30 พฤศจิกายน 2562

‘ตำหนักตึก’ เป็นหนึ่งในอาคารสำคัญของบ้านปลายเนินอันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ผู้ทรงได้รับการถวายพระสมัญญานามว่า ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ 

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2490 สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์สิ้นพระชนม์ลงโดยสงบ ขณะทรงมีพระชันษาได้ 83 ปี ในห้องบรรทมบนชั้นสองของตำหนักตึกแห่งนี้

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ แห่งบ้านปลายเนิน
สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

ย้อนไปในอดีต เมื่อ พ.ศ. 2474 อาคารทรงยุโรปหลังนี้สร้างขึ้นโดยความคิดริเริ่มของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายา ด้วยพิจารณาแล้วว่าสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงมีพระพลานามัยไม่แข็งแรงเช่นแต่ก่อน กอปรกับทรงเจริญพระชนมายุมากขึ้น ก่อนหน้านี้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เคยประทับอยู่เพียงพระองค์เดียวที่ตำหนักไทย ภายในเขตบ้านปลายเนิน ต่อมาเมื่อทรงพระชราและพระพลานามัยถดถอยดังที่กล่าวไป หม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ จึงดำริที่จะปลูกตำหนักตึกขึ้น แล้วเชิญเสด็จมาประทับเพื่อถวายการดูแลอย่างใกล้ชิด

ในตอนแรก สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์จะเสด็จมาประทับเฉพาะช่วงกลางคืน เพื่อพักผ่อนพระอิริยาบถและบรรทม แต่เมื่อทรงงานก็จะเสด็จพระดำเนินไปที่ตำหนักไทย ต่อมาจึงเสด็จมาประทับที่ตำหนักตึกตลอดเวลาเป็นการถาวรจวบจนสิ้นพระชนม์

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน
สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

ประตูห้องบรรทมปิดสนิทมาเป็นเวลานานกว่ากว่า 70 ปีหลังจากที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์สิ้นพระชนม์ลงเมื่อ พ.ศ. 2490 ตามด้วยการถึงแก่อนิจกรรมของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายาใน พ.ศ. 2502 จากนั้นที่ตำหนักตึกจึงมีเพียงพระธิดาสองพระองค์คือหม่อมเจ้าดวงจิตร จิตรพงศ์ และ หม่อมเจ้ากรณิกา จิตรพงศ์ ประทับอยู่จนสิ้นชีพิตักษัยลงใน พ.ศ. 2548 และ พ.ศ. 2558 ตามลำดับ จากนั้นประตูของตำหนักตึกก็ปิดสนิทมาโดยตลอด

ในปีนี้ (พ.ศ. 2562) ทายาทในราชสกุลจิตรพงศ์ ซึ่งเป็นพระปนัดดา (เหลน) ในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ตัดสินใจเปิดประตูตำหนักตึกขึ้นอีกครั้ง เพื่อสืบค้นร่องรอยว่านายช่างใหญ่แห่งกรุงสยามพระองค์นี้ทรงเรียนอย่างไร อ่านอย่างไร ฝึกฝนพระองค์อย่างไร จึงได้ทรงเป็นนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยามที่ทรงพระปรีชาสามารถเช่นนี้ ด้วยความหวังว่าหากได้ค้นพบ และศึกษาถึงองค์ความรู้ที่สั่งสมในตำหนักตึกอันเปรียบเสมือน Time Capsule นี้ อย่างจริงจังแล้วล่ะก็ จะสามารถนำมาจัดแสดงในรูปแบบของพิพิธภัณฑ์เพื่อสร้างประโยชน์กับผู้สนใจในศาสตร์และศิลปะทุกแขนงต่อไป

พระทายาทในราชสกุลจิตรพงศ์ ซึ่งเป็นพระปนัดดา (เหลน) ในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
พระทายาทในราชสกุลจิตรพงศ์ ซึ่งเป็นพระปนัดดา (เหลน) ในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

วันนี้การสืบค้นเพิ่งเริ่มต้นขึ้นในอาคารโบราณล้ำค่าหลังนี้ เศษกระดาษใบเล็ก สมุดจดเล่มน้อย ตลอดจนของจิปาถะมากมายที่เก็บรักษาไว้ในกล่องกระดาษ หีบ ปี๊บ หรือซุกซ่อนอยู่ตามซอกเล็กมุมน้อยทุกๆ ชิ้นล้วนได้รับการดูแลอย่างเบามือ พร้อมกับการศึกษาอย่างละเอียดถึงความเป็นมาและเป็นไป ภาพสเกตช์ดินสอเส้นบางเบาแทบจะเลอะเลือนหลายต่อหลายภาพที่ปรากฏบนซองจดหมาย กระดาษแผ่นเล็กๆ กลับกลายมาเป็นภาพฝีพระหัตถ์ทรงร่างที่พัฒนาเป็นสถาปัตยกรรมสำคัญของแผ่นดินไทยมากมาย

The Cloud ได้รับการเชิญชวนให้มาชมสรรพสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เพิ่งค้นพบ พร้อมกับเสพเรื่องราวและที่มาอันยิ่งใหญ่จากการสืบค้นอย่างละเมียดละไมในครั้งนี้ 

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน
สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

สมุดร่างภาพ (Sketch book)

ขนาด 9 x 14 ซม. ด้านในทรงร่างภาพเพื่อทรงร่างแบบพระอุโบสถและส่วนต่าง ๆ ของวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

สมุดร่างภาพเล่มเล็กนี้พบในห้องนอนของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายาในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งห้องนี้อยู่บนชั้นสอง ติดกับห้องบรรทมของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ห้องนี้จะเป็นห้องเล็กๆ แคบๆ และมีประตูเปิดทะลุเข้าห้องบรรทมสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ได้เลย

สมุดนี้เก็บอยู่ภายในปี๊บลักษณะคล้ายปี๊บขนมปังที่มีฝาบานพับด้านบนปิดสนิทและคล้องกุญแจอยู่ ลักษณะกระดาษในสมุดไม่ใช่กระดาษเปล่า แต่เป็นกระดาษที่ประกอบด้วยตารางเล็กๆ และสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงใช้ตารางเหล่านี้เทียบสัดส่วนเพื่อทรงร่างแบบพระอุโบสถตลอดจนส่วนต่างๆ ของวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร โดยทรงร่างแบบฟรีแฮนด์ ไม่ได้ใช้อุปกรณ์อย่างเช่นไม้บรรทัดช่วยแต่อย่างใด แต่ละหน้าจะเป็นแบบรายละเอียดของแต่ละส่วนของตัววัด เช่น รั้ว ประตู เป็นต้น

สิ่งที่น่าสนใจคือสมุดร่างภาพเล่มนี้เล็กมากๆ ภาพฝีพระหัตถ์ทรงร่างนั้นละเอียด ปราศจากรอยลบหรือขูดขีดใดๆ หมายถึงว่าทรงร่างอย่างแม่นยำในครั้งเดียว ก่อนขยายแบบเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อทอดพระเนตรและพระราชทานพระราชวินิจฉัยก่อนพระราชทานพระราชานุมัติให้สร้างจริงใน พ.ศ. 2441 

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ซื้อที่ดินระหว่างคลองผดุงกรุงเกษมจนถึงคลองสามเสน เพื่อสร้างที่ประทับพักผ่อนพระอิริยาบถส่วนพระองค์ โดยพระราชทานนามว่า ‘สวนดุสิต’ (พระราชวังดุสิตในปัจจุบัน) ซึ่งบริเวณที่ดินที่ทรงซื้อนั้นมีวัดโบราณ 2 แห่ง คือ วัดดุสิตซึ่งอยู่ในสภาพทรุดโทรมโดยถูกใช้เป็นที่สร้างพลับพลา และวัดร้างอีกแห่งซึ่งจำเป็นต้องใช้ที่ดินของวัดสำหรับตัดเป็นถนน พระองค์จึงทรงทำผาติกรรม สร้างวัดแห่งใหม่เพื่อเป็นการทดแทนตามประเพณี โดยทรงเลือกวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร เป็นวัดที่ทรงสถาปนาตามพระราชดำริว่า การสร้างวัดใหม่หลายวัดยากต่อการบำรุงรักษา ถ้ารวมเงินสร้างวัดเดียวให้เป็นวัดใหญ่ และทำโดยช่างฝีมือประณีตจะดีกว่า จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้ทรงออกแบบก่อสร้างพระอุโบสถและถาวรวัตถุอื่นๆ และมีพระยาราชสงคราม (กร หงสกุล) เป็นนายช่างก่อสร้าง

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

สิ่งก่อสร้างสำคัญคือพระอุโบสถที่ประดิษฐานพระพุทธชินราชจำลอง ซึ่งใช้หินอ่อนที่ประดับตกแต่งพระอุโบสถ พระระเบียง ตลอดจนสถานที่อื่นๆ โดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงออกแบบ วัดขนาด และทำแบบส่งไปเป็นตัวอย่าง เพื่อเรียกประกวดราคาโดยตรงจากบริษัทขายหินอ่อนในประเทศอิตาลี และใช้หินอ่อนจากห้างโนวี จุสเซปเป้ (Novi Giuseppe) เมืองเจนัว (Genoa) กับหินอ่อนจากเมืองคาร์รารา (Carrara) ประเทศอิตาลี ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่มีหินอ่อนมากและดีที่สุด วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร เป็นวัดสำคัญที่มีชื่อเสียงระดับโลก รู้จักกันดีในภาษาอังกฤษกันว่า Marble Temple 

ตัวอย่างตาข่ายมะลิประดิษฐ์

จากพระยาเทวาธิราช ตามคำขอของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

ตัวอย่างตาข่ายมะลิประดิษฐ์นี้พบในห้องนอนของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายาในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เช่นกัน อยู่ในกล่องกระดาษกล่องหนึ่งที่เก็บแยกไว้ต่างหาก โดยบรรจุรวมอยู่ในกล่องกระดาษกล่องใหญ่ซึ่งมีเอกสารและสิ่งของอื่นๆ อีกมากมายอยู่ด้วยกัน 

พระยาเทวาธิราช มีนามเดิมว่า หม่อมราชวงศ์โป้ย มาลากุล เป็นโอรสในพลเรือโท พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าขจรจรัสวงศ์ กรมหมื่นปราบปรปักษ์ และ หม่อมสุ่น มาลากุล ณ อยุธยา ในวัยเยาว์ท่านบิดาได้ถวายตัวพร้อมกับพี่น้องทั้งหมดให้อยู่ภายใต้ร่มพระบารมีของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระยาเทวาธิราชเคยรับราชการในตำแหน่งกรมวัง และเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นหัวหน้ากองวังและพระราชพิธี สำนักพระราชวัง ตามลำดับ และเคยเติบโตมาจากสำนักสมเด็จพระศรีพัชรินราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเพราะเหตุนี้เลยรู้จักข้าราชสำนักในพระองค์ท่านดี สามารถเสาะหาคนที่สามารถประดิษฐ์ตาข่ายดอกมะลิ ดอกพุด และลายต่างๆ ได้

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

ที่พบเป็นตัวอย่างตาข่ายประดิษฐ์ลวดลายต่างๆ ตามที่ข้าหลวงในสมเด็จพระศรีพัชรินราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ร้อยขึ้นตามพระราชประสงค์ เป็นการร้อยตาข่ายมะลิตามแบบในวังหลวง ณ เวลานั้น ซึ่งเป็นลายที่งดงามและหาชมยากยิ่งในปัจจุบัน 

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงเป็นปราชญ์ ก่อนทรงเริ่มต้นทำเรื่องใด จะทรงศึกษาอย่างลึกซึ้งถึงที่มาที่ไป วิชาดั้งเดิมที่เป็นองค์ความรู้ โดยทรงขอความรู้จากผู้ที่ไว้พระทัยว่าสามารถหาข้อมูถวายได้ เมื่อทรงศึกษาของเดิมจนเข้าพระทัยแล้ว จึงจะทรงนำมาพัฒนาแบบใหม่ๆ และต่อยอดจากองค์ความรู้เดิม ในกรณีนี้จะเห็นว่าเมื่อทรงได้ลายประดิษฐ์ตาข่ายตามอย่างโบราณแล้ว ได้ทรงนำมาร่างลายเขียนละเอียดลงบนแผ่นกระดาษ เพื่อบันทึกและพัฒนาลายใหม่ๆ  ขึ้น

ต้นแบบเหรียญรัชมงคล ร.ศ. 126

ขนาดใหญ่กว่าเหรียญจริง 5 เท่า

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

เหรียญงานพระราชพิธีรัชมงคล ร.ศ. 126 พบบนหิ้งในห้องห้องนอนของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายาในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เช่นกัน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีรัชมงคล เมื่อ พ.ศ. 2450 ตรงกับรัตนโกสินทร์ศกที่ 126 เพื่อเฉลิมฉลองในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติเสมอด้วยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แห่งกรุงศรีอยุธยา ความปรากฏใน ‘พระราชบัญญัติเหรียญรัชมงคลรัตนโกสินทรศก ๑๒๖’ ตอนหนึ่งว่า

 “มีพระบรมราชโองการตรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่า จำเดิมแต่เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ในปีมะโรง สัมฤธิศก จุลศักราช ๑๒๓๐ นับเรียงปีมาถึงรัตนโกสินทรศก ๑๒๖ นี้ รัชพรรษาพอบรรจบสี่สิบปี เสมอด้วยรัชกาลแห่งสมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์ที่ ๒ ซึ่งได้ครอบครองราชสมบัติในกรุงศรีอยุธยา ผู้มีรัชกาลยืนยาวกว่าพระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์ อันมีปรากฏในพระราชพงศาวดาร เป็นเหตุให้ทรงพระปีติเบิกบานพระราชหฤทัย จึงจะได้ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในกรุงศรีอยุธยา ทรงพระราชอุทิศส่วนพระราชกุศลถวายสมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์นั้น ตามรัชสมัยได้เท่าทันเสมอภาค ยากที่จะเทียมถึงจึงจัดว่าเป็นพระราชกุศลรัชมงคลอันอุดม สมควรจะมีสิ่งซึ่งเป็นที่รฦกถึงบุญญาภินิหาร แห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไว้ ให้อยู่ชั่วกาลนานจึงทรงพระราชดำริห์ให้สร้างเหรียญที่รฤก”

ในการนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้ทรงออกแบบถวาย ด้านหน้าของเหรียญเป็นรูปพระครุฑพ่าห์ มีพระจุลมงกุฎซ้อนบนอก ส่วนด้านหลัง มีอักษรจารึกไว้ว่า “ที่รฤกรัชกาลที่ ๕ กรุงรัตนโกสินทร์ เสมอรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ กรุงศรีอยุทธยา ร.ศ. ๑๒๖”

เหรียญรัชมงคล ร.ศ. 126 นี้ พระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำขึ้นเพื่อพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทในการพระราชกุศลรัชมงคล รัตนโกสินทร์ศก 126 โอกาสเดียว โดยผู้ใดสมควรจะได้รับพระราชทานเหรียญสำคัญนี้ขึ้นอยู่กับพระบรมราชวินิจฉัย แล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

เหรียญรัชมงคล ร.ศ. 126 นี้ ปั้นแบบโดย ออกุสต์ พาเทย์ ซึ่งเป็นนายช่างคนเดียวกับที่ทำเหรียญประพาสยุโรป ถ้าสังเกตดีๆ จะพบลายเซ็นนายออกุสต์อยู่ตรงขอบ และเหรียญรัชมงคล ร.ศ. 126 นี้ ผลิตโดยโรงงานเหรียญกษาปณ์ Monnaie de Paris ประเทศฝรั่งเศส

La Monnaie de Paris สถาบันที่อายุยาวนานที่สุดในฝรั่งเศสและเป็นวิสาหกิจที่เก่าแก่ที่สุดของโลก โดยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ทรงมีพระราชบัญชาให้ก่อตั้งโรงผลิตเหรียญขึ้นในปารีสเมื่อ ค.ศ. 864 เพิ่มเติมจากโรงกษาปณ์เดิมอีก 8 แห่งที่มีอยู่ในแคว้นต่างๆ ปัจจุบันโรงกษาปณ์นี้ผลิตเฉพาะเหรียญที่ระลึกสวยงามเท่านั้น

เนื่องจากสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ต้องทรงงานกับช่างชาวต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ในสมุดภาพร่างมักจะเห็นว่าทรงใช้ภาษาอังกฤษเขียนกำกับและอธิบายรายละเอียดไว้ให้ช่างเข้าใจ เพื่อสานต่องานได้ตามพระประสงค์

สมุดทรงบันทึกคำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

พบในห้องนอนของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายาในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เช่นกัน  โดยเก็บรักษาไว้ในในปี๊บที่ลักษณะคล้ายปี๊บขนมปังที่มีฝาบานพับด้านบนปิดสนิทและคล้องกุญแจอยู่

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงเริ่มศึกษาภาษาอังกฤษกับแหม่มแอนนา (แอนนา ลีโอโนเวนส์) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระราชบิดาได้ทรงเสาะหาครูสอนภาษาอังกฤษเพื่อถวายการสอนแก่พระราชโอรส พระราชธิดา และเจ้าจอม มิสเตอร์อดัมสัน ผู้จัดการบริษัทบอร์เนียวที่สิงคโปร์จึงแจ้งให้ทรงทราบว่า มีแหม่มสอนภาษาอังกฤษที่มีความสามารถเหมาะสม จึงทรงทาบทามให้เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อถวายการสอนภาษาอังกฤษในพระราชวัง

แหม่มแอนนา รับราชการอยู่ 4 ปี 6 เดือน จึงถวายบังคมลาออกจากหน้าที่เนื่องจากสุขภาพทรุดโทรม และเดินทางกลับอเมริกา 

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงศึกษาภาษาอังกฤษด้วยพระวิริยะอุตสาหะด้วยพระองค์เอง จากภาพสมุดบันทึกคำศัพท์ภาษาอังกฤษเล่มนี้ จะเห็นว่าทรงคัดลอกคำและประโยคภาษาอังกฤษ ทรงบันทึกคำอ่านและคำแปลเป็นภาษาไทยไว้ด้วย เพื่อจะได้ทรงฝึกฝนเมื่อทรงมีเวลา

พระองค์ทรงศึกษาภาษาอังกฤษจนแตกฉานด้วยพระองค์เอง ในสมุดร่างภาพจะมีข้อความอธิบายเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดเพื่อทรงใช้สื่อสารกับช่างชาวยุโรปที่จะนำภาพฝีพระหัตถ์ที่ทรงออกแบบไปพัฒนาต่อได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังทรงศึกษาตำราต่างๆ และทรงสะสมหนังสือที่เป็นภาษาอังกฤษไว้เป็นจำนวนมาก หนังสือทรงสะสมหลายเล่มที่พบในตำหนักตึกนี้ยังสามารถสืบค้นและหาซื้อได้จากแหล่งต่างๆ เช่น เว็บไซต์ amazon  

รูปภาพราชรถและพระโกศทองน้อย

รัชกาลที่ 4 ส่งมาจากกระทรวงวัง

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่งบ้านปลายเนิน
สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่งบ้านปลายเนิน

พบในลังเอกสารจิปาถะในห้องนอนของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายาในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เช่นกัน โดยวางรวมอยู่กับจดหมายต่างๆ

สันนิษฐานว่ามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ทรงออกแบบหรือซ่อมแซมราชรถและพระโกศทองน้อยเพื่อนำไปใช้งาน และด้วยนิสัยของผู้ใฝ่หาความรู้ พระองค์จึงทรงขอให้กระทรวงวังส่งข้อมูลราชรถน้อยและพระโกศทองน้อยของรัชกาลที่ 4 มาให้ทรงศึกษาอย่างละเอียดก่อนซ่อมแซม นิสัยนี้มีติดพระองค์ตลอดพระชมน์ชีพ ไม่โปรดทำอะไรขึ้นโดยปราศจากความเข้าพระทัยและรู้ลึกรู้จริง

แบบร่างงานฝีพระหัตถ์ต่างๆ บนเศษกระดาษและซองจดหมาย

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่งบ้านปลายเนิน

พบได้ทั่วไปทุกหนแห่ง ในห้องนอนของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายาในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เช่นกัน รวมทั้งในตู้เก็บเอกสารตรงโถงบันได ปะปนไปกับเอกสารทั่วไป

ภาพนี้สื่อให้เห็นว่าทรงงานอยู่ทุกขณะ ทรงใช้ความคิดและจินตนาการในการออกแบบตลอดเวลา บางทีหากทรงงานอื่นๆ อยู่หรือขณะทรงพระสำราญ ถ้าหากทรงมีไอเดียขึ้นมา ท่านก็จะทรงหยิบสิ่งของใกล้ตัวมาทรงร่างทันที ที่เห็นบ่อยคือซองจดหมายที่ส่งมาถวาย ทรงวาดไอเดียนั้นลงอย่างคร่าว ๆ เพื่อกันลืม ทรงเป็นผู้มัธยัสถ์เพราะกระดาษทุกแผ่นไม่ว่าแผ่นเล็กแค่ไหน จะเป็นเพียงเศษกระดาษหรือซองใส่อะไรก็ตาม จะทรงนำมาใช้ทั้งด้านหน้าด้านหลัง ไม่ปล่อยทิ้งว่างไว้เลย และภาพฝีพระหัตถ์ทรงร่างมากมายที่พบก็ปรากฏต่อมาว่าเป็นงานศิลป์ชิ้นสำคัญของประเทศ

Diary 1946 พระนิพนธ์ชิ้นสุดท้าย

ก่อนสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์สิ้นพระชนม์ 

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่งบ้านปลายเนิน

พบในห้องห้องนอนของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายาในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เช่นกัน เก็บรักษาไว้ในปี๊บที่มีฝาบานพับปิดได้ คล้องกุญแจอยู่

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงมีพระคุณลักษณะนิสัยสำคัญประการหนึ่งนั่นคือ ทรงจดบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ เป็นประจำในทุกวัน โดยจะทรงบันทึกข้อมูลอันเป็นสถิติ เช่น น้ำหนักของพระองค์ อุณหภูมิของสถานที่นั้น ที่ประทับอยู่ ตลอดจนเวลาที่ฝนตกและปริมาณน้ำฝนเป็นมิลลิเมตร นอกจากนั้นยังทรงบันทึกพระราชกรณียกิจในวันนั้นๆ ว่าเสด็จไปไหน ทรงงานอะไร มีใครมาเฝ้า และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกประเทศ ทรงบันทึกด้วยลายพระหัตถ์เรียบร้อย เป็นระเบียบงดงาม 

หม่อมเจ้าดวงจิตร จิตรพงศ์ พระธิดาผู้ทรงสนองพระกรุณาเป็นดั่งเลขานุการิณีในพระองค์ได้ทรงบันทึกเกี่ยวกับ Diary 1946 อันเป็นไดอารี่เล่มสุดท้ายของพระองค์ท่านไว้ว่า

“ยิ่งทรงพระชรา ลายพระหัตถ์ที่เคยประณีตถี่ถ้วนก็ค่อยๆ สั้นและเลอะเลือน จนถึงวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2489 ถึงเวลาที่ทรงเขียนก็ทรงหยิบสมุดพลิกเปิดตรงที่คั่นไว้ หยิบดินสอเขียนคำว่า ‘บางกอก’ ลงได้เพียงคำหนึ่ง แล้วจรดนิ่งอยู่หลายนาทีจึงทรงเงยพระพักตร์ขึ้นจ้องดูหน้าลูกซึ่งคอยปรนนิบัติอยู่ตรงนั้นนิ่งอยู่นาน น้ำพระเนตรคลอ พระหัตถ์กำดินสอแน่น ตรัสบอกว่า ‘เขียนไม่ได้’ ต้องช่วยแกะดินสอออกจากพระหัตถ์และเก็บสมุดถวาย”

ใน Diary 1946 ที่พบยังปรากฏลายพระหัตถ์ที่ทรงเขียนไว้ว่า ‘บางกอก’ ด้วยดินสอ อันเป็นพระนิพนธ์คำสุดท้ายในพระองค์

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์มิได้ทรงเป็นเอกศิลปินทางด้านภาพจิตรกรรมหรือสถาปัตยกรรมเท่านั้น พระองค์ท่านยังทรงเป็นเอกทางด้านวรรณศิลป์อีกด้วย ทรงพระนิพนธ์บทละครดึกดำบรรพ์ไว้หลายเรื่อง เช่น อิเหนา ตอนตัดดอกไม้ฉายกริช ตอนไหว้พระ และตอนบวงสรวง รามเกียรติ์ ตอนศูรปนขาตีสีดา สังข์ทอง ตอนเผาพระขรรค์ ตอนชุบตัว และตอนหึง รวมทั้งสังข์ทอง ตอนทิ้งพวงมาลัย ตอนตีคลี และตอนถอดรูป เป็นต้น คำร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีที่เราใช้กันในปัจจุบันนี้ ก็มาจากคำร้องที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงนิพนธ์ไว้เป็นต้นแบบ

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

“ตั้งแต่ผมเกิดมา ผมก็พอทราบแล้วว่าท่านเก่ง แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาพูดแล้วว่าทวดเราเก่ง แต่อยู่ในจุดที่ค้นหาว่าทำไมท่านเก่ง และถ้าคนๆ หนึ่งอยากเก่งเหมือนท่านต้องทำอะไรบ้าง ต้องหมั่นลักจำ หมั่นสังเกต กล้าพลิกแพลงพิสดารที่ไม่หลุดกรอบจนเกินไป”

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

หม่อมหลวงตรีจักร จิตรพงศ์ ตัวแทนพระปนัดดาเอ่ยถึงเหตุผลเบื้องหลังโครงการใหญ่ต่อไปของทายาทแห่งบ้านปลายเนิน คือการสร้างพิพิธภัณฑ์ที่ทำให้ชาวไทยและชาวต่างชาติไม่เพียงได้เห็นผลงานฝีพระหัตถ์ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ แต่ได้เห็นผลงานที่ทรงสร้างร่วมกับศิลปินอื่นๆ โบราณวัตถุสะสม สถาปัตยกรรมของบ้านปลายเนิน และสำคัญที่สุดคือวิถีชีวิตของนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม

พระทายาทในราชสกุลจิตรพงศ์ ซึ่งเป็นพระปนัดดา (เหลน) ในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

การสืบเรื่องราวในตำหนักตึกยังมีต่อไปเรื่อยๆ อย่างระมัดระวัง กระดาษทุกชิ้นล้วนมีคุณค่าที่ต้องสืบหาให้ได้ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เป็นภารกิจที่ใช้เวลาและความพากเพียรอย่างยิ่งยวด แต่องค์ความรู้ที่ได้มานั้นจะเผยแพร่ให้คนไทยได้รับรู้ว่า นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยามพระองค์นี้ทรงเรียนอย่างไร อ่านอย่างไร ฝึกฝนพระองค์อย่างไร จึงได้ทรงเป็นนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยามที่ทรงพระปรีชาสามารถเช่นนี้ และองค์ความรู้นี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาทักษะทั้งศาสตร์และศิลป์ต่อไปในอนาคต


ข้อมูล : หม่อมหลวง อนุวาต ไชยันต์

สืบค้นข้อมูล : หม่อมหลวง ตรีจักร จิตรพงศ์, หม่อมหลวง สุธานิธิ จิตรพงศ์

สืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม : โลจน์ นันทิวัชรินทร์

ถ่ายภาพ : หม่อมหลวง ตรีจักร จิตรพงศ์

เรียบเรียง : โลจน์ นันทิวัชรินทร์

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

25 พฤศจิกายน 2565

ใครจะเดือดร้อนก่อน ถ้าโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำคลองจนเสียสมดุล ตัวเราหรือปลาในแม่น้ำ

ใครจะเดือดร้อนก่อน จากปัญหา PM 2.5 เราหรือนกที่พึ่งพาอากาศในการโบยบิน

ใครจะเดือดร้อนก่อน กับปัญหาขยะล้นโลกที่มนุษย์ทิ้งไว้ เราหรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในธรรมชาติ 

การตั้งคำถามด้านบนเกิดขึ้นระหว่างที่เราสนทนากับ เต๋า-นพเก้า สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานสื่อสารองค์กรและพัฒนาเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เธอชวนขบคิดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยเลนส์ความเห็นอกเห็นใจที่มนุษย์เราควรมองใหม่ให้ใกล้ตัว และตระหนักถึงบ่อเกิดความเสี่ยงเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เรื่องที่ไกลห่างออกไปหลายพันไมล์

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

Care the Bear หรือ ‘Care the Bear : Change the Climate Change’ โครงการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จึงเกิดขึ้นในปี 2018 ด้วยความตั้งใจลดสภาวะโลกร้อนโดยการลดก๊าซเรือนกระจกจากการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ 

บางคนอาจจะสงสัยว่า SET องค์กรด้านการระดมทุนและการลงทุน ฟังดูไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดูแลสิ่งแวดล้อมสักเท่าไหร่ ทำไมถึงหันมองตัวเองใหม่ในฐานะสมาชิกในสังคม ว่าจริง ๆ แล้วมนุษย์ทุกคนต่างเกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อม และหลายคนก็อาจเผลอเป็นบ่อเกิดของปัญหาสิ่งแวดล้อมจากพฤติกรรมบางอย่างของตัวเอง ซึ่งคำตอบก็อยู่ในคำถาม เพราะ SET มองว่าในภาคธุรกิจเอง ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องมีการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ขึ้นมาในแง่ของการตลาด แน่นอน จัดแต่ละทีก็สร้างขยะบานปลาย เปลืองพลังงานสุดขีด และปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากในแต่ละครั้ง

ตลอด 4 ปี ‘Future is Now’ คือแกนหลักที่ Care the Bear ยึดมั่น เพราะการจะเปลี่ยนอนาคตอันไกล เริ่มจากปัจจุบันอันใกล้ก่อนเสมอ พวกเขาออกแบบหลักปฏิบัติ 6 Cares ง่าย ๆ สำหรับงานอีเวนต์ ให้สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการเข้าใจง่าย เรียนรู้ง่าย เอาไปใช้ได้ง่าย ๆ และวัดผลได้จริง โดยปัจจุบัน Care the Bear ลดก๊าซเรือนกระจกไปได้แล้ว 17,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดให้ง่ายกว่านั้นคือเทียบเท่าการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปีของต้นไม้ 1.8 ล้านต้น

และกรณีการจัดการประชุม APEC 2022 ในไทยที่เพิ่งผ่านมา งานระหว่างประเทศสเกลใหญ่ขนาดนี้ Care the Bear ก็ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินการร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและพันธมิตร ได้แก่ กลุ่มบริษัทบางจาก เอสซีจี และโออาร์ โดยทำให้พื้นที่ศูนย์ข่าว ชั้น LG เป็น “ศูนย์ข่าวสีเขียว” ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้ 30,295.40 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่ไม่น้อย

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

องค์กรการเงินที่สร้างหมีมาลด Carbon Footprint

‘หมี’ เป็นสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากถิ่นที่อยู่อาศัยที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปเพราะ Climate Change กลายเป็นแรงบันดาลใจมาสคอตหมีสีขาว สัญลักษณ์ของ Care the Bear ที่ SET ออกแบบขึ้นมาให้มองแวบเดียวก็รู้สึกเป็นมิตร ขณะที่การเรียกร้องเรื่องภาวะโลกร้อนมากขึ้นทั้งไทยและต่างประเทศ เราเห็นว่าสภาพภูมิอากาศที่ผันผวน พื้นที่ที่เคยหนาวมาก ๆ ก็เริ่มร้อน พื้นที่ที่ร้อนอยู่แล้วก็ยิ่งแล้ง พ่วงด้วยปัญหาขยะล้นโลก มาสคอตหมีที่ทำจากขวดพลาสติก 1,071 ขวด ตั้งอยู่ภายในบริเวณบูท SET งาน APEC สะท้อนเรื่องราวเหล่านี้

ความตื่นตัวเรื่องรักษ์โลก เป็นส่วนหนึ่งที่ภาคเอกชนควรให้ความสำคัญ สำหรับ SET แล้ว จุดเริ่มต้นของโครงการเกิดขึ้นท่ามกลางการทำกิจกรรมเพื่อสังคมที่พวกเขาทำมาโดยตลอด ผ่านการเป็นคลังความรู้ทางการเงิน และมีมูลนิธิที่สนับสนุนสังคมในเชิงเงินทุน สิ่งที่ SET เห็นคือกิจกรรมหรือการบริจาค มักมีประเด็นสิ่งแวดล้อมซ่อนอยู่ในทุกสถานที่ที่ไป ไม่ว่ากิจกรรมปลูกต้นไม้ กิจกรรมเก็บขยะ ซึ่งคนไทยได้ยินหรือได้ทำจนชิน แต่พอหันกลับมาดูการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจ กลายเป็นว่ายังบางตา 

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

5 – 6 ปีให้หลัง SET จึงตั้งคำถามกันเองในองค์กรว่า พวกเขาจะค้าขายเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือ และบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ที่มีคำว่า ‘แห่งประเทศไทย’ ห้อยท้าย สามารถเป็นประโยชน์กับประเทศมากกว่าที่เป็นอยู่ไหม

“ก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้สึกเดือดร้อนจากฝุ่น PM 2.5 ไม่เคยรู้สึกว่าขยะเริ่มทำให้ปวดหัว แทบไม่มีใครสังเกต Carbon Footprint บนผลิตภัณฑ์ แม้กระทั่งเขาหัวโล้นเกิดขึ้นได้อย่างไรก็ไม่รู้ ขับรถผ่านไปก็แค่มองว่าสวยดี แต่ไม่รู้ว่าจริง ๆ มีความโหดร้ายหรือความไม่สมดุลเกิดขึ้นกับธรรมชาติ” คุณเต๋าผู้ดูแลโครงการ Care the Bear แบเรื่องราวให้ฟัง ด้วยวิสัยทัศน์ของ SET ทำให้เราพยายามมองเรื่องรอบตัวให้ใกล้ตัวมากขึ้น และคิดลึกไปถึงผลกระทบว่านอกจากมนุษย์แล้ว สิ่งที่จะได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาสิ่งแวดล้อมมากกว่า มักเป็นสัตว์ทั้งหลายและธรรมชาติเสมอ

แต่องค์กรที่ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ได้เก๋าเกม ถ้าจะมาทำเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยขาดความรู้ก็คงจะไปไม่ถึงฝัน สิ่งที่คุณเต๋าและทีมงานทำคือ เรียน เรียน เรียน แล้วก็เรียน ไม่ใช่แค่เรียนรู้ แต่ต้องเรียนทำด้วย

“ตอนนั้นเราไปลงคลาสเรียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เขาก็มีการจัดอบรม เวิร์กชอป และลงมือปฏิบัติจริง สอนเราคำนวณค่าต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งพอจะเข้าใจว่าค่าเหล่านี้กระทบกับโลกอย่างไรบ้าง แต่ออกตัวไว้ก่อนว่าเราไม่ได้เรียนแบบลึกมาพอที่จะพัฒนาเครื่องจักรเพื่อลดคาร์บอนไดออกไซด์แต่อย่างใด เราเพียงเรียนเพื่อให้รู้ประเด็น เห็นประโยชน์ และกลับมาออกแบบกลยุทธ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งทีมเราตั้งใจกันไว้ว่า กลยุทธ์ที่จะดึงออกมา ต้องทำให้คนรู้สึกว่าใกล้ตัวและง่ายที่สุด

“เหมือนเรือใหญ่เวลาจะเลี้ยว มันเลี้ยวได้ไม่เร็วหรอก จึงต้องหาเครื่องมือที่มีความหลากหลายมาช่วย ต้องตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นและการเปลี่ยนแปลงระยะยาว รวมถึงระยะที่คุณต้องเปลี่ยนเลยวันนี้ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ จึงเกิด Care the Bear ขึ้นเมื่อปี 2018 เพื่อค้นหาคำตอบว่าสิ่งที่เริ่มได้เลยทันทีคืออะไร ซึ่งเราอยากเริ่มจากการลด Carbon Footprint ในสายงานเราเอง นั่นคือภาคธุรกิจ”

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

6 Cares ที่ช่วยลดการทำลายโลกจากงานอีเวนต์

ช่องว่างใหญ่ที่ภาคธุรกิจหลายคนมองข้ามไป คือเวลาจัดงานอีเวนต์หรือกิจกรรมที่สอดคล้องกับแนวทางการตลาด หลายเจ้ามักโฟกัสแค่สิ่งที่ต้องการจะสื่อสารและผลลัพธ์ที่อยากให้เกิดขึ้น จนลืมไปว่า ‘ขยะ’ จากงานนั้นสร้างความเดือดร้อนมากขนาดไหน ซึ่งอีเวนต์ Carbon Footprint เป็นประเด็นที่ทำน้อยกันมาก ๆ คุณเต๋าและทีม SET เล็งเห็นช่องว่างนี้ และพบว่ามีแนวทาง 6 เรื่อง ซึ่งในตอนนั้น SET ได้ทำงานร่วมกับองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีมาตรฐานไว้อยู่แล้ว โดยนำมาปรับใช้ให้ง่ายขึ้น และสอดคล้องกับการจัดกิจกรรมของภาคธุรกิจ ไม่ว่าการทำกิจกรรม สร้างบูท จัดนิทรรศการ มีตติ้ง เอาต์ติ้งของบริษัท หรือตลาดนัดแบบไม่เบียดเบียนโลกและตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของผู้คน ซึ่ง SET จะเข้าไปพูดคุย เวิร์กชอป และช่วยกันระดมความคิดร่วมกับสมาชิกในโครงการด้วยหลักปฏิบัติ 6 Cares

แคร์ที่หนึ่ง เดินทางโดยรถสาธารณะ 

“ลองคิดสิว่า คนจะมาร่วมกิจกรรมกับเราเขาจะมาด้วยวิธีการอะไรที่จะลดโลกร้อนได้ ขับรถมาด้วยกันได้ไหม มารถสาธารณะเองได้ไหม หรือทำอะไรได้บ้าง ซึ่งพอภาคธุรกิจจัดเกิดกิจกรรมขึ้น ต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็จะมาจากพวกเราเอง คนที่มาร่วมเขามาเพราะเรา เราเลยต้องโน้มน้าวให้เขาเดินทางมาหาเราโดยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยที่สุด” 

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

แคร์ที่สอง ลดการใช้กระดาษและพลาสติก

“เวลาจัดกิจกรรม เรามีขวดน้ำ มีของแจก มีกระดาษเอกสาร เช่น แผ่นพับประชาสัมพันธ์ ใบปลิว เราเป็นตัวการในการสร้างขยะ ซึ่งถ้าคิดมุมกลับ งั้นเราเปลี่ยนเป็น QR Code ได้ไหม ให้ข้อมูลเขาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ไหม แม้กระทั่งขวดน้ำพลาสติก ถ้าเราแจกเป็นขวดน้ำใช้ซ้ำให้เขาเติมน้ำได้หรือเปล่า ทำให้คนที่มางานเรามีส่วนร่วมกับเราไปด้วย

“เหลือส่วนที่ยังลดไม่ได้ จะนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร เหมือนในงาน APEC ที่มี โออาร์ มาเป็นพันธมิตรนำขยะพลาสติกไปรีไซเคิลและอัพไซคลิ่ง”

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

แคร์ที่สาม งดการใช้โฟม 

“การเลิกใช้โฟมไปเลย เรามองว่าไม่ใช่เรื่องยากอะไร แค่คุณต้องหาวัสดุทางเลือกมาให้ผู้บริโภคได้ เช่น อาหารอย่าใส่กล่องโฟม การตกแต่งงานอย่าให้มีโฟม ของแจก ป้าย เป็นอย่างอื่นได้ไหมที่เก๋กว่าโฟม จริง ๆ มีวัสดุทดแทนมากมายที่นำมาใช้ได้ ซึ่งเราก็ช่วยสมาชิกโครงการวางแผนตรงนี้ให้มากขึ้น”

แคร์ที่สี่ ลดการใช้พลังงานจากอุปกรณ์ไฟฟ้า

“ไฟที่ส่องสว่างอาจจะหันมาพึ่งหลอดประหยัดพลังงาน หรือถ้ามีส่วนที่เป็นเอาต์ดอร์ เราก็จะช่วยออกแบบให้คุณไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเยอะ หรือหาทางชดเชยพลังงาน เช่น APEC ที่เป็นการจัดกิจกรรมครั้งใหญ่ มีทั้งแอร์ ไฟฟ้า เราเลี่ยงได้ยากมาก เราก็ร่วมกับพันธมิตรอย่างกลุ่มบริษัทบางจากประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมจัดหาคาร์บอนเครดิตผ่าน Carbon Markets Club มาชดเชย”

แคร์ที่ห้า เลือกใช้วัสดุตกแต่งที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ 

“เราจะตกแต่งพื้นที่ไม่ให้กวนสิ่งแวดล้อม ไม่ให้เป็นขยะ และนำกลับมาใช้ใหม่อย่างไรได้บ้าง การก่อสร้างพื้นที่ต้องใช้วัสดุทางเลือกอย่างไร เช่น ไม่ใช้ไม้อัดบาง ๆ ที่สุดท้ายมันไม่คงทน และต้องเอาไปทิ้งอย่างเดียวภายหลัง ซึ่งการให้ความรู้เหล่านี้ สุดท้ายก็จะเกิดการเรียนรู้ของเจ้าหน้าที่ พนักงาน หรือคนที่คิดจะทำเรื่องนี้ งาน APEC เอง เราก็ร่วมกับพันธมิตรอย่าง SCG ที่ช่วยดูการใช้วัสดุรีไซเคิลทั้งงานและจุดแยกขยะ โดยปลายทางจะนำขยะตรงนั้นไปทำเป็นเฟอร์นิเจอร์”

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

แคร์ที่หก ลดขยะจากอาหาร

“เราพยายามอย่างยิ่งไม่ให้เกิดอาหารเหลือทิ้ง เชิญชวนให้เกิดการตักแต่พอดี ไม่ว่าจะคิดถึงปริมาณอาหารที่ให้กับลูกค้าว่ามากไปหรือน้อยไป หากเป็นบุฟเฟต์ ป้ายประชาสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ที่บอกให้เขารู้ว่าขยะเหลือทิ้งสร้างผลกระทบอย่างไรก็อาจช่วยได้บ้าง หรืออย่างงาน APEC เราก็ร่วมกับศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นำขยะเศษอาหารไปอัดเม็ดเป็นอาหารสัตว์ต่อไป”

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

ทั้งหมดนี้คือหลักปฏิบัติ 6 Cares ที่ SET ใช้มาตลอด และนำไปสู่การสร้างเว็บเบสที่ให้สมาชิกของ Care the Bear เข้าไปกรอกรายละเอียดข้อมูลการจัดกิจกรรมซึ่งคำนวณรวมออกมาได้ว่า 6 เรื่องที่คุณพยายามร่วมกันในการลดโลกร้อน ลดคาร์บอนไดออกไซด์ หรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้มากแค่ไหนหลังสิ้นสุดงาน เพื่อให้เห็นว่าเราได้ทำอะไรไปบ้างและรบกวนโลกประมาณไหน จนเกิดแรงกระเพื่อมในการปรับตัวสำหรับการจัดกิจกรรมครั้งต่อ ๆ ไป เช่นเดียวกับงาน APEC ที่ Care the Bear สามารถลดก๊าซเรือนกระจกไปได้ 30,295.40 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งถือเป็นความภูมิใจของ SET

สร้าง Empathy ลงในใจคน ด้วยตัวเลขที่วัดผลได้ 

 “We are on a highway to climate hell”

คุณเต๋ายกคำพูดของ อันโตนิโอ กูเทอเรซ (Antonio Guterres) เลขาธิการใหญ่ UN ที่บอกถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมตอนนี้ สั้นแต่เห็นภาพว่า Climate Change เป็นเรื่องใหญ่ซึ่งไม่ควรละเลยมันอีกต่อไป แต่พฤติกรรมของมนุษย์ที่จะหันมาใจดีกับโลกมากขึ้น ต้องมาจากความคิดที่เปลี่ยนไปก่อน 

Care the Bear นับเป็นจุดสตาร์ทด้วยหลักปฏิบัติ 6 Cares ที่เรากล่าวไปด้านบน ให้คนรู้สึกว่าเอาไปปรับใช้ได้ง่าย ๆ และส่งต่อไปยังพฤติกรรมของพนักงานในองค์กร ผู้บริหาร เพื่อน ครอบครัว คนรอบตัว เพิ่มจำนวนคนที่เข้าร่วมขึ้นมาเรื่อย ๆ เพราะทุกคนเห็นพ้องตรงกันว่า Care the Bear วัดผลได้ ทำให้ปัจจุบันโครงการนี้มีสมาชิกไม่ใช่แค่บริษัทจดทะเบียน แต่รวมถึงบริษัทจำกัด มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และอื่น ๆ เข้ามาร่วมด้วยมากมาย

“เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญไปเสียทุกเรื่อง เราจึงต้องมีทั้งกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคมหรือทีมงานจากสถาบันการศึกษาที่เข้ามาเป็นพันธมิตรในการพัฒนาโครงการไปด้วยกัน เพราะสำคัญมาก เวลาที่เราจะไปให้ความรู้ใคร เราต้องรู้จักเรื่องนี้อย่างดีก่อนว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากโลกแปรปรวนมีอะไรบ้าง ซึ่งหลักสำคัญคือเราคิดว่าทุกคนควรมีความเห็นอกเห็นใจต่อธรรมชาติ

“คุณรู้หรือเปล่าว่าน้ำยาเคมีที่อยู่ในไส้ปากกาจำเป็นต้องเอาไปเผา มีส่วนที่ทำให้คุณมีการปนเปื้อนอย่างไรบ้าง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่มองข้ามกันมาก ๆ และไม่มีวันเข้าใจ จนถึงวันหนึ่งที่คุณต้องหันมาตระหนัก วันที่เราอยู่บนทางแยกที่วิกฤต”

สิ่งหนึ่งที่ SET เรียนรู้คือหลายคนที่เพิกเฉยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะพวกเขาต่างมองไม่ออกว่าตัวเองจะมีบทบาทอะไรในการช่วยโลกได้ พอพูดว่าวันนี้ลดคาร์บอนไดออกไซด์ไปจำนวนหนึ่ง คนก็อาจจะไม่เข้าใจว่าเยอะหรือน้อย หรือจะช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรได้จริง ๆ Care the Bear เลยคำนึงถึงสิ่งนี้ ออกแบบ Climate Care Calculator เพื่อใช้คำนวนปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก โดยเปรียบเทียบกับจำนวนการปลูกต้นไม้ จุดประสงค์เพื่อให้คนเห็นภาพว่า การเพิ่มขึ้นของต้นไม้จะช่วยให้เราลดโลกร้อนได้จริง

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

“ณ วันที่เราเปรียบเทียบอะไรง่าย ๆ แบบนี้ โดยไม่ต้องเน้นความเป็นนักวิชาการนำหน้าเสมอ พูดออกมาง่าย ๆ เลยว่า ถ้าคุณมีต้นไม้ใหญ่อยู่ 1,800,000 ต้น คุณจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปได้เท่าไหร่ คุณจะเห็นพื้นที่สีเขียวเท่าไหร่ มันอาจจะเข้าใจได้หรือดูจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมกว่าการพูดถึงคำว่า ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งคนอาจจะงงว่าคืออะไร หรือการที่คนเก็บขยะไปรีไซเคิลแต่ไม่รู้ว่ามันช่วยลดโลกร้อนไปเท่าไหร่แล้ว

“ถ้าเรามีส่วนในการส่งเสียงในเรื่องที่ไม่เป็นรูปธรรมให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น คนจะรู้สึกว่าฉันอยากจะทำ เขาได้รู้ว่าวันหนึ่งคนไทยทิ้งขยะ 10 ชิ้น กรุงเทพฯ มีคน 8 ล้านคน สร้างขยะวันละ 80 ล้านชิ้น ภาพที่เห็นชัดแบบนี้อาจทำให้คนมองมันเป็นเรื่องใหญ่ เร่งด่วน และเกี่ยวข้องกับตัวเอง”

สำหรับการประชุม APEC เมื่อวันที่ 14 – 19 พฤศจิกายน ที่เพิ่งจบไป บทบาทของ Care the Bear คือการสนับสนุนการจัดการพื้นที่ในศูนย์ข่าวสีเขียว 22,000 ตารางเมตร เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน และทรัพยากรในการจัดกิจกรรม ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งคุณเต๋าเล่าว่านี่ถือเป็นอีกก้าวของ SET ที่ได้เข้าไปหารือร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเปิดรับแนวคิด Carbon Footprint อีเวนต์ให้ผนวกร่วมกับงานใหญ่ครั้งนี้ และเรายังได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากพันธมิตรตลาดทุน ทั้งกลุ่มบริษัทบางจาก เอสซีจี และโออาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าก้าวเล็ก ๆ ของ Care the Bear หากหลายภาคส่วนร่วมกันนำไปปรับใช้ จะสร้างอิมแพคที่ยิ่งใหญ่ได้แน่นอนในอนาคต

สิ่งสำคัญที่สุดที่ Care the Bear และทีมผู้บริหาร SET ในปัจจุบัน อยากฝากทิ้งท้าย คือ ‘ความหวัง’ มันอาจไม่ดีกับทุกคนหากคิดไปว่าเราต่างหมดโอกาสที่จะเห็นโลกน่าอยู่ขึ้น หมดความหวังถึงความเป็นไปได้ในการเห็นโลกสมดุล การได้เห็นว่ายังมีคนรอบข้างลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง อย่างน้อยก็อาจเป็นแรงบันดาลใจ หรือเพิ่มเชื้อเพลิงความตั้งใจของใครสักคนให้ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้ หรือพยายามช่วยกันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เหมือนที่ Care the Bear ทำมาโดยตลอด 4 ปี

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

Writer

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load