16 มิถุนายน 2560
38 K

เวลาที่เรานึกถึงเรื่องราวในอดีต หลายครั้งเราก็เห็นต้นไม้ต้นนั้นต้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวนั้นด้วย บางทีก็เด่นชัดทั้งชนิด รูปทรง ตำแหน่งที่ปลูก กลิ่น สี หรือแม้แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณนั้น เลยไปถึงภาพความผูกพันระหว่างเรากับต้นไม้ในวัยเด็ก

บางครั้งกลิ่นดอกการเวกก็พาเรากลับไปบ้านคุณย่า เห็นภาพคุณย่านั่งตำหมากอยู่บนตั่งตัวใหญ่ กลัดกรวยใบตองหลวมๆ ใส่ดอกการเวกหอมๆ แจกหลานๆ ดอกกระจุ๋มกระจิ๋มของโฮย่าก็พาให้นึกถึงคุณย่าอีกเช่นกัน นึกถึงวันที่เราเล่นเอาดอกอ้อยควั่น (ตอนนั้นเราเรียกกันเช่นนั้น) เสียบเป็นตุ้มหูให้คุณย่า ต้นมะม่วงโบราณริมลำประโดง ต้นลิ้นจี่หลังบ้าน ต้นโกสนริมคลอง ล้วนมีเรื่องราว มีตัวละคร ให้นึกถึง จากวัยเด็กจนปัจจุบัน ความทรงจำของผมเต็มไปด้วยต้นไม้ แต่ละต้นล้วนมีเรื่องราวเชื่อมโยงกับบุคคลที่เดินเข้ามาในเส้นทางชีวิต

อาจเป็นเพราะโชคชะตาหรือชีวิตที่เติบโตมากับต้นไม้ ทำให้วันหนึ่งต้องกลายมาเป็นนักจัดสวนที่มีต้นไม้กลายเป็นหุ้นส่วนใหญ่ของชีวิต เมื่อได้รับเกียรติจาก The Cloud ให้มาเล่าเรื่องต้นไม้ และถูกตั้งคำถามว่า พี่วิทย์อยากเล่าเรื่องไหนก่อน ผมจึงตอบไปว่า “ปลูกต้นไม้ในห้องทำงาน” เพราะผมกำลังสนุกกับการเล่นปลูกต้นไม้ในบ้าน ในห้องนอน ในห้องทำงาน และได้ทดลองกับห้องต่างๆ ของตนเองมาระยะหนึ่ง

ต้นไม้ โต๊ะทำงาน

ห้องทำงาน

สำหรับผม บ้านที่ไม่มีต้นไม้คือบ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จ เป็นบ้านที่ไม่มีชีวิต และก็รู้สึกเช่นนั้นกับห้องต่างๆ ภายในบ้าน รวมทั้งห้องทำงาน ต้นไม้ในบ้านช่วยลดทอนความแข็งกระด้างของวัสดุต่างๆ ในห้อง และช่วยเพิ่มชีวิตชีวาให้ห้องของเรา เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมอยากพูดถึงต้นไม้ในที่ทำงานหรือในห้องทำงาน เพราะผมรู้สึกว่า บรรยากาศในห้องทำงานบางครั้งก็เต็มไปด้วยความเร่งรีบและเคร่งเครียด ต้นไม้น่าจะมีส่วนลดบรรยากาศเเบบนั้นลง อีกนัยหนึ่งก็อาจช่วยบำบัดอาการเครียดอันเกิดจากการทำงานได้ และการสร้างบรรยากาศอันรื่นรมย์ให้เกิดขึ้นด้วยสีเขียวๆ ของต้นไม้ น่าจะช่วยส่งผลกับความคิดสร้างสรรค์และประสิทธิภาพในการทำงาน

ทีนี้เราคงต้องมาพูดกันเรื่องการเลือกต้นไม้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญและมีหลายองค์ประกอบที่ต้องคำนึงถึง ชนิดของต้นไม้ ขนาด รูปทรง ภาชนะที่ใช้ เลยไปถึงการเข้าใจธรรมชาติของต้นไม้แต่ละต้น เพื่อให้การปลูกต้นไม้ของเราไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และเป็นภาระในเวลาต่อมา ต้นไม้แต่ละต้นมีคาแรกเตอร์ไม่เหมือนกัน บางต้นก็เป็นต้นไม้เท่ๆ บางต้นก็อ่อนหวาน บางต้นก็ดูแมนๆ บางต้นก็ให้อารมณ์ไทยๆ ฉะนั้น การเลือกชนิดของต้นไม้จึงมีความสำคัญพอๆ กับการเลือกเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งห้องให้ลงตัวกับสไตล์ที่เลือก

ต้นไม้มีให้เลือกหลากหลายชนิด ขนาด รูปทรง และสีสัน รวมทั้งภาชนะที่ใส่ เราต้องพิถีพิถันกับทุกรายละเอียดเพื่อให้เข้ากับห้องและเฟอร์นิเจอร์ที่ได้รับการออกแบบไว้อย่างดีแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่แตกต่างระหว่างการเลือกต้นไม้กับการเลือกเฟอร์นิเจอร์คือ ต้นไม้ต้องการความเข้าใจ เราต้องเรียนรู้ ทำความรู้จักต้นไม้ของเราให้ดี และเมื่อเราเข้าใจธรรมชาติของเขา ต้นไม้ก็จะเติบโต สวยงาม และให้ความรู้สึกดีๆ กับเรา

ต้นไม้ต้นหนึ่งที่ผมอยากพูดถึงคือ Fiddle-leaf Fig หรือที่คนไทยเรียก ไทรใบซอ ไทรใบยอ หรือ ไทยใบสัก เป็นพืชตระกูล Ficus (ไทร) เป็นต้นไม้เท่ๆ ที่เหมาะกับการนำมาจัดวางในห้องทำงาน ไทรใบซอดูแลไม่ยาก ไม่ต้องการแสงแดดจัด มีใบใหญ่สวยงาม ทำความสะอาดง่าย (ด้วยการใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดฝุ่นออกเพื่อให้ใบรับแสงแดดได้เต็มที่) บวกกับคุณสมบัติเรื่องการดูดสารพิษ จึงเป็นต้นไม้ต้นหนึ่งที่คนเลือกหามาไว้ในบ้านหรือในที่ทำงาน

วิธีปลูก เราเลือกรองก้นกระถางด้วยหินภูเขาไฟหรืออิฐมอญทุบ หนาประมาณ 1 – 2 นิ้ว ซึ่งจะช่วยไม่ให้รากจมน้ำอยู่ตลอดเวลา หากไม่ทำเช่นนั้นเมื่อรดน้ำและเกิดน้ำขังในจานรองกระถางรากจะเน่าและส่งกลิ่นเหม็น และในระยะยาวดินจะแน่น อุดรูกระถาง น้ำไม่ระบายออก ดินจะแฉะเกิน

ห้องทำงาน ห้องทำงาน

ต้นไม้อีกต้นที่ผมอยากแนะนำคือ ต้นยางอินเดีย หรือ Indian Rubber มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย เป็นพืชตระกูล Ficus เช่นเดียวกับต้นไทรใบซอ ต้นยางอินเดียเป็นต้นไม้เลี้ยงง่าย โตเร็ว เป็นพืชที่คนนิยมนำมาใช้ตกแต่งภายในห้อง ภายในอาคาร เพราะไม่ต้องการแสงแดดมากนัก ใบหนาสีเข้มเป็นเงา และที่สำคัญ ได้รับการจัดลำดับว่าเป็นไม้ที่ช่วยทำความสะอาดอากาศในห้องได้ในระดับต้นๆ ยางอินเดียที่นิยมนำมาปลูกในบ้านหรือในอาคารมีหลายสายพันธุ์ ซึ่งมีความแตกต่างกันในเรื่องสีใบ บางต้นมีใบสีเขียวเข้มจนเกือบดำ บางต้นสีออกเเดงๆ บางต้นก็เป็นพันธ์ุด่าง มีทั้งด่างแดง ด่างเหลือง ด่างขาว

วิธีการดูแลต้นยางอินเดีย ยางอินเดียชอบน้ำ แต่ไม่ชอบแฉะ รดน้ำปริมาณมากและรอจนกว่าดินจะเริ่มแห้ง แล้วค่อยรดน้ำในครั้งต่อไป ระวังอย่าให้น้ำขัง คอยเทน้ำในจานรองทิ้งหลังรดน้ำ ดินที่เลือกใช้ควรเป็นดินร่วนซุย เพื่อช่วยให้ระบายน้ำได้ดี

ถึงแม้ต้นไทรใบซอและต้นยางอินเดียจะไม่ต้องการแสงแดดจัด ชอบชื้นแต่ไม่แฉะ แต่ธรรมชาติของต้นไม้ทุกต้นต้องการแสงธรรมชาติ เราไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่เป็นความเข้าใจธรรมชาติที่ต้องเรียนรู้ ปริมาณน้ำ ปริมาณแสงแดดที่ต้นไม้แต่ละต้นต้องการไม่มีสูตรตายตัว เพราะมีตัวแปรมากมายที่ทำให้ต้นไม้ของเราไม่เหมือนต้นไม้ของบ้านอื่น การเลือกวางต้นไม้ในส่วนที่ห้องได้รับแสงแดดที่ส่องเข้ามาจากช่องหน้าต่างหรือหลังคา การมีมุมเนอร์สเซอรี่เล็กๆ ไว้ฟื้นฟู และสลับสับเปลี่ยนต้นไม้มาจัดวางในบ้านก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งหากห้องทำงานของเราได้รับแสงน้อยเกินไป

ต้นไม้อื่นๆ ที่เราปลูกเลี้ยงเป็นไม้กระถางในห้องทำงานได้อีก คือลิ้นมังกร แคคตัส ฟิโลเดนดรอน สาวน้อยประแป้ง สับปะรดสี หรือไม้รากอากาศอย่างทิลแลนด์เซีย การเลือกใช้ต้นไม้แต่ละต้น เราควรคำนึงถึงคาแรกเตอร์ของต้นไม้ที่เลือก ที่เข้ากับสไตล์ของห้องทำงานของเรา

การให้เวลาทำความเข้าใจธรรมชาติของพวกเขาจะช่วยให้เราละเอียดลออกับชีวิตเล็กๆ ที่มอบแต่สิ่งดีๆ ให้เราเสมอ

Writer & Photographer

ศิริวิทย์ ริ้วบำรุง

ปัจจุบันเป็นนักจัดสวน ในนาม little tree landscape เกิดและเติบโตมาในบ้านสวนริมน้ำท่าจีนมีพ่อเป็นนักสะสมต้นไม้ และมีแม่ชอบปลูกดอกไม้ ชีวิตจึงมีต้นทุนเรื่องต้นไม้มาแต่เด็ก สิบกว่าปีก่อนได้กลายเป็นนักจัดสวนโดยบังเอิญ และเป็นเรื่อยๆ มาจนถึงปัจจุบัน เพราะได้ค้นพบแล้วว่างานจัดสวนให้โอกาสเราได้อยู่กับสิ่งที่เรารัก และเป็นงานที่ทำแล้วมีความสุข

Plant Planet

ชวนเดินทางเข้าสู่โลกของต้นไม้เพื่อทำความรู้จักพืชในฐานะเพื่อน

10 มิถุนายน 2564
20 K

ยุคนี้คนนิยมปลูกโรสแมรี่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นต้นไม้อเนกประสงค์ เอามาทำอาหารได้ ปลูกเอากลิ่นหอมได้ หรือปลูกประดับเพื่อความสวยงามก็ยังได้ ถ้าเลี้ยงดีๆ จะมีดอกสีขาวด้วย

แต่ปัญหาที่คนรักโรสแมรี่เกือบทุกคนเจอเหมือนกันคือ เลี้ยงไม่รอด

โรสแมรี่เป็นต้นไม้ที่ปลูกไม่ง่าย แต่ก็ไม่ถึงกับยาก หลักคือโรสแมรี่ไม่ชอบน้ำขัง ชอบแดด และสาเหตุการตายเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์มาจากได้น้ำเยอะไป ไม่ใช่เพราะขาดน้ำ

ถ้าใครอยากปลูกโรสแมรี่ ลองทำตาม 11 ขั้นตอนนี้ รับรองว่าได้ต้นโรสแมรี่ที่โตวันโตคืนแน่นอน

11 วิธีปลูกโรสแมรี่ ทำตามนี้ยังไงก็รอด
11 วิธีปลูกโรสแมรี่ ทำตามนี้ยังไงก็รอด

1. เลือกพันธุ์ที่ชอบก่อนปลูก

โรสแมรี่มีหลายสายพันธุ์ มาจากหลายประเทศ ทั้งฝรั่งเศส ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น แต่ละพันธุ์ก็แตกต่างกัน บางพันธุ์สูงใหญ่ท่วมหัว บางพันธุ์เป็นแบบเลื้อย (เคยเห็นที่ญี่ปุ่นปลูกให้เลื้อยลงมาตามกำแพง) บางพันธุ์มีใบใหญ่ บางพันธุ์มีใบเล็ก ความหอมของแต่ละพันธุ์ก็ไม่เท่านั้น ดังนั้น เราต้องเริ่มจากการเลือกพันธุ์ที่ตรงกับความต้องการของเรา

2. ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำได้

บางคนไม่อยากเสียเงินซื้อ ก็ใช้วิธีขอยอดโรสแมรี่จากเพื่อนมาปลูกต่อ หรือแบ่งมาจากโรสแมรี่ที่ใช้ทำอาหารในครัวก็ได้ แต่ต้องเลือกยอดที่ไม่แก่เกินไป และไม่อ่อนเกินไป ปักชำในวัสดุอย่างกาบมะพร้าวสับหรือแกลบ หรือจะเอาไปแช่น้ำให้แตกรากแล้วค่อยลงดินก็ได้ แต่ต้องทำใจไว้หน่อยว่า อัตราการรอดไม่ถึงขั้นร้อยเปอร์เซ็นต์ อาจจะมีทั้งยอดที่แตก และยอดที่ตาย

3. เอาลงแปลง ดีกว่าเอาลงดิน

โรสแมรี่ไม่ชอบน้ำขัง ดังนั้น ถ้าดินบ้านเราระบายน้ำไม่ดี รดน้ำเยอะหรือฝนตกแล้วน้ำขัง ก็ควรจะทำแปลงยกขึ้นมา จะกั้นขอบแปลงด้วยอะไรก็ได้ หลักการคือ ให้ระบายน้ำในแปลงได้ดี ไม่เกิดการท่วมขัง

11 วิธีปลูกโรสแมรี่ ทำตามนี้ยังไงก็รอด

4. วัสดุปลูกต้องระบายน้ำได้ดี

วัสดุปลูกที่แนะนำคือ นำกาบมะพร้าวสับ 3 ส่วน มาผสมกับดิน 1 ส่วน หรือจะใช้ดินใบก้ามปูล้วนๆ ก็ได้ เพราะระบายน้ำได้ดี

11 วิธีปลูกโรสแมรี่ ทำตามนี้ยังไงก็รอด

5. อย่ารดน้ำเยอะ

หลายคนคิดว่าการดูแลเอาใจใส่ต้นไม้ที่ดีคือการรดน้ำบ่อยๆ และคิดว่าเมื่อต้นไม้โทรมต้องรดน้ำ สำหรับโรสแมรี่แล้วอาจจะไม่ใช่ บ่อยครั้งที่อาการโทรมของโรสแมรี่มาจากการได้น้ำเยอะเกินไป การรดน้ำที่เหมาะคือ รดวันละครั้งตอนเช้า รดให้ชื้นอย่าให้น้ำขัง ควรงดการรดน้ำช่วงเย็น เพราะนอกจากต้นไม้จะไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรแล้ว น้ำที่สะสมตามใบและวัสดุปลูกอาจทำให้เกิดเชื้อรา ใบเน่า แล้วก็ลามไปทั่วต้น

6. ปลูกในกระถาง ต้องยกหลบฝน

ถ้าเราปลูกโรสแมรี่ในกระถาง พอช่วงที่มีฝน ควรยกหลบฝนมาไว้ในร่ม ถ้าปลูกแบบลงแปลงก็อาจจะทำหลังคาผ้าใบคลุม แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็ต้องทำระบบระบายน้ำให้ดี จะลดการเกิดเชื้อราได้

11 วิธีปลูกโรสแมรี่ ทำตามนี้ยังไงก็รอด

7. ปลูกให้มีระยะห่าง

สำหรับคนที่ซื้อโรสแมรี่มาลงแปลง อย่าปลูกชิดกัน ต้องเว้นระยะระหว่างต้นให้ห่างกันสัก 30 เซนติเมตร เพื่อให้มีพื้นที่ในการเติบโต และความโล่งนั้นจะช่วยให้อากาศถ่ายเท แสงส่องถึง ลดการเกิดโรคและเพลี้ยได้

8. แสงแดดต้องเพียงพอ

โรสแมรี่ชอบแดด ปลูกกลางแจ้งดีกว่าปลูกแดดรำไร แถมยังลดโอกาสเกิดเชื้อราได้ แต่ถ้าปลูกในที่แดดจัด ก็ต้องรดน้ำอย่างสม่ำเสมอด้วย

11 วิธีปลูกโรสแมรี่ ทำตามนี้ยังไงก็รอด

9. เล็งดีๆ ก่อนตัดยอดไปใช้

การตัดใบไปใช้ ไม่ต่างอะไรจากการตัดแต่งกิ่ง ดังนั้น จึงเป็นเหมือนการกำหนดพุ่มทรงของต้น ถ้าอยากให้ต้นของเราสูง ให้ตัดใบด้านข้างไปใช้ แต่ถ้าตัดยอด ก็จะได้ทรงพุ่ม ฟอร์มต้นไม่ใหญ่ โดยปกติแล้วโรสแมรี่จะแตกกิ่งถี่มาก ในช่วงหน้าฝน เราควรเล็มพุ่มแน่นๆ ให้โปร่ง ใบจะได้ไม่เก็บความชื้นจนเกิดเชื้อรา

10. เจอราให้เด็ด

หาเจอเชื้อราที่ใบให้ตัดใบทิ้ง แล้วสำรวจวัสดุปลูกว่าระบายน้ำดีไหม จากนั้นลองลดปริมาณน้ำลง รดที่โคนต้นแทนการรดผ่านใบ ถ้าปลูกในกระถางก็ย้ายไปไว้ในตำแหน่งที่รับแดดได้มากขึ้น

11. ระวังเพลี้ย

ศัตรูหลักของโรสแมรี่คือเพลี้ย ส่วนใหญ่เป็นเพลี้ยไฟ เหมือนไรแดงๆ ทำให้ใบเป็นสีน้ำตาล กำจัดได้ด้วยการตัดทิ้ง แล้วป้องกันด้วยการพ่นน้ำส้มควันไม้ หรือน้ำยาชีวภาพทั้งหลาย ถ้าไม่อยากพ่นอะไร ก็ต้องหมั่นตรวจและตัดยอดเมื่อเจอเพลี้ยอยู่เสมอ

Writer

ศิริวิทย์ ริ้วบำรุง

ปัจจุบันเป็นนักจัดสวน ในนาม little tree landscape เกิดและเติบโตมาในบ้านสวนริมน้ำท่าจีนมีพ่อเป็นนักสะสมต้นไม้ และมีแม่ชอบปลูกดอกไม้ ชีวิตจึงมีต้นทุนเรื่องต้นไม้มาแต่เด็ก สิบกว่าปีก่อนได้กลายเป็นนักจัดสวนโดยบังเอิญ และเป็นเรื่อยๆ มาจนถึงปัจจุบัน เพราะได้ค้นพบแล้วว่างานจัดสวนให้โอกาสเราได้อยู่กับสิ่งที่เรารัก และเป็นงานที่ทำแล้วมีความสุข

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load