ปกรณ์ รุจิระวิไล

สงขลาตอน 2 ต่อเนื่องจากตอนแรกที่เราพาไปชมการอนุรักษ์ปรับปรุงอาคารเก่าในแบบเฮียเอ๋ (ปกรณ์ รุจิระวิไล) หนุ่มมาดฮิปที่ใส่ใจอดีตบ้านเกิดซิงกอร่า (Singora)-ชื่อของสงขลาในอดีตสมัยประเทศไทยมีนามว่าสยาม

ก่อนอื่นเราต้องขอแสดงความยินดีกับเฮียด้วยที่อาคาร A.E.Y. Space ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภทอาคารพาณิชย์ จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำปี 2561

เฮียเอ๋ยังเดินหน้าอนุรักษ์อาคารต่อไปอีกหลายหลัง โดยใช้ความตั้งใจเดียวกันกับทุกอาคาร คือเป็นการอนุรักษ์ที่เร้าสำนึกบางอย่างให้เกิดขึ้นในชุมชนและเพื่อชุมชน คราวนี้เราเลยอยากพาไปเที่ยวอีกตึกที่น่าสนใจมากของเฮียเขา พร้อมปิดท้ายเดินเล่นสนุกศิลป์ในเมืองเก่าสงขลาอย่างอร่อยและเพลิดเพลิน

 

บ้านหมอยาผู้อารี (The Apothecary of Singora) ดิ อาโปเธคารี ออฟ ซิงกอร่า
บ้านอนุรักษ์ยู่เลี่ยง

The Apothecary of Singora

เฮียเอ๋เล่าว่าวันหนึ่งเดินอยู่แถบถนนนครใน เจอะเจอช่างกำลังบูรณะอาคารเก่าสวยมากอยู่ เฮียหวั่นใจว่าช่างจะรื้อกระเบื้องเก่าไปทิ้งและใช้กระเบื้องสมัยใหม่ปูแทน จึงโฉบไปพูดคุยจนทำให้ได้พบกับคุณไกรฤกษ์ เจ้าของเรือนหลังงาม ทายาทรุ่นที่ 4 ของตระกูลทุมโฆษิต เมื่อเฮียได้พูดคุยกับท่าน เข้าไปเยี่ยมชมและได้ทราบประวัติเรือนแล้วยิ่งตื่นเต้น เฮียเอ๋คุยไปคุยมากับคุณไกรฤกษ์บ่อยเข้า จนท่านมอบความไว้วางใจให้เฮียเช่าและช่วยดูแลปรับปรุงบ้านทรงคุณค่าหลังนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ตามประสาเฮียเอ๋ที่รักการฟื้นชีวิตให้อาคารแบบที่ต้องใช้วิธีศึกษาสืบเสาะจิตวิญญาณของเจ้าของเรือนเป็นสำคัญ ทำให้เฮียทราบว่าเจ้าของบ้านท่านแรกมีนามว่าคุณทวดซินเท็ก แซ่ลิ้ม ชาวไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน ผู้มีวิชาความชำนาญทางด้านสมุนไพรไทย ลูกชายของท่าน ปู่ขวด ทุมโฆษิต สืบสานวิชานี้ต่อมา ท่านมีเมตตาช่วยเหลือผู้เจ็บไข้โดยเฉพาะรายที่ขัดสน เป็นที่กล่าวขานถึงหมอยาไทยใจกว้างที่ผู้คนสามารถมารับยาแบบไม่ต้องเสียสตางค์รู้จักดีในนาม ‘ยาขอ หมอวาน ร้านยู่เลี่ยง’

The Apothecary of Singora The Apothecary of Singora

เฮียเอ๋เล่าด้วยดวงตาระยิบระยับขั้นสุดว่าตอนที่เขาเข้าไปในบ้านยู่เลี่ยงครั้งแรก ประทับใจแท่นบูชาบรรพบุรุษผู้อารีนี้ที่สุด รองลงมาคือตู้ไม้เก็บสมุนไพรลิ้นชักพรึ่บ เฮียจึงปะทุไอเดียโปรเจกต์ ‘The Apothecary of Singora’ ขึ้นมา “อยากฟื้นความเป็นร้านปรุงยาแห่งเมืองสงขลาขึ้นมาใหม่ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเล็กๆ ที่คงสภาพใกล้เคียงอดีต ทั้งรายละเอียดและกลิ่นอายแบบเก่า คนรุ่นหลังจะได้มาศึกษาเรียนรู้ความเป็นอยู่ วิถี และสถาปัตยกรรมแบบจีนสงขลาโบราณ”

The Apothecary of Singora

เรือนนี้แสดงให้เห็นถึงทักษะเชิงช่างของชาวจีนฮกเกี้ยนที่เข้ามาในสงขลาสมัยรัชกาลที่ 4 บางส่วนตั้งโรงงานทำอิฐทำกระเบื้อง คุณภาพดินที่ใช้ทำกระเบื้องในสงขลายุคนั้นดังระบือมากด้านความคงทนแข็งแรง โครงสร้างหลังคาบ้านยู่เลี่ยงโดดเด่นตรงหลังคาใหญ่ มุงกระเบื้องดินเผา ลาดเอียงเทมากอย่างมีเอกลักษณ์ จั่วยอดโค้งทรงภูเขา ถอดแบบจากอาคารจีนดั้งเดิม

พื้นที่ใช้สอยในอาคารแบ่งเป็น 3 ส่วน ซึ่งเวิร์กสุดๆ ด้านหน้าเปิดโล่งเชื่อมกับถนน มีชั้นลอยเพิ่มการไหลเวียนของอากาศ พร้อมช่องแสงขนาดเล็กจากหลังคา แบ่งกั้นพื้นที่ว่างไว้ใช้พักผ่อน ส่วนกลางของบ้านที่เราชอบมากเป็นลานล้อมบ่อ (Skywells) ทำให้บ้านโปร่ง รับแดด ลม ฝนได้ และตามความเชื่อของจีน ลานกลางบ้านนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เงินและโชคลาภไหลออกจากเรือน

The Apothecary of Singora The Apothecary of Singora

ส่วนหลังของบ้านมี 2 ชั้นสำหรับพักอาศัย มองลงมาเห็นลานล้อมบ่อ ซึ่งปัจจุบันเฮียเอ๋ใช้เป็นพื้นที่ทำยาดมสมุนไพรไทย ผู้จัดการอาโปฯ ชื่อน้องก้องรับผิดชอบดูแลพื้นที่และปรุงยาดมที่เคาน์เตอร์ไม้ปรุงยาเก๋าเก๋ เรียกว่าจำลองกิจกรรมเดียวกันกับวันก่อนเก่าที่บ้านยู่เลี่ยงมีกันเลยทีเดียว

The Apothecary of Singora The Apothecary of Singora

ยาดมที่ทีมเฮียเอ๋ปรุงเป็นหนึ่งในของที่ระลึกจำหน่ายในมิวเซียมช็อป น่ารักมากที่เฮียหวังใจอยากให้สร้างรายได้หล่อเลี้ยงเรือนโบราณล้ำค่านี้ นอกจากนี้ ในช็อปยังมีของคัดสรรของจากทั่วสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียง เฮียเอ๋สนิทกับนักวาดภาพประกอบชื่อดังคือ ซันเต๋อ (Suntur) ที่นี่ก็เลยมีเสื้อยืดแจ่มๆ ฝีมือซันเต๋อที่เป็นลวดลายสัญลักษณ์ต่างๆ ของสงขลาคละเคล้ากับเสื้อผ้าลินินที่ช่างท้องถิ่นเย็บ รวมทั้งเครื่องปั้นดินเผาฝีมือศิลปินดังแห่งสงขลาที่เดี๋ยวจะพาไปชมสตูดิโอโรงงานกันต่อไป

The Apothecary of Singora The Apothecary of Singora The Apothecary of Singora

เราเดินเพลินแหงนคอชมบ้านยู่เลี่ยงอย่างทึ่งทุกจุด ชอบช่องลมกระเบื้องปรุลายเคลือบสี เสาลายปูนปั้นพลิ้วงาม สัญลักษณ์มงคลต่างๆ บันไดขึ้นห้องพักชั้นบนที่มีสัดส่วนแปลกดี โต๊ะ เก้าอี้ กับไม้กระถางที่เฮียหามาจัดวางที่ดูน่าสบายจนเราต้องขอนั่งเล่นวาดเขียนในบรรยากาศดี มีกลิ่นสมุนไพรไทยหอมโชยมา ลานโปร่งเห็นท้องฟ้านี้พลังหมุนเวียนดีมาก และเมื่อเปิดอ่านโบรชัวร์มิวเซียมที่เฮียทำไว้อย่างดีก็เจอกลอนของช่างที่บอกมู้ดแอนด์โทนในใจผู้มาเยือนอย่างเราได้เป๊ะจนน่าตกใจ

ธรรมชาติยังเห็นเป็นธรรมชาติ
กาลเวลามิอาจพรากไปจากฝัน
ทุกเครื่องเรือนย้ำปลูกความผูกพัน
ที่ครอบครัวรักมั่นฟั่นเยื่อใย
เป็นแถวย่านบ้านเก่าเร้าสำนึก
พาทุกความรู้สึกระลึกใฝ่
ความทรงจำย้ำตรึงซาบซึ้งใจ
เขียนตำนานบทใหม่กาลเวลา
แทนทุกทุกนิยามของความรัก
เสลาสลักความจริงสิ่งล้ำค่า
มนต์ขลังยังอวลคู่บ้านยา
เต็มแววตาผู้มาเยือนมิเลือนเลย

The Apothecary of Singora

ยาดม

Singora’s Artist Studios เยือนสตูดิโอศิลปินท้องถิ่น : อาจารย์เสนีย์ เกื้อหนุน
และอาจารย์ผดุงเกียรติ รัตนศรี

เสนีย์ เกื้อหนุน

พื้นที่ปฏิบัติ / สร้างงานศิลปะ สตูดิโอทำงานของศิลปินในสงขลามีอยู่มากมาย หากคุณไปทางเกาะยอก็จะเจอช่างทอผ้า ถ้าไปสทิงพระ สทิงหม้อ ก็เจอแหล่งปั้นดินเผาโบราณ แต่สงขลาเที่ยวล่า เฮียเอ๋พาเราไปเยือนสตูดิโอร่วมสมัยของสองอาจารย์ผู้ชำนาญการวาดและการปั้น

ท่านแรกคืออาจารย์เสนีย์ เกื้อหนุน วันหนึ่งเราเดินเล่นลัดเลาะย่านเมืองเก่าไปถึงถนนปัตตานี ผ่านหน้าบ้านหลังหนึ่งแล้วต้องหยุดกึกมองภาพวาด Portrait ที่เรียงรายอยู่เต็ม สไตล์ภาพเขียนมีเสน่ห์มาก เห็นแล้วนึกถึงภาพโปสการ์ดวินเทจ หรือแผ่นใบปิดโฆษณาหนังสวยเนี้ยบ อาจารย์เสนีย์ เกื้อหนุน ศิลปินชาวสงขลาโดยกำเนิด ผู้โด่งดังด้านวาดภาพพอร์เทรต มีลูกค้าต่อเนื่องยาวนานทั่วสงขลา หาดใหญ่ และจังหวัดใกล้เคียง ที่นิยมส่งภาพถ่ายบุคคลที่รักมาให้อาจารย์วาด ภาพวาดบุคคลของอาจารย์เสนีย์มีแววตาราวกับมีชีวิต ชวนให้นึกถึงภาพถ่ายฟิล์มกระจกนำมาแต่งแต้มเติมสีแบบโบราณ

ภาพวาดบุคคล

อาจารย์เล่าว่าชอบวาดรูปตั้งแต่เป็นเด็กประถมชอบใช้สีถ่าน ต่อมาหมั่นฝึกมือวาดภาพจากการสังเกตแสตมป์ดวงเล็กๆ ลวดลายละเอียดวิลิศ อาจารย์บอกว่ายิ่งละเอียดเท่าไรยิ่งท้าทาย พอจบมัธยม 6 ที่สงขลาก็เข้ามาเรียนต่อเพาะช่าง หลังจากเรียนจบใหม่ๆ อาจารย์ได้ทำงานเขียนใบปิดภาพยนตร์ รวมๆ แล้วนับร้อยเรื่อง “ทำอยู่หลายปี เดือนหนึ่งผมเขียน 3 เรื่อง หนังแขก หนังจีน ไทย ญี่ปุ่นได้หมด” ต่อมาอาจารย์กลับบ้านที่สงขลาเพื่อดูแลครอบครัว และจึงเปิดชั้นล่างที่บ้านเป็นสตูดิโอรับงานวาดภาพ

การมาเยี่ยมชมสตูดิโอทำงานของอาจารย์เสนีย์ นอกจากได้ชมพอร์ตเทรตแสนงามแล้ว ยังทำให้ได้รู้จักเรื่องราวต่างๆ ในสงขลาผ่านบุคคลในภาพที่อาจารย์วาด กวีสาวอิสลามมากฝีมือ คนเก่าคนแก่ที่ทำร้านรวงต่างๆ อย่างคุณตาเจ้าของร้านกาแฟในสถานีรถไฟเก่าของสงขลาที่ปิดทำการไปแล้ว ภาพวาดของอาจารย์บอกเล่าเรื่องราวในท้องถิ่นไว้มากมายทีเดียว

เสนีย์ เกื้อหนุน

เราเดินซุกซนชมทั้งอุปกรณ์วาดภาพต่างๆ ของอาจารย์ และมองส่องลึกเข้าไปถึงช่วงใต้บันไดทางขึ้นบ้าน พบภาพทิวทัศน์งามราวกับภาพวาดอิตาเลียนยุค 1930 อาจารย์เสนีย์หัวเราะและเล่าว่าจริงๆ ชอบวาดภาพทิวทัศน์ รูปที่เราชอบและชี้ชมเป็นวิวทางไปสทิงพระ อาจารย์นั่งเขียนอยู่ขอบถนนนานหลายชั่วโมง รถผ่านไปมาก็จอดดู เฮียเอ๋ที่ยืนยิ้มอยู่แอบเผยว่าคิดโปรเจกต์ชวนอาจารย์เสนีย์มาสร้างงานสนุกแหวกแต่งต่างจากงานวาดภาพบุคคลที่เป็น Signature ของอาจารย์อยู่เช่นกัน เราชอบฝีแปรงและการใช้สีสันของอาจารย์มาก ตั้งใจว่ามาสงขลาเที่ยวหน้าจะนำภาพถ่ายต้นแบบไปต่อคิวให้อาจารย์วาดแน่ นึกถึงภาพถ่ายทิวทัศน์เมืองซอเรนโต้สุดตรึงใจที่เพิ่งไปเที่ยวมา ภาพครอบครัวก็น่าจะออกมาเปรี้ยวย้อนอดีตดีไม่เบา

 

Pun Eatery and Pottery

สตูดิโออีกแห่งที่เป็น Hidden Gem ของสงขลาคือโรงเซรามิกของอาจารย์ผดุงเกียรติ รัตนศรี ที่ปัจจุบันลูกชายของอาจารย์ชื่อคุณปั้น-เชฟหล่อเท่เปิดร้านอาหารอยู่ด้านหน้าโรงปั้นของคุณพ่อ และใช้ชื่อว่า Pun Eatery and Pottery แน่นอนว่าจานชามภาชนะทุกอย่างล้วนมาจากโรงเซรามิกของคุณพ่อ ซึ่งเป็นการ Collaborate ที่เราว่าเจ๋ง แม้ลูกชายไม่ได้สืบทอดงานฝีมือโดยตรง แต่สิ่งที่เขารักและสนใจก็มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับงานของผู้เป็นพ่ออย่างเหมาะเจาะพอดี เพราะอาหารและภาชนะนั้นคือของคู่กัน

Pun Eatery and Pottery Pun Eatery and Pottery

อาจารย์ผดุงเกียรติเป็นศิลปินนักปั้นผู้สร้างชื่อเสียงให้กับอำเภอควนลัง-ที่ตั้งโรงเซรามิกมานานหลายสิบปี อาจารย์สร้างงานเครื่องปั้นดินเผาส่งออกทั่วโลกมาโดยตลอด มีลูกค้าทั้งรีสอร์ต โรงแรม ร้านอาหาร ท่านเล่าว่าสมัยก่อนมีพนักงานแยะกว่านี้ ปัจจุบันลดอัตราการผลิตและทำกันเองภายในครอบครัวไม่กี่คน แต่เตาเผาหลากขนาดที่กรำงานยังตระหง่านตั้งอยู่ครบ งานดินเผาของอาจารย์มีทั้งแบบดินเผาแดงด้าน เผาเคลือบ ประติมากรรมของตกแต่ง จานชามภาชนะเครื่องใช้ถ้วยกาแฟหลากสีสัน ลวดลาย และผิวสัมผัส อำเภอควนลังอยู่ใกล้สนามบินหาดใหญ่ ก่อนขึ้นเครื่องกลับบ้านจัดเวลาแวะรับประทานอาหารเชฟปั้นและเยี่ยมชมโรงเซรามิกของอาจารย์ผดุงเกียรติกันได้

 

Singora Walking เดินเล่นชมเมืองซิงกอร่า

ร้านค้า

การเดินวนเวียนทั่วตัวเมืองเก่าสงขลานั้นสนุกที่สุด อาคารต่างๆ จากหลากยุคสมัยงามน่าดู วิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นที่ประกอบกิจการน่าสนใจมีเอกลักษณ์ตามความชำนาญสืบทอดกันมาก็น่าทำความรู้จัก วันอาทิตย์ยังมีทีเด็ดตั้งแต่เช้าคือตลาดนัดของเก่าที่เฮียเอ๋พาเราเดินเล่นแต่ตรู่ จากที่พัก A.E.Y. space ถนนนางงาม เดินลัดเลาะเข้าตรอกซอกซอยผ่านสายส่งหนังสือเก่า ร้านรับซื้อของเก่าของเฮียมาดเก๋าเท่เจ้าของหมาน้อยชิวาว่าชื่อน้องกระจงตัวจิ๋วน่ารักจนเราขอเฮียถ่ายรูปมา จากตรอกบ้านน้องกระจงทะลุสู่ตลาดนัดถนนรามวิถี เป็นเวิ้งก่อนถึงสะพานลอยคนข้ามที่มีร้านเครื่องเขียนวินเทจชื่อนิรมล ติดกับโรงน้ำแข็งเก่า มีพ่อค้าแม่ขายมาปูผ้าขายเครื่องใช้ของตกแต่งโบราณ ทั้งเครื่องกระเบื้อง โคมไฟ แผ่นเสียง

สงขลา สงขลา

เดินตลาดของเก่ากันเรียบร้อย ก็ต่อด้วยตลาดสด (ตลาดทรัพย์สินฯ) ช้อปฯ ของอร่อยกลับบ้านอย่างไข่ครอบ ปลาหวาน ผักพื้นบ้าน ขนมไทยน้ำกะทิตลาดนี้ก็เลิศ ยังมีของกินพื้นถิ่นที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนอย่างแป้งแดง อยู่ในถุงสีชมพูสดคล้ายเต้าหู้ยี้ ที่เราต้องหยิบขึ้นมาพิศดูว่ามันคืออะไร จนเฮียเอ๋เห็นเข้าและมาเฉลยให้ “โอ้โห นี่เป็นอาหารที่มีเฉพาะสงขลาเลยนะครับ เป็นการถนอมอาหารแบบท้องถิ่น ในถุงมีเนื้อปลาหมักเกลือ คลุกแป้งข้าวหมากและมีส่วนผสมอื่นๆ อีกครับ รสชาติเปรี้ยวๆ ต้องเอาไปนึ่งก่อนแบบไข่ตุ๋น โรยพริกโรยผักหอมๆ” ฟังการบรรยายแป้งแดงทรงเครื่องแล้วกลืนน้ำลายเอื๊อกเลย

ตลาด

จ่ายตลาดครบทุกแนวแล้วเราก็หอบของไปเก็บที่ที่พักให้โล่งกายาค่อยมาเดินเล่นกันต่อ มาสงขลาคราวนี้เรานำงานออกแบบที่กำลังทำให้นอริตาเกะ (Noritake) แบรนด์เครื่องกระเบื้องเก่าแก่ของญี่ปุ่นมาทำด้วย และมีโจทย์ในใจอยากหาศิลปะบางอย่างชม บรรยายให้เฮียเอ๋ฟังว่าต้องการอยากดูอะไรยังไง เฮียนึกพักใหญ่แล้วพาไปวัดเก่าแก่งามตรึงใจที่เติมเต็มภาพร่างในหัวเราได้ตรงประเด็น จนทำให้ความคิดทำงานออกแบบคลี่คลายและงานดีไซน์สำเร็จส่งญี่ปุ่นเรียบร้อย

วัดกลางหรือวัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร วัดเก่าแก่ของเมืองอายุ 400 ปี ที่เราว่าเป็นวัดงามสงบ ชื่นชมทางวัดมากที่ดูแลอย่างสง่าน่าทึ่ง สมศักดิ์พระอารามหลวงชั้นตรี อาณาบริเวณในวัดร่มเย็นด้วยไม้ใหญ่ หอไตร ศาลาการเปรียญ ศาลาฤาษีที่มีภาพเขียนฤาษีดัดตนท่วงท่าต่างๆ อาคารประวัติศาสตร์เหล่านี้เรียงตัวกันอยู่อย่างวันก่อนเก่า ได้รับการดูแลอย่างดี ไม่มีสิ่งก่อสร้างใหม่ๆ แปลกปลอมขึ้นมารกรุงรังสายตา เดินแล้วชื่นใจ สัมผัสได้ถึงความดั้งเดิมงามเนียน

วัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร วัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร

วัดกลางเป็นวัดแห่งแรกๆ ในตัวเมืองเก่าสงขลา ตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ศิลปะประยุกต์ไทยจีน ที่ชื่อว่าวัดกลางเพราะต่อมามีวัดต่างๆ มาสร้างรายรอบจนพิกัดวัดกลายเป็นอยู่ตรงกลาง ต่อมาในรัชกาลที่ 3 – 4 ทรงบูรณะวัดกลางสร้างพระอุโบสถย่อส่วนปรับปรุงจากแบบวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ที่เราว่าเด็ดจนขนลุกคือจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถสวยสมบูรณ์เหลือเกิน แหงนคอชมกันแบบไม่เหน็ดไม่เหนื่อยไม่เมื่อย ภาพเขียนสีฝุ่นบนผนังปูนสีโทนน้ำเงิน แดงชาด น้ำตาล คุณน้าเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มัชฌิมาวาส เป็นคนพาเราชม คุณน้าบอกว่าเราโชคดีมาก เพราะอุโบสถไม่ได้เปิดไว้ให้เข้าตลอดเวลา กุญแจอยู่ที่ท่านเจ้าอาวาส แม้วันนี้ท่านไม่อยู่ แต่ก็แขวนกุญแจพระอุโบสถไว้ คุณน้าจึงไขประตูให้เราเข้าชมได้

ภาพเขียนสีฝุ่นฝีมือช่างหลวงจากกรมช่างสิบหมู่สมัยรัชกาลที่ 4 ที่ทางกรุงเทพฯ ส่งมาทำงานร่วมกับช่างฝีมือเมืองซิงกอร่านี้เลอเลิศจริงๆ คุณน้าเจ้าหน้าที่มิวเซียมเล่าว่าช่างสมัยนั้นใช้เตยทะเลเขียนแทนพู่กัน เรื่องราวภาพวาดแสดงทั้งพุทธประวัติ ทศชาดก เทพชุมนุม และยังมีภาพการใช้ชีวิตของชาวท้องถิ่นสงขลาในยุคที่การค้าขายทางเรือเฟื่องฟู

วัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร วัดกลาง

ซุ้มประตูด้านนอกวัดศิลปะจีนปนยุโรปก็อลังการมาก เรียกว่าทุกสิ่งอย่างในวัดกลางดึงดูดให้เราพิศชมนานๆ พิพิธภัณฑ์ที่คุณน้าใจดีดูแลก็เต็มไปด้วยโบราณวัตถุ / ศิลปวัตถุเก่าแก่ที่มีผู้นำมาถวายวัดตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จากเขตอำเภอสทิงพระและอำเภอใกล้เคียง มีทั้งปฏิทินโบราณเป็นกล่องไม้เจาะช่อง มีแป้นผ้าอยู่ภายใน เขียนตัวหนังสือบอกวัน เดือน ปี แบบจันทรคติและสุริยคติ รวมถึงกาน้ำชาลายน้ำทองที่รัชกาลที่ 4 พระราชทานแก่วัดมัชฌิมาวาส ฯลฯ เป็นวัดที่ถ้ามาสงขลาไม่น่าพลาด

ทิ้งท้ายด้วยอาหารอร่อยในร้านที่เฮียเอ๋เป็นลูกค้าประจำ นอกเหนือจากร้านอาหารเก่าแก่ที่อยู่คู่เมืองจนเป็นตำนานที่แนะนำไปในตอนแรกแล้ว เมืองเก่าสงขลายังมีร้านอาหารรสชาติโฮมคุ้กกิ้งอย่างร้านเย็นตาโฟน้ำใสของคุณป้าน่ารักปากซอยร้านขนมหวานจงดี และร้านนี้ที่เราเลตลันช์กัน ชื่อร้าน สุกียากี้ ถนนรามัญ บรรยากาศสบายๆ บริการอาหารจานเดียวอร่อยมากทุกอย่าง บางจานเราว่ามีกลิ่นอายร้านกุ๊กช็อป สลัดเนื้อสัน ข้าวกุ้งทอด มะระผัดไข่ ไข่ยัดไส้ มักกะโรนีผัด อร่อยแบบอาหารอุ่นใจที่แม่ทำ

สเต็ก ร้านสุกียากี้

เรานั่งละเลียดคอมฟอร์ตฟู้ดอร่อยละไมคุยกันถึงความสนุกสนานที่เดินเล่นกันมาแต่ตรู่ บอกเฮียว่าวัดกลางคือไฮไลต์ของทริปนี้ งามตะลึงขั้นสุด เรายังชอบโมเมนต์ที่ตลาดของเก่าตอนช้อปฯ แผ่นเสียง Gloria Estefan และ ABBA (แผ่นละ 200 บาท) แล้วเฮียขายแผ่นเสียงเปิดลองให้ฟังทุกแผ่น ช่วงเวลาที่เพลง Dancing Queen ดังกระหึ่มขึ้นมาทั่วตลาด มันช่างสร้างความรู้สึกเริงร่า เหนือจริง แบบที่นึกถึงทีไรแล้วรอยยิ้มท่วมใจอย่างไร้เหตุผล

แผ่นเสียง

The Apothecary of Singora (ดิ อาโปเธคารี ออฟ ซิงกอร่า) บ้านอนุรักษ์ยู่เลี่ยง 153 ถนนนครใน ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองฯ จังหวัดสงขลา โทร 0868321771 Facebook | The Apothecary of Singora

อาจารย์เสนีย์ เกื้อหนุน 15 ถนนปัตตานี อำเภอเมืองฯ จังหวัดสงขลา โทร 0899764432

อาจารย์ผดุงเกียรติ รัตนศรี 71 ซอยสาสุธรรม ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โทร 0828279154 Facebook | Pun Eatery and Pottery

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มัชฌิมาวาส วัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร ถนนไทรบุรี ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองฯ จังหวัดสงขลา โทร 074311728 เปิดวันพุธ-วันอาทิตย์ 09.00 – 16.00 น. หยุดวันจันทร์ อังคาร และวันนักขัตฤกษ์

ร้านสุกียากี้ 79 ถนนรามัญ อำเภอเมืองฯ จังหวัดสงขลา โทร 074311114, 084 691 5281

Writer & Photographer

พลอย จริยะเวช

เจ้าแม่ไลฟ์สไตล์และ Concept Designer มากความสามารถชื่อดัง ซึ่งเป็นทั้งนักเขียน Artist Writer นักแปล คอลัมนิสต์ และนักวาดมืออาชีพ ผู้มีผลงานออกแบบวางจำหน่ายในงานแฟร์ของตกแต่งที่ดีที่สุดในโลก

บ้านเพื่อน

พลอย จริยะเวช พาไปรู้จักคนสร้างผลงานน่าตื่นเต้นแบบเป็นกันเองเหมือนไปเที่ยวบ้านเพื่อน

บ้านเพื่อนคราวนี้สนุกสดชื่นเป็นพิเศษ เพราะเราไปเยี่ยมบ้านศิลปินพลังสายรุ้ง รุ้งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ใช่ว่าจะเกิดง่ายๆ ต้องเฉพาะช่วงหลังฝนตก เกิดละอองน้ำในอากาศ พอดีกับช่วงแสงแดดสาดส่องไปในองศาการหักเหที่ใช่ โค้งสเปกตรัมคัลเลอร์ฟูลชุบชูใจจึงจะปรากฏโฉมบนฟากฟ้า

ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล

สำหรับเรา ความสำเร็จของ ยูน-ปัณพัท เตชเมธากุล เรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ ศิลปิน / นักออกแบบผู้มีผลงานพรึ่บสะพรั่ง โด่งดังร้อนแรงสุด มีลูกค้าแบรนด์ดังระดับสากลติดต่อมาจากทั่วโลก เส้นทางการทำงานของยูนน่าศึกษา โดยทั่วไปคนเรามักจดจำรุ้งเพียงภาพเส้นโค้งสารพัดสีสวยวิบวับอยู่บนฟ้าหลังฝน ไม่ค่อยมีคนนึกจินตนาการไปถึงห้วงขณะที่ละอองน้ำรวมตัว ดังนั้น นอกจากการไปเยือนบ้านยูนแล้ว เรายังอยากชวนออกตระเวนทั่วทุกพิกัดในกรุงเทพฯ ที่ยูนเคยปักหมุดเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เพื่อจะได้เห็นภาพการสั่งสมละอองน้ำ ที่มีทั้งน้ำตาและหยาดเหงื่อของการทำงานหนักปะปนอยู่ตลอดการค้นหาทิศทาง ก่อนจะควบรวมกันกับจังหวะเหมาะปะทะแสงแดดส่องกระทบจนรุ้งสวยสะบัดวงโค้งส่องประกาย

ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล

courtesy of Gucci

หลังจากตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาเป็นศิลปินอิสระ ผลงานของยูนถูกค้นพบโดย Alessandro Michele (Creative Director ของ Gucci) ทำให้ยูนได้ร่วมงานกับกุชชี่มาเรื่อยๆ เริ่มที่ GucciTian, หนังสือนิทานสำหรับคอลเลกชัน Le Marche de Mervielles, Bloom Acqua di Fiori, รองเท้าผ้าใบ Gucci DIY, เเละล่าสุดผลงานของยูนตระหง่านอยู่บนผนังตึก Gucci Art Wall ที่ Soho, New York นอกจากนี้ยูนยังได้ร่วมงานกับ Instagram สร้างสรรค์ผลงานที่ชื่อว่า Strangers In My Garden ที่แสดงถึงความเเฟนตาซีของโลกออนไลน์ นี่คือผลงาน 1 ใน 50 อย่างของอาร์ติสท์สุดฮอตคนนี้

ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล

เพชรเกษม ฝั่งธน

จุดเด่นหนึ่งในงานยูนคือรายละเอียดที่ใครเห็นแล้วเป็นต้องนึกถึงความเป็นจีนและโลกตะวันออก ยูนเติบโตมาในครอบครัวไทยจีน ทำให้ชอบถ่ายทอดความรักที่มีต่อวัฒนธรรมนี้ลงไปในผลงานอยู่เสมอ “ครอบครัวยูนกลางๆ ที่บ้านขายเสื้อผ้า ยูนช่วยแม่ทำงานตั้งแต่เด็ก” ยูนเป็นลูกคนเดียวสนิทกับคุณพ่อคุณแม่มาก “ไปไหนแพ็กสาม แฝดสาม” ยูนยังเหนียวแน่นใกล้ชิดกับญาติๆ ที่ยกแก๊งกันมาชมงานยูนวันที่เรานัดคุยพอดี “บ้านเราเป็นตึกแถวแบบเก่าอยู่ในหมู่บ้านที่มีทะเลสาบใหญ่ แถบเพชรเกษม พุทธมณฑล มีเป็ด เด็กๆ พ่อขี่จักรยานพาไปทะเลสาบทุกวัน พ่อยูนชอบสัตว์ ชอบต้นไม้มาก ดาดฟ้าเป็นพื้นที่ของพ่อ ตั้งแต่เกิดมาจำความได้ ยูนอยู่กับสัตว์หลายชนิด ปลาปักเป้าน้ำจืดพ่อก็เคยเลี้ยง นก ไก่ เต่า มีหมด พ่อมือเย็นมาก ปลูกต้นอะไรก็งาม” ครอบครัวนี้สนิทกันขนาดนอนด้วยกัน 3 คนก็จริง แต่ทุกคนจะมีพื้นที่ส่วนตัวชัดเจนในบ้าน

ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล

“ของแม่มีห้องเย็บผ้า มีจักรเย็บผ้า และห้องแต่งหน้า ยูนก็จะมีห้องส่วนตัวนั่งทำงานศิลปะ” โซนของยูนมีผนังสีฟ้าสดที่คุณพ่อทาให้ ยูนโตมากับสมุดฉีก ชอบนั่งวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก สัตว์กับดอกไม้วาดแยะสุด อาจเพราะเห็นมาตั้งแต่เด็กจนโต ตามความชอบส่วนตัวของคุณพ่อผู้พาลูกไปเขาดินและสนามหลวง (สาขาสอง) บ่อย ยูนวาดรูปควบคู่ไปกับการอ่านการ์ตูน นิทาน “ชอบ ขายหัวเราะ มาก โตหน่อยก็เริ่มอ่านวรรณกรรมเยาวชน ชอบของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ โรอัล ดาห์ล อ่านทุกเล่ม”

จุดนี้ทำให้เราคลายข้อสงสัยว่ายูนเพิ่งพ้นวัย 30 มาได้เพียง 2 ปี แต่ทำไมเรารู้สึกว่างานศิลปะแทบทุกชิ้นช่างมีแนวคิดในการสร้างสรรค์แน่นเป๊ะ เรื่องราวแฟนตาซีของยูนมีความลุ่มลึกชวนให้นึกถึงหลักปรัชญาขึ้นมาหน่อยๆเสมอ ไม่น่าแปลกใจเพราะสิ่งเหล่านี้แฝงอยู่ในวรรณกรรมเยาวชนชั้นเลิศแทบทุกเล่ม อย่างชิ้นงานล่าสุดของยูน พรมทอมือชื่อ Atlas of The Mind ยูนสร้างลวดลายจากเรื่องราวที่เราว่าลึกซึ้งดี มีการสำรวจจิตใจตัวเองอย่างใช้สติ  

ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล

“ยูนว่าคนเราจำความรู้สึกได้มากกว่าการกระทำ อะไรที่มันเข้ามาในตัวเรา มันก็จะวนเวียนเป็นความรู้สึกอยู่ในตัวเรา” บนพรมเราจะเห็นเสือตัวใหญ่ ในตัวเสือมีสัตว์อื่นๆ ที่เสือกินเข้าไปแอบอยู่มากมาย “เสือกินกระต่าย กระต่ายก็อยู่ในเสือ เสืออาจจะแสดงออกอะไรที่เหมือนกระต่าย อารมณ์ที่เรารับเข้ามา เราเลือกมุมที่จะจัดการกับมันได้ ยูนพบว่าความโกรธบางทีมันแค่ความรู้สึก เดี๋ยวมันก็หายไป และมันอาจจะวนมาใหม่ให้เรารับมืออีก บางทีเราก็สงบเหมือนบ่อน้ำ เรามีความขยัน ความขี้เกียจ เพราะอะไร เราต้องเริ่มทำความเข้าใจตัวเราเองก่อน”

ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล

ชีวิตหลังอำลาออฟฟิศมาเป็นศิลปินอิสระ ยูนมีชีวิตเรียบง่ายและผ่อนคลายขึ้น “ทุกเช้าตื่นมากินข้าวพร้อมหน้า พ่อแม่ตื่นตี 5 พ่อยูนเป็นคนจ่ายตลาด แม่ทำกับข้าว เจ็ดแปดโมงก็นั่งกินข้าวกันดูละครรอบเช้าด้วยกัน 10 โมงยูนก็ออกจากบ้านไปนั่งทำงานข้างนอก พ่อไปส่งร้านกาแฟแถววังบูรพา ยูนชอบทำงานในที่ที่มีเสียงคนรอบๆ มีกระจกใหญ่ๆ แสงธรรมชาติ ทำงานเบื่อๆ ก็เดินไปเดินมาแถวนั้น เดินไปแถวสำเพ็ง ดิโอลด์สยาม ร้านสมใจ พาหุรัด”

ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล

ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล

ประตูน้ำ สยาม จตุจักร

ยูนเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ชีวิตก็วนเวียนอยู่แถบบ้านและโรงเรียน เพิ่งเข้าเมืองมาสยามครั้งแรกตอนมัธยมปลายและในที่สุดก็สอบติดจุฬาฯ และเรียนจนจบจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชานฤมิตศิลป์ เอกเเฟชั่น ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยได้ไปฝึกงานที่ Kloset แบรนด์แฟชั่นไทยและจบมาก็เข้าทำงานที่นั่นเลย เราตามงานยูนมาพักใหญ่ ในฐานะที่เราเป็นนักออกแบบแนวคิด เราทึ่งงานยูนเป็นพิเศษตรงการคิดคอนเส็ปต์ที่ชัดเจน สร้างสตอรี่ได้น่าสนใจ มีตรรกะ มีที่มาที่ไป แน่นเต็มทุกงานจนต้องถามว่าคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ สอนมาใช่หรือไม่?

“อาจารย์ยูนที่คณะสอนให้คิดแบบ Mind Mapping ถ้าจะเล่าเรื่อง จะต้องโฟกัสที่จุดไหน การทำคอนเซปต์ทำให้เรามี Direction ที่ชัดเจน ไม่ว่าจะทำอะไรต้องมีวิธีคิดเป็นขั้นเป็นตอนก่อนแล้วค่อยใส่ความเพ้อฝันเข้าไป เราต้องสร้างเรื่องราวแบบมีเราอยู่ในนั้น ถ้าไม่มีข้างในเรา เราจะไม่เข้าใจมันจริงๆ

อย่างตอนทำงานประจำ ยูนคิดว่าเราทำของที่มีความเป็นงานศิลปะด้วย แม้จะเป็นเสื้อผ้า ต้องได้คุณค่าทางจิตใจ Look Book ลายผ้า ทุกอย่างต้องเกี่ยวโยงกันหมด ตอนนี้ยูนกลับไปสอนหนังสือที่คณะแล้วยิ่งรู้สึกว่าอาจารย์ยูนสุดยอดมาก วัยรุ่นมาก อาจารย์เข้าใจสไตล์ของพวกเราทุกคน รุ่นยูนมี 8 คน ไม่มีใครแต่งตัวแนวเดียวกันหรือเหมือนกันเลย อาจารย์ยอมรับทุกสไตล์ และไกด์ไปตามแนวทางที่แต่ละคนเป็น พอยูนไปสอน เจอเด็กโบฮีเมียนกับเด็กอวองต์การ์ด (Avant Garde) ยูนรู้สึกว่าเราสอนอวองต์การ์ดไม่ได้สุด เพราะจิตเรามันไปไม่ถึงความมินิมอล แต่อาจารย์ยูนทำได้”

แม้ยูนจะสนุกกับการเรียน แต่ช่วงมหาวิทยาลัยก็เคยเครียดร้องไห้ทุกวัน “กลางวันเรียน กลางคืนทำงาน 5 วัน ศุกร์กลางคืนก็ต้องเอาของจากประตูน้ำไปเติมร้านที่จตุจักร” แล้วยังประดิษฐ์ของขาย งานนี้เหนื่อยแต่สนุก “ทำสร้อย เครื่องประดับแบบ DIY ไปขายแบกะดินที่เซ็นเตอร์พอยต์ สยาม ตอนเรียนปี 2 ยุคนั้นของดีไอวายเบ่งบาน ร้านที่จตุจักรก็มีเสื้อแขนยาวข้างสั้นข้าง ยูนทำชุดตุ๊กตาบลายธ์ขายด้วย ส่งร้านพี่พิม (คุณพิมเป็นเจ้าของร้าน Ichico Heaven) และที่ Q.Concept Store ตอนเช้ายูนนั่งรถไปลงหมอชิต แล้วต่อมอเตอร์ไซค์ลมตีหน้าชาไปส่งชุดตุ๊กตาที่เกษตร-นวมินทร์แล้วกลับมาเรียนต่อที่จุฬาฯ”

ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล

ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล

ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล

เอกมัย

จากบ้านแถบพุทธมณฑล ยูนออกมาทำงานที่ Kloset ซึ่งอยู่เอกมัยทุกวัน ด้วยระยะทางไปกลับแสนไกล เงินเดือนส่วนใหญ่จึงหมดไปกับค่าพาหนะ “ทีแรกเราไม่รู้จุดประสงค์ของการทำงานว่าคืออะไร ทำงานไปทำไมแทบไม่ได้อะไรเลยหมายถึงเรื่องเงิน  แต่ยูนว่าได้ประสบการณ์ ยอมแลก” ยูนตั้งใจทำงานจนวันหนึ่งได้เป็น Creative Director ของแบรนด์ หน้าที่นี้ทำให้ยูนใจเย็นขึ้นและรู้จักการแก้ปัญหา

“ยูนต้องตอบคำถามทุกคนให้ได้ กว่าจะได้ของสวยงามสักชิ้น ต้องมีทีมช่างแพตเทิร์น ช่างเย็บ เมื่อก่อนเป็นคนใจร้อน แต่การทำงานร่วมกับคนอื่นฝึกฝนให้เรามองภาพรวมและรู้ว่าการกรี๊ดไม่เกิดประโยชน์ ต้องใจเย็นๆ งานถึงจะสำเร็จออกมาเป็นชิ้นงาน เราไม่สามารถเป็นเราคนเดียวได้ ทุกคนต้องทำงานร่วมกัน ต้องเข้าใจคนอื่น”

นอกจากทำงานประจำ ยูนยังคงช่วยงานที่บ้านควบคู่ไปและรับจ๊อบอื่นๆ ด้วย อย่างงานออกแบบลายผ้าให้ Jim Thompson ขณะเดียวกันว่างๆ ยูนฝึกวาดรูปไม่เคยขาด “การวาดรูปแนว Fashion Illustrate ทำให้เราได้โฟกัสที่เสื้อผ้า ต้องสังเกต Furnishing ถ้าไม่ลองวาดก็ไม่เข้าใจ รูปแนว Fashion Illustrate รูปแรกที่เริ่มวาดและ Gucci มาเห็น ยูนนั่งวาดตอนเฝ้าร้านให้แม่ที่จตุจักร” 4 ปีกับการทำงานประจำพร้อมๆ กับการทำงานพิเศษเสริมอีกหลายอย่าง

ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล

courtesy of Jim Thompson

วันหนึ่งเพลง Rise ของนักร้องคนโปรด Solange Knowles ก็กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ยูนสร้างผลงานคอลเลกชันสุดท้ายไว้ที่ Kloset “Fall in your ways so you can crumble. Fall in your ways so you can sleep at night. Fall in your ways so you can wake up and rise.”

ยูนบอกว่า ได้เวลาออกไปทำตามความฝันแล้ว ในลายผ้าที่ออกแบบให้คอลเลกชันส่งท้ายนี้มีรายละเอียดซ่อนไว้หลายอย่างที่กระตุ้นให้เกิดความกล้าออกไปเผชิญโลก “ยูนเคยกลัวการลาออกจากงาน แต่คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องไปต่อ”

เมื่อออกมาเป็นศิลปินอิสระ วันหนึ่งยูนมีโอกาสร่วมงานกับกุชชี่ GucciTian-หนังสือนิทานสำหรับคอลเลกชัน Le Marche de Mervielles, Bloom Acqua di Fiori ยูนวาดภาพ เนื้อเรื่องยูนได้ ออสซี่-อรช โชลิตกุล เพื่อนรักสมัยเรียนมหาวิทยาลัย มาทำงานร่วมกัน และประสบความสำเร็จอย่างสูง ได้รับการแปลไปหลายภาษา ยูนบอกว่า เพราะคนวาดกับคนเขียนเรื่องรู้ใจกัน

ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล

ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล

courtesy of Gucci

เพลินจิต ชิดลม & Rainbow World Tour  

พิกัดสุดท้ายที่เราอยากชวนไปแวะชมเส้นทางงามรุ้งของยูนคือที่งานนิทรรศการ “Only for you” First Solo Exhibition ที่ Gaysorn Village ยูนสร้างบรรยากาศห้องนิทรรศการแบบยกสตูดิโอทำงานในบ้านมาไว้ที่นี่ ห้องนี้รวบรวบความทรงจำต่างๆ ข้าวของที่ชื่นชอบและความฝันทั้งหมดมาไว้ พร้อมบรรดาผลงานที่ยูนสร้างสรรค์ร่วมกับแบรนด์ดังระดับโลกต่างๆ มาไว้ครบ

ปีที่ผ่านมายูนสร้างสรรค์ผลงานร่วมกับสารพันแบรนด์ดังยุ่บยั่บ นอกจากกุชชี่ที่ดูจะเป็นเจ้าประจำ วงดนตรีญี่ปุ่นสุดล้ำ Kikagaku Moyo ก็ติดต่อเข้ามาให้ยูนวาดภาพปกอัลบั้ม Masana Temples

ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล

ยูนยังเปิดบริษัทสายรุ้งแห่งความฝันจำกัด (Rainbow of Dream) โดยมีสองสมาชิกผู้รู้ใจมาร่วมทีมคือ บุ๊น (วศิน ผูกสมบัติ) และ มู่หลาน (อัญญ์มาลี สุภิตรานนท์)  

ยูนคุ้นเคยกับบุ๊นตั้งแต่ทำงานด้วยกันที่ Kloset ยูนบอกว่า บุ๊นมีความ “บุ๋นบู๊ทูอินวันในคนเดียว ทำงานกันมาหลายปีจนรู้ใจ บุ๊นมีความครีเอทีฟมาก เข้าใจเรื่อง Textile ลายพิมพ์ต่างๆ” การจัดวางกราฟิกตามมุมมองของบุ๊นเรียกว่าเป็นส่วนสำคัญของสายรุ้งก็ว่าได้ บริษัท สายรุ้งแห่งความฝัน จำกัด โดยสามสหาย ส่งสเปกตรัมลำแสงสวยงามไว้มากมาย  รับงาน Collaboration กับสารพัดแบรนด์ งานอินทีเรียก็กำลังเข้ามา งานออกแบบลายผ้าให้แฟชั่นแบรนด์ และงานออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ

การได้เห็นยูนกับบุ๊นทำให้เรานึกถึงการได้ไปสัมภาษณ์ศิลปิน / นักออกแบบชื่อดังของฝรั่งเศส นาตาลี เลเต้ (Nathalie Lété) เมื่อหลายปีก่อนที่สตูดิโอหน้าบ้านพักของเธอชานกรุงปารีส เลเต้ก็มีกราฟิกดีไซเนอร์คู่ใจประจำการอยู่ในสตูดิโอ ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กันแบบยูนมีบุ๊น

เราว่ายูนกับเลเต้มีอะไรคล้ายกันหลายสิ่ง นอกจากที่ทั้งคู่มีลายเส้นเป็นเอกลักษณ์สร้างซิกเนเจอร์ให้ผู้คนจำได้แล้ว สองคนนี้มีความเหมือนกัน คือก่อนจะวาดอะไรทั้งคู่จะจินตนาการสร้างเรื่องราวออกแบบคอนเซปต์อย่างชัดเจนแน่นเป๊ะ ดึง ‘ข้างใน’ หรือตัวตนที่แท้มาไว้ในงานได้ สร้างความออริจินอล เส้นสายลายเส้นโทนสีที่ทั้งคู่ใช้มีความแฟนตาซี ลึกลับนิดๆ

แต่ลายเส้นและลีลาของยูนจะเต็มไปด้วยรายละเอียดพริบพราวกว่า ทั้งคู่ยังเป็นเจ้าแม่ Collaboration จอมขยัน ร่วมงานกับสารพัดแบรนด์ทั่วโลกและเป็นคนโปรดของ Gucci เช่นกัน (เลเต้มีคอลเลกชันเสื้อผ้าเด็กร่วมกับกุชชี่) ทั้งคู่สุดไฮเปอร์สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ล้านแปดโดยพลังไม่มีหมด ที่สำคัญ ทุกชิ้นงานออกมาเปี่ยมสไตล์ของตัวเองอย่างสมศักดิ์ศรี ที่น่ารักคือเราแอบเห็นเลเต้มาคลิกไลก์และเมนต์ชมผลงานยูนใน IG อยู่เสมอ เห็นทีไรมีความรู้สึกเหมือนรุ้งจอมพลังสองโค้งจากสองฟากโลกโคจรมาจุ๋งจิ๋งกันบนขอบฟ้าสวยสดใส

ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล

Exhibition “Only for you” โดย ยูน ปัณพัท จัดขึ้นที่ห้อง The Galerie ชั้น G ศูนย์การค้า Gaysorn Village วันนี้ถึง 31 มีนาคม 2562   หลังจากนิทรรศการนี้จบลง ยูนมีแผนในการทำ Product Line และ Toys สำหรับการเก็บสะสม รวมถึงสร้างงานงานศิลปะอื่นๆต่อไป สามารถติดตามได้ใน IG : phannapast และ Facebook page : phannapast

Writer

พลอย จริยะเวช

เจ้าแม่ไลฟ์สไตล์และ Concept Designer มากความสามารถชื่อดัง ซึ่งเป็นทั้งนักเขียน Artist Writer นักแปล คอลัมนิสต์ และนักวาดมืออาชีพ ผู้มีผลงานออกแบบวางจำหน่ายในงานแฟร์ของตกแต่งที่ดีที่สุดในโลก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load