12 พฤศจิกายน 2564
6 K

ที่นี่ลาดกระบัง ห่างจากตัวเมืองกรุงเทพฯ อย่างทองหล่อราว 30 กิโลเมตร ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิเพียง 5 กิโลเมตร ในอาณาจักรเพลินเวย์ (Ploenway) มีทั้งร้านอาหารไทย คาเฟ่ และที่พัก ซุกซ่อนอยู่ ราวกับว่าสายน้ำอันนิ่งสงบที่โอบรับ เพลินเวย์ เป็นดังเวทมนตร์ที่ตัดขาดความยุ่งเหยิงวุ่นวายของเมืองใหญ่ จนต้องเอ่ยปากถามตัวเองว่า

“ที่แห่งนี้ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ จริงหรอ”

เหล่าแขกผู้พานพบที่แวะเวียนมา ต่างขนานนามที่แห่งนี้ว่า Hidden Gem ส่วน มู-สิริญญา จันทร์แสงสุก หนึ่งในผู้สานต่อธุรกิจครอบครัวบอกเราว่า สำหรับเธอ เพลินเวย์ คือความสงบ ความสบาย และความอบอุ่น

อัญมณีสีเรืองรองแห่งนี้ก่อร่างจากความเป็นครอบครัว พร้อมส่งมอบ ‘ความเป็นครอบครัว’ ให้แขกผู้มาเยือน ไม่ว่าแขกไทย แขกเทศ ก็เป็นเสมือนคนบ้าน (หลัง) เดียวกัน ที่สำคัญ ยังมอบความเพลินกาย เพลินใจ ด้วยธรรมชาติสีเขียวที่โอบล้อมรอบพื้นที่ แถมด้วยแสงแดดอุ่นๆ และวิวพระอาทิตย์ตกดินที่โรแมนติกที่สุดในย่านลาดกระบัง

เพลินเวย์ พื้นที่พักผ่อนครอบครัว มีร้านอาหาร คาเฟ่ ที่พัก และธรรมชาติ ครบที่ลาดกระบัง

ธุรกิจครอบครัวที่เปิดบ้านต้อนรับแบบคนในครอบครัว

“ที่นี่คือธุรกิจครอบครัว” มูเกริ่น

เพลินเวย์เป็นที่ดินดั้งเดิมของตระกูล ซึ่งถือครองโดย คุณมานพ ผลโพธิ, คุณรัชนี แต่งตั้ง และ คุณสุกุลทิพย์ ผลโพธิ์ ทั้งสามคนมีศักดิ์เป็นคุณลุง คุณป้า และคุณแม่ของมูตามลำดับ ส่วนมูเป็นหนึ่งในลูกหลานที่เข้ามารับช่วงต่อธุรกิจ จุดเริ่มต้นของเพลินเวย์มาจากร้านอาหาร ‘เพลินเพลิน’ โดยคุณสุกุลทิพย์ เป็นคนริเริ่ม ด้วยความหลงรักในการทำอาหาร และมีสูตรลับเฉพาะตระกูล เมื่อรวมกับบรรยากาศริมน้ำแล้ว ยิ่งส่งผลให้รสชาติอาหารอร่อยขึ้นเป็นเท่าตัว

หลังจากเปิดร้านอาหารไทยสูตรครอบครัวมา 8 ปี ทางครอบครัวเล็งเห็นความสงบและสบายที่ลูกค้าได้รับ จึงก่อเกิดคาเฟ่สุดโฮมมี่ชื่อ PLOENWAY Waffle House และที่พักใกล้ชิดธรรมชาติชื่อ เพลินภิรมย์

เพลินเวย์ พื้นที่พักผ่อนครอบครัว มีร้านอาหาร คาเฟ่ ที่พัก และธรรมชาติ ครบที่ลาดกระบัง
เพลินเวย์ พื้นที่พักผ่อนครอบครัว มีร้านอาหาร คาเฟ่ ที่พัก และธรรมชาติ ครบที่ลาดกระบัง

“ที่มาของทุกสถานที่เราจะขึ้นต้นด้วย ‘เพลิน’ เพราะเราอยากให้ที่นี่เป็นอาณาจักรที่ทุกคนเข้ามาแล้วทุกอย่างเชื่อมโยงกัน และเพลิดเพลินกับสถานที่แห่งนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นความเพลิดเพลินใจ เพลิดเพลินกาย เราเลยใช้คำว่าเพลินเวย์” ด้วยความที่เป็นธุรกิจครอบครัวขนาดเล็ก ทางครอบครัวของมูจึงเข้ามาดูแลเอาใจใส่ได้ทุกขั้นตอน

“ของทุกอย่างที่เราใช้ในร้านอาหาร คาเฟ่ และที่พัก ล้วนเป็นของที่ใช้ในชีวิตจริง เราเติบโตมาแบบไหน กินอาหารแบบไหน ใช้ของอย่างไร ก็จะนำสิ่งดีๆ เหล่านี้มาถ่ายทอดต่อ เหมือนกับว่าเมื่อแขกเข้าพักที่เพลินภิรมย์ปุ๊บ ก็กลายเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ใช้นามสกุลเดียวกันไปเลย” คุณสุกุลทิพย์ แม่ของมูเล่าเสริมพร้อมกับรอยยิ้ม

เพลินเวย์ พื้นที่พักผ่อนครอบครัว มีร้านอาหาร คาเฟ่ ที่พัก และธรรมชาติ ครบที่ลาดกระบัง

หากสังเกตเพลินเวย์ถูกรายล้อมไปด้วยดอกไม้ไทย ไม่ว่าจะเป็นดอกพุทธรักษาที่คุณสุกุลทิพย์อธิบายว่า เธอเป็นเด็กที่บ้านติดริมคลอง จึงมักมีภาพจำของดอกพุทธรักษาขึ้นรอบๆ ริมน้ำ คอยแตกหน่อชูก้านใบเสมอ ความงามในอดีตที่แจ่มชัดอยู่ในความทรงจำจึงถูกหยิบยกมาแต่งแต้มเป็นภาพปัจจุบัน ภายนอกเพลินเวย์ประดับด้วยดอกพุทธรักษา ส่วนภายในร้านและที่พัก ต้อนรับด้วยดอกไม้ไทยอย่างดอกเฟื่องฟ้า ดอกชบา และดอกเข็ม 

“ทั้งหมดที่เห็นเป็นดอกไม้ที่อยู่ในรั้วบ้านเราหมด ไม่ได้ซื้อเลย เพราะเราเห็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เราอยากสื่อสารให้ชาวต่างชาติมาเห็นความงามที่เราเรียกว่า งามแบบบ้านๆ งามแบบธรรมชาติ แบบสบายๆ” คุณแม่อธิบาย

ต้นกำเนิดเพลินเวย์ เพลิดเพลินไม่แพ้ชื่อ 

“เราสร้างทุกอย่างมาทีละนิด ต้องการให้ทุกอย่างเรียบง่าย ไม่หวือหวา ทุกอย่างมาจากครอบครัวที่ค่อยๆ สร้างขึ้นทีละนิดทีละน้อย ตามความรู้สึกตามความชอบ หลักๆ คือทุกอย่างต้องหันหน้าเข้าบ่อน้ำ” มูเล่า

นี่ไม่ใช่แม่น้ำหรอคะ-เราถาม

เพลินเวย์ พื้นที่พักผ่อนครอบครัว มีร้านอาหาร คาเฟ่ ที่พัก และธรรมชาติ ครบที่ลาดกระบัง

“นี่เป็นสระที่ขุดมาตั้งแต่รุ่นคุณตา มีเนื้อที่ตรงบ่อน้ำอย่างเดียวยี่สิบเอ็ดไร่ ลูกค้าก็ชอบถามเหมือนกันว่านี่แม่น้ำหรือคลอง แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ มันคือบ่อเลี้ยงปลาในอดีตของคุณตา” มูพูดพร้อมหัวเราะ 

สระน้ำที่กว้างใหญ่ราวกับแม่น้ำสายหนึ่ง แทบทุกมุมของเพลินเวย์จะหันหน้าเข้าหาสระนี้แทบทั้งหมด

“เราเคยมีลูกค้าชาวต่างชาติเป็นนักจัดสวน Landscape เขาชมสวนเราว่าสวนเราสวยมาก เขาบอกว่าเป็นการจัดสวนที่ From my Heart ขนาดนักจัดสวน Landscape ยังตื่นเต้นกับการจัดสวนมั่วๆ ของเรา” มูพูดพร้อมกับยิ้ม

“เราไม่ได้มั่ว แค่จัดตามใจ จัดตามเซนส์” คุณแม่พูดเสริมพร้อมรอยยิ้ม

ทั้งสองคนลงความเห็นตรงกันว่า ทุกองค์ประกอบภายในเพลินเวย์เป็นความเอาใจใส่ที่ครอบครัวอยากถ่ายทอดผ่านความธรรมดาที่หลายคนมองข้าม และต้องการส่งมอบความธรรมดาที่ไม่ธรรมดากลับคืนสู่ทุกคน ผ่านความรู้สึกสบาย เป็นกันเอง ใครเล่าจะคิดว่าไกลจากเมืองเพียง 30 – 40 กิโลเมตร กลับมีที่แสนสุขสบายและอบอุ่นแห่งนี้ซ่อนอยู่

เพลินเวย์ พื้นที่พักผ่อนครอบครัว มีร้านอาหาร คาเฟ่ ที่พัก และธรรมชาติ ครบที่ลาดกระบัง

สูตรลับฉบับเพลินเพลิน คือ ธรรมชาติ 

มาถึงเพลินเวย์ ถ้าไม่พูดถึงร้านอาหารต้นกำเนิดอาณาจักรแห่งนี้คงไม่ได้ 

เราถือโอกาสล้วงความลับสูตรอาหารจานเด็ดจากที่นี่มาเล่าสู่คุณฟัง

“สูตรลับของที่นี่คืออาหารธรรมชาติ เป็นอาหารที่ทำกินกันในครอบครัวจากรุ่นคุณพ่อคุณแม่ วัตถุดิบแต่ละอย่างเราเลือกสรรแต่สิ่งดีๆ มาให้ลูกๆ ประจวบกับสมัยก่อน บ้านเรามีกล้วยน้ำว้าเยอะ คุณพ่อเลยเอากล้วยดิบมาต้มผสมลงในแกงเพื่อลูกๆ จะได้กินด้วยกันได้ เพราะเด็กๆ ไม่ชอบกินมะเขือ ก็เลยใช้กล้วยมาใส่แทนผัก และกล้วยน้ำว้ายังช่วยดับรสเผ็ดของเครื่องแกงด้วย กล้วยจึงกลายมาเป็นส่วนประกอบของเมนูอาหารที่เพลินเพลิน” คุณแม่เล่า

เพลินเวย์ พื้นที่พักผ่อนครอบครัว มีร้านอาหาร คาเฟ่ ที่พัก และธรรมชาติ ครบที่ลาดกระบัง
เพลินเวย์ พื้นที่พักผ่อนครอบครัว มีร้านอาหาร คาเฟ่ ที่พัก และธรรมชาติ ครบที่ลาดกระบัง

ลูกสาวเล่าเสริมว่า ด้วยความที่คุณแม่ได้รับสูตรมาจากคุณตา และส่วนตัวเป็นคนชอบทำอาหารจึงได้นำอาหารก้นครัวของที่บ้านมาเสิร์ฟเป็นเมนูต่างๆ โดยเมนูหลักของทางร้านที่เธอแนะนำคือ ผัดเผ็ดเนื้อกล้วยดิบและแกงเนื้อกล้วยดิบ ซึ่งสูตรของทางร้านคือการนำกล้วยดิบไปต้ม ถ้าใครได้ลองกินจะรู้สึกว่ากล้วยมีรสชาติและเนื้อสัมผัสเหมือนกับกินมันฝรั่งแต่หนึบหนับกว่า

ด้วยความที่ร้านอาหารเพลินเพลินมีเมนูอาหารไทยเป็นหลัก ผักและเครื่องครัวจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ การซื้อผักมาแต่ละครั้งจึงต้องผ่านการทำความสะอาดล้างน้ำหลายต่อหลายครั้ง จนทางเพลินเวย์ได้ข้อตกลงกันว่า 

‘ทำไมเราไม่ปลูกผักปลอดสารพิษเพื่อทำอาหารกันล่ะ’

สวนผักออร์แกนิกจึงเกิดขึ้น!

ส่วนใหญ่เป็นผักสามัญประจำบ้าน เช่น กะเพรา โหระพา กล้วยน้ำว้า ฯลฯ ส่วนผักอื่นๆ ปลูกตามฤดูกาล ซึ่งในขณะที่สนทนากันอยู่นี้ เจ้าบ้านบอกกับเราว่าเพิ่งลงแปลงผักใหม่ น้องๆ ผักจึงไม่ได้โผล่มาให้เชยชมมากนัก

จากที่ดินของตระกูล สู่เพลินเวย์ Hidden Gem ย่านลาดกระบัง ที่ให้คนเมืองพักผ่อนและใกล้ชิดธรรมชาติ ในบรรยากาศครอบครัว

วาฟเฟิลคราฟต์

“ร้านเราเน้นเมนูง่ายๆ ไม่ทำเค้กครีมหน้าตาอลังการ สิ่งที่เราต้องการคือ อย่างน้อยถ้าคุณมาที่นี่ รับรองมีกาแฟอร่อยๆ ให้จิบ มีขนมง่ายๆ ที่เราทำเอง ทุกอย่างดูเรียบง่ายและอบอุ่น เราต้องการให้ร้านมีบรรยากาศแบบโฮมมี่ ที่สำคัญ เราเน้นเครื่องดื่มไทย กาแฟก็เป็นกาแฟไทย เรานำเมล็ดกาแฟจากอำเภอเทพเสด็จ จังหวัดเชียงใหม่ มาขายที่นี่ ” มูพูดถึงคอนเซ็ปต์ของ PLOENWAY Waffle House ที่เธอและครอบครัวช่วยกันคัดสรรตั้งแต่เมล็ดกาแฟที่นำมาขาย

จากที่ดินของตระกูล สู่เพลินเวย์ Hidden Gem ย่านลาดกระบัง ที่ให้คนเมืองพักผ่อนและใกล้ชิดธรรมชาติ ในบรรยากาศครอบครัว

“เราช่วยกันเลือกเอง เพราะคุณแม่ชอบกินกาแฟมาก และกาแฟของไทยไม่เป็นรองใครเลย แต่ต้องบอกก่อนว่าเราไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟเหมือนร้านกาแฟจริงจัง เราแค่อยากนำสิ่งที่ชอบ และสื่อให้ชาวต่างชาติที่เป็นลูกค้าหลักของเราเห็นว่ากาแฟไทยก็อร่อยนะ ตอนเช้าเราเสิร์ฟกาแฟสดให้ลูกค้าที่มาพัก ลูกค้าบางคนชอบมากถึงกับขอสองแก้วเลยได้มั้ย เราตกใจเพราะเขากินลาเต้ติดกันสองแก้ว ถ้าเป็นเราคงตาค้าง (หัวเราะ) แต่เขาคงชอบจริงๆ ด้วยที่พักเรามีแค่สิบสามห้อง เลยเสิร์ฟของดีๆ ให้ทุกคนได้ เพราะอยากดูแลทุกคนให้ดีที่สุด “ มูเล่า

นอกจากความเรียบง่ายและบรรยากาศโฮมมี่แสนอบอุ่นแล้ว มูยังเข้าครัวอบขนม ทำซอสวาฟเฟิลเองทุกขั้นตอน หากมีโอกาสมาเยือนคาเฟ่ เธอแนะนำว่าต้องลิ้มมิกซ์เบอรี่วานิลา วาฟเฟิลสูตรเฉพาะฉบับเพลินเพลิน รวมกับซอสมิกส์เบอรี่ที่เธอคิดค้นเอง เมื่อกินกับไอศกรีมวานิลาแล้ว เป็นความอร่อยลงตัวและเรียกความสดชื่นได้ดีมากๆ 

จากที่ดินของตระกูล สู่เพลินเวย์ Hidden Gem ย่านลาดกระบัง ที่ให้คนเมืองพักผ่อนและใกล้ชิดธรรมชาติ ในบรรยากาศครอบครัว

แถมอีกเมนู พีช วานิลา วาฟเฟิล อร่อยไม่แพ้กัน 

เมนูของหวานส่วนใหญ่จะหมุนเวียนตามฤดูกาลผลไม้ ขณะที่เรากำลังกินมิกซ์เบอรี่วานิลา วาฟเฟิลอยู่นั้น สายตาก็ได้สอดส่องสำรวจความอบอุ่นภายในร้านที่ประดับประดาด้วยกระเป๋าสานงานฝีมือ มีทั้งกระเป๋าน้อยใหญ่วางเรียงรายกันอยู่

กระเป๋าสานที่วางอยู่ภายในร้านขายหรือเปล่าคะ-เราสงสัย

“ขายค่ะ ที่มาคือเราเป็นคนชอบงานสานมาก เพราะตอนเด็กไปเดินงานโอท็อปกับคุณแม่ กลายเป็นว่าเรากลับซึมซับความชอบเหล่านี้มาด้วย เรารู้สึกว่างานฝีมือของคนไทยสวยมาก แต่ไม่ค่อยมีใครสนใจ จึงอยากนำงานคราฟต์เหล่านี้มาวางที่ร้านให้ทุกคนเห็นคุณค่า ก็เลยสร้างแบรนด์ขึ้นมาชื่อว่า Siam Craft Journey เราเป็นตัวกลางและนำงานของชาวบ้านหลายๆ จังหวัดในประเทศมาวางขาย เช่น เชียงราย พะเยา และบุรีรัมย์ ซึ่งที่เพลินเวย์รับนักท่องเที่ยวต่างชาติตลอด เราเลยเป็นตัวกลางที่จะสื่อสารให้ชาวต่างชาติเห็นคุณค่า ความงาม ในงานฝีมือคนไทยได้” เธออธิบายที่มา

หลังจากคำตอบของมู เราก็ไปยืนจับๆ กระเป๋าสานหลายต่อหลายใบ จนท้ายที่สุดก็พ่ายแพ้ต่อเสน่ห์ ความละเอียดและประณีตของบรรดาช่างฝีมือจากชุมชนท้องถิ่นทั่วไทย ต้องยกนิ้วเลยว่าสวยไม่แพ้ที่ไหนจริงๆ

นกอยู่ได้ คนอยู่ได้

จากที่ดินของตระกูล สู่เพลินเวย์ Hidden Gem ย่านลาดกระบัง ที่ให้คนเมืองพักผ่อนและใกล้ชิดธรรมชาติ ในบรรยากาศครอบครัว

‘Only Bird’

ป้ายไม้ขนาดเล็กติดอยู่บริเวณด้านหน้า PLOENWAY Waffle House & Coffee นอกจากเป็นคาเฟ่แล้ว จุดประสงค์อีกอย่างของที่นี่คือ เป็นล็อบบี้ที่พักเพลินภิรมย์ ป้ายแสดงอาณาเขตของนกเจ้าถิ่นชื่อนกกระจาบสีทอง มูเล่าว่ามักจะมาสร้างรังบริเวณนี้อยู่เสมอ โดยจะสร้างรังตามฤดูกาลที่แวะเวียนมาพักที่เพลินเวย์โดยตลอด ป้ายนี้ราวกับกำลังบอกเราว่า ขนาดนกยังอยู่สบายที่เพลินเวย์ แล้วปุถุชนคนเมืองอย่างเราจะไม่เพลิดเพลินกับสถานที่นี้ได้อย่างไร

เพลินภิรมย์มีห้องพักทั้งหมด 13 ห้อง ประกอบด้วยวิลล่าติดสระน้ำ 5 ห้อง อีก 8 ห้องเป็นห้องพักทั่วไป เรามีโอกาสเยี่ยมชมห้องวิลล่าติดสระน้ำที่มองอย่างไรมันก็คือแม่น้ำชัดๆ ภายในห้องขนาดใหญ่ตกแต่งเรียบง่ายตามคอนเซ็ปต์แบบเพลินเวย์ สบายๆ เป็นกันเอง ขณะเดียวกันก็แฝงกลิ่นอายความเป็นไทยออกมาอย่างท่วมท้น

จากที่ดินของตระกูล สู่เพลินเวย์ Hidden Gem ย่านลาดกระบัง ที่ให้คนเมืองพักผ่อนและใกล้ชิดธรรมชาติ ในบรรยากาศครอบครัว
จากที่ดินของตระกูล สู่เพลินเวย์ Hidden Gem ย่านลาดกระบัง ที่ให้คนเมืองพักผ่อนและใกล้ชิดธรรมชาติ ในบรรยากาศครอบครัว

“เฟอร์นิเจอร์ที่เราใช้ก็เลือกและออกแบบเองทั้งหมด เตียงก็ทำจากไม้สักที่ออกแบบเอง เวลาลูกค้าต่างชาติเห็นเขาก็จะเข้าไปลูบเตียง พร้อมกับบอกว่าเฟอร์นิเจอร์คุณสวยจริงๆ ส่วนเหตุผลที่เลือกใช้ไม้สักเป็นเฟอร์นิเจอร์ เพราะบอกกับมูว่า เตียงแต่งงานไม้สักของคุณตาคุณยาย ทุกวันนี้ยังตกทอดมาถึงรุ่นแม่เลย ตอนนี้ยังใช้งานได้ดีอยู่

“เพราะฉะนั้นใช้ไม้สักไปเลย ถึงแม่ตายแล้วกลับมาเกิดใหม่ เตียงไม้สักนี้ก็ยังอยู่ ทนทานจริงและยังแสดงถึงความคลาสสิก ทุกยุคสมัย เพราความที่เราเป็นธุรกิจขนาดเล็ก จึงดูเองได้ทุกระเบียบนิ้ว” คุณแม่เล่า

จากที่ดินของตระกูล สู่เพลินเวย์ Hidden Gem ย่านลาดกระบัง ที่ให้คนเมืองพักผ่อนและใกล้ชิดธรรมชาติ ในบรรยากาศครอบครัว

Hidden Gem อีกอย่างของเพลินเวย์ คือ ที่นี่คือสถานที่ดูพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง 

พระอาทิตย์คล้อยต่ำลงท่ามกลางแมกไม้และสายน้ำ ช่างน่าเสียดายนักที่เราไปเยือนอาณาจักรแห่งความเพลิดเพลินนี้ในยามเช้า จึงบอกกับตัวเองว่า เมื่อไรก็ตามที่อยากหลีกหนีความวุ่นวายในตัวเมือง จะขับรถมุ่งสู่อาณาจักรเพลินเวย์ เพื่อมานั่งมองสายน้ำ ชมพระอาทิตย์ตก พร้อมกับถือกระเป๋าสานที่ได้เป็นของฝากติดไม้ติดมือ เพื่อเป็นตัวแทนของความสงบ อบอุ่น และความเรียบง่ายในวันนี้ไปด้วย

Ploen Way, Ploen Ploen Restaurant และ Ploen Pirom Hotel 

ที่ตั้ง : คู่ขนาน 35 แยก 2, ถนนพัฒนาชนบท แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00 – 18.30 น.

โทรศัพท์ : 06 4536 9462

Facebook : Ploen Way Waffle House, Ploen Ploen Facebook และ Ploen Pirom Facebook

Writer

พาฝัน หน่อแก้ว

เด็กวารสารศาสตร์ ผู้ใช้ชีวิตไปกับการเดินทางตามจังหวะเสียงเพลงโฟล์คซองและ R&B จุดอ่อนแพ้ทางของเซลล์ทุกชนิด

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

“บัดนี้ยังมีนักคะเลดล้ำ ซั้นซื่อเป็งจาน…”

เสียงขับร้อยกรองอันนุ่มหูลอยอยู่ในอากาศ พลันที่เราเดินล่วงมายังบ้านป่ากลางเมืองขอนแก่น ซึ่งโอบล้อมด้วยรั้วไม้ไผ่และแมกไม้หนาทึบ

เรากวาดสายตาดูธรรมชาติรอบทิศให้แน่ใจอีกครั้ง เมื่อครู่เรายังอยู่ที่จังหวัดใหญ่ในภาคอีสาน รู้ตัวอีกทีก็มาถึงนครเป็งจาน อันเป็นฉากหลังของวรรณคดีเรื่อง สังข์ศิลป์ชัย แล้ว

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

“คนภาคกลางเรียกเรื่องนี้ว่า สังข์ศิลป์ชัย คนภาคอีสานและคนลาวเรียกว่า สินไซ” ศิลปินผู้พักมือจากการวาดภาพชั่วคราวส่งเสียงบอกเราจากคอฟฟี่บาร์ “โฮงก็คือโรง หรือที่อยู่ของเจ้าเมืองในภาษาอีสาน”

ชายคนนั้นแนะนำตัวว่าชื่อ ผศ.ดร.ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ์ อดีตอาจารย์ประจำสายวิชาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ก่อตั้ง ‘โฮงสินไซ’ แห่งนี้

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

“จริง ๆ แล้วส่วนตัวเป็นคนกลางเก่ากลางใหม่ เป็นคนอีสานก็จริง แต่ว่าไม่มีโอกาสได้เรียนรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของตัวเองเลยนะครับ ศิลปะที่เรียนก็เป็นศิลปะสมัยใหม่ ไม่เคยได้ฟังหมอลำ ด้วยการศึกษาในแบบสมัยใหม่นี่แหละที่ทำให้เราไกลจากเรื่องราวของตนเอง ไกลจากศิลปะ ไกลจากวัฒนธรรม รวมถึงวรรณกรรม นิทานเรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน”

อ.ทรงวิทย์ เปรยถึงสาเหตุที่เขาเนรมิตบ้านส่วนตัวเป็นแหล่งเรียนรู้วรรณคดีเรื่อง สินไซ พลางเสิร์ฟกาแฟที่เพิ่งชงเสร็จอุ่น ๆ ให้เราดื่ม

อดีตเด็กหนุ่มผู้มีหัวศิลป์ชาวอุบลราชธานีตบเท้าเข้ากรุงเทพฯ มาเรียนปริญญาตรีที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามด้วยปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนกลายเป็นชาวขอนแก่นเมื่อเขาย้ายมาสอนหนังสือ และศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นตั้งแต่ พ.ศ. 2541

ชีวิตที่ขอนแก่นนับเป็นจุดพลิกผันในชีวิตอาจารย์ศิลปะสมัยใหม่ ผู้เคยหมางเมินในรากเหง้าชาวอีสานของตนเองโดยแท้ เมื่อเขาได้ศึกษาเรื่อง สินไซ ผ่านศิลปะท้องถิ่นของจังหวัดนี้

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

“เรื่องนี้เป็นวรรณกรรมอุษาคเนย์ เท่าที่มีการศึกษา เราพบว่าวรรณกรรมเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในพื้นที่ของคนกลุ่มมอญในประเทศเมียนมา อยู่ในประเทศกัมพูชาหรือในวัฒนธรรมเขมร ไทยก็มีทุกภาค เป็นที่นิยมมากในประเทศลาวและภาคอีสานซึ่งเป็นสำนวนร่วมกัน เนื่องจากในอดีตอีสานกับลาวถือว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกัน เรื่อง สินไซ ฉบับที่ตัวเองนิยามว่าเป็นฉบับสองฝั่งโขงถือว่าเป็นฉบับที่นิยมที่สุด”

ท้องเรื่องก็ไม่ต่างจากวรรณคดีไทยส่วนใหญ่มากนัก เริ่มจากนางสุมนทา (สุมุณฑา) น้องสาวของท้าวกุดสะราด (กุศราช) แห่งเมืองเป็งจานถูกยักษ์กุมภัณฑ์ลักไปเป็นชายา ภายหลังท้าวกุดสะราดได้พระโอรสไล่เลี่ยกัน 9 พระองค์ ในจำนวนนี้มี 3 องค์ที่พระอินทร์ส่งลงมาเกิด ได้แก่สีโห (คชสีห์) สินไซ และสังข์ทอง (หอยสังข์) บรรดามเหสีองค์อื่นใส่ร้ายว่าพระโอรสเหล่านี้เป็นกาลกิณี ท้าวกุดสะราดจึงขับไล่ออกจากเมือง แต่พระอินทร์ก็มาช่วยเนรมิตเมืองใหม่ให้อยู่ ครั้นเติบใหญ่ สีโห สินไซ และสังข์ทอง ได้ออกตามหาเสด็จอาสุมนทาของพวกตน ต้องข้ามผ่าน 7 ย่านน้ำ 9 ด่านมหาภัย จึงได้พบนางสุมนทา สินไซฆ่ายักษ์กุมภัณฑ์ตาย พากันกลับนครเป็งจาน ท้าวกุดสะราดสละราชสมบัติให้สินไซปกครองต่อมาอย่างร่มเย็นเป็นสุข

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

“ถ้าจะเอาแค่ความสนุกสนาน เราก็พูดถึงเรื่องการผจญภัย รักโลภโกรธหลงตามแบบของนิยายนิทานต่าง ๆ แต่ความจริงแล้วเรื่องนี้มีการสอดแทรกให้เราได้คิดพิจารณาตามตัวบท”

อ.ทรงวิทย์ ยกตัวอย่างชื่อยักษ์ ‘กุมภัณฑ์’ แปลว่าผู้มีอัณฑะใหญ่เท่าหม้อ คือภาพแทนของตัณหาราคะที่มากล้น ส่วนสามพี่น้องล้วนมีนัยของไตรสิกขา สีโหคือศีล สังข์ทองคือสมาธิ และสินไซคือปัญญา ที่พวกเขาต้องไปทวงนางสุมนทาคืนมา ก็เพื่อทวงคืนความถูกต้องจากความลุ่มหลงมัวเมา

วรรณคดีเรื่องนี้จึงให้ทั้งอรรถรสความบันเทิง หลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนา หากอ่านฉบับสองฝั่งโขงก็จะได้เรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณีที่ชาวอีสานเรียกว่า ‘ฮีตสิบสองคองสิบสี่’ และยังได้เพลิดเพลินไปกับคำประพันธ์อันสละสลวยอีกด้วย

ยิ่งอาจารย์ได้ศึกษา ก็ยิ่งเกิดความรักความหลงใหลในยอดวรรณคดีคำกลอนเรื่องนี้ และพบว่า สินไซ ได้ซึมลึกอยู่ในวัฒนธรรมของคนลุ่มแม่น้ำโขงอย่างไม่อาจแยกจากกันได้

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

“เราพบว่า สินไซ ปรากฏอยู่ในทั้งจิตรกรรมฝาผนังหรือฮูปแต้ม อยู่ในเพลงหมอลำ แล้วเราย้อนกลับไปพบเอกสารใบลาน ไปพบคนมาปริวรรตมากมายในพื้นที่อีสาน โดยเฉพาะขอนแก่นเรา”

ใน 2548 อ.ทรงวิทย์ ร่วมทำวิจัยให้กับสำนักงานศิลปวัฒนธรรมของกระทรวงวัฒนธรรม ขณะนั้นเทศบาลนครขอนแก่นกำลังค้นหาอัตลักษณ์ในการพัฒนาเมือง เขาจึงได้นำเสนอข้อมูลเรื่อง สินไซ ที่เคยค้นคว้าไว้แก่เทศบาลนครขอนแก่น ทางเทศบาลก็นำวรรณคดีเรื่องนี้มาใช้เป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองขอนแก่นระหว่าง พ.ศ. 2550 – 2554

“ร่องรอยต่าง ๆ ของยุทธศาสตร์ยังหลงเหลืออยู่มากในขอนแก่น เช่น เสาไฟฟ้า ที่นี่ไม่ใช่เสาหงส์ พญานาค แต่เป็นเสาสินไซ มีตัวสีโหที่ดูคล้าย ๆ คชสีห์ ถนนอีกเส้นหนึ่งก็มีรูปหอยสังข์ อีกเส้นหนึ่งเป็นรูปคนมีพระขรรค์กำลังแผลงศร คนไม่รู้ว่าคืออะไรก็ตั้งคำถาม แต่คนที่รู้ก็พอมี เพราะว่าช่วงนั้นก็มีการบรรจุเข้าไปในโรงเรียน ไปทำหลายอย่างมาก เช่น ละครเวที เพื่อยกชูวัฒนธรรมท้องถิ่นขึ้นมา”

กระทั่งยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองช่วงปีนั้นสิ้นสุดลง กิจกรรมเกี่ยวกับ สินไซ จึงซาลงไป หากแต่ความรู้และความสนใจที่ อ.ทรงวิทย์ มีต่อวรรณคดีเรื่องนี้ไม่มีวันหมดอายุ 

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

“ก่อนหน้านั้นมีนักศึกษาหรือผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องนี้แวะเวียนมาสัมภาษณ์บ่อย เราก็ต้องเอาสิ่งที่รวบรวมมาให้เขาดู พอบ่อยขึ้นก็คิดว่าถ้างั้นเราลองมาจัดพื้นที่ให้สะดวกต่อการเข้ามาศึกษาดีมั้ย เพื่อที่พวกเขาจะได้เห็นภาพรวมทั้งหมด เลยจัดพื้นที่หนึ่งให้เป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง จะเรียกว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม ๆ ก็ได้ครับ”

นั่นคือความคิดที่จุดประกายให้อาจารย์อุทิศพื้นที่บ้านตัวเองเป็นโฮงของท้าวสินไซ

“แรก ๆ ก็ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรมากมาย ก็แค่เก็บรวบรวมและจัดแสดง มีตู้เก็บเอกสารหนังสือให้เป็นระบบมากขึ้น มีสิ่งของต่าง ๆ จัดให้เป็นสัดเป็นส่วน”

ที่นี่มีเนื้อที่กว้างขวางถึง 3 ไร่ โดยอาจารย์แบ่งเนื้อที่จัดแสดงออกเป็น 3 ส่วน

เริ่มจากส่วนแรกคือพื้นที่จัดนิทรรศการถาวร ซึ่งเน้นหนักไปที่วรรณคดี 

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

บ้านสองชั้นหลังนี้เป็นที่รวบรวมข้าวของทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับ สินไซ เมื่อเข้ามาจะได้พบกับตู้กระจกเก็บรวบรวมเอกสารประมาณ 140 – 150 รายการ ประกอบด้วยในแง่รัฐศาสตร์-การเมือง 10 เล่ม ฉบับร้อยแก้วคำธรรมดา 8 เล่ม กลอนลำ 8 เล่ม หนังสือภาพ 10 เล่ม เอกสารเชิงวิเคราะห์อันเนื่องในสินไซ 8 เล่ม, สินไซฉบับปริวรรตภาษาไทย-ลาว 30 เล่ม งานวิจัยสินไซภาษาไทย-ลาว 16 เล่ม เอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีก 40 – 50 รายการ และยังมีฉบับแปลภาษาต่างประเทศ ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม อีก 8 เล่ม

ผนังห้องประดับภาพเขียนสีน้ำเล่าเรื่อง สินไซ แบ่งเป็น ‘บั้น’ หรือตอนในเนื้อเรื่อง ซึ่งอาจารย์เป็นผู้วาด และของสะสมอีกนานัปการ ทั้งหนังตะลุง เสื้อยืด ถ้วยกาแฟ ภาพถ่าย แผ่นพับ ของที่ระลึก ฯลฯ ส่วนหนึ่งเป็นมรดกที่หลงเหลือมาจากยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองขอนแก่น พ.ศ. 2550 – 2554 

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

ส่วนที่สองคือนิทรรศการหมุนเวียน ที่อาจารย์นิยามว่าเป็นพื้นที่เปิดโอกาสให้กับการต่อยอด โดยนำผลงานของช่างพื้นบ้านพื้นเมืองและผู้ด้อยโอกาสมาเผยแพร่ เป็นต้นว่าภาพวาดของน้อง ๆ ที่มีความบกพร่องของพัฒนาการด้านสังคมและกลุ่มผู้พิการที่มาร่วมทำกิจกรรมที่นี่

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

และส่วนที่สามคือพื้นที่จัดกิจกรรมซึ่งไม่มีอาณาเขตตายตัว ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ในตัวบ้าน นอกตัวบ้าน ไปจนถึงพื้นที่ป่าทั้ง 3 ไร่ เขียวขจีด้วยต้นไม้ประมาณ 300 – 400 ต้น

แหล่งศึกษายอดวรรณคดีคำกลอนดินแดนลุ่มน้ำโขง พื้นที่ที่เปิดโอกาสแก่ทุกคนภายใต้แนวคิดธรรมชาติ-วัฒนธรรม-ศิลปะ

“ตอนนี้พื้นที่โฮงสินไซไม่ได้เป็นพื้นที่แค่พิพิธภัณฑ์จัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับวรรณคดีเท่านั้น ข้อมูลเหล่านั้นเป็นแค่ฐานความรู้ สาระสำคัญของพื้นที่โฮงสินไซก็คือ การเชื่อมโยงเรื่องเล่าหรือว่าภูมิปัญญาในอดีตกับกระบวนการเรียนรู้ของผู้ที่เข้ามาเรียนรู้ที่นี่ โดยเราบูรณาการเรื่องธรรมชาติ-วัฒนธรรม-ศิลปะ”

ธรรมชาติตามความหมายของอาจารย์มีทั้งธรรมชาติภายในและธรรมชาติภายนอก ต้องใช้ผัสสะหรือประสาทการรับรู้ทั้ง 6 และประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้เข้าใจ

วัฒนธรรมคือการมาอยู่ร่วมกัน มีปฏิสัมพันธ์ เคารพซึ่งกันและกัน

ศิลปะก็คืองานสร้างสรรค์ ซึ่งอาจารย์มีองค์ความรู้ด้านนี้เป็นอย่างดี

ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกันเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่ใช้วรรณคดีเป็นตัวบูรณาการ ดังที่อาจารย์ได้ย้ำกับเราเสมอว่า สินไซ ฉบับลุ่มน้ำโขงสอนความจริงทุก ๆ มิติตั้งแต่การเกิดจนถึงการตาย

“กลุ่มที่เรากำลังทำกิจกรรมด้วยอยู่ในตอนนี้คือกลุ่มบุคคลออทิสติกและผู้พิการ” อ.ทรงวิทย์ เล่าถึงกลุ่มเป้าหมายหลักที่โฮงสินไซชวนมาร่วมสนุกอยู่บ่อยครั้ง “เรามองว่าวรรณกรรมนี้นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาได้ เช่น การเชื่อมโยงประเด็นอุปสรรคในชีวิตกับคนพิการเข้ากับอุปสรรค 9 ด่านที่ตัวละครต้องฟันฝ่า หรือว่าจินตนาการให้เขาตีความเรื่องราวด้วยกระบวนการต่าง ๆ”

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ที่เราจะเห็นกลุ่มเยาวชนผู้ด้อยโอกาสเดินทางมาเยือนโฮงสินไซ เพื่อทำงานศิลปะ สำรวจต้นไม้ และทำกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องอยู่บ่อยครั้ง

แหล่งศึกษายอดวรรณคดีคำกลอนดินแดนลุ่มน้ำโขง พื้นที่ที่เปิดโอกาสแก่ทุกคนภายใต้แนวคิดธรรมชาติ-วัฒนธรรม-ศิลปะ

อาจารย์กล่าวว่าสาเหตุที่อยากช่วยเหลือกลุ่มผู้บกพร่องทางร่างกายและสติปัญญา ก็เพราะคนเหล่านี้มีด้านที่คล้ายคลึงกับตัวละครเอกในเรื่องที่ผิดแผกจากคนทั่วไป เช่น เกิดมาเป็นหอยสังข์ เป็นสิงห์ผสมช้าง เป็นเด็กที่ถืออาวุธติดมือมาจากครรภ์มารดา ทั้งที่พวกเขาไม่ใช่คนเลวร้าย แต่เพราะมีสภาพร่างกายไม่เหมือนคนปกติ จึงถูกเนรเทศออกจากเมืองเกิด ทำนองเดียวกับกลุ่มคนพิเศษที่ถูกสังคมหันหลังให้

“พอน้อง ๆ ออทิสติกมาเที่ยวที่นี่ เราก็จัดกิจกรรมให้เขาเดินป่า แล้วเชื่อมโยงกับด่านมหาภัยทั้ง 9 ให้เขาจินตนาการไปต่าง ๆ นานาว่าเป็นด่านอะไรบ้าง แล้วเขาก็จะได้เรียนรู้พฤกษศาสตร์จากต้นไม้ที่พบระหว่างทาง ได้สัมผัสโดยใช้ตา ใช้หู ใช้การดมกลิ่น สัมผัสลิ้มรส แล้วก็ให้อยู่กับความเป็นปัจจุบัน” คำบอกเล่านั้นพอจะไขความข้องใจให้เราได้ว่า เหตุใดพื้นที่นี้จึงมีหุ่นงูปลอมตัวใหญ่ยักษ์ ดูราวกับว่าจำลองมาจากด่านงูซวง (งูใหญ่) ที่สินไซได้พบระหว่างทางไปล่านางสุมนทาคืนมา

เราดื่มกาแฟที่อาจารย์ชงให้จนหมดแก้ว ครั้นถามถึงราคา เขากลับส่ายหน้าปฏิเสธ

แหล่งศึกษายอดวรรณคดีคำกลอนดินแดนลุ่มน้ำโขง พื้นที่ที่เปิดโอกาสแก่ทุกคนภายใต้แนวคิดธรรมชาติ-วัฒนธรรม-ศิลปะ

“กาแฟนี่ไม่ได้จำหน่าย แค่เจ้าของชอบทานกาแฟ มองว่าตรงนี้เป็นที่พบปะ แลกเปลี่ยน พูดคุยกันได้ เลยทำเป็นสินไซคอฟฟี่บาร์ขึ้นมา ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ถ้าอยากสนับสนุนให้กิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ หรือว่าจะจ่ายให้กับคนอื่นที่ไม่มีกำลังก็ได้ทั้งสิ้น”

เจ้าของพื้นที่ยังเสริมอีกว่า ที่โฮงนี้ไม่เคยคิดค่าเข้าชม อยากมาศึกษา สินไซ หรือวรรณกรรมเรื่องไหน ๆ ก็เข้ามาศึกษาได้ฟรี หรืออยากมาแค่พักผ่อนหย่อนใจก็ย่อมได้ มาถึงแล้วท้องยังว่างก็ทานอาหารของที่นี่ได้ หรือจะนำอาหารมาปรุงทานที่นี่ก็ทำได้เช่นเดียวกัน

แหล่งศึกษายอดวรรณคดีคำกลอนดินแดนลุ่มน้ำโขง พื้นที่ที่เปิดโอกาสแก่ทุกคนภายใต้แนวคิดธรรมชาติ-วัฒนธรรม-ศิลปะ

“เราออกแบบไว้ว่าอยากให้มันสัมพันธ์กับวิถีชีวิต ไม่ได้ออกแบบให้เป็นหน่วยงาน สถาบัน หรืออะไรที่เป็นระบบ ที่ผ่านมาเราจัดกิจกรรมกับน้อง ๆ กับผู้ปกครองกลุ่มออทิสติก เขาก็รู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้าน ที่นี่เป็นพื้นที่ของเขา มาแล้วเขาสบายใจ ได้รับการโอบอุ้ม สามารถจะมีตัวตน ได้รับการยอมรับซึ่งกันและกัน พื้นที่ตรงนี้เลยมีลักษณะไม่เป็นทางการ มีความเป็นเครือญาติ มีความเป็นชุมชนแบบอีสานที่ผ่านมา”

อ.ทรงวิทย์ เผยแนวทางที่เขาใช้ดำเนินการศูนย์การเรียนรู้ของตนเองมาแรมปี และมันจะเป็นอย่างนี้ต่อไปตราบเท่าที่บ้านหลังนี้ยังเป็นพื้นที่เล่าขานตำนานสินไซ สีโห สังข์ทอง และด่านมหาภัยทั้ง 9 อยู่

“ถึงไม่มีอะไรติดไม้ติดมือมาก็ไม่เป็นไร ถือว่ามาแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดกันนะครับ” 

แหล่งศึกษายอดวรรณคดีคำกลอนดินแดนลุ่มน้ำโขง พื้นที่ที่เปิดโอกาสแก่ทุกคนภายใต้แนวคิดธรรมชาติ-วัฒนธรรม-ศิลปะ

โฮงสินไซ

ที่ตั้ง : 257 หมู่ 17 ตำบลศิลา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันอังคาร-ศุกร์ เวลา 13.00 – 16.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00 – 16.00 น.

โทรศัพท์ : 08 9499 2256 (กรุณาติดต่อล่วงหน้าก่อนเข้าชม)

Facebook : โฮงสินไซ

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

อดีตนิสิตอักษรผู้ชอบอ่านและชอบเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load