วันก่อน เพื่อนส่งพอดแคสต์รายการหนึ่งให้ฟังชื่อ Stories From Home ทันทีที่กดเข้าไปฟังก็ตกหลุมรักทันที เพราะนี่เป็นรายการพอดแคสต์เล่านิทานแบบเล่านิทานจริงๆ เป็นการอัดเสียงระหว่างชั่วโมงเล่านิทานของหลายๆ ครอบครัว ทำให้ได้ยินเสียงบรรยากาศการซักถามของเด็กๆ กับคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองเคล้าคลอไปตลอดทั้งเรื่อง คำถามที่ผุดขึ้นมาคือ นิทานนั้นสำคัญต่อพัฒนาการเด็กแค่ไหน เพราะเราเองก็โตมากับการฟังนิทานเช่นกัน

จากนั้นจึงทราบว่า รายการพอดแคสต์นี้เป็นเฟสแรกของโปรเจกต์น่ารักชื่อ Play From Home โดยทีมงาน BICTFest หรือเทศกาลศิลปะการแสดงนานาชาติสำหรับเด็กและเยาวชน ที่เคยจัดขึ้นในประเทศไทยมาแล้ว 2 ครั้ง

ครั้งที่ 3 ต้องเกิดขึ้นในปีนี้ แต่ด้วยสถานการณ์ COVID-19 ทำให้ทีมงานมองหาแพลตฟอร์มอื่นนอกเหนือจากละครเวทีอย่างที่ผ่านมา เป็นรูปแบบอื่นๆ ที่ยังช่วยเพื่อบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ เชื่อมต่อวัฒนธรรม และสร้างเสริมแรงบันดาลใจให้เด็กๆ แทน

Play From Home จะมีด้วยกัน 2 เฟสตลอดปีนี้ เฟสแรกคือพอดแคสต์ Stories From Home ที่ชวนครอบครัวมาแบ่งปันเรื่องเล่าในช่วงเวลาพิเศษ ซึ่งคนในครอบครัวเป็นผู้ร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้น เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจในการใช้ศิลปะการเล่านิทานมาเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และจินตนาการให้กับเด็กๆ 

โดยการจัดทำพอดแคสต์เล่านิทานในครั้งนี้ BICTFest ได้ร่วมกับ MAPPA โดย Flock Learning ที่เชื่อว่าครอบครัวคือนักสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเรียนรู้ให้เด็กๆ และ 28 Production ที่มาช่วยเติมส่วนผสมความสนุกสนานให้พอดแคสต์ด้วยเสียงประกอบเสริมจินตนาการให้เด็ก

Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน

เราจึงชวน อุ๊-อัจจิมา ณ พัทลุง ผู้อำนวยการ BICTFest จ๋า-วริศรา บ่อเกิด โปรเจกต์เมเนเจอร์ BICTFest บี-มิรา เวฬุภาค ผู้ก่อตั้ง MAPPA และ Flock Learning และ วิน-ระพีเดช กุลบุศย์ ผู้อำนวยการ 28 Production มาร่วมพูดคุยกันถึงความสำคัญของนิทาน พลังของ Storytelling ต่อพัฒนาการเด็ก และวิธีสร้างการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์ตออนไลน์ให้เด็กๆ มีทักษะพร้อมได้ลงมือทำจริงๆ

และเพราะ Storytelling ไม่ได้มีแค่การเล่านิทาน ศิลปะการละครอย่างที่ BICTFest ตั้งใจนำเสนอมาโดยตลอดก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของ Storytelling ที่ทรงพลัง ก่อนจะไปฟังเรื่องราวของพอดแคสต์ Stories From Home และแพลตฟอร์มออนไลน์ Play From Home เราจึงอยากชวนคุณทำความเข้าใจโลกการเรียนรู้ผ่านละครเวทีสำหรับเด็กและเยาวชนไปด้วยกัน

Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน

01

ความสำคัญของละครสำหรับเด็ก

Bangkok International Children’s Theatre Festival (BICT Fest) คือเทศกาลที่ชวนศิลปินละครเวทีไทยและต่างชาติจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก มาร่วมทำการจัดแสดง จัดเวิร์กช็อป และพูดคุยเสวนาเรื่องการเติบโตและพัฒนาการเด็กผ่านศิลปะ

อุ๊อธิบายว่า “การละครเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถชี้นำ เปิดโลกทัศน์ทางศิลปะให้เด็กๆ ละครจะทำให้การเรียนรู้ของเด็กน่าสนใจและสนุกสนาน การสร้างสรรค์ละครสำหรับเด็กนั้น ไม่ใช่การย่อส่วนละครของผู้ใหญ่ หรือนำละครผู้ใหญ่มาทำให้ง่ายขึ้น แต่ละครสำหรับเด็กเป็นศิลปะที่มีรูปแบบเฉพาะ มีความเป็นเอกลักษณ์ มีวิธีการนำเสนอที่แตกต่างไปตามวัยและความพร้อมของผู้ชม

“นักละครสำหรับเด็กต้องมีความละเอียดอ่อน จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ มีรสนิยมทางศิลปะที่ดี มีความจริงใจที่จะสื่อสารกับผู้ชม ละครของเด็กต้องไม่สั่งสอน แต่เป็นเพื่อนที่ดี นำเสนอโอกาสที่ดี และสร้างความสนุกสนานแก่เพื่อนตัวน้อย ขณะเดียวกันก็ต้องเสนอแนะเรื่องราวความคิด วิธีการแก้ปัญหา และทัศนคติที่ดีแก่เด็กๆ” 

Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน

การดูละครในโรงละครเป็นการตอบสนองต่อธรรมชาติของเด็ก เพราะนอกจากความสนุกสนาน เพลิดเพลิน และผ่อนคลายอารมณ์แล้ว เนื้อหาในละครยังสอดแทรกแง่คิดที่ดีงาม ซึ่งเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนของเด็กๆ ได้ในอนาคต เสริมสร้างพัฒนาการทั้งการฟัง การพูด ความกล้าแสดงออก ความคิดและจินตนาการที่กว้างไกล รวมถึงการพัฒนาคุณลักษณะพึงประสงค์ จากการเลียนแบบพฤติกรรมของตัวละครที่เด็กๆ ได้รับชม 

“เพราะเด็กๆ มีความพร้อมในการเปิดรับและเทียบเคียงประสบการณ์ของเขากับบทบาทของตัวละครนั้นๆ ซึ่งเขาสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิต

“การนำคนมานั่งดูอยู่ในที่ที่เดียวกัน มารับและแลกเปลี่ยนสารร่วมกัน มากกว่าการดูทีวีอยู่ที่บ้าน ผู้ชมจะได้ยินเสียงนักแสดงหายใจ เห็นเหงื่อ เห็นความพยายามของนักแสดงที่พยายามจะสื่อสาร”

Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน

อุ๊บอกว่า กระบวนการเรียนรู้ผ่านละครจะกระตุ้นให้เด็กๆ ได้ใช้จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ การเคลื่อนไหวร่างกาย การสร้างความเข้าใจในสัมพันธภาพของสิ่งต่างๆ รวมถึงการสื่อสารภาษาพูดและภาษาร่างกาย ซึ่งช่วยสนับสนุนพัฒนาการหลักของเด็กๆ ทั้งสี่ด้าน คือร่างกาย อารมณ์ สังคม และความฉลาดทางปัญญา 

โดยเฉพาะการเรียนรู้แบบมีปฏิสัมพันธ์ จะช่วยพัฒนาความคิดเชิงวิเคราะห์ พัฒนาพื้นฐานความสามารถในการใช้เหตุผล ด้วยจินตนาการผสมกับข้อมูลตามหลักเหตุผล แม้เป็นศิลปินต่างประเทศ​ แต่ภาษาก็ไม่เป็นอุปสรรคในการสื่อสาร เพราะการสื่อสารหลักของมนุษย์คือการสื่อสารผ่านภาษากาย ดังนั้น การมองเห็น ได้ยิน สังเกต และการเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ สร้างความเข้าใจให้เด็กๆ ได้

“ศิลปะทุกแขนงดีหมด ในวันหนึ่งเราก็อยากให้การละครเข้าไปอยู่ในระบบการศึกษาอย่างจริงจัง เพราะละครเป็นศาสตร์หนึ่งที่ช่วยพัฒนาการอย่างรอบด้าน ให้ประสบการณ์ที่เป็น Sensorial คือความรับรู้ทั้งทางสายตา การได้ยิน ความรู้สึก อารมณ์ และสติปัญญา 

“การที่เด็กได้ดูละคร เขาจะได้เรียนรู้ชีวิตที่แตกต่างจากชีวิตที่เขารู้จัก ได้รู้จักวัฒนธรรมที่แตกต่างจากที่เขาเติบโตมา มันเป็นระยะเวลาสั้นๆ ที่เขาจะได้เดินทางไปในที่ที่เขาไม่คุ้นเคย ได้รู้จักชีวิตของผู้คนที่อาจจะแตกต่างจากเขามาก สร้างความเข้าใจและความเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน” 

Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน

02

BICTFest

“งานที่นำมาแสดงใน BICTFest ทั้งสองครั้งที่ผ่านมามีความหลากหลาย ทั้งงานหุ่น (Puppetry) ซึ่งเป็นการเอาของที่มีอยู่แล้วในชีวิตประจำวันมาทำให้มีชีวิตด้วยฝีมือของนักหุ่น อย่าง Theatre Right กลุ่มละครที่มีชื่อเสียงมากจากประเทศอังกฤษ ที่ทำละครเพื่อเด็กโดยเฉพาะ ด้วยความตั้งใจให้เด็กๆ เกิดแรงบันดาลใจ เติมเต็มจินตนาการ มีประสบการณ์จากการแสดงที่น่าจดจำ การแสดงของเขาแปลกใหม่ กระตุ้นความคิด งานแต่ละชิ้นของ Theatre Right ใช้เวลาพัฒนานานนับปี”

อุ๊เล่าต่อว่า ที่ผ่านมาคนคิดว่างานเด็กจะต้องเป็นนิทาน ละครหุ่น มีการละเล่นรื่นเริง ทั้งที่จริงงานเด็กมีหลายประเภท ในการเลือกกลุ่มศิลปินมาแสดงจึงเลือกให้หลากหลาย ทั้งจากต่างประเทศที่ละครเพื่อเด็กเป็นที่แพร่หลายอยู่แล้ว รวมถึงศิลปินไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้เกิดการแลกเปลี่ยนทักษะ และแลกเปลี่ยนมุมมองต่อวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน 

Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน
Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน

โดยศิลปินแต่ละกลุ่มที่เชิญมาไม่ได้มาเล่นละครเพียงอย่างเดียว แต่มีการจัดเวิร์กช็อปและการจัดฟอรั่มแลกเปลี่ยนความคิดกันอีกด้วย อย่างเทศกาล BICTFest ครั้งแรก Papermoon Puppet Theatre คณะละครหุ่นชื่อดังจากประเทศอินโดนีเซีย โดยสร้างสรรค์งานชิ้นใหม่ร่วมกับกลุ่มพ่อแม่และเด็กๆ ในกรุงเทพฯ ที่มาจากชุมชนด้อยโอกาสและผู้คนทั่วไปที่สนใจ เพื่อนำมาสร้างเป็นเรื่องราวที่จัดแสดงครั้งแรกที่นี่ด้วย

เวิร์กช็อปของงาน BICTFest 2 ครั้งที่ผ่านมา มีเด็กๆ ตั้งแต่ 5 ถึง 13 ขวบ มาเข้าร่วมอย่างหนาแน่น มีหลากหลายรูปแบบอย่างการทำหุ่นจากวัสดุเหลือใช้ ไปจนถึงสัมผัสทางดนตรี การเคลื่อนไหว และดนตรี

Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน

ถือเป็นกระบวนการเผยแพร่การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมละครที่เน้นให้เด็กรู้จักตนเองผ่านการคิด จินตนาการ การแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยพัฒนาเด็กๆ และเยาวชนให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในสังคม 

นอกจากเด็กแล้ว ก็มีพ่อแม่ ผู้ปกครอง นักกิจกรรม ครู และผู้ที่สนใจ ที่ต้องการนำละครไปใช้ประโยชน์กับเด็กๆ ด้วยตัวเองต่อไป เมื่อทุกคนได้มาเรียนรู้กระบวนการสร้างละครสำหรับเด็กแล้ว ก็นำเอาความรู้นี้ไปต่อยอดให้ละครพัฒนาศักยภาพของเด็กๆ ได้ 

03

Play From Home

จ๋าอธิบายว่า 2 ครั้งที่ผ่านมา BICTFest จัดเทศกาลในกรุงเทพฯ ได้เสียงตอบรับอย่างอบอุ่นและได้เห็นคลื่นลูกเล็กที่ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นของการละครเพื่อเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 3 ซึ่งตอนแรกมีกำหนดจัดงานในช่วงนี้ของปี ทีมงานจึงคิดขยายการเข้าถึงไปสู่กลุ่มคนดูที่กว้างขึ้น และลงไปจับประเด็นทางสังคมอื่นๆ มากขึ้นด้วย เพื่อให้การละครเป็นสิ่งที่สร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างอย่างเป็นรูปธรรม

Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน

กลายเป็นธีมของงาน BICT on the Move ที่เชิญศิลปินไทยและนานาชาติมาอย่างเดิม แต่เปลี่ยนจากแสดงที่กรุงเทพฯ อย่างเดียว เป็นการลงพื้นที่ไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย แต่ละพื้นที่ที่ไปจัดแสดงจะเกิดกิจกรรมร่วมกันระหว่างศิลปินและชุมชน โดย BICTFest ทำงานร่วมกับ Urban Jam กลุ่มนักพัฒนาชุมชนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศไทย

“มีการจัดเส้นทางการเดินทางและประสานงานกับชุมชนไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 เสียก่อน BICT on the Move จึงต้องเลื่อนไปเป็นปีหน้า (พ.ศ. 2564) แทน” จ๋าเล่าพร้อมรอยยิ้ม 

Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน
Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน

โปรเจกต์ Play From Home จึงเกิดขึ้น เพื่อสร้างโมเมนตัมในการสร้างการเรียนรู้ให้เด็กๆ อยู่ แม้สถานการณ์จะเปลี่ยนไปโดยใช้แพลตฟอร์มออนไลน์มาเป็นเครื่องมือ เพื่อสำรวจโลกของการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กๆ ว่า ศิลปะการละครแบบไหนที่เหมาะกับการดูผ่านจอ หรือเหมาะกับการเอามาใช้สร้างสรรค์งานออนไลน์ 

“Storytelling และ Puppetry ซึ่งเป็นต้นแบบของแอนิเมชันต่างๆ เป็นสองศาสตร์ที่เราเลือกมาในครั้งนี้ เพราะคิดว่าน่าจะมาอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ แต่อยู่ในลักษณะใด เด็กๆ อยู่บ้าน ต้องอยู่กับจอมากขึ้น ทั้งการเรียนออนไลน์และโซเชียลมีเดีย ดังนั้น มีอะไรบ้างที่ออนไลน์แล้วเด็กๆ ไม่ต้องดูผ่านจอ 

“คำตอบคือพอดแคสต์ ซึ่งเชื่อมโยงกับ Storytelling อยู่แล้ว จึงเกิดเป็น Stories From Home ตรงนี้ MAPPA โดย Flock Learning และ 28 Production ก็เข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ในการทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น”

04

Stories From Home

Stories From Home ซีซั่นแรกที่แสนสนุกกำลังจะจบ โดยซีซั่น 2 กำลังจะตามมาอีกในปีนี้ 

“เรื่องเล่าเหล่านี้ เราชวนพ่อแม่ที่บ้านมาเล่าเรื่องอัดเสียงส่งให้เราผ่านโทรศัพท์ธรรมดา อัดในช่วงเวลาที่พ่อแม่อ่านนิทานให้ลูกฟัง การทำงานกับแต่ละครอบครัวก็สนุก เพราะแต่ละบ้านก็มีบริบทน่ารักต่างกันไป ในพอดแคสต์ของเราจึงมีทั้งผู้เล่าอย่างพ่อแม่และเสียงลูกๆ ผู้ฟังที่ฟังและสอบถามอย่างใครรู้ไปตลอดทั้งเรื่อง” อุ๊เล่าถึงการทำงานร่วมกับหลายครอบครัว

Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน
Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน

ในพอดแคสต์ Stories From Home เมื่อแต่ละครอบครัวอัดเสียงการเล่าเรื่องกันเรียบร้อยแล้ว จะส่งให้วินจาก 28 Production ที่ทำงานด้านเสียงอยู่แล้วเป็นผู้มาช่วยเติมความสนุกให้พอดแคสต์ด้วยเสียงประกอบตามเนื้อเรื่อง นิทานที่แต่ละบ้านอัดเสียงส่งมา เขาเลือกเองว่าจะเล่าเรื่องอะไร 

วินบอกว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุด คือบรรยากาศระหว่างครอบครัวที่พ่อแม่ได้ใช้เวลาอยู่กับลูกจริงๆ แล้วเราจะช่วยขับเน้นเรื่องราวด้วยเสียงประกอบอย่างไร ไม่ให้เสียบรรยากาศความเป็นธรรมชาติตรงนั้น เรื่องแรกที่ทำคือเรื่อง โม่หินวิเศษซึ่งเรารับรู้ได้เลยว่าเวลาคุณพ่อเล่าถึงตอนไหน เขาจะพยายามสร้างจินตนาการให้ลูกมีภาพอยู่ในหัวผ่านเสียง มันคือ Magic Moment เราเลยเอาเสียงพายเรือใส่เข้าไป 

“แต่ละเรื่อง แต่ละครอบครัว จะมี Magic Moment แบบนี้ ที่เราต้องจับให้เจอและหยอดเสียงประกอบเข้าไปขับเน้นแต่ไม่มากเกินไปจนกลบผู้เล่า หรือบางทีเล่าถึงฉากในป่า เราก็ใส่ Ambiance เสียงแมลงสัตว์ต่างๆ ในป่าเข้าไปเบาๆ”

อุ๊เสริมว่า “เราอยากให้งานของพวกเขา Inspired ให้ครอบครัวอื่นๆ ส่งงานมาเพิ่ม พลังของการเล่าเรื่องจะได้ถูกส่งต่อกันออกไป ตอนนี้เราคิดว่าจะทำเฟสที่เป็น International ด้วย เพราะรู้สึกว่าการได้ยินภาษาต่างประเทศ น่าสนใจสำหรับเด็กด้วยเหมือนกัน อาจจะผ่าน YouTube เพราะเราอยากทำ Subtitle ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยเฟสต่อๆ ไปจะเริ่มช่วงเดือนกันยายนปีนี้”

05

พลังของการเล่าเรื่อง

พาร์ตเนอร์ที่ขาดไม่ได้ของโปรเจกต์ Play From Home คือ MAPPA โดย Flock Learning ที่บีอธิบายว่าคือ Movement ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครอบครัว 

“Flock Learning มองพ่อแม่หรือครอบครัวเป็นอีกแบบหนึ่ง เรามองว่าเขาเป็น Changemakers เป็นคนที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ Solution การเปลี่ยนแปลงเรื่องการเรียนรู้ ไม่ได้อยู่แค่ในโรงเรียนและห้องเรียน แต่เกิดขึ้นได้ทุกที่โดยเฉพาะพ่อแม่ ที่ผ่านมาเราแนะนำหลายเรื่องราวให้ครอบครัวได้รับรู้เกี่ยวกับการเรียนรู้ เช่น ภาษาอื่นๆ ในการสื่อสารกับลูก ที่ไม่ใช่แค่บอกหรือพูด ลองใช้สายตา การสัมผัส ความรู้สึก และปรากฏว่าเกิดผลลัพธ์ที่น่ามหัศจรรย์มาก”

MAPPA เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อบอกเล่าแนวคิดออกไปในสังคมไทยว่า การเรียนรู้ไม่ได้มีเฉพาะในโรงเรียน มีในโรงละครได้ มีในโรงหนัง และมีที่บ้านได้ อธิบายให้เห็นภาพคือพื้นที่ที่ชวนเด็กๆ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครอบครัวออกมาเรียนรู้ โดยใช้ Online Collaborative Learning Platform 

Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน

เมื่อเข้าไปในแพลตฟอร์มนี้ เด็กๆ จะมี Journey การเรียนรู้ของตัวเอง ในขณะเดียวกันพ่อแม่ที่เข้าไปก็จะมี Journey ของด้วยเช่นกัน โดยแต่ละ Journey ร้อยเรียงกันไว้ด้วยหลากหลาย Mission ที่เด็กๆ ต้องทำ 

โดยเด็กปฐมวัย 0 – 8 ปีต้องล็อกอินพร้อมพ่อแม่เท่านั้น 9 – 14 ปี เด็กๆ ล็อกอินเข้ามาเรียนรู้เองได้ ในนั้นจะมีการเก็บทักษะผ่าน Mission เช่น ฟังพอดแคสต์ Stories From Home ของ BICTFest เด็กจะได้ทักษะอะไร

“การอ่านนิทานที่พ่อแม่ทำร่วมกับลูก ลูกๆ จะได้ทักษะในการรับรู้การมีอยู่ของพ่อแม่ที่อยู่ตรงนี้ตลอดเวลากับเด็ก ในช่วงเวลาเดิมๆ สิบห้านาที การอ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวันจะทำให้ลูกจำได้ว่า เดี๋ยวเวลานี้แม่จะกลับมา เป็นเวลาของลูกเท่านั้น คุณพ่อคุณแม่ก็จะได้สิ่งนี้ เป็นเหมือนทักษะที่เก็บไว้ในตัวลูก” 

Mission ทั้งหมดของ MAPPA เป็น Mission on Site คือแม้ว่าจะมีแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่เด็กๆ และครอบครัวต้องลงมือทำในบ้านจริงๆ 3 แกนหลักของ MAPPA appa คือ Literacy (งานอ่านออกเขียนได้) Free Play (การเล่นอิสระ) และงานบ้าน ครัว สวน เป็นสกิลล์ที่ฝึกในบ้านได้

Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน

“การอ่านออกเขียนได้ (Literacy) ก็เป็นสิ่งที่ MAPPA สนใจ ในสังคมไทยที่ผ่านมา เราจะเน้น Literacy ไปที่การอ่านหนังสือ รีบให้เด็กอ่านออกเขียนได้เร็วๆ แล้วตีความว่านี่คือ Literacy ละครคือการทำให้เด็กเข้าใจสิ่งที่มันมากไปกว่าตัวหนังสือ นิทานหนึ่งเรื่อง ถ้ารีบไปให้เด็กอ่านออกเร็วๆ เด็กจะได้การอ่าน แต่เด็กจะไม่ได้การตีความอะไรเลย 

“ละครหรือหนังสือนิทานจะมีการตีความ ความเข้าใจ มีมิติอื่นที่ไม่ใช่แค่ตัวหนังสือ เด็กจะสัมผัสมิติอื่นๆ อย่างหนังสือนิทานเรื่องหนึ่งที่เล่าเรื่องเจ้าปลาน้อยที่ไปขโมยหมวกของปลาใหญ่ ตัวอักษรในหนังสือบอกเล่าเรื่องราวของเจ้าปลาน้อยที่พร่ำบอกกับตัวเองว่าปลาใหญ่จับตนไม่ได้หรอก ไม่มีใครรู้หรอกว่าเราเป็นขโมย 

“ในขณะที่ภาพประกอบเรื่องทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า ปลาใหญ่ว่ายน้ำตามไปและรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเจ้าปลาน้อยขโมยหมวกไป แบบนี้คือการฝึกให้เด็กหัดตีความและเข้าใจว่าความรู้สึกของขโมยเป็นอย่างไร เข้าข้างตัวเองไปตลอดทาง นี่คือมิติอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากตัวหนังสือซึ่งละครก็มีสิ่งนี้เช่นกัน”

ดังนั้น สำหรับบี หนังสือหรือละครที่ดี คือสเปซที่เปิดให้เด็กๆ ได้ตีความ ได้อ่านโลก ได้ทำความเข้าใจในแบบของเขาผ่านประสบการณ์เขา ซึ่งแต่ละคนจะมีวิธีการตีความไม่เหมือนกัน 

06

To Be Continued

“และอย่างที่เล่าไปว่านอกจากพอดแคสต์เล่านิทาน ที่ทำงานกับพ่อแม่เพื่อให้รู้ว่าศิลปะเกิดขึ้นที่บ้านได้ ใครๆ ก็ทำได้แล้ว เฟสต่อมาของ Play From Home จะทำส่วนของ Puppetry ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับศิลปิน เราเลยชวนศิลปินสองคน คนแรกเป็นนักมายากล มีประสบการณ์ในการทำงานกับ Object Theatre คือ เจมส์ เลเวอร์ (James Laver) เขาจะมาทำซีรีส์เวิร์กช็อปให้เด็ก ด้วยการหาข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านไว้ทำอะไรที่เป็นมายากล

“อีกคนคือ ต้อม-สุธารัตน์ สินนอง จาก Homemade Puppet ต้อมเป็นศิลปิน Puppet ที่เราชื่นชมในกระบวนการทำงาน เขาอยู่เชียงใหม่ เขามีความฝันที่จะสร้างโรงละครขึ้นที่บ้านไม้ของเขา ซีรีส์ของต้อมเป็นการที่คนดู ดูต้อมค่อยๆ เปลี่ยนบ้านของเขาเป็นโรงละคร แล้วในที่สุดก็แสดงงานที่เขาเล่นได้เป็น Shadow Puppetry 

“ทั้งสองท่านทำให้เราเห็นว่า การใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่บ้านก็สร้างความคิดสร้างสรรค์ขึ้นได้ หลังจากนั้นเราจะชวนคนจากทางบ้านส่งคลิปวิดีโอเข้ามาแลกเปลี่ยนกัน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจต่อๆ กันไป อันนี้เป็นช่วงเดือนกันยายนและตุลาคม”

อุ๊กล่าวทิ้งท้ายว่า “สิ่งที่เราทำกันอยู่ก็หวังจะเพิ่มความตระหนักว่า ศิลปะควรเคียงข้างไปกับการเรียนรู้ในโรงเรียน เพราะทักษะอื่นๆ ในชีวิตก็มีน้ำหนักเท่าเทียมกับความรู้ทางวิชาการเช่นกัน เด็กเรียนรู้ได้หลากหลายเรื่อง เราอยากใช้แพลตฟอร์มตรงนี้ผลักดันให้แต่ละครอบครัว โรงเรียน หรือพื้นที่ใดๆ ก็ตามเกิดกิจกรรมจริงๆ ที่เด็กๆ ได้ลงมือทำ ได้เรียนรู้หลากหลายมิติ แบบเดียวกับที่ BICTFest พยายามผลักดันในสองครั้งที่ผ่านมา”

Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน

ขอบคุณภาพจาก BICTFest

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ทุกอย่างเริ่มต้นจากความอยากรู้อยากเห็นว่า “การรักษาช้างที่ดุมากทำร้ายคนเสียชีวิต!!” หรือ “การบุกป่าไป ‘รักษาช้าง’ ที่ยากลำบาก” เป็นอย่างไร จึงคลิกเข้าไปดูคลิปวิดีโอทั้งสองใน YouTube 

นั่นเป็นครั้งเเรกที่เราได้พบกับ หมอโบว์-สัตวแพทย์รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร สัตวแพทย์หญิงรักษาช้าง เจ้าของช่อง ‘หมอเตี้ย’ 

คุณหมอหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เตรียมเข็มฉีดยาให้ช้างอย่างคล่องแคล่ว และให้ยาช้างด้วยท่าทางทะมัดทะแมง สถานการณ์ที่ดูโหดหินสำหรับคนทั่วไป ไม่ได้ทำให้อารมณ์ขันของหมอคนนี้ลดลงแม้แต่น้อย เธอกลับทำให้การรักษาช้างดูสนุกน่าติดตาม หยอดเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการรักษาช้างฉบับเข้าใจง่าย ทำให้เรารู้จักช้างมากกว่าเมื่อ 10 นาทีก่อนดูคลิปหลายเท่า 

ผู้หญิงคนนี้เท่จริง ๆ! หมอโบว์มีทัศนคติแบบไหนกัน แล้วอะไรในชีวิตที่พาเธอมาเจอกับช้าง ความอยากรู้อยากเห็นเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง 

เรื่องแบบนี้หาดูในคลิปวิดีโอไหนก็คงไม่สนุกเท่าชวนตัวจริงมานั่งคุย โชคดีที่หมอโบว์พอจะมีเวลาชั่วโมงกับอีกหน่อยของเย็นวันเสาร์ที่ไม่ได้อยู่กับคนไข้ไซส์จัมโบ้ เราจึงถือโอกาสให้เธอพาไปรู้จัก ด.ญ.รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร ช้าง และบทบาทการเป็นหมอ 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

เด็กหญิงโบว์

เราเห็นหมอโบว์ใช้ชีวิตแบบลุย ๆ มีเรื่องที่ต้องทำตลอดทั้งวัน เดี๋ยวก็ทำกับข้าว เดี๋ยวก็ทำแผลให้ช้าง แต่ก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใสดูมีพลังงานเหลือเฟืออยู่ตลอด จึงสงสัยว่าเธอเป็นสายผจญภัยมาตั้งแต่ไหนแต่ไรเลยหรือเปล่า

แต่เมื่อถามถึงวัยเด็ก หมอโบว์กลับบอกว่าตนเองเป็นเด็กหญิงขี้อายและพูดน้อย

“ตอนเด็กโบว์ขี้อายมาก จนอาจารย์โทรไปปรึกษาผู้ปกครองเลยว่า ทำไมเด็กคนนี้ไม่พูดกับใครเลย เหมือนเด็กเข้าสังคมยาก”

เด็กหญิงโบว์เลี้ยงสัตว์แทบทุกชนิดที่ครอบครัวเกษตรกรครอบครัวหนึ่งจะเลี้ยงได้ ตั้งแต่นก ไก่ ยันหมาพิตบูล ด้วยความที่คุณพ่อเป็นคนชอบสัตว์อยู่แล้ว จนวันหนึ่งที่เธอเสียเจ้าหมาพิตบูลไป สัตวแพทย์ในตอนนั้นก็ช่วยไม่ได้ และเธอเองก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับวิธีดูแลที่ถูกต้อง นอกจากน้ำตาที่เสียไป เธอคิดในใจว่าถ้าตัวเองมีความรู้บ้างก็คงจะทำอะไรได้มากกว่านี้ เป็นเหตุที่ทำให้เธอกลายมาเป็นสัตวแพทย์

หลายคนอาจคิดว่าหมอโบว์ชอบช้างมาตั้งแต่ตอนเรียน ที่จริงแล้วสัตว์ใหญ่ตัวแรกที่เธอชอบคือม้าต่างหาก จากการได้ลองขี่ม้าในวิชาเรียน ปรากฏว่าทำได้ดีจนครูฝึกถึงกับชวนให้เป็นนักกีฬาขี่ม้าเลยทีเดียว เราเกือบจะได้รู้จัก ‘หมอโบว์รักษาม้า’ แทนช้างไปเสียแล้ว 

พอถามว่าถ้าตอนนี้เลือกเป็นหมอม้าได้ จะเป็นไหม หมอโบว์ตอบทันทีเลยว่า “ไม่เลือกค่ะ” พร้อมกับเสียงหัวเราะ

“คนไทยเลี้ยงช้างเหมือนเป็นคนในครอบครัว ถ้าช้างป่วยก็เหมือนพ่อแม่ของเขาป่วย เวลาเรารักษาหายเลยรู้สึกชื่นใจมาก” 

หมอโบว์รักษาช้าง

จุดเริ่มต้นของ ‘หมอโบว์รักษาช้าง’ คือตอนที่ได้ไปฝึกงานช่วงปีท้าย ๆ ของการเรียนสัตวแพทย์

การพบกันครั้งแรกระหว่างหมอโบว์และช้างไม่ได้โรแมนติกอย่างที่หลายคนคิด ตั้งแต่ครั้งแรกก็ถูกช้างใช้งาสะบัดกระเด็นขณะที่เข้าไปหยอดตาให้ ทำเอาอาจารย์หมอที่อยู่ในเหตุการณ์คิดว่า ศิษย์ตัวเองคงจะขยาดช้างแน่แล้ว แต่ผิดคาด หมอโบว์ยังกลับมารับเคสช้างต่อ 

เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้ทำให้เธอกลัว เพราะช้างก็เพิ่งรู้จักหมอโบว์ ส่วนหมอโบว์ก็ไม่เคยเจอกับช้างมาก่อน จึงไม่รู้วิธีการเข้าหาช้างที่ถูกต้อง พอได้รักษาหลายเคสเข้า ก็เริ่มชอบเพื่อนไซส์ใหญ่ตัวนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

“เอาจริง ๆ มันเป็นความชอบส่วนตัว ชอบช้าง ชอบลักษณะนิสัยของช้าง ถึงเขาจะเป็นสัตว์ใหญ่แต่เป็นสัตว์ที่อบอุ่น รักเจ้าของมาก แล้วก็อายุยืน อายุ 70 – 80 ก็ยังอยู่กับเรา” ซึ่งหมายความว่าถ้าเราเริ่มเลี้ยงช้าง 1 เชือก เขาก็จะอยู่คู่กับเราไปทั้งชีวิตของคนเลี้ยง “เราแก่ เขาก็แก่ตาม”​ 

เมื่อเรียนจบ ก็ใช่ว่าหมอโบว์จะได้เป็นหมอช้างทันทีอย่างใจหวัง เพราะตอนนั้นไม่มีตำแหน่งว่างอยู่เลย เธอจึงเก็บเกี่ยวประสบการณ์รักษาสัตว์เล็ก ระหว่างรองานที่อยากได้เปิดรับสมัคร กระทั่งวันหนึ่ง โรงพยาบาลช้างกระบี่ ซึ่งขณะนั้นเป็นโรงพยาบาลช้างแห่งแรกและแห่งเดียวในภาคใต้ มีช้างป่วยติดเตียงอาการหนักอยู่ 2 เชือก ต้องการหมอดูแลช้างเพิ่ม หมอโบว์จึงรีบสมัครทันที ทั้ง ๆ ที่ประสบการณ์การรักษาในขณะนั้นเป็นศูนย์! 

การดูแลช้างป่วยติดเตียงไม่ใช่เรื่องง่าย ปกติจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน ถ้าช้างเสียก็ต้องลาออก แต่ที่กล้าอาสารับเคสยากแม้ว่าประสบการณ์ยังน้อย ก็เพราะมีรุ่นพี่คอยดูแลให้คำแนะนำ รวมกับความอยากรักษาช้างมาก ได้งานรูปแบบไหนก็พร้อมเรียนรู้ภาคปฏิบัติจากเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเต็มที่ 

คนไข้รายแรกของหมอโบว์จึงเป็นช้างป่วยติดเตียงที่ชื่อเจ้าบัวสวรรค์และเจ้าโซฟา ถึงแม้ตอนนี้เจ้าโซฟาจะไม่อยู่แล้ว แต่เจ้าบัวสวรรค์ก็ยังเป็นหนึ่งในคนไข้ไซส์จัมโบ้ที่เป็นเพื่อนรักของหมอโบว์จนถึงปัจจุบัน 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ตัวใหญ่ใจเสาะ

‘หมอเตี้ย’ คือชื่อเรียกที่หมอโบว์ตั้งให้ตัวเอง เพราะส่วนสูงคือสิ่งเดียวที่เธอคิดว่าแตกต่างจากหมอรักษาช้างคนอื่น

“โบว์อาจจะตัวเตี้ยกว่าหมอคนอื่น (หัวเราะ) คนมักคิดว่าหมอช้างต้องสูง เพราะช้างตัวใหญ่ แต่พอมาเจอหมอโบว์ ‘เอ้า! ทำไมเหลือตัวแค่นี้’ แล้วจะฉีดยาถึงเหรอ” 

แต่จริง ๆ แล้ว คนจะสูงเท่าไหร่ก็สูงไม่เท่าช้าง ไม่ว่าจะสูง 157 หรือ 170 เซนติเมตร ก็ต้องมีเก้าอี้เสริมเหมือนกันหมด ช้างบางเชือกสูงถึง 3 เมตร การเป็นคนตัวเล็กก็มีประโยชน์ในแบบคนตัวเล็ก ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการรักษาช้างแต่อย่างใด เพราะการทำแผลช้างบางครั้งก็ต้องการคนแขนเล็กเพื่อล้วงทำความสะอาดแผลได้สะดวกเหมือนกัน สัตวแพทย์ที่โรงพยาบาลช้างกระบี่ก็เป็นผู้หญิงทั้งหมด

แม้หมอที่ฝีมือดีและประสบการณ์มากกว่าเธอจะมีอีกเยอะ แต่หมอโบว์ก็เลือกแชร์ประสบการณ์ของตัวเองเพราะเห็นว่าช้างไม่ใช่สัตว์ที่ใครจะเจอได้ในชีวิตประจำวัน ถึงจังหวะนี้ เราเลยขอให้หมอโบว์เล่าชีวิตใน 1 วันของสัตวแพทย์ให้ฟังแบบคร่าว ๆ

“วันทำงานปกติที่ไม่ได้มีเคสหนัก เริ่มประมาณ 08.30 น. เลิก 16.30 น. ถ้ามีช้างป่วย นอนลุกไม่ขึ้น ก็ต้องเตรียมรถแบ็กโฮในการยกเพราะช้างหนักประมาณ 4 ตัน ช้างนอนนานไม่ได้ มันจะหายใจไม่ออกแล้วเสียชีวิต ถ้าต้องให้น้ำเกลือหรือให้ยาก็ต้องเฝ้า นอนกับช้างไปเลยทั้งคืน 

“ในกรณีที่เราปล่อยช้างไปพักผ่อนแล้วสุขภาพไม่แข็งแรง ต้องรอรับโทรศัพท์ในช่วงเช้า ตี 5 – 6 โมงเราก็ต้องไปดู ไปให้ยา ทุกวันจะมีช้างป่วยซึ่งเป็นเคสปกติที่ต้องทำแผลหรือให้ยามารอคิว” 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ช้างที่เข้ามาแต่ละตัวจะถูกจัดให้อยู่ในซอง เสมือนกับห้องพักผู้ป่วยที่มีหลังคาสูงและหลักมัดช้างเวลารักษา ถ้าช้างดุมากก็จะอยู่ซองที่ไกลเพื่อน หันหน้าออกจากตัวอื่น เพราะอาจจะทำร้ายคน ทำร้ายช้างด้วยกันเอง หรือทำร้ายหมอได้

การรักษาช้างต้องทำงานเป็นทีม นอกจากหมอ ๆ ต้องแตะมือกันสลับเวร แต่ละคนยังต้องมีผู้ช่วยอีก 4 – 5 คน คอยดูแลความปลอดภัย ช่วยผสมยาและส่งอุปกรณ์ให้ ที่ขาดไม่ได้คือควาญหรือเจ้าของช้าง เพราะพวกเขาคือคนที่ช้างไว้ใจที่สุดประหนึ่งคนในครอบครัว ช้างอาจจะตื่นกลัวหมอเหมือนเด็กกลัวคนแปลกหน้า และทำทุกอย่างเพื่อป้องกันตัวเอง ควาญต้องมัดเชือกช้างกับเสา ไม่งั้นหมออาจจะโดนเตะได้ บางครั้งหมอโบว์ก็ต้องออกไปรักษานอกสถานที่ด้วยเหมือนกัน ต้องสแตนด์บายเตรียมยาใส่กระเป๋า เตรียมเสื้อเผื่อไปนอนค้างคืน

หมอโบว์ถึงกับหัวเราะเมื่อเราสงสัยว่า กระเป๋ายาช้างจะมีขนาด XL แต่เนื่องจากสถานการณ์ที่ต้องเจอคาดเดาไม่ได้ ความคล่องตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ​

“ที่จริงมียาฉุกเฉินที่ต้องเตรียมไว้อยู่แล้ว เราหิ้วไปได้เลยทั้งลังพร้อมกับยาเพิ่มเติมตามอาการของโรค สมมติว่าช้างท้องอืด ก็ต้องเตรียมยาท้องอืดขนใส่กระเป๋าไป แล้วเดินทางไปกับรถโรงพยาบาลพร้อมคนขับรถ ในกรณีที่ต้องเอาช้างกลับมารักษาต่อที่โรงพยาบาล เราให้น้ำเกลือช้างก่อนได้ แล้วค่อยเอาขึ้นรถกลับมา ติดตามอาการอย่างใกล้ชิดตั้งแต่บ้านเขาจนถึงที่โรงพยาบาล”

ยาสำหรับช้างไม่ได้พิสดารอย่างที่คิด หลัก ๆ ที่ใช้ ส่วนใหญ่ก็คือยาคน แค่ใช้ในปริมาณที่เยอะกว่า อย่างเช่นยาฆ่าเชื้อ Cephalexin ที่ต้องใช้ประมาณ 30 – 40 ขวดต่อครั้ง น้ำเกลือก็ต้องใช้มากกว่าคนประมาณร้อยเท่า ทำให้การรักษาใช้เวลานานจนอาจลากยาวถึงตี 2 เลยทีเดียว 

ไม่ใช่แค่เรื่องยา โรคที่คนเป็นช้างก็เป็นได้เหมือนกัน เช่น โรคท้องอืด ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นโรคธรรมดา แต่ก็เป็นเรื่องใหญ่ได้ เพราะช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่แต่ใจเสาะ ท้องอืดนิดเดียวก็กระวนกระวายจนขาดใจตายได้เลย! 

การทำให้ช้างหายป่วยก็ต้องใช้เวลามากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ แผลธรรมดาต้องใช้เวลารักษาอย่างน้อย 1 เดือน แผลสาหัสก็อาจจะต้องรักษากันเป็นปีหรือหลายปีก็ได้ แต่ไม่ว่าจะอาการหนักหรือเบา อยู่โรงพยาบาลนานหรือสั้น ช้างทุกตัวที่มาหาหมอ ณ โรงพยาบาลช้างกระบี่จะได้รับการรักษาฟรี

“ถ้าถามว่าโบว์มีนิสัยส่วนไหนที่เข้ากับช้างได้บ้าง ก็อาจจะเป็นคนใจเย็นมั้ง ช้างต้องรักษาแบบเดิมทุกวันจนกว่าจะหาย ต้องพยายามอดทนมากในการรักษา โบว์เป็นคนใจเย็น เป็นคนรอได้ แล้วก็เป็นคนที่ชอบเห็นพัฒนาการของช้างดีขึ้นอย่างช้า ๆ”

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ภารกิจคนตัวเล็ก

แม้ทีมสัตวแพทย์จะเป็นผู้จัดการปัญหาเร่งด่วนที่ช้างและเจ้าของจะต้องเผชิญในทุก ๆ วัน แต่การดูแลรักษาสิ่งใดก็ตามอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมต้องใส่ใจการแก้ปัญหาทั้งในระยะสั้นและยาว เราจึงอยากรู้ว่าคนที่คลุกคลีกับช้างอย่างหมอโบว์ คิดว่าปัญหาเกี่ยวกับช้างในปัจจุบันมีอะไรบ้าง 

เธอบอกว่าความท้าทายหนึ่งที่สำคัญในการปฏิบัติงาน คือจำนวนงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาที่จำกัด ทำให้โรคบางโรคของช้างยังรักษาไม่ได้ 

“สมมติว่าหมาแมวท้องอืดเพราะกินอะไรเข้าไป เราผ่าท้องแล้วเอาของชิ้นนั้นออกมาได้เลย แต่ช้างยังไม่มีการผ่าตัดช่องท้อง เพราะช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่ หนังหนา เย็บแผลให้ติดไม่ได้ การผ่าช่องท้องจึงอันตรายกับช้างมาก รักษาได้เฉพาะพื้นฐานภายนอกเท่านั้น”

หมอโบว์ชวนเราถกประเด็นนี้ด้วยการคลี่ปัญหาที่ช้างเผชิญออกมาดูเพิ่มเติม เริ่มจากช่วงโควิดที่ผ่านมา ซึ่งทั้งช้างทั้งคนต่างได้รับผลกระทบ

“สัตวแพทย์ไม่ค่อยเจอปัญหาเท่าไหร่ แต่ช้างกับเจ้าของช้างต้องเจอปัญหาเยอะ ช้างมีอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น การแสดงช้าง การนั่งหลังช้าง ซึ่งต้องอาศัยนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการบางท่านถึงขั้นปิดปาง ต้องส่งช้างกลับบ้าน หรือไม่ก็ต้องพักงานช้าง พอไม่มีรายได้ก็ต้องลดจำนวนควาญช้างหรือคนดูแลลง เพราะฉะนั้น การดูแลมันจะไม่ทั่วถึง บางเชือกผอมลง บางเชือกป่วยเป็นโรค” 

สำหรับการใช้งานช้าง หมอโบว์ไม่เห็นด้วยที่ให้ช้างทำงานหนักเกินไปไม่ว่างานใดก็ตาม ในส่วนนี้ไม่ได้หมายถึงงานใช้กำลังเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงงานที่ทำให้ช้างได้รับอาหารไม่เหมาะสม เช่น การกินผลไม้ที่มีรสหวานมากเกินไปจนทำให้เกิดภาวะท้องอืดท้องเสียได้ การใช้ช้างทำงานควรอยู่ในระดับที่พอดี 

บางงานก็ให้ช้างทำได้ หากเจ้าของคอยดูแลว่าช้างมีอาหารและน้ำกินเพียงพอ ทำงานเหนื่อยไปหรือไม่ พักผ่อนพอหรือเปล่า สำหรับหมอโบว์ที่ใกล้ชิดกับทั้งควาญช้างและช้าง เธอเข้าใจดีว่าการที่ช้างเป็นสัตว์ใหญ่ ค่าดูแลย่อมสูงตามไปด้วย ควาญช้างทำงานคนเดียวอาจไม่พอ บางทีช้างก็ต้องทำงานเพื่อให้ทั้งตัวเองและเจ้าของพอมีพอกิน 

ปัจจุบันนี้ คนส่วนมากบนโลกขาดความสัมพันธ์กับธรรมชาติ ได้เห็นและรู้จักสัตว์ป่าน้อยลง เหมือนกับที่หมอโบว์พูดไว้ตั้งแต่ต้นว่า มีโอกาสน้อยนักในชีวิตประจำวันที่คนทั่วไปจะได้เจอกับช้าง 

พอรู้น้อย เห็นน้อย ก็ผูกพันน้อย ทำให้เกิดความเพิกเฉยต่อปัญหาที่ช้างกำลังเผชิญตามไปด้วย 

การที่คนตัวเล็ก ๆ หนึ่งคนจะแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ได้ ส่วนหนึ่งคือการทำหน้าที่ของตนให้ดี และนำความถนัดของตัวเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างที่หมอโบว์บันทึกการรักษาแล้วนำมาแบ่งปันให้คนดูได้รู้จักช้างมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความช่วยเหลือในระดับที่ใหญ่ขึ้นก็เป็นเรื่องจำเป็น สิ่งที่พอจะช่วยแก้ปัญหาระยะยาวได้ เห็นจะเป็นการให้ความรู้แก่คนเลี้ยงและคนทั่วไปเกี่ยวกับช้าง 

“บางคนซื้อช้างมาด้วยความที่เขามีตังค์ ก็เลยซื้อมาทั้ง ๆ ที่ไม่มีความรู้เรื่องการเลี้ยงช้าง หมอก็ต้องคอยบอกว่าช้างกินอะไรได้บ้างไม่ได้บ้าง สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ จึงมีการจัดงานประชุมช้างสำหรับคนเลี้ยงช้างหรือเจ้าของช้างเข้าร่วม เพื่อเรียนรู้วิธีการดูแลช้างอย่างถูกต้อง”

เราหวังว่าการนำประสบการณ์และแง่คิดของหมอโบว์มาเล่าต่อ จะเป็นอีกช่องทางที่ช่วยให้คนรู้จักช้างมากขึ้นอีกนิด และช่วยถ่ายทอดเสียงของทีมสัตวแพทย์ตัวเล็ก ซึ่งกำลังทำหน้าที่รักษาคนไข้ตัวใหญ่อยู่ทุกวัน เมื่อคนตัวเล็กกับสถาบันใหญ่ต่างทำหน้าที่ของตนเพื่อสิ่งเดียวกัน ก็ย่อมทำให้เป้าหมายนั้นสำเร็จ 

ภาพ : หมอโบว์-สัตวแพทย์รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร

Writers

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load