30 พฤศจิกายน 2562
41 K

‘ตำหนักตึก’ เป็นหนึ่งในอาคารสำคัญของบ้านปลายเนินอันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ผู้ทรงได้รับการถวายพระสมัญญานามว่า ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ 

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2490 สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์สิ้นพระชนม์ลงโดยสงบ ขณะทรงมีพระชันษาได้ 83 ปี ในห้องบรรทมบนชั้นสองของตำหนักตึกแห่งนี้

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ แห่งบ้านปลายเนิน
สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

ย้อนไปในอดีต เมื่อ พ.ศ. 2474 อาคารทรงยุโรปหลังนี้สร้างขึ้นโดยความคิดริเริ่มของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายา ด้วยพิจารณาแล้วว่าสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงมีพระพลานามัยไม่แข็งแรงเช่นแต่ก่อน กอปรกับทรงเจริญพระชนมายุมากขึ้น ก่อนหน้านี้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เคยประทับอยู่เพียงพระองค์เดียวที่ตำหนักไทย ภายในเขตบ้านปลายเนิน ต่อมาเมื่อทรงพระชราและพระพลานามัยถดถอยดังที่กล่าวไป หม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ จึงดำริที่จะปลูกตำหนักตึกขึ้น แล้วเชิญเสด็จมาประทับเพื่อถวายการดูแลอย่างใกล้ชิด

ในตอนแรก สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์จะเสด็จมาประทับเฉพาะช่วงกลางคืน เพื่อพักผ่อนพระอิริยาบถและบรรทม แต่เมื่อทรงงานก็จะเสด็จพระดำเนินไปที่ตำหนักไทย ต่อมาจึงเสด็จมาประทับที่ตำหนักตึกตลอดเวลาเป็นการถาวรจวบจนสิ้นพระชนม์

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน
สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

ประตูห้องบรรทมปิดสนิทมาเป็นเวลานานกว่ากว่า 70 ปีหลังจากที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์สิ้นพระชนม์ลงเมื่อ พ.ศ. 2490 ตามด้วยการถึงแก่อนิจกรรมของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายาใน พ.ศ. 2502 จากนั้นที่ตำหนักตึกจึงมีเพียงพระธิดาสองพระองค์คือหม่อมเจ้าดวงจิตร จิตรพงศ์ และ หม่อมเจ้ากรณิกา จิตรพงศ์ ประทับอยู่จนสิ้นชีพิตักษัยลงใน พ.ศ. 2548 และ พ.ศ. 2558 ตามลำดับ จากนั้นประตูของตำหนักตึกก็ปิดสนิทมาโดยตลอด

ในปีนี้ (พ.ศ. 2562) ทายาทในราชสกุลจิตรพงศ์ ซึ่งเป็นพระปนัดดา (เหลน) ในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ตัดสินใจเปิดประตูตำหนักตึกขึ้นอีกครั้ง เพื่อสืบค้นร่องรอยว่านายช่างใหญ่แห่งกรุงสยามพระองค์นี้ทรงเรียนอย่างไร อ่านอย่างไร ฝึกฝนพระองค์อย่างไร จึงได้ทรงเป็นนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยามที่ทรงพระปรีชาสามารถเช่นนี้ ด้วยความหวังว่าหากได้ค้นพบ และศึกษาถึงองค์ความรู้ที่สั่งสมในตำหนักตึกอันเปรียบเสมือน Time Capsule นี้ อย่างจริงจังแล้วล่ะก็ จะสามารถนำมาจัดแสดงในรูปแบบของพิพิธภัณฑ์เพื่อสร้างประโยชน์กับผู้สนใจในศาสตร์และศิลปะทุกแขนงต่อไป

พระทายาทในราชสกุลจิตรพงศ์ ซึ่งเป็นพระปนัดดา (เหลน) ในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
พระทายาทในราชสกุลจิตรพงศ์ ซึ่งเป็นพระปนัดดา (เหลน) ในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

วันนี้การสืบค้นเพิ่งเริ่มต้นขึ้นในอาคารโบราณล้ำค่าหลังนี้ เศษกระดาษใบเล็ก สมุดจดเล่มน้อย ตลอดจนของจิปาถะมากมายที่เก็บรักษาไว้ในกล่องกระดาษ หีบ ปี๊บ หรือซุกซ่อนอยู่ตามซอกเล็กมุมน้อยทุกๆ ชิ้นล้วนได้รับการดูแลอย่างเบามือ พร้อมกับการศึกษาอย่างละเอียดถึงความเป็นมาและเป็นไป ภาพสเกตช์ดินสอเส้นบางเบาแทบจะเลอะเลือนหลายต่อหลายภาพที่ปรากฏบนซองจดหมาย กระดาษแผ่นเล็กๆ กลับกลายมาเป็นภาพฝีพระหัตถ์ทรงร่างที่พัฒนาเป็นสถาปัตยกรรมสำคัญของแผ่นดินไทยมากมาย

The Cloud ได้รับการเชิญชวนให้มาชมสรรพสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เพิ่งค้นพบ พร้อมกับเสพเรื่องราวและที่มาอันยิ่งใหญ่จากการสืบค้นอย่างละเมียดละไมในครั้งนี้ 

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน
สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

สมุดร่างภาพ (Sketch book)

ขนาด 9 x 14 ซม. ด้านในทรงร่างภาพเพื่อทรงร่างแบบพระอุโบสถและส่วนต่าง ๆ ของวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

สมุดร่างภาพเล่มเล็กนี้พบในห้องนอนของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายาในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งห้องนี้อยู่บนชั้นสอง ติดกับห้องบรรทมของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ห้องนี้จะเป็นห้องเล็กๆ แคบๆ และมีประตูเปิดทะลุเข้าห้องบรรทมสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ได้เลย

สมุดนี้เก็บอยู่ภายในปี๊บลักษณะคล้ายปี๊บขนมปังที่มีฝาบานพับด้านบนปิดสนิทและคล้องกุญแจอยู่ ลักษณะกระดาษในสมุดไม่ใช่กระดาษเปล่า แต่เป็นกระดาษที่ประกอบด้วยตารางเล็กๆ และสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงใช้ตารางเหล่านี้เทียบสัดส่วนเพื่อทรงร่างแบบพระอุโบสถตลอดจนส่วนต่างๆ ของวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร โดยทรงร่างแบบฟรีแฮนด์ ไม่ได้ใช้อุปกรณ์อย่างเช่นไม้บรรทัดช่วยแต่อย่างใด แต่ละหน้าจะเป็นแบบรายละเอียดของแต่ละส่วนของตัววัด เช่น รั้ว ประตู เป็นต้น

สิ่งที่น่าสนใจคือสมุดร่างภาพเล่มนี้เล็กมากๆ ภาพฝีพระหัตถ์ทรงร่างนั้นละเอียด ปราศจากรอยลบหรือขูดขีดใดๆ หมายถึงว่าทรงร่างอย่างแม่นยำในครั้งเดียว ก่อนขยายแบบเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อทอดพระเนตรและพระราชทานพระราชวินิจฉัยก่อนพระราชทานพระราชานุมัติให้สร้างจริงใน พ.ศ. 2441 

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ซื้อที่ดินระหว่างคลองผดุงกรุงเกษมจนถึงคลองสามเสน เพื่อสร้างที่ประทับพักผ่อนพระอิริยาบถส่วนพระองค์ โดยพระราชทานนามว่า ‘สวนดุสิต’ (พระราชวังดุสิตในปัจจุบัน) ซึ่งบริเวณที่ดินที่ทรงซื้อนั้นมีวัดโบราณ 2 แห่ง คือ วัดดุสิตซึ่งอยู่ในสภาพทรุดโทรมโดยถูกใช้เป็นที่สร้างพลับพลา และวัดร้างอีกแห่งซึ่งจำเป็นต้องใช้ที่ดินของวัดสำหรับตัดเป็นถนน พระองค์จึงทรงทำผาติกรรม สร้างวัดแห่งใหม่เพื่อเป็นการทดแทนตามประเพณี โดยทรงเลือกวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร เป็นวัดที่ทรงสถาปนาตามพระราชดำริว่า การสร้างวัดใหม่หลายวัดยากต่อการบำรุงรักษา ถ้ารวมเงินสร้างวัดเดียวให้เป็นวัดใหญ่ และทำโดยช่างฝีมือประณีตจะดีกว่า จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้ทรงออกแบบก่อสร้างพระอุโบสถและถาวรวัตถุอื่นๆ และมีพระยาราชสงคราม (กร หงสกุล) เป็นนายช่างก่อสร้าง

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

สิ่งก่อสร้างสำคัญคือพระอุโบสถที่ประดิษฐานพระพุทธชินราชจำลอง ซึ่งใช้หินอ่อนที่ประดับตกแต่งพระอุโบสถ พระระเบียง ตลอดจนสถานที่อื่นๆ โดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงออกแบบ วัดขนาด และทำแบบส่งไปเป็นตัวอย่าง เพื่อเรียกประกวดราคาโดยตรงจากบริษัทขายหินอ่อนในประเทศอิตาลี และใช้หินอ่อนจากห้างโนวี จุสเซปเป้ (Novi Giuseppe) เมืองเจนัว (Genoa) กับหินอ่อนจากเมืองคาร์รารา (Carrara) ประเทศอิตาลี ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่มีหินอ่อนมากและดีที่สุด วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร เป็นวัดสำคัญที่มีชื่อเสียงระดับโลก รู้จักกันดีในภาษาอังกฤษกันว่า Marble Temple 

ตัวอย่างตาข่ายมะลิประดิษฐ์

จากพระยาเทวาธิราช ตามคำขอของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

ตัวอย่างตาข่ายมะลิประดิษฐ์นี้พบในห้องนอนของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายาในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เช่นกัน อยู่ในกล่องกระดาษกล่องหนึ่งที่เก็บแยกไว้ต่างหาก โดยบรรจุรวมอยู่ในกล่องกระดาษกล่องใหญ่ซึ่งมีเอกสารและสิ่งของอื่นๆ อีกมากมายอยู่ด้วยกัน 

พระยาเทวาธิราช มีนามเดิมว่า หม่อมราชวงศ์โป้ย มาลากุล เป็นโอรสในพลเรือโท พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าขจรจรัสวงศ์ กรมหมื่นปราบปรปักษ์ และ หม่อมสุ่น มาลากุล ณ อยุธยา ในวัยเยาว์ท่านบิดาได้ถวายตัวพร้อมกับพี่น้องทั้งหมดให้อยู่ภายใต้ร่มพระบารมีของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระยาเทวาธิราชเคยรับราชการในตำแหน่งกรมวัง และเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นหัวหน้ากองวังและพระราชพิธี สำนักพระราชวัง ตามลำดับ และเคยเติบโตมาจากสำนักสมเด็จพระศรีพัชรินราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเพราะเหตุนี้เลยรู้จักข้าราชสำนักในพระองค์ท่านดี สามารถเสาะหาคนที่สามารถประดิษฐ์ตาข่ายดอกมะลิ ดอกพุด และลายต่างๆ ได้

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

ที่พบเป็นตัวอย่างตาข่ายประดิษฐ์ลวดลายต่างๆ ตามที่ข้าหลวงในสมเด็จพระศรีพัชรินราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ร้อยขึ้นตามพระราชประสงค์ เป็นการร้อยตาข่ายมะลิตามแบบในวังหลวง ณ เวลานั้น ซึ่งเป็นลายที่งดงามและหาชมยากยิ่งในปัจจุบัน 

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงเป็นปราชญ์ ก่อนทรงเริ่มต้นทำเรื่องใด จะทรงศึกษาอย่างลึกซึ้งถึงที่มาที่ไป วิชาดั้งเดิมที่เป็นองค์ความรู้ โดยทรงขอความรู้จากผู้ที่ไว้พระทัยว่าสามารถหาข้อมูถวายได้ เมื่อทรงศึกษาของเดิมจนเข้าพระทัยแล้ว จึงจะทรงนำมาพัฒนาแบบใหม่ๆ และต่อยอดจากองค์ความรู้เดิม ในกรณีนี้จะเห็นว่าเมื่อทรงได้ลายประดิษฐ์ตาข่ายตามอย่างโบราณแล้ว ได้ทรงนำมาร่างลายเขียนละเอียดลงบนแผ่นกระดาษ เพื่อบันทึกและพัฒนาลายใหม่ๆ  ขึ้น

ต้นแบบเหรียญรัชมงคล ร.ศ. 126

ขนาดใหญ่กว่าเหรียญจริง 5 เท่า

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

เหรียญงานพระราชพิธีรัชมงคล ร.ศ. 126 พบบนหิ้งในห้องห้องนอนของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายาในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เช่นกัน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีรัชมงคล เมื่อ พ.ศ. 2450 ตรงกับรัตนโกสินทร์ศกที่ 126 เพื่อเฉลิมฉลองในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติเสมอด้วยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แห่งกรุงศรีอยุธยา ความปรากฏใน ‘พระราชบัญญัติเหรียญรัชมงคลรัตนโกสินทรศก ๑๒๖’ ตอนหนึ่งว่า

 “มีพระบรมราชโองการตรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่า จำเดิมแต่เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ในปีมะโรง สัมฤธิศก จุลศักราช ๑๒๓๐ นับเรียงปีมาถึงรัตนโกสินทรศก ๑๒๖ นี้ รัชพรรษาพอบรรจบสี่สิบปี เสมอด้วยรัชกาลแห่งสมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์ที่ ๒ ซึ่งได้ครอบครองราชสมบัติในกรุงศรีอยุธยา ผู้มีรัชกาลยืนยาวกว่าพระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์ อันมีปรากฏในพระราชพงศาวดาร เป็นเหตุให้ทรงพระปีติเบิกบานพระราชหฤทัย จึงจะได้ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในกรุงศรีอยุธยา ทรงพระราชอุทิศส่วนพระราชกุศลถวายสมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์นั้น ตามรัชสมัยได้เท่าทันเสมอภาค ยากที่จะเทียมถึงจึงจัดว่าเป็นพระราชกุศลรัชมงคลอันอุดม สมควรจะมีสิ่งซึ่งเป็นที่รฦกถึงบุญญาภินิหาร แห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไว้ ให้อยู่ชั่วกาลนานจึงทรงพระราชดำริห์ให้สร้างเหรียญที่รฤก”

ในการนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้ทรงออกแบบถวาย ด้านหน้าของเหรียญเป็นรูปพระครุฑพ่าห์ มีพระจุลมงกุฎซ้อนบนอก ส่วนด้านหลัง มีอักษรจารึกไว้ว่า “ที่รฤกรัชกาลที่ ๕ กรุงรัตนโกสินทร์ เสมอรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ กรุงศรีอยุทธยา ร.ศ. ๑๒๖”

เหรียญรัชมงคล ร.ศ. 126 นี้ พระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำขึ้นเพื่อพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทในการพระราชกุศลรัชมงคล รัตนโกสินทร์ศก 126 โอกาสเดียว โดยผู้ใดสมควรจะได้รับพระราชทานเหรียญสำคัญนี้ขึ้นอยู่กับพระบรมราชวินิจฉัย แล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

เหรียญรัชมงคล ร.ศ. 126 นี้ ปั้นแบบโดย ออกุสต์ พาเทย์ ซึ่งเป็นนายช่างคนเดียวกับที่ทำเหรียญประพาสยุโรป ถ้าสังเกตดีๆ จะพบลายเซ็นนายออกุสต์อยู่ตรงขอบ และเหรียญรัชมงคล ร.ศ. 126 นี้ ผลิตโดยโรงงานเหรียญกษาปณ์ Monnaie de Paris ประเทศฝรั่งเศส

La Monnaie de Paris สถาบันที่อายุยาวนานที่สุดในฝรั่งเศสและเป็นวิสาหกิจที่เก่าแก่ที่สุดของโลก โดยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ทรงมีพระราชบัญชาให้ก่อตั้งโรงผลิตเหรียญขึ้นในปารีสเมื่อ ค.ศ. 864 เพิ่มเติมจากโรงกษาปณ์เดิมอีก 8 แห่งที่มีอยู่ในแคว้นต่างๆ ปัจจุบันโรงกษาปณ์นี้ผลิตเฉพาะเหรียญที่ระลึกสวยงามเท่านั้น

เนื่องจากสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ต้องทรงงานกับช่างชาวต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ในสมุดภาพร่างมักจะเห็นว่าทรงใช้ภาษาอังกฤษเขียนกำกับและอธิบายรายละเอียดไว้ให้ช่างเข้าใจ เพื่อสานต่องานได้ตามพระประสงค์

สมุดทรงบันทึกคำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

พบในห้องนอนของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายาในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เช่นกัน  โดยเก็บรักษาไว้ในในปี๊บที่ลักษณะคล้ายปี๊บขนมปังที่มีฝาบานพับด้านบนปิดสนิทและคล้องกุญแจอยู่

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงเริ่มศึกษาภาษาอังกฤษกับแหม่มแอนนา (แอนนา ลีโอโนเวนส์) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระราชบิดาได้ทรงเสาะหาครูสอนภาษาอังกฤษเพื่อถวายการสอนแก่พระราชโอรส พระราชธิดา และเจ้าจอม มิสเตอร์อดัมสัน ผู้จัดการบริษัทบอร์เนียวที่สิงคโปร์จึงแจ้งให้ทรงทราบว่า มีแหม่มสอนภาษาอังกฤษที่มีความสามารถเหมาะสม จึงทรงทาบทามให้เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อถวายการสอนภาษาอังกฤษในพระราชวัง

แหม่มแอนนา รับราชการอยู่ 4 ปี 6 เดือน จึงถวายบังคมลาออกจากหน้าที่เนื่องจากสุขภาพทรุดโทรม และเดินทางกลับอเมริกา 

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงศึกษาภาษาอังกฤษด้วยพระวิริยะอุตสาหะด้วยพระองค์เอง จากภาพสมุดบันทึกคำศัพท์ภาษาอังกฤษเล่มนี้ จะเห็นว่าทรงคัดลอกคำและประโยคภาษาอังกฤษ ทรงบันทึกคำอ่านและคำแปลเป็นภาษาไทยไว้ด้วย เพื่อจะได้ทรงฝึกฝนเมื่อทรงมีเวลา

พระองค์ทรงศึกษาภาษาอังกฤษจนแตกฉานด้วยพระองค์เอง ในสมุดร่างภาพจะมีข้อความอธิบายเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดเพื่อทรงใช้สื่อสารกับช่างชาวยุโรปที่จะนำภาพฝีพระหัตถ์ที่ทรงออกแบบไปพัฒนาต่อได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังทรงศึกษาตำราต่างๆ และทรงสะสมหนังสือที่เป็นภาษาอังกฤษไว้เป็นจำนวนมาก หนังสือทรงสะสมหลายเล่มที่พบในตำหนักตึกนี้ยังสามารถสืบค้นและหาซื้อได้จากแหล่งต่างๆ เช่น เว็บไซต์ amazon  

รูปภาพราชรถและพระโกศทองน้อย

รัชกาลที่ 4 ส่งมาจากกระทรวงวัง

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่งบ้านปลายเนิน
สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่งบ้านปลายเนิน

พบในลังเอกสารจิปาถะในห้องนอนของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายาในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เช่นกัน โดยวางรวมอยู่กับจดหมายต่างๆ

สันนิษฐานว่ามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ทรงออกแบบหรือซ่อมแซมราชรถและพระโกศทองน้อยเพื่อนำไปใช้งาน และด้วยนิสัยของผู้ใฝ่หาความรู้ พระองค์จึงทรงขอให้กระทรวงวังส่งข้อมูลราชรถน้อยและพระโกศทองน้อยของรัชกาลที่ 4 มาให้ทรงศึกษาอย่างละเอียดก่อนซ่อมแซม นิสัยนี้มีติดพระองค์ตลอดพระชมน์ชีพ ไม่โปรดทำอะไรขึ้นโดยปราศจากความเข้าพระทัยและรู้ลึกรู้จริง

แบบร่างงานฝีพระหัตถ์ต่างๆ บนเศษกระดาษและซองจดหมาย

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่งบ้านปลายเนิน

พบได้ทั่วไปทุกหนแห่ง ในห้องนอนของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายาในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เช่นกัน รวมทั้งในตู้เก็บเอกสารตรงโถงบันได ปะปนไปกับเอกสารทั่วไป

ภาพนี้สื่อให้เห็นว่าทรงงานอยู่ทุกขณะ ทรงใช้ความคิดและจินตนาการในการออกแบบตลอดเวลา บางทีหากทรงงานอื่นๆ อยู่หรือขณะทรงพระสำราญ ถ้าหากทรงมีไอเดียขึ้นมา ท่านก็จะทรงหยิบสิ่งของใกล้ตัวมาทรงร่างทันที ที่เห็นบ่อยคือซองจดหมายที่ส่งมาถวาย ทรงวาดไอเดียนั้นลงอย่างคร่าว ๆ เพื่อกันลืม ทรงเป็นผู้มัธยัสถ์เพราะกระดาษทุกแผ่นไม่ว่าแผ่นเล็กแค่ไหน จะเป็นเพียงเศษกระดาษหรือซองใส่อะไรก็ตาม จะทรงนำมาใช้ทั้งด้านหน้าด้านหลัง ไม่ปล่อยทิ้งว่างไว้เลย และภาพฝีพระหัตถ์ทรงร่างมากมายที่พบก็ปรากฏต่อมาว่าเป็นงานศิลป์ชิ้นสำคัญของประเทศ

Diary 1946 พระนิพนธ์ชิ้นสุดท้าย

ก่อนสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์สิ้นพระชนม์ 

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่งบ้านปลายเนิน

พบในห้องห้องนอนของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายาในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เช่นกัน เก็บรักษาไว้ในปี๊บที่มีฝาบานพับปิดได้ คล้องกุญแจอยู่

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงมีพระคุณลักษณะนิสัยสำคัญประการหนึ่งนั่นคือ ทรงจดบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ เป็นประจำในทุกวัน โดยจะทรงบันทึกข้อมูลอันเป็นสถิติ เช่น น้ำหนักของพระองค์ อุณหภูมิของสถานที่นั้น ที่ประทับอยู่ ตลอดจนเวลาที่ฝนตกและปริมาณน้ำฝนเป็นมิลลิเมตร นอกจากนั้นยังทรงบันทึกพระราชกรณียกิจในวันนั้นๆ ว่าเสด็จไปไหน ทรงงานอะไร มีใครมาเฝ้า และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกประเทศ ทรงบันทึกด้วยลายพระหัตถ์เรียบร้อย เป็นระเบียบงดงาม 

หม่อมเจ้าดวงจิตร จิตรพงศ์ พระธิดาผู้ทรงสนองพระกรุณาเป็นดั่งเลขานุการิณีในพระองค์ได้ทรงบันทึกเกี่ยวกับ Diary 1946 อันเป็นไดอารี่เล่มสุดท้ายของพระองค์ท่านไว้ว่า

“ยิ่งทรงพระชรา ลายพระหัตถ์ที่เคยประณีตถี่ถ้วนก็ค่อยๆ สั้นและเลอะเลือน จนถึงวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2489 ถึงเวลาที่ทรงเขียนก็ทรงหยิบสมุดพลิกเปิดตรงที่คั่นไว้ หยิบดินสอเขียนคำว่า ‘บางกอก’ ลงได้เพียงคำหนึ่ง แล้วจรดนิ่งอยู่หลายนาทีจึงทรงเงยพระพักตร์ขึ้นจ้องดูหน้าลูกซึ่งคอยปรนนิบัติอยู่ตรงนั้นนิ่งอยู่นาน น้ำพระเนตรคลอ พระหัตถ์กำดินสอแน่น ตรัสบอกว่า ‘เขียนไม่ได้’ ต้องช่วยแกะดินสอออกจากพระหัตถ์และเก็บสมุดถวาย”

ใน Diary 1946 ที่พบยังปรากฏลายพระหัตถ์ที่ทรงเขียนไว้ว่า ‘บางกอก’ ด้วยดินสอ อันเป็นพระนิพนธ์คำสุดท้ายในพระองค์

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์มิได้ทรงเป็นเอกศิลปินทางด้านภาพจิตรกรรมหรือสถาปัตยกรรมเท่านั้น พระองค์ท่านยังทรงเป็นเอกทางด้านวรรณศิลป์อีกด้วย ทรงพระนิพนธ์บทละครดึกดำบรรพ์ไว้หลายเรื่อง เช่น อิเหนา ตอนตัดดอกไม้ฉายกริช ตอนไหว้พระ และตอนบวงสรวง รามเกียรติ์ ตอนศูรปนขาตีสีดา สังข์ทอง ตอนเผาพระขรรค์ ตอนชุบตัว และตอนหึง รวมทั้งสังข์ทอง ตอนทิ้งพวงมาลัย ตอนตีคลี และตอนถอดรูป เป็นต้น คำร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีที่เราใช้กันในปัจจุบันนี้ ก็มาจากคำร้องที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงนิพนธ์ไว้เป็นต้นแบบ

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

“ตั้งแต่ผมเกิดมา ผมก็พอทราบแล้วว่าท่านเก่ง แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาพูดแล้วว่าทวดเราเก่ง แต่อยู่ในจุดที่ค้นหาว่าทำไมท่านเก่ง และถ้าคนๆ หนึ่งอยากเก่งเหมือนท่านต้องทำอะไรบ้าง ต้องหมั่นลักจำ หมั่นสังเกต กล้าพลิกแพลงพิสดารที่ไม่หลุดกรอบจนเกินไป”

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

หม่อมหลวงตรีจักร จิตรพงศ์ ตัวแทนพระปนัดดาเอ่ยถึงเหตุผลเบื้องหลังโครงการใหญ่ต่อไปของทายาทแห่งบ้านปลายเนิน คือการสร้างพิพิธภัณฑ์ที่ทำให้ชาวไทยและชาวต่างชาติไม่เพียงได้เห็นผลงานฝีพระหัตถ์ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ แต่ได้เห็นผลงานที่ทรงสร้างร่วมกับศิลปินอื่นๆ โบราณวัตถุสะสม สถาปัตยกรรมของบ้านปลายเนิน และสำคัญที่สุดคือวิถีชีวิตของนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม

พระทายาทในราชสกุลจิตรพงศ์ ซึ่งเป็นพระปนัดดา (เหลน) ในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

การสืบเรื่องราวในตำหนักตึกยังมีต่อไปเรื่อยๆ อย่างระมัดระวัง กระดาษทุกชิ้นล้วนมีคุณค่าที่ต้องสืบหาให้ได้ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เป็นภารกิจที่ใช้เวลาและความพากเพียรอย่างยิ่งยวด แต่องค์ความรู้ที่ได้มานั้นจะเผยแพร่ให้คนไทยได้รับรู้ว่า นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยามพระองค์นี้ทรงเรียนอย่างไร อ่านอย่างไร ฝึกฝนพระองค์อย่างไร จึงได้ทรงเป็นนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยามที่ทรงพระปรีชาสามารถเช่นนี้ และองค์ความรู้นี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาทักษะทั้งศาสตร์และศิลป์ต่อไปในอนาคต


ข้อมูล : หม่อมหลวง อนุวาต ไชยันต์

สืบค้นข้อมูล : หม่อมหลวง ตรีจักร จิตรพงศ์, หม่อมหลวง สุธานิธิ จิตรพงศ์

สืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม : โลจน์ นันทิวัชรินทร์

ถ่ายภาพ : หม่อมหลวง ตรีจักร จิตรพงศ์

เรียบเรียง : โลจน์ นันทิวัชรินทร์

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

3 พฤศจิกายน 2565
4 K

เราเดินทางมาถึงจังหวัดที่ใฝ่ฝันอยากไปมานานช่วงสาย ๆ

ฤกษ์งามยามดี สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ชวนเรามาเข้าร่วมกิจกรรม ‘เทศกาลน่าน’ หรือ ‘น่านเฟส’ ตอน Creative Space โดย CEA สำนักงานจังหวัดน่าน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน มูลนิธิน่านศึกษา และกลุ่มสล่ากึ๊ด จัดต่อเนื่องกันข้ามปี เริ่มตุลาคม พ.ศ. 2565 – กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 

แต่ก่อนจะไปเยี่ยมชมงานแรกของเทศกาล ณ ลานหน้าคุ้มเจ้าเทพมาลา สถาปัตยกรรมเก่าแก่ทรงคุณค่า CEA อาสาพาเราไปตระเวนชมของดีเมืองน่าน ไม่ใช่แค่อาหารอร่อยเท่านั้น แต่ยังมีกึ๊ดสเปซใจกลางเมืองอีกมากที่รวบรวมทั้งประวัติศาสตร์ วิถีล้านนา และชีวิตของคนรุ่นเก่า-ใหม่ไว้ด้วยกัน 

ยอมรับตามตรงว่าเรารับรู้เรื่องราวของที่นี่น้อยมาก ความประหลาดใจจึงเกิดขึ้นระหว่างทางหลายต่อหลายครั้ง

ตั้งแต่ได้เห็นว่าน่านเป็นเมืองที่กิจการโชห่วยยังไม่ตาย เนื่องจากไม่มีห้างดังเป็นของตัวเอง รวมถึงการได้รับรู้จากคนเก่าแก่ในพื้นที่ว่า จังหวัดนี้ที่ถูกทำวิจัยเรื่องการศึกษามาโดยตลอด เพราะปราศจากมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ที่รองรับเยาวชนได้ทั้งหมด ทั้งยังมีหัวกะทิอีกหลายหัว หลบซ่อนตัวอยู่อย่างคนไม่เคยมีแสงส่องถึง

รอคอยวันที่จะทำให้จังหวัดน่านของพวกเขา เต็มไปด้วยความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ไม่ใช่น่านเนิบ ๆ อีกต่อไป

จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่
จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่

บ้านๆน่านๆ

จากคอลัมน์ The Bookseller เรากลับมาเยี่ยม ‘บ้านๆน่านๆ’ อีกครั้ง และเขียนถึง ครูต้อม-ชโลมใจ ชยพันธนาการ ด้วยตัวเอง 

สถานที่แห่งนี้เป็นมากกว่าร้านหนังสือของคนในหรือเกสต์โฮมของคนนอก แท้จริงแล้วความฝันของครูต้อมยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก

“เราต้องการให้คนทั่วโลกเลยนะ ไม่ใช่แค่คนในชุมชน” อดีตครูเอ่ยทั้งชุดผ้ากันเปื้อนของบาริสต้าจำเป็น 

“สังเกตว่าคนที่มาเยอะคือคนหนุ่มสาว ชาวต่างชาติ นักท่องเที่ยว นักเดินทาง ครูใช้คำว่าคนหนุ่มสาวเพราะบางทีเขาอายุเยอะนะ แต่เขามีหัวใจหนุ่มสาว 

“ส่วนคนที่แก่ทั้งกาย ใจ และความคิด เข้ามาก็จะบ่นว่าเด็กสมัยนี้ไม่อ่านหนังสือ แต่คนเหล่านั้นไม่เคยซื้อหนังสือของครูเลย”

พ.ศ. 2548 คือปีที่ครูต้อมกลับมาสอนที่โรงเรียนสตรีศรีน่านในวิชาภาษาไทย แม้เธอจะยอมรับว่าตัวเองเป็นครูที่ไม่ค่อยตรงตามระเบียบสังคมสักเท่าไร ถูกเรียกเข้าห้องปกครองมากกว่าเด็กนักเรียนด้วยซ้ำไป ครูต้อมก็คลุกคลีกับการขีด ๆ เขียน ๆ ในระบบอยู่พักใหญ่ กว่าจะได้พบว่าแท้จริงแล้วมีความสุขกับการเขียนหนังสือก็อายุ 40 ปีเข้าไปแล้ว 

เธอเริ่มมีความคิดชวนเด็ก ๆ มาทำหนังสือทำมือ ก่อตั้งเป็นชมรมคนรักตัวอักษร ดำเนินการเรื่อยมาจนนำพาให้ได้รู้จักกับเพื่อนฝูงที่เป็นนักเขียนมากมาย โดยที่ความคิดอยากมีห้องสมุดเป็นของตัวเองยังครุกรุ่นบางเบาในหัวใจเท่านั้น

“กระทั่งวันหนึ่งตัดสินใจว่าเราทำห้องสมุดดีกว่า ไม่ได้บอกเล่าให้ใครฟังเลยนะ กลัวเขาจะเย้ยหยันว่าบ้าที่ทำห้องสมุด”

ถึงจะกลัวคำดูถูก ร้านของเธอก็รายล้อมไปด้วยหนังสือที่คัดสรรมาแล้วเป็นอย่างดี ทั้งนิตยสาร วรรณกรรม ปรัชญา การเมือง เพื่อให้เยาวชนได้มีโอกาสเข้าถึงชุดความคิดใหม่ ๆ นอกตำราเรียน ภาพของสมุดยืมหนังสือที่เขียนด้วยปากกา ชวนให้คิดถึงวัยเด็กที่ห้องสมุดหาได้ไม่ยากเท่า 

จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่
จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ยังเป็นพื้นที่ให้เหล่านักสร้างสรรค์ นักกวี หรือญาติมิตร เข้ามาใช้สอยอย่างเต็มที่ ท่ามกลางบรรยากาศผ่อนคลายเพียงเท้าเปล่าเหยียบลงบนพื้นไม้ หรือจะนอนเหยียดกายข้ามคืนบนเกสต์โฮมก็ยังได้ เพราะหากได้ลองหย่อนตัวนั่งลงพร้อมกับหนังสือดี ๆ สักเล่มแล้ว ก็คงยากจะลุกกลับ

“ครูไม่ชอบห้องสมุดแข็ง ๆ แบบที่เราเคยเจอตอนเด็ก ๆ เหมือนเรามองเห็นอดีต คนมาแล้วอาจจะมองว่าที่นี่มีของเก่า แต่เก่าของเรา มันเป็นเก่าที่มองสู่อนาคต

“ห้องสมุดนี้ไม่ได้เกิดจากครูเพียงคนเดียว จริงอยู่ที่ครูเป็นเจ้าของสถานที่เจ้าของไอเดีย แต่มันขับเคลื่อนได้ด้วยเพื่อน ๆ ที่อยู่ในแวดวงนักเขียน”

เราเชื่อคำครูต้อมสุดใจ ไม่ว่าจะหันมองไปทางไหน พี่หนึ่ง-วรพจน์ พันธุ์พงศ์ ก็จะตามติดคุณไปทุกที่ ทั้งรูปวาดบนผนังชั้นล่างหรือห้องสมุดชั้นบน แสดงให้เห็นว่า น่าน ไดอะล็อก ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่แวะเวียนมาจัดวงเสวนาหลายครั้ง ให้นักอ่านและนักเขียนได้พบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน 

ครูต้อมบอกว่า การได้พูดคุยเรื่องหนังสือเล่มโปรด คลอเสียงดนตรีสดไม่ไกล ถือเป็นความรื่นรมย์หนึ่งของชีวิตที่ควรสัมผัสสักครั้ง

“ครูไม่ชอบคำว่าอาสาสมัคร ไม่ชอบคำว่ารักบ้านเกิด ครูกลับมาบ้านเกิดเพราะบ้านเกิดโอบอุ้มครู กอดรับครู ไม่ได้รู้สึกว่าบ้านเกิดแย่ แล้วครูต้องกลับมาพัฒนา” บาริสต้า บรรณารักษ์ และอดีตข้าราชการครู แต่ยังมีหัวใจของครูผู้ให้เต็มเปี่ยม พูดพร้อมรอยยิ้ม

จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่
จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่

Hani Creative Space

ร้านต่อมาที่ล้อรถหยุดหมุน คือกิจการของ อะตอม-ณัฐชนน สมใจ คนกลับบ้านรุ่นใหม่ไฟแรง บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยศิลปากรผู้จับพลัดจับผลูมาทำร้านจากความไม่ตั้งใจ บนลานกางเต็นท์ริมแม่น้ำของพ่อ

“เราคิดว่าทำไมต้องนั่งรถเมล์เบียดเสียดไปทำงาน รู้สึกว่าเราทำอะไรอยู่ แล้วถ้าต้องทำแบบนี้อีก 10 ปีจะไหวไหม สุดท้ายก็ตัดสินใจกลับมาที่บ้านดีกว่า”

เข้าตำราอยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย เขาเริ่มคิดว่าจะทำอะไรเสริมจากสิ่งที่พ่อมีอยู่เดิม แต่ไม่หนักเกินไปจนต้องกดดันตัวเอง ‘วิธีดริปกาแฟ’ จึงเป็นคำค้นหาของเขาบนยูทูบ 

โดย ฮานิ มาจากคำว่า ฮานิบ่าเฮ้ย เป็นคำเมืองกวน ๆ ตามสไตล์เจ้าของร้านที่คิดไว้เป็นมั่นหมายว่าหลังเรียนจบวิชาออกแบบ จะเป็นดีไซเนอร์ที่ทำอะไรตามใจตัวเอง แม้แต่สัญลักษณ์รูปวงกลมของร้าน ก็เกิดจากการตั้งคำถามว่าทำไมโลโก้ร้านกาแฟจะต้องยาวเสมอ เป็นไปได้ไหมที่จะมีแค่วงกลมสีฟ้าเท่านั้น ไม่ใช่ตราบนธงชาติของประเทศญี่ปุ่นอย่างที่หลายคนคิดกัน

จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่
จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่

ร้านของเขามีพื้นที่ประมาณ 3 ไร่เศษ แบ่งเป็นลานกางเต็นท์ของพ่อ 2 ไร่ และมีมุมกาแฟเล็ก ๆ ปากทางเข้า รายล้อมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ นอกนั้นเป็นส่วนที่อะตอมเปิดกว้างให้ผู้คนจับจองพื้นที่ เข้ามาทำกิจกรรมใต้หลังคามุงจาก

“ผมไม่ได้ระบุว่าพื้นที่กว้าง ๆ นี้จะต้องเป็นคาเฟ่ เราทิ้งท้ายไว้ว่าเป็น Creative Space จะมานั่งวาดรูปเล่น นอนเฉย ๆ ทำการบ้าน ทำงาน หรือจะมาจัด เวิร์กชอปกันเองก็ได้ 

“ความจริงอยากใช้คำว่า Co-working Space แต่เพราะว่าเราไม่ถึงขนาดนั้น ไม่มีแอร์ ไม่มีปลั๊ก อยากให้มันรีแลกซ์มากขึ้น เป็นแค่ Creative Space ก็พอ” 

น่าติดตามต่อไปว่าสมาชิกคนใหม่ล่าสุดของกลุ่มสล่ากึ๊ดจะสร้างสรรค์อะไรให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่อีกบ้าง

จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่
จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่

ลานหน้าคุ้มเจ้าเทพมาลา
กิจกรรม ‘น่านเฟส’ 

เมื่อถึงช่วงบ่ายก็เข้าสู่กิจกรรมโหมโรงอย่างเป็นทางการ โดยถือเป็นครั้งแรกที่มีงานเทศกาลเต็มรูปแบบจัดขึ้นหน้าคุ้มเจ้าเทพมาลา 

เราเริ่มต้นจากการเดินชมนิทรรศการ ‘Creative Space ในกำกึ๊ด ของสล่ากึ๊ด’ จัดแสดงในรูปแบบโปสเตอร์ บอกเล่าความฝันของชาวน่านในหลากหลายช่วงอายุ อาชีพ เพศสภาพ ว่าพื้นที่สร้างสรรค์แบบไหนที่พวกเขาอยากเห็น 

ต่อมาที่ชั้นสอง เป็นนิทรรศการ ‘ภาพเก่า เล่าเรื่อง เมืองน่าน’ หยิบยกภาพถ่ายในประวัติศาสตร์มาเล่าใหม่อีกครั้ง เพื่อย้ำเตือนคนรุ่นเก่า และบอกเล่าเรื่องราวให้คนรุ่นใหม่ฟัง มีทั้งภาพวิถีชีวิตผู้คนสมัยที่ยังใช้ผ้าขาวม้าสีเดียวกันหมด สถาปัตยกรรมเก่าแก่ ภาพทิวทัศน์งดงามในอดีตที่บัดนี้มีสิ่งปลูกสร้างเข้ามาทดแทน ถูกเก็บรวบรวมโดยหออัตลักษณ์นครน่าน (วิทยาลัยชุมชน)

ถัดมาอีกห้อง เราจะได้เห็นน่านในรูปลักษณ์ใหม่ที่ทันสมัยมากขึ้น ในนิทรรศการ ‘พื้นที่สร้างสรรค์ต้นแบบคุ้มเจ้าเทพมาลา’ ผลงานการพัฒนาต่อยอดอาคารเก่าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ให้ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ โดยนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

ก่อนจะเดินตามกลิ่นหอมมาจนถึงกิจกรรม ‘Coffee Extraction Experiment Table’ แปลงกึ๊ดสเปซให้เป็น Slow Bar โดยชมรมกาแฟพิเศษแห่งเมืองน่าน เราตื่นตาตื่นใจกว่าที่ไหน คงเพราะได้จิบกาแฟดี ๆ ไปพร้อม ๆ กับการฟังคนรักกาแฟอธิบายที่มาที่ไปของมันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วยความสุข 

พอมีแรงกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาหน่อย เราก็มุ่งหน้าไปร่วมเวิร์กชอปที่เล็งไว้ตั้งแต่งานยังไม่เปิดดี คือการทำตุง โดยชุมชนบ้านมณเฑียณ วัฒนธรรมเก่าแก่ของชาวล้านนาที่ทำด้วยผ้าหรือกระดาษ ง่ายต่อการที่คนไม่ถนัดงานฝีมือจะทำขาดรุ่งริ่ง ต้องวุ่นวายให้แม่ ๆ ป้า ๆ ช่วยสอนจนแทบจะจับมือทำ ได้ออกมาเป็นตุงรูปร่างอ้วนฉุ เพราะไม่กล้าใช้กรรไกรตัดให้ถี่มากกว่านี้ หากความเชื่อของชาวล้านนาคือการใช้ตุงสืบชะตา สะเดาะเคราะห์ ก็ไม่รู้ว่าตุงของเราจะนำพาความสุขหรือทุกข์กันแน่

ไม่ไกลจากกันมาก และยังไม่เข็ดหลาบ เราเข้าร่วมเวิร์กชอปการทำตาแหลว โดยชุมชนบ้านต้าม เป็นการสานไม้แบบล้านนาที่ว่ากันว่าใช้ไล่ผี ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย เห็นรูปร่างคล้ายดอกไม้ดูไม่ยาก กลับยากเหลือเชื่อ จากการสานไม้ไขว้กันไปมาชวนให้งง เรียกเสียงหัวเราะจากแม่ ๆ ป้า ๆ อีกครั้ง เพราะลูกศิษย์ใหม่จากกรุงเทพฯ คนนี้ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย

ตั้งแต่บ่ายจรดเย็น จะเห็นได้ว่ามีคนเข้าออกคุ้มไม่ขาดสาย พ่อแม่จูงมือลูก ตายายจุงมือหลาน ชาวบ้านพากันแต่งกายสะสวยอย่างคนไม่ได้ออกงานมานาน ราวกับเป็นเทศกาลสำคัญบนปฏิทิน ช่วยเสริมให้เชื่อมั่นว่าคนน่านเองก็พร้อมสนับสนุนทุกความเป็นไปได้ใหม่ ๆ เพียงแต่ขาดแคลนพื้นที่สร้างสรรค์เท่านั้น เพราะนอกจากจะมีกิจกรรมมากมายให้ครอบครัวได้ทำร่วมกันแล้ว ในงานยังมีการแสดงพื้นบ้าน การร้องเพลงประสานเสียง โชว์การทำอาหารวัง (คุ้มหลวง) เมืองน่าน ตลาดสด รวมถึงการเสวนาเรื่องอนาคตน่าน รองรับความสนใจของคนทุกช่วงวัยอีกด้วย 

โรงเรียนสอนภาษาจีน ไคหนำ

นั่งรถมาไม่กี่อึดใจจากตัวเมือง เราเร่งรีบทำเวลากันเนื่องจากนัดคนสำคัญไว้ที่อำเภอเวียงสา ศูนย์รวมชาวไทยเชื้อสายจีนขนาดใหญ่ของ จ.น่าน

สุรชัย พุฒิกุลางกูร หรือ พี่ชัย คือคนนั้น

แต่ช้าก่อน เราไม่ได้มาพูดคุยกับเขาเรื่องการเป็น Illustrator มือหนึ่งของโลก หรือในนามเจ้าของบริษัท Illusion ที่ผลิตชิ้นงานระดับมาสเตอร์พีซให้กับวงการโฆษณามายาวนาน 

เราพบพี่ชัยในฐานะลูกหลานเมืองน่าน ผู้กลับบ้านมาคืนชีพโรงเรียนสอนภาษาจีน ไคหนำ กิจการเก่าของรุ่นปู่นับแต่ พ.ศ. 2485 ให้เป็นอีกหนึ่งพื้นที่สาธารณะของคนเมือง

“ในอดีต ถ้าพูดถึง Space เรานึกถึงวัด โรงเรียน ห้องสมุด แต่เราว่าในปัจจุบันควรนิยามคำว่า Space ใหม่ ที่นี่จึงกลายเป็น Art Space” 

โดยแนวคิดของพี่ชัย คือการบูรณะโรงเรียนสอนภาษาจีน ไคหนำ ให้เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ 3 ยุคสมัย ตัวแทนของอดีตคือห้องเรียนและห้องสมุดบนชั้นสอง ตัวแทนของปัจจุบันคือโรงน้ำชาด้านล่าง นั่งกินดื่มแบบได้กลิ่นอายชาวจีน ส่วนตัวแทนของอนาคตคือโซนแกลเลอรี่แสดงงานเล็ก ๆ เพื่อคนในชุมชนละแวกนี้ เป็นพื้นที่จัดแสดงงานของศิลปินจากกรุงเทพฯ หรือจัดเวิร์กชอปเพื่อเชื่อมโยงชุมชนกับศิลปะและสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนท้องถิ่น

“คำว่าน่านเนิบ ๆ ถ้ามองจากข้างนอกมันอาจจะสวย แต่ขณะเดียวกันมันไปสร้างมายเซ็ตให้คนน่านใช้ชีวิตเนิบนาบเกินไป เราว่าจริง ๆ แล้วคนน่านก็กระฉับกระเฉง ทะเยอทะยานได้ เราจึงพยายามทำสิ่งนั้นที่นี่

“เราไม่ได้แยกตัวเองออกจากชุมชน ตั้งใจว่าโรงเรียนไคหนำจะไม่พูดถึงวัฒนธรรมพื้นเมืองของน่านเลย เพราะว่าเราเป็นสิ่งใหม่ 

“โอเค เราอนุรักษ์โรงเรียนไว้ แต่เราจะไม่ดึงอดีตมาหา เราจะเดินไปข้างหน้า และคิดว่าเราจะไปได้ไกลแค่ไหน”

แม้วันนี้ที่เดินทางมาถึง โรงเรียนของพี่ชัยจะยังสร้างไม่เสร็จดี แต่ทุกก้าวย่างที่ย่ำเดินก็รับรู้ได้ทันทีว่า เจ้าของต้องประกอบอาชีพอะไรสักอย่างที่อาศัยความประณีตระดับมิลลิเมตรเป็นแน่

ความลับก็คงเป็นเพราะเขาจะเกณฑ์พนักงานของบริษัท Illusion มาลงมือขัดเงาเนื้อไม้เองทุกแผ่นนั่นแหละ แอบกระซิบว่าพร้อมเปิดให้เข้าชมปลายปีนี้

ต่อให้มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่น่านเพียงไม่กี่วัน เราสัมผัสได้ว่าที่แห่งนี้เต็มไปด้วยศิลปวัฒนธรรมทรงคุณค่ามากมาย สงบเงียบ กะทัดรัด ขนาดว่าหลับระหว่างทางยังไม่เต็มอิ่ม แต่ท้องอิ่มอย่าบอกใคร

เรื่องน่าประหลาดใจสุดท้ายคือการได้เห็นว่าคนน่านรุ่นใหม่ไม่มุ่งหวังจะเปลี่ยนแปลง และคนรุ่นเก่าเองก็เปิดกว้างให้เกิดการต่อยอดเป็นสิ่งใหม่ บางร้านอาจเริ่มต้นได้ไม่นาน บางกิจการอาจยังสร้างไม่เสร็จดี แต่อย่างน้อยแต้มต่อที่ที่นี่มีคือการร่วมมือกันของคนต่างความคิด ต่างวัย ภายใต้ความฝันเดียวกันว่า อยากให้บ้านของพวกเขากลายเป็นเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network) สาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านในอนาคต

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ไรวินทร์ วันทวีทรัพย์

ช่างภาพผู้หลงรักกล้องเก่าและชอบเสียงชัตเตอร์เป็นชีวิตจิตใจ IG : 551mm

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load