วันก่อน เพื่อนส่งพอดแคสต์รายการหนึ่งให้ฟังชื่อ Stories From Home ทันทีที่กดเข้าไปฟังก็ตกหลุมรักทันที เพราะนี่เป็นรายการพอดแคสต์เล่านิทานแบบเล่านิทานจริงๆ เป็นการอัดเสียงระหว่างชั่วโมงเล่านิทานของหลายๆ ครอบครัว ทำให้ได้ยินเสียงบรรยากาศการซักถามของเด็กๆ กับคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองเคล้าคลอไปตลอดทั้งเรื่อง คำถามที่ผุดขึ้นมาคือ นิทานนั้นสำคัญต่อพัฒนาการเด็กแค่ไหน เพราะเราเองก็โตมากับการฟังนิทานเช่นกัน

จากนั้นจึงทราบว่า รายการพอดแคสต์นี้เป็นเฟสแรกของโปรเจกต์น่ารักชื่อ Play From Home โดยทีมงาน BICTFest หรือเทศกาลศิลปะการแสดงนานาชาติสำหรับเด็กและเยาวชน ที่เคยจัดขึ้นในประเทศไทยมาแล้ว 2 ครั้ง

ครั้งที่ 3 ต้องเกิดขึ้นในปีนี้ แต่ด้วยสถานการณ์ COVID-19 ทำให้ทีมงานมองหาแพลตฟอร์มอื่นนอกเหนือจากละครเวทีอย่างที่ผ่านมา เป็นรูปแบบอื่นๆ ที่ยังช่วยเพื่อบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ เชื่อมต่อวัฒนธรรม และสร้างเสริมแรงบันดาลใจให้เด็กๆ แทน

Play From Home จะมีด้วยกัน 2 เฟสตลอดปีนี้ เฟสแรกคือพอดแคสต์ Stories From Home ที่ชวนครอบครัวมาแบ่งปันเรื่องเล่าในช่วงเวลาพิเศษ ซึ่งคนในครอบครัวเป็นผู้ร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้น เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจในการใช้ศิลปะการเล่านิทานมาเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และจินตนาการให้กับเด็กๆ 

โดยการจัดทำพอดแคสต์เล่านิทานในครั้งนี้ BICTFest ได้ร่วมกับ MAPPA โดย Flock Learning ที่เชื่อว่าครอบครัวคือนักสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเรียนรู้ให้เด็กๆ และ 28 Production ที่มาช่วยเติมส่วนผสมความสนุกสนานให้พอดแคสต์ด้วยเสียงประกอบเสริมจินตนาการให้เด็ก

Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน

เราจึงชวน อุ๊-อัจจิมา ณ พัทลุง ผู้อำนวยการ BICTFest จ๋า-วริศรา บ่อเกิด โปรเจกต์เมเนเจอร์ BICTFest บี-มิรา เวฬุภาค ผู้ก่อตั้ง MAPPA และ Flock Learning และ วิน-ระพีเดช กุลบุศย์ ผู้อำนวยการ 28 Production มาร่วมพูดคุยกันถึงความสำคัญของนิทาน พลังของ Storytelling ต่อพัฒนาการเด็ก และวิธีสร้างการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์ตออนไลน์ให้เด็กๆ มีทักษะพร้อมได้ลงมือทำจริงๆ

และเพราะ Storytelling ไม่ได้มีแค่การเล่านิทาน ศิลปะการละครอย่างที่ BICTFest ตั้งใจนำเสนอมาโดยตลอดก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของ Storytelling ที่ทรงพลัง ก่อนจะไปฟังเรื่องราวของพอดแคสต์ Stories From Home และแพลตฟอร์มออนไลน์ Play From Home เราจึงอยากชวนคุณทำความเข้าใจโลกการเรียนรู้ผ่านละครเวทีสำหรับเด็กและเยาวชนไปด้วยกัน

Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน

01

ความสำคัญของละครสำหรับเด็ก

Bangkok International Children’s Theatre Festival (BICT Fest) คือเทศกาลที่ชวนศิลปินละครเวทีไทยและต่างชาติจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก มาร่วมทำการจัดแสดง จัดเวิร์กช็อป และพูดคุยเสวนาเรื่องการเติบโตและพัฒนาการเด็กผ่านศิลปะ

อุ๊อธิบายว่า “การละครเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถชี้นำ เปิดโลกทัศน์ทางศิลปะให้เด็กๆ ละครจะทำให้การเรียนรู้ของเด็กน่าสนใจและสนุกสนาน การสร้างสรรค์ละครสำหรับเด็กนั้น ไม่ใช่การย่อส่วนละครของผู้ใหญ่ หรือนำละครผู้ใหญ่มาทำให้ง่ายขึ้น แต่ละครสำหรับเด็กเป็นศิลปะที่มีรูปแบบเฉพาะ มีความเป็นเอกลักษณ์ มีวิธีการนำเสนอที่แตกต่างไปตามวัยและความพร้อมของผู้ชม

“นักละครสำหรับเด็กต้องมีความละเอียดอ่อน จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ มีรสนิยมทางศิลปะที่ดี มีความจริงใจที่จะสื่อสารกับผู้ชม ละครของเด็กต้องไม่สั่งสอน แต่เป็นเพื่อนที่ดี นำเสนอโอกาสที่ดี และสร้างความสนุกสนานแก่เพื่อนตัวน้อย ขณะเดียวกันก็ต้องเสนอแนะเรื่องราวความคิด วิธีการแก้ปัญหา และทัศนคติที่ดีแก่เด็กๆ” 

Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน

การดูละครในโรงละครเป็นการตอบสนองต่อธรรมชาติของเด็ก เพราะนอกจากความสนุกสนาน เพลิดเพลิน และผ่อนคลายอารมณ์แล้ว เนื้อหาในละครยังสอดแทรกแง่คิดที่ดีงาม ซึ่งเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนของเด็กๆ ได้ในอนาคต เสริมสร้างพัฒนาการทั้งการฟัง การพูด ความกล้าแสดงออก ความคิดและจินตนาการที่กว้างไกล รวมถึงการพัฒนาคุณลักษณะพึงประสงค์ จากการเลียนแบบพฤติกรรมของตัวละครที่เด็กๆ ได้รับชม 

“เพราะเด็กๆ มีความพร้อมในการเปิดรับและเทียบเคียงประสบการณ์ของเขากับบทบาทของตัวละครนั้นๆ ซึ่งเขาสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิต

“การนำคนมานั่งดูอยู่ในที่ที่เดียวกัน มารับและแลกเปลี่ยนสารร่วมกัน มากกว่าการดูทีวีอยู่ที่บ้าน ผู้ชมจะได้ยินเสียงนักแสดงหายใจ เห็นเหงื่อ เห็นความพยายามของนักแสดงที่พยายามจะสื่อสาร”

Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน

อุ๊บอกว่า กระบวนการเรียนรู้ผ่านละครจะกระตุ้นให้เด็กๆ ได้ใช้จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ การเคลื่อนไหวร่างกาย การสร้างความเข้าใจในสัมพันธภาพของสิ่งต่างๆ รวมถึงการสื่อสารภาษาพูดและภาษาร่างกาย ซึ่งช่วยสนับสนุนพัฒนาการหลักของเด็กๆ ทั้งสี่ด้าน คือร่างกาย อารมณ์ สังคม และความฉลาดทางปัญญา 

โดยเฉพาะการเรียนรู้แบบมีปฏิสัมพันธ์ จะช่วยพัฒนาความคิดเชิงวิเคราะห์ พัฒนาพื้นฐานความสามารถในการใช้เหตุผล ด้วยจินตนาการผสมกับข้อมูลตามหลักเหตุผล แม้เป็นศิลปินต่างประเทศ​ แต่ภาษาก็ไม่เป็นอุปสรรคในการสื่อสาร เพราะการสื่อสารหลักของมนุษย์คือการสื่อสารผ่านภาษากาย ดังนั้น การมองเห็น ได้ยิน สังเกต และการเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ สร้างความเข้าใจให้เด็กๆ ได้

“ศิลปะทุกแขนงดีหมด ในวันหนึ่งเราก็อยากให้การละครเข้าไปอยู่ในระบบการศึกษาอย่างจริงจัง เพราะละครเป็นศาสตร์หนึ่งที่ช่วยพัฒนาการอย่างรอบด้าน ให้ประสบการณ์ที่เป็น Sensorial คือความรับรู้ทั้งทางสายตา การได้ยิน ความรู้สึก อารมณ์ และสติปัญญา 

“การที่เด็กได้ดูละคร เขาจะได้เรียนรู้ชีวิตที่แตกต่างจากชีวิตที่เขารู้จัก ได้รู้จักวัฒนธรรมที่แตกต่างจากที่เขาเติบโตมา มันเป็นระยะเวลาสั้นๆ ที่เขาจะได้เดินทางไปในที่ที่เขาไม่คุ้นเคย ได้รู้จักชีวิตของผู้คนที่อาจจะแตกต่างจากเขามาก สร้างความเข้าใจและความเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน” 

Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน

02

BICTFest

“งานที่นำมาแสดงใน BICTFest ทั้งสองครั้งที่ผ่านมามีความหลากหลาย ทั้งงานหุ่น (Puppetry) ซึ่งเป็นการเอาของที่มีอยู่แล้วในชีวิตประจำวันมาทำให้มีชีวิตด้วยฝีมือของนักหุ่น อย่าง Theatre Right กลุ่มละครที่มีชื่อเสียงมากจากประเทศอังกฤษ ที่ทำละครเพื่อเด็กโดยเฉพาะ ด้วยความตั้งใจให้เด็กๆ เกิดแรงบันดาลใจ เติมเต็มจินตนาการ มีประสบการณ์จากการแสดงที่น่าจดจำ การแสดงของเขาแปลกใหม่ กระตุ้นความคิด งานแต่ละชิ้นของ Theatre Right ใช้เวลาพัฒนานานนับปี”

อุ๊เล่าต่อว่า ที่ผ่านมาคนคิดว่างานเด็กจะต้องเป็นนิทาน ละครหุ่น มีการละเล่นรื่นเริง ทั้งที่จริงงานเด็กมีหลายประเภท ในการเลือกกลุ่มศิลปินมาแสดงจึงเลือกให้หลากหลาย ทั้งจากต่างประเทศที่ละครเพื่อเด็กเป็นที่แพร่หลายอยู่แล้ว รวมถึงศิลปินไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้เกิดการแลกเปลี่ยนทักษะ และแลกเปลี่ยนมุมมองต่อวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน 

Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน
Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน

โดยศิลปินแต่ละกลุ่มที่เชิญมาไม่ได้มาเล่นละครเพียงอย่างเดียว แต่มีการจัดเวิร์กช็อปและการจัดฟอรั่มแลกเปลี่ยนความคิดกันอีกด้วย อย่างเทศกาล BICTFest ครั้งแรก Papermoon Puppet Theatre คณะละครหุ่นชื่อดังจากประเทศอินโดนีเซีย โดยสร้างสรรค์งานชิ้นใหม่ร่วมกับกลุ่มพ่อแม่และเด็กๆ ในกรุงเทพฯ ที่มาจากชุมชนด้อยโอกาสและผู้คนทั่วไปที่สนใจ เพื่อนำมาสร้างเป็นเรื่องราวที่จัดแสดงครั้งแรกที่นี่ด้วย

เวิร์กช็อปของงาน BICTFest 2 ครั้งที่ผ่านมา มีเด็กๆ ตั้งแต่ 5 ถึง 13 ขวบ มาเข้าร่วมอย่างหนาแน่น มีหลากหลายรูปแบบอย่างการทำหุ่นจากวัสดุเหลือใช้ ไปจนถึงสัมผัสทางดนตรี การเคลื่อนไหว และดนตรี

Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน

ถือเป็นกระบวนการเผยแพร่การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมละครที่เน้นให้เด็กรู้จักตนเองผ่านการคิด จินตนาการ การแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยพัฒนาเด็กๆ และเยาวชนให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในสังคม 

นอกจากเด็กแล้ว ก็มีพ่อแม่ ผู้ปกครอง นักกิจกรรม ครู และผู้ที่สนใจ ที่ต้องการนำละครไปใช้ประโยชน์กับเด็กๆ ด้วยตัวเองต่อไป เมื่อทุกคนได้มาเรียนรู้กระบวนการสร้างละครสำหรับเด็กแล้ว ก็นำเอาความรู้นี้ไปต่อยอดให้ละครพัฒนาศักยภาพของเด็กๆ ได้ 

03

Play From Home

จ๋าอธิบายว่า 2 ครั้งที่ผ่านมา BICTFest จัดเทศกาลในกรุงเทพฯ ได้เสียงตอบรับอย่างอบอุ่นและได้เห็นคลื่นลูกเล็กที่ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นของการละครเพื่อเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 3 ซึ่งตอนแรกมีกำหนดจัดงานในช่วงนี้ของปี ทีมงานจึงคิดขยายการเข้าถึงไปสู่กลุ่มคนดูที่กว้างขึ้น และลงไปจับประเด็นทางสังคมอื่นๆ มากขึ้นด้วย เพื่อให้การละครเป็นสิ่งที่สร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างอย่างเป็นรูปธรรม

Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน

กลายเป็นธีมของงาน BICT on the Move ที่เชิญศิลปินไทยและนานาชาติมาอย่างเดิม แต่เปลี่ยนจากแสดงที่กรุงเทพฯ อย่างเดียว เป็นการลงพื้นที่ไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย แต่ละพื้นที่ที่ไปจัดแสดงจะเกิดกิจกรรมร่วมกันระหว่างศิลปินและชุมชน โดย BICTFest ทำงานร่วมกับ Urban Jam กลุ่มนักพัฒนาชุมชนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศไทย

“มีการจัดเส้นทางการเดินทางและประสานงานกับชุมชนไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 เสียก่อน BICT on the Move จึงต้องเลื่อนไปเป็นปีหน้า (พ.ศ. 2564) แทน” จ๋าเล่าพร้อมรอยยิ้ม 

Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน
Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน

โปรเจกต์ Play From Home จึงเกิดขึ้น เพื่อสร้างโมเมนตัมในการสร้างการเรียนรู้ให้เด็กๆ อยู่ แม้สถานการณ์จะเปลี่ยนไปโดยใช้แพลตฟอร์มออนไลน์มาเป็นเครื่องมือ เพื่อสำรวจโลกของการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กๆ ว่า ศิลปะการละครแบบไหนที่เหมาะกับการดูผ่านจอ หรือเหมาะกับการเอามาใช้สร้างสรรค์งานออนไลน์ 

“Storytelling และ Puppetry ซึ่งเป็นต้นแบบของแอนิเมชันต่างๆ เป็นสองศาสตร์ที่เราเลือกมาในครั้งนี้ เพราะคิดว่าน่าจะมาอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ แต่อยู่ในลักษณะใด เด็กๆ อยู่บ้าน ต้องอยู่กับจอมากขึ้น ทั้งการเรียนออนไลน์และโซเชียลมีเดีย ดังนั้น มีอะไรบ้างที่ออนไลน์แล้วเด็กๆ ไม่ต้องดูผ่านจอ 

“คำตอบคือพอดแคสต์ ซึ่งเชื่อมโยงกับ Storytelling อยู่แล้ว จึงเกิดเป็น Stories From Home ตรงนี้ MAPPA โดย Flock Learning และ 28 Production ก็เข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ในการทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น”

04

Stories From Home

Stories From Home ซีซั่นแรกที่แสนสนุกกำลังจะจบ โดยซีซั่น 2 กำลังจะตามมาอีกในปีนี้ 

“เรื่องเล่าเหล่านี้ เราชวนพ่อแม่ที่บ้านมาเล่าเรื่องอัดเสียงส่งให้เราผ่านโทรศัพท์ธรรมดา อัดในช่วงเวลาที่พ่อแม่อ่านนิทานให้ลูกฟัง การทำงานกับแต่ละครอบครัวก็สนุก เพราะแต่ละบ้านก็มีบริบทน่ารักต่างกันไป ในพอดแคสต์ของเราจึงมีทั้งผู้เล่าอย่างพ่อแม่และเสียงลูกๆ ผู้ฟังที่ฟังและสอบถามอย่างใครรู้ไปตลอดทั้งเรื่อง” อุ๊เล่าถึงการทำงานร่วมกับหลายครอบครัว

Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน
Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน

ในพอดแคสต์ Stories From Home เมื่อแต่ละครอบครัวอัดเสียงการเล่าเรื่องกันเรียบร้อยแล้ว จะส่งให้วินจาก 28 Production ที่ทำงานด้านเสียงอยู่แล้วเป็นผู้มาช่วยเติมความสนุกให้พอดแคสต์ด้วยเสียงประกอบตามเนื้อเรื่อง นิทานที่แต่ละบ้านอัดเสียงส่งมา เขาเลือกเองว่าจะเล่าเรื่องอะไร 

วินบอกว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุด คือบรรยากาศระหว่างครอบครัวที่พ่อแม่ได้ใช้เวลาอยู่กับลูกจริงๆ แล้วเราจะช่วยขับเน้นเรื่องราวด้วยเสียงประกอบอย่างไร ไม่ให้เสียบรรยากาศความเป็นธรรมชาติตรงนั้น เรื่องแรกที่ทำคือเรื่อง โม่หินวิเศษซึ่งเรารับรู้ได้เลยว่าเวลาคุณพ่อเล่าถึงตอนไหน เขาจะพยายามสร้างจินตนาการให้ลูกมีภาพอยู่ในหัวผ่านเสียง มันคือ Magic Moment เราเลยเอาเสียงพายเรือใส่เข้าไป 

“แต่ละเรื่อง แต่ละครอบครัว จะมี Magic Moment แบบนี้ ที่เราต้องจับให้เจอและหยอดเสียงประกอบเข้าไปขับเน้นแต่ไม่มากเกินไปจนกลบผู้เล่า หรือบางทีเล่าถึงฉากในป่า เราก็ใส่ Ambiance เสียงแมลงสัตว์ต่างๆ ในป่าเข้าไปเบาๆ”

อุ๊เสริมว่า “เราอยากให้งานของพวกเขา Inspired ให้ครอบครัวอื่นๆ ส่งงานมาเพิ่ม พลังของการเล่าเรื่องจะได้ถูกส่งต่อกันออกไป ตอนนี้เราคิดว่าจะทำเฟสที่เป็น International ด้วย เพราะรู้สึกว่าการได้ยินภาษาต่างประเทศ น่าสนใจสำหรับเด็กด้วยเหมือนกัน อาจจะผ่าน YouTube เพราะเราอยากทำ Subtitle ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยเฟสต่อๆ ไปจะเริ่มช่วงเดือนกันยายนปีนี้”

05

พลังของการเล่าเรื่อง

พาร์ตเนอร์ที่ขาดไม่ได้ของโปรเจกต์ Play From Home คือ MAPPA โดย Flock Learning ที่บีอธิบายว่าคือ Movement ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครอบครัว 

“Flock Learning มองพ่อแม่หรือครอบครัวเป็นอีกแบบหนึ่ง เรามองว่าเขาเป็น Changemakers เป็นคนที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ Solution การเปลี่ยนแปลงเรื่องการเรียนรู้ ไม่ได้อยู่แค่ในโรงเรียนและห้องเรียน แต่เกิดขึ้นได้ทุกที่โดยเฉพาะพ่อแม่ ที่ผ่านมาเราแนะนำหลายเรื่องราวให้ครอบครัวได้รับรู้เกี่ยวกับการเรียนรู้ เช่น ภาษาอื่นๆ ในการสื่อสารกับลูก ที่ไม่ใช่แค่บอกหรือพูด ลองใช้สายตา การสัมผัส ความรู้สึก และปรากฏว่าเกิดผลลัพธ์ที่น่ามหัศจรรย์มาก”

MAPPA เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อบอกเล่าแนวคิดออกไปในสังคมไทยว่า การเรียนรู้ไม่ได้มีเฉพาะในโรงเรียน มีในโรงละครได้ มีในโรงหนัง และมีที่บ้านได้ อธิบายให้เห็นภาพคือพื้นที่ที่ชวนเด็กๆ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครอบครัวออกมาเรียนรู้ โดยใช้ Online Collaborative Learning Platform 

Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน

เมื่อเข้าไปในแพลตฟอร์มนี้ เด็กๆ จะมี Journey การเรียนรู้ของตัวเอง ในขณะเดียวกันพ่อแม่ที่เข้าไปก็จะมี Journey ของด้วยเช่นกัน โดยแต่ละ Journey ร้อยเรียงกันไว้ด้วยหลากหลาย Mission ที่เด็กๆ ต้องทำ 

โดยเด็กปฐมวัย 0 – 8 ปีต้องล็อกอินพร้อมพ่อแม่เท่านั้น 9 – 14 ปี เด็กๆ ล็อกอินเข้ามาเรียนรู้เองได้ ในนั้นจะมีการเก็บทักษะผ่าน Mission เช่น ฟังพอดแคสต์ Stories From Home ของ BICTFest เด็กจะได้ทักษะอะไร

“การอ่านนิทานที่พ่อแม่ทำร่วมกับลูก ลูกๆ จะได้ทักษะในการรับรู้การมีอยู่ของพ่อแม่ที่อยู่ตรงนี้ตลอดเวลากับเด็ก ในช่วงเวลาเดิมๆ สิบห้านาที การอ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวันจะทำให้ลูกจำได้ว่า เดี๋ยวเวลานี้แม่จะกลับมา เป็นเวลาของลูกเท่านั้น คุณพ่อคุณแม่ก็จะได้สิ่งนี้ เป็นเหมือนทักษะที่เก็บไว้ในตัวลูก” 

Mission ทั้งหมดของ MAPPA เป็น Mission on Site คือแม้ว่าจะมีแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่เด็กๆ และครอบครัวต้องลงมือทำในบ้านจริงๆ 3 แกนหลักของ MAPPA appa คือ Literacy (งานอ่านออกเขียนได้) Free Play (การเล่นอิสระ) และงานบ้าน ครัว สวน เป็นสกิลล์ที่ฝึกในบ้านได้

Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน

“การอ่านออกเขียนได้ (Literacy) ก็เป็นสิ่งที่ MAPPA สนใจ ในสังคมไทยที่ผ่านมา เราจะเน้น Literacy ไปที่การอ่านหนังสือ รีบให้เด็กอ่านออกเขียนได้เร็วๆ แล้วตีความว่านี่คือ Literacy ละครคือการทำให้เด็กเข้าใจสิ่งที่มันมากไปกว่าตัวหนังสือ นิทานหนึ่งเรื่อง ถ้ารีบไปให้เด็กอ่านออกเร็วๆ เด็กจะได้การอ่าน แต่เด็กจะไม่ได้การตีความอะไรเลย 

“ละครหรือหนังสือนิทานจะมีการตีความ ความเข้าใจ มีมิติอื่นที่ไม่ใช่แค่ตัวหนังสือ เด็กจะสัมผัสมิติอื่นๆ อย่างหนังสือนิทานเรื่องหนึ่งที่เล่าเรื่องเจ้าปลาน้อยที่ไปขโมยหมวกของปลาใหญ่ ตัวอักษรในหนังสือบอกเล่าเรื่องราวของเจ้าปลาน้อยที่พร่ำบอกกับตัวเองว่าปลาใหญ่จับตนไม่ได้หรอก ไม่มีใครรู้หรอกว่าเราเป็นขโมย 

“ในขณะที่ภาพประกอบเรื่องทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า ปลาใหญ่ว่ายน้ำตามไปและรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเจ้าปลาน้อยขโมยหมวกไป แบบนี้คือการฝึกให้เด็กหัดตีความและเข้าใจว่าความรู้สึกของขโมยเป็นอย่างไร เข้าข้างตัวเองไปตลอดทาง นี่คือมิติอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากตัวหนังสือซึ่งละครก็มีสิ่งนี้เช่นกัน”

ดังนั้น สำหรับบี หนังสือหรือละครที่ดี คือสเปซที่เปิดให้เด็กๆ ได้ตีความ ได้อ่านโลก ได้ทำความเข้าใจในแบบของเขาผ่านประสบการณ์เขา ซึ่งแต่ละคนจะมีวิธีการตีความไม่เหมือนกัน 

06

To Be Continued

“และอย่างที่เล่าไปว่านอกจากพอดแคสต์เล่านิทาน ที่ทำงานกับพ่อแม่เพื่อให้รู้ว่าศิลปะเกิดขึ้นที่บ้านได้ ใครๆ ก็ทำได้แล้ว เฟสต่อมาของ Play From Home จะทำส่วนของ Puppetry ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับศิลปิน เราเลยชวนศิลปินสองคน คนแรกเป็นนักมายากล มีประสบการณ์ในการทำงานกับ Object Theatre คือ เจมส์ เลเวอร์ (James Laver) เขาจะมาทำซีรีส์เวิร์กช็อปให้เด็ก ด้วยการหาข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านไว้ทำอะไรที่เป็นมายากล

“อีกคนคือ ต้อม-สุธารัตน์ สินนอง จาก Homemade Puppet ต้อมเป็นศิลปิน Puppet ที่เราชื่นชมในกระบวนการทำงาน เขาอยู่เชียงใหม่ เขามีความฝันที่จะสร้างโรงละครขึ้นที่บ้านไม้ของเขา ซีรีส์ของต้อมเป็นการที่คนดู ดูต้อมค่อยๆ เปลี่ยนบ้านของเขาเป็นโรงละคร แล้วในที่สุดก็แสดงงานที่เขาเล่นได้เป็น Shadow Puppetry 

“ทั้งสองท่านทำให้เราเห็นว่า การใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่บ้านก็สร้างความคิดสร้างสรรค์ขึ้นได้ หลังจากนั้นเราจะชวนคนจากทางบ้านส่งคลิปวิดีโอเข้ามาแลกเปลี่ยนกัน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจต่อๆ กันไป อันนี้เป็นช่วงเดือนกันยายนและตุลาคม”

อุ๊กล่าวทิ้งท้ายว่า “สิ่งที่เราทำกันอยู่ก็หวังจะเพิ่มความตระหนักว่า ศิลปะควรเคียงข้างไปกับการเรียนรู้ในโรงเรียน เพราะทักษะอื่นๆ ในชีวิตก็มีน้ำหนักเท่าเทียมกับความรู้ทางวิชาการเช่นกัน เด็กเรียนรู้ได้หลากหลายเรื่อง เราอยากใช้แพลตฟอร์มตรงนี้ผลักดันให้แต่ละครอบครัว โรงเรียน หรือพื้นที่ใดๆ ก็ตามเกิดกิจกรรมจริงๆ ที่เด็กๆ ได้ลงมือทำ ได้เรียนรู้หลากหลายมิติ แบบเดียวกับที่ BICTFest พยายามผลักดันในสองครั้งที่ผ่านมา”

Play From Home แพลตฟอร์มออนไลน์จาก BICTFest ที่ชวนทุกครอบครัวมาสร้างกิจกรรมเรียนรู้จากที่บ้าน

ขอบคุณภาพจาก BICTFest

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

“ปริญญาของเราคือความสุข แรงบันดาลใจ และมิตรภาพที่เกิดจากพื้นที่ตรงนี้ที่เราร่วมกันสร้าง” เสียงของ สัญญา มัครินทร์ หนึ่งในครูผู้ก่อตั้งมหา’ลัยไทบ้าน ตอบคำถามข้อสุดท้ายของการสนทนา ว่าอะไรคือปริญญาของมหาลัยกลางทุ่ง

ถึงจะไม่ได้ไปเห็นด้วยตา แต่ตลอดการพูดคุยร่วมชั่วโมง เราสัมผัสได้ถึงความตั้งใจของครูในระบบคนนี้ที่กำลังจะออกมาอยู่นอกระบบในไม่ช้า หลังก่อร่างศูนย์การเรียนรู้แห่งใหม่ในชุมชนมากว่า 2 ปี 

สัญญาเป็นคนสีชมพูโดยกำเนิด เกิดในอำเภอที่ไกลที่สุดของจังหวัดขอนแก่น ในยุคสมัยที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกแม้แต่น้อย เขามีโอกาสได้เข้ามาศึกษาในตัวเมืองก็ตอนมัธยมปลาย พบเจอคุณครูที่เล่าเรื่องชีวิตในวัยเด็กของตัวเองแทนการสอน บรรยากาศในห้องพลันสนุกสนานจากที่เคยเคร่งเครียด สัญญาบอกกับเราว่ายังคงประทับใจการเรียนที่โรงเรียนขามแก่นนครในวันนั้น เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เขานึกฝันอยากเป็นครู 

“พอเป็นเด็กบ้านนอก เราก็จะมีความเป็นอื่นหน่อย ๆ เข้าไปอยู่ในเมือง สำเนียงเราก็ไม่เหมือนใคร เขาพูดภาษากลาง เราพูดลาว เคยเข้าใจว่าเป็นเด็กเก่งนะที่บ้านนอก แต่พอไปอยู่ในเมืองคือเรากระจอกมาก”

แม้เขาจะเรียนไม่เอาอ่าว ตามเพื่อนไม่ค่อยทัน เพราะต้นทุนที่น้อยกว่าตั้งแต่แรก แต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้ตัวดีและบรรดาอาจารย์ก็มองเห็น คือสัญญาเป็นคนชอบทำกิจกรรม ชอบอาสา ชอบมีส่วนร่วม มีโอกาสก้าวขาเข้ามาในวงการนักกิจกรรมผ่านการเข้าค่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ก่อนตัดสินใจเดินทางออกจากชนบทเพื่อมาใช้ชีวิตอยู่ในตัวเมืองนับ 20 ปี หลังผ่านการผจญภัยบนพื้นคอนกรีตและกำแพงปูนมาอย่างโชกโชน สิ่งที่เขาคิดถึงคือการกลับมาอยู่บ้าน 

สัญญา มัครินทร์ ครูใหญ่จากมหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบที่สอนเรื่องใกล้ตัวในบ้านเกิด
ภาพ : พนัสบดินทร์

แบบ ฝึก หัด

“เราโตมากับการศึกษาที่ครูพาไปรู้จักคนรากหญ้า คนเล็กคนน้อย ที่ระบบการศึกษากระแสหลักไม่ค่อยให้เราได้เห็นเขา พอกลับมาอยู่บ้านเกิด เห็นเลยว่าบ้านเรามีศักยภาพ มีทรัพยากร มีความงาม แต่เราก็เห็นว่า จากไป 20 ปี ถนนก็ยังคงแย่ สารเคมีก็หนักกว่าเดิม มีปัญหาขยะ ฝุ่นเยอะมาก ทั้งความงามและความจริงมันยังคงอยู่ ตอนทำงานในเมืองเรามีเครือข่ายพอสมควร ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ไปชวนเพื่อนกลับมาทำงานที่บ้าน เริ่มจากทำท่องเที่ยวชุมชน อย่างน้อยให้คนรู้ว่าบ้านเรามันมีดี”

ขณะเพื่อนที่โตมาด้วยกันหลั่งไหลเข้าเมือง สัญญากลับมาประกอบอาชีพครูที่บ้านเกิด ว่างเว้นจากการทำงาน เขาหยิบโทรศัพท์จับแฮนด์จักรยานคันโปรด ชวนลูกศิษย์ไปตระเวนถ่ายภาพรอบหมู่บ้าน สำรวจชุมชนของตนตามภาพความทรงจำในวัยเด็ก แล้วโพสต์เรื่องราวลงบนเฟซบุ๊กของเขาเอง จนคนในพื้นที่เห็นและตั้งคำถามหนึ่งกับเขาว่า “นี่ขอนแก่นเหรอ บ้านฉันมีแบบนี้ด้วยเหรอ” สัญญาจึงค่อย ๆ มั่นใจว่าเขากำลังมาถูกทาง

ก่อตั้งเพจ เที่ยววิถีสีชมพู โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ยินดีเปิดบ้านสีชมพูรอรับนักท่องเที่ยวเข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิต ทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน ในบรรยากาศที่ห้อมล้อมด้วยภูเขาป่าไม้ สร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ตลอดทั้งปี เป็นส่วนเล็ก ๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดให้เดินหน้า 

การทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ เพื่อคนรุ่นใหม่ด้วยกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะได้รับความสนใจจากสื่อมากมาย รวมถึงผู้มีอำนาจในการปกครองส่วนต่าง ๆ ที่พอจะมีทุนเกื้อหนุนให้เพจนี้ดำเนินต่อไป ชื่อเสียงของพวกเขาจึงไม่ได้ดังก้องแค่ในหุบเขา และไม่ได้มีภาพถ่ายจากมือถือของสัญญาเท่านั้นอีกแล้ว

สัญญา มัครินทร์ ครูใหญ่จากมหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบที่สอนเรื่องใกล้ตัวในบ้านเกิด

ผู้ร่วมขบวนการไม่ใช่คนที่ไหนไกล ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่เขายังใช้ชีวิตในตัวเมือง ‘ก่อการครู’ คือใครคนนั้น โครงการที่ให้มากกว่ามิตรภาพ แต่ส่งต่อวิสัยทัศน์บางประการที่เปลี่ยนทัศนคติของเขาไปโดยสิ้นเชิงด้วยเช่นกัน

“เขามีชุดความเชื่อว่า เอาเข้าจริง ครูนี่ทุกข์มากนะ ถ้าความทุกข์ของครูไม่ถูกคลี่คลาย มันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เขาเลยเอาครูมาเขย่าความคิดร่วมกัน

“เราเป็นอาชีพที่ถูกสังคมเรียกร้อง เป็นจำเลยสังคม ว่าทำไมไม่ขยับไปไหนหรือถอยหลังลงเรื่อย แต่จริง ๆ แล้วครูคือมนุษย์นะ ครูมีความทุกข์เหมือนกัน ครูเองก็เป็นเหยื่อ ลึก ๆ เรามีความเชื่อร่วมกันว่า อยากสร้างการเปลี่ยนแปลง แต่เราต้องเชื่อก่อนว่าถ้าเราเปลี่ยนหนึ่งคน ห้องเรียนมันจะเปลี่ยน เมื่อห้องเรียนเปลี่ยน สังคมก็จะเปลี่ยน ซึ่งห้องเรียนก็คือสังคมขนาดย่อม

“สิ่งที่เราพยายามทำ คือ ใช้วิธีการเล่าเรื่องนี่แหละ เราอยากเล่าให้เด็กเห็นว่า พวกเอ็งเจ๋งนะเว้ย พวกเอ็งมีศักดิ์ศรีมาก แล้วก็โชคดีมากที่ได้มีโอกาสนั่งเรียนด้วยกัน ใช้พื้นที่ห้องเรียนให้เขาได้เล่าความเป็นตัวเขา ให้เป็นห้องที่ปลอดภัยพอที่จะสนุกกับเรื่องราวของกันและกัน ซึ่งค่อนข้างสวนกระแสครูในระบบพอสมควร เราไม่ได้เชียร์ให้เด็กเก่ง แข่งขันเป็นเลิศ เรากำลังสอนเด็กให้รู้ว่า จะอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างสันติยังไง และจะดีมากถ้าเอ็งอยู่อย่างมีความหมาย”

เมื่อสัญญาตกตะกอนความคิดได้จากการเป็นครูแกนนำ บวกกับการท่องเที่ยววิถีชุมชนที่เขาทำอยู่เดิม จึงเกิดเป็น ‘มหา’ลัยไทบ้าน’ การเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่ไม่มีที่ไหนในแก่นนคร

สัญญา มัครินทร์ ครูใหญ่จากมหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบที่สอนเรื่องใกล้ตัวในบ้านเกิด

ผลัดกันเรียน เปลี่ยนกันสอน

“ตลอดชีวิต เห็นชัดเลยว่าการศึกษาบ้านเรามันให้คุณค่ากับเรื่องไกลตัวมาก เช่น เรารู้จักเรื่องกรุงเทพฯ มากกว่าเรื่องขอนแก่น เรารู้จักขอนแก่นมากกว่าอำเภอสีชมพู เพราะเราถูกสอน ถูกเรียน จากตำราที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเราเท่าไร ระบบการศึกษาก็ยังมาจากศตวรรษก่อน คือการออกแบบคนให้ไปเป็นแรงงานหลักของประเทศ แบบที่รัฐอยากให้เป็น แม้กระทั่งหลักสูตรท้องถิ่น ก็ไม่นำพาให้คนเห็นว่าบ้านเขามีปัญหาหรือความดีอะไร 

“เราว่าการเรียนรู้มันคือชีวิต เป็นองค์รวมที่ควรเห็นภาพและขยับร่วมกัน เราเลยอยากทำให้การศึกษาไม่แยกส่วน ชุมชน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ ควรเป็นองค์รวมที่ผู้เรียน ครู คนในชุมชน เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ไม่ได้แยกปัญหาของใครของมัน 

“หน้าที่ของเราไม่ใช่นักแก้ปัญหา แต่เป็นคนที่เอาตัวละครที่เกี่ยวข้องมาเจอกัน เพื่อมองเห็นปัญหาและหาทางออกร่วมกันอย่างยั่งยืน”

แน่นอนว่ามหาลัยที่แหกเหล่ากอระบบการศึกษาย่อมไม่ได้รับความมั่นใจจากคนรอบข้าง ความท้าทายที่สัญญาต้องรับมือตั้งแต่ยังปั้นน้ำไม่เป็นตัวมี 2 ประการด้วยกัน คือ หนึ่ง การอธิบายให้คนในพื้นที่เข้าใจว่าอะไรคือ มหา’ลัยไทบ้าน และ สอง คือเรื่องเงิน

สัญญา มัครินทร์ ครูใหญ่จากมหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบที่สอนเรื่องใกล้ตัวในบ้านเกิด
สัญญา มัครินทร์ ครูใหญ่จากมหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบที่สอนเรื่องใกล้ตัวในบ้านเกิด

ประการแรก มหา’ลัยไทบ้าน คือพื้นที่การศึกษาที่จะพาผู้เรียนไปสู่ความเป็นไท

ไท แปลว่าอิสระ สอดคล้องกับคำว่าไทบ้าน คือเรียบง่าย ให้คุณค่ากับความจริงใจ รวมกันเป็นการศึกษาที่ง่าย ไม่ต้องมีกรอบที่ทำให้รู้สึกอึดอัดหรือถูกควบคุม เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่อิสระ สนุก ก่อให้เกิดความเป็นไปได้ใหม่ ๆ บนรากของเรา ก็คือบ้านหรือชุมชน

มาถึงตรงนี้ หลายคนคงยังไม่หายสงสัยว่า มหา’ลัยไทบ้าน ที่ว่าแปลกไม่เหมือนใคร สอนอะไรแน่

หลักสูตรของที่นี่คือการกินอยู่ร่วมกันเป็นเวลา 4 วัน 3 คืน มีด้วยกัน 4 หมวด ได้แก่

ไทมุง คือ เวทีสร้างความสัมพันธ์ เน้นทำความรู้จัก พูดคุย ต่อยอดไอเดียร่วมกัน

ไททอล์ก คือ การเรียนการสอนจากประสบการณ์ของกันและกัน เชิญคนนอกหรือคนในพื้นที่ที่มีเรื่องราวน่าแบ่งปัน มาร่วมแลกเปลี่ยนชีวิต

ไททำ คือ การเรียนรู้ภาคปฏิบัติ เน้นการมีส่วนร่วมกับชุมชน เช่น ชวนผู้เข้าร่วมไปลองทำสาโท หาปลา ทำกับข้าวด้วยวัตถุดิบในพื้นที่ หรือการสร้างสรรค์ศิลปะจากหินในธรรมชาติ

ไททริป คือ การชวนกันไปเที่ยวสมชื่อ ตะลอนไปตามพื้นที่ในชุมชนที่น่าสนใจ เช่น เกษตรกรที่หันมาทำคาเฟ่ สร้างรายได้รายวัน หรือครูในชุมชนที่เปลี่ยนบ้านตัวเองให้เป็นห้องเรียนธรรมชาติ เป็นต้น

สัญญา มัครินทร์ ครูใหญ่จากมหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบที่สอนเรื่องใกล้ตัวในบ้านเกิด

หลักสูตรเหล่านี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก มหา’ลัยเถื่อน โดยมูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) ที่สัญญาเองก็เป็นหนึ่งในสมาชิก พวกเขาเชื่อว่าการศึกษาไม่จำเป็นต้องมีใครมารองรับ อยากเรียนอะไรก็ออกแบบหลักสูตรเองเลย ผลัดกันเรียน เปลี่ยนกันสอน ไม่มีอาชีพ ไม่มีอายุ ใครก็เป็นครูและนักเรียนที่นี่ได้อย่างเสรี ครูที่อายุน้อยที่สุดของ มหา’ลัยไทบ้าน แห่งนี้จึงเป็นเพียงเด็กขอนแก่นวัย 13 ปีเท่านั้น

“น้องยูโตะ เป็นนักเรียน ม.1 เขาเขียนหนังสือเรื่อง แมววัด กับสำนักพิมพ์ผีเสื้อ อ่านแล้วประทับใจมาก เพราะมันคือสายตาของเด็กที่มองแมวแล้วได้อะไรกับชีวิต แล้วก็มีเรื่องการศึกษา เรื่องการเลี้ยงดูของแม่ เลยชวนมาคุยเบื้องหลังความคิด สร้างแรงบันดาลใจให้กันต่อ หรือพี่นพมาศ เขาชวนคนแก่สานไม้ไผ่ จนกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ราคา 5,000 บาท ขายแต่กลุ่มลูกค้าตลาดบน เราชวนมาคุยเรื่องการทำงานกับชาวบ้าน โดยเฉพาะคนแก่ที่มีอัตตาเยอะ ซึ่งมันจะสะท้อนว่าการทำงานกับคนในชุมชนมีเทคนิคแบบไหน”

ความท้าทายที่สอง เป็นอย่างต่อไปที่สัญญาจะเล่าให้ฟัง

“เราไม่รู้เอาความเชื่อมั่นมาจากไหน พยายามนำพาเพื่อนว่าทุกอย่างคือการเรียนรู้ จากความล้มเหลว จากความมึนงง เราต้องคุยกับทีมพอสมควรว่ามันเป็นเรื่องใหม่ ต้องทดลองไปด้วยกันนะ แต่เราเชื่อว่ามันจะสร้างความเป็นไปได้ หลังงานเกิด ก็เลยสนุกในการหาเงิน ความยากคือทำให้เพื่อนไปต่อกับเรา เห็นภาพร่วมกัน”

เขาอาศัยความสนุกเชื้อชวนคนรุ่นใหม่ ว่าหาโอกาสไม่ง่ายที่จะรวบรวมคนน่าสนใจมาขึ้นเวที ร่วมแบ่งปันความรู้ เปิดบ้านอันสวยงามของพวกเขาให้คนนอกได้เข้ามาสัมผัส เป็นเหมือนพื้นที่แสดงศักยภาพของคนในทีม เกิดการจับจ่ายใช้สอยในชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของเที่ยววิถีสีชมพู

สำคัญมากไปกว่านั้น คือสัญญาอยากทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ และนั่นต้องพึ่งพาพลังของคนหนุ่มสาวกลับบ้านอย่างเสียมิได้

หนึ่งในผู้ก่อตั้ง มหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบของคนกลับบ้าน ที่เปลี่ยนบ้านให้เป็นศูนย์การเรียนรู้
ภาพ : แมนเลนส์ไทบ้าน

ลำพังตัวเขาเองก็ลงมือทำล่วงหน้าไปบ้าง ด้วยความที่ยังเป็นครูในระบบ สัญญาเปิดหลักสูตรห้องเรียนธรรมชาติและชุมชน ใช้เวลา 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการพาเด็ก ๆ ไปทำกิจกรรมร่วมกับคนในพื้นที่ เช่น ดูต้นน้ำ ทำกะลามะพร้าว เที่ยววัดวาอาราม เก็บเกี่ยวมิตรภาพระหว่างการลงมือทำ จากพ่อ ๆ แม่ ๆ ที่เคยให้หยิบยืมถ้วยชามสำหรับรองรับนักท่องเที่ยว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขากำลังทำอะไร ก็กลายมาเป็นสมาชิกอีกคนของมหา’ลัยไทบ้าน แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการแปรรูปสินค้าจากผลผลิตทางการเกษตรร่วมกันไปแล้ว

เรื่องเงินจะมีปัญหาก็กับคนใจอาสาแต่มีรายได้ทางเดียว สัญญายอมรับว่ามีลูกทีมบางคน ตั้งใจกลับบ้านมาทำงานร่วมกับเขาทันทีที่เรียนจบ ทำได้ไม่นานนักก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริง ว่างานแบบนี้ไม่ได้สร้างเม็ดเงินเป็นกอบเป็นกำตลอดปี 

การทำให้มหา’ลัยไทบ้าน เป็นผู้ประกอบการทางสังคมที่อยู่รอดได้อย่างมั่นคง จึงเป็นหมุดหมายต่อไปที่เขาอยากไปให้ถึง รวมทั้งการกรุยทางด้วยการพูดคุยกับโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล เรื่องทิศทางในอนาคตของพวกเขาด้วย

“เขาเชื่อเรื่อง Nature Based Learning เหมือนกัน พอเขามาเกื้อกูลส่งเสริมเรา ก็จะรู้สึกว่าเฮ้ย ไอ้บ้าน ๆ เนี่ย มันมีคนมองเห็นแล้ว

“เรามีเพื่อน มีพันธมิตร เราไม่ได้ทำโดดเดี่ยวนะ มีศูนย์การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงการศึกษา ชุมชน สิ่งแวดล้อม 30 ที่ทั่วประเทศ เทรนด์การศึกษาในระบบมันก็ไปต่อได้แหละ แต่จะมีคนที่ปฏิเสธการเรียนในกระแสหลักมากขึ้น เราก็จะเป็นทางเลือกให้เขา

“แล้วเราก็จะทำงานเชิงปัญญากับคน ให้น้อง ๆ ในชุมชนเห็นว่ามันทำได้จริง มีรายได้ ใช้พื้นที่นี้สร้างโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ เป็นโมเดลเล็ก ๆ ที่สร้าง NGO ในพื้นที่ต่อไป โดยใช้ฐาน ใช้บ้านของเรา เป็นสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมพวกเขา เพื่อให้กลายเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงบ้านเกิดของตัวเอง”

แม้บทเรียนหนึ่งที่ได้จากมหา’ลัยไทบ้าน จะสอนเขาว่า แนวคิดคนรุ่นใหม่กลับบ้านเป็นเรื่องในอุดมคติและไม่โรแมนติกเลยก็ตาม

หนึ่งในผู้ก่อตั้ง มหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบของคนกลับบ้าน ที่เปลี่ยนบ้านให้เป็นศูนย์การเรียนรู้
หนึ่งในผู้ก่อตั้ง มหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบของคนกลับบ้าน ที่เปลี่ยนบ้านให้เป็นศูนย์การเรียนรู้

วิชาชีวิต

“ถ้านั่งชิลล์​ เราจะมองว่าพื้นที่สวย แต่พออยู่จริง ๆ มันโคตรร้อน บางทีก็เงียบจนเหงา การกลับบ้านต้องดูด้วยว่า เข้าใจบ้านเรามากกว่าภาพที่ถูกฉายทางสื่อไหม เพราะเขาจะฉายแต่ภาพความสำเร็จ คนเลยกลับมาพร้อมความหวัง พร้อมภาพที่สื่อนำเสนอ แต่ในมุมหนึ่งก็มีความเจ็บปวด ความสัมพันธ์ของคนในทีม ของผู้นำ คนในชุมชนที่ไม่เห็นด้วย หรือเราไปแตะนายทุน แตะความเชื่อของกลุ่มอำนาจเก่า เราต้องประเมินความเสี่ยงและอุปสรรคที่ต้องเจอ แล้วเราจะอยู่ร่วมกับมันยังไง

“เราว่าทุกคนอยากกลับบ้านแหละ มีคนรุ่นใหม่มาถามเราหลายคน เราชวนคุยต่อเลยว่าเขากลับมาทำไม ต้องถามตัวเองให้ชัด เรากลับมา เราจะรอดอย่างไร เราจะทำอะไร เราเชื่ออะไรอยู่ สำคัญคือการมีเพื่อน เราจะไม่โดดเดี่ยว เพื่อนจะคอยพยุงเรา แล้วเราก็จะอยู่รอด ถ้าคนไหนยังไม่พร้อม อย่าเพิ่งมา เพราะการกลับบ้านไม่โรแมนติก มีราคาที่ต้องจ่าย”

สำหรับสัญญา ผู้ต้องจ่ายความเหนื่อยยากเต็มจำนวนทุกวัน หลังเปิดพื้นที่กลางทุ่งของเขาให้คนที่สนใจเข้ามาเรียนรู้ มหา’ลัยไทบ้าน สอนเขามากกว่าตำราในห้องเรียนหลายเท่านัก เราทุกคนคงทราบแล้วว่าสัญญาอยากเป็นครูมาแต่ไหนแต่ไร และอาชีพครูที่เขาอยากเป็นทำหน้าที่มากกว่าแค่สอนหนังสือ รับเงินเดือนเท่านั้น 

สัญญาอยากเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งกาจ เหมือนครั้งที่เด็กชายสัญญามีประกายในแววตาเมื่อฟังเรื่องเล่าของครูในห้อง เขาหอบความหวัง ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ กลับอำเภอสีชมพูที่เขารักมากไม่แพ้ใคร พร้อมความคิดอยากเป็นครูผู้นำ ที่คนในชุมชนจะพึ่งพาและเปลี่ยนแปลงบ้านเกิดได้ เขาเชื่อว่าในท้องทุ่งนี้ยังมีคนแก๋ว ๆ อีกมากที่อยากส่องไฟไปให้ถึง

ปริญญาของมหา’ลัยไทบ้านที่เราตั้งคำถาม จึงไม่ได้มาในรูปแบบของเกียรติยศหรือกระดาษแผ่นใด ไม่มีขอบเขต ไม่กำหนดกฎเกณฑ์ ไม่มีจุดสิ้นสุดว่าจะหยุดเมื่อไร 

สัญญาให้คำตอบว่าคือความสุข แรงบันดาลใจ มิตรภาพ ได้มองเห็นตัวเองมากขึ้น กลับไปที่รากเหง้าของพื้นดินที่เหยียบย่ำอยู่ใต้ฝ่าเท้า และเริ่มลุกมาสร้างอะไรบางอย่างแบบที่เขากำลังทำ

“ขอนแก่นเป็นเมืองแห่งโอกาส เราชอบมากเลยนะ เพราะเราเกิดที่นี่ เราเห็นความน่ารักของมันที่ให้คุณค่ากับคนรุ่นใหม่ ขอนแก่นน่าอยู่เพราะคน

“ด้วยความที่เมืองไม่ใหญ่ คนสร้างสรรค์ คนเก่ง ๆ ก็ได้เห็นหน้าเห็นตากันบ่อยมาก เราก็ได้โอกาสศึกษาจากเขา ได้เป็นเพื่อน เป็นลูกศิษย์ เป็นคนที่ริเริ่มอะไรใหม่ ๆ ให้เมือง แต่ในอีกมุม เราก็มีเพื่อนที่ต่อสู้เรื่องสิทธิ ทำงานกับภาคประชาชน ได้เรียนรู้ปัญหารากหญ้าที่ถูกครอบด้วยโครงสร้างอำนาจหรือแหล่งทุน เราว่าเราโชคดีที่ได้เห็นความหลากหลาย 

“ถึงจะไม่ชอบ แต่ลึก ๆ เรารักมันมาก ต่อให้มีความดีงาม หรือความน่าเกลียดน่าชังบางอย่าง แต่เราอยากจะเป็นคนหนึ่งที่ทำให้เมืองของเราน่าอยู่มากขึ้น” ครูบ้านนอกทิ้งท้ายอย่างคนไม่หมดหวัง

หนึ่งในผู้ก่อตั้ง มหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบของคนกลับบ้าน ที่เปลี่ยนบ้านให้เป็นศูนย์การเรียนรู้

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load