เบื้องหน้าเราคือ พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์ ในวัย 28

หลังจากรู้ว่า พลับหรือน้องพลับของทุกคน จริงจังและเอาดีกับงานสายบริหาร และกำลังเริ่มงานใหม่ที่ Shopee แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเจ้าใหญ่จากสิงคโปร์ The Cloud ก็ขอนัดหมายพูดคุยกับเขาทันที

พลับในวัยเด็กไม่ได้ซนจนทำจานแตกอย่างในเพลง คุณครูครับ แต่เป็นเด็กช่างสงสัยและกล้าแสดงออก โดยเฉพาะเมื่อต้องขึ้นไปร้องเพลงบนเวที หลังจากรับบทเป็นปรกหรือปกรณ์วัยเด็ก ในละครเวที บัลลังก์เมฆ (พ.ศ. 2545) พลับในวัย 9 ขวบ มีผลงานเพลงชุดแรกชื่อ ‘พลับ’ เต็มไปด้วยเพลงดัง อย่าง ใครใครก็ไม่รักผม, ลูกชิ้นของฉัน, ก็เลยเล่าสู่กันฟัง, เหนื่อยไหมคนดี, คนไม่สำคัญ

โลดแล่นอยู่ในวงการจนอายุ 14 พลับก็เดินทางไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ เป็นตัวแทนนักเรียนไปแข่งคณิตศาสตร์สมัยเรียนชั้นมัธยมฯ จากนั้นเรียนต่อคณะคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่นครนิวยอร์ก 

หลังกลับมาทำงานรับช่วงบริหารโรงแรมของครอบครัวได้ 6 เดือน พลับเริ่มงานในบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก Boston Consulting Group ก่อนถูกทาบทามไปเป็น General Manager ให้กับโปรเจกต์ใหม่ของโรงพยาบาลกรุงเทพในเวลานั้น

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

พลับในวัย 25 ทำงานเป็นผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic หรือศูนย์ความเป็นเลิศของการมีสุขภาพดี ตั้งแต่วันแรกที่มีการสร้างทีม ทำงานร่วมกับอาจารย์หมอที่อายุห่างกัน 

จากนั้นไปเรียนต่อ MBA ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด รัฐแคลิฟอร์เนีย มหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับอยู่ลำดับต้นๆ ของโลก และเพิ่งจะเริ่มต้นงานใหม่ที่ Shopee เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

นี่คือบทสนทนาที่พลับบอกว่า เขาไม่ได้เป็นต้นฉบับของเด็กดีและสมบูรณ์แบบอย่างที่ใครๆ คิดกับเขา เมื่อครั้งเห็นเขาในชุดนักเรียนโรงเรียนอินเตอร์ร้องเพลงที่คนรู้จักกันทั้งประเทศ

แต่มันอดคิด (และตื่นเต้นตาม) ไม่ได้จริงๆ ว่า น้องพลับที่น่าเอ็นดูคนนั้น จะเติบโตมาเป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์ทำงานสนุกขนาดนี้

พลับในวันนี้ ยังกลับไปฟังเพลง คุณครูครับ อยู่บ้างไหม

ไม่ได้ฟังเลย เป็นอารมณ์คิดถึงคนที่เราเคยทำงานด้วยมากกว่า ผมทำงานตั้งแต่เก้าขวบ เริ่มจากชอบร้องเพลง เรียนร้องเพลงที่โรงเรียนมีฟ้า ซึ่งมีละครเวทีมาแคสหานักแสดงตลอดเวลา จึงได้โอกาสแสดงละครเวที บัลลังก์เมฆ (พ.ศ. 2545) กลายเป็นว่าสิ่งที่เราชอบเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะเวลาที่รู้ว่ามีผู้ใหญ่ชอบสิ่งที่เราทำ เราก็จะยิ่งอยากทำสิ่งนั้นมากขึ้น จนในที่สุดก็กลายเป็นน้องพลับอย่างวันนั้น

ตอนอายุ 14 ที่ไปเรียนต่อต่างประเทศคนเดียว ถือว่าได้ชีวิตวัยเด็กกลับคืนมาหรือเปล่า

ช่วงแรกๆ ตอนไปอเมริกา ผมสับสนตัวเองมาก เพราะคิดเองว่าตอนอยู่ไทยทุกคนมองว่าผมเป็นเด็กดี มีภาพลักษณ์ของเด็กที่เพอร์เฟกต์ จึงสับสนอยู่นานว่าอะไรคือความเป็นพลับ เวลาเจอเพื่อนใหม่ ผมไม่รู้จะคุยอะไรกับเขา เพราะชีวิตก่อนหน้านี้คือการร้องเพลง ใช้เวลาปรับตัวอยู่สองปี จนบอกเพื่อนว่าผมเคยเป็นใครมาก่อน เขาก็เริ่มเข้าใกล้เรามากขึ้น และยังบอกว่าเข้าใจแล้วว่าทำไมผมทำตัวแปลก

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

ตอนนั้นมีชีวิตเหมือนในเพลง ใครใครก็ไม่รักผม หรือกลายเป็นหนุ่มป๊อปไปแล้ว?

ตอนไฮสคูลอ้วนท้วนนะ ที่นี่ผมไม่มีชื่อเสียง แต่เพื่อนทั้งกลุ่มร้องเพลงของผมเป็นภาษาไทยได้ เพราะเขาเปิดเจอใน YouTube หลังจากนั้นก็เริ่มรู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

ช่วงเรียนจบไฮสคูล ผมกลับมาร้องเพลงที่ไทยอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ไม่น่าจะมีใครเคยฟังเพราะเพลงมันไม่ได้ดัง เริ่มจากผมคิดถึงการร้องเพลง แต่พอทำไปสักพักก็รู้ว่าผมคงไม่เหมาะกับการทำเพลงแล้ว ผมไม่ได้มีส่วนร่วมแบบที่เคยทำตอนเด็กๆ พอดีกับกระแสเกาหลีมาแรงมากซึ่งไม่ใช่ตัวเราเลย ต้องเต้นให้ดี ต้องผอม ต้องเพอร์เฟกต์ให้มากกว่านี้ ทำให้รู้สึกอึดอัดมาก คิดว่าถ้าทำแบบนี้ต่อไปคงไม่ยั่งยืนเท่าไหร่

ชีวิตที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียเป็นอย่างไร ทำไมเลือกเรียนคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์

ผมชอบคณิตศาสตร์มาก โตมากับแม่ที่เป็นดอกเตอร์ด้านคณิตศาสตร์ สมัยเรียนที่ไทยก็เป็นวิชาเดียวที่สอบผ่าน ยิ่งตอนเรียนที่ Phillips Exeter Academy ผมเป็นตัวแทนนักเรียนแข่งคณิตศาสตร์ ส่วนที่เลือกเรียนเศรษฐศาสตร์เพราะคิดว่าอยากจะใช้ทำงานต่อ แต่เรียนแล้วไม่ชอบวิชาเศรษฐศาสตร์เลย 

กลับมารับช่วงต่อธุรกิจโรงแรมของครอบครัว

อย่างที่ทุกคนเห็นจากข่าว หลังเรียนจบ ผมกลับมาทำงานที่ เทวมันตร์ทรารีสอร์ทแอนด์สปา จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวอยู่หกเดือน ทุกวันนี้เจอใคร เขาก็ยังทักถามผมว่าทำงานโรงแรมของครอบครัวเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องเมื่อหกปีที่แล้ว

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์
พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

เรียนรู้อะไรจากการทำงานที่บ้าน

เรียนรู้ว่าตัวเองเป็นคนใจร้อน ไฟแรง อยากให้โรงแรมมีชื่อเสียงก็ลงแรงทำประชาสัมพันธ์เยอะ อยากทำอะไรก็ทำเลยโดยไม่คิดว่าพี่สาวและพ่อจะคิดยังไง ทั้งที่เขามีประสบการณ์มากกว่าเรา ตอนนั้นเป็นช่วงที่มีอีโก้สูงที่สุดในชีวิต เทียบกับตอนนี้คือคนละเรื่องเลย

หลังจากนั้น ผมไปทำงานในบริษัทที่ปรึกษาชื่อ Boston Consulting Group ซึ่งมีสาขาอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นงานที่สนุกมาก ได้ทำงานกับคนเก่งๆ ในหลายๆ อุตสาหกรรม

จากธุรกิจครอบครัวพอมาทำงานในบริษัทที่ใหญ่มาก คุณได้เห็นวิธีการทำงานที่แตกต่างไปอย่างไร

งานที่นี่ทำให้ผมได้เป็นตัวของตัวเอง ผมได้ใช้ความสามารถ หาข้อมูลและวิเคราะห์ด้วยตรรกะที่มีในการให้คำแนะนำลูกค้า โดยไม่มีเรื่องของวัยมาเป็นอุปสรรค

วัฒนธรรมองค์กรของบริษัทต่างชาติมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยไหม

ใช่ โครงสร้างองค์กรเขาต่างจากบริษัทไทย การทำงานก็เลยสนุก รู้สึกเหมือนตอนเป็นเด็กที่ทำอะไรแล้วคนมีคนให้การยอมรับ หรือได้รับผลตอบกลับที่ดี ก็ยิ่งชอบ ยิ่งอยากจะอยู่ทำงานถึงตีสองตีสามเพื่อลูกค้า ผมทำอยู่ที่นั่นได้ปีครึ่ง ที่โรงพยาบาลกรุงเทพก็มาทาบทามให้ไปเป็นผู้จัดการทั่วไป (General Manager) ของโปรเจกต์ BDMS Wellness Clinic ศูนย์ความเป็นเลิศของการมีสุขภาพดี

ตอนนั้นอายุเท่าไหร่

ยี่สิบห้า

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

คนอายุ 25 คนอื่นเพิ่งเริ่มต้นทำงาน แต่คุณได้เป็นผู้จัดการโรงพยาบาล

จริงๆ ได้งานนี้เพราะตอนเรียนอยู่ที่โคลัมเบีย ผมรับทำงานพิเศษเป็นคนดูแลและนำเที่ยวเกาะแมนฮัตตัน ทุกวันสุดสัปดาห์จะมีคณะทัวร์จากประเทศไทยมาเที่ยวที่นี่ ส่วนใหญ่เป็นทริปพาลูกมาดูโรงเรียนและมหาวิทยาลัย งานของผมคือวางโปรแกรมทุกอย่าง ตั้งแต่เช้าจรดเย็นตามความต้องการ บังเอิญเจอกลุ่มคุณหมอปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ และคุณหมออีกเจ็ดสิบคน ซึ่งผมเป็นคนจัดการทุกอย่างคนเดียว 

วันหนึ่งคุณหมอก็เรียกผมไปพบ บอกว่ารู้สึกประทับใจ อยากชวนไปทำงานด้วย ตอนที่คุณหมอเริ่มทำโปรเจกต์ BDMS Wellness Clinic เขาก็นึกถึงผมแล้วเรียกให้มาสัมภาษณ์งาน คุณหมอเคยบอกว่าผมมีหัวทาง Hospitality ด้านการบริการ และชอบที่เป็นคนตรงไปตรงมา ก็เลยได้มาทำงานตรงนี้

อยากรู้ว่าคุณมีระบบจัดการทัวร์อย่างไรจึงเป็นที่ถูกใจของคุณหมอขนาดนี้

ไม่มีอะไรมาก ถ้าอยากได้อะไร ผมจะหามาให้ได้ เช่น ตั๋วละครเวที The Lion King ในช่วง Last Minute มากๆ ซึ่งทุกคนอยากดูมาก ผมก็หาที่นั่งตรงกลางสิบสองที่แบบติดกันหมดมาได้ ด้วยการตระเวนเข้าทุกเว็บไซต์เพื่อจับจองให้ได้ที่นั่งแถวเดียวกัน วันเดียวกัน รอบเดียวกัน หรือร้านอาหารร้านดังที่จองไว้มีปัญหา ผมก็จะหาร้านใหม่ที่ดังกว่า ด้วยการขอร้องผู้จัดการร้านจนเขายอม

เรื่องนี้สำคัญอย่างไร

ทุกครั้งเวลาได้โจทย์อะไรมาก็อยากทำให้ดีกว่าที่เขาคาดหวัง ชอบเห็นเวลาคนมีความสุข เราก็มีความสุขไปด้วย

มีบ้างไหมที่ทำไม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้

มี แต่ก็คงไม่ได้คิดว่าเป็นความล้มเหลว เป็นบทเรียนมากกว่า

กับงานบริหารโรงพยาบาลรู้สึกกลัวบ้างไหม หรือเอาความมั่นใจมาจากไหน

เขาต้องการคนที่จะมาเปลี่ยนพื้นเดิมเป็นศูนย์สุขภาพ ผมต้องสร้างทีมและทุกอย่างขึ้นมา กลัวไหม กลัวสิครับ แต่เมื่อเป็นโอกาสที่ดี เราก็ขอกระโดดเข้าไปก่อนแล้วทำให้มันเกิดขึ้น ถ้าจะแย่ผู้ใหญ่ก็คงมีข้อเสนอให้แก้ไข

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

คนอายุ 25 ที่ทำงานสร้างทีม มีวิธีทำงานกับคุณหมอหรือคนที่อายุมากกว่าอย่างไร

ผมใช้วิธีประนีประนอม เช่น สมมติอาจารย์หมออยากสั่งซื้อเครื่องมือราคาแพง ผมซึ่งมีหน้าที่ดูแลควบคุมการใช้จ่าย จะคุยกับคุณหมอถึงโอกาสที่จะใช้เครื่องมืออย่างคุ้มค่าและเต็มประสิทธิภาพ สำคัญคือบอกให้รู้ว่าเราเป็นทีมเดียวกัน หากมีส่วนไหนที่ผมช่วยได้ก็ขอให้มาคุยกัน งานส่วนใหญ่เป็นประมาณนี้ ทำงานที่นี่ได้ปีกว่าผมก็ขอกลับไปเรียน MBA

การไปเรียน MBA ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ยิ่งตอกย้ำภาพจำเด็กเก่งคนนั้นหรือเปล่า

ตั้งแต่เด็กแล้ว และวันนี้ก็ยังเป็นคนแบบนั้น ผมเป็นคนที่หาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งดีที่สุดในที่นี้อาจจะไม่ได้ดีที่สุดสำหรับใครนะ แต่เป็นดีที่สุดที่เราทำได้เอง

กดดันไหม

กลายเป็นคาแรกเตอร์เราไปแล้ว สิ่งที่แตกต่างไปจากตอนเรียนที่โคลัมเบีย คือมีเพื่อนเยอะขึ้น มีสังคมมากขึ้น และประสบการณ์จากงานที่ผ่านมาทำให้มีอะไรไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อนอีกสามร้อยกว่าคนในชั้นเรียนเดียวกัน

ได้อะไรจากการเรียนที่สแตนฟอร์ดบ้าง

สแตนฟอร์ดสอนเรื่องการเป็นผู้นำไม่เหมือนที่อื่น เน้นการเป็นผู้นำที่ให้แรงบันดาลใจมากกว่า ผมได้เรียนรู้ข้อดีของการเป็นตัวของตัวเอง ส่งผลต่อการทำให้คนเข้าถึงเราได้ ไว้ใจและรักเรามากขึ้น ยิ่งทำให้การทำงานเป็นทีมมีประสิทธิภาพ

ผู้นำที่ดีเป็นอย่างไร

ผู้นำที่ไม่จำเป็นต้องทำตัวเคร่งเครียดตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าเราจะต้องทำเป็นรู้ทุกอย่างไปหมด หรือมีคำตอบสำหรับทุกคำถาม 

เกิดอะไรขึ้นถ้าเผลอเป็นผู้นำที่เคร่งเครียด รู้ทุกอย่าง และมีคำตอบไปหมด

ลูกทีมจะไม่มีแรงบันดาลใจผลักดันตัวเองให้เป็นคนที่เก่งขึ้น

พอได้ไปเรียนแล้ว รู้สึกไหมว่าถ้ารู้สิ่งนี้ก่อนหน้านี้งานที่ทำจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ใช่ คงจะทำงานได้ขึ้น แต่การเป็นผู้จัดการตั้งแต่เด็ก ทำอะไรผิดบ้าง ถูกบ้าง ก็ทำให้รู้ว่า สิ่งที่คิดว่าถูกอาจจะผิด และสิ่งที่เคยคิดว่าผิดอาจจะถูก

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

เช่น

ตอนเป็นผู้จัดการโรงพยาบาล คิดว่าผู้บริหารคือฮีโร่ ต้องมีคำตอบสำหรับทุกอย่าง และผมคิดว่านั่นอาจจะทำให้คนอึดอัด ก็เลยไม่อาจทำงานออกมาอย่างเต็มประสิทธิภาพ และผมก็คงจะโทษเขา ทั้งที่ความผิดนี้อยู่ที่ผม ที่ไม่ยอมเปิดใจรับฟังความคิดเห็นอื่นๆ

ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าจะทำงานนี้ให้สำเร็จ จะล้มเหลวหรือสำเร็จผู้นำต้องเป็นคนรับ ซึ่งเขาสอนว่าไม่ใช่ เรายังเป็นมนุษย์อยู่ ต้องรู้จักรักตัวเองเพื่อจะเป็นผู้นำที่ดี การทำงานเป็นทีมคือต้องยอมสละความรับผิดชอบบางอย่างให้คนอื่นบ้าง

นอกจากเรียนหนังสือแล้ว ได้เจอความสนใจอื่นๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนบ้างไหม

ตอนเรียนอยู่ที่สแตนฟอร์ด ทำงานให้กับสตาร์ทอัพชื่อ BrainKey ที่ซานฟรานซิสโก เป็นบริษัทเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ เปลี่ยนฟิล์ม MRI เป็นรูปภาพสามมิติ เพื่อให้สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของสมอง และเพื่อวิเคราะห์สมรรถภาพสมองด้วย AI

เกี่ยวกับงานล่าสุด ที่คุณตอบรับและเริ่มทำทันทีหลังเรียนจบเพียง 2 สัปดาห์

เป็น Category Manager ดูเรื่องสินค้าแฟชั่นที่บริษัท Shopee 

จากสายสุขภาพมาสู่ E-Commerce ยากไหม

จริงๆ เพิ่งเริ่มต้นทำงานเมื่อต้นเดือน

จากประสบการณ์ มีวิธีรับมือกับงานใหม่ๆ อย่างไร

หายใจให้ลึกก่อน อย่าเพิ่งเข้าไปพูดมาก จากนั้นฟังเขาก่อน เรียนรู้จากทุกคนให้มากที่สุด แล้วค่อยๆ เป็นตัวของตัวเอง ค่อยๆ ให้ความเห็นของเรา และให้ทิศทาง ผมเชื่อเสมอเวลาเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ให้เราทำตัวเป็นกระดาษเปล่า อย่าเอาอัตตาหรืออีโก้ที่เกิดขึ้นจากความสำเร็จในอดีตมาด้วย และจงเปิดใจ

เป็นผู้บริหารที่กล้าถาม

คนที่ทำงานกับผมจะรู้ว่าผมถามไม่หยุดเลย ผมมักจะขอให้เขาพูดใหม่ได้ไหม ตรงนี้ยังไม่ค่อยเข้าใจ เพื่อศึกษาภาพรวม ผมชอบดูภาพกว้าง

ชอบทำงานกับคนแบบไหน

คนที่กล้าเป็นตัวของตัวเอง 

พลับในวันนี้ ถ้ามีพนักงานซนจนทำจานแตกแบบในเพลง คุณครูครับ พลับจะทำอย่างไร

คงไม่ดุที่ทำจานแตก แต่จะดุเรื่องที่บอกซ้ำๆ หลายรอบแล้วยังไม่แก้ไขหรือทำให้ได้ผลตามที่บอก

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

หลังการพูดคุยกับ ปัณฑพล ประสารราชกิจ หรือ โอม Cocktail ที่อาคารสำนักงานแห่งหนึ่ง เขาชวนทุกคนกลับบ้าน

ก่อนหน้านี้ผมเพียงติดตามผลงานของเขาและวง Cocktail อยู่ห่างๆ ในฐานะคนฟังคนหนึ่ง มีทั้งเพลงที่ชื่นชอบ ชื่นชม และปล่อยผ่าน จนกระทั่งชื่อของเขาเริ่มผ่านหูในวงสนทนาอาหารมื้อกลางวัน และผ่านในไทม์ไลน์เฟซบุ๊ก ถี่ขึ้น ถี่ขึ้น จากการที่เขาไปร่วมแข่งขันรายการ THE MASK SINGER ซีซั่น 2

แม้หลายคนจะยังคิดถึงชายผู้นี้ในบทบาทหน้ากากหอยนางรม แต่เมื่อพบกัน เขากลับไม่ค่อยได้พูดถึงมันเท่าไหร่ ไม่โหยหา ไม่เสียดาย ไม่ฟูมฟาย ซึ่งนั่นทำให้ผมประหลาดใจ เพราะก่อนมาเดาเอาว่าเขาคงมีเรื่องเล่าถึงบทบาทภายใต้หน้ากากไม่น้อย

หน้ากากหอยนางรมคือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว สิ่งที่เขาเป็นตอนนี้ คือ โอม Cocktail-ชายผู้เป็นฟรอนต์แมนของวงว่าอย่างนั้น

แม้บางคนจะเพิ่งรู้จัก แต่เขาหาใช่ศิลปินหน้าใหม่ในวงการ Cocktail ยืนระยะบนเส้นทางดนตรีมาแล้วกว่า 15 ปี ออกอัลบั้มมาแล้ว 5 อัลบั้ม ผ่านทั้งช่วงเวลาที่ไม่มีใครรู้จักและแสงไฟสาดส่อง ผ่านทุกข์สุขมานับไม่ถ้วน ล่าสุดวงเพิ่งปล่อยซิงเกิลล่าสุดที่ชื่อ ทำดีไม่เคยจำ ซึ่งเขาเป็นคนเขียนเองทั้งคำร้องและทำนอง

เรานัดพบกันที่อาคารสำนักงานแห่งหนึ่งและนั่งคุยกันหลายประเด็น ไล่ตั้งเรื่องดราม่า ซิงเกิลล่าสุด หน้ากากหอยนางรม ก่อนที่สุดท้ายเขาจะชวนทุกคนกลับบ้านอย่างที่ผมว่าไว้ในตอนต้น

บ้านที่ไม่ใช่ในความหมายของสิ่งปลูกสร้าง

คุณเขียนเอาไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เพลง ทำดีไม่เคยจำ มีเนื้อหากล่าวถึงการตัดสินคนรอบข้าง การใช้กฎหมู่ การอยู่รอดในสังคมในยุคที่โซเชียลมีเดียเปรียบเสมือนศาลเตี้ย คุณไปเจออะไรมาถึงอยากเล่าเรื่องนี้ผ่านเพลง

จริงๆ เราเห็นเรื่องแบบนี้อยู่ในสังคมเกือบทุกวันอยู่แล้ว กับการที่ใครสักคนตกเป็นเหยื่อของอะไรสักอย่างหนึ่งโดยกลุ่มคนที่มีอำนาจ หรือใครสักคนที่มีอิทธิพลต่อสังคม ที่พูดอะไรสักอย่างแล้วทำให้คนที่ตกเป็นเหยื่อโดนรุมสกรัมจากคนจำนวนมาก จริงๆ เรื่องนี้มันไม่เชิงว่าเป็นเรื่องบนโลกออนไลน์เสียทีเดียว เพราะมันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพียงแต่ว่าการมีโลกออนไลน์มันทำให้เห็นชัดขึ้น เพราะเรื่องบางเรื่องที่ไม่มีที่พูดมันมีที่พูดแล้วไง คนไม่ได้เลวขึ้น คนเลวอยู่แล้ว เพียงแต่มันมีที่ที่ทำให้ปรากฏ

แต่เพลง ทำดีไม่เคยจำ ไม่ได้มีความตั้งใจจะชี้นำว่าสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิดนะ เราแค่อยากสร้างคำถามมากกว่า เพราะเราเองก็เป็นนักเรียนแห่งชีวิตเหมือนกัน โลกของเราเป็นห้องเรียน แล้วผมก็เป็นนักเรียนคนหนึ่งของห้องเรียน ผมเองก็ต้องเรียนจากสิ่งนี้ ผมจึงเปิดดีเบตผ่านเพลง

ในชีวิตที่ผ่านมาคุณเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นผู้ถูกกระทำบ้างไหม

เราเป็นนักร้อง อาชีพเราไม่มีคนเกลียดก็แปลกแล้ว

ใช้คำว่าแปลกเลยเหรอ

ไม่มีนักร้องที่ทุกคนรักเด็ดขาดเลยครับ เป็นไปไม่ได้ มนุษย์ที่ไหนที่มีแต่คนรักไม่มีคนเกลียด ลองหาเลย พิมพ์ชื่อใครก็ได้ในกูเกิล แล้วเว้นวรรค แล้วพิมพ์คำว่าเกลียดหรือไม่ชอบ ผลลัพธ์ต้องมี เป็นธรรมชาติ เป็นสัจธรรมอยู่แล้ว ทุกอย่างมีคนรักและมีคนชัง คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ ใช่ไหม

แล้วเวลาเจอกับตัวเองคุณเข้าใจได้หรือเจ็บปวด

เจ็บเล็กเจ็บน้อย ถ้าผมไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากมันก็ไม่เจ็บมาก เจ็บไม่เจ็บมันขึ้นอยู่กับว่าเราเก็บมาใส่ใจมั้ย แต่ผมว่าผมไม่เห็นด้วยกับการหันหลังให้ มันมีคนที่หันหลังให้แล้วบอกว่าเรื่องพวกนี้ไม่ต้องเห็น แต่เวลาเราเห็นแล้วเรารู้ เราควรเห็น รู้ แล้วไม่เก็บ ไม่ใช่หันหลังให้แล้วไม่รับรู้ ทำตัวเหมือนไม่เคยเห็นเลย เราก็จะกลายเป็นคนหนีความจริง

โอม Cocktail

แล้วสิ่งปลอบประโลมใจของคุณคืออะไร

ไม่ครับ ผมไม่ค่อยปลอบใจตัวเองเท่าไหร่ ผมซาดิสต์ คนด่าผมผมเข้าไปอ่านเลย การปลอบประโลมที่ดีที่สุดคือทำตัวเองให้แข็งแรง เหมือนนักมวยที่เอาขวดถูแข้ง เวลาถูไปมากๆ แล้วเซลล์มันจะสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมาจับหน้ากระดูก หนังจะหนาขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเวลาเตะต้นกล้วย เตะอะไรจะไม่เจ็บ มันจะไม่ชนกระดูกตรงๆ เป็นเพราะหนังตรงนั้นจะหนาขึ้น มันถูกกระทำแบบนี้แล้วกล้ามเนื้อรับรู้ มันก็เลยสร้างเซลล์ขึ้นมา เราชอบแบบนี้มากกว่า

บางคนเจอคำด่าเขาพยายามจะเลี่ยงจะหนี แต่แปลกที่คุณเลือกจะเผชิญ

คิดว่าคุณจะหลบได้ตลอดเวลาเลยเหรอ ต่อให้คุณมีความว่องไวประดุจสามารถ พยัคฆ์อรุณ ที่หลบได้ 20 หมัด แต่ถ้าคุณไม่เคยฝึกสำหรับการรับสักหมัดเลย แม้จะหลบได้กี่หมัดก็ตาม ลองโดนเข้าหมัดเดียวอาจจะลงไปนอนเลยก็ได้ แล้วชีวิตต่อยคุณหนักที่สุด ต่อยหนักกว่าอะไรทั้งนั้น

คุณโดนชีวิตต่อยบ่อยไหม

ผมเองโดนต่อยตลอดเวลา ในขณะที่สังคมเรากำลังให้น้ำหนักกับการต่อสู้ที่มองเห็นเป็นรูปธรรมมากๆ เช่นคนที่ลำบาก คนจน คนที่เขาต่อสู้ชีวิตมาแบบดุดัน เราก็เลยไม่ค่อยรู้หรอกว่าจริงๆ แล้ว หลายๆ คนสู้หนักมาก อย่างนักร้องบางคนที่ทุกคนบอกว่าเขารวยมาก แต่ว่าการดิ้นรนเพื่อที่จะเป็นนักร้องกับครอบครัวที่มีความคาดหวังสูงมันก็ไม่ง่าย ใช้เวลาหลายปีกว่าจะฝ่าฟันหลายๆ อย่าง พิสูจน์ตัวเองว่าเล่นดนตรีได้ ซึ่งผมเองก็รู้สึกคล้ายๆ กัน เพียงแต่ผมไม่ได้รวยแบบนั้น การต่อสู้ของเรามันสู้กับจิตใจตัวเอง สู้อยู่ข้างใน แต่คนไม่เห็น แล้วคนก็มักจะมองว่าเราไม่เห็นต้องสู้อะไรเลยหรือเปล่า

ถ้าผมเป็นคนนอกแล้วจะชื่นชมวง Cocktail สักเรื่องนึง ผมก็คงชื่นชมว่า พวกมึงทนได้นานดีเว้ย อยู่กับแพสชันได้ยาวนานดี มีความซื่อสัตย์กับแพสชันตัวเอง ช่วงเวลาที่เหมือนจะไม่ได้อะไรก็ยังอยู่ เราอยู่ด้วยแพสชันจริงๆ และเราก็ไม่เห็นมีใครกระทำอะไรเราได้เลย สมัยก่อนเราส่งอัลบั้มไปเขาไม่โปรโมตให้ ส่งวิทยุไปวิทยุไม่เปิด ไม่พูดถึง หนังสือก็ไม่เคยเอาไปถ่ายขึ้นปก แล้วเขาทำอะไรงานเราได้ล่ะ เขาทำอะไรงานเราไม่ได้เลย เขาได้แต่กีดกั้นให้เราปรากฏตัวต่อโลกไม่ได้ แต่เขาไม่สามารถแตะต้องงานเราได้เลย

ถอดหน้ากากแล้วกลับบ้านกับ โอม Cocktail

ยุคนี้ในโลกโซเชียลฯ ทุกคนสามารถโปรโมตตัวเองได้แล้ว ไม่ต้องง้อสื่อเหมือนในอดีตอีกต่อไป คุณว่าอำนาจในมือนี้ส่งผลกับชีวิตเรายังไงบ้าง

คุณรู้สึกมั้ยว่าปัจเจกบุคคลได้รับพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่จะเสนอตัวเองเข้าสู่โลก สู่โซเชียลฯ สู่สังคมขนาดใหญ่ ซึ่งเชื่อมโยงกับคนจำนวนมาก คำถามคือปัจเจกได้พลังมากเกินความสามารถในการรับผิดชอบตัวเองหรือเปล่า

Benjamin Parker (เบนจามิน ปาร์กเกอร์) ลุงของสไปเดอร์แมน ได้พูดวลีอมตะไว้แล้วว่า “With great power comes great responsibility.” ซึ่งประโยคนี้มันจริง ด้วยพลังที่ยิ่งใหญ่นำมาซึ่งความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง ประเด็นคือคุณเข้าใจอำนาจของสิ่งที่คุณมีอยู่ในมือแค่ไหน รู้มั้ยว่าความคิดชุดนึงสามารถถูกเผยแพร่ได้มากแค่ไหน รู้มั้ยว่าความเกลียดชังถูกเผยแพร่ได้ไกลแค่ไหน รู้มั้ยว่าข่าวลวงข่าวหนึ่งทำร้ายคนได้มากแค่ไหน ถามว่ามีผลอะไรมั้ย เราต้องคิดเยอะขึ้นมากทุกครั้งที่เราจะโพสต์ข้อความสักข้อความหรือเราจะตอบคำถามสักคำถามนึง

ทุกวันนี้ผมเองเวลาไลฟ์เฟซบุ๊กตอบคำถามประจำสัปดาห์ผมยังไม่ค่อยอยากจะเก็บไลฟ์นั้นไว้เลย ถ้าใครดูไม่ทันก็ไม่ทัน ผมต้องลบ เพราะเราไม่รู้เลยว่าเราจะโดนตัดตอนคำพูดเราไปทำให้ความหมายเพี้ยนไปลงในชาแนลของใคร ซึ่งเราเห็นการเรียกคนเข้าชาแนลของบางชาแนล เอาคลิปเราพูดอะไรไม่รู้ไปตั้งชื่อคลิปเป็นเรื่องที่อินเทรนด์ไว้ตอนนั้น เพื่อดักคนเข้าไปดูโดยที่เนื้อหาไม่ได้สัมพันธ์กัน คนทำเขารู้มั้ยว่ามีคนเสียความรู้สึกจากสิ่งที่เขาทำมากขนาดไหน มันเป็นคอนเทนต์ที่เป็นขยะ ไม่มีประโยชน์

คุณมองมั้ยว่าสิ่งที่ว่าเป็นราคาที่ต้องจ่าย ต้องยอมแลก เพราะมองอีกมุมศิลปินก็ได้ประโยชน์จากโลกโซเชียลฯ ไม่น้อย

ไม่ใช่แลก แต่มันอยู่คู่กันมาแต่ไหนแต่ไร

แล้วเวลาเห็นเพื่อนร่วมวงการที่เรารู้จักนิสัยใจคอเขาดี ไปตกอยู่ท่ามกลางดราม่า คุณรู้สึกยังไง

แล้วแต่สถานการณ์ บางอันเรารู้สึกว่าเพื่อนเราไม่น่าพูดอย่างนี้ บางอันเรารู้สึกว่าเพื่อนเราทำถูกแล้วแต่สังคมไม่เข้าใจเพื่อนเรา หรือบางอันที่ซวยจริงๆ อยู่เฉยๆ แล้วโดนก็มี แต่ที่รู้สึกเหมือนๆ กันคือแอบสลดใจ เรามองเห็นว่าจริงๆ แล้วหลายครั้งเรื่องเล็กกว่านั้นมาก แต่มันถูกทำให้ใหญ่กว่าที่เป็นเยอะ ลึกๆ แล้วเรากำลังมีความสุขกับการเห็นใครสักคนลากคนสักคนมาปู้ยี่ปู้ยำ เหมือนคำพูดหนึ่งในหนัง The Dark Knight Rises ของ Christopher Nolan (คริสโตเฟอร์ โนแลน) ที่บอกว่า เรากำลังดึงใครสักคนที่เป็นคนดีมาปู้ยี่ปู้ยำเพียงเพื่อทำให้เขาเห็นว่าแม้กระทั่งคนดีก็พังทลายได้ เพื่อที่เราจะรู้สึกสะใจว่ามึงก็ไม่ได้ดีไปกว่ากูหรอก เพราะว่าการยืนอยู่ข้างคนที่ดีมากๆ ดีเหลือเกิน มันก็ทำให้คนบางคนรู้สึกถูกลดทอนคุณค่าในตัวเองลง แล้วการที่จะทำให้รู้สึกถึงความแข็งแรงของตัวเองได้อีกครั้งก็ต้องทำลายใครสักคนให้มันลงมาอยู่ข้างล่างไปกว่าเรา ถ้าดึงมันลงมาให้พังได้ แสดงว่ามึงก็ไม่ได้ต่างกับกูนี่หว่า นี่คุณกำลังเติม Self-esteem ด้วยการทำลายคนอื่น คุณเป็นคนยังไงนะ

ถอดหน้ากากแล้วกลับบ้านกับ โอม Cocktail

คุณเพิ่งมีลูกสาว เป็นห่วงมั้ยว่าลูกจะโตมายังไงในสังคมแบบนี้

ตอนนี้ก็ห่วงแหละ แต่ถึงวันนึงผมก็ต้องปล่อย เพราะว่าเขาก็ต้องมีชีวิตของเขาเหมือนกัน พึงตระหนักอยู่เสมอว่าเราไม่ใช่เจ้าของชีวิตลูก เขาจะเลือกทางเดินของเขาเองในที่สุด ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตาม จริงๆ คำตอบมันโหดร้ายนะ มันเหมือนไม่รักลูก แต่มันเป็นอย่างนั้น ชีวิตใครชีวิตมัน

เจ็บปวดก็ต้องเผชิญด้วยตัวเอง

เราช่วยได้แหละ แต่ถึงจุดหนึ่งก็ต้องปล่อย สักวันเขาก็จะมีครอบครัวของเขา มีชีวิตของเขา เราจะเข้าไปแทรกแซงทุกเรื่องไม่ได้หรอก อาจจะแนะนำ ตักเตือนอะไรได้บ้าง แต่บังคับไม่ได้

แล้วการมีลูกเปลี่ยนคุณไปบ้างไหม

มันทำให้เราต้องคิดหน้าคิดหลังเยอะขึ้น คือเราไม่ได้ตัวคนเดียว เรามีคนที่ชีวิตเขาขึ้นอยู่กับเรา มันคือชีวิตเลยนะ จะอยู่ จะรอด จะเป็น จะตาย ขึ้นอยู่กับเรา เพราะเขาเด็กมาก เราจะมาไร้สาระไปวันๆ แล้วปล่อยให้เขาเผชิญชะตากรรม เห็นทีจะไม่สมควร

ลูกสอนอะไรคุณบ้าง

ลูกก็สอนเลขให้ผมบ้าง (หัวเราะ) ก็สอนให้รู้ว่าการเป็นพ่อคนคืออะไร จริงๆ แล้วเราได้ยินมาตลอดแหละว่าการเป็นพ่อต้องทำยังไงบ้าง เดี๋ยวนี้คนยิ่งคลั่งเขียนฮาวทูอยู่ด้วย สิบประการของการเป็นพ่อที่ดี สิบประการของการเป็นสามีที่ดี อะไรพวกนั้นน่ะ คุณรับรู้แต่คุณเข้าใจแค่ไหน มันคนละอย่างนะ ซึ่งนั่นแหละ สิ่งที่ลูกสอนผม

ถอดหน้ากากแล้วกลับบ้านกับ โอม Cocktail

ล่าสุดบนเวที The Mask Singer ทำไมหน้ากากหอยนางรมถึงพูดทิ้งท้ายไว้ว่า “หวังว่าทุกคนจะหาบ้านของตัวเองเจอ”

สิ่งที่ผมจะบอกคือ คุณไม่ต้องไปวิ่งตามคนอื่นเขา เราเสียเวลากับการวิ่งไล่ตามคนอื่นมานานแล้ว ผมเคยเป็นอย่างคนอื่น อยากเก่งอย่างเขา แต่เราก็รู้ว่าในที่สุดเราเป็นอย่างคนอื่นไม่ได้

คุณเคยวิ่งตามคนอื่นด้วยเหรอ

ตลอดเวลา เราเคยวิ่งตาม ตามรอยพ่อแม่บ้าง ตามรอยเพื่อนบ้าง สมัยก่อนเวลาเราฝึกวาดรูป สิ่งที่เราทำก็คือลอกก่อน พยายามทำให้เหมือนเพื่อน แล้วเราก็รู้ว่าเราทำอย่างเขาไม่ได้หรอก เราต้องเป็นตัวของตัวเอง และนั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะให้หน้ากากหอยนางรมแสดงให้เห็น เราไม่มีทักษะแบบเขา แต่ว่าเรามีแบบของเรา เราพยายามดึงสิ่งที่เราเป็นออกมาให้ลึกที่สุด ให้มากที่สุด ดึงทุกความสามารถที่เรามี เช่นการเลือกเพลง ซึ่งเป็นทักษะหนึ่งของเรา

สิ่งสำคัญคือทุกคนควรจะกลับมาตระหนักถึงตัวเอง แปลกไหมครับ สังคมทุกวันนี้เราให้ความสำคัญกับตัวเองมาก แต่กลับรู้จักตัวเองน้อย เหมือนที่หน้ากากหอยนางรมพูดประโยคจากหนังเรื่อง Fight Club “เราใช้เงินที่เราไม่มี ซื้อของที่เราไม่อยากได้ เพื่อเอาใจคนที่เราไม่รู้จัก” ตอนจบผมถึงบอกว่า ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะหาบ้านตัวเองเจอ แล้วก็กลับบ้านกันได้แล้ว

แล้วคุณหาบ้านของตัวเองเจอแล้วหรือยัง

คุณฟังเพลง Cocktail แล้วรู้มั้ยล่ะว่าเป็นเพลงของ Cocktail

รู้สิ

ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าผมอยู่บ้านผมแล้วล่ะ

ถอดหน้ากากแล้วกลับบ้านกับ โอม Cocktail

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load