PM 2.5 ฝุ่น ควัน มลภาวะ

ตอนนี้ใคร ๆ ในเมืองไทยก็พูดกันเรื่องนี้

แล้วพูดกันเยอะมาก เรื่องสาเหตุใหญ่ประการหนึ่งของปัญหาฝุ่นว่ามาจากการเผาในภาคการเกษตรหลังเก็บเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นนาข้าว ไร่ข้าวโพด ไร่อ้อย ซึ่งมีเศษซากพืชเหลือเป็นจำนวนมาก จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษและกระทรวงพลังงาน บอกว่าสาเหตุของ PM 2.5 ในประเทศไทยมาจาก ‘การเผาในที่โล่ง’ มากที่สุด และเว็บไซต์ workpointTODAY ก็ทำแผนภูมิสรุปออกมาให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น จะเห็นได้เลยว่าภาคกลางได้รับผลกระทบจากการเผาทางการเกษตรมากที่สุดจริง ๆ

ภาพ : workpointtoday.com/why-we-have-pm-25-in-thailand

แต่คิดเหมือนอุ้มไหมคะว่าส่วนใหญ่เราจะออกแนวบ่นวน ๆ ไป ว่ามีปัญหาทั้งในระดับโครงสร้างและในระดับชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ แต่ไม่ค่อยได้ยินใครพูดถึงทางออกหรือทางเลือกให้เกษตรกร ว่าตกลงถ้าจะไม่ให้เขาเผาเนี่ย จะให้ทำยังไง พืชใหม่ก็ต้องปลูก อุ้มเองก็คิดไม่ออกเหมือนกัน ได้แต่สงสัยอยู่ในใจ

ภาพ : banofileather.com

แล้วอยู่ดี ๆ YouTube กับ Instagram คงจะมีญาณหยั่งรู้ (คือมีประโยชน์นะอัลกอริทึมเนี่ย แต่แอบหลอนทุกที) เลยมีวิดีโอกับ Handle ของแบรนด์หนึ่งเด้งขึ้นมา ชื่อว่า Banofi Leather เป็นโครงการของหญิงสาวชาวอินเดียชื่อ Jinali Mody ซึ่งเป็นนักศึกษาปริญญาโทที่ Yale School of the Environment เธอเห็นว่าในสวนกล้วยแถวบ้านเธอที่อินเดีย พอตัดกล้วยไปขายก็จะเหลือต้นกล้วย ใบกล้วยทิ้งเป็นจำนวนมาก (ผลผลิตกล้วย 1 ตัน มีซากเหลือทิ้งถึง 4 ตัน ปีปีหนึ่งอินเดียมีซากกล้วยถึง 120 ล้านตัน!) 

แล้วที่ผ่านมาเกษตรกรกำจัดยังไง ก็ตัดเอาไปกอง ๆ พอแห้งแล้วก็เผาสิคะ! ลองนึกว่าฝุ่นควันที่เกิดจากการเผาซากกล้วยร้อยกว่าล้านตันต่อปีจะมหาศาลขนาดไหน แล้วการเอาซากต้นกล้วยไปกอง ๆ รวมกันไว้ยังทำให้เกิดแอ่งน้ำขังในพื้นที่ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง แมงป่องกับงูก็ชุม เกษตรกรโดนฉกโดนต่อยกันอยู่เป็นประจำ

จินาลีซึ่งสนใจเครื่องหนังและกำลังค้นคว้าเรื่องวัสดุทดแทนหนังแท้และหนังเทียม (Vegan Leather) เลยเกิดประกายความคิดเรื่องนี้ขึ้นมาว่าจะเอากล้วยมาทำเป็นหนังได้ไหมนะ

ก่อนจะไปถึงกระบวนการที่ว่า เรามาคุยกันก่อนดีกว่าค่ะว่าอุตสาหกรรมฟอกหนังสัตว์และการทำหนังเทียมไม่ดีต่อโลกนี้อย่างไร

ถึงอุตสาหกรรมหนังจะออกมาบอกว่าหนังวัวนั้นเป็นเศษเหลือจากอุตสาหกรรมเนื้อวัว ถ้าไม่เอามาใช้ก็ต้องทิ้งอยู่ดี ธุรกิจของตนจึงถือว่ามีคุณูปการด้วยซ้ำ แต่ในความเป็นจริงแล้วหาได้เป็นเช่นนั้นเลยค่ะ เพราะมูลค่าของธุรกิจหนังจากระบบปศุสัตว์นั้นสูงถึง 26% คือเป็นรายได้สำคัญของการเลี้ยงวัวเลยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ก็ถือว่าต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อผลกระทบมหาศาลที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมไม่น้อยไปกว่าธุรกิจค้าเนื้อวัว

จากสถิติขององค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา บอกว่าอุตสาหกรรมฟอกหนังเฉพาะในสหรัฐฯ ปล่อยของเสียออกสู่สิ่งแวดล้อมถึง 600 ล้านตัน ไม่ว่าจะเป็นในรูปของสารเคมี โลหะหนัก หรือสารพิษอื่น ๆ ที่เป็นภัยต่อโลกและต่อมนุษย์ ในไทยเราเองก็ไม่ได้น้อยหน้านะคะ อุ้มจำได้ว่าโตมาที่ปากน้ำ สมุทรปราการ ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจฟอกหนัง มีโรงฟอกหนังเต็มไปหมด (เกือบร้อยราย อยู่ปากน้ำหมดเลยค่ะ) ทั้งกลิ่นเหม็น ทั้งน้ำเสียมันมหากาฬมาก ขับรถผ่านแถวนั้นถึงกับต้องอุดจมูกกันเลยล่ะค่ะ

หลายต่อหลายปีที่ผ่านมาจึงมีการรณรงค์ให้คนใช้หนังสัตว์น้อยลง แล้วก็มีทางเลือกอื่น ๆ อย่างหนังเทียมออกมา

แต่หนังเทียมหรือ Vegan Leather ก็ยังไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้ เพราะคนจำนวนมากไม่รู้ว่าวัตถุดิบหลักในการผลิตหนังเทียมมาจากปิโตรเคมี คือทำจากพลาสติกนั่นเอง เพราะฉะนั้นกระบวนการผลิตจึงไม่ได้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แถมยังย่อยสลายยากมาก มีคนบอกว่าหนังเทียมจากพลาสติกนั้นจริง ๆ แล้วแย่กว่าหนังสัตว์จริง ๆ เสียอีก

เลยเป็นเหตุผลให้ 10 กว่าปีที่ผ่านมา มีคนคิดค้นการนำพืชมาทำเป็นหนัง กลายเป็น Plant-based Leather ที่อุ้มจะมาเล่าให้ฟังกันนี่แหละค่ะ

วนกลับมาที่จินาลี หลังจากมองเห็นปัญหาและมีความฝันเกิดขึ้น จินาลีซึ่งเป็นนักเคมีที่เรียนจบด้าน Biochemistry จึงเริ่มทำการทดลองค้นคว้าหาวิธีแปรเส้นใยจากต้นกล้วยให้เป็นหนัง ใช้เวลาอยู่เป็นปี จนสุดท้ายก็สำเร็จออกมาเป็น Banofi Leather ที่หน้าตา ผิวสัมผัส ความเหนียว ความยืดหยุ่น หรือแม้แต่กลิ่น เหมือนกับหนังสัตว์มาก ใครอยากเห็นว่าหน้าตาเป็นยังไงเข้าไปดูที่ Instagram : banofileather เลยค่ะ 

แต่ไม่ใช่ว่าทำได้ออกมาเป็นแผ่น ๆ แล้วจบ กลับบ้านไปนอนได้ สิ่งที่ต้องคิดต่อไปอีก คือทำยังไงต่อเพื่อสร้างตลาดให้หนังกล้วยเหล่านี้ เพราะจินาลีคิดไกลไปกว่าเย็บกระเป๋าสร้างแบรนด์ขายเองแถวบ้าน แต่เธออยากเป็น Supplier ให้กับแบรนด์เครื่องหนังและแฟชั่นที่มีอยู่แล้ว ให้ลองหันมาใช้หนังกล้วยของเธอแทน

ภาพ : banofileather.com

ความฉลาดของจินาลีคือการส่งโครงการนี้เข้าประกวดหลายเวทีมาก แล้วชนะหมดเลยด้วย! ในเวลาแค่ปีเดียว ทีมของจินาลีชนะตั้งแต่เวที Wege Prize ซึ่งเป็นการประกวดผลงานในระดับนักศึกษาจากทั่วโลก ได้เงินรางวัลมา 65,000 เหรียญฯ หรือเวที Rice Business Plan Competition ที่เป็นการให้รางวัลกับสตาร์ทอัพในระดับมหาวิทยาลัย จินาลีชนะได้เงินรางวัลไป 130,000 เหรียญฯ) จนไปถึงรางวัลล่าสุดที่มีเกียรติและมีเงินรางวัลสูงที่สุด คือ Hult Prize ได้เงินไปตั้ง 1 ล้านเหรียญฯ แหนะค่ะ!

นอกจากจะชนะอีก 40,000 ทีมที่ส่งงานเข้ามาจากทั่วโลก สิ่งที่สำคัญมาก ๆ คือคนที่ขึ้นไปมอบรางวัลบนเวทีที่ปารีส คือ Stella McCartney เจ้าแม่แฟชั่นที่สนับสนุนการใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด เรียกว่าได้ทั้งเงิน ได้ทั้งกล่อง และได้ทั้งคอนเนกชันแบบสุดไม่รู้จะสุดยังไง เหมือนประกวดนางงามแล้วได้ผู้จัดคนดังไปสวมมงกุฎเลยได้เข้าวงการ อันนี้คือเอาผลงานแฮ็กเข้าแวดวงแฟชั่นแบบได้พื้นที่สื่อฟรีด้วย

ที่อุ้มรู้สึกดีใจแทนคือความตั้งใจจะรักษาสิ่งแวดล้อมกลายไปเป็นธุรกิจที่มีอนาคต และช่วยเหลือคนในชุมชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเคยมีรายได้น้อยมาก (วันละไม่ถึง 2 เหรียญฯ) ให้มีงานที่ยั่งยืนและมีรายได้ดีกว่าเดิม

ผลพลอยได้อีกอย่างที่ Banofi Leather ทำให้เกิดขึ้น คือทำให้คนที่ไม่เคยรู้จัก Plant-based Leather ได้รู้ว่าเส้นใยจากพืชเอามาทำเป็นหนังได้ด้วยแฮะ และยิ่งเปิดโลกไปอีกเมื่อได้รู้ว่าจริง ๆ แล้วมีคนทำหนังจากพืชอีกหลายชนิดมากกกกกกก บางอย่างได้ยินแล้วงงไปเลย (คือจริง ๆ งงทุกอัน) มีอะไรบ้างมาดูกันค่ะ

Apple Leather หนังจากเปลือกและแกนที่เหลือจากกระบวนการทำน้ำแอปเปิล 

เจ้าของความคิดคือ Alberto Volcan แห่งเมือง Bolzano ประเทศอิตาลี แบรนด์เด่นจากหนังแอปเปิล เช่น Oliver Co. London

ภาพ : Oliver Co. London 
Cactus Leather หนังจากใบกระบองเพชร 

เจ้าของความคิดคือ Adrián López Velarde และ Marte Cázarez แห่งแบรนด์ Desserto ที่ทำหนังจากใบกระบองเพชร Prickly Pear ซึ่งขึ้นเองตามธรรมชาติในเม็กซิโก และไม่ต้องรดน้ำ เพราะมันดึงเอาน้ำในบรรยากาศมาเลี้ยงตัวเอง จึงมีต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่ต่ำมาก

Mushroom Leather หนังจากเห็ด

เจ้าของความคิดคือ Philip Ross และ Jonas Edvard ใช้ไมซีเลียม (Mycelium) หรือเส้นใยจากเห็ดรา ซึ่งเหลือจากกระบวนการปลูกเห็ดนางรม (Oyster Mushrooms) และเป็นวัตถุดิบที่กำลังมาแรงสุด ๆ ถึงแม้กระบวนการผลิตให้กลายเป็นหนังจะซับซ้อนที่สุด แหล่งผลิตใหญ่อยู่ที่ประเทศอินโดนีเซีย

ผลิตภัณฑ์ที่น่าตื่นเต้นคือคอลเลกชันล่าสุด Frayme Mylo™️ ของ Stella McCartney เป็นกระเป๋าหรูรุ่นแรกของโลกที่ทำด้วยหนังจากเห็ด ไม่บอกก็ดูไม่ออกจริง ๆ นะ นึกว่าทำจากหนังสัตว์

ภาพ : Stella McCartney 
Pineapple Leather หนังจากใบสับปะรด

เจ้าของความคิดคือ Dr.Carmen Hijosa แห่ง Ananas Anam ใช้ยอดสับปะรดที่คนสับทิ้งมาทำเป็นหนังยี่ห้อ Pinãtex ซึ่งมีจุดเด่นเรื่องสีสันและความแวววาว ถูกใจคนในวงการแฟชั่นเป็นอันมาก มีแบรนด์ดัง ๆ เป็นลูกค้าหลายเจ้า ไม่ว่าจะเป็น Nike, H&M, Hilton Hotel หรือ HUGO BOSS แหล่งวัตถุดิบใหญ่ที่สุดของ Ananas Anam อยู่ที่ฟิลิปปินส์

Grape Leather หนังจากองุ่น

เจ้าของความคิดคือ Gianpiero Tessitore แห่ง VEGEA ที่ใช้ผิว ก้าน และเมล็ดองุ่นซึ่งเป็นกากเหลือจากการผลิตไวน์ มาทำเป็นหนังที่มีความนุ่มเหมาะจะทำเสื้อผ้า แต่ก็ทนทานมากถึงขนาดเอาไปบุโซฟาหรือเบาะนั่งในรถ ในเรือได้ ไม่น่าแปลกใจถ้าจะบอกว่าจิอันปิเอโร่เคยเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์มาก่อน ลูกค้าของ VEGEA มีแบรนด์ดัง ๆ ระดับโลก อย่าง Calvin Klein, Diadora หรือ Bentley อันนี้ดูไม่ออกจริง ๆ ว่าเป็นหนังจากองุ่น เพราะเหมือนหนังสัตว์มากกกก

Corn Leather หนังจากต้นข้าวโพด

และยังมี Corn Leather หนังที่ทำจากต้นข้าวโพด ซึ่งแบรนด์รองเท้าที่เราเลิ้บมากจากบราซิลชื่อ VEJA ใช้ในคอลเลกชัน CWL น่ารักมากเลย

ภาพ : VEJA

เห็นด้วยกับอุ้มไหมคะว่าหนังจากพืชที่เห็นแต่ละชนิดมันสวยมาก ดูไม่ออกจริง ๆ ว่าไม่ได้ทำมาจากหนังสัตว์ ในเมื่อต่อโลกและต่อมนุษย์แบบนี้ก็ควรจะต้องมาช่วยกันบอกต่อให้คนรู้จักและต้องการใช้ให้มากขึ้น

ล่าสุด นักแสดงสาวใหญ่แต่หน้าเด็กตลอดกาล และเป็นผู้เรียกร้องเรื่อง Animal Rights มาตลอดอย่าง Alicia Silverstone ถึงกับยอมเปลื้องผ้าถ่ายรูปให้กับแคมเปญ ‘Don’t be a prick, wear vegan!’ ของ PETA (People for the Ethical Treatment of Animals) ชิ้นนี้ค่ะ คือ Visual มันแรงและได้ผลมาก

ภาพ : www.peta.org

เรียกว่าต่อไปข้างหน้า วงการ Plant-based Leather จะมาจริง ๆ ขนาดแค่นี้มูลค่าตลาดของหนังจากพืชยังขึ้นไปอยู่ที่ราว 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1.5 ล้านล้านบาทแหนะ!

เราคงจะได้เห็นผู้เล่นและวัสดุใหม่ ๆ เข้ามาในตลาดที่กำลังโตวันโตคืนนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ก้าวต่อไปของคนที่อยู่มาก่อนจึงน่าจะอยู่ที่การพัฒนาให้หนังจากพืชย่อยสลายได้ เพราะตอนนี้การจะทำให้หนังพวกนี้มีความทนทาน ยังไงก็ต้องฉาบด้วยวัสดุสังเคราะห์เป็นบางส่วน แต่การวิจัยพัฒนาของแทบทุกแบรนด์เท่าที่อุ้มฟังมา ต่างก็มุ่งหน้าไปสู่การหาส่วนผสมธรรมชาติมาทดแทนสารเคลือบเหล่านี้ให้ได้

ในเมื่อโลกนี้มี Know-how อยู่เต็มไปหมดแล้ว เทรนด์ของตลาดก็ชัดเจนว่าไปในทางนี้แน่ ไทยเรามีวัสดุธรรมชาติเหลือทิ้งเป็นจำนวนมาก (นอกจากข้าว อ้อย ข้าวโพด กล้วยแล้ว นี่อุ้มยังคิดไปถึงต้นและใบของกะหล่ำดอก บรอกโคลีที่เหลือทิ้งมากกว่าส่วนที่เอาไปขายเสียอีก) เราควรต้องมาช่วยกันคิดหาวิธีเอาซากพืชเหล่านี้ไปพัฒนา เกษตรกรจะได้มีทางเลือกอื่นที่ไม่ใช่การเผา ถึงจะแก้ปัญหาไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็ต้องดีกว่าที่เป็นอยู่นี้แน่ ๆ

ผู้บริโภคอย่างเราช่วยกันสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่มาจาก Plant-based Leather กันนะคะ พอของขายได้ เขาจะได้ยิ่งส่งเสริมการผลิตหนังจากพืชมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ให้มันแทนที่หนังจากสัตว์ไปทีละน้อย

โลกจะดีขึ้นได้ถ้าเราช่วยกันคิด ช่วยกันทำค่ะ

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์