ผศ.ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล หรือ อาจารย์จิ๊บ คือผู้อำนวยการสถาบันชาและกาแฟ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

เธอใช้เวลากว่าสิบปีเดินทางศึกษากระบวนการผลิตชาของประเทศต่าง ๆ แล้วนำมาพัฒนาการผลิตชาในเชียงราย จากที่เคยเป็นมือปืนรับจ้างผลิตชาชั้นดี แล้วส่งออกเป็นวัตถุดิบไปให้แบรนด์ชาในจีนและไต้หวัน สู่การสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกชาและแปรรูป ด้วยการสร้างเอกลักษณ์ความเป็นชาไทยที่ไม่เหมือนประเทศอื่น ๆ

อาจารย์จิ๊บปลุกปั้นผู้ประกอบการชาเชียงรายในทุกมิติ แล้วพาไปประกวดชาในเวทีโลกที่ญี่ปุ่น

ชาไทยคว้ารางวัล 3 ปีซ้อน

ปีนี้คว้ามาได้ 4 รางวัล รางวัล Grand Gold Prize ที่เปรียบได้กับแชมป์โลก 1 รางวัล และ Gold Prize อีก 3 รางวัล

อะไรทำให้ชาที่ปลูกในประเทศไทยและแปรรูปโดยชาวไทย ชนะชาจีนและชาญี่ปุ่นซึ่งเป็นต้นตำหรับ

และอาจารย์จิ๊บคือใคร ผ่านอะไรมา ถึงพาชาไทยไปได้ไกลขนาดนี้

มาทำความรู้จักชีวิตของอาจารย์จิ๊บ ผ่านเครื่องดื่ม 5 แก้วที่จะเล่าถึงชีวิตของเธอกัน

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วแรก

น้ำเปล่า

ความบริสุทธิ์ในวัยเยาว์ที่พร้อมเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ

อาจารย์จิ๊บเป็นสาวเชียงใหม่ผู้เติบโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อจบมาจากคณะวนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ทำงานด้านป่าไม้ ส่วนคุณแม่ทำงานด้านการศึกษาในศาลากลางจังหวัด ในวัยเยาว์เธอจึงได้เข้าป่ากับคุณพ่อ ซึมซับพลังของธรรมชาติ และเห็นคุณพ่อเปลี่ยนเขาหัวโล้นให้กลับคืนมาเป็นป่าอีกครั้ง ในขณะเดียวกันเธอก็เป็นเด็กที่เรียนดีได้ที่หนึ่งมาตลอด เป้าหมายของเธอในวัยนั้นคือการเรียนคณะเแพทยศาสตร์ ตามความต้องการของคุณพ่อ ซึ่งเธอก็ไม่ขัดข้อง

“ชีวิตตอนนั้นเป็นเหมือนน้ำเปล่าที่บริสุทธิ์มาก พร้อมเรียนรู้ทุกเรื่อง ใครให้ทำอะไรก็ทำ มีอยู่วันหนึ่งตอน ม.5 คุณพ่อเห็นว่าเราอยู่กับป่า อยู่กับหนังสือ ไม่เคยได้ใช้ชีวิตโลดโผนแบบวัยรุ่น เขาเลยบอกว่า พ่อรู้นะว่าลูกเหนื่อย ไม่ต้องเป็นหมอก็ได้ เพราะการเรียนหมอมันเหนื่อยและหนัก อาจจะไม่เหมาะกับชีวิตลูก ต่อไปลูกอยากทำอะไรก็ทำเลย” อาจารย์จิ๊บเล่าถึงเหตุการณ์ปลดภาระหนักอึ้งที่แบกมาตลอด 15 ปีออกจากบ่า

เธอพยายามค้นหาว่า อะไรคือสิ่งที่เธออยากเรียนจริง ๆ อาจารย์จิ๊บชอบเรื่องเกษตรเหมือนคุณพ่อ แต่สนใจงานด้านแปรรูปอาหารมากกว่า เนื่องจากเพื่อนคุณพ่อแนะนำว่าน่าเรียนเรื่องเกี่ยวกับอาหาร เพราะยังไงคนก็ต้องกินอาหาร ไม่ตกงานแน่นอน เธอจึงเลือกเรียน Food Science ซึ่งเพื่อนคุณพ่ออธิบายงานให้เธอเห็นภาพว่าเป็น ‘หมออาหาร’ เมื่อรวมกับเงื่อนไขว่า อยากเรียนที่เชียงใหม่ นักเรียนระดับท็อปของโรงเรียนก็เลยเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งเปิดสอนสาขานี้มานานแล้ว

“พอคุณพ่อบอกไม่ต้องเป็นหมอ เราก็ลองไม่อ่านหนังสือ ใช้ความรู้เท่าที่มี คุณพ่อไม่ได้บังคับว่าต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ จงเรียนแบบที่มีความสุข สนุก และไม่กดดัน นั่นคือจุดเปลี่ยนในชีวิตเลย”

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สอง

โคล่า

ความสดใสซาบซ่าในวัยเรียน

อาจารย์จิ๊บเป็นลูกคนโตของบ้าน เป็นหลานคนโตของครอบครัว เรียนดีมาโดยตลอด ครอบครัวของเธอจึงคาดหวังว่า น่าจะเรียนจบมหาวิทยาลัยพร้อมเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ช่วงแรกเธอก็ยังอยู่ในเส้นทางนั้นจนกระทั่งขึ้นปี 2 เธอก็เริ่มสนุกกับการทำกิจกรรมของคณะ

“พอทำกิจกรรมมันเหมือนได้พลังอีกด้านหนึ่งกลับมา เราทำแบบหูดับตับไหม้เลย เป็นเลขาฯ สโมสรนักศึกษา ใครชวนทำอะไรทำหมด เกรดเลยเหลือแค่ 3 นิด ๆ แต่ชีวิตเรามีความสุขจังเลย เราเจอสิ่งที่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อเพื่อน เพื่อมหาวิทยาลัย” เธอเล่าต่อว่า หลังจากเรียน ๆ เล่น ๆ มา 2 ปี เธอกลับมาตั้งใจเรียนอีกครั้งตอนปี 4 โดยตั้งเป้าว่าต้องทำเกรด 4.00 ให้ได้ทั้ง 2 เทอม ซึ่งเธอไม่พลาด

ถ้าเธอเอาจริง อะไรก็ขวางเธอไม่ได้ ทั้งเรื่องงานและเรื่องกิน

“เครื่องดื่มที่เหมาะกับชีวิตช่วงนี้คือโค้ก คนที่สนิทกันจะรู้ว่า ถ้าเห็นเราเหนื่อย สั่งโค้กให้ แป๊บหนึ่งจากหน้าบึ้ง ๆ เราจะยิ้มได้ทันที” อาจารย์จิ๊บบอกว่า ตอนนั้นหรือตอนนี้ก็ต้องเป็นโค้กออริจินัลใส่น้ำแข็งเท่านั้น “ถ้าจะกินก็กินให้มันสุดไปเลย ก็รู้อยู่แล้วว่าสารให้ความหวานคือน้ำตาล ก็กินสิ แต่ระวังว่ากินในปริมาณเท่าไหร่ถึงจะไม่กระทบกับร่างกายเยอะก็พอ”

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สาม

ชาไทยเย็น

สีสันของชีวิตมหาวิทยาลัยที่หวานหอม

“ชาไทย หรือ Signature Thai Tea คือเครื่องดื่มโปรด เอกลักษณ์ของมันคือความหอมหวาน ละมุน และมีสีส้มสะดุดตา จนทำให้ชาไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก” อาจารย์จิ๊บพูดถึงเครื่องดื่มที่เธอกินทุกวันตอนเรียนปริญญาโทและเอก

ในใบชามีสารคาเทชิน เมื่อทำปฏิกริยากับออกซิเจนจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม พอทำปฏิกริยาไปเรื่อย ๆ จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ในโลกนี้ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนหยุดปฏิกริยานี้ให้คงไว้ที่สีส้มได้ ทั่วโลกเลยทึ่งที่ประเทศไทยทำชาสีส้มได้ จนนักวิชาการชาติต่าง ๆ พยายามมาถามเคล็ดลับจากอาจารย์จิ๊บ

ความลับนั้นคือ การเติมสี

“กฎข้อหนึ่งในการผลิตชาคือ เติมกลิ่นได้ แต่ห้ามเติมสี คนที่ทำชาไทยก็รู้ เขาเลยไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นชา แต่เป็นเครื่องดื่มภาชนะบรรจุปิดสนิท ซึ่งอนุญาตให้เติมสีผสมอาหารได้ เพราะสีส้มนี่เองที่ทำให้คนจดจำได้ เราเคยลองถอดสีผสมอาหารออก คนต่างชาติชิมแล้วก็ยังบอกว่าเป็น Thai Tea เพราะมันยังหวาน หอม ด้วยกลิ่นวานิลลากับมาริลินที่เป็นเอกลักษณ์”

นั่นคือชาไทยในความทรงจำของคนต่างชาติ

อาจารย์จิ๊บตัดสินใจเรียนปริญญาโทที่ ม.เกษตรศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งต่อยอดจาก Food Science ที่เรียนมาตอนปริญญาตรี

ชีวิตสาวเชียงใหม่ในเมืองหลวงที่ต้องเบียดเสียดกับผู้คนในระหว่างเดินทาง และแย่งกันใช้ชีวิตกับผู้คนมากมายทำเอาเธอน้ำตาตกอยู่หลายหน แต่ไม่ว่ายังไงเธอก็ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่ให้ได้

หนึ่งในการปรับตัวคือ อาสาเป็นผู้ช่วยสอนน้องปริญญาตรี จนติดอันดับผู้ช่วยสอนที่สอนมากที่สุดในภาควิชา จนกลายเป็นหัวหน้าก๊วนของน้อง ๆ

“วินาทีแรกที่เราเข้าไปในมหาวิทยาลัยชั้นนำ เรารู้สึกตัวเล็กมากเลย ทุกคนขยันมาก การจะทำให้คนหันมามอง เราต้องมีอะไรโชว์ สิ่งที่พูดกับอาจารย์เสมอคือ มีอะไรให้หนูช่วยไหมคะ เรายินดีทำให้ทุกอย่าง เพราะเราจะได้เรียนรู้ไปด้วย แล้วอาจารย์ก็จะช่วยเชื่อมคอนเนกชันให้เรา”

พอเรียนจบอาจารย์จิ๊บก็กลับมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง 1 ปี แล้วย้ายไปทำงานที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 3 ปี จึงมีโอกาสได้กลับไปเรียนปริญญาเอกสาขาเดิมที่มหาวิทยาลัยเดิม

ช่วงนั้น ม.แม่ฟ้าหลวง ตั้งสถาบันชา เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมชาในประเทศไทย เพราะเชียงรายเป็นแหล่งปลูกชาที่ดีที่สุดในประเทศไทย อาจารย์จิ๊บผู้มีส่วนร่วมในสถาบันชาด้วยตั้งใจว่า จะไปเรียนปริญญาเอกเรื่องชา

แต่สุดท้าย อาจารย์ที่ปรึกษาของเธอก็ไม่ถนัดเรื่องชา อาจารย์จิ๊บจึงต้องทำธีสิสเรื่องข้าวเหมือนตอนปริญญาตรี

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สี่

ชาเขียวจีน

เดินทางไปเรียนรู้เรื่องชา และพาชาไทยไปสู่สายตาชาวโลก

ปีนี้สถาบันชาและกาแฟ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีอายุครบ 18 ปี โดยพ่วงชื่อกาแฟต่อท้ายเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมานี่เอง

อาจารย์จิ๊บรับตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันชาเมื่อ พ.ศ. 2556 ตอนนั้นเธอเชี่ยวชาญเรื่องข้าว ความรู้เรื่องชามีเพียงแค่ชาไทยเครื่องดื่มแก้วโปรดของเธอเท่านั้น เธอแยกความแตกต่างของชาจีนชนิดต่าง ๆ ไม่ได้ด้วยซ้ำ เมื่อต้องมาบริหารสถาบันชา เธอจึงเริ่มศึกษาเรื่องชาอย่างจริงจังราวกับทำวิทยานิพนธ์

“ผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้โจทย์เราว่า ถ้าจะทำเรื่องชา เราต้องไปหาคอนเนกชัน ไปหาเพื่อนที่ประเทศจีน ท่านเลยส่งเราไปยูนนาน ให้ล่ามมาคนหนึ่ง ปล่อยให้เราลุยเลย” อาจารย์จิ๊บบินไปคุนหมิงเพื่อพบกับมหาวิทยาลัยเกษตรยูนนานและสถาบันชายูนนาน ไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องชาโดยที่ไม่เข้าใจศัพท์แสงอะไรเกี่ยวกับชาเลย เธอได้แต่ตั้งใจจด ๆ ๆ ทุกอย่างมาก่อน และพยายามเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด

“เราต้องนั่งรถแวนเข้าไปในป่าในดง เดินทางลำบากมาก สิ่งที่เปิดโลกเราคือ ยูนนานอยู่ติดเชียงราย จีนตอนใต้เหมือนบ้านเรามาก เขามีแหล่งท่องเที่ยวเกี่ยวกับชาที่ขึ้นชื่อระดับ 4 ดาวของประเทศจีน มีชาผู่เอ๋อ หรือ ชาอัดแผ่น เรารู้ว่าไทยส่งวัตถุดิบไปทำชาอัดแผ่นที่จีน เราขอให้เขามาสอนทำได้ไหม เขาก็ไม่สอน แต่ทริปนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีนะ”

หลังจากนั้นอาจารย์จิ๊บก็เดินทางไปเรียนรู้และสร้างความร่วมมือกับไต้หวัน ต่อด้วยไปพรีเซนต์เรื่องชาสมุนไพร และผูกมิตรกับวงการชาญี่ปุ่นในงาน World O-CHA หรือเทศกาลชาโลก ที่จังหวัดชิซึโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เธอใช้เวลา 7 ปีสั่งสมความรู้และประสบการณ์เรื่องชาจนเสนอให้มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจัดประชุมวิชาการนานาชาติเรื่องชาในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2557 ซึ่งอาจารย์จิ๊บต้องตอบคำถามผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้ได้ว่า ทำแล้วได้อะไร

“มันคือการสร้างแม่เหล็ก สร้างแสงให้มหาวิทยาลัย ให้จังหวัดเชียงราย ให้ประเทศไทย เราต้องการปักหมุดว่า ประเทศไทยมีแหล่งปลูกชาที่ดี ไม่ใช่ถูกจดจำว่า ชาไทยคือชาใส่สีแต่งกลิ่นไม่มีประโยชน์ นักวิจัยต่างชาติบางคนเรียกชาเราว่า ‘ชามะเร็ง’ ด้วยซ้ำ”

อาจารย์จิ๊บอธิบายว่า ชาดี ๆ ที่ปลูกในประเทศไทย ถูกส่งออกไปเป็นวัตถุดิบให้จีนและไต้หวัน เพราะพื้นฐานผู้ประกอบการชาบ้านเรามีบรรพบุรุษเป็นคนยูนนาน ไม่ก็คนไต้หวัน คนในวงการชาต่างประเทศจึงมองว่า ไทยเป็นเพียงมือปืนรับจ้างในการผลิตชา สร้างแบรนด์ของตัวเองไม่ได้

เธออยากเปลี่ยนความคิดนี้ให้ได้

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
ชาแก้วที่ห้า

Best Cup of Thai Tea

คุณค่าจากบรรพบุรุษสู่การสืบสานของลูกหลาน

บนโลกนี้มีชาอยู่ 2 สายพันธุ์หลัก ๆ คือ ชาจีน หรือ Camellia sinensis var. sinensis กับ ชาอัสสัม Camellia sinensis var. Assamica ชาในโซนจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ส่วนใหญ่เป็นชาจีน ส่วนชาอัสสัมอยู่แถบอินเดีย ศรีลังกา เป็นส่วนใหญ่

ในประเทศไทยปลูกชาอัสสัมมากว่าพันปี บางพื้นที่มีต้นชาอัสส้มอายุหลายร้อยปีที่บรรพบุรุษปลูกไว้ และชาวบ้านจำนวนไม่น้อยตัดทิ้งไปปลูกพืชเศรษฐกิจตัวอื่นอย่างไม่เห็นค่า ทั้งที่ชาอัสสัมพื้นเมืองของไทยถือเป็น 1 ใน 8 พืชชุดแรกที่ถูกเลือกเข้าโครงการอนุรักษ์สายพันธุ์พืชของกรมสมเด็จพระเทพฯ

ส่วนชาจีน คนไต้หวันนำมาปลูกที่ดอยแม่สลองเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา แต่ก็ปรับตัวกับสภาพในเมืองไทยได้ดีมาก

“เราทำงานโดยใช้หลักของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เราต้องเข้าใจชาในโลกนี้ว่ามีมาตรฐานแบบไหน แล้วกลับมาเข้าถึงทรัพยากรของเราว่า บ้านเรามีวัตถุดิบอะไร แล้วพัฒนาด้วยพื้นฐานความรู้เทคโนโลยีที่เรามี ต่อยอดจากตรงนั้น”

แม้จะเป็นชาสายพันธุ์ที่มีต้นกำเนิดเดียวกับประเทศจีนหรือไต้หวัน แต่ปลูกในภูมิประเทศภูมิอากาศที่แตกต่าง รวมถึงมีการพัฒนาสายพันธุ์ ชาเชียงรายจึงแตกต่างจากชาจีน ส่วนขั้นตอนการแปรรูป ถึงจะทำเหมือนประเทศอื่น ๆ แต่ทุกขั้นตอนก็มีเคล็ดลับที่สั่งสมมาจากประสบการณ์อันยาวนาน

ชาที่ปลูกในประเทศไทยจึงไม่เหมือนชาที่ปลูกในประเทศอื่น

“เมื่อวานมีคนจากฝรั่งเศสมาหา เขาถามว่าชาอู่หลงของไทยตอนนี้ผลิตโดยคนจีนหรือคนไต้หวัน ในอดีตน่ะใช่ มีคนจีนคนไต้หวันมาคุมการผลิตแล้วส่งกลับไป แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการที่เป็นทายาทธุรกิจ เขามีประสบการณ์มากพอ ทำชาด้วยตัวเองได้ เขาได้รางวัลในเวทีสากลมา 3 ปีแล้ว สิ่งนี้น่าจะบอกความสามารถในการทำชาของคนไทยได้” อาจารย์จิ๊บหมายถึงชาที่เธอลงพื้นที่ไปทำงานด้วย ทั้งเรื่องการผลิต การนำเสนอ จนถึงขั้นพาไปแข่ง

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น

ชาเชียงราย 4 ตัวที่เพิ่งคว้ารางวัลจากเทศกาลชาโลกในปีนี้ ได้แก่ ชาขาว Forest Elegance White Tea จากโรงงานชาเทียนฮวา คว้ารางวัล Grand Gold Prize ส่วน ชาขาว Summer Vibe และชา White Peony Tea จากร้าน One Tea At A Time, ชาขาว Khiri White Tea จาก ไร่ชาวังพุดตาล และ ชาดำ BOMA Black Tea จากไร่ชา TEA 1×2 – ไร่ชา 1×2 ดอยพญาไพร คว้ารางวัล Gold Prize

ใครจะไปคิดว่า ชาไทยจะชนะชาจีนและชาญี่ปุ่นได้

“อย่าคิดว่าชาเขียวที่ดีที่สุดคือชาญี่ปุ่น อย่าคิดว่าชาดำที่ดีที่สุดคือชาอินเดีย ศรีลังกา คุณต้องเข้าใจวัตถุดิบที่มีในไทย หากระบวนการผลิตที่เหมาะสม แล้วสร้างเอกลักษณ์ต่างๆ ขึ้นมา” ผู้เชี่ยวชาญเรื่องชาของญี่ปุ่นเคยบอกอาจารย์จิ๊บไว้แบบนั้น

“นั่นคือคำพูดจากสวรรค์ที่ให้กำลังใจเรา เราไม่ต้องวิ่งตามญี่ปุ่น จีน หรือประเทศไหนเลย มันทำให้เรากล้าก้าวข้ามการผลิตเพื่อส่งออกแบบเดิม ๆ “

เชียงรายได้เปรียบผู้ผลิตชาในหลายพื้นที่ตรงที่มีทั้งชาอัสสัมและชาจีน จึงมีโอกาสพัฒนาชาเบลนด์กลิ่นรสใหม่ ๆ แบบชาฝรั่ง และชาที่เน้นรสชาติดั้งเดิมแบบชาจีน

“พัฒนาไปได้ทั้ง 2 ทาง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเจอลูกค้ากลุ่มนั้นได้ยังไงและเราเก่งเรื่องไหน” อาจารย์จิ๊บเริ่มวิเคราะห์โอกาสของชาเชียงราย “เราเพิ่งพาน้อง ๆ ผู้ประกอบการชาไปทริปญี่ปุ่นด้วยกัน พาไปทั้งเกษตรกรผู้ปลูกชา และผู้ที่เอาวัตถุดิบมาเบลนด์ แต่ละคนถนัดกันคนละเรื่อง เมื่อเอามารวมกันคือพลังอันยิ่งใหญ่

“ถ้าเราให้ชาวอาข่าจากดอยพญาไพรซึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลยไปทำตลาดต่างประเทศ เขาคงทำไม่ได้ แต่มีน้องกลุ่มหนึ่งเอาชาจากดอยพญาไพรมาเบลนด์ เขากำลังจะส่งไปขายที่ญี่ปุ่นแล้ว มันต้องจับมือกันทั้งห่วงโซ่อุปทาน เราสอนน้อง ๆ เสมอว่า ผู้ประกอบการคือผู้ประกอบทุกเรื่องราวเข้าด้วยกัน ไม่มีใครทำได้เองเบ็ดเสร็จทุกขั้นตอน เราคือระบบนิเวศที่สร้างกันขึ้นมา เป็นพันธมิตรที่เกื้อกูลกันทางธุรกิจ”

อาจารย์จิ๊บอยากให้เราลองจิบชาไทยสักแก้ว แล้วมองชาไทยด้วยมุมมองที่ต่างไปจากเดิม มองให้เห็นว่า กว่าเกษตรกรจะดูแลต้นชาของเขาจนได้ใบชาที่ดีนั้นยากแค่ไหน ต้องตื่นแต่เช้ามืดเดินไปบนทางชัน 45 องศาเพื่อเก็บยอดชา แล้วเอามาแปรรูปด้วยขั้นตอนมากมากมาย

“ราคาชาหนึ่งแก้วที่เราจ่ายไปไม่แพงเลย มันคือเรื่องราวของการรักษาและสืบสานคุณค่าดั้งเดิมของสิ่งที่อยู่ในท้องถิ่น มันคุ้มมากเลย เราการันตีว่าชาไทยคุณภาพดี ผลิตได้เทียบเท่ามาตรฐานสากล เพียงแต่รอวันที่คนไทยยอมรับของไทย เพราะเราติดกับความเป็นต่างชาติมานานมาก”

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น

อาจารย์จิ๊บสรุปทิ้งท้ายถึงคุณค่าของชาเชียงรายว่า

“วัฒนธรรมชา คือต้นทุนทางสังคมที่บรรพบุรุษสร้างไว้ให้ ลูกหลานเอานวัตกรรมมาต่อยอดเพื่อสร้างคุณค่า ถ้าเราเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมแล้ว เราจะ สืบสาน-ซาบซึ้ง-ส่งต่อ จนทำให้วัฒนธรรมนั้นคงอยู่ตลอดไป”

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

จารุเกียรติ หน่อสุวรรณ

งานประจำก็ทำ ช่างภาพก็อยากเป็น

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“ที่นี่คืออะไรครับ”

โชเฟอร์แท็กซี่ทำลายความเงียบในห้องโดยสารเมื่อรถที่เราโดยสารเคลื่อนที่เข้าใกล้ปลายทาง

เมื่อได้ยินคำถามที่ว่า ผมก็หวนนึกถึงบางคำถามที่ได้รับมานับครั้งไม่ถ้วนก่อนหน้า-ช่างชุ่ยคืออะไร

แปลกดี ทั้งที่เคยพบปะพูดคุยถึงสถานที่แห่งนี้กับเจ้าของโปรเจกต์มาแล้ว แต่แทบทุกครั้งที่มีคนถามไถ่ ผมกลับไม่อาจตอบได้ทันทีด้วยคำคำเดียวหรือประโยคสั้นๆ ว่าอาณาจักรขนาด 11 ไร่ที่มีเครื่องบินลำใหญ่จอดอยู่แห่งนี้ คืออะไร

เราจะอธิบายสถานที่ที่มีทั้งร้านอาหารบนเครื่องบิน โรงละคร โรงภาพยนตร์สารคดี แกลเลอรี่ ร้านตัดผมย้อนยุค ร้านกาแฟ ร้านหนังสือ ร้านขายซีดีเพลง ร้านขายโคมไฟ ร้านเสื้อผ้า และอื่นๆ อีกมากมาย ด้วยคำคำเดียวหรือประโยคสั้นๆ ว่าอะไร

ก่อนหน้านี้ผมเคยคุยกับ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา ผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่น FLYNOW และเจ้าของสถานที่ มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อกลางเดือนมกราคม แม้ตอนนั้นที่ช่างชุ่ยจะเริ่มมีสิ่งปลูกสร้างบ้างแล้ว แต่อะไรก็ยังไม่ชัดเจน เวลาผันผ่านจากต้นปีสู่กลางปี สิ่งต่างๆ เริ่มเปลี่ยนแปลงไป หากมองเพียงผิวเผิน ร้านรวงต่างๆ คืบหน้าไปมาก จากที่เป็นเพียงโครงสร้างว่างเปล่า วันนี้เริ่มเห็นหลายร้านพร้อมให้บริการเรียบร้อย หรือเครื่องบินที่เคยเป็นเพียงซากตั้งอยู่ วันนี้มันถูกทาสีทั้งลำและจัดไฟสะท้อนงดงามยามค่ำคืน

เย็นย่ำวันนี้ ผมนัดพบเจ้าของสถานที่อีกครั้งเพื่อฟังเขาเล่าเรื่องต่างๆ ที่ผันแปรไปและสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ตลอดระยะเวลาครึ่งปีที่ผ่านมา

โดยคาดหวังลึกๆ ว่า สิ่งที่ผมได้ยินจะทำให้ผมได้คำตอบของคำถามบนรถแท็กซี่

ช่างชุ่ย

คุณไม่มีชื่อจะตั้งแล้วหรือ

ช่าง น. ผู้ชำนาญในการฝีมือหรือศิลปกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ช่างตัดเสื้อ ช่างไม้ ช่างทอง.

ชุ่ย ว. ไม่ตั้งใจ, ไม่ละเอียดประณีต, มักง่าย, เช่น เขียนชุ่ย ๆ ทำชุ่ย ๆ พูดชุ่ย ๆ.

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายของคำว่า ‘ช่าง’ และ ‘ชุ่ย’ ไว้อย่างนั้น ส่วนคำว่า ‘ช่างชุ่ย’ ผมลองพลิกอย่างไรก็ไม่พบความหมาย

แน่นอน, ‘ไม่พบความหมาย’ นั้นคนละความหมายกับ ‘ไม่มีความหมาย’

“ทุกวันนี้คนยังไม่รู้ว่าช่างชุ่ยคืออะไร บางคนอาจจะอนุมานว่ามันเป็นครีเอทีฟสเปซ เป็นพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ หรือว่าเป็นพื้นที่ของศิลปะ แต่เชื่อว่าอีกจำนวนมหาศาลไม่เข้าใจอะไรเลย” สมชัยบอกผมขณะนั่งเอกเขนกอยู่บริเวณหน้าห้องสำนักงาน

ย้อนกลับไปก่อนที่ผืนดินที่ผมนั่งอยู่จะกลายเป็นภาพที่เห็น เดิมทีเขาตั้งใจสร้างที่แห่งนี้เป็นออฟฟิศใหม่ของ FLYNOW ออฟฟิศในฝันที่มีต้นไม้กระจายเต็มพื้นที่ พนักงานจะนั่งทำงานตรงไหนก็ได้ตามใจปรารถนา แต่สุดท้าย เมื่อคิดว่าหากทำเช่นนั้น คนที่ได้ประโยชน์คงมีเพียงหยิบมือเดียว นั่นคือเหล่าพนักงานไม่กี่คน เขาจึงคิดใหม่ทำใหม่ สร้างให้พื้นที่แห่งนี้เป็นสเปซแห่งสุนทรียะ โดยเชิญศิลปินจำนวนมากมาร่วมกันสร้างสรรค์บางสิ่งบางอย่างในหมวดที่ตนถนัดบนพื้นที่กว่า 11 ไร่

เขาตั้งชื่อสถานที่แห่งนี้ว่า ‘ช่างชุ่ย’

“เวลาเราไปพูด ถ้าไม่รู้จักกัน เขาจะถามเราว่าช่างอะไรนะ เป็นคำที่คนยังถามเราอยู่เสมอๆ ว่า ภาษาจีนหรือเปล่า ช่างชุ้ย ฉ่างชุ่ย เหรอ เราต้องบอกว่าไม่ใช่ครับ มันคือช่างที่มันชุ่ยๆ ถ้าพูดให้สั้นคือ ช่าง-ชุ่ย แล้วเขาก็จะถามต่อว่า คุณไม่มีชื่อจะตั้งแล้วเหรอ” เขายิ้มเมื่อเล่าถึงตรงนี้

“แล้วคุณตอบว่ายังไง”

“ไม่ตอบ แต่ถามว่าถ้าตั้งชื่อเป็นช่างสมบูรณ์ ช่างเพอร์เฟกต์ ช่างมหัศจรรย์ อะไรสักอย่างนึง คุณขำไหมล่ะ ผมไม่เชื่อเรื่องความเพอร์เฟกต์ ที่นี่คุณลองดูมันด้วยใจที่เปิดกว้าง คุณจะเห็นเลยว่าความชุ่ยมีความงาม”

ผมเหลือบมองไปยังอาคารหลังต่างๆ ที่สร้างด้วยสังกะสีและหน้าต่างไม้สักเก่าเก็บซึ่งเป็นสมบัติส่วนตัวของเขาเรียงร้อยกันสวยงามคล้ายลายผ้า Patchwork สิ่งที่เห็นไม่ใช่ผลงานของศิลปินที่ไหนทั้งนั้น เขาเล่าว่าหน้าต่างเหล่านี้ใช้แรงงานพม่าเป็นคนจัดวาง และด้วยความที่เป็นช่างชุ่ยสมชื่อสถานที่ แรงงานเหล่านั้นจึงวางหน้าต่างกลับหัวกลับหาง ตอนแรกที่รู้เขาตกใจ แต่เมื่อเห็นผลงานของช่างเหล่านั้น เขากลับยอมรับโดยไม่ได้สั่งรื้อแล้วติดตั้งใหม่

แม้มันไม่เป็นระเบียบอย่างที่คิด แต่มันก็งดงามกว่าที่คาด

“ความชุ่ยทำให้เราสุนทรีย์ขึ้น” เขาพูดถึงบางสิ่งที่ในพจนานุกรมไม่ได้ระบุ

ช่างชุ่ย

ช่างชุ่ย

เวลาฝนตกผมยกมือขอบคุณเทวดา

โชคดีที่วันนี้ฝนไม่ตก-ผมคิดในใจตอนที่มาถึงสถานที่แห่งนี้

ด้วยความที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่กลางแจ้ง ผมเกรงว่าหากฝนฟ้ากระหน่ำลงมา จากที่จะได้นั่งคุยกับเขาสบายๆ อาจกลายเป็นต้องวิ่งหาที่หลบฝนแทน

“ระหว่างที่สร้างช่างชุ่ยมีอะไรเปลี่ยนไปจากภาพที่คิดไว้ตอนแรกบ้างไหม” ผมถามเขาขณะที่ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีหลังพระอาทิตย์คล้อยต่ำ

“ที่ผ่านมา เราสื่อสารอะไรออกไปมักได้รับการตอบรับในแง่บวก แล้วเราจะทำยังไงให้พื้นที่แห่งนี้ไม่ทำให้ผู้คนผิดหวัง มันก็เลยกลับมาถาโถมผมในเรื่องของการทำพื้นที่ให้มีคุณค่าสมกับที่ทุกคนรอคอย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเรียงร้อยเรื่องราวทั้งหมด หรือมาตรฐานที่มากขึ้น เช่นเรื่องของการดูแลความปลอดภัย เราทำแบบเดิมไม่ได้แล้ว มาตรฐานของระบบไฟฟ้าต้องดี ตอนแรกผมฝันว่าจะมีเสาไฟเก่าๆ เหมือนต่างจังหวัด ทีนี้การไฟฟ้าฯ มาบอกว่าถ้าเป็นอย่างนี้เจอไฟแรงสูงมันรับไม่ได้หรอก ไม่ปลอดภัย เสาไฟฟ้าแบบนี้มันควรจะอยู่ตามหมู่บ้านที่ทั้งหมู่บ้านมีแอร์อยู่ 2 เครื่อง” สมชัยหัวเราะให้กับความไม่รู้ของตัวเอง

นอกจากเรื่องระบบไฟที่สุดท้ายต้องทำใหม่หมดโดยมีที่ปรึกษาเป็นการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อาคารต่างๆ ทุกหลังที่สร้างด้วยสังกะสีและหน้าต่างก็ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อฝนฟ้ามาเยือนและมาเตือน

“ตอนแรกเราคิดว่าตัวอาคารเราคงดีมากเลย ตอนกลางวันเปิดหน้าต่างให้หมด ให้ลมโชย แต่ก็เจอปัญหาคือ หนึ่ง ถ้าหน้าร้อนล่ะ ต่อให้ลมโชยยังไงก็ไม่รอด เดี๋ยวนี้คนติดแอร์แล้ว สอง เวลาฝนตก คนสมัยนี้ปิดหน้าต่างไม่เป็นแล้ว แล้วหน้าต่างเราเยอะขนาดนี้ กว่าจะเปิดทั้งหมดให้ลมโชย ให้ลมถ่ายเท แล้วพอฝนมา คุณนับดูสิว่าต้องไล่ปิดกี่บาน แล้วถ้าผมจะจ้างคนมาเปิดปิดหน้าต่างช่างชุ่ย ผมว่าไม่มีคนมาสมัครหรอก สุดท้ายเลยต้องแก้ด้วยการติดแอร์

ช่างชุ่ย

“แล้วฝนฟ้าที่ผ่านมาใน 1 เดือนมันสอนให้เรารู้ว่า ถ้าเป็นวิถีชาวบ้าน เขาอาจไม่ได้เดือดร้อนอะไร ฝนตกรั่วบ้างเล็กๆ น้อยๆ เขาถือเป็นเรื่องธรรมชาติ เด็กๆ ก็วิ่งรองน้ำฝนกันอะไรกันสนุกสนาน แต่ถ้าอยู่ๆ คุณกินข้าวที่ช่างชุ่ยแล้วน้ำมันไหลมา บางคนอาจจะเขียนด่าในเฟซบุ๊กเลยก็ได้ ด้วยความที่ช่างของเราไม่ใช่ช่างฝีมือชั้นเยี่ยมอะไร ฉะนั้น ไอ้สุนทรีย์มันก็มี แต่ไอ้ความซกมกเราไม่เห็นหรอก มุงหลังคารูเบ้อเร่อเท่อเราก็ไม่เห็น สมัยสร้างเสร็จใหม่ๆ เอากะละมังไปรองน้ำได้ 10 กะละมังเต็มๆ

“เวลาฝนตกผมยกมือขอบคุณเทวดา” ว่าถึงตรงนี้สมชัยก็หัวเราะเสียงดังให้กับเรื่องตลกร้ายที่เขาต้องเผชิญ

ถ้าเป็นอย่างที่เราคาดหวังทั้งหมดคือผิดพลาด

ณ วันนี้-อีกไม่ถึง 48 ชั่วโมง ช่างชุ่ยจะเปิดให้บริการ

หากเราคลิกเข้าเฟซบุ๊กหรือเว็บไซต์ทางการของช่างชุ่ยจะพบว่า นอกจากศิลปินที่จะทยอยมาสร้างสรรค์โปรเจกต์พิเศษต่างๆ ยังมีร้านรวงมากมายกว่า 50 ร้าน อาทิ ร้านอาหารไทยระดับโลกจากเชฟมิชลินสตาร์ ร้านรวบรวมพันธุ์ไม้หายาก หรือร้านชาและขนมสไตล์ฝรั่งเศสท่ามกลางบรรยากาศสวนป่าเขตร้อน

“เป้าหมายของที่นี่ยังเหมือนเดิม เราอยากสร้างเป็นพื้นที่ที่คนรุ่นใหม่มารวมตัวกัน ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กัน บริบทของที่นี่ไม่ได้พูดถึงเรื่องไกลตัว เราพูดถึงเรื่องใกล้ตัวที่พูดแล้วทำให้คนมีปัญญา แล้วเขาสามารถนำปัญญานั้นไปทำมาหากินได้ และสิ่งสำคัญคือ มันต้องทำให้ผู้คนรู้สึกมีความสุข เพราะปัญญาบางอย่างมันก็น่าเบื่อนะ อย่างเวลาเราไปเรียนหนังสือมันน่าเบื่อมาก แต่จะทำยังไงให้พื้นที่ตรงนี้ทุกคนได้ครบทั้งปัญญาและความสุขกลับบ้าน ฉะนั้น มันเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเท่าไหร่”

สมชัยเล่าว่าการสร้างสถานที่แห่งนี้นับแต่วันแรกไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว หรือที่เขาพูดทีเล่นทีจริงว่า กฎของที่นี่คือ ‘เด็ดขาด แต่ไม่แน่นอน’

เด็ดขาด คือสั่งแล้วทำทันที ไม่แน่นอน คือพร้อมปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์

ช่างชุ่ยช่างชุ่ย, สมชัย ส่งวัฒนา

“ที่นี่ผมทำไปรู้ไป ผมชอบฝันกลางอากาศ แล้วเอาความฝันนั้นมาเรียงร้อย ค่อยๆ ให้มันผุดขึ้นมา แล้วในลักษณะของการผุดขึ้นมาผมไม่ได้สร้างกฎตายตัว จินตนาการของผมเต็มไปด้วยโจทย์ที่เต็มไปด้วยปัญหา แล้วเราก็มาหาวิธีแก้ปัญหานั้น การยอมรับกับปัญหา ยอมรับกับมุมมองใหม่ๆ ยอมรับกับกิริยาที่เกิดขึ้นจากกระบวนการแก้ปัญหา นั่นคือองค์ความรู้ที่ทำให้เราฉลาดขึ้น ตรงนี้ต่างหากที่ทำให้ผมรู้สึกว่า สนุก เปลี่ยนมันเถอะ อะไรที่ฝืนไม่ได้ก็เปลี่ยน แล้วคนที่มาร่วมกับผมที่ช่างชุ่ยแต่ละคนก็เรียกร้องไม่เหมือนกัน บางคนอยู่ๆ บอกว่าเขาอยากจะมาขอทำเรื่องนี้ๆ ซึ่งถ้าผมดูแล้วความสามารถเขาถึง ก็ตกลงเปลี่ยนเลย ผมเลยตั้งกฎที่นี่ไว้ว่า เด็ดขาด แต่ไม่แน่นอน คือคำสั่งพี่เป็นคำสั่งที่เด็ดขาด แต่ไม่แน่นอน

“ผมคิดว่าตัวเองคงขีดวงไว้แล้วว่าอยากเห็นอะไรเกิดขึ้น แต่ในขณะที่วงที่ขีด ผมก็เตรียมวงให้คนอื่นขีดซ้อนไปเรื่อยๆ ด้วย โดยที่ไม่ได้หมายความว่าวงกลมของคนอื่นต้องมาซ้อนกับวงกลมของผมร้อยเปอร์เซ็นต์ คือถ้าจะไปตั้งว่าคุณต้องเป็นวงกลมเดียวกับฉัน คุณบ้าไปแล้ว แต่ถ้าวงกลมของเรามีคนมาเกี่ยวกันไปเรื่อยๆ ผมว่ามันโคตรน่าสนใจเลยนะ อาณาจักรปริมณฑลมันจะเรียงร้อยกันไป ผมชอบตรงนี้ ฉะนั้น ก็อย่าไปฝันว่ามันจะเป็นไปตามสิ่งที่เราคาดหวังทั้งหมด ชีวิตจะมีอะไรล่ะ ถ้าทุกอย่างเหมือนกับที่คิดไว้เป๊ะเลย แล้วจะไปดูทำไม จะไปเห็นทำไม เหมือนเวลาคุณอยากรู้อยากเห็น พอไปดูแล้วมันไม่เหมือนที่คิดไว้ ผมว่าอย่างนี้แจ๋วกว่า

“ถ้าเกิดเป็นอย่างที่เราคาดหวังทั้งหมดคือผิดพลาดแล้ว” สมชัยสรุป

ช่างชุ่ย, สมชัย ส่งวัฒนา

ความไม่เข้าใจไม่ใช่หน้าที่ที่เราต้องไปตอบ

ดวงอาทิตย์บอกลาท้องฟ้า เสียงช่างเฮฮาหลังเลิกงานดังจนผมต้องหันไปมองทิศทางต้นเสียง

ที่ผ่านมา ผมเห็นข่าวช่างชุ่ยผ่านสื่อหลายสำนัก ส่วนใหญ่มักเป็นภาพตอนกลางวัน แต่ภาพที่ปรากฏตรงหน้าขณะนี้คือช่างชุ่ยยามค่ำคืนซึ่งมีเสน่ห์เฉพาะอีกแบบที่บอกไม่ได้ว่าเพราะแสงไฟหรือแสงดาว

ช่างชุ่ยคืออะไร-ผมยังคิดถึงคำถามนี้ที่ได้รับจากโชเฟอร์แท็กซี่

“ที่นี่ยังเป็นเรื่องที่มีความสลับซับซ้อนอยู่ ซึ่งเป็นความตั้งใจที่ผมอยากจะเห็นช่างชุ่ยออกมาเป็นอย่างนี้ เพราะว่าอะไรที่มันเคลียร์มันจะไม่มีการตั้งคำถาม ถ้าคุณไปที่ไหนแล้วมีคำถาม ชีวิตมันน่าสนใจนะ ถ้าเกิดเราไม่อยากถาม ไม่อยากหาคำตอบ ชีวิตมันน่าเบื่อหน่าย ฉะนั้น ผมเองคิดว่าจะต้องมีคนตั้งคำถามกับช่างชุ่ย แล้วช่างชุ่ยก็ให้คำตอบเขา ซึ่งแต่ละคนอาจจะตั้งคำถามไม่เหมือนกัน และในแต่ละวันที่เขามาช่างชุ่ย เขาคงได้คำตอบไม่เหมือนกัน”

“แล้วเวลาที่คนถามคุณว่า ช่างชุ่ยคืออะไร คุณตอบว่ายังไง” ผมตัดสินใจถามคำถามที่เก็บกุมไว้ตั้งแต่แรกมาเยือน คำถามที่เหมือนจะง่ายแต่ก็ยาก

ผมก็บอกว่า วันไหนคุณว่างคุณลองมาเที่ยวนะ ผมว่าช่างชุ่ยน่าจะให้คำตอบให้กับคุณได้ ผมจะตอบอย่างนี้จริงๆ นะ เพราะตอบเขายังไงเขาก็ไม่เข้าใจหรอก ความไม่เข้าใจไม่ใช่หน้าที่ที่เราต้องไปตอบ เขาควรจะเข้ามาหาคำตอบที่นี่ และทุกคนที่มา ผมเชื่อว่าคำตอบไม่เหมือนกัน

“ระหว่างความเข้าใจกับความสงสัย ผมว่าสงสัยดีกว่า ถ้าผมทำช่างชุ่ยให้คนสงสัยได้ตลอด ตั้งแต่ช่างชุ่ยเปิดจนปิด ผมชนะแล้ว”

หลังบทสนทนาสิ้นสุด เราร่ำลากันอย่างเรียบง่ายเหมือนตอนทักทายเมื่อพบเจอ ผมเลือกเดินทางกลับด้วยรถแท็กซี่เช่นเดิม

โชคดีที่คราวนี้โชเฟอร์ไม่ถามผมว่า “ช่างชุ่ยคืออะไร”

ช่างชุ่ย, สมชัย ส่งวัฒนา

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load