสังคมก็หล่อหลอมจนบางครั้งเราแค่รู้สึกว่ามันไม่ใช่ไม่เป็นตัวเองนะ แต่เป็นการตั้งคำถามกับตัวเองว่าเรามีความสุขจริงๆ หรอ ทุกวันนี้เป็นช่วงที่ผมโคตรจะแฮปปี้เลยกับสิ่งที่เป็นอยู่

ต่อ ธนภพ

 

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load